- I will always love you -[GOT7 MarkBam]

ตอนที่ 19 : - Give up -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    13 ม.ค. 59





‘  I never choose the pain; I never want to get hurt  ’ 

“ I never want my heart to get broken by you.”

 

               

                “ แบม เดี๋ยวก่อนสิ.... แบมแบม.....” มาร์คเดินตามหลังแบมแบมเข้ามาในบ้าน คนตัวเล็กรีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปยังส่วนของห้องนั่งเล่น ที่เมื่อสักครู่นี้ ทั้งสองคนได้นั่งอยู่ด้วยกัน

 

                “ หยุดเดินแล้วหันมานี่ก่อน” มาร์คดึงแขนแบมแบมให้หยุด ร่างสูงพยายามทำให้อีกคนหันกลับมาเผชิญหน้ากัน แบมแบมออกแรงบิดข้อมือตัวเองน้อยๆอย่างขอร้องให้มาร์คปล่อยมือตน ร่างสูงปล่อยมือจากข้อมือเล็กพลางเดินเข้ามาใกล้ แบมแบมหันหน้ากลับไปหามาร์คก่อนจะส่งสายตาต่อว่าไปให้

 

                “ พี่มาร์คทำแบบนี้ ไม่ดีเลยรู้ไหมครับ” คนตัวเล็กพูดเสียงเบา ในขณะที่ดวงตากลมจ้องมองไปยังดวงตาเรียว

 

                “...............” มาร์คยืนนิ่ง ฟังสิ่งที่อีกคนกำลังพูด

 

                “ ถ้าเราเป็นพี่จูเนียร์ เราต้องเสียใจมากแน่ๆ” แบมแบมพูดต่อ

 

                “ ........ เราทำอะไรผิดไปอย่างนั้นเหรอแบมแบม” มาร์คก้มหน้าพูดเสียงค่อย

 

                “ เราไม่อยากให้นายเสียใจ ไม่อยากให้นายรู้สึกไม่ดี เราทำผิดเหรอ...” มาร์คพูดต่อ

 

                “ ผิดสิฮะ ..... ผิดมากด้วย ... ที่ยืนอยู่กับพี่ตรงนี้ คือเพื่อนคนนึงเท่านั้น ส่วนคนที่พี่เพิ่งจะหันหลังให้เค้ามา คือคนที่พี่รักนะพี่มาร์ค” เริ่มมีน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกปนออกมาจากคำพูดของแบมแบม

 

                “ แต่เราก็รักนายนะแบมแบม  แล้วนายก็รักเรา หรือนายจะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น” มาร์คพูดเสียงแข็ง

 

                “ .........ไม่มีอะไรที่พี่มาร์คต้องเป็นห่วงเราสักนิด เราเป็นแค่เพื่อนกัน จำได้ไหมครับ” แบมแบมพูด สายตาที่แอบซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ ไม่อาจปิดบังมันได้ทั้งหมด แม้สิ่งที่มาร์คพูดมันจะเป็นเรื่องจริงและแบมแบมไม่ปฏิเสธว่ารู้สึกดีกับคำว่ารักของมาร์ค แต่ถึงแม้อย่างนั้นแบมแบมก็รู้ดีว่าตัวเองควรจะต้องแสดงออกต่ออีกยังไง

 

                “ เราเป็นแค่เพื่อนกัน...” แบมแบมพูดเสียงแผ่วก่อนจะหันหน้าเดินไปหยิบเอากระเป๋าเป้ของตัวเอง มาร์คยืนนิ่ง มองดูแบมแบมหยิบกระดาษชีทเพลงที่เค้าทั้งคู่ร่วมเขียนด้วยกันมาลงกระเป๋าอย่างรีบร้อน

                คนตัวเล็กรีบจัดแจงหยิบของและยกกระเป๋าขึ้นมาสะพาย มาร์คมองดวงตากลมโตของแบมแบมที่กำลังสั่นไหวน้อยๆ ก่อนที่ขายาวจะก้าวเข้าไปใกล้ ภาพของคนทั้งคู่ในเมื่อคืน ย้อนกลับมาให้มาร์คได้นึกถึง

            คำว่าเพื่อนที่แบมแบมได้บอกออกมา เป็นสิ่งที่เขาร้องขอเองไม่ใช่หรือ แต่แล้วทำไม ทำไมกลายเป็นว่าตัวเขาเอง กำลังรู้สึกผิดกับคำนี้อยู่ ...

 

.......

               

                เท้าเล็กก้าวถอยห่างออกมาจากร่างสูง แสงไฟสีส้มจากริมทางตกกระทบกับกลุ่มผมสีแดงของมาร์ค ใบหน้าหล่อยังคงจดจ้องอยู่เพียงดวงตากลมโต ประกายน้ำตาจากดวงตาคู่สวยยังคงล้อเล่นกับแสงไฟ สายตาของแบมแบมไม่ได้ถือโทษ หรือต่อว่าเขาเลยสักนิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดวงหน้าสวยยังคงยิ้มให้ราวกับเรื่องที่เจอมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่มาร์คต้องเป็นกังวล คนตัวสูงเอื้อมมือออกไปหาข้อมือเล็ก อยากจะโอบกอดและกุมมือเล็กๆคู่นั้นเอาไว้ตราบนานเท่านานเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ และเหมือนร่างเล็กเองนั้นก็รับรู้  รับรู้ถึงสิ่งที่เขากำลังจะทำ ขาเรียวจึงก้าวถอยห่างออกไปอีก และสองมือเล็กก็ยกขึ้นมาจับกันไว้  ใบหน้าหวานระบายยิ้มออกมาอีกครั้งให้กับคนตัวสูงตรงหน้า

                               

                “  เรื่องเป็นแบบนี้ทำไมยังยิ้มออกมาได้อีก ” เสียงที่เอ่ยออกไปเป็นคำถามเดียวกันกับเสียงข้างในหัวใจของมาร์ค

               

                “  แต่ก่อนจะยิ้ม ก็ร้องไห้ไปแล้วนะฮะ...” แบมแบมตอบ

 

                เท้าคู่เล็ก ค่อยๆก้าวถอยห่างจากปลายเท้าของอีกคนออกมาเรื่อยๆ แบมแบมก้มมองดูทุกระยะการเดินของตัวเอง จากระยะใกล้ที่ปลายเท้าชิดกัน จนกระทั่งเกิดพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ระหว่างทั้งคู่ มือเล็กยกขึ้นมาจับที่ปลายเสื้อของตัวเอง ก่อนที่ดวงหน้าหวานจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตากับใบหน้าหล่ออีกครั้ง

                มาร์คยกปลายเท้าขึ้นเตรียมที่จะเดินเข้าหาแบมแบมเมื่อเห็นรอยยิ้มจางๆปรากฏบนดวงหน้าหวาน สายตาของคนตัวเล็กไม่ได้ต่อว่าเขาเลยสักนิด ถึงแม้แบมแบมอาจจะมีส่วนผิดในเรื่องนี้ แต่ตัวเขาเองถ้าหากต้องมาเทียบกันแล้วความผิดของเขาก็แทบไม่ต่างกันเลย หรืออาจจะมากกว่าซะด้วยซ้ำ          

               

                “ เราขอโทษ.....” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมขายาวที่ก้าวออกไปข้างหน้า

 

                “ พูดอยู่ตรงนั้น ... ” เสียงหวานที่เริ่มสั่นพูดออกมาพร้อมๆกับแขนเล็กที่ค่อยๆยกขึ้นมากอดตัวเอง ด้วยอากาศเริ่มจะลดอุณหภูมิต่ำลงอีก

 

                “ แต่..” มาร์คชะงัก ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปอีก พอมาร์คก้าวเข้าไปหาหนึ่งก้าว แบมแบมก็ถอยห่างออกไปอีกหนึ่งก้าว จนคนตัวสูงถอดใจ แล้วเลือกที่จะหยุดเดิน   

 

                “ เราขอโทษ...” มาร์คพูด ร่างสูงสบตากับร่างเล็กอยู่ในทุกถ้อยคำเจรจา แบมแบมยิ้มให้ก่อนที่ริมฝีปากนิ่มจะค่อยๆขยับ

 

                “ พี่มาร์คจะขอโทษเราทำไม พี่มาร์คไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย....” เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ไออากาศสีขาวถูกพ่นออกมาพร้อมคำพูด น้ำเสียงของแบมแบมคล้ายกับกำลังยอมจำนนต่อโชคชะตา

หรือบางที นี่อาจเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

               

                “ ........ กันต์พิมุกต์ เรารู้ว่านายเข้าใจในคำขอโทษของเรา” มาร์คพูด คนตัวเล็กนิ่งฟังอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

                “ ........ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันดีสำหรับพี่มาร์คแล้วล่ะฮะ”  แบมแบมยิ้ม

 

                “ นายพูดแบบนี้ เรายิ่งรู้สึกผิด”

 

                “ อย่าทำหน้าแบบนั้น..... เราไม่เป็นไรหรอก..... เชื่อเรานะ”

 

                “ .....” มาร์คไม่ได้ตอบอะไร คนตัวสูงค่อยๆก้มหน้าลงมองพื้นถนน

 

                “ พี่มาร์คฟังเรานะ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผล ที่พี่มาร์คเปิดใจให้คนอื่นไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย มันดีแล้วล่ะ ที่พี่มาร์คมีพี่จูเนียร์มันดีแล้วจริงๆ ……” คนตัวเล็กสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดต่อ

 

                “ พี่สองคนเหมาะกันมากเลยนะฮะ แบมยินดีด้วยนะ” ริมฝีปากบาง ระบายยิ้มหวานออกมาหลังจบประโยค

 

 

                มาร์คนิ่งไปสักพักก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา ถึงแม้จะไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูด แต่มาร์คก็คิดว่ามันคงดีกว่าที่ไม่พูดอะไรเลย

 

                “ เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ใช่มั้ย ” เสียงทุ้มใกล้สั่น มาร์คพูดมันออกมาด้วยดวงตาและน้ำเสียงเศร้าๆ  แม้ไม่ได้เงยหน้ามองแบมแบมแต่เขาก็พอจะรู้ว่าคนตัวเล็กมีสีหน้ายังไงตอนนี้....ก็คงจะฝืนยิ้มออกมาให้เหมือนทุกๆครั้ง

 

                “  Always” แบมแบมตอบออกมาโดยไม่ลังเล น้ำเสียงฟังดูจริงจังถึงจะแอบสั่นไหวจนจับสังเกตได้ คนตัวเล็กยิ้มอ่อนออกมา ก่อนที่เท้าคู่เล็กจะเดินหายเข้าไปในตัวอาคารสีขาว พร้อมๆกับลมหนาวที่โบกพัดรุนแรงขึ้น มาร์คจ้องมองเท้าเล็กค่อยเดินหายไปก่อนที่ร่างสูงจะพ่นลมหายใจออกมา มันดีสำหรับนายจริงๆใช่มั้ยที่เรื่องมันเป็นแบบนี้....

 

………….

                  ความเงียบเข้ามาแทรกระหว่างพื้นที่อากาศภายในรถยนต์ของเจบี คนผมสีเงินได้แต่ส่งสายตาเป็นห่วงลอบมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แม้ตอนนี้เสียงหายใจเขายังต้องคุมไม่ให้มันดังเกินไปเลย

               

                จูเนียร์เอาแต่มองออกไปด้านนอกตัวรถ คนที่สดใสอยู่ตลอดเวลาอย่างเขา เวลานี้กลับไม่มีแม้แต่แววตาแห่งความร่าเริง แจบอมมองเห็นอาการของจินยองที่กำลังเป็นอยู่จึงรู้ดีว่าไม่ควรให้เขาต้องกลับเข้าไปยังห้องซ้อมเหมือนที่อีกคนออกคำสั่งไว้ ดูจากท่าทางแล้วเจ้าตัวคงยังไม่พร้อมที่จะทำอะไรแน่ๆ แม้จะยังไม่กล้าถามถึงเหตุผล แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องมันคงร้ายแรง เขาไม่เคยเห็นจูเนียร์ร้องไห้เพราะมาร์ค ถ้าเท่าที่จำได้ ไม่เคยเลยสักครั้ง และเพราะอย่างนั้นเรื่องที่จูเนียร์เพิ่งเจอมาวันนี้คงจะหนักเอาการอยู่

               
                   แจบอมขับรถมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสถานที่ที่ไม่ค่อยมีผู้คน ที่ที่เขาเองก็ชอบมา ในตอนที่มีเรื่องไม่สบายใจ แสงไฟจากข้างทางสาดเข้ามายังภายในตัวรถ ในขณะที่ล้อทั้งสี่ก็หมุนออกนอกเส้นทางหลักมาเรื่อยๆ

 

                “ ขับมาตรงนี้ทำไม ผมบอกให้กลับไปซ้อมไม่ใช่เหรอ” จูเนียร์หันมาพูดกับแจบอม ทันทีที่อีกคนดับเครื่องรถยนต์

 

                “ ดูขาตัวเองซะก่อน กลับไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แล้วอีกอย่าง จะไปทั้งๆสภาพเป็นแบบนี้เนี่ยนะ”

แจบอมพูดน้ำเสียงแกมเป็นห่วง

 

                “ ดูซิเนี่ย จมูกแดงหมดแล้ว” คนตัวสูงพูดพร้อมๆกับเอื้อมมือมาจับที่ปลายจมูกของอีกคนแผ่วเบา

 

                “ ยุ่งน่า” จูเนียร์ปัดมือแจบอม ดวงหน้าหวานสะบัดหน้าหันหนี  แจบอมยิ้มน้อยๆให้ก่อนที่ขายาวจะก้าวขาลงจากรถแล้วรีบเดินอ้อมออกไปยังฝั่งที่จูเนียร์นั่งอยู่

 

                “ มาสิ” แจบอมกับยื่นมืออกไปให้จินยองจับ

 

                “ ไม่ต้อง” คนหน้าสวยพูดเสียงสั้น ก่อนจะปัดมืออีกคนออก

 

                “ ตามใจ” แจบอมยักไหล่ ก่อนจะเดินนำออกไปยังริมแม่น้ำ เมื่อมองออกไปยังฝั่งตรงข้ามจะเห็นตึกสูงที่ถูกย่อส่วน แสงไฟจากบรรดาตึกรามบ้านช่อง คละสีกันเป็นจุดแสงสวยเหมาะสำหรับแต่งแต้มบรรยากาศในยามค่ำคืน

 

ฟุบ! เสียงเหมือนบางอย่างกระทบพื้นหญ้า ดังอยู่เบื้องหลัง คนตัวสูงแทบไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาจากใคร

แจบอมค่อยๆหันไปมองยังต้นเสียงนั้น

 

                “ อยากดื้อไม่ให้ช่วยเองนะ” แจบอมพูดเสียงดุ

 

                “ ตอนนี้ก็ไม่ได้อยากให้ช่วย ล้มเองก็ลุกเองได้” จูเนียร์พูดเสียงแข็ง เพราะว่าถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจทุกอย่าง ทั้งพ่อทั้งแจ็คสัน จินยองจึงมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเองอยู่มากเหมือนกัน คนรอบๆตัวของจูเนียร์ต่างพากันเอาอกเอาใจ ไม่เคยขัดใจเขาสักครั้งรวมไปถึงมาร์คด้วย แต่ว่าถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนหนึ่งที่ไม่เคยตามใจเขาเลย ไม่สักครั้ง

 

                “ ก็ลองดู” เจบีพูด พร้อมเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงมองดูอีกคนที่พยายามลุกขึ้นยืน

 

                “ ก็แค่ขาแพลง...........” จินยองพูดกับตัวเอง พร้อมๆกับสองมือที่ยันพื้นเอาไว้ อาการเจ็บแปลบๆที่ข้อเท้ามันทวีความปวดมากยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าของบาดแผลพยายามกดย้ำน้ำหนักลงไปที่บริเวณนั้น แต่ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเจ็บแค่ไหนจินยองก็ไม่อยากยอมแพ้ ไม่อยากเอ่ยปากขอร้องเจบี เหมือนอย่างที่ตัวเองได้บอกปัดความช่วยเหลือไปแล้ว

               

                คิ้วโก่งของจินยองขมวดเข้าหากัน ใบหน้าสวยเริ่มเหยเกแสดงออกถึงความเจ็บปวดที่มีมากขึ้น เจบีมองดูจูเนียร์คนปากเก่งค่อยๆฟุบตัวลงนั่งกับพื้นหญ้าอย่างยอมแพ้ คนผมสีเงินพ่นลมหายใจออกมาน้อยๆก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แล้วค่อยๆย่อตัวลงนั่งข้างๆ  จูเนียร์เงยหน้าขึ้นมองเจบีก่อนที่น้ำตาที่กลั้นเอาไว้จะค่อยๆไหลอาบสองแก้ม

 

                “ เจ็บมากมั้ย” เจบีถามออกมาอย่างอ่อนโยน ดวงตาคมเลื่อนสายตามองดูฝ่ามือเรียวที่กดข้อเท้าตัวเองเอาไว้ จินยองพยักหน้าน้อยๆก่อนจะพยายามกระพริบตาไล่น้ำตาให้หายเข้าไปยังที่ที่มันเริ่ม

 

                “ เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ไม่ไหวก็บอกว่าไม่ไหวสิ ไม่เห็นต้องฝืน....” เจบีพูด จินยองค่อยๆก้มหน้าลงมองพื้นหญ้า มืออีกข้างที่เท้าพื้นเอาไว้ กำกลุ่มหญ้าเอาไว้แน่น

 

                “ นายไม่ต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้นะจินยอง.....นายอ่อนแอได้...” สิ้นเสียงของเจบี จูเนียร์ก็ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น ถึงแม้ว่าสิ่งที่เจบีหมายถึงอาจจะเป็นเรื่องที่เขาเจ็บตัวไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้เลยก็ตาม  แต่ก็เหมือนกับว่าสิ่งที่ที่เจบีพูดออกมานั้นมันตรงเข้าไปยังความรู้สึกในใจของจินยองตอนนี้  ทั้งเจ็บ ทั้งอ่อนแอ

 

                “ เจ็บ..... เจ็บมากเลย...” จินยองพูดเสียงสั่น ไหล่เล็กสั่นไหวน้อยๆอย่างเก็บแรงสะอื้น เจบีเอื้อมมือไปลูบเบาๆที่ไหล่ของจินยอง  จูเนียร์ผู้สดใสเวลาร้องไห้ช่างดูน่าสงสารเหลือเกิน

 

                “ คราวหน้าถ้าไม่ไหวก็บอกพี่ เข้าใจมั้ย” เจบีพูดเสียงอ่อน จูเนียร์พยักหน้ารับ ก่อนจะยกแขนขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากใบหน้าแบบลวกๆ

 

                “ แล้วเดินร้องไห้ออกมาจากบ้านมาร์คทำไม...” เจบีถามต่อ

 

                “ ......” จูเนียร์นิ่งเงียบ เอาแต่เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น

 

                “ ทะเลาะกันเหรอ....” น้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเอ่ยออกมาอีก

 

                “ ....” จูเนียร์ส่ายหน้าเป็นการตอบ  ให้ทะเลาะกันอย่างที่เจบีว่ายังจะดีกว่าอีก

               

                “ ถ้าไม่ได้ทะเลาะกัน แล้วร้องไห้ทำไม”

 

                “ .........” ไม่ว่าเจบีจะถามอีกสักกี่คำถาม จูเนียร์ก็ยังคงเงียบไม่คิดตอบ และที่ไม่ตอบก็คงจะเป็นเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนมากกว่า

 

                “ อยากเล่ามั้ย...” เจบีวางมือลงบนไหล่ของจินยอง ดวงหน้าหวานค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกคนด้วยดวงตาที่สั่นไหว ทั้งคู่มองตากันอยู่สักพักจนกระทั่งริมฝีปากอิ่มสวยเริ่มขยับ

 

                “ แค่สัญญาได้มั้ย ว่าจะอยู่ข้างผม....” จูเนียร์พูดเสียงสั่น

 

                “ ได้มั้ยฮะ....”  น้ำเสียงที่เริ่มสั่น เพราะน้ำตาที่เริ่มมาคลอ จูเนียร์มองตาแจบอมอย่างหาที่พึ่ง  คนตัวสูงพยักหน้าให้แทนการตอบพร้อมๆกับเอื้อมมืออกไปลูบเบาๆที่กลุ่มผมนิ่มของจินยอง สายลมหนาวพัดผ่านร่างของทั้งคู่พร้อมหอบเอาเสียงบรรยากาศรอบข้างให้ผ่านมาด้วย สายน้ำที่ไหลเอื่อยๆไปตามกระแส แสงไฟที่ตกกระทบกับพื้นผิวของแม่น้ำส่องแสงระยิบระยับสวยงาม  หากลืมความรู้สึกที่กำลังคุกกรุ่นอยู่ในแล้วสดับฟังเสียงรอบๆตัว ปล่อยให้อะไรอะไรเป็นไปอย่างที่มันเป็น จูเนียร์อาจจะไม่ต้องรู้สึกว่าแบกอะไรหนักๆเอาไว้เหมือนกับตอนนี้ก็ได้  น่าเสียดายที่จิตใจของมนุษย์มันผูกพันหยั่งรากลึกและถือมั่นในคำสัญญาเกินกว่าจะให้อิสระแก่กันได้โดยง่าย

 

                จินยองก้มหน้ามองต่ำเห็นเพียงประกายน้ำค้างจากยอดหญ้า บรรยากาศโรแมนติกรอบๆตัว ไม่ได้มีผลอะไรกับเขาสักนิด

 

                ไม่มีทางที่เราจะปล่อยนายไป ไม่มีทางที่เราจะยอมให้นายเดินกลับไปหาอดีต เราเดินมาด้วยกัน

ตั้งไกลขนาดนี้แล้ว ไม่มีทางที่เราจะยอมให้ใครหรืออะไรมาฉุดนายกลับไปแน่ๆ ไม่มีวัน........    

