คัดลอกลิงก์เเล้ว

Memory Letter

โดย Mistique_

Memory Letter เรื่องเราที่จะทำให้คุณรู้ว่า "กำลังใจ สร้างปาฏิหาริย์" เกิดขึ้นได้จริงๆ

ยอดวิวรวม

306

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


306

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


3
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 เม.ย. 58 / 22:47 น.
นิยาย Memory Letter Memory Letter | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

 
Memory Letter


 

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน ในวันนี้ฉันจะขอถ่ายทอดเรื่องราวดีๆของ Memory Letter เพื่อเป็นสื่อกลางที่จะใช้ให้กำลังใจกับคนที่กำลังป่วย หรือคนที่มีคนที่ตัวเองรักกำลังล้มป่วยลงด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง

พวกเราทุกคนย่อมรู้ดีว่าถ้าหากตนตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็คงไม่มีใครยิ้มออกมาได้อย่างเต็มใจ ไม่มีใครพูดว่าสบายใจได้อย่างเต็มปาก ถึงกระนั้นบางทีเราก็ยังต้องฝืนที่จะยิ้ม ฝืนที่จะต้องพูดออกมาว่า 'สบายใจได้ ไม่ต้องห่วง'เพื่อที่จะเป็นกำลังใจให้กับคนที่เรารัก เพราะนอกจากการดูแลรักษาที่ดี อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้ป่วยก็คือกำลังใจ หลายครั้งเราอาจเคยได้ยินมาว่า 'กำลังใจสร้างปาฏิหาริย์' และฉันก็เชื่อว่ามันสามารถสร้างได้จริงๆ

มีหลายครั้งในความเป็นจริงที่มีคนป่วยหนักที่แม้แต่คุณหมอก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ ทว่าคนเหล่านั้นกลับมีกำลังใจที่ดีเหลือเกิน แล้วกำลังใจที่พวกเขาได้รับมาก็มาช่วยผลักดันจนกระทั่งพวกเขาสามารถรอดพ้นจากความตายแล้วกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

Memory Letter เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่บังเอิญได้มีโอกาสพูดคุยกับเด็กชายที่กำลังรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อผ่านตัวหนังสือในกระดาษสมุดที่บรรจงเขียนอย่างตั้งใจ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาจากข้อความที่ไร้เสียงจะเป็นอย่างไร รับชมได้ในปฐมบทของMemoryLetterเลยค่ะ


เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 เม.ย. 58 / 22:47




       

    
If you BELIEVE in it, then FIGHT for it.
หากคุณศรัทธาในสิ่งใด ก็จงต่อสู้เพื่อมัน

 

Credit Quote คําพูดโดนๆภาษาอังกฤษ

 

สวัสดีค่ะฉันชื่อ ไม อายุ 17 ปีเป็นนักเรียนมัธยมธรรมดาๆผู้ซึ่งมีคุณพ่อเป็นสุดยอดหมอ และก็ตามประสาคนเป็นพ่อที่หวังเป็นอย่างยิ่งให้ลูกคนเดียวอย่างฉันได้เป็นหมอตามเส้นทางของเขา แต่ก็หมดหวังค่ะบอกเลยเพราะตอนนี้ฉันเรียนสายศิลป์ และก็ไม่มีหัวไปทางวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่นิดเดียว

เฮ้อ~ ขอจบการแนะนำตัวไปเท่านั้นล่ะกันนะคะ เมื่อตอนนี้ฉันเดินทางมาถึงที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใจกลางเมืองที่พ่อของฉันทำงานอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าถามว่ามาทำไม? ฉันก็คงตอบได้คำเดียวค่ะว่ามารอกลับบ้านพร้อมพ่อ เอาจริงๆบ้านฉันกับที่นี่ก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่ ฉันกลับเองได้สบายๆอยู่แล้วแต่พ่อดันไม่ยอมให้ฉันกลับเอง แล้วให้ฉันรอจนกว่าเขาจะเลิกงาน แล้วถ้าวันไหนพ่อเข้าเวรก็นอนมันที่โรงพยาบาลกันไปเลย(บ่นเยอะไปแล้ว)

"อ๊ะ! อ่อ...^^"ฉันหยุดยืนยิ้มให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่นอนส่งยิ้มมาให้ฉันผ่านกระจกใสอยู่ในห้องปลอดเชื้อของโรงพยาบาล และก็ถึงจะยิ้มอยู่ก็เถอะแต่ดูเหมือนว่าอาการของเขาจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยเพราะที่ตัวเขามีทั้งสายน้ำเกลือ สายที่ต่อจากเครื่องวัดคลื่นหัวใจ และก็สายออกซิเจน แล้วอีกอย่างที่สำคัญคือฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังเจ็บ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องฝืนตัวเองยิ้มให้ฉันแบบนี่ก็ได้นี่น่า ไม่ใช่คนรู้จักกันสักหน่อย

"สู้ๆนะ บ๊ายบาย"ฉันชูสองนิ้วแล้วโบกมือลาเขานิดหน่อยก่อนจะเดินเข้าไปหาพ่อที่อยู่ถัดไปไม่ไกล จะว่าไปผู้ชายคนเมื่อกี้ก็น่าจะอายุไม่ต่างจากฉันเท่าไหร่นะ แต่ทำไมถึงดูอาการไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลย...เขาเป็นอะไรกันนะ

"พ่อคะ กลับมาแล้วค่ะ"ร่างบางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้คนไข้อย่างหน่ายๆตรงหน้าคุณพ่อที่กำลังยุ่งอยู่กับการเคลียบัญชีคนไข้ของวันนี้

"ครับๆ รอแปปนึงนะไม เดี๋ยวก็เสร็จล่ะ"

"พ่อก็พูดแบบนี้ทุกครั้งแหละ สุดท้ายก็ดึกอีกอยู่ดี"

"แต่พ่อก็รีบให้หนูแล้วนะ รอแปปนึงให้คุณพ่อไม่ได้หรอ~"แล้วคุณพ่อคนเก่งของฉันก็ทำเสียงออดอ้อนซะอย่างกับเด็กๆ ให้ตายเถอะ! ถ้าคนไข้หรือพวกพยาบาลมาเห็นคุณพ่อในสภาพแบบนี้มีหวังหมดความนับถือกันพอดี-"-

"ค่าาาๆ"พ่อมองหน้าฉันยิ้มๆแล้วก้มลงไปทำงานของตัวเองต่อไปในขณะที่ฉันเองก็นั่งมองประวัติคนไข้ของพ่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งสายตาฉันมันมาหยุดอยู่ที่ใบประวัติของเด็กผู้ชายในห้องปลอดเชื้อคนนั้น "เค้าเป็นอะไรหรอคะ"

"หืม? ไรด์คุงน่ะหรอ เขาเป็นโรคGBS* น่ะ..แต่เอ๊ะ! หนูแอบดูประวัติคนไข้พ่อได้ไงเนี่ย นี่มันความลับขั้นสุดยอดของคุณหมอเลยนะ" เอ่อ...บอกข้อมูลมาขนาดนี้แล้วพึ่งรู้ตัวเนี่ยนะคะคุณพ่อ!?

"หนูไม่เอาไปบอกใครหรอกค่ะ เอ่อ..แล้วเขาพึ่งป่วยหรอคะ  ทำไมเขาถึงป่วยล่ะคะ"ยังถามต่อไป

"อืม เขาพึ่งเป็นโรคนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วก็เป็นเพราะว่าติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจมาแบบง่ายๆ เพราะโรคXLA* ที่เป็นโรคประจำตัวของเขามาตั้งแต่เด็กๆ...พูดก็พูดเถอะแต่พ่อว่าไรด์เขาน่าสงสารนะ ในร่างกายของเขามันแทบจะไม่มีภูมิต้านทางอะไรเลย และถ้าหากไม่คอยฉีดสารภูมิต้านทานให้เขาทุกๆสองอาทิตย์มันก็มีโอกาสสูงลิบลิ้วที่เขาจะติดเชื้อในการแสเลือดอย่างรุนแรงจนทำให้เสียชีวิต....อืม ว่าแต่ทำไมอยู่ดีๆไมถึงถามเรื่องนี้กับพ่อล่ะคะ หรือว่าลูกเริ่มสนใจอยากเป็นหมอแล้ว! *3*"

"ไม่ใช่แล้วค่ะพ่อ หนูเรียนสายศิลป์นะคะอย่าลืม ที่หนูถามเพราะตอนเดินเข้ามาเขายิ้มให้หนูก็เท่านั้นแหละค่ะ" สิ้นสุดคำพูดของฉันพ่อก็วางปากกาแล้วเงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วยใบหน้าที่จริงจัง "มะ...มีอะไรหรือเปล่าคะหน้าแบบนั้น"

"ไรด์น่ะเขาเป็นเด็กดีมากเลยนะ เขายิ้มให้กับคนรอบข้างเสมอ ทั้งๆที่อาการของตัวเองก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ไมรู้หรือเปล่าว่ากำลังใจของเขาดีมากเลยนะ อืม...ลูกก็อายุพอๆกับเขา ว่างๆบางทีลองไปทักทายเขาบ้างก็ได้นะ พ่ออนุญาต"

"เอางั้นก็ได้ค่ะ"

"โอเค งั้นวันนี้เรากลับบ้านกันดีกว่า พ่อเสร็จงานแล้ว ฮ่าๆ เห็นมั้ยพ่อบอกแล้วว่าแปปเดียว"

"แหมม รู้แล้วค่ะ...งืม พ่อคะ พ่อว่าวันนี้แม่จะทำกับข้าวอะไรไว้ให้เราคะ...บลาๆๆ"แล้วฉันกับพ่อก็เดินไปพลางคุยเรื่องนู่นนี่นั่นไปพลางตามประสาพ่อลูกจนกระทั่งเราสองคนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักของไรด์ เขาทำหน้าตกใจนิดหน่อยนะที่เห็นฉันเดินมากับคุณพ่อที่เป็นเจ้าของไข้ของเขา แต่ไม่นานรอยยิ้มของเขาก็กลับมาพร้อมๆกับที่มือโบกไปมาให้กับฉันอย่างเป็นมิตร

"บ๊ายบาย ไว้-พรุ่ง-นี้-จะ-มา-ใหม่-นะ"ฉันบ๊ายบายเขากลับแล้วพูดเน้นเป็นคำๆให้เขาอ่านปากได้ง่ายๆ จนคุณพ่อที่ยืนอยู่ข้างๆฉันแอบขำออกมาหน่อยๆก่อนจะโยกหัวฉันไปมาอย่างกับเด็กน้อย "อย่าเล่นหัวหนูสิคะ อายเค้า"

"ไม่เห็นเป็นอะไรเลย มีแค่ไรด์เห็นคนเดียวเอง...นี่ไม ลูกลองมองดูสิ เขากำลังมีความสุขที่เห็นเราเล่นกันนะ"พ่อก้มลงมากระซิบฉันแบบเนียนในช่วงท้ายของประโยค และเมื่อฉันหันไปมองเขาตามที่พ่อบอกมันก็ทำให้ฉันต้องยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเขากำลังหัวเราะ

                "อ่า...นั่นสินะคะ"

 

-วันต่อมา-

"บ๊ายบายนะ กลับบ้านดีๆล่ะ"ฉันและผองเพื่อนโบกมือบ๊ายบายกันที่สี่แยกก่อนจะแยกย้ายกันไปคนล่ะทาง และแน่นอนว่าสถานที่ที่ฉันกำลังจะมุ่งหน้าไปก็คือโรงพยาบาลนั่นเอง แต่ก็น่าแปลกนะที่วันนี้ฉันไม่รู้สึกเบื่อกับการไปที่นั่นเลย บางทีอาจจะเป็นเพราะคนไข้ของคุณพ่อคนนั้นก็ได้นะ

เฮ้อ~ พอได้เห็นไรด์ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันแต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องตู้กระจกกับร่างกายที่เจ็บป่วยนั่นก็รู้สึกว่า...ฉันนี่โชคดีมากเลยนะ ที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นอย่างเต็มที่ขนาดนี้ และฉันก็รู้สึกว่าเขาเก่งจังที่ยังสามารถยิ้มออกมาได้กับสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นฉันบางทีอาจจะกลายเป็นคนซึมเศร้าไปแล้วก็ได้

"ไมจัง วันนี้คุณหมอฝากมาบอกว่าอาจจะกลับดึกหน่อยนะจ๊ะ พอดีมีประชุมวอร์ด...เอ่อ เดี๋ยวพี่ไปก่อนนะ วันนี้ที่แผนกยุ่งมากเลย"ฉันหันไปหาพี่เนสที่เอาข้อความจากพ่อฉันมาบอกด้วยท่าทางที่รีบร้อน อ่อ เธอเป็นพยาบาลประจำแผนกอายุรกรรมระบบประสาทที่พ่อฉันประจำอยู่น่ะ ก็เลยค่อนข้างสนิทกัน

"..."เอ่ม พี่แกวิ่งไปนู่นซะแล้ว-*- เฮ้อ~ ช่างเขาล่ะกัน ไหนๆวันนี้ก็ต้องกลับดึกแวะเข้าไปทักทายไรด์สักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไรหรอกมั้ง

" ^ ^ "ฉันส่งยิ้มไปให้คนที่กำลังบีบลูกบอลกายภาพอยู่บนเตียงอย่างตั้งใจ และทันทีที่เขาเห็นฉัน เขาก็หันมายิ้มหวานก่อนจะพยายามเอื้อมมือไปหยิบสมุดโน๊ตที่อยู่บนโต๊ะใกล้ๆ แล้วในที่สุดไรด์ก็หยิบสมุดนั่นมาได้หลังจากที่เวลาผ่านไปสักพัก เขาเปิดมันออกแล้วหันหน้าที่มีตัวหนังสือมาหาฉัน

สวัสดีครับ ผมชื่อไรด์ เธอล่ะ?

แล้วข้อความสั้นๆที่ถูกบรรจงเขียนอย่างตั้งใจด้วยลายมือสั่นๆของเขามันก็ทำให้ฉันถึงกับต้องชะงักไปครู่ใหญ่ๆ นี่อย่าบอกนะว่าเขาเตรียมมันไว้เพื่อคุยกับฉัน...

"รอแปปนึงนะ"ฉันรวบรวมสติให้กลับมาแล้วหันไปหยิบสมุดวาดเขียนที่ฉันพกเอาไว้วากรูปเล่นตอนเรียนหนังสือออกมาเขียนเป็นข้อความตอบกลับเขาไป

ฉันชื่อไม ยินดีที่ได้รู้จักนะ

เขาพยักหน้าขึ้นลงด้วยแบบยิ้มๆแล้วเปิดหน้าต่อไปของสมุดให้ฉันดู

ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?

“อื้อๆ”พยักหน้า

คือว่าโรงเรียนเป็นยังไงบ้างหรอ เล่าให้ผมฟังได้มั้ย?

ไรด์ไม่เคยไปโรงเรียนหรอ

ฉันเขียนถามเขากลับไปและคำตอบของเขาก็คือการส่ายหน้าไปมา...เขาไม่เคยไปโรงเรียนจริงๆด้วย  แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวไมคนนี้จะแสดงฝีมือท๊อปศิลปะเล่าเรื่องทุกกอย่างให้นายฟังเอง

“อืม...เริ่มไงดีล่ะ”ฉันหยุดครุ่นคิดไปสักพัก ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆที่มักจะเกิดขึ้นภายในโรงเรียนให้เขาได้รับรู้ด้วยภาพและข้อความต่างๆที่ฉันบรรจงเขียนขึ้นมาอย่างตั้งใจ และที่น่ารักกว่านั้นก็คือการที่เขาดูฉันเล่าสิ่งเหล่านั้นอย่างตั้งใจ และยิ้มออกมาจากหัวใจของเขา

ไมเล่าเรื่องเก่งจัง วาดรูปสวยด้วย

"แฮะๆ"ฉันเกาแก้มแก้เขิน ฮ่าๆ ยังไม่เคยโดนใครชมแบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย >///<

ขอบคุณนะครับ

"ไม่เป็นไรหรอก ฮ่าๆ"ฉันโบกมือไปมาเป็นท่าทางประกอบคำพูด และนั่นมันก็ทำให้ทั้งฉันและเขาหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย...ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริงๆนะว่าไอการวาดรูปเล่นไปเรื่อยของฉัน สักวันวันจะสามารถทำให้ใครสักคนมีความสุขและเพลิดเพลินกับมันได้มากขนาดนี้

"อ่าว ไมจังอยู่ที่นี่เองหรอ เห็นคุณหมอเขาถามหาอยู่น่ะ"แล้วพี่เนสก็เดินวนมาเจอฉันที่กำลังยืนโบกมืออยู่หน้าห้องปลอดเชื้ออยู่คนเดียว "คุยกับคุณไรด์อยู่หรอ ดีแล้วล่ะเป็นเพื่อนกันไว้นะเขาจะได้ไม่เหงา"

"ค่ะ"พี่เนสยิ้มให้ฉันหน่อยๆก่อนจะเดินจากไป และก็ดูเหมือนว่าฉันเองก็คงต้องไปหาพ่อแล้วด้วยเหมือนกัน “ฉัน-ไป-ก่อน-นะ”

และนี่ก็คือเรื่องราวในครั้งแรกที่ฉันกับเขาได้มีโอกาสคุยกัน ถึงจะเป็นแค่การสื่อสารกันผ่านกระดาษสมุดก็เถอะ แต่ฉันรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่น่ารักไปอีกแบบนะ มันดูมีมูลค่าทางความทรงจำมากกว่าการพูดคุยกันแบบปกติเป็นไหนๆเลย

 

 

-สัปดาห์ต่อมา-

เวลาผ่านล่วงเลยไปเร็วเหมือนโกหก ตั้งแต่วันนั้นที่เราได้คุยกันครั้งแรกจนกระทั่งวันนี้ ฉันก็ได้เล่าเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นให้กับเขาในทุกๆวันหลังจากที่ฉันเลิกเรียน จะบอกว่านั่นเป็นกิจวัตรประจำวันของฉันไปแล้วก็ได้นะ แล้วก็ถ้าพูดถึงอาการของเขาล่ะก็คงยังพูดได้ไม่เต็มปากหรอกว่าดีขึ้น แต่ก็นะขอแค่อาการเขาไม่ได้แย่ลงก็พอแล้ว

แล้วก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ก็คือ พ่อแม่ของไรด์หายไปไหน? เพราะตั้งแต่วันแรกที่ฉันเห็นเขาย้ายมาที่นี่จนตอนนี้ฉันก็ยังไม่เคยเจอพ่อแม่ของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"อ๊ะ!"ฉันอุทานขึ้นมาเมื่อสิ่งที่เคยมีอยู่ได้หายไป...ไรด์ไม่ได้อยู่บนเตียงคนไข้ในห้องนั้นแล้ว...เกิดอะไรขึ้นกับเขากัน!! "ขอโทษนะคะ ไรด์เขาหายไปไหนคะ"ฉันหันไปถามพี่พยาบาลคนหนึ่งที่เดินผ่านมาอย่างร้อนใจ ขอให้เขาอย่าเป็นอะไรทีเถอะ

"ไรด์...อ่อ วันนี้เขาไปฝึกเดินที่ห้องกายภาพน่ะค่ะ"

"อ่อ ขอบคุณมากค่ะ"ลมหายใจของฉันถูกถอนออกมายาวๆด้วยความโล่งอก ให้ตายเหอะ! จะออกไปกายภาพทั้งทีทำไมไม่บอกกันก่อนเลยนะ ดีนะฉันยังไม่ใช่คนฟูมฟาย ไม่อย่างนั้นคงบ้าตายไปแล้วแน่ๆที่เห็นเขาหายไป

"ไมจัง! มาหาไรด์หรอ จะเข้าไปก็ได้นะแต่ต้องไปล้างมือแล้วเปลี่ยนชุดก่อน ตามมาสิ"แล้วพี่เนสที่เดินมาเจอกับฉันโดยบังเอิญก็พาฉันเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากที่ฉันล้างมือจนสะอาดแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดปลอดเชื้อแล้ว พี่เนสก็พาฉันเข้าไปในห้องกายภาพที่ไรด์อยู่ก่อนจะเดินจากไป

ตุบ!!

"ไรด์!"ฉันเรียกชื่อเขาออกมาเสียงดังด้วยความตกใจหลังจากที่ร่างของเขาล้มลงบนพื้นอย่างแรง ตอนนี้เขาทั้งหน้าซีดแล้วก็เหงื่อออกเต็มไปหมดเลย "ไรด์ พักก่อนดีกว่ามั้ย นายดูเหนื่อยมากเลยนะ"

"แฮ่กๆ~ ^^; " แล้วก็ตามเคย เขาหันมายิ้มให้ฉันทั้งๆที่ตัวเองกำลังหอบเหนื่อยออกมาจนน่าเป็นห่วงแท้ๆ

"พี่ต้นคะ ทำไมวันนี้ถึงพาไรด์ออกมากายภาพห้องนี้ล่ะคะ มันจะไม่เป็นอะไรหรอคะ"ฉันหันไปถามพี่ต้นนักกายภาพที่อยู่ทำกายภาพให้เขาจนถึงเมื่อกี้ที่ฉันเข้ามา

"ไม่เป็นไรหรอกครับ ถึงอาการของเขายังไม่ได้ดีขึ้นมากแต่ก็ทรงตัวแบบนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว ไข้ที่เป็นก่อนหน้านี้ก็หายแล้วด้วย คุณหมอก็เลยอนุญาตให้ออกมาทำกายภาพข้างนอกได้...อืม...แล้วก็เดี๋ยวให้ไรด์พักก่อนเนอะแล้วเดี๋ยวอีกสักครึ่งชั่วโมงถ้ายังไหวก็มากายภาพต่อกัน แต่ถ้าไม่ไหววันนี้ก็พอแค่นี้ไปก่อนนะครับ ระหว่างนี้ถ้ารู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป หายใจไม่ทันให้รีบบอกด้วยนะครับ จะได้เอาเครื่องหน้ากากออกซิเจนมาใส่ให้"

"ขอบคุณครับ"เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นมาอย่างเหนื่อยอ่อน...นี่เป็นครั้งแรกเลยสินะที่ฉันได้ยินเสียงของเขา...แล้วก็ครั้งแรกที่ฉันได้อยู่ใกล้กับเขามากขนาดนี้...รอยยิ้มของเขามันชัดเจนมากเลย มากจนกระทั่งมันสามารถทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูกเลย

