รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 11 : ตอนที่ ๕ แผนคุกคาม I : ข่มขู่ (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 362
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    23 พ.ค. 61


5

แผนคุกคาม I

:: ข่มขู่ ::

[2]

 

 

ภาวิกาใจหายวาบเมื่อเขาเรียกทั้งชื่อและนามสกุลของเธอได้ถูกเผง “คุณรู้ชื่อฉัน?”

 

ชายหนุ่มหัวเราะคล้ายขบขัน แต่เธอไม่เชื่อว่าเขาจะอยู่ในอารมณ์นั้นจริงๆ แววบางอย่างในดวงตาคมบอกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ

 

“ดูทำหน้าเข้าสิ คิดว่าผมเป็นพวกสิบแปดมงกุฎรึไง ผมอ่านชื่อคุณตามป้ายไงครับ” เขาเหลือบมองที่ป้ายชื่อบนปกเสื้อของเธอ

 

หญิงสาวก้มมองตามสายตาเขาแล้วใช้มือข้างหนึ่งปิดป้ายชื่อไว้โดยเร็ว รีบหันข้างให้พลางเข่นเขี้ยวเบาๆ อย่างหงุดหงิด “ไอ้ผู้ชายบ้า จะโผล่มาทำไมก็ไม่รู้ ใจคอจะตามรังควานกันให้ตายไปข้างเลยใช่มั้ย”

 

“คุณวิกกี้ครับ”

 

เธอสะดุ้ง หันไปทำตาขวางกับแขกอย่างลืมตัวพร้อมบอกเสียงเข้ม “ฉันชื่อภาวิกา...ค่ะ”

 

“ผมได้ยินเพื่อนคุณเรียกวิกกี้ก็เลยเรียกตามเท่านั้น ถ้าคุณไม่พอใจต้องขอโทษด้วย” เขาไหวไหล่ ยิ้มแฉ่ง กวนประสาทได้อีก

 

เธอหลับตาลงพลางนับหนึ่งถึงสิบในใจด้วยความอดทนอดกลั้น ก่อนจะเดินกระแทกส้นไปยืนหลังเคาน์เตอร์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

 

“คุณต้องการห้องพักแบบไหน จะอยู่กี่คืน ขอทราบชื่อและนามสกุลด้วยค่ะ”

 

“พนักงานของโรงแรมมณีดินพูดจาห้วนๆ กับแขกแบบนี้ได้เหรอครับ?” เตชิตโน้มตัวอยู่หน้าเคาน์เตอร์และถามเสียงดังฟังชัด คนที่อยู่ในล็อบบี้ต่างได้ยินถนัดโดยไม่ต้องเงี่ยหูฟังให้ลำบาก

 

ประชาสัมพันธ์สาวสวยจ้องตากับแขกหนุ่มอย่างไม่พอใจ อยากจะตอกกลับไปให้เขาหน้าหงาย แต่ก็รู้ดีว่าทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะมีสายตาหลายคู่จ้องมองมาอย่างสนใจ จึงได้แต่กัดฟันถามใหม่ด้วยสุ้มเสียงอ่อนหวานอย่างเสแสร้ง

 

“ขอโทษด้วยนะคะ ไม่ทราบว่าคุณต้องการห้องพักแบบไหน ต้องการจองกี่คืน ขอทราบชื่อและนามสกุลของคุณด้วยค่ะ”

 

เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย ตอบกลับเสียงเบา จริงจัง “คุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วนี่ว่าผมชื่ออะไร จริงมั้ยอลิซ?”

 

หญิงสาวเบิกตากว้าง เสียวสันหลังวาบเหมือนมีใครเอามีดปลายแหลมมาจ่อเอว แต่ก่อนที่เธอจะแสดงอาการของวัวสันหลังหวะมากไปกว่านี้ก็แกล้งทำหน้าซื่อตาใส ย้อนถามเสียงหวาน “คุณพูดเรื่องอะไรคะ ฉันไม่เข้าใจ”

 

“อยากให้ผมเอากล้องวงจรปิดในคืนแต่งงานจากโรงแรมมาตรวจสอบมั้ยภาวิกา ผมมีเพื่อนเป็นตำรวจ เขาช่วยผมสืบหาข้อมูลของคุณด้วยตัวเอง อยากให้ผมแจ้งความหรือบอกเรื่องที่คุณก่อไว้กับเจ้านายคุณรึเปล่าล่ะ?” เขายิ้มเยือกเย็น กอดอกจ้องตาหญิงสาวไม่ลดละ 

 

ภาวิกาหน้าซีดลงทุกขณะ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่าตัวเองจนมุมเข้าแล้วจริงๆ ถ้าเตชิตมีเพื่อนเป็นถึงตำรวจแถมยังรู้ชื่อและที่อยู่ของเธอก็จบเห่ ขืนหนีไปอีกเขาได้วิ่งโร่ไปแจ้งความแน่ หลังจากนั้นอนาคตที่สดใสของเธอก็จะดับวูบ หมออิสระต้องรับไม่ได้แน่หากรู้ว่าในอดีตเธอเคยทำงานแบบไหนมาก่อน

 

บ้าชะมัด ไม่น่ารับงานนี้เลย คราวนี้ต้องตายแน่ๆ ภาวิกาเอ๋ย...

 

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอย่างชั่วร้ายเมื่อเห็นเธอเงียบงันไร้ข้อแก้ตัว “ทีนี้ก็บอกผมมาซะดีๆ ว่าทำแบบนั้นทำไม ใครจ้างคุณ?”

 

ก่อนที่ภาวิกาจะคิดออกว่าต้องทำอย่างไร แวววลีก็เดินกลับมาประจำที่เคาน์เตอร์พอดี

 

“ขอบใจมากนะวิกกี้ เอ๊ะ...นี่ยังไม่เสร็จอีกเหรอ แขกต้องการอะไร”

 

“จองห้องพักค่ะ ฝากพี่วลีช่วยจัดการต่อทีนะคะ” หญิงสาวฉวยโอกาสนี้หลบไปตั้งหลัก

 

“ผมไม่ได้มาจองห้องพัก แต่ผมมาหาวิกกี้ครับ”

 

เสียงนั้นดังพอจะทำให้คนทั้งล็อบบี้ได้ยินถนัด หญิงสาวหันขวับไปจ้องหน้าคนพูดตาวาว

 

“ผมมาง้อถึงขนาดนี้ ใจคอจะไม่ยกโทษให้จริงๆ เหรอวิกกี้”

 

เธออ้าปากค้าง มองหน้าคนพูดราวกับว่าเขาเสียสติไปแล้ว “พูดบ้าอะไรของคุณฮะ?”

 

“เบาๆ วิกกี้ แขกมองกันใหญ่แล้ว” แวววลีกระซิบเตือนขณะกวาดสายตาไปรอบๆ พร้อมส่งยิ้มขอโทษขอโพยแทนหนุ่มสาวทั้งสองคนที่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น

 

เตชิตเหลือบมองป้ายชื่อของหญิงสาวอีกคนแล้วอ้อนวอน “ขอโทษด้วยนะครับคุณแวววลี ผมมีเรื่องอยากคุยกับวิกกี้ ไม่งั้นผมต้องบ้าตายแน่ ขอผมคุยกับเธอสักครู่ได้มั้ยครับ”

 

“เอาไงดีวิกกี้ พี่ว่าเธอไปคุยกับเขาก่อนดีไหม ขืนยื้อกันอยู่ตรงนี้แขกเหรื่อตกใจหมด ถ้ารู้ไปถึงหูเจ้านายจะแย่เอานะ ทางนี้เดี๋ยวพี่จัดการเอง รีบไปเถอะ”

 

แวววลีช่วยตัดสินใจเพราะเห็นว่านั่นคือทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้ ขืนไม่รีบทำอะไรสักอย่างภาวิกาอาจตกที่นั่งลำบาก โรงแรมใหญ่ขนาดนี้มีพนักงานเยอะแยะ เรื่องซุบซิบนินทาในทางเสียหายกระพือไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง และหากรู้ถึงหูเจ้านายรับรองว่าภาวิกาเดือดร้อนแน่

 

หญิงสาวเม้มปากแน่น ขณะเดินเลี่ยงออกไปทางด้านหลังของโรงแรมโดยมีเตชิตตามไปติดๆ เมื่อพบมุมปลอดผู้คนเธอก็หยุดและหันกลับมาจ้องหน้าเขาอย่างชิงชัง

 

“คุณจะเอายังไงกับฉัน?”

 

“ผมต้องการความจริงทั้งหมด คุณทำลายงานแต่งของผมทำไม มีใครจ้างวาน ถ้ายอมสารภาพดีๆ และไปพูดให้แฟนผมเข้าใจ ผมจะไม่เอาเรื่องคุณ แต่ถ้าไม่ตกลง ผมแจ้งความ!” เขาว่าแล้วรอดูท่าทีของหญิงสาว

 

“คุณมีหลักฐานอะไรมากล่าวหาฉันไม่ทราบ?” เธอย้อนถามเพื่อความแน่ใจ ถ้าจะต้องยอมรับว่าทำจริง เธอต้องรู้ให้ชัดว่าดิ้นไม่หลุดชัวร์ ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังว่าจะจับคนอย่างภาวิกาได้เลย

 

เขาอมยิ้มอย่างเป็นต่อขณะจ้องตาเธอ “วันนี้ผมมาขอภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมในคืนเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ทั้งภาพของคุณที่ใส่ชุดดำเข้ามาก่อกวนและภาพที่คุณขับฮอนด้าแจ๊สสีเหลืองทั้งขาเข้าและขาออกจะถูกบันทึกอยู่ในนั้น แล้วตำรวจก็จะตามสืบจากรถที่คุณใช้ไปจนถึงเต็นท์เช่าของเสี่ยธวัชชัย แล้วพวกเขาก็จะเจอสำเนาบัตรประชาชนปลอมของคุณที่ตอนนี้อยู่ในมือผมแล้ว ทั้งก่อกวนสร้างความวุ่นวายและเสียหายให้ผมกับครอบครัว ไหนจะปลอมแปลงบัตรประชาชนอีก เอ๊ะ...เดี๋ยวนี้เขามีบทลงโทษแบบไหนนะ ผมชักอยากรู้แล้วสิ”

 

หญิงสาวเม้มปากแน่น เจ็บใจ แน่นอนว่าความผิดของเธอไม่ได้มีเท่านี้ ขืนให้ตำรวจสืบต่อรับรองว่าสาวไปถึงประวัติในอดีตของเธอแน่ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็เสียหายหลายล้าน หมดอนาคตแบบไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว

 

“ว่ายังไง คุณจะรับข้อเสนอของผมดีๆ หรือจะให้ผมแจ้งความ” คราวนี้ชายหนุ่มถามเสียงเข้ม นัยน์ตาคมลุกวาวเอาเรื่อง บ่งบอกให้รู้ว่าเขาเอาจริงและจะไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาหยิบยื่นให้แล้ว

 

ภาวิกาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห เธอทำงานเสี่ยงๆ มาหลายปีแต่ไม่มีสักครั้งจะอับจนหนทางแบบนี้

 

“เอาละ ผมให้เวลาคุณหาคำตอบก่อนก็ได้ เย็นนี้ค่อยคุยกัน คุณเลิกงานกี่โมง ผมจะมารับ ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้าคิดหนีเรื่องนี้ถึงตำรวจแน่ หรือถ้าตำรวจจัดการช้าเกินไปผมก็จะใช้ศาลเตี้ย ว่าแต่ก่อนที่คุณจะรับงานนี้ได้ศึกษาประวัติผมมาก่อนรึเปล่าภาวิกา หวังว่าคุณจะทำแบบนั้นนะ เพราะคนอย่างผมพูดจริงทำจริง ทุกวงการไม่ได้ใสสะอาดไปซะหมด คุณน่าจะรู้ดี อย่าทำให้ผมโมโหมากกว่านี้ ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย”

 

เขายิ้มเหี้ยมเกรียม รู้สึกชื่นชมตัวเองลึกๆ ที่แสดงบทมาเฟียธุรกิจได้แนบเนียนขนาดนี้

 

“ก็ได้ ฉันเลิกงานหกโมงเย็น แล้วค่อยคุยกัน ฉันต้องไปทำงานแล้ว”

 

ถึงตอนนี้การหนีไม่ใช่หนทางรอดของเธออีกต่อไป หญิงสาวจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรับข้อเสนอของเขาไปก่อน

 

“ตกลงตามนั้น อย่าคิดหนีให้เหนื่อย เพราะผมจะตามจองล้างจองผลาญคุณไม่เลิกแน่” เขาขู่ทิ้งท้ายด้วยสีหน้าโหดเหี้ยมแล้วเป็นฝ่ายเดินจากไปก่อน

 

ภาวิกากำมือแน่น ถลึงตามองตามร่างสูงที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ อย่างเกลียดชัง

 

“ไอ้ผู้ชายซาดิสม์ กัดไม่ปล่อยจริงๆ อยากถลกหนังหัวออกมาทำพรมเช็ดเท้านัก แม่จะเหยียบซ้ำๆๆ ให้จมดินไปเลย ฮึ่ย!

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

6 ความคิดเห็น