 

....
 

               แท่งเหล็กทรงกระบอกกระทบกันจนเกิดเป็นเสียงเพลงที่ถูกบรรเลงโดยสายลม ใบไม้เริ่มร่วงหล่นลาลำต้น กลิ่นหอมอ่อนๆจากดอกไม้กลีบสีม่วงที่อยู่ริมหน้าต่างลอยอบอวลเมื่อยามที่สายลมพัดผ่านหน้าต่างบานเล็กเข้ามา

 

                ร่างเล็กบนที่นอนขยับตัวน้อยๆเมื่อหูได้ยินเสียงนกกระจิบพูดจากัน  เสียงจิ๊บจิ๊บดังมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างห้องนอน เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆลืมตื่นขึ้นอย่างเชื่องช้า รอจังหวะเวลาให้ดวงตาปรับระยะชินกับแสงจ้าที่สาดเข้ามายังพื้นที่ภายในห้อง

 

 

เป็นเช้าที่รู้สึกเหงาอย่างประหลาด ,,

 

 

                ผ้าห่มผืนหนาถูกพับเก็บเป็นระเบียบทันทีที่เท้าเล็กก้าวลงจากเตียง เสียงครืดคราดดังมาจากเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กบนหัวเตียง มันกำลังสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ดวงหน้าหวานหันหลังกลับไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่โชว์เพียงตัวเลขไม่มีชื่อปรากฏ ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็รู้ดีว่าจำนวนเลขที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอเป็นของใคร

               

                กว่าร้อยสายที่มาร์คโทรหาแบมแบมโดยไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย คนหน้าสวยมองดูไฟหน้าจอที่กำลังสว่างวูบวาบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดปิดเครื่องตัดสัญญาณการติดต่อทั้งหมด

 

 

 

….

 

 

                เสียงระฆังดังกังวานไปทั่วทั้งโบสถ์ เหล่าชายหญิงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันสวดภาวนาต่อหน้าไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์  แบมแบมเงยหน้าขึ้นมองสัญลักษณ์แห่งพระคริสต์ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยคำถาม หรือคำขอของเขาจะเบาเกินไป พระองค์จึงไม่ได้ยิน มือเล็กยกขึ้นประสานกันอีกครั้ง เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆปิดลงพร้อมคำอธิษฐานที่ดังเพียงในใจ ,,

 

จะต้องทำอย่างไร หากอยากจะตัดใจจากคนหนึ่ง



...............


 

                   กลุ่มเมฆสีขาวเคลื่อนตัวลอยผ่าน แต่งแต้มให้ท้องฟ้าไม่ได้มีเพียงสีเดียว แบมแบมเงยหน้าขึ้นมองสสารสีขาวเหล่านั้นค่อยๆเคลื่อนตัวข้ามผ่านศีรษะของเขาไป คนตัวเล็กพ่นลมหายใจออกมาก่อนที่จะริมฝีปากบางจะค่อยๆยกยิ้มอย่างอ่อนแรง  ขาเล็กหยุดอยู่ตรงอีกฟากของถนนซึ่งเบื้องหน้าคืออีกสถานที่หนึ่งที่คุ้นชิน  ขาเรียวรีบวิ่งข้ามถนนที่ขนาบข้างด้วยต้นไม้ใหญ่ในยามที่ถนนเส้นเล็กนี้ไม่คลาคล่ำไปด้วยยานพาหนะและผู้คน ดวงตากลมที่กำลังจ้องมองทางเบื้องหน้ากลับไปสะดุดกับร่างหนึ่ง ด้านหลังของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง  ผมสีดำสนิท ท่าทางการเดินที่เป็นเอกลักษณ์กำลังรุดหน้าเดินเข้าไปยังสถานที่เดียวกัน แบมแบมก้าวเดินตามร่างสูงนั้นไปโดยไม่ลืมทิ้งระยะห่าง ครั้นหากจะตะโกนร้องทักก็กลัวว่าอาจจะจำผิดคน ก็คนที่รู้จักไม่น่าจะมาอยู่ในสถานที่แบบนี้นี่นา คิดพลางสายตายังคงมองตรงไปข้างหน้า จดจ้องที่แผ่นหลังแข็งแรงนั้นอยู่ไม่วางตา เสื้อแจ็คเกตยีนสีซีดกับรอยขาดที่บริเวณข้อศอก กลับทำให้คนใส่ดูเท่ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ตากลมเลื่อนมองสิ่งที่อีกคนถืออยู่ กระเป๋าสีดำขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายกับเครื่องเก็บอุปกรณ์ดนตรี กวัดแกว่งไปตามจังหวะการก้าวเดินของผู้ที่ถือมัน แบมแบมเดินตามอีกคนจนกระทั่งการเคลื่อนไหวของคนตรงหน้าหยุดลง ร่างสูงโปร่งเดินหายเข้าไปยังส่วนของห้องพักที่ป้ายหน้าห้องมีชื่อระบุ

 

                ห้องคุณยายอึนจี  ตัวอักษรถูกแปรเปลี่ยนเป็นเสียงที่ระดับความดังต่ำเกินกว่าที่ใครจะได้ยิน

แบมแบมชั่งใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตามร่างสูงไปจนกระทั่งเท้าคู่เล็กหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบานแคบ  คนตัวเล็กเงี่ยหูฟังเสียงทุ้มเบาที่กำลังเอ่ยถ้อยคำเจรจากับคนที่อยู่ภายในห้อง แม้จะฟังไม่ถนัดนักแต่น้ำเสียงที่ได้ยินก็ฟังดูไม่ร้ายแรงอะไร ร่างบอบบางค่อยๆแอบชะโงกมองอีกคนผ่านทางประตูบานเล็ก อยากแน่ใจว่าคุณยายที่รู้จักไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ  และภาพที่เห็นกลับทำให้แบมแบมต้องชะงักหยุดนิ่งดู

               

                ผู้ชายตัวโตกำลังป้อนข้าวหญิงชราที่ตัวเธอแทบจะพยุงให้ตัวเองนั่งนิ่งอยู่ไม่ไหว สายตาของเด็กหนุ่มตัวโตคนนั้นดูช่างอ่อนโยนไม่มีความแข็งกร้าวสักนิด ราวกับคนละคน แบมแบมยิ้มออกมาตามรอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากคนตรงหน้า แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นต้องรีบหุบลงเมื่อเจ้าของใบหน้าเท่หันกลับมาสบตากันพอดี สายตาอบอุ่นเมื่อสักครู่หายไปในทันทีที่ดวงตาดุคู่นั้นสบกับดวงตาคู่สวย

 

                “ หนูแบมแบม” เสียงสั่นของหญิงมีอายุเอ่ยทักขึ้นมาก่อนที่คนทั้งคู่จะได้เอ่ยคำพูดอะไร

 

                “ คุณยายอึนจี .... สวัสดีครับ” แบมแบมโค้งให้เธออย่างสุภาพและไม่ลืมที่จะมอบรอยยิ้มสวยๆให้

 

                “ แบมมาเยี่ยมฮะ” เขาพูดพร้อมกับกับที่ขาเรียวก้าวเดินเข้ามาในห้อง

 

                “ สวัสดีครับ” แบมแบมเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายฮันบินก่อน ดวงหน้าหวานหันมาหาอีกคนพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ดูพยายามมากเกินไป

 

                “ .....” ฮันบินเพียงแค่มองหน้าสวยของอีกคนแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ด้วยยังไม่รู้ว่าเด็กแบมแบมคนนี้ มาที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไมคุณยายของเขาถึงรู้จักเด็กนี่ด้วย

 

                “ ไออิกู!! เด็กคนนี้ เวลามีคนเอ่ยทักทาย ยายไม่สอนหรือไงว่าให้ทักทายตอบ” มือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยจนมองเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นมา ตีลงบนแขนคนหนุ่มเสียจนเกิดเสียงดัง  แรงจากฝ่ามือนั้นมากเอาการอยู่ ความเจ็บแรงพอที่จะทำให้คนถูกตี นิ่วหน้าเสียจนคิ้วสองข้างอยู่ต่างระดับกัน

 

                “ อ๋า~~ ฮัลมอนี ตีผมทำไม” ฮันบินร้องเสียงอู้อี้

 

                “ ไออิกู~~” เธออุทานอีกครั้งพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆให้หลานชาย ก่อนจะหันใบหน้าแสนใจดีมายิ้มให้กับแบมแบม

 

                “ คุณป้าพยาบาลโทรมาบอกแบมว่า คุณยายลื่นล้ม” เสียงสดใสที่ทักทายเมื่อสักครู่ กลับหม่นลงทีละน้อยในถ้อยคำประโยค เมื่อดวงตากลมมองเห็นท่อนเฝือกสีขาวโอบรัดขาเล็กๆของคุณยายที่นอนอยู่บนเตียง

 

                “ ยายซุ่มซ่ามนิดหน่อยน่ะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว” เธอตอบ พร้อมกับยิ้มให้ แบมแบมยิ้มบางออกมารับรอยยิ้มนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อีก

