- I will always love you -[GOT7 MarkBam]

ตอนที่ 18 : - Destiny –

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,312
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    13 ม.ค. 59




- Our love, A star –

" If I can tell about our love story "

'หากนี่คือเรื่องราวของความรักเรา'

 

                ละอองน้ำค้างเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางสภาวะอากาศหนาว ใบไม้หยุดเคลื่อนไหวแล้ว จุดแสงสีขาวบนท้องฟ้าค่อยๆริบหรี่หดแสงหายเข้าไปในกลุ่มก้อนเมฆที่เคลื่อนผ่านมาบดบัง  แบมแบมย่อตัวลงนั่งช้าๆ แขนขาเหมือนมันจะหมดเรี่ยวแรง ร่างบางในตอนนี้เหนื่อยเกินกว่าจะยั้งตัวยืนให้อยู่  ตากลมจ้องมองไปยังก้อนกระดาษที่ถูกขยี้โดยเด็กหนุ่มอีกคนอย่างทอดถอนใจ ไหล่เล็กสั่นไหวน้อยๆอย่างเก็บแรงสะอื้น ประกายน้ำตายังคงติดอยู่ที่แพขนตาหนา คนตัวเล็กเอื้อมมือออกไปหยิบเอาก้อนกระดาษยับๆนั้นขึ้นมาดู ยิ่งมองดู ก็ยิ่งเจ็บปวด ความรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งหน้าอกข้างซ้ายและขอบตาที่มันเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง  กระดาษแผ่นนี้ยับยู่ยี่ เหมือนกับหัวใจของนายเลยนะแบมแบม ร่างเล็กคลี่กระดาษนั้นออกช้าๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเสียงหนัก

 

                “ ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย ....... เราอุตส่าห์ตั้งใจเขียนให้พี่มาร์คเลยนะ” เสียงหวานเอ่อยออกมาอย่างแผ่วเบา 

 

                “ ฮึก ......” น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาคู่สวยอย่างสุดกลั้น ความอดทนมาถึงที่สิ้นสุดแล้ว แบมแบมเจ็บเกินกว่าจะหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร มือเล็กทั้งสองข้างกำกระดาษเอาไว้แน่น ทั้งร่างสั่นไปเพราะแรงสะอื้น หากไม่ได้ยืนอยู่ใกล้จะไม่มีทางเห็นหรอก ว่าเด็กคนนี้ร้องไห้หนักแค่ไหนเพราะแบมแบมเลือกที่จะเก็บเสียงเอาไว้  ถึงแม้เสียใจแต่ไม่อยากให้ใครได้ยิน หากไม่เดินเข้ามาใกล้ จะไม่มีทางรู้เลยว่าเม็ดน้ำตาที่ไหลออกมาจากร่างบอบบางนี้ มันมากมายมหาศาลขนาดไหน และหากไม่อยู่ในระยะที่มองเห็นได้ ก็จะไม่อาจรับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านจากการสะอื้นไห้ที่ทำให้ทั้งร่างนี้ สั่นไหวอย่างน่าสงสาร

 

                มาร์คที่เดินผ่านแบมแบมมารู้สึกเสียใจกับคำพูดของตัวเองอยู่ไม่น้อย นึกเกลียดการกระทำเมื่อสักครู่นี้ของตัวเองจริงๆ คนตัวสูงยืนกำหมัดแน่น นิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะเอี้ยวตัวหันหลังกลับไปมองคนที่เพิ่งเดินจากมา  ดังนั้นมาร์คจึงเห็นทั้งหมด ตั้งแต่วินาทีที่แบมแบมทรุดตัวลงนั่ง และไหล่เล็กๆนั้นที่เริ่มสั่นไหว มองเห็นคนตัวเล็กของเขาเอื้อมมือออกไปเก็บกระดาษที่เขาปาทิ้งไว้ หัวใจของคนตัวสูงยิ่งบีบรัดแน่น นายไม่ได้ดีใจที่เรื่องมันเป็นแบบนี้เหรอกันต์พิมุกต์  ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราทำคือสิ่งที่นายอยากให้เกิดหรอกเหรอ มือหนาที่กำแน่นอยู่แล้ว ยิ่งทวีแรงกดแน่นเข้าไปใหญ่ เมื่อมองเห็นไหล่เล็กเริ่มสั่นไหวรุนแรงขึ้น

               

                เสียใจที่เห็นคนตัวเล็กดูมีความสุขเวลาอยู่กับคนอื่น ไม่เท่ากับเจ็บไปทั้งหัวใจเมื่อเห็นคนตัวเล็กข้างหน้านี้ ต้องร้องไห้เพราะเขา

 

                แบมแบมคลี่กระดาษออกจนสุด ตากลมยังคงจ้องมองไปยังตัวโน้ตที่ตนเขียนทิ้งไว้ แม้แต่คำขอโทษที่เรามีให้ นายก็ไม่อยากรับเอาไว้   สิ่งที่เราตั้งใจอยากจะบอก มันไม่มีความหมายอะไรเลยสินะ ดวงตาคู่สวยที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา พยายามกระพริบไล่หยดน้ำใสๆให้ไหลงลงอาบสองแก้ม

 

                “ ....... คงไม่จำเป็นแล้วใช่มั้ย..”  มือเล็กของแบมแบมกดแรงลงบนแผ่นสีขาวนั้น ตั้งใจจะฉีกมันทิ้งไปอย่างที่ใจอีกคนอยากจะเห็น รอยฉีกขาดเริ่มขึ้นทีละนิด กระดาษสีขาวที่เคยเต็มแผ่น ค่อยๆแยกออกจากกันอย่างเชื่องช้า ดูสภาพมันสิมันค่อยๆฉีกขาดเหมือนหัวใจของคนที่ฉีกมันอยู่ตอนนี้เลย ……

                สายลมหนาวพัดผ่านมาอีกครั้ง พาให้ใบไม้เริ่มไหวปลิว แบมแบมได้ยินเพียงเสียงของลมที่พัดไปมา  และไม่ได้รับรู้เลยว่าทุกการกระทำของเขา ยังคงอยู่ในสายตามาร์คตลอดเวลา

 

                “ ฮึก....ฮึก....” เสียงสะอื้นยิ่งดังขึ้นเมื่อกระดาษใกล้ขาดจากกันเต็มที

.

.

.

.

.

 

                และในวินาทีที่กระดาษถูกแยกออกเป็นสองส่วน มือหนาของมาร์คก็เข้ามาสวมกอดอีกคนเอาไว้พอดี  ยิ่งคนตัวโตรับรู้ถึงแรงสะอื้นไห้ของอีกคน อ้อมกอดนั้นก็ยิ่งโอบรัด

กันพิมุกต์อย่าร้องไห้ เราขอโทษ

ถ้อยคำสำนึกผิดวนเวียนอยู่ในใจคนตัวสูงซ้ำไปซ้ำมา

 

 

“ ฮือ.......” แบมแบมยิ่งร้องไห้หนักขึ้น เมื่อรู้สึกถึงอ้อมกอดของมาร์ค มือเล็กพยายามแกะมือหนาออก ร่างบอบบางที่สั่นไหวก็พยายามอย่างยิ่งที่จะพาตัวเองให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่แสนเยือกเย็นนี้

 

 

.......

 

 

 

                ทั้งคู่สู้แรงกันไปมาอยู่พักใหญ่ คนหนึ่งพยายามรวบกอด ส่วนอีกคนก็พยายามที่จะให้ตัวเองหลุดจากอ้อมกอด และสุดท้ายก็เป็นคนหลังที่ไม่สามารถเอาชนะแรงของอีกคนได้  แบมแบมพยายามแล้ว พยายามบอกตัวเองแล้วว่าไม่เป็นไร เขาอยู่ได้ ไม่เป็นไรที่พี่มาร์คจะมีความรักใหม่ ไม่เป็นไรขอแค่ยังเป็นเพื่อนกันต่อไปก็พอ แบมแบมบอกทุกอย่างที่จำเป็นต้องบอกกับหัวใจตัวเองไปหมดแล้ว หมดทุกอย่างแล้วจริงๆ มือเล็กทุบลงไปยังแขนแกร่งอย่างอ่อนแรง น้ำตาของแบมแบมหยดลงที่แขนของมาร์คจนเปียกไปหมด คนตัวสูงยิ่งแนบตัวเองเข้ามาใกล้ ยิ่งกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นขึ้น

 

                “ ปล่อย.....” เจ้าของใบหน้าหวานเปื้อนน้ำตาเอ่ยคำพูดแต่ละคำออกมาอย่างกระท่อนกระแท่น

 

                ..........

               

                “ เกลียดเราแล้วก็ไม่ต้องมาดีกับเรา ไม่ยกโทษให้เราก็อย่ามาดีกับเรา” แบมแบมพูด

 

                “ ......” มาร์คได้แต่ยืนนิ่งฟัง คนตัวสูงอยากฟังในสิ่งที่คนตัวเล็กต้องการจะระบาย

               

                “ ........ฮือ.......ฮือ.......” ร่างเล็กสะอึกสะอื้นไห้ แบมแบมยังคงทุบลงไปที่แขนของมาร์ค....

แต่คนตัวเล็กเหนื่อยแล้ว ไม่มีแรงขัดขืนอีกต่อไปแล้ว

 

                มาร์คปล่อยกอดก่อนจะจับไหล่เล็กให้หันมาเผชิญหน้า แบมแบมเงยหน้าขึ้นมองมาร์ค ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตามองแทบไม่เห็นสายตาของอีกคน และนั่นแหละที่น่าเสียดายเพราะถ้าน้ำตามันเหือดหายไปหมดตอนนี้ คนตัวเล็กคงจะได้เห็นความเจ็บปวดผ่านสายตาของมาร์คแน่ๆ

 

                “ คนใจร้าย ...ฮึก... ใจร้าย.....ฮึก....” แบมแบมเอ่ยคำนี้ออกมา ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือใกล้หมดแรงเต็มที มือเล็กทุบลงไปเบาๆที่หน้าอกแกร่งของคนตัวสูง มาร์คยืนนิ่งปล่อยให้แบมแบมทำแบบนั้นอยู่สักพัก ก่อนที่มือหนาจะยกขึ้นมาจับมืออีกคนเอาไว้

 

                มาร์คโน้มตัวลงไปโอบกอดแบมแบมเอาไว้อีกครั้ง ร่างเล็กยังคงสั่นไปหมดเพราะแรงสะอื้น แบมแบมร้องไห้เสียจนหายใจหอบในอ้อมกอดของมาร์ค มือเล็กพยายามยกขึ้นมาดันอกแกร่งให้ถอยห่างจากตัวเอง ในขณะที่มาร์คก็พยายามโน้มศีรษะของอีกคนให้มาแนบที่อกกว้าง

 

                “ อย่าร้องไห้ได้มั้ย......” น้ำเสียงของมาร์คเต็มไปด้วยความเจ็บปวดไม่แพ้ท่าทางของคนตัวเล็กตอนนี้เลย

                “ หยุดร้องก่อนนะ ......เราขอโทษ” มาร์คพูดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าแบมแบมยิ่งร้องไห้หนักขึ้น

 

                “ เราขอโทษนะ เราผิดเอง” คนตัวสูงพยายามพูดปลอบใจคนในอ้อมกอดสุดความสามารถที่เขาจะทำได้ มาร์คผ่อนแรงกอดทำให้แบมแบมที่พยายามดันตัวเองออกผลักร่างสูงออกไปได้สำเร็จ คนตัวเล็กไม่พูดอะไรสักคำและเอาแต่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา

 

                มาร์คคลานเข่าเข้ามาหาแบมแบมอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นแบมแบมที่ชันเข่าขึ้นมาและยกมือขึ้นกอดตัวเองเอาไว้ ร่างบางพยายามอย่างยิ่งที่จะกันคนตรงหน้าออกไป การกระทำแบบนี้มันเหมือนเป็นการปกป้องตัวเองจากความเสียใจอย่างหนึ่ง และแบมแบมจะทำแบบนี้ก็ต่อเมื่อทุกอย่างมันถึงที่สุดแล้วจริงๆ

.

