รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 12 : ตอนที่ ๖ แผนปั่นหัวของนางมารร้าย (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 375
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 พ.ค. 61

6

แผนปั่นหัวของนางมารร้าย

(๑)

 

 

เมื่อแยกจากภาวิกาแล้วเตชิตก็โทร. หาเลขานุการส่วนตัวของมารดา การะเกดเป็นผู้ติดต่อจองห้องจัดเลี้ยงในงานแต่งงานของเขา พอสั่งความให้เธอช่วยติดต่อขอดูกล้องวงจรปิดของโรงแรมในคืนนั้นแล้วก็มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลที่มนสิการ์เข้ารับการรักษา

 

ชายหนุ่มเคยไปส่งหญิงสาวครั้งหนึ่งหรือสองครั้งเขาก็จำไม่ค่อยได้ แต่จำได้รางๆ ว่ามันตั้งอยู่ที่ถนนเส้นไหน แม้จะลืมไปแล้วว่าโรงพยาบาลชื่ออะไรก็ตาม เขาเพิ่งรู้ตัววันนี้เองว่าเป็นคนรักที่ไม่ได้เรื่องเลย

 

มนสิการ์มีโรคประจำตัวต้องเข้ารับการรักษาเป็นระยะ เขาเคยพาเธอไปหาหมอแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ชายหนุ่มสัญญากับตัวเองว่าหากได้เธอกลับคืนมา เขาจะแก้ตัวใหม่ จะเป็นคนรักที่ดีกว่านี้ให้ได้

 

เมื่อถึงโรงพยาบาลเตชิตจึงตั้งใจอ่านชื่อและบันทึกไว้ในสมองเป็นอย่างดี แล้วตรงไปสอบถามข้อมูลจากประชาสัมพันธ์เป็นอันดับแรก โรงพยาบาลเอกชนก็ดีตรงนี้คือมีการบริการยอดเยี่ยมสมกับเงินที่จ่ายไป โชคดีที่เขายังสามารถบอกชื่อและนามสกุลของคนรักได้ ทำให้ได้ข้อมูลที่ต้องการมาไม่ยาก

 

ชายหนุ่มตรงไปที่แผนกรักษาโรคทางเดินหายใจ เหมือนโชคจะเข้าข้างเขาอีกครั้งเมื่อเห็นร่างบอบบางคุ้นตาเดินออกมาจากห้องตรวจพร้อมนายแพทย์รูปร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อกาวน์

 

“มิ้ง” เขาเรียกเธอด้วยความดีใจ ทีแรกตั้งใจเพียงมาสอบถามวันนัดตรวจสุขภาพของมนสิการ์กับแพทย์เจ้าของไข้แล้วจะได้แวะมาดักรอหญิงสาวถูกจังหวะ ไม่นึกเลยว่าเขาจะพบเธอที่นี่

 

หญิงสาวตัวแข็งทื่อเมื่อสบตาคมที่มองมาอย่างอ้อนวอนคู่นั้น “พี่เต...”

 

“ขอเวลาพี่เดี๋ยวได้ไหม ขอให้พี่ได้อธิบายบ้าง” เขาขยับไปยืนใกล้ๆ รีบฉวยข้อมือเล็กไว้เพราะกลัวเธอจะวิ่งหนีไปก่อนได้คุยกัน

 

หญิงสาวกระตุกมือกลับ ถอยไปหลบอยู่หลังคุณหมอรูปหล่อ “มิ้งไม่มีอะไรจะคุยกับพี่เต กลับไปเถอะค่ะ เราอย่าพบกันอีกเลย”

 

“ฟังพี่ก่อนได้ไหมมิ้ง ขอโอกาสให้พี่บ้าง แค่สิบนาทีก็ได้” เขาขยับตามพร้อมเอื้อมมือไปหาหญิงสาว หากถูกใครอีกคนตะปบไว้มั่น

 

“มิ้งไม่อยากพูดอะไรกับคุณ ได้ยินชัดแล้วนี่ครับ”

 

เตชิตหันไปสบตาคนพูดนิด ชายหนุ่มผู้นั้นสูงพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขาแต่ดูเพรียวบางมากกว่า ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านจนดูเหมือนหนุ่มเจ้าสำอาง ท่าทางจริงจังของฝ่ายนั้นทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆ

 

“ไม่ใช่เรื่องอะไรของคุณ”

 

“แต่คุณมิ้งเป็นคนไข้ของผม อาการเธอไม่ค่อยดีนัก อย่าเพิ่งรบกวนเธอตอนนี้ หากคุณยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง”

 

“มิ้งเป็นอะไร หอบหืดกำเริบอีกแล้วเหรอ” เขาหันไปถามคนรักด้วยความห่วงใย

 

หญิงสาวหลบตา ก้มหน้าพลางบอกเสียงสั่น “มิ้งไม่อยากเห็นหน้าพี่เตอีก เลิกยุ่งกับมิ้งซะทีเถอะค่ะ เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน มันจบแล้ว”

 

“มิ้ง...” เขาครางเสียงแห้ง พยายามจะสบตาเธอเพื่อวอนขอความเห็นใจ หากมนสิการ์หันหลังให้แถมยังใช้หมอหนุ่มเป็นเกราะกำบังอีก นึกอยากตะบันหน้าหล่อๆ ของหมอนี่นัก หากเพราะได้ยินว่าอาการของเธอไม่ค่อยดีและที่นี่ก็เป็นโรงพยาบาลจึงไม่อยากก่อเรื่อง

 

“คุณมิ้งรออยู่นี่นะครับ เดี๋ยวผมมา” หมออิสระบอกคนไข้ของเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปพูดกับชายหนุ่มอีกคน “ส่วนคุณตามผมมาสักเดี๋ยว เชิญครับ”

 

เตชิตได้แต่มองมนสิการ์ตาละห้อย หากหญิงสาวก็มิได้ชำเลืองแม้หางตามาที่เขา ชายหนุ่มจึงได้แต่เดินคอตกตามคุณหมอไปอีกด้านทั้งที่ไม่เต็มใจ

 

“มีอะไรไม่ทราบ” เขาถามด้วยเสียงห้วนสั้นเมื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตัวต่อตัว

 

หมออิสระยกมือขึ้นกอดอก จ้องมองสีหน้าหาเรื่องของเตชิตด้วยแววตานิ่งลึกอ่านยาก “ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรจากคุณมิ้ง แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่อยากคุยกับคุณแล้ว คุณเลิกยุ่งกับเธอจะได้ไหม”

 

เตชิตกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายด้วยความขุ่นเคือง กระซิบตอบอย่างดุดัน “เป็นแค่หมอก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป เก่งนักก็รักษามิ้งให้หาย แต่อย่ามายุ่งกับแฟนชาวบ้าน ผมขอเตือนครั้งแรกและครั้งสุดท้าย อย่ายุ่งกับแฟนผม!

 

คุณหมอหัวเราะเบาๆ ท่าทางใจเย็น อีกทั้งน้ำเสียงก็ยังสุภาพนุ่มนวลไม่เดือดร้อนสักนิด “คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมขอร้องในฐานะที่เป็นหมอรักษาคุณมิ้งเท่านั้น ร่างกายคนเราสัมพันธ์กับจิตใจ ถ้าเธอเครียดหรือเป็นทุกข์ย่อมมีผลต่อสุขภาพ หากเป็นห่วงเธอจริงๆ คุณควรทำตามที่เธอต้องการมากกว่า”

 

“ด้วยการปล่อยให้หมอที่ชอบฉวยโอกาสเวลาคนรักเข้าใจผิดกันได้ทำคะแนนงั้นเหรอ ฟังนะคุณหมอ ตอนนี้ผมมีเรื่องเครียดมากพอแล้ว ถ้าคุณฉลาดก็ไม่ควรสร้างปัญหาให้ผมอีก ความอดทนของผมเหลือน้อยเต็มที”

 

หนุ่มเลือดร้อนกระชากเสียงย้อนหากไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ นัยน์ตาคมลุกวาว เพราะรู้สึกว่าหมอคนนี้ทำเกินหน้าที่ไปหน่อย ถ้าแก่คราวพ่อจะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่ทั้งหนุ่มทั้งหล่อแถมยังดูใจเย็นและทำท่าเหมือนจะรู้ใจมนสิการ์มากกว่าเขาด้วย แบบนี้มันส่อเจตนาจะตีท้ายครัวกันชัดๆ ใครจะยอมล่ะ

 

“ผมบอกแล้วว่าคุณเข้าใจผิด ผมพูดเพราะเป็นห่วงคุณมิ้งจริงๆ คุณควรเก็บสิ่งที่ผมพูดกลับไปทบทวนให้ดี ตอนนี้อาการหอบของเธอถี่ขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างน่าเป็นห่วง คุณควรเลิกสร้างปัญหาให้เธอได้แล้ว” คุณหมอรูปหล่อยังคงความใจเย็นได้เสมอต้นเสมอปลาย

 

“ว่าไงนะ มิ้งมีอาการหอบถี่ขึ้นงั้นเหรอ?” ชายหนุ่มปล่อยมือจากปกเสื้อของอีกฝ่ายอย่างตระหนก ความร้อนใจแล่นพล่าน

 

“ครับ คงเป็นเพราะเธอไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น คุณมิ้งเอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ท่านอรุณพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย เธอเป็นทุกข์กับเรื่องนี้มาก คุณต่างหากที่สร้างปัญหา ไม่น่าให้เธอต้องมาเดือดเนื้อร้อนใจไปด้วยเลย”

 

“แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมไม่รู้จักยายอลิซนั่น ผม...โธ่เว้ย มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่ผมจะต้องมาอธิบายกับคุณ” เตชิตลูบหน้าตัวเองอย่างหัวเสีย เป็นเพราะภาวิกาคนเดียวที่ทำให้เขาตกที่นั่งลำบากแบบนี้

 

“แน่ใจหรือว่าคุณไม่ได้แอบนอกใจคุณมิ้ง?” หมอหนุ่มหรี่ตาถามอย่างไม่เชื่อถือ

 

ผู้ถูกกล่าวหากลอกตาไปมาอย่างสุดเซ็ง ก่อนจะทำเสียงหงุดหงิดใส่คู่สนทนาอย่างไม่รักษามารยาท “บอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรของคุณ ผมต้องคุยกับมิ้ง”

 

ว่าแล้วร่างสูงก็หันหลังให้คุณหมอ หวังจะเดินกลับไปหามนสิการ์อีกครั้ง หากก็ถูกรั้งไว้อย่างน่ารำคาญ

 

“นี่คุณหมอ คุณอยากมีเรื่องกับผมจริงๆ ใช่มั้ย?”

 

“ผมช่วยได้นะ ถ้าคุณต้องการ” อีกฝ่ายบอกเสียงเรียบ

 

เตชิตขมวดคิ้วเป็นปมยุ่งเหยิง จ้องหน้าคุณหมอรูปหล่ออย่างกับเห็นสัตว์ประหลาด “คุณว่าอะไรนะ?”

 

“ผมอยากช่วยคุณมิ้ง ไม่อยากเห็นเธอทุกข์ใจ มันไม่ดีต่อสุขภาพของ

 

เธอ ถ้าคุณทำให้ผมเชื่อได้ว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างที่ข่าวลง ผมจะช่วยพูดกับคุณมิ้งให้”

 

“นี่คุณเพี้ยนไปแล้วรึไง ผมเป็นคนรักของมิ้งนะ เรื่องอะไรจะต้องขอความช่วยเหลือจากหมอที่เพิ่งรู้จักกับแฟนผมไม่เท่าไหร่ เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ถ้ามิ้งไม่เชื่อผมแล้วจะเชื่อคุณได้ยังไง พูดอะไรหัดใช้สมองซะบ้าง”

 

หมออิสระอมยิ้มขบขัน ไหวไหล่น้อยๆ พลางถอนใจยาว “แน่ใจหรือว่าคุณรู้จักคุณมิ้งดีกว่าผม?”

 

คำถามสบประมาทนั้นราวกับไม้หน้าสามฟาดลงกลางศีรษะเขา เตชิตเลยฉุนขาด

 

“มันจะมากไปแล้วนะหมอ กล้าดียังไงมาพูดแบบนี้ จริงๆ แล้วคุณแอบคิดอะไรกับมิ้งใช่มั้ย คิดจะแย่งแฟนคนอื่นเหรอ เราสองคนกำลังจะเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องแล้วด้วยซ้ำ คนมาทีหลังน่ะหลบไป!

 

“ผมมีแฟนแล้ว” คุณหมอตอบยิ้มๆ

 

เตชิตหรี่ตาจ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง ด้วยบุคลิกที่ดูสุขุมนุ่มนวลของคุณหมอดูไม่เหมือนคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนัก แล้วเขาจะมายุ่งเรื่องส่วนตัวของคนไข้ทำไม หากไม่มีเจตนาแอบแฝง?

 

ราวกับอ่านใจเตชิตออก หมออิสระจึงรีบอธิบาย “ผมมีแฟนแล้วจริงๆ ครับ เธอสวยกว่าคุณมิ้ง แถมยังเป็นผู้หญิงน่ารัก เข้าอกเข้าใจผมที่สุด ที่ผมยุ่งเรื่องของพวกคุณก็เพราะรู้สึกเอ็นดูคุณมิ้งเหมือนน้องสาว คุณน่าจะรู้ดีว่าเธอบอบบางเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ แม้จะสวยงามแต่ก็แตกหักง่าย ผมไม่อยากเห็นเธอเป็นทุกข์อีก ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองรึเปล่าล่ะ”

 

“ผมพร้อมเสมอ แต่ไม่ใช่กับคุณ!” เขากระแทกเสียงใส่หน้าหมอจอมแส่อย่างไม่เกรงใจ คำพูดที่สื่อความหมายว่าตนมีความสำคัญต่อมนสิการ์มากกว่าเขาทำให้ไม่อยากเสวนากับหมอผู้นี้อีก

 

ชายหนุ่มเดินกลับไปหาคนรักที่นั่งรออยู่หน้าห้องตรวจ หากทันทีที่เธอ

 

เงยหน้าขึ้นมาพบเขาก็ลุกพรวดพราด วิ่งไปหลบด้านหลังคุณหมอที่เดินตามเขามาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

 

“พี่หมอคะ ช่วยมิ้งด้วยค่ะ ไล่เขาไปที”

 

เตชิตมองท่าทีของคนรักอย่างมึนงงแกมน้อยใจ เขารู้จักมนสิการ์มาเกือบเท่าอายุของตัวเอง แต่เธอกลับไว้ใจคนอื่นมากกว่าเขาได้อย่างไร?

 

หมออิสระมองหน้าเตชิตด้วยแววตานิ่งๆ ก่อนจะหันมาปลอบหญิงสาวที่ยืนกำชายเสื้อของเขาไว้แน่น “ไม่เป็นไรนะครับคุณมิ้ง เดี๋ยวผมจะพูดกับเขาอีกที”

 

ชายหนุ่มถอนใจยืดยาวระบายความหงุดหงิด เขาไม่อยากจะพูดอะไรกับหมอนี่อีก แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขากำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจึงจำใจเดินกระแทกส้นปึงปังตามคุณหมอจอมแส่กลับไปคุยกันที่จุดเดิม

 

“นี่นามบัตรของผม ถ้าคุณพร้อมจะยอมรับความช่วยเหลือเมื่อไหร่ก็ติดต่อมาได้เสมอ” นายแพทย์หนุ่มยัดเยียดกระดาษแผ่นเล็กใส่มือคนที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

 

เตชิตเม้มปาก ขบฟันแน่น จำต้องรับทางเลือกเดียวที่มีอย่างกล้ำกลืน ก่อนจะเดินหัวเสียจากไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองมนสิการ์อีกเลย เขาทำใจยอมรับไม่ได้ว่าเธอเห็นคนอื่นสำคัญกว่าเขาแล้ว

 

คุณหมอรูปงามทอดถอนใจยาว ขณะมองส่งร่างสูงโดดเด่นของเตชิตไปจนลับตา ก่อนจะเดินกลับมาหามนสิการ์พร้อมรอยยิ้มปลอบโยน

 

“เขากลับไปแล้วละครับ คุณมิ้งสบายใจเถอะนะ”

 

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า “ขอบคุณนะคะ มิ้งรู้สึกเหมือนเป็นภาระของพี่หมออีกเรื่องแล้ว”

 

“คิดอะไรอย่างนั้นครับ ถ้าคุณมิ้งยังไม่สบายใจเดี๋ยวเราไปเดินเล่นที่สวนก่อนดีไหม”

 

“พี่หมอไม่ทานข้าวเหรอคะ นี่มันเวลาพักของพี่หมอนะ” หญิงสาวท้วงอย่างเกรงใจ หากลึกลงไปเธอก็อยากให้เขาอยู่ด้วยนานๆ เพราะการได้พบเตชิตในวันนี้นำมาซึ่งความว้าวุ่นใจอย่างที่สุด ถึงกลับบ้านไปเธอก็ต้องจมจ่อมอยู่กับสายตาอ้อนวอนของอดีตคนรักไม่จบสิ้น มันคือความทุกข์ทรมานใจที่เธอไม่อยากเผชิญหน้าเพียงลำพัง

 

หมออิสระส่งยิ้มอ่อนโยนให้คนไข้พิเศษของตนพร้อมยื่นมือให้เธอเกาะ “อย่าห่วงไปเลยครับเพราะวันนี้ผมได้หยุดพักช่วงบ่าย ไปกันเถอะ”

 

“งั้นให้มิ้งเลี้ยงข้าวเที่ยงพี่หมอได้มั้ยคะ” สีหน้าของมนสิการ์ดูสดใสขึ้นเมื่อทราบว่าจะมีเวลาอยู่กับเขาและได้รับกำลังใจดีๆ มากขึ้น

 

“เอางั้นก็ได้ครับ แต่ผมขอเปลี่ยนชุดและเก็บของก่อน คุณมิ้งรอที่นี่เดี๋ยวนะ เดี๋ยวผมมา”

 

หญิงสาวพยักหน้า ยิ้มอ่อนๆ มองส่งร่างสูงเพรียวไปจนลับตา รู้สึกอุ่นใจที่สุดเมื่อคุณหมอใจดีคนนี้ไม่เคยละเลยต่อความสุขทุกข์ของเธอ ไม่เหมือนเตชิตที่ตามใจเธอทุกอย่างหากก็ไม่เคยพยายามที่จะเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของเธอเลย

 

นี่คือความแตกต่างที่เธอเพิ่งค้นพบเมื่อได้รู้จักกับหมออิสระ...

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

6 ความคิดเห็น