 

                “ ผมบอกแล้วให้คุณย่ามาอยู่ด้วยกันกับผมก็ไม่เชื่อ ...” เป็นฮันบินที่พูดขึ้นมาหลังจากที่ย่าของเขาพูดจบประโยค

 

                “ ให้ไปอยู่ห้องแคบๆกับแกน่ะเหรอ ไม่เอาหรอก อยู่นี่ดีกว่าตั้งเยอะ ได้เจอคน มีเพื่อน แถมยังได้หลานชายเพิ่มมาอีกคน” เธอยิ้ม

 

                “ ไม่เห็นเคยรู้เลยว่าย่ารู้จักเด็กคนนี้” ฮันบินพูดเสียงเบา

 

                “ ไออิกู~~” เธออุทานอีกครั้ง พร้อมฝ่ามือที่ฟาดลงตรงศีรษะชายหนุ่มพอดิบพอดี

 

                “ ย่าอ่ะ!!” ฮันบินพูดเสียงสะบัด แบมแบมหัวเราะออกมาน้อยๆให้กับความน่ารักของคนในครอบครัวที่แสดงออกต่อกัน หญิงสูงอายุกวักมือเรียกให้แบมแบมเข้าไปหา

 

                “ เวลาที่แกไม่อยู่ ก็ได้หนูแบมแบมนี่แหละ มาอยู่เป็นเพื่อน แถมมาเล่นไอ้เจ้าเครื่องดนตรีใหญ่ๆนั่นให้ฟังด้วย” เธอพูดพร้อมกับมือไม้ที่ออกท่าทางถึงเจ้าเครื่องดนตรียักษ์นั้น

 

                “ ทำไมย่าไม่เคยเล่าให้ผมฟังบ้างเลย” ฮันบินบ่นอุบอิบก่อนจะหันไปมองแบมแบมที่กำลังหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆเตียง

 

                “ เวลาแกมาหาย่า มาอย่างกับหายตัวได้ แว่บไปแว่บมายังไม่ทันจะได้พูดอะไรแกก็กลับละ จะเอาเวลาตอนไหนไปเล่าให้แกฟังฮะ” เธอว่า ฮันบินทำหน้าม่อยเมื่อได้ฟังเหตุผลของย่าตัวเอง

 

                “ ก็คนมันไม่มีเวลานี่นา....” คนหน้าเท่แอบพูดเสียงเบา

 

                “ นี่ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าแกยังทำอย่างนี้อยู่จะยกตำแหน่งหลานให้แบมแบม” เธอพูดแกมหยอก

 

                “ ย่าอ่ะ...พูดงี้ผมน้อยใจนะ” ฮันบินยกมือขึ้นกอดอกพร้อมๆกับสะบัดใบหน้าไปมองแบมแบมอย่างหาเรื่อง

 

                “ มาเป็นหลานฉันดีมั้ยแบมแบม” เธอถามแบมแบม

 

                “ ว้า~~~ แบมก็นึกว่าที่ผ่านมาแบมเป็นหลานคุณยายแล้วซะอีก” แบมแบมพูด น้ำเสียงน่ารักแฝงไปด้วยความขี้เล่น คนพูดพูดพร้อมๆกับยื่นมืออกไปจับมือของหญิงชราตรงหน้าเอาไว้

 

                “ เอ้อ นั่นสินะ”  เธอตอบพร้อมหัวเราะเบาๆ มืออีกข้างยื่นออกมาลูบเบาๆที่กลุ่มผมนิ่มของแบมแบม คนตัวเล็กยิ้มรับด้วยรอยยิ้มกว้างให้กับท่าทางอบอุ่นนั้น ฮันบินลอบมองสิ่งที่แบมแบมแสดงออกต่อย่าของเขาก่อนจะเผลอยิ้มตามออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

 

 .............

                               

 

                ไม่รู้ว่าใช้เวลาในห้องสี่เหลี่ยมนั้นนานเท่าไหร่ แต่ที่รู้สึกได้คือมีแต่ความสุขใจในห้องนั้น ถึงอยากจะอยู่พูดคุยกับคุณยายให้นานกว่านี้แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เมื่อแบมแบมเองยังมีหน้าที่อีกหลายต่อหลายอย่างที่ต้องทำ ร่างสูงและร่างเล็กเดินออกมาจากห้องนั้นพร้อมๆกัน ฮันบินยกมือขึ้นดูนาฬิกาก่อนจะหันหน้ามามองแบมแบมที่กำลังจัดแจงใส่รองเท้าผ้าใบอยู่

 

                “ นี่” เสียงทุ้มเอ่ยทักด้วยประโยคแสนสั้น

 

                “ ฮะ” แบมแบมที่กำลังก้มใส่รองเท้า เงยหน้าขึ้นมาตามต้นเสียง

 

                “ วันนี้นายกับชั้น มีเรียนคลาสเดียวกันนิ ใช่มั้ย” ฮันบินพูดเสียงเรียบกับหน้าตาไร้อารมณ์ เป็นฮันบินคนเดิมที่แบมแบมเคยเจอ เหมือนกับเขาได้ทิ้งความสดใสเอาไว้ในห้องที่เพิ่งเดินออกมา

 

                “ ครับ...” แบมแบมตอบเสียงสั้นพร้อมๆกับพยักหน้าน้อยๆ

 

                “ ไปสิ” คนตัวสูงพูด พร้อมกับเอื้อมมือไปคว้าเอากระเป๋าจากแบมแบมมาถือไว้

 

                “ อ้ะ” แรงดึงกระเป๋าจากฮันบินทำให้แบมแบมเซเล็กน้อย

 

                “ เดี๋ยวย่าจะหาว่าดูแลหลานชายย่าไม่ดี” เขาพูดขึ้นมาลอยๆ แบมแบมยิ้มอ่อนออกมาพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ

 

                “ ไม่เป็นไรหรอกครับ แบมไม่เอาไปฟ้องคุณยายหรอก” คนตัวเล็กพูด เหมือนว่าฮันบินเองไม่ได้สนใจจะฟังในสิ่งที่แบมแบมพูดด้วยซ้ำ ร่างสูงโปร่งพาตัวเองและกระเป๋าของแบมแบมเดินนำหน้าคนตัวเล็กไปอย่างรีบร้อน ทำเอาแบมแบมต้องรีบวิ่งตาม

 

                ระหว่างทางเดินเล็กๆภายใต้ตึกสองชั้นของบ้านพักคนชรา มีเพียงเสียงลมและเสียงแวดล้อมรอบข้างที่ดังอยู่ แบมแบมและฮันบินเดินเคียงข้างกันอย่างเงียบๆ ไม่มีบทพูด ไม่ทั้งเสียงและท่าทาง ต่างคนต่างมองตรงไปข้างหน้า ถึงแม้ว่ามือเล็กจะแอบจับปลายเสื้อของตัวเองเหมือนอย่างที่ชอบทำ

 

                ไม่นานนักทั้งสองคนก็เดินมาถึงบริเวณที่รถมอเตอร์ไซค์สีขาวคันงามจอดอยู่ ยานพาหนะคู่ใจของฮันบินที่ครั้งหนึ่งแบมแบมเคยเป็นผู้โดยสารจำเป็น แขนยาวเอื้อมออกไปหยิบหมวกกันน็อคของตัวเองยื่นให้อีกคน แบมแบมทำหน้างงๆปนๆกับแปลกใจ แต่ก่อนที่คนตัวเล็กจะได้พูดอะไร เด็กหนุ่มที่ตัวโตกว่าก็สวมหมวกใบเก่งของตัวเองลงที่ศีรษะเล็ก  แปลกจังตอนที่เขาใส่หมวกมันก็ไม่ได้ดูใหญ่ขนาดนี้นี่นา  คนตัวโตมองดูคนตัวเล็กที่กำลังทำสีหน้าท่าทางงงๆกับสิ่งที่ตัวเขาทำ แบมแบมเอียงหน้ามองฮันบินอย่างน่ารัก ก่อนที่ร่างสูงจะโน้มลงมาใส่ที่ล็อคคางให้

 

                “ นายเตี้ยจัง” ฮันบินพูดหลังจากที่ส่งรอยยิ้มกวนประสาทไปหาแบมแบม

 

                “ รุ่นพี่!” แบมแบมยู่หน้า

 

                “ ขึ้นมาได้แล้ว อย่ามัวยืนนิ่ง” เสียงเท่เอ่ยออกมา ทันทีที่ทั้งร่างของตัวเองอยู่บนมิเตอร์ไซคันงามเรียบร้อย

 

                “ เร็วดิ” ฮันบินเอ่ยท้วงอีกรอบหนึ่งก่อนจะคว้าเอาข้อมือแบมแบมให้เข้ามาใกล้ ร่างเล็กเสียหลักเล็กน้อยแต่ก็ยังพอจะหยัดตัวยืนได้

 

                “ คร๊าบ คร๊าบ” แบมแบมตอบอย่างขอไปที ทั้งกระเป๋าของตัวเองที่แขวนอยู่หน้ารถ

กับหมวกกันน็อคบนหัว คนตัวเล็กคงจะปฏิเสธความหวังดีของอีกคนไม่ได้จริงๆ ใบหน้าสวยที่ดูไม่ค่อยพอใจนักรีบพาตัวเองขึ้นนั่งซ้อนท้ายอีกคนเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าเจ้าของรถที่ดูจะไม่ค่อยสบอารมณ์

 

 

 

...........

          สายลมที่พัดผ่านมาปะทะหน้าของคนขับ ฮันบินแอบยู่จมูกตัวเอง ความเย็นที่แฝงมากับลมเกิดปฏิกิริยากับผิวขาวที่ปราศจากหมวกกันน็อคที่เคยสวมใส่  ปลายจมูกโด่งเริ่มค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงทีละน้อยประกอบกับใบหน้าที่เริ่มชาจนแทบไม่รู้สึก บีไอลอบมองคนซ้อนท้ายผ่านกระจกหลัง ใบหน้าน่ารักที่กำลังสวมหมวกของเขาอยู่  ท่าทางสบายเหลือเกิน อุ่นอยู่คนเดียวเลยนะ คิดแล้วก็นึกอยากจะแกล้งอีกคน ข้อมือหนาบิดคันเร่งปรับเปลี่ยนระดับความเร็วอย่างกะทันหัน ทำเอาแบมแบมที่นั่งซ้อนอย่างสบายๆอยู่เมื่อกี้ต้องรีบโผเข้ากอดเอวของอีกคนเอาไว้แน่น

 

                “ อย่าขับเร็วสิครับ” เสียงหวานเอ่ยท้วงขึ้น มือเล็กกระตุกชายเสื้ออีกคนเบาๆ บีไอเอียงใบหน้าหล่อมาหาเล็กน้อยก่อนจะทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน

 

                “ มันอันตรายนะ.....” แบมแบมพูดขึ้นมาอีกรอบ พร้อมๆกับกระชับกอดบีไอเอาไว้แน่น  คนตัวเล็กไม่ชอบอะไรแบบนี้จริงๆ

 

                เมื่อกี้ก็ขับอยู่ดีดีแท้แท้.....

 

                คนตัวสูงดูพอใจกับผลงานตัวเองที่แกล้งอีกคนได้สำเร็จ แบมแบมปิดเปลือกตาลงแน่นพร้อมกับอ้อมกอดเล็กๆที่มันกระชับแน่นขึ้นจนฮันบินรู้สึกได้ถึงความอึดอัด คนหน้าหล่อเหล่มองกระจกหลังอีกครั้งเห็นแบมแบมก้มหน้างุด หลับตาปี๋ ดูท่าทางจะกลัวจริงๆ กลายเป็นว่าเป็นตัวเขาเองที่กลับรู้สึกผิดขึ้นมาซะอย่างนั้น บีไอค่อยๆผ่อนความเร็วลงจนกลับมาในระดับปกติ

 

                “ กลัวเหรอ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นมา แบมแบมพยักหน้าแทนการตอบก่อนจะคลายกอดของตัวเองออก

 

                “ ก็ถ้าไม่รีบ กลัวจะไม่ทันเข้าเรียนน่ะสิ” คนตัวสูงอ้างเหตุผล แบมแบมเพียงแค่พยักหน้าตอบเท่านั้น

 

                ยานพาหนะสองล้อเคลื่อนตัวเข้าเส้นทางที่เริ่มคุ้นตา สองข้างทางขนาบข้างไปด้วยต้นไม้ที่ให้ดอกสีม่วง ร่างบางหันมองด้านข้างทางเห็นเพียงกลีบดอกที่ร่วงหล่นจนเต็มพื้น ที่เหลือบนต้นจำนวนก็เริ่มลดลง ไม่ใช่ต้นไม้ที่ทุกกิ่งก้านเต็มไปด้วยช่อดอกสีม่วงอีกแล้ว

 

                จะต้องทำยังไงดีหากต้องเจอหน้ากัน...

 

                เท้าเล็กก้างลงจากรถ แบมแบมถอดหมวกกันน็อคที่สวมอยู่ ยื่นคืนเจ้าของ ร่างบางโค้งให้อีกคนอย่างสุภาพและไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณ บีไอยิ้มยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะยื่นมือออกไปขยี้ผมของแบมแบม  คนหน้าสวยทำปากยื่นแบบขัดใจก่อนจะมองอีกคนด้วยสายตาค้อนๆ มันยากนักหรือไงที่จะทำดีดีกับคนอื่นเนี่ย มือเล็กคว้าเอากระเปาเป้ของตัวเองขึ้นมาสะพายก่อนจะเดินจ้ำอ้าวจากอีกคนมา บีไอส่ายหัวน้อยๆให้กับท่าทางนั้น  คนตัวสูงก้าวเดินตามอีกคนไปในเส้นทางเดียวกัน แบมแบมหันมาค้อนให้บีไออีกครั้งหนึ่งก่อนจะรีบรุดหน้าเดินเข้าไปยังห้องเรียน

 

                “ เอ้าๆ ทำหน้ามุ่ยเชียว ตากับปากจะไปกองรวมกันแล้วนั่น” เสียงของอาจารย์หนุ่มเอ่ยท้วงขึ้น

 

                “ หวัดดีฮะ” แบมแบมโค้งให้อาจารย์รูปหล่อก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้เงียบๆ

               
                “ หวัดดีฮะ” ฮันบินที่เดินตามมาทีหลังเอ่ยทักทายอาจารย์ประจำวิชา คนตัวสูงโค้งให้อีกคนเพียงเล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆเพื่อนร่วมชั้นเรียน

 

                “ อะไร” ฮันบินพูด เมื่อเห็นสายตาที่แบมแบมมองมา คนตัวเล็กเชิดหน้าไปอีกทางทันทีที่อีกคนหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ คนตัวสูงยักไหล่พร้อมกับหัวเราะหึในลำคอ

 

                “ อ่า~~~ เด็กๆมากันพร้อมแล้วก็เริ่มเรียนกันเลยแล้วกันนะ” อาจารย์หนุ่มพูดขึ้นเมื่อเห็นบรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่นั้น ดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่

 

                แบมแบมเดินไปหยิบไวโอลินขึ้นมาก่อนจะเดินไปยังแท่นวางกระดาษโน้ต คนตัวเล็กยืนอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ยูคยอมได้แต่ถอนหายใจคลาสนี้มันจะผ่านไปได้ด้วยดีมั้ยเนี่ย

 

                ในที่สุดก็ครบสองชั่วโมงในวิชาเลือก แบมแบมวางเครื่องดนตรีที่ถือลง ก่อนจะจัดแจงเก็บเข้าที่อย่างเรียบร้อย คนตัวเล็กหันไปมองหน้าครูผู้สอนก่อนจะยิ้มแหยๆออกมา ยูคยอมส่ายหน้าเป็นการตอบ

การเรียนวันนี้มันเละเทะสิ้นดี ไม่มีการสอดประสานระหว่างเพลง ไม่มีโน้ตที่ถูกจังหวะ ลำพังการเป็นมือใหม่หัดเล่นนั้น ยูคยอมรู้ดีว่าผลลัพธ์ในการเรียนจะออกมาประมาณไหน แต่สำหรับสองคนนี้ในวันนี้มันเหมือนกับไม่ตั้งใจเล่นมากกว่า ฮันบินมองดูแบมแบมที่กำลังทำหน้าประหลาด สำหรับตัวเขาแล้วการเล่นดนตรีให้เข้ากับคนอื่นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะตัวเขาเองเรียนดนตรี Jazz เขาย่อมรู้ถึงระบบระเบียบ และกฎการเล่นดนตรีเป็นวงดี จริงๆแล้วเขาคิดว่าแบมแบมก็น่าจะรู้หลักการเล่นดีแต่อยากจะเอาคืนเขามากกว่า ไม่มีทางที่คนที่เรียนดนตรีจะไม่รู้ ว่าเล่นอย่างไรบทเพลงจึงจะออกมาสมบูรณ์แบบ

 

                “ รู้ใช่มั้ยว่าเล่นกันได้แย่มาก” ยูคยอมพูดเสียงเรียบ

 

                “ อย่าให้เป็นแบบนี้อีกในคลาสหน้า” อาจารย์หนุ่มรูปงามพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าดูจริงจัง แตกต่างจากวันก่อนๆ ไม่มีอารมณ์ขัน ไม่ล้อเล่น พอได้ฟังเสียงดุดุของครูผู้สอน แบมแบมที่ตั้งท่าจะทำหน้ากวนประสาทใส่ฮันบินกลับต้องม่อยหน้าลงอย่างรู้สึกผิด

 

                “ ขอโทษครับ....” คนตัวเล็กพูดเสียงเบา

 

                “ ก็รู้แก่ใจกันดีอยู่ใช่มั้ย....” ยูคยอมพูดพร้อมๆกับเดินมาใกล้ๆลูกศิษย์

 

 

ป้อก ป้อก.

 

                เสียงคันชักจากไวโอลินตัวงาม ปะทะลงที่ศีรษะของทั้งแบมแบมและฮันบินคนละหนึ่งที ไม่ใช่การตีที่ลงแรงมาก แต่เป็นการตีเพื่อเตือนสติของผู้เรียน ว่าสิ่งที่คนสอนต้องการจะถ่ายทอดนั้นผู้เรียนต้องให้เกียรติและตั้งใจทำมันออกมาให้ดี ฮันบินดูหงุดหงิดที่ต้องโดนทำโทษแต่ก็ไม่ได้นึกโกรธครูผู้สอน ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วเค้าไม่สมควรจะโดน ก็คนที่เริ่มเล่นเพี้ยนๆก่อนคือแบมแบมนี่นา ฮันบินหันไปมองแบมแบมที่กำลังก้มหน้ามองพื้น สีหน้าบ่งบอกว่ารู้สึกผิดสุดๆ ก่อนที่เขากำลังจะปักใจเชื่อว่าแบมแบมคงยังไม่แม่นเรื่องการอ่านโน้ตและจับจังหวะจริงๆ คนหน้าสวยก็เผลอแลบลิ้นออกมาพร้อมกับทำสีหน้ากวนประสาทใส่เขาซะก่อน

 

 

เด็กคนนี้จงใจเล่นผิดจริงๆด้วย!


 

.........
 

 

                “ รู้นะว่าเมื่อกี้ตั้งใจเล่นผิด” ฮันบินพูดทันทีที่ทั้งคู่ก้าวขาออกจากห้องเรียน  แบมแบมหันมายักคิ้วกวนๆให้หนึ่งทีก่อนจะเดินนำหน้าฮันบินออกไป

 

                “ ไหนย่าชมนักชมหนาว่าเป็นเด็กนิสัยดีน่าคบ คงทำดีเอาหน้าล่ะสิ” ขายาวยังคงก้าวตามมาขนาบข้าง

 

                “ นี่! แล้วใครกันล่ะฮะที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน” แบมแบมกอดอกและเงยหน้ามองอีกคนอย่างเอาเรื่อง

                                                                                 

                “ ผมรู้นะว่าจงใจแกล้งขับรถเร็วๆนั่นน่ะ” แบมแบมว่า

 

                “รู้ด้วยเหรอ” ฮันบินทำหน้าตาย นึกว่าจะหน่อมแน้ม ไม่ทันคนซะอีก คิดแล้วก็เผลอยิ้มกวนๆออกมา

 

                “ผมไม่ได้ซื่อบื้อนะฮะ” คนตัวเล็กบ่นอุบอิบพร้อมกับที่มือเล็กยกขึ้นมากระชับสายกระเป๋าเป้ของตัวเอง

 

                “เหรอ นึกว่าเป็นงั้นซะอีก” คนตัวสูงทำหน้าตาย

 

                “พี่ฮันบิน!” คนตัวเล็กกระชากเสียง ฮันบินยังคงทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ 

 

                “แล้วนี่จะเดินตามผมมาทำไมไม่ทราบ” ขาเรียวหยุดเดินแล้วเอ่ยทักคนที่เดินอยู่ข้างๆ

               

                “ใครเดินตามนาย” ฮันบินว่า

 

                “เอ้าก็นี่ไงฮะ เดินตามมาอยู่”

 

                “คนอื่นจะมีธุระเดินมาทางนี้บ้างไม่ได้หรือไง”

 

                “จะไปรู้เหรอฮะนึกว่าจะตามมาแกล้งอีก”

 

                “คนแบบนายเนี่ยมันหน้าหมั่นไส้จริงๆ” ฮันบินหรี่ตามองแบมแบมที่กำลังทำปากยื่นปากยาว  

 

                “อ้าว แบบแบมมันยังไงฮะ” คนตัวเล็กหันขวับไปหาอีกคนทันที นี่จะไม่เลิกเป็นงี้จริงๆใช่มั้ยเนี่ย

 

                “ คิดว่าตัวเองน่ารักมากเลยสิ ฮันบินยักคิ้ว”แบมแบมถึงกับอ้าปากหวอ คนคนนี้มันจะเกินไปแล้วนะ

 

                คนตัวเล็กทำปากขมุบขมิบทำท่าจะเถียง แต่ไม่ทันจะได้เถียงฮันบินก็ยื่นมืออกมาขยี้เบาๆที่กลุ่มผมนิ่มของเขาซะก่อน

 

ทำแบบนี้อีกแล้วนะ!

 

                ทั้งคู่ยังคงเถียงกันไปมาอยู่ตลอด จนกระทั่งเดินมาถึงห้องซ้อมขนาดใหญ่ แบมแบมเงยหน้ามองฮันบินที่หยุดเดินอยู่หน้าห้องพร้อมกัน

 

                “ ทำไมพี่ฮันบินมานี่ล่ะ” เพราะว่าเถียงกันไปจนเหนื่อยแล้วแบมแบมเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นพูดดีๆแทน

 

                “ มีเรื่องต้องทำก็เลยมาน่ะสิ ถามได้” แต่ก็ดูเหมือนว่าบีไอจะยังไม่เหนื่อยกับการพูดจาเชิงกวนประสาทกันแบบนี้

 

                “ ไออิกู~~” แบมแบมอุทานออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย คนหน้าสวยพ่นลมหายใจออกมาเบาๆและส่ายหน้าน้อยๆให้อีกคน บีไอยักไหล่ก่อนจะเดินนำหน้าแบมแบมเข้าไปยังภายในห้อง

 

                เสียงเครื่องดนตรีต่างประเภทถูกเจ้าของซุ่มซ้อมออกเสียง บ้างก็เสียงต่ำ บ้างก็เสียงสูง บางคนก็เช็ดๆขัดๆเครื่องดนตรีในมืออย่างถนอม บรรยากาศที่คุ้นเคยสำหรับบีไอ คนตัวสูงยกยิ้มให้กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเช็คเสียงเครื่องดนตรีของเขา

                ทันทีที่ขายาวก้าวเข้ามาในห้อง เพื่อนๆในวงออเครสต้าที่กำลังงุ่นง่านอยู่กับตัวเองหยุดการกระทำทุกอย่างที่ทำอยู่ เงยหน้าขึ้นมาทักทายฮันบิน คนตัวสูงเดินไปแปะมือกับเพื่อนๆจนเกือบครบทุกคน

แบมแบมที่เดินตามหลังเข้ามามองเห็นสิ่งที่คนอื่นๆปฏิบัติกับคนตัวสูง ก็อดคิดไม่ได้ว่า คนกวนประสาทแบบนี้ก็มีเพื่อนกับเขาเหมือนกันแฮะ  คิดพลางมือเล็กก็ยกขึ้นมาเกาที่แก้มนิ่มของตัวเองเบาๆ

 

                แบมแบมยังคงจ้องมองที่ฮันบินอยู่ไม่วางตา มองไปก็หยิบยกเอาภาพต่างๆมาเปรียบเทียบกัน เวลาอยู่กับเพื่อนก็ดูสบายๆดีนี่นา แล้วเวลาอยู่กับคุณยายอึนจีก็ดูเป็นคนน่ารัก อบอุ่นดี แต่เวลาอยู่กับเราทำไมต้องทำหน้าบึ้งอยู่ตลอดก็ไม่รู้  คิดพลางจมูกก็ย่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เพื่อนตาตี่ของแบมแบมที่นั่งอยู่ตรงชั้นของผู้ชมต่างแปลกใจที่เห็นเพื่อนทำท่าทางประหลาด ยองแจขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆก่อนจะเดินมาจับเบาๆที่ไหล่เพื่อนรัก

 

                “ ทำอะไรน่ะแบมแบม” เสียงใสเอ่ยทักเพื่อนด้วยหน้าตาที่กำลังเลียนแบบท่าทางอีกคน

 

                “อ้ะ ยองแจ หวัดดี” แบมแบมหันมายิ้มให้เพื่อนรัก

 

                “ ทำไมทำหน้าแบบนั้น” คนตัวเล็กกลั้นขำ

 

                “ ก็ทำตามแบมไง เห็นทำหน้างี้อยู่ตั้งนานสองนาน” ยองแจว่า

 

                “ งั้นเหรอ” แบมแบมยกมือขึ้นมาจับแก้มตัวเอง

                “ ฮ่ะๆ ใช่น่ะสิ แต่เราคงทำไม่น่ารักเท่าแบมหรอก” ยองแจพูดพร้อมๆกับเดินไปคล้องแขนเพื่อน

 

                “ น่าร้ง น่ารักอะไรกัน...” พอได้ยินคำว่าน่ารักก็เลยพาลนึกถึงสิ่งที่ฮันบินพูด คิดว่าน่ารักมากเลยเหรอ

 

                “ นี่..ยองแจ”

 

                “ อื้อ? ว่า?

 

                “ แบมดูเหมือนคนหลงตัวเองมากเลยเหรอ” แบมแบมถามด้วยน้ำเสียงจ๋อยๆ

 

                “ ไม่นี่ ใครบอกแบบนั้นกัน” ยองแจว่า

 

                “ ไม่มี.....แค่ถามเฉยๆ” แบมแบมพูด

 

                “ไม่ได้โดนใครแกล้งมานะ” คนตาตี่ปล่อยมือที่คล้องแขนเพื่อนอยู่เปลี่ยนมาเป็นจับไหล่เล็กและถามด้วยน้ำเสียงสงสัยแกมเป็นห่วง

 

                “ ไม่มีจริงๆ เราแค่ถามเฉยๆ” แบมแบมยิ้ม

 

                “ แน่นะ” ยองแจพูด

 

                “ อื้อ จริงๆ” คนตัวเล็กตอบปัดก่อนจะคล้องแขนเพื่อนเดินขึ้นไปนั่งตรงบริเวณสำหรับผู้ขับร้อง

ยองแจหรี่ตามองแบมแบมอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

 

 

เสียงประตูบานใหญ่เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างของศาสตราจารย์วัยกลางคนที่เดินเมาพร้อมไม้คุมวง

 

                “ ว้าว ดูขลังจริงๆ” ยองแจพูด คนตาตี่จ้องมองรูปร่างท้วมๆของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าแอบกลัวอยู่ไม่น้อย

 

                “ ตื่นเต้นเนอะเพิ่งจะได้มาซ้อมกับวงของมหาลัยจริงๆก็วันนี้” แบมแบมพูดพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย

                “ อื้ม...” ยองแจตอบเบาในลำคอ

 

                “ เอาล่ะ...” เสียงทุ้มที่ดูทรงพลังเพียงแค่เอ่ยคำสั้นๆออกมาแต่ก็ทำให้ห้องที่เต็มไปด้วยเสียงต่างๆเมื่อสักครู่ เงียบลงแทบจะในทันที นักดนตรีทุกคนอยู่ในท่าเตรียมพร้อม สายตาจดจ้องอยู่เพียงผู้ที่กำลังเปิดโน้ตเพลงดู  กระดาษโน้ตเพลงถูกพลิกเปลี่ยนหน้าไปมา จนกระทั่งหยุดลงที่เพลงหนึ่ง

 

                “ เปิดโน้ตไปที่หน้า 10 เริ่มจาก คีย์ G   Saxophone เตรียมตัวให้พร้อม” เขาพูดเสียงเรียบ ดวงตาดุๆมองอยู่ที่หน้ากระดาษแต่ทว่ามือนั้นกลับชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง ปลายของไม้ผู้คุมวงชี้มายังตำแหน่งที่นั่งของฮันบินอย่างพอดิบพอดี คนตัวสูงยืนขึ้นพร้อมกับ Saxophone คู่ใจที่คล้องอยู่ที่คอ

 

                “ หมอนั่นเล่นแซกโซโฟนเหรอเนี่ย ดูไม่เข้าเลยแฮะ” แบมแบมกระซิบพูดเบาๆกับตัวเอง

 

                “ ว่าไงนะแบม” ยองแจพูดเสียงค่อย เดาว่าตอนนี้ถ้าหากใครพูดในระดับเสียงปกติ คนก็คงจะได้ยินกันทั้งห้อง

 

                “ เปล่าๆ” แบมแบมตอบ ทั้งคู่พูดกันแต่ไม่มีใครหันมามองหน้ากันเลย ต่างคนต่างจ้องมอง

วงออเครสตราที่อยู่ข้างหน้า

 

                แสงจากพระอาทิตย์ลอดผ่านกระจกทรงยาวเข้ามาภายในห้อง แสงแดดสีส้มอ่อนของหน้าหนาวที่ใบไม้กำลังเริ่มลาต้น ปลายของไม้ผู้คุมวงเริ่มกวัดแกว่งเป็นจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ศาสตราจารย์รูปร่างท้วมกลับเงยหน้าขึ้นมามองเหล่าผู้เล่น

 

                “ มือเปียโนไปไหน” เสียงดุๆถูกส่งผ่านไปยังนักดนตรีหลายสิบชีวิตที่นั่งอยู่

 

                “ ยังไม่มาครับ” เสียงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

 

                “ ไม่ได้บอกเวลาที่ชัดเจนกันเหรอ”

 

                “ บอกแล้วครับแต่ว่า ...” เด็กหนุ่มคนเดิมอยากจะอธิบายเหตุผล แต่ทว่าพอได้เห็นสายตาดุๆมองกลับมาจึงได้แต่ก้มหน้ามองลงพื้น

 

                “ เวลาของฉันมีค่า ไม่ควรมีใครต้องมาทำให้มันสูญเปล่า” ผู้คุมวงพูดต่อ

               

                “ วงจะเป็นวงที่สมบูรณ์ได้ยังไงถ้าขาดเครื่องดนตรีชิ้นใดชิ้นหนึ่งไป ฉันไม่ได้สอนไปแล้วหรือ”  เขาพูดพร้อมกับถอนหายใจยาว มือที่ถือไม้คุมวงอยู่เคาะเบาๆสองสามครั้งที่แป้นวางกระดาษโน้ต

 

                “ มีใครในที่นี้เล่นเปียโนได้บ้าง”  ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งอายุ เงยหน้าขึ้นมองเหล่านักศึกษาที่นั่งอยู่ในชั้นผู้ชม  ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำเรียบร้อยกวาดสายตามองดูเหล่านักเรียนในห้องอยู่สักพักก่อนจะพูดขึ้นมาอีก

 

                “ เป็นมหาลัยดนตรี แต่กลับไม่มีนักดนตรี” เขาพูดพร้อมๆกับส่ายหน้า พอมองไปที่ท่าทางกล้าๆกลัวของนักศึกษาตอนที่สบตาเขาก็เลยพอจะเข้าใจ

 

                “ ไม่ต้องกลัวฉัน ฉันขอแค่คนที่สามารถเล่นเปียโนได้เท่านั้น  มีใครอยากอาสาไหมฉันมีเวลาไม่มาก เกรงว่าถ้าไม่รีบซ้อมจะไม่ทันการเอา” เขาพูดต่อ

 

                “ ตรงนี้ครับ!” อยู่ดีดียองแจก็พูดขึ้น พร้อมกับมือที่ชี้ไปที่เพื่อนรัก

 

                “ ยองแจ..” แบมแบมตีมือยองแจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างลำบากใจ ให้สายตานับสิบคู่ที่มองขึ้นมาที่เขา

 

                “ ลงไปเล่นเหอะนะแบม ดูหน้ารุ่นพี่พวกนั้นสิ ซีดเป็นไก่ต้มแล้ว ถ้าแบมไม่ลงไปหลังซ้อมเสร็จพวกเขาอาจจะโดนลงโทษก็ได้นะ” ยองแจก้มลงกระซิบที่ข้างหูของแบมแบม

 

                “ แบมแบมของพวกเราเก่งจะตาย เผลอๆมือเปียโนหลักอาจโดนเด้งได้เลย” ยองแจพูดกับแบมแบมด้วยสายตาที่มุ่งมั่น

 

                “ ชู่ว~~” แบมแบมยกนิ้วชี้ขึ้นมาที่ปากเมื่อเห็นว่าเพื่อนพูดดังเกินไปแล้ว

 

                “ ลงมาสิ จะรอให้ฉันต้องขึ้นไปเชิญหรือยังไง” เสียงที่ดูน่าเกรงขามเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ ฮันบินหัวเราะหึในลำคอเมื่อหันไปเห็นหน้าแบมแบมที่ดูจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสถานการณ์นี้ พอหันไปเห็นสายตาขอร้องจากเพื่อนก็ทำให้แบมแบมอดจะยิ้มแปล่งๆออกมาให้ไม่ได้  ขาเรียวค่อยๆก้าวออกมาจากที่นั่งและเดินลงมาตามขั้นระดับชั้นจนกระทั่งถึงบริเวณที่เหล่านักดนตรีนั่งกันอยู่

 

                “ สวัสดีครับ” คนตัวเล็กเอ่ยทักทายกับอาจารย์มีอายุตรงหน้าด้วยน้ำเสียงและท่าทางสุภาพ ก่อนจะโค้งให้ทั้งอาจารย์และรุ่นพี่ร่วมสถาบัน

 

                “ อ่านโน้ตเป็นหรือเปล่า” ชายมีอายุถามเสียงเรียบ

 

                “ ครับ” แบมแบมตอบเสียงสั้น

 

                “ ดี งั้นไปประจำที่ได้ ฉันมีเวลาให้พวกเธอแค่เพลงเดียว จากนั้นพวกเธอต้องซ้อมกันเอง แล้วคราวหน้า อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก” สิ้นเสียงดุ ทุกคนต่างโค้งเพื่อเป็นการให้เกียรติอาจารย์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ศิลปินแห่งชาติของประเทศ  แบมแบมนั่งลงตรงหน้าเปียโนหลังงาม คนตัวเล็กพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะยกมือมาทาบที่อก ตื่นเต้นเหมือนกันแฮะ แบมแบมคิด

 

                                ฮันบินที่ยืนอยู่ข้างๆ ในตำแหน่งโซโล่ของบทเพลงนี้ ขยับเท้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของร่างเล็ก

 

                “ ถ้าคราวนี้นายเล่นเพี้ยนอีก โดนดีแน่” พูดจบก็ยักคิ้วให้  แบมแบมมองหน้าบีไอด้วยสายตาค้อนๆ ก่อนจะขยับริมฝีปากพูดโต้ตอบ

 

                “ รู้หรอกน่า”

 

                ปลายแหลมของไม้ผู้คุมวงชี้มาที่ตำแหน่งเปียโนเป็นอันดับแรก แบมแบมเปิดโน้ตไปยังหน้าที่เพลงถูกกำหนด ก่อนจะพยักหน้าให้กับอาจารย์ผู้ทรงเกียรติ ผู้คุมวงโบกสะบัดไม้ปลายแหลมในมือเป็นจังหวะ

สองสามครั้ง แล้วจากนั้น เสียงดนตรีแสนไพเราะก็เกิดขึ้น

 

*** รบกวนกดเล่นเพลงนะคะท่านผู้อ่าน ***

 

               


                   เสียงเปียโนที่ถูกถ่ายทอดจากแบมแบมลงจังหวะเป็นไปตามทุกตัวโน้ตบนกระดาษ
โดยไม่มีผิดเพี้ยนสักโน้ต ฮันบินมองดูคนตัวเล็กตรงหน้าเครื่องดนตรีขนาดใหญ่ คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเด็กคนนี้จะมีทักษะการเล่นที่เยี่ยมยอดขนาดนี้ ต่างกับตอนที่สีไวโอลินด้วยกันราวฟ้ากับเหว ขนาดไม่เคยซ้อมกันมาก่อน แต่เพียงแค่อ่านตัวโน้ตกลับเหมือนมองออกทะลุปรุโปร่งในสัญลักษณ์ทางดนตรีนั้นทั้งหมด นั่นทำให้ท่อนโซโล่
Saxophone ที่เยี่ยมยอดอยู่แล้วกลับฟังไพเพราะขึ้นมาแม้แต่ตัวผู้เล่นเองยังแปลกใจ เหมือนแบมแบมส่งอารมณ์ในเพลงมาให้เขาอย่างพอดิบพอดี

 

                ในขณะที่ตัวเขาเองเล่นเครื่องดนตรีของตัวเองอยู่ สายตาที่ควรจะมองกระดาษโน้ตกลับจับจ้องเพียงร่างเล็กหน้าเปียโนหลังงาม แบมแบมเองก็คอยจะมองมาที่เขาเช่นกัน มองมาพร้อมกับส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้

ถ้าหัวใจจะเต้นแรงตอนนี้คงจะต้องโทษบทเพลงที่โรแมนติกเกินไป ไม่ใช่เพราะว่าเขารู้สึกดีกับเด็กนี่หรอก

 

 

                บรรยากาศหวานๆที่เกิดขึ้น ทำให้คนที่นั่งฟังเพลงและตัวผู้เล่นเองดูผ่อนคลายและขวยเขินไปในเวลาเดียวกัน เวลาที่เสียงแซกโซโฟนของฮันบินเอื้อนเอื่อยขึ้นโน้ตเสียงสูงทำให้คนฟังรู้สึกวาบหวามใจ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ราวกับบทเพลงนี้ได้ทำลายบรรยากาศครุกกรุ่นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนให้หายไปจนหมด

 

 

                เสียงเพลงจบลงแล้ว บทเพลงเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมในห้องได้อย่างล้นหลาม  ตัวผู้คุมวงเองก็ดูจะพอใจไม่น้อย ถึงกับยิ้มออกมาและพยักหน้าให้กับมือเปียโนจำเป็นในวันนี้ แบมแบมโค้งขอบคุณชายวัยกลางคน ก่อนที่บรรดารุ่นพี่นักดนตรีจะกรูกันเดินเข้ามาหา นักศึกษาชั้นปีที่สอง ปีที่สาม หรืออาจจะมีปีที่สี่ด้วยต่างพากันเอ่ยชมแบมแบมและฮันบิน ที่เล่นได้สอดประสานกันดีอย่างน่าทึ่ง ฮันบินหันมายิ้มให้แบมแบมก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่มีเสียงว่าขอบคุณนะแบมแบมยิ้มและพยักหน้ารับก่อนจะยักคิ้วแบบกวนๆให้ คนตัวเล็กยู่จมูกอย่างน่ารัก ฮันบินที่กำลังปลดสายคล้องคอจากแซกโซโฟนตัวเก่ง ต้องรีบรุดเดินเข้ามาหา มือหนาของฮันบินเขกลงบนหน้าผากของคนตัวเล็กเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูใจดี แตกต่างจากเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว

 

                ยองแจนั่งดูเพื่อนบรรเลงเพลงด้วยสายตาหยาดเยิ้มเสียจนไม่รู้ตัวเลยว่าหวานใจเดินมานั่งอยู่ข้างๆ พอมารู้ตัวอีกทีก็เห็นแจ็คสันยิ้มทำหน้าแป้นแล้นให้เขาซะแล้ว

 

                “ อ้าว มาเมื่อไหร่ครับเนี่ย” ยองแจถาม

 

                “ มานานพอจะเห็นคนทำตาเป็นประกายล่ะนะ” แจ็คสันว่า

 

                “ เห็นแบมแบมเล่นเปียโนแล้วใช่มั้ย นั่นน่ะ ตรงนั้นๆ” ยองแจชี้ไปที่ที่แบมแบมนั่งอยู่

 

                “ เห็นแล้วคร้าบ” แจ็คสันตอบ คนเสียงเท่ได้แต่คิดว่า หวานใจของเขาเนี่ยคลั่งเพื่อนซะจริงๆ บางทียังแอบอิจฉาแบมแบม

 

                “ เพราะจังเลยเนอะ” ยองแจยิ้มหวานให้กับแจ็คสัน

 

 

                ภาพสองคนที่หยอกล้อกันอยู่ข้างๆหรือเสียงเพลงแสนโรแมนติกที่เพิ่งบรรเลงจบไปไม่ได้ทำให้ผู้ชายผมสีแดงที่นั่งอยู่ด้วยได้รู้สึกถึงความโรแมนติก หอมหวานของเมโลดี้ที่ได้ฟังเลย มาร์คกัดกรามแน่นเสียจนเห็นเส้นเลือดปูดที่ขมับ มือสองข้างกำหมัดแน่น สายตาคมจ้องมองไปยังร่างเล็กด้านล่างที่กำลังหยอกล้อดูสนิทสนมกับผู้ชายหน้ากวนประสาทคนนั้น ซึ่งมาร์คยังคงจดจำใบหน้านั้นได้ดี คนที่แบมแบมให้ผ้าพันคอของตัวเองกับมันไป คนที่แบมแบมยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มแสนใจดี คนที่ทำให้มาร์คสติขาดผึงและเผลอทำแย่ๆกับแบมแบมลงไป คนผมสีแดงยังคงจ้องมองภาพที่ฮันบินกำลังจับผมแบมแบมอย่างนึกแกล้ง พร้อมๆกันกับขยี้เบาๆที่ผมนิ่ม ทุกๆอย่างที่เขาหวงแหน กำลังถูกคนอื่นล่วงล้ำ แถมพอมองดูแบมแบม เด็กคนนั้นยังทำเหมือนกับว่ารู้สึกดีกับการกระทำของอีกคน

 

ทนไม่ได้ ไม่มีทางทนได้

 

ก็รอยยิ้มนั้น

 

สายตาแบบนั้น

 

ความอ่อนโยนแบบนั้น

 

ผมกำลังจะเสียมันให้กับคนอื่นอย่างนั้นเหรอ

 

ไม่ยอมหรอก ..

 

ไม่มีทาง..

 

ไม่มีวัน ..

 

 

 

.....


#TBC.

_____________________________________________________________________
 





รักคนอ่านนะ
จุ๊บ♥
 

#ฟิคทำนองรัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

4,351 ความคิดเห็น

  1. #4313 MinJs (@MinJs) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 14:45

    พอเพลงเริ่มเล่น ทำให้รู็สึกว่าจากที่เรื่องมันดูหน่วงๆ กลับถูกดึงให้รู้สึกถึงความโรแมนติกแบบชั่วขณะ เขียนได้ดีมากค่ะ โฮ้ยยใจ

    #4313
    0
  2. #4262 Zevaaa (@SSSieam) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 08:16
    อยากฟังเพลงอ่าาา เพลงไรอ่ะกดไม่ได้มีลิงค์มั้ยค่ะ
    #4262
    0
  3. #4225 anMarkBambamGOT7 (@anMarkBambamGOT7) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 23:20
    มาร์คก็พอๆกับจูเนียร์อ่ะ
    #4225
    0
  4. #4093 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 19:53
    มาร์คมีสตินิดนะ ตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานะจะมาหวงแบมได้นะ
    #4093
    0
  5. #4055 คุณแมวเหมี้ยว (@levilevi) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 05:35
    ไม่มีทางก็คงไม่ได้หรอกมาร์ค เพราะนายมีเนียร์อยู่แล้ว ตอนนี้เป็นตอนสนอง #ตำนานรักสามวิ บีไอแบมนะนี่ 5555555555555
    #4055
    0
  6. #3952 คาทัน (@anties1) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 10:53
    โอยย ตอนแรกก็ บีแบม สุขสบายดี กับ มาร์คเนียร์ ก็สุขสบายดี พอ ฮันบินมา มาร์คก็มาหึงแบม เนียร์ก็ไม่ยอมอีก โอ๊ยยย มาร์คอะเห็นแก่ตัวมาก. เชือกสักคนเหอะนะะ

    ส่วนแจ๊คแจ นี่สงบสุขดีค่ะ อยู่แบบนี้นานๆนะ อย่าไปยุ่งกะพวกเค้านะ55555
    #3952
    0
  7. #3932 BamG97_ (@sasikanr_) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2559 / 19:56
    เอาแล้วว เนียร์ไม่ยอมเสียมาร์ค มาร์คเองก้ไม่ยอมเสียแบม เอาแล้วว คือแบบ เห้ยเจบีกเแบม บีไอจะแบมอีกมั้ย ลูกสาวเสร์หดีงามมแต้ก้นะฮือออ ติดตามต่อไปป
    #3932
    0
  8. #3899 KTuaninuninen7 (@KTuaninuninen7) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 01:25
    จินยองไม่ยอมเสียมาร์ค มาร์คก็ไม่ยอมเสียแบม แต่ฮันบินกับแบมโคตรน่ารักจริงๆ ตั้งแต่ไปเยี่ยมยายอึนจีละ โมเมนต์ฮันบินแกล้งเร่งรถ ตอนเรียนไวโอลินก็แกล้งกัน ตอนอยู่บนเวทีด้วย โอ้ยยยยย ดีกับใจแรงทำไมน่ารักอย่างเน้~
    #3899
    0
  9. #3807 bbeeerr (@bbeeerr) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 16:39
    ไม่รู้ว่าควรจะสงสารพี่มาร์คดีมั้ย โถ่วววววว คนไม่ชัดเจน -..-
    #3807
    0
  10. #3782 Dutch Peeraporn (@dutchmill_007) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 07:45
    มาร์คเห็นแก่ตัวว่ะ ไม่สิทธิ์ที่จะหวงด้วยซ้ำ
    #3782
    0
  11. #3742 type. (@think1234) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 มีนาคม 2559 / 19:28
    มาร์คเหมือนตัวอิจฉาเลยยยย
    #3742
    0
  12. #3665 Alwaysbsu (@Alwaysbsu) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 / 13:51
    เกลียดมาร์ค 
    #3665
    0
  13. #3437 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 22:47
    ทำไม ทำไมจะไม่ได้หะมาร์ค อย่ามาเห็นแก่ตัว แค่หยอกกันเอง ทีตัวเองถึงขั้นไหนกับแฟน ไม่คิดหรือไงว่าแบมจะเจ็บมากแค่ไหน
    ฮันบินน่ารักมากกกกกค่า เขี่ยมาร์คออกจากฟิคนี้เลย #เดี๋ยวๆแค้นแรงไปไหมฉัน แต่เพลงเพราะมากอ่า แบบเขินนนน รู้สึกจักจี้ แบบโรแมนติก แง้งงงง แบมแบมนี้ชอบปล่อยรังสีความอบอุ่นดั่งพระอาทิตย์ออกมาจริง ๆ นะ ฮืออ น่านัก
    #3437
    0
  14. #3376 opel_zuza (@marang-zangkoong) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2558 / 00:36
    ทนไม่ได้แล้วไงห้ะตอบบบบบบบบบ หมั่นไส้นางแรง ชัดเจนกับแบมก่อนดิ แบมมีสิทธิ์เลือกคนอื่นนะเว้ยยยย
    #3376
    0
  15. #3345 Wang-GaGa (@wang-j28) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2558 / 02:25
    หวานใจๆ แหมๆ คู่แจ็คแจนี่ดูแฮปปี้เนาะ
    เห็นแค่นี้พี่มาร์คถึงกับทนไม่ได้ ยอมไม่ได้ แล้วไม่นึกถึงที่แบมๆ เห็นบ้างละคะ 
    #3345
    0
  16. #3330 Fern'CSF (@frn_tny) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2558 / 10:04
    โอ้ยยยย ตอนนี้มอบให้บินแบมค่ะ อิพี่มาร์คแกเป็นใคร? 555555555
    #3330
    0
  17. #3133 แฟนป๋มดุ (@yi_ng090) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 00:20
    เอาเลยฮันบินเชียร์เต็มที่. ขอนอกใจเมนตัวเองละชอบทำให้น้องเสียใจ
    #3133
    0
  18. #2757 P'bambam tuan (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 กันยายน 2558 / 19:05
    มาร์ค...รอยยิ้ม...สายตา...ความอ่อนโยนนั้นน่ะ นายไม่ได้เสียมันไปหรอกนะ เพราะนาย....ไม่มีมันมาตั้งแต่แรก!!! //ขอโทษค่ะ อินไปนิด(?) เพิ่งเข้ามาอ่านค่าาา บอกเลยว่าเกลียดมาร์คกะจูเนียร์มาก(ก ไก่ล้านตัว)
    #2757
    0
  19. #2560 ENED (@ENED) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2558 / 11:37
    มันผิดแบม มันผิด ที่มาร์คเปิดใจให้คนอื่นน่ะมันผิด ผิดเพราะมาร์คเคยบอกว่ารักแบม แล้วนี่มันคืออะไร อีกคนมาได้ไง นี่มันรักภาษาอะไรกัน
    #2560
    0
  20. #2458 222 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 23:13
    ชอบฮันบินอ่า อ้ายยยยยยยย เค้ารักไรต์ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #2458
    0
  21. #2453 VONGO (@KOYO1994) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 23:00
    เราเกลียดมาร์ค เอามันไปเก็บ แล้วเอาฮีนบินมาแทน ฮันบินๆๆๆๆ ฮืออออ
    #2453
    0
  22. #2111 13ploymin_elf (@13phoenix) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 01:43
    เกลียดมาร์ค
    #ไรเตอร์เก่ง
    #2111
    0
  23. #1843 ((=^.^=DeiA)) (@akad3ar) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2558 / 19:56
    ทีมบีไอดีมั้ย 5555+. จริงๆรู้สึกจะทีมบีไอนานแล้ว รึบีแบมดี กรี๊ดด ขอโทษนะมาร์คคึ
    #1843
    0
  24. #1832 Chibamie (@parpaa) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2558 / 20:13
    อะไรล่ะพี่มาร์ค เอ้ออ ตัวเองทำเองแท้ๆ นะ
    #1832
    0
  25. #1805 wonder drean (@rungbuab) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2558 / 04:12
    พี่มัค....... เกลียดอ่ะ สงสารแบม
    #1805
    0