.

.

.

.

.

 

และมาร์ครู้เรื่องนั้นดี .......

 

.

.

.

.

 

                คนตัวสูงพอเห็นท่าทางของแบมแบมเป็นแบบนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อตัวเองมากขึ้น มาร์คนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแบมแบมอย่างทำอะไรไม่ถูกแล้วจริงๆ ยิ่งพอเงยหน้ามองท่าทางนั้น น้ำตาก็พาลจะไหลออกมาด้วย

 

                “ เราขอโทษ ...กันต์พิมุกต์ ..... เราขอโทษ” มาร์คก้มหน้าก้มตาพูดคำนี้วนไปวนมา หวังให้คนตรงหน้าเขานี้หยุดร้องไห้ ไม่น่าเลยมาร์ค นายไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย ไม่น่าเลยจริงๆ ก็รู้ทั้งรู้ว่าคนข้างหน้าตรงนี้ อ่อนไหวแค่ไหน นายมันพูดไม่รู้จักคิด …..

 

               

                แบมแบมมองเห็นมาร์คนั่งคุกเข่าลงตรงหน้า หัวใจดวงก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อมาร์คมากขึ้น มันก็จริงที่เขาเสียใจกับการกระทำและคำพูดของมาร์ค แต่ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมาร์ค จริงๆไม่ใช่มาร์คหรอกที่ควรต้องมาขอโทษเพราะมาร์คไม่ได้ผิดอะไรเลย คนที่ผิดคือแบมแบมเองต่างหาก เพราะอย่างนั้น คนตัวเล็กจึงควรเป็นคนที่เสียใจ ไม่ใช่มาร์ค

 

                “ กลับไปซะ...กลับไป.....” แบมแบมสูดเอาลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะสามารถพูดคำนี้ออกมาได้

 

                “ แค่กลับไปแล้วก็ปล่อยเราเอาไว้ตรงนี้ ....ไม่ต้องขอโทษเรา พี่มาร์คไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” แบมแบมพูดทั้งน้ำตา

 

                “ แต่เราทำให้นายร้องไห้....” คนตัวสูงพูดเสียงสั่น

 

                “ พี่มาร์คไม่ได้ทำหรอก เราสิที่ทำตัวเอง....” แบมแบมพูด มาร์คสบตากับดวงตากลมโตของแบมแบม อยู่พักใหญ่ ก่อนจะขยับมาใกล้อีกคนมากขึ้น

 

                “ จะเกลียดเราก็ได้นะ....” เจ้าของเสียงหวานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พอมาร์คเห็นแบบนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจและยกมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาให้

 

                “ เราแค่โกรธที่นายมีอะไรไม่พูดกับเรา เราแค่โมโห เราไม่ได้เกลียดนาย” คนตัวสูงพูดไปพลางก็เช็ดน้ำตาให้อีกคนไปพลาง

 

                มือหนาสัมผัสแก้มนิ่มอย่างอ่อนโยน มาร์คค่อยๆเช็ดน้ำตาให้แบมแบมด้วยความทะนุถนอม เรื่องมันไม่ควรเป็นแบบนี้เลย เค้าไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย คนตัวเล็กข้างหน้าตรงนี้คงกำลังเสียใจมากๆอยู่แน่ๆ

 

                “  หยุดร้องก่อนนะ แล้วเราจะฟังทุกอย่างที่นายจะพูด....” มาร์คยิ้มให้ แบมแบมพยักหน้าน้อยๆก่อนจะยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาของตัวเอง รอยยิ้มเศร้าๆถูกระบายขึ้นบนใบหน้าสวย

 

                “ เราอยากขอโทษพี่มาร์ค สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา”

 

                “ พี่มาร์คจะยกโทษ.....ให้เราได้มั้ย.....”

                “ ........” คนตัวสูงนิ่งฟัง แต่ก็ยังไม่เข้าใจในความหมายของคำขอโทษนี้เท่าไหร่นัก

 

                “ เราเข้าใจว่านายอยากขอโทษ แต่ที่เราอยากรู้ก็คือ นายอยากขอโทษเราเรื่องอะไร...” มาร์คพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

                “ บอกเราได้มั้ย....” คนผมสีแดง ค่อยๆช้อนคางมนของอีกคนขึ้นมาสบตาด้วย

 

 

                แบมแบมสบสายตากับมาร์คแบบนั้นอยู่เนิ่นนาน ภายในใจเอาแต่ท้วงทักให้ปากพูดออกไป แต่ถ้าเราพูดออกไปแล้ว คนฟังจะอยากฟังจริงๆอย่างนั้นเหรอ

 

                “ ........ สัญญากับเราก่อนได้มั้ย  ว่าถ้าเราพูดออกไปแล้ว พี่มาร์คจะไม่เกลียดเรา” แบมแบมพูด

 

                “ มันร้ายแรงมากเลยเหรอ” มาร์คถาม

 

                “ ......” แบมแบมไม่ได้ตอบอะไร เพราะไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับอีกคนหรือเปล่า

  คนตัวเล็กนิ่งคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจพูด

 

                “ อีเมล์ .....” แบมแบมพูดเสียงค่อย

 

                “ อีเมล์ อีเมล์ทำไม” มาร์คจับไหล่เล็กของแบมแบมเขย่าน้อยๆ

 

                “ เราไม่รู้ว่าในจดหมายมีอีเมล์ที่พี่มาร์คเขียนไว้.......” มาร์คปล่อยมือออกจากไหล่เล็กนั้น คนตัวสูงมีทีท่าตกใจอยู่ไม่น้อยกับสิ่งที่ได้ยิน

 

                “ เราไม่รู้จริงๆ.........” แบมแบมรู้สึกว่าน้ำตามันจะไหลออกมาอีกแล้ว คนตัวเล็กพูดออกไปอย่างสับสน ทั้งอยากบอกและไม่อยากบอก 

 

                มาร์คนั่งนิ่งจ้องมองคนตรงหน้า คนตัวสูงหัวใจกระตุกวูบ มือเล็กของแบมแบมยื่นออกมาจับมือหนาของมาร์คมากุมเอาไว้

 

                “ เราขอโทษ ...........” หยดน้ำตาไหลลงมาสัมผัสที่มือของคนทั้งคู่ มาร์คยังคงช็อกกับสิ่งที่ได้ยิน

               
               “ นายกำลังจะบอกเราว่า นายเพิ่งเห็นอีเมล์ที่เราส่งถึงอย่างนั้นใช่มั้ย” มาร์คพูด

 

                “.....” แบมแบมได้แต่ก้มหน้าลงไปมองพื้น ร่างบางพยักหน้าน้อยๆแต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกคน

 

                “ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ที่ผ่านมานาย .............”

 

 

                “ ก็รอเรามาตลอดเลยงั้นสิ........” มาร์คพูดเสียงเบาและก้มลงไปหาแบมแบม

 

                “ ......กันต์พิมุกต์.....เรา......เราขอโทษ” ร่างสูงโผเข้ากอดร่างเล็กที่กำลังก้มหน้างุด
แบมแบมร้องไห้ออกมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้  มาร์คซบใบหน้าลงบนไหล่เล็ก มือหนากอดร่างเล็กเอาไว้แน่น

 

                มาร์คขอโทษที่เข้าใจแบมแบมผิด แบมแบมขอโทษที่ไม่ได้พูดความจริงกับมาร์ค ต่างคนต่างรู้สึกขอโทษและเสียใจต่อกัน มือเล็กยกขึ้นมากอดตอบ แบมแบมกอดมาร์คเอาไว้แน่น ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทำไมโชคชะตาต้องเล่นตลกกับเรา เสียงในใจของคนทั้งคู่ดังก้องเป็นเสียงเดียวกันเพียงแต่เจ้าของมันไม่ได้พูดออกมาแค่นั้นเอง ......

 

........

 

                ไม่รู้ว่าเนิ่นนานเท่าไหร่ ที่ร่างเล็กยังคงสั่นไหวอยู่ภายในอ้อมกอดของอีกคน ทั้งที่มันควรจะเป็นอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความสุขของคนรักกันที่ในที่สุดก็ได้เข้าใจกันสักที มันควรจะต้องเป็นแบบนั้นมิใช่หรือ.....

                หากแต่ความจริงของเวลาในปัจจุบันยังคอยย้ำเตือนอยู่ในทุกท่วงทำนองของลมหายใจ ว่าอ้อมกอดอบอุ่นนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อเขาอีกแล้ว มันเป็นอ้อมกอดอบอุ่นที่มีไว้เพื่อใครอีกคนหนึ่ง และด้วยความจริงนั้นเอง แบมแบมจึงได้รู้สึกคล้ายกับว่าอ้อมกอดนี้มันช่างหนาวเหน็บคล้ายกับกำลังโอบกอดก้อนน้ำแข็งที่แสนเย็นยะเยือกอยู่

 

........

 

                กลุ่มเมฆที่บดบังแสงของดวงดาวเคลื่อนผ่านไปแล้ว  ทั้งผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มจึงกลับมาระยิบระยับเต็มไปด้วยจุดแสงสีขาวดังเดิม เป็นขณะเวลาเดียวกันกับที่แบมแบมเริ่มที่จะควบคุมตัวเองได้ มือเล็กค่อยๆคลายออกจากการแผ่นหลังกว้าง ร่างบางพยักหน้าน้อยๆพร้อมกันกับที่มือเรียวได้ตบลงไปเบาๆที่แผ่นหลังของมาร์ค คนตัวสูงคลายกอดออก ก่อนที่ทั้งคู่จะช่วยกันพยุงตัวเองให้ยืนขึ้น สองคนมองตากันโดยไม่มีถ้อยคำใดเอ่ยออกมาแม้สักคำ มาร์คเอื้อมมือออกไปเช็ดน้ำตาให้แบมแบมอีกครั้งก่อนมือหนาจะเลื่อนมากุมมือเล็กเอาไว้

                คนตัวเล็กเลื่อนสายตามองลงไปยังมือข้างหนึ่งของตัวเองที่ถูกกุมเอาไว้ด้วยมือของอีกคน ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆให้ และมือเล็กอีกข้างก็ยื่นออกมากุมมือหนาทั้งสองข้างนั้นเอาไว้  ทั้งคู่กุมมือกันอยู่สักพัก ก่อนที่ดวงหน้าหวานจะค่อยๆเงยขึ้นมาสบตากับใบหน้าหล่อ

               

                แบมแบมกระพริบตาจังหวะหนักสองสามครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะระบายออกมาเป็นรอยยิ้มหวาน ดวงตากลมเป็นประกายยังคงจดจ้องอยู่เพียงตาเรียวของอีกคน แม้เมื่อมองลึกลงไปจะปรากฏใบหน้าใครอีกคนขึ้นมาก็ตาม ถึงกระนั้น คนตรงหน้าตรงนี้ก็ยังคงเป็นเพียงคนเดียวที่ทำให้หัวใจสั่นไหวทุกครั้ง หัวใจดวงน้อยๆของเขายังคงเต้นแรงเสมอเมื่อได้เจอะเจอพบหน้าและสบสายตากัน แต่ถึงแม้หัวใจจะเต้นรุนแรงหรือสั่นไหวแค่ไหน แบมแบมก็ได้รู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า ความรักของมาร์คที่มีต่อเขานั้นมันช่างเหมือนกับดวงดาว ที่ส่องแสงสวยงามอยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืน และถึงแม้แสงของมันนั้นจะสวยงามสักแค่ไหน  

แต่ก็ช่างน่าเสียดาย ที่มันตายไปนานแล้ว ....

 

......

 

                ไม่มีครั้งไหนในชีวิต ที่เด็กหนุ่มตัวเล็กๆคนนี้จะเข้าใจถึงความเสียใจได้เท่าครั้งนี้ ..... ก่อนที่มือของทั้งคู่จะขาดออกจากกัน แบมแบมได้แต่ภาวนา ให้ความเสียใจครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่หัวใจดวงยับๆนี้จะได้พบเจอ พระผู้เป็นเจ้าลูกขอภาวนาให้หัวใจดวงนี้ไม่ถูกทำร้ายไปมากกว่านี้อีก ....

 

......
 

          แสงจากดวงอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ของคฤหาสน์หลังงามใจกลางเมือง เป็นเวลากว่าครึ่งค่อนวันที่แจ็คสันและยองแจ ยังคงขะมักเขม้นอยู่หน้าเปียโนหลังใหญ่ภายในบ้าน

                เสียงขีดค่าหน้ากระดาษจากปลายปากการาคาแพง และเสียงโน้ตที่ถูกกดลงจากปลายนิ้วเรียว  เป็นโน้ตตัวเดิมซ้ำไปซ้ำมา เด็กหนุ่มตาชั้นเดียวนั่งหน้ายู่แสดงออกถึงความไม่พอใจในอารมณ์ต่อคนหน้าเท่ที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

                “ เมื่อไหร่มันจะโอเคล่ะครับเนี่ย แต่งไปแก้ไปอยู่นั่นแหละ” ยองแจว่า

 

                “ ก็มันยังออกมาไม่ดี นายอยากให้งานออกมาไม่ดีหรือไง” แจ็คสันหยุดเขียนที่แผ่นกระดาษตรงหน้า ก่อนจะหันมาพูดกับคนที่นั่งร่วมเก้าอี้ตัวเดียวกัน

               

                “ ฮุ่ย   เรื่องมากจริงๆเลย”  ยองแจพูดพร้อมทำแก้มป่อง

 

                “ ได้ยินนะ” คนตัวสูงพูดในขณะที่มือก็ไล่ตวัดเขียนตัวโน้ต

 

                “ เฮ้ออออ ถ้าตอนนี้เป็นแบมแบมงานคงจะสำเร็จเสร็จเรียบร้อยไปละ” ยองแจถอนหายใจยาว พูดด้วยน้ำเสียงปนความเบื่อนิดๆ  เขาน่ะชอบเสียงเพลง ชอบร้องเพลงก็จริง แต่ให้มานั่งแต่ง เรียบเรียงทำนอง คิดโน้ตเพลงขึ้นมาใหม่นี่ มันไม่ไหวจริงๆ

 

                “ ไหนแบมแบมบอกว่าพี่เก่งไง ไม่เห็นเท่าไหร่เลย แบมแบมสิเก่งของจริง” ยองแจบ่นอุบอิบ

 

                “ แหม.... พูดแบบนี้แสดงว่าทุกครั้งก็ให้แบมแบมทำคนเดียวตลอดเลยล่ะสิ”  แจ็คสันพูดอย่างรู้ทัน

               

                “ เปล่าซะหน่อย..” ยองแจพูดเสียงอ่อย

 

                “แบมแบมเล่นเปียโนเก่งมากเลยเหรอ” แจ็คสันถาม

 

                “ ไม่ใช่แค่เก่งนะพี่แจ็คสัน แต่คืออัจฉริยะเลยล่ะ ... แบมแบม..หมอนั่นน่ะ เคยเล่าให้ฟังว่าเล่นเปียโนเป็นตั้งแต่ 4 ขวบ  4ขวบผมยังอมนิ้วตัวเองเล่นอยู่เลย”

 

                “ เชื่อ”

 

                “ พี่แจ็คสัน!

 

                “ ฮ่ะๆ โอ๋ๆ ล้อเล่นหรอกน่า”

 

                “ แล้วนาย แบมแบม กับเจบี รู้จักกันได้ยังไงเหรอ?” แจ็คสันถาม

 

                “ เอิ่ม.... เรื่องมันยาว แถมไม่น่าเล่าด้วย” ยองแจว่า

 

                “ ทำไมล่ะเล่าสิๆพี่อยากฟัง” ยิ่งยองแจตอบออกมาแบบนั้น แจ็คสันยิ่งอยากรู้

 

                “ ไม่เอา ไม่เล่าหรอก”

 

                “ เล่ามาเถอะ นะนะ” แจ็คพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

 

                “ จะเล่าเท่าที่รู้ก็แล้วกันนะฮะ” ยองแจว่า

 

                “ โอเค......”

 

                “ ก็คืองี้นะฮะ วันนั้นอ่ะ ที่โรงเรียนผมเห็นนายแจบอม.........” ยองแจย้อนความให้แจ็คสันฟังในวันที่เจอกับแบมแบมครั้งแรก  ดวงตาของยองแจดูเป็นประกายภูมิใจในตัวเพื่อนรักซะเหลือเกิน แจ็คสันเองก็นั่งฟังสิ่งที่ร่างบางพูดอย่างตั้งใจเช่นกัน เพราะถ้ามันจะทำให้เขารู้จักคนตรงหน้ามากขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็อยากฟัง ...

 

                ยองแจตั้งอกตั้งใจเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้แจ็คสันฟัง จนลืมเหตุผลที่มาที่บ้านคนตัวโตนี่ไปเลย แจ็คสันเองก็ฟังโดยที่ไม่เอ่ยอะไรขึ้นมาขัดสักนิด คนตัวโต นั่งฟังไปอมยิ้มตามไปราวกับเรื่องที่เล่านั้นมันมีแต่ความสุขซะเหลือเกิน สายตาคมของแจ็คสันจดจ้องแต่เพียงใบหน้าน่ารักของยองแจ วิธีที่ยองแจพูด หัวเราะ หรือว่ายิ้ม มันดูน่ารักสำหรับเขาไปหมดเลย  คนตัวสูงจ้องใบหน้าของคนที่กำลังพูดจนเจ้าตัวจับสังเกตได้ จึงได้หยุดเล่า ก็สายตานั้นน่ะ มันไม่ได้ดูเหมือนกำลังฟังที่เค้าเล่าเรื่องอยู่สักนิด ดวงตาคมมันดูเพ้อๆยังไงก็ไม่รู้

 

                “ อ๋อ .....ถ้างั้นก็มีช่วงนึงที่นายย้ายกลับไปที่มกโพใช่มั้ย ... ส่วนบีก็ไปอเมริกา ก็เลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่....” แจ็คสันรีบพูดขึ้น เมื่อเห็นว่ายองแจจับความรู้สึกผิดปกติที่มีต่อเขาได้

 

                “ ใช่...ความจริงตอนนั้นก็ไม่อยากย้ายเลยแต่ว่าจำเป็น.....ไม่อยากทิ้งแบมแบมให้อยู่คนเดียว” ยองแจแผ่วเสียงในประโยคสุดท้าย

 

                “ นายนี่ ท่าทางจะรักเพื่อนมากเลยนะเนี่ย...” แจ็คสันว่า

 

                “ ถ้าพี่แจ็คสันได้ทำความรู้จักหมอนั่นจริงๆ พี่แจ็คสันก็จะเข้าใจเองฮะ” ยองแจยิ้ม

 

                “ มัวแต่พูดเพลินเลย จะใกล้เสร็จรึยังละครับเนี่ย ใกล้เวลาเข้างานพาร์ทไทม์ผมแล้วด้วย”  เสียงใสพูดพลางรีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

 

                “ เห้ย อย่าเครียดน่า ไม่เสร็จวันนี้ วันหลังก็มาทำต่อได้” แจ็คสันถือโอกาสใช้มือลูบเบาๆที่ไหล่เล็ก

 

                “ มาบ้านพี่บ่อยๆ ผมเกรงก็ใจเป็นนะ”

 

                “ ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า...” แจ็คสันตอบ แต่จริงๆในใจอยากจะบอกออกไปว่าอยากให้นายมาทุกวันมากกว่า ...

 

ก้อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากทางด้านนอกโถงห้องดนตรี

 

                “ ใคร” คนหน้าเท่ ปรับเปลี่ยนโทนเสียงทันที

 

                “ ป้าจิ้งเองค่ะ คุณหนูใหญ่” เสียงของหญิงวัยกลางคนตอบกลับมา

 

                “ มีอะไรฮะ ป้าจิ้ง” เสียงเข้มเมื่อสักครู่อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าใครยืนอยู่ด้านนอก

 

                “ คือว่า คุณผู้ชายกลับมาแล้วนะคะ” เธอพูดเสียงเรียบ

 

                “ ......” พอได้ยินว่าป้าแม่นมพูดถึงใครสีหน้าที่ดูอ่อนโยน กลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอีกครั้ง

เคร่งเครียดจนดูน่ากลัว ยองแจลอบมองอาการของแจ็คสันอยู่เงียบๆ

 

                “ ครับ..” แจ็คสันตอบเสียงสั้น ก่อนจะหันมาหายองแจอีกครั้ง

 

                “ นายบอกว่า ต้องไปทำงานต่อใช่มั้ย ไปที่ไหน เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

 

                “ เอ่อ .... อย่าเลยฮะ ผมเกรงใจ”

 

                “ เกรงใจอะไรกันเล่า เลิกพูดเกรงใจๆกับพี่ได้แล้ว ป่ะ” ไม่พูดเปล่า พลันมือหนาก็คว้าเอาข้อมือเล็กให้เดินออกจากห้องไป

 

                “ แต่ คุณป้าแม่บ้านบอกว่า คุณพ่อคุณกลับมาแล้ว จะไม่ไปหาท่านก่อนเหรอครับ” ยองแจพูดออกมาแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ร่างบางที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามคนที่ออกแรงเดินนำหน้าต้องชะงัก จนใบหน้าไปกระทบเข้ากับแผ่นหลังกว้าง

 

                “ โอ้ย! จะหยุดเดินทำไมไม่บอกก่อนละฮะ” ยองแจเอ็ดแจ็คสัน ข้อมือเล็กพยายามบิดออกจากมือหนา แต่ก็ยิ่งรู้สึกว่าแรงบีบมันมากขึ้น ยองแจชะโงกหน้าออกไปคิดว่าจะเอ็ดแจ็คอีกสักรอบ แต่ก็ต้องเด้งตัวกลับเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏตรงหน้า

 

                “ อ่ะ เอ่อ....สวัสดีครับ” คนตัวเล็กโค้งให้บุคคลตรงหน้าอย่างสุภาพ แต่ไม่ทันที่จะได้โค้งอย่างสุดตัว ร่างสูงที่จับมือเขาอยู่กับกระชากตัวเขาขึ้น

 

                “ ไม่ต้อง ไม่จำเป็น” แจ็คสันพูดเสียงเรียบ

 

                “ พี่แจ็คสัน จะบ้าเหรอ” ยองแจพูดเสียงกระซิบพลางตีลงเบาๆที่แขนของแจ็คสัน

 

                แจ็คสันไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับแรงตีของร่างบางเลย ตาสีดำสนิทยังคงจ้องไปยังใบหน้าของชายวัยกลาคนตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา สายตาที่แฝงไปด้วยความโกรธ แม้ในน้ำเสียงคนหน้าเท่ก็ยังไม่เก็บอาการสักนิด ยองแจกระตุกแขนเสื้ออีกคนเบาๆแทนการเรียกชื่อ

 

                “ อ่ะ เอ่อ...” ยังไม่ทันที่เสียงใสจะได้เอ่ยอะไรออกมา ข้อมือแกร่งก็ออกแรงดึงให้อีกคนเดินตามเขาไป ยองแจกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแจ็คสันออกมานอกตัวบ้าน ร่างบางรู้สึกเสียมารยาทอยู่ไม่น้อยที่ได้ทักทายกับเจ้าของบ้านเลย คนตัวสูงเดินลากอีกคนให้ตามมาจนถึงรถยนต์คันงามที่จอดนิ่งสนิทอยู่ แจ็คสันจัดการดันตัวยองแจเข้าไปนั่งในรถแล้วปิดประตูทันที คนตาตี่ได้แต่งุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คนตัวโตข้างๆตอนนี้ เมื่อตะกี้นี้ยังดีดีอยู่เลย จู่ๆก็อารมณ์เสียขึ้นมาซะอย่างนั้น แถมทำให้เขาเสียมารยาทต่อหน้าพ่อตัวเองอีก คิดพลางใบหน้าน่ารักก็หันไปมองคนที่เตรียมจะขับรถออกจากประตูเหล็กบานใหญ่ด้วยคำถามและความไม่เข้าใจ

 

                เป็นอะไรของเค้ากันนะ คิดพลางดวงหน้าหวานก็ค่อยๆหันสายตาทอดมองออกไปยังริมถนน

โดยไม่มีบทสนนาระหว่างเขากับคนข้างๆเกิดขึ้นอีก.

 

 

 

............
 

            เสียงเพลง Jazz เปิดคลอดังอยู่ในร้านกาแฟที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยสีน้ำตาลอ่อน บรรยากาศภายในร้านยังคงเงียบสงบอย่างเช่นทุกๆวัน เงียบสงบแต่ทว่า อบอุ่น กลิ่นกาแฟที่ผ่านการคั่วมาอย่างดีลอยเคว้งอยู่ในอากาศภายในร้านเล็กๆนี้ ลูกค้าที่นั่งประจำโต๊ะต่างเป็นลูกค้าประจำที่เข้ามาใช้บริการในร้านนี้ และส่วนมากจะเต็มไปด้วยผู้คนที่อายุผ่านวัยเลขสามมาแล้วทั้งนั้น อาจเป็นเพราะว่าร้านไม่ได้หรูหรา หรือน่ารักไปในทีเดียว กลุ่มเป้าหมายจึงย่อมไม่ใช่สำหรับเด็กสาว หรือเด็กหนุ่ม ไม่รวดเร็วพอสำหรับสาวๆหนุ่มๆในวัยทำงาน ที่นี่ไม่เร่งรีบ ไม่รีบร้อน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณลูกค้าที่ต้องการความสงบ และความสบายใจ

 

                เจ้าของเสียงหวานกำลังขัดเช็ดกระจกหน้าร้านอย่างขะมักเขม้น การเช็ดกระจกไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำให้มันยาก คือส่วนสูงที่ตัวเลขไม่เกินร้อยห้าสิบหกนี่แหละที่ทำให้เรื่องที่ง่าย กลายเป็นยากขึ้นมา เท้าคู่เล็กเขย่งเพื่อช่วยยืดความสูงตังเองให้เพิ่มขึ้น เพื่อจะจัดการกับสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนผนังกระจกใส ให้ลูกค้าที่อยู่ร้านได้มองทอดสายตาออกไปยังวิวนอกร้านโดยไม่สะดุดกับฝุ่นหรือคราบสกปรกที่เกาะติดอยู่

 

                ยองแจและแจ็คสันมาถึงร้านกาแฟที่คนตาตี่ทำงานอยู่ ต่างพากันยืนมองท่าทางน่ารักๆของแบมแบมที่กำลังพยายามทำความสะอาดโดยการยืดเขย่งปลายเท้าของตัวเอง ทั้งคู่ต่างก็ยิ้มออกมา ก่อนที่ยองแจจะรีบเดินเข้าไปหาเพื่อนรัก ด้วยสีหน้าท่าทางอารมณ์ดี

 

                “ แบม” ยองแจเรียกพลางสะกิดเบาๆที่ไหล่เล็กของแบมแบม

 

                “ อ้าว ยองแจ มาแล้วเหรอ” คนตัวเล็กยิ้มหวาน

 

                “ อื้ม” ยองแจตอบเสียงใส

 

                “ เดี๋ยวเราช่วยนะ...” คนตาตี่พูดต่อ พลางพับแขนเสื้อขึ้นก่อนจะหยิบเอาเศษผ้าในถังสีขาวที่วางอยู่ข้างๆแบมแบมขึ้นมาเช็ดกระจกช่วยอีกคน ถึงร่างกายของคนตาตี่จะดูบอบบางแต่ยังไงยองแจก็ยังดูตัวโต

กว่าแบมแบมเยอะอยู่เหมือนกัน

 

                “ ยองแจไปเปลี่ยนเป็นยูนิฟอร์มก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวเสื้อผ้าจะเปื้อนเอา” สียงหวานเอยทักอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นเพื่อนรีบเข้ามาช่วยทั้งที่ยังไม่ได้ใส่ผ้ากันเปื้อน

 

                “ ไม่เป็นไรหรอก อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ” คนตาตี่ยิ้มกว้าง แบมแบมหรี่ตามองใบหน้าน่ารักของเพื่อนก่อนจะใช้สายตาเจ้าเล่มองเป็นเชิงถาม เมื่อมองผ่านร่างของยองแจไปแล้วพบว่าเห็นแจ็คสันยืนกอดอกมองดูอยู่

 

                “ อะไร....” ยองแจพูดเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ

 

                “ ไหนบอกว่าไปแต่งเพลง ไหงพี่แจ็คสันมานี่ได้” คนตัวเล็กถาม

 

                “ ก็ไปแต่งเพลงไง แต่หมอนั่นอยู่ดีดีก็อยากมาส่ง” ยองแจพูดเสียงเบา

 

                “ อ๋อ~~~” คนตัวเล็กร้องอ๋อ แต่ทว่ากลับซ่อนน้ำเสียงเจ้าเล่ห์เอาไว้

 

                “ จริงๆนะ” ยองแจพูด

 

                “ เชื่อก็ได้ ว่าแต่ทำไมไม่ชวนพี่เค้าเข้าไปนั่งในร้านรอ ดูซิปล่อยให้ยืนรออยู่หน้าร้าน เมื่อยแย่เลย” คนตัวเล็กเสนอความเห็น ยองแจพ่นลมหายใจเสียงหนักก่อนจะทำแก้มป่องอมลมแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้เช็ดกระจกต่อ

 

                “ ยองแจ” แบมแบมเขย่าแขนเพื่อนเบาๆ ยองแจยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้มลงไปหยิบเอาผ้าแห้งมาซับรอยที่เช็ดไป แบมแบมยิ้มอ่อนพลางส่ายหน้าน้อยๆให้ ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาร่างสูงที่ยืนมองอยู่

 

                “ พี่แจ็คสัน สวัสดีฮะ” ร่างบางกล่าวทักทายพร้อมโค้งตัวให้อย่างสุภาพ

                “ หวัดแบมแบม” แจ็คสันยิ้มพลางเดินเข้ามาช้อนไหล่อีกคนขึ้น

 

                “ พี่บอกแล้ว ไม่ต้องโค้งก็ได้ พี่ไม่ถือ” เสียงเท่พูดต่อ

 

                “ ได้ยังไงกันละครับ” แบมแบมตอบด้วยน้ำเสียงแฝงค้านเล็กๆ

 

                “ พี่แจ็คสันอายุมากกว่าพวกเรา ก็ถูกแล้วที่แบมทำแบบนี้” แบมแบมยิ้ม

 

                “ แต่ยองแจไม่เคยทำเลยนะ” คนตัวสูงหัวเราะ

 

                “ ได้ยินนะ!” ยองแจรีบแทรกเสียงเข้ามาเมื่อได้ยินแจ็คสันเอ่ยชื่อเขา

 

                “ ดูสิ โมโหใส่พี่ตลอดเลย” คนหน้าเท่พูดด้วยท่าทางขี้เล่นขอความเห็นใจจากแบมแบม

 

                “ ฮ่ะๆ” แบมแบมหัวเราะออกมาให้กับท่าทางของเพื่อนและคนตัวสูงข้างหน้า แม้จะมองออกในสายตาว่ายองแจนั้นจริงๆแล้วไม่ได้เกลียดหรือไม่ชอบหน้าอะไรแจ็คสันหรอก แต่ที่แสดงท่าทางออกไปแบบนั้น เพราะทำตัวไม่ถูกต่างหาก

 

                “ พี่แจ็คสัน เข้าไปนั่งทานอะไรในร้านก่อนก็ได้นะฮะ ถ้าไม่ได้รีบไปไหน” คนตัวเล็กเสนอความเห็นให้ แจ็คพยักหน้ารับก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในตัวร้าน

 

                แบมแบมและยองแจทำงานที่นี่มาได้กว่าสองปีแล้ว ตั้งแต่ที่พวกเขายังคงเรียนอยู่ที่ชั้นมอปลาย

 สองคนตั้งใจกันว่าจะทำงาน เก็บเงินเอาไว้เป็นทุนการศึกษาเพราะฐานะของทั้งคู่ไม่ได้เพียบพร้อมเหมือนคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าแบมแบมและยองแจจะได้ทุนการศึกษาเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย แต่เด็กหนุ่มทั้งคู่ก็ไม่เคยงอมืองอเท้าเอาแต่รอความช่วยเหลือจากคนอื่น ทั้งสองคนยังคงขะมักเขม้น ทำงาน หาเงิน เก็บเงิน เพื่อช่วยเหลือตัวเองในวันข้างหน้า  ถึงแม้ว่าสองคนนี้จะมีอะไรคล้ายๆกันหลายอย่าง แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่ทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ด้วยคนหนึ่งมีครอบครัว ส่วนอีกคนหนึ่งไม่

 

                พนักงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟแห่งนี้ ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเยี่ยมไม่บกพร่อง จนกระทั่งถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องแยกย้ายกันกลับ ยองแจชวนแบมแบมไปที่บ้าน แต่คนตัวเล็กติดธุระสำคัญไม่สามารถไปด้วยได้ ถึงอย่างนั้นคนตัวเล็กก็ยังไม่ลืมที่จะฝากคำขอโทษไปให้กับคุณแม่ของเพื่อน และกลายเป็นว่าแจ็คสันอาสาไปแทนแบมแบมเอง ยองแจทำท่าทางเหลอหลานิดหน่อยเมื่อเห็นว่าแจ็คเอ่ยขอไปที่บ้านด้วย แต่สุดท้ายแบมแบมก็เป็นคนยุให้ยองแจพาแจ็คสันไปด้วย บางทีการได้พบครอบครัวของกันและกันอาจจะทำให้ช่องว่างที่มีระหว่างกัน มันสั้นลงก็ได้

               

                เด็กหนุ่มรูปร่างบอบบาง โบกมือลาเพื่อนรักที่กำลังก้าวขาขึ้นรถสีดำคันงาม จนกระทั่งเจ้ายานพาหนะราคาแพงนั้นขับผ่านหน้าไป แบมแบมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนจะหันกลับมามองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ใกล้เวลาที่เราเองก็ต้องไปเหมือนกัน มีใครบางคนกำลังรออยู่ ร่างบางคิด ...

 

 

........

 

 

                ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ดังไปทั่วทั้งห้อง เหล่านักเต้นชาย หญิง ต่างขยับร่างกายตามเสียงเพลงตรงหน้าผนังกระจกเงา ที่กำลังสะท้อนภาพพวกเขา จินยองและแจบอมก็กำลังวาดลวดลาย ขยับเรือนร่างตามเสียงเพลงท่ามกลางนักเต้นเหล่านั้น กว่าห้าชั่วโมงที่พวกเขาเต้นกันย่างไม่มีพัก ใบหน้าหล่อเหลากับใบหน้าหวานต่างเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เสียงเพลงยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเจ้าของใบหน้าสวยหวานเต้นผิดจังหวะล้มลงไปกับพื้น

 

                “ โอ้ย!” จูเนียร์อุทานออกมาด้วยความเจ็บบริเวณข้อเท้า

 

                “ จินยอง!!”  เจบีรีบรุดเข้ามาประคองร่างบางเอาไว้ มือหนาของเจบีไล่จับไปที่ข้อเท้าของอีกคนที่เริ่มเกิดรอยแดง

 

                “ เจ็บมากมั้ย..” แจบอมถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางที่เป็นกังวล

 

                “ ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวขอใหม่อีกรอบนะ” จูเนียร์พูดออกมาเหมือนกับว่าเสียงร้องเพราะความเจ็บของตัวเองเมื่อกี้นี้ไม่ได้มีความหมายอะไร

 

                “ ขอใหม่อีกรอบอะไรกัน นายพลาดตรงนี้มาสามรอบแล้วนะ ขืนปล่อยให้เต้นอีก มีหวังโปรเจ็คที่พ่อนายวางไว้ ได้มีแต่ชั้นคนเดียวแน่ๆที่จะได้ขึ้นเวที” แจบอมพูดเสียงดุ

 

                “ ถ้าไม่ไหวก็ไปพักก่อน ไม่มีใครว่าอะไรหรอกน่า” คนผมสีเงินพูดต่อ

 

                “ แต่ชั้นไม่อยากพัก” จินยองตอบเสียงแข็ง

 

                “ แจจินฮยอง ช่วยเปิดเพลงใหม่อีกรอบด้วยครับ” ร่างบางพูดพลางพยายามยัดตัวขึ้นยืน แต่ทว่า

 

                “ โอ้ย!” ทั้งร่างของจินยองกลับต้องล้มลงอีกครั้งพร้อมกันกับที่มือบางยกขึ้นมากุมข้อเท้าตัวเองไว้

 

                “ เด็กดื้อ ก็บอกว่าให้พักไง” เจบีเอ็ดจูเนียร์ พลันร่างสูงก็ช้อนตัวอุ้มอีกคนขึ้น ก่อนจะพาร่างบางนั้นไปยังโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องซ้อม

 

                “ บีฮยองไม่ต้องบอกพี่แจ็คนะ” จูเนียร์พูดเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังจะกดโทรศัพท์โทรออก

 

                “ รายนั้นเดี๋ยวรู้ก็พาหมอมาทั้งโรงบาล” เสียงหวานพูดอ้อมแอ้ม แจบอมยกยิ้มน้อยๆก่อนจะเอื้อมมือไปลูบเบาๆที่ศีรษะของอีกคน

 

                “ โอเค โอเค” คนตัวสูงรับปาก ก่อนจะหยิบเอาผ้าห่อน้ำแข็งที่มีเตรียมเอาไว้ขึ้นมาประคบให้ตรงข้อเท้าของจูเนียร์อย่างเบามือ

 

                “ ขอบคุณนะ บีฮยอง” จูเนียร์พูด

 

                “ อื้ม” แจบอมยิ้ม

 

                “ ถ้ายังไง ให้โทรบอกมาร์คมั้ย เผื่อว่าถ้าหมอนั่นมานายอาจจะหายเจ็บ” แจบอมแซว

 

                “ บ้า...” จูเนียร์ตีลงเบาๆที่ไหล่ของเจบี ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะค่อยๆหม่นลงอย่างครุ่นคิด

 

 

                เสียงเพลงที่ดังอื้ออึงและความเย็นจากน้ำแข็ง ยังไม่ทำให้จูเนียร์รู้สึกได้ มากเท่ากับสายตาของมาร์คที่เขาได้จ้องมองในเมื่อวาน พร้อมๆกับคำตอบกำกวมที่คนตัวสูงมักเว้นช่องว่างเอาไว้ จนเมื่อนึกถึงทีไรก็สะกิดความรู้สึกในใจได้ทุกๆครั้ง

 

 

 

                “เราเป็นแฟนคนแรกของมาร์ครึเปล่า?

               

                “ ....ก็ใช่”

               

                “แล้วนับว่าเป็นรักครั้งแรก ของมาร์คด้วยมั้ย”

 

                “ ...... ”

 

                “ ...... ”

 

                “ มาร์ค รู้ตัวมั้ยว่า มาร์คอ่ะ ไม่ค่อยพูดถึงตัวเองให้เราฟังบ้างเลย...”

 

                “ อย่างนั้นเหรอ”

 

                “ ใช่ อย่างนั้นเลยล่ะ มีแต่เราสิ ที่เอาแต่พูดเรื่องของตัวเองให้มาร์คฟัง เราพูดมากจนกลัวมาร์คจะเบื่อเราแล้วเนี่ย”

 

                “ ฮ่ะๆ เราไม่มีทางเบื่อจูเนียร์หรอกน่า”

 

                “ จริงๆนะ”

 

                “ อื้ม...จริงๆครับ”

 

                “ ....เค้าเป็นคนยังไงเหรอ...”

 

                “ ฮึ?

 

                “ เราหมายถึง ความรักครั้งแรกของมาร์คน่ะ คนที่มาร์คตกหลุมรัก เราอยากรู้ว่าเค้าเป็นคนยังไง เป็นคนแบบไหน”

 

                “ .....”

 

“ เค้าเหมือนเรามั้ย หรือเรามีส่วนไหนที่เหมือนเค้ามั้ย?

 

“ ......”

 

“ ......”

 

                ไม่เคยมีคำตอบใดใดออกจากปากของมาร์ค หากมันเป็นเพียงแค่อดีตป่านนี้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก คงจะบอกเล่าทุกๆอย่างออกมาจนหมดแล้ว เมื่อพูดถึงอดีต หรือคนในอดีตมาร์คจะไม่เคยตอบคำถามเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะย้ำถามสักแค่ไหน คำตอบที่ได้ก็จะมีเพียงแต่คำว่า อย่ากังวลเลย เรารักจูเนียร์นะ ... ซึ่งไม่ใช่คำตอบของคำถามด้วยซ้ำ สิ่งที่จูเนียร์กลัวมากที่สุดก็คือมาร์คอาจจะไม่เคยอยากให้มันเป็นเพียงอดีต พอคิดได้แบบนั้นหัวใจของจูเนียร์ก็ยิ่งร้อนรุ่ม ยิ่งพาลคิดไปไหนต่อไหน และก็คงเป็นเพราะเรื่องนี้ที่ทำให้ร่างบางขาดสมาธิเต้นพลาดจนทำตัวเองบาดเจ็บ

ขออย่าให้มันเป็นแบบที่เราคิดเลยนะมาร์ค ขอร้อง......

 

                จินยองเหมือนตกอยู่ในภวังค์ จนกระทั่งรู้สึกถึงความเย็นจากก้อนน้ำแข็งที่ประคบ แผ่ไอเย็นเกินบริเวณที่รู้สึกเจ็บ

 

                “ อ้ะ!” จินยองสะดุ้ง เมื่อเจบีใช้มือกดลงไปเบาๆที่รอยแดง

 

                “ ถ้ามาร์ครู้ ป่านนี้รีบบินมาหานายแน่นอน” เจบีพูดในขณะที่สายตายังคงมองอยู่ที่ข้อเท้าของจูเนียร์

 

                “ มันน่าจะอักเสบ ไปหาหมอมั้ย” เจบีถาม

 

                “ ไม่เป็นไร ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก พักอีกสักหน่อยก็คงโอเค” จินยองว่า

 

                “ นี่ ให้โทรบอกมาร์คมั้ย....” เจบีถามคำถามนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

 

                “ พี่บี ....” จินยองเอ่ยเรียกอีกคนเสียงค่อย

 

                “ ว่า” เจบีเงยหน้าขึ้นมองจินยอง

 

                “ เปลี่ยนจากโทรหา เป็นพาไปหาได้มั้ย...”  จูเนียร์ทำหน้าอ้อน

                แจบอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะขยี้เบาๆที่กลุ่มผมนิ่ม เวลาที่จินยองทำท่าแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่มีทาง .......

 

 

..........

 

 

                แสงแดดสีส้มค่อยๆลับแสงหายไปตามเส้นขอบฟ้า แบมแบมเดินเท้าจากโบสถ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเท้าคู่เล็กหยุดลงตรงหน้าประตูบานใหญ่ที่แสนคุ้นเคย  ใบหน้าสวยระบายยิ้มหวานให้กับคนที่ยืนรออยู่ ด้วยสายตา ท่าทาง ใจจดใจจ่อกับต้นทางซะเหลือเกิน มาร์คยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน ก่อนที่ร่างสูงจะพาตัวเองเดินออกไปหาร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่ มือหนายื่นออกไปจับข้อมือเล็กและออกแรงดึงเล็กน้อยเพื่อให้อีกคนเดิมตามตัวเองเข้าไปยังตัวบ้าน  เสียงเพลงดังออกมาจากเครื่องเล่นเพลงรุ่นโบราณซึ่งเจ้าของมันไม่มีโอกาสได้ใช้อีกต่อไปแล้ว บ้านหลังใหญ่ที่ดูเงียบเหงา กลับมีชีวิตขึ้นมาทันทีที่เท้าคู่ใหญ่และเท้าคู่เล็กย่างกรายเข้ามายังตัวบ้าน ดอกไม้สีม่วงที่ปักอยู่ในแจกัน ผลิดอกสีสวยล้อตาคนที่ได้มอง เปียโนตัวเก่ายังคงตั้งอยู่ที่เดิม และบัดนี้มันพร้อมแล้วสำหรับมือสองคู่ที่จะร่วมบรรเลงมันอีกครั้ง แบมแบมค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งข้างๆมาร์ค ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมาสบตาและยิ้มให้กันอีกครั้ง แม้ไม่ค่อยมีบทสนทนาระหว่างทั้งสองคน แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันแปลก หรืออึดอัดใจเลย บางทีคำพูดอาจไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาด้วยซ้ำ มือเล็กค่อยๆวางลงบนบันไดเสียงอย่างเชื่องช้า และรอจังหวะ โน้ตตัวแรกถูกกดลงให้เกิดเสียง แบมแบมยิ้มออกมาอย่างโหยหาช่วงเวลาและหวนกลับไปคิดถึงวันวานที่ผ่านมาอีกครั้ง  เพลงแรกระหว่างเรา เพลงที่เราร่วมกันเขียนขึ้นมา ตัวโน้ตที่ยังกระท่อนกระแท่น ไม่ลื่นไหล แต่น่าแปลกที่โน้ตเหล่านั้น มันกลับชัดเจนอยู่ในใจของคนทั้งคู่อยู่เสมอ เพลงที่ไม่ว่าเล่นเมื่อไหร่ก็จะมีแต่ความสุขใจอยู่ทุกครั้ง ตอนนี้หัวใจของทั้งคู่ ต่างอยากเพียงมอบความสุขให้แก่กันและกันเท่านั้น เรื่องร้ายที่ผ่านมา ขอให้มันเพียงผ่านไป ไม่ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรมาร์คและแบมแบมได้สัญญากันแล้วว่า จะยืนอยู่เคียงข้างกัน และจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตราบเท่าที่ลมหายใจของทั้งคู่ยังคงมีอยู่

 

                เสียงเพลงในวันวานใกล้หยุดลงแล้ว ทั้งมาร์คและแบมแบมต่างก็ยิ้มออกมา จริงแล้วๆรอยยิ้มของทั้งสองคนไม่ได้หลุดหายไปเลยในระหว่างที่เสียงเพลงยังบรรเลง ราวกับท่วงทำนองที่สร้างขึ้นพาพวกเขากลับไปยังช่วงเวลาที่แสนมีค่านั้น แต่ทั้งคู่ก็รู้ดีแม้เพลงจะเพราะสักแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องมีท่อนจบ มือเล็กเลื่อนกลับมาวางที่ตักของตัวเองทันทีที่โน้ตตัวสุดท้ายสิ้นเสียงหายไป ต่างคนต่างจ้องมองไปยังแผ่นกระดาษบรรทัดห้าเส้นที่ว่างเปล่า ช่องว่างระหว่างความเงียบ กระดาษที่ไม่มีเสียงเพลงรอคอยเพียงใครบางคนที่จะมาเติมแต่ง และแต้มทำนองที่สวยงามลงบนความเงียบนั้น  แบมแบมเอื้อมไปหยิบเอาปากกาที่วางอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเริ่มขีดเขียนสัญลักษณ์ทางดนตรีลงไป  มือเล็กบรรจงเขียนกุญแจซอลให้คาบเกี่ยวบรรทัดห้าเส้น

ก่อนที่ดวงหน้าหวานจะค่อยๆหันมาหาคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

                “ พี่มาร์ค มีโน้ตตัวไหน อยู่ในใจบ้างมั้ยฮะ” แบมแบมถามเสียงใส ในขณะที่มือก็ยังคงจับปากกา รอฟังสิ่งที่อีกคนจะตอบ มาร์คหันมาสบตากับแบมแบมก่อนที่จะส่ายหน้าให้เบาๆ

 

                “ ไม่มีเลยเหรอ” แบมแบมทำท่าคิดพลางชักมือกลับมาวางที่บันไดเสียงตรงหน้า

 

                “ แล้วมี คอร์ดไหน ที่อยากจะให้เป็นตัวเริ่มเพลงบ้างมั้ยฮะ” แบมแบมเปลี่ยนคำถาม ร่างเล็กจ้องมองอีกคนตาแป๋ว ดวงตากลมโตของแบมแบมมองลึกลงไปยังดวงตาเรียวของมาร์คอย่างหาคำตอบ

 

                “ .....” มาร์คส่ายหน้าเบาๆให้อีกครั้ง และคราวนี้คนตัวสูงกลับค่อยๆโน้มศีรษะตัวเองลงพิงกับไหล่เล็ก

 

                “ ยังไม่ได้เริ่มเลย เหนื่อยแล้วเหรอ..” แบมแบมพูด

 

                “ อืม....” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาแผ่วเบา

 

                “ ขออยู่แบบนี้ ..... สักพักนะ” มาร์คพูดต่อ มือหนาเอื้อมออกไปกุมมือเล็กเอาไว้ แบมแบมก้มหน้าลงมองมือของมาร์คและค่อยๆเลื่อนสายตามามองกลุ่มผมสีแดงที่วางอยู่บนไหล่ตัวเอง

 

                “ เป็นอะไรอีกละครับเนี่ย จู่ๆก็อ้อน...” เสียงหวานใส เอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน

 

                “ เหนื่อย ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง” มาร์คถอนหายใจยาว ก่อนจะตอบ

 

                “ เหนื่อยอะไรกัน ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย...” แบมแบมพูดพลางค่อยๆยกมืออีกข้างขึ้นวางที่บันไดเสียงอีกครั้งหนึ่ง

 

                “ แบมอยากให้เพลงนี้ เป็นเพลงแห่งความสุข แต่ไม่รู้จะแต่งได้มั้ย...”  ร่างบางเอ่ยน้ำเสียงปนความเศร้า หากคนเขียนเพลงไม่ได้มีความสุขจริงๆก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าบทเพลงที่แต่งนั้นจะมอบความสุขให้กับคนฟังได้หรือเปล่า

 

                “ .... แต่งได้สิ ....เราต้องแต่งได้” มาร์คพูดในขณะตัวเองที่ยังคงซบอยู่ที่ไหล่เล็ก ร่างสูงถอนหายใจเสียงเบา ก่อนที่จะค่อยๆให้นิ้วเรียวกดลงยังบันไดเสียงของเปียโนตัวเก่า ด้วยโน้ตเสียงหนึ่ง

 

                ตึ๊ง  เส้นเสียงกระทบกันจนเกิดเป็นเสียงเพลงกังวาน มาร์คหยุดมือลงก่อนจะค่อยๆยกหัวตัวเองขึ้นและกลับมานั่งในท่าปกติ

 

                “ เริ่มด้วยคอร์ดนี้ดีมั้ย” มาร์คพูด แต่สายตายังคงจ้องไปที่แผ่นกระดาษตรงหน้า  แบมแบมยิ้มน้อยๆก่อนจะขยับมือที่วางนิ่งอยู่พาให้มันกดลงโน้ตตัวเดิมที่ซ้ำกับเสียงเดิมที่มาร์คเริ่มเอาไว้

 

                “ ถ้าหากนี่คือเพลงที่ถูกเขียนขึ้นโดยเรา เราทั้งสองคน แบมไม่อยากให้มันมีตัวโน้ตหรือคอร์ดเศร้าๆอยู่ในเพลงแม้สักช่วงจังหวะเดียว ..... เราไม่ใช้คอร์ด D สัญญากันก่อนนะฮะ” แบมแบมพูดเสียงอ่อน ดวงหน้าหวานหันมาสบตากับดวงตาคมที่จ้องมองอยู่เพียงดวงตากลมของเขา

 

                “ ให้เพลงนี้ มีแต่ความสุขนะฮะ...”  คนตัวเล็กยิ้ม มาร์คพยักหน้าน้อยๆและยิ้มรับ แม้ในใจอยากจะเอ่ยถามออกไป ว่าความสุขแท้จริงแล้วคืออะไร คือการมีคนที่รักอยู่ใกล้ๆแต่รักไม่ได้อย่างนั้นหรือ

 

                “ ไม่เอาคอร์ด D นะ...” คนตัวเล็กย้ำในน้ำเสียงอีกครั้ง พร้อมยู่จมูกอย่างน่ารักจนทำให้มาร์คยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

 

                “ ครับผม....” คนตัวสูงตอบเสียงเบา ก่อนจะพิงศีรษะตัวเองลงบนกลุ่มผลนิ่มของอีกคน และครั้งนี้เจ้าของผมนิ่มนั้นก็ยอมปล่อยแรงพิงกลับแต่โดยดี  หัวใจดวงน้อยไม่รักดีเอาแต่คิดว่าอยากจะขอหยุดเวลาเอาไว้แค่นี้ เวลาที่มีแค่เราสองคน และไม่ว่าจะคิดทบทวนเท่าไหร่ ให้พยายามสักแค่ไหน แบมแบมก็ได้รู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจควบคุมมันได้ นั่นก็คือ หัวใจของเรานั่นเอง ต่อให้รู้ทั้งรู้ ให้เข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่สักแค่ไหน ยังไงสุดท้ายหัวใจเจ้ากรรมก็จะพาลพาให้คิดอะไรเห็นแก่ตัวอยู่เสมอร่ำไป นายต้องเข้าใจอย่างที่ได้พูดออกไปจริงๆนะแบมแบม ไม่ใช่เข้าใจเพราะว่าต้องเข้าใจ เมื่อได้ให้สัญญาไปแล้วว่าจากนี้จะขออยู่ข้างๆเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น นายต้องทำมันอย่าล้ำเส้นที่ขีดเอาไว้ โปรดเข้าใจด้วยนะหัวใจของแบมแบม เสียงใส เอ่ยคำพูดเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำในรอบวัน เมื่อเจ้าของมันได้แต่ภาวนาให้หัวใจตัวเองรับฟังในสิ่งที่ปากได้พูดออกไป

 

               

 

                เรื่องเมื่อคืนที่ภาวนาให้เป็นเพียงความฝัน ดูเหมือนคำขอที่ขออกไปนั้นจะดูยากเกินไป เกินกำลังของสวรรค์ที่จะช่วยเหลือ หรือไม่ก็เพราะรู้ดีว่า ความรักที่ทั้งคู่มีให้กันอาจไม่ดีหรือมากพอให้เราได้มีโอกาสดูแลกัน พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ส่งบางคนที่พิเศษมาให้กับมาร์คแทน ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผล และแบมแบมยังคงเชื่อมั่นแบบนั้น

                การที่มีคนเดินเข้ามาและเดินจากไปย่อมมีเหตุผลทั้งนั้น อย่างเช่นในวันที่แบมแบมสูญเสียบุคคลที่รักไป พระเจ้าก็ได้มอบของขวัญที่แสนพิเศษมาให้ นั่นก็คือตัวมาร์ค และสำหรับมาร์คก็คงเป็นอย่างเดียวกัน พระเจ้าส่งของขวัญที่แสนพิเศษมาให้พร้อมกับความรักที่แสนบริสุทธิ์ ให้โอกาสทั้งคู่ได้ประคับประคองกัน แต่น่าเสียดายที่ทั้งคู่ไม่ผ่านบททดสอบบางอย่างที่พระเจ้าส่งมาให้ ณ เวลานี้จึงทำได้เพียงยอมรับมัน แม้ในใจทั้งสองคนจะรักกันมากแค่ไหนแต่หัวใจของทั้งคู่ก็บริสุทธิ์เกินกว่าจะเหยียบและทำร้ายหัวใจดวงอื่น เพื่อให้ได้กลับมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง

 

                แบมแบมและมาร์คกลับมาจดจ่อกับแผ่นกระดาษสีขาวตรงหน้าอีกครั้งก่อนที่ต่างคนจะต่างเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเอง มาร์คแอบมองแบมแบมและยิ้มออกมาอยู่หลายครั้ง เขาชอบที่สุดเวลาที่เห็นคนตัวเล็กข้างๆนี้ใช้เวลาอยู่ตรงหน้าเปียโน และร่วมเล่นเพลงด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่มาร์คชอบมากที่สุด และแบมแบมเองก็คงไม่ต่างกัน  เพราะอย่างนั้นเมื่อมาร์คยิ้มแบมแบมจึงยิ้มออกมาด้วย เพราะรู้สึกได้เสมอ

 

                “ ยิ้มอะไร” มาร์คถาม

 

                “ แล้วพี่มาร์คล่ะ ยิ้มอะไร”

 

                “ เรายิ้มให้นาย” มาร์คตอบตามตรง

 

                “ ....” แบมแบมถึงกับนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบจากมาร์ค

 

                “ ว่ายังไงล่ะ นายยิ้มอะไรแบมแบม” มาร์คย้ำคำถาม

 

                “ เรายิ้มให้เปียโน” แบมแบมบอกปัด

 

                “ โกหก” มาร์คพูด

 

                “ เปล่าซะหน่อย” แบมแบมตอบในขณะที่มือก็ยังคงขีดเขียนโน้ตเพลงลงบนกระดาษ

 

                “ เลิกแต่งเพลงได้แล้ว วันนี้พอแล้ว เราเหนื่อยแล้ว ออกไปเดินเล่นกันเหอะ” มาร์คไม่ว่าเปล่าพลางมือหนาก็จับข้อมือเล็กให้ยืนขึ้น

 

                “ แต่ว่าเรา....” แบมแบมทำท่าจะแย้ง

 

                “ ไม่มีแต่” พูดจบก็จูงมืออีกคนออกไปนอกบ้าน สองมือของมาร์คและแบมแบม ประสานกันในความหมายอื่นที่เมื่อคนมองเข้ามา ก็จะสามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา คงไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดาแน่ๆ และมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถยนต์ของเจบีขับเข้ามาเทียบที่หน้าบ้านของมาร์คพอดี

                เมื่อล้อทั้งสี่หยุดสนิท จินยองรีบก้าวขาลงจากรถเพื่ออกมาเจอกับคนผมสีแดงอย่างที่ตั้งใจ แต่ดูเหมือนมาร์คจะไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าเขายืนอยู่นี่ สายคาคมของอีกคน เอาแต่จ้องมองไปยังร่างบอบบางที่เดินตามมาข้างหลัง จนดวงตากลมคู่นั้นเป็นคนสังเกตเห็นเขาก่อน

 

                “ พี่จูเนียร์” แบมแบมเรียกชื่อจินยองเสียงเบา เบาเสียจนมันแทบจะสลายหายไปกับอากาศ

 

                “ มาร์ค/จูเนียร์” ทั้งคู่เอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน มาร์คปล่อยมือจากแบมแบมทันทีที่เห็นคนรักเดินเข้ามาหา แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ร่างบางที่เดินเข้ามาใกล้ก็โน้มใบหน้าเขาลงไปจูบโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว จูเนียร์พยายามให้จูบที่ดูดดื่มแก่มาร์ค แต่ดูเหมือนว่าอีกคนจะไม่ยอมทำตาม แขนเรียวที่คล้องคอมาร์คอยู่ข้างหนึ่ง บัดนี้อีกข้างก็ถูกยกขึ้นโอบกอดร่างสูงเอาไว้ ใช่แล้ว ตอนนี้มาร์คกับจูเนียร์รักกัน และนี่คือเรื่องจริง ถึงแม้ว่ามาร์คจะขัดขืนจูบกะทันหันนี้ในตอนแรกแต่เมื่อเห็นว่าอีกคนพยายามแค่ไหน ร่างสูงโปร่งจึงมองจูบแสนหวานกลับไปให้โดยที่ลืมไปเลยว่าเมื่อสักครู่นี้กำลังจะทำอะไร และอยู่กับใคร ร่างเล็กของแบมแบมเหมือนถูกบังคับให้ยืนมองทั้งคู่แสดงออกความรักต่อกัน อย่างหนีไปไหนไม่ได้  หัวใจของแบมแบมรู้สึกเจ็บร้าวแต่หาจุดเริ่มไม่เจอ รู้แต่เพียงว่ามันรวดร้าวไปทั้งอก เจ้าของเสียงหวานแอบผ่อนลมหายใจ และสูดมันกลับเข้าปอดไปใหม่ เป็นเวลาเดียวกันกับที่ภาพคู่รักทั้งคู่ได้หยุดจูบนั้นลงพอดี

 

                แบมแบมโค้งให้จูเนียร์ก่อนจะยิ้มอ่อนให้ จูเนียร์มองใบหน้าเล็กของตนอยู่สักพักก่อนจะยิ้มกลับ เพียงเสี้ยววินาทีที่สบตากัน แบมแบมรู้สึกได้จากสายตาของจูเนียร์ถึงความรู้สึกรุนแรงบางอย่างที่ส่งออกมาจากดวงตาคู่สวยนั้น และเหมือนจูเนียร์เอง ก็พอจะอ่านสายตาขอแบมแบมออกเช่นกัน คนหน้าสวยจึงรีบหันสายตากลับไปหามาร์คและยิ้มหวานออกมาให้คนตัวสูง มาร์คยิ้มตอบก่อนจะโน้มตัวลงไปกอดอีกคนไว้แน่น

 

                “ จะมาทำไมไม่บอกก่อน เราเกือบไม่อยู่แล้วเห็นมั้ย” มาร์คพูด

 

                “ ก็มาเซอร์ไพรซ์มาร์คไง เผื่อว่าซ่อนใครไว้” จินยองพูดแฝงน้ำเสียงประชดนิดๆ คำพูดของจูเนียร์ ทำให้แบมแบมที่ยืนนิ่งอยู่ถึงกับทำหน้าไม่ถูก 

 

                “ ซ่อนใครไว้อะไรกัน...ไม่มีหรอก” มาร์คพูดในขณะที่ทั้งคู่ยังคงกอดกันอยู่

 

                “ เราล้อเล่น แค่แวะมาหาเฉยๆ คิดถึงน่ะ” จูเนียร์พูดเสียงใส แม้ในใจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยก็ตาม ภาพที่มาร์คจับมือกับแบมแบมเมื่อกี้นี้ยังชัดอยู่ตรงหน้าเขาอยู่เลย

 

                “ คิดถึงก็โทรมาบอกสิ เดี๋ยวเราไปหา จูจูจะได้ไม่เหนื่อย” มาร์คพูดและค่อยๆปล่อยกอดออก จูเนียร์ยิ้มให้มาร์คก่อนจะกุมมืออีกคนขึ้นมา

 

                “ เรามาแค่นี้แหละ ไปละ พี่เจบีรออยู่ ”  จินยองพูดก่อนจะยิ้มหวานให้กับคนรักอีกครั้ง

 

                “ พูดจริงมั้ยเนี่ย” มาร์คว่า แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรขึ้นมาอีก ร่างเล็กได้ทำท่าเหมือนกำลังจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน

 

                “ จะไปไหน” มาร์คหันความสนใจไปที่แบมแบมทันที ทำเอารอยยิ้มสดใสของงจินยองที่มี ค่อยๆหุบลง

 

                “ เอ่อผมจะกลับเข้าไปเอาชีทเพลงฮะ” แบมแบมตอบเสียงค่อย

 

                “ อ๋อ ... เอาไงดี ...เอางี้ จูจูจะกลับแล้วใช่มั้ย ถ้างั้น..... “จุ๊บ”... กลับดีดีนะ ” มาร์คก้มลงไปจูบเบาเบาที่หน้าผากของจูเนียร์ ก่อนที่จะรีบเสนอตัวเดินนำแบมแบมเข้าไปในบ้าน จูเนียร์มองทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความเจ็บปวด ที่ขาของเราพันผ้าสูงมาจนเกือบถึงหัวเข่า นายยังไม่สังเกตเห็นเลยด้วยซ้ำ แต่กับเด็กคนนั้นเพียงแค่เอ่ยพูดมาประโยคเดียว นายกลับรีบเทความสนใจทั้งหมดไปให้ จูเนียร์ค่อยๆหันหลังเดินกะเผลกกลับออกมาจากบ้าน เจบีรีบรุดเข้าไปช่วยพยุงและแปลกใจมากที่มาร์คไม่ได้เดินออกมาส่ง คนผมสีเงินสังเกตเห็นน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย จูเนียร์รีบยกมือขึ้นมาเช็ดออก ก่อนที่ร่างบางจะรีบบอกให้อีกคนออกรถกลับไปห้องซ้อมให้เร็วที่สุด ....

 

เป็นเด็กคนนั้นจริงๆด้วยสินะมาร์ค คนที่ไม่เคยหายไปจากใจของนายเลย’ 


..............

#TBC.

_____________________________________________________________________________






- ขอให้มีความสุขในการอ่านค่ะ
** ตอนนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากนักเขียนท่านหนึ่ง ด้วบบทความนี้ค่ะ

‘Our Love a dead stars. To the world it burns brightly, but it died long ago’

                                                                                                                            Lang Leav ,-



รักคนอ่านนะ
จุ๊บ.



#ฟิคทำนองรัก



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

4,351 ความคิดเห็น

  1. #4332 MarkBam1n1a (@Notetoaki) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 12:30
    อย่างน้อยกุได้รุ้ความจิงกันสักที แต่จะเป้นงัยต่อไปเนี่ย จะสมหวังกันากคู่ไหมถามจิง
    #4332
    0
  2. #4261 Zevaaa (@SSSieam) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 00:05
    อ๊าก อ๊าก ไม่ไหวแล้วววววว ทนมานานแล้วนะ ขอพื้นที่ระบาย อ๊ากกกกกกกกกกกกก
    #4261
    0
  3. #4092 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 19:01
    มาร์คลังเลจังเลยนะ
    #4092
    0
  4. #4011 Ben95Got7 (@Ben95Got7) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 15:16
    พี่มาร์คคคคค ทำไมไม่ชัดเจนแบบนี้ เจ็ปปวดอ่ะ
    #4011
    0
  5. #4001 Cup_Cakeks (@karnkar) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2559 / 17:57
    เกลียดอิพี่มาร์ค ไม่ชัดเจน จะชอบจินยองหรือจะชอบแบมก็เอาซักคน การกระทำนี่เหมือนชอบแบมนะ แต่แบบ ขอตบซักทีนะพี่มาร์ค...
    #4001
    0
  6. #3801 GUITAR GAGA (G) (@guitargotpm) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 16:47
    เป็นฟิคที่ภาษาสวยมากและคนเขียน เขียนได้หน่วงมากๆ ตอนน้องแบมร้องไห้เราอ่านไปก็ร้องไป แค่คิดว่าน้องร้องไห้ขนาดนี้ก็ใจจะขาดแล้วอะ เราอ่านตอนนี้ อ่านแล้วก็พักหลายรอบมาก อ่านรวดเดียวไม่ไหว ใจจะขาด หน่วงเกินไป ขอบคุณที่เขียนฟิคภาษาสวยๆมสให้เราได้อ่านนะคะ เราอยากให้รวมเล่มจังเลย อยากซื้อเก็บมากๆ
    #3801
    0
  7. #3752 Ssprd Tsr (@2ongiiz) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 เมษายน 2559 / 00:42
    ฟิคมบจริงๆใช่ไหมคะ...
    #3752
    0
  8. #3670 Eroseris (@ornlylove) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 / 01:12
    ตอนที่เเบมร้องไห้บอกเรื่องเมลล์ นี่ร้องไห้ตามเเบม T^T สุดท้ายก็เป็นได้เเค่เพื่อน
    #3670
    0
  9. #3436 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 22:24
    กำลังดีแล้วสะดุดบรรทัดหนึ่ง เพื่อนที่ดีค่ะ ค่ะ ค่ะ ค่ะ ค่ะ ค่ะ ... แบบมันก็ดีอยู่หรอกมาร์คแบมอะ แต่มาร์คมีจูเนียร์แล้วไง แบบตอนเนียร์จะมา เรานี้แทบบอกให้รีบปล่อยมือซ้ำ ๆ แต่ตัวละครไม่ได้ยินที่เราพูด คิดดูอินขนาดไหน 555555555
    แล้วยิ่งมาจูบโชว์อีก แบมของเราเจ็บไปอีกตามระเบียบ
    เจบีนี้อะไรอะ ดีกับทุกคนหรอ เป็นคนดีจริง ๆ สินะ... เราขอเชียร์บีไอแล้วกันนะ 555555 เจบีเป็นแค่พี่น้องเถอะ ดีแล้วละ แค่พี่น้อง พิเศษแบบพี่น้องไง ก็ความดีความเอาใจใส่ของเจบีมันกระจายให้ทุกคน เจบีอาจจะรักแบมแบม แบบน้องชายก็เป็นไปได้
    #3436
    0
  10. #3375 opel_zuza (@marang-zangkoong) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2558 / 00:06
    ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย มันเกินจะบรรยาย มีเพียงน้ำตาเป็นไหลออกมาจากความรู้สึกที่ได้รับในแต่ละตอน
    #3375
    0
  11. #3344 Wang-GaGa (@wang-j28) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2558 / 02:06
    เจ็บ..เจ็บโว๊ยย เจ็บยังกับเป็นเรื่องของตัวเองเลยเนี่ย ไรท์บรรยายดีเกิน ร้องไห้หลายรอบละ
    #3344
    0
  12. #3328 Fern'CSF (@frn_tny) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2558 / 02:10
    รู้ก็ดีนะคะพี่เนียร์ ทางนู้นค่ะทางนู้น แจบอมนางอยู่นู่นค่ะ 5555555555
    #3328
    0
  13. #3046 BBMJ (@beerorbie) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 / 23:10
    มาร์ค จูเนียร์ ไปตายด้วยกันเลยไป สงสารแบมแบม
    #3046
    0
  14. #2559 ENED (@ENED) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2558 / 11:34
    ยิ่งอ่านก็ยิ่งเหนื่อยใจกับมาร์คจริงๆ ไม่เอาแบบนี้ นี่ต้องไม่ใช่ฟิคมาร์คแบม แต่เราก็อ่านฟิคมาร์คแบมอยู่จริงๆ T T
    #2559
    0
  15. #2452 VONGO (@KOYO1994) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 22:59
    แค่กลับไปแล้วปล่อยเราไว้ตรงนี้ เราเคยพูดประโยคนี้กับคนที่เค้าทิ้งเราไปเหมือนกันไรท์ เจ็บมากเลยนะกว่าหัวใจมันจะยอมปล่อยคนที่เรารักไปได้
    #2452
    0
  16. #2449 222 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 22:52
    รุ้สึกดีกับใจอ่ะที่ได้อ่านเรื่องนี้ รักไรต์น่ะ
    #2449
    0
  17. #2108 13ploymin_elf (@13phoenix) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 01:21
    เนียร์จะทำอะไรแบมไหม TT_TT
    #2108
    0
  18. #1825 Chibamie (@parpaa) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2558 / 12:22
    เอ๊ะยังไงของมาร์คกันนะ จินยองกับแบมจะยังไงล่ะเนี่ยย
    #1825
    0
  19. #1662 Millennium_00 (@maneenat) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2558 / 19:10
    ในที่สุดมันก็(เหมือนจะ)เป็นมาร์คแบมแล้วววววว5555 อ่านมาแต่ละตอนนี้คือแบบเข้ามาอ่านถูกเรื่องป่าวว่ะ? - -"
    #1662
    0
  20. #1314 mybambi (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 มกราคม 2558 / 17:37
    ไม่อยากให้จินยองเศร้าไม่อยากให้อกหัก แต่เค้าเชียร์มาร์คแบมอ่ะ ㅠ ㅠ
    #1314
    0
  21. #1032 Bmababe.n (@goomiez) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2557 / 02:15
    นี่ไม่รู้จะสงสารใครดี เลือกสิมาร์คเลือกกก
    #1032
    0
  22. #953 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2557 / 23:20
    ก็ม่ายยยยรู้สินะะะะ แงงงงงงงงงงง เจ็บหัวใจจริงๆ



    มาร์คกับแบมเวลาอยู่ด้วยกันคือสิ่งที่สวยงาม อบอุ่นจริงๆ
    #953
    0
  23. #871 ai_yra (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 22:28
    ไรต์คะ แต่งได้ดีมากเลยค่ะ

    มากกว่าสนุกอีกค่ะ เป็นงานที่สวยงามมากค่ะ มาให้กำลังใจนะคะ

    รออ่านอยู่ตลอดนะคะ
    #871
    0
  24. #862 PInkyland (@thinkpink) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2557 / 22:52
    สงสารจูเนียร์นะ แต่ยังไงก็ยังมีเจบีอยู่ข้างๆไม่น่าห่วงเท่าไหร่ แต่พี่มาร์คกับแบมนี่ดิ TT ขนาดเนียร์ยังรู้เลยว่ามาร์ครักแบม มาร์คซื่อตรงกับใจหน่อยดีๆกับแบมไว้นะ
    #862
    0
  25. #799 kungking (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 00:46
    จะทำยังงัยดีล่ะคุณมาร์คไม่ยอมปล่อยข้างใดข้างหนึ่งเลย

    รักเก่ารักใหม่ปนกันไปหมด
    #799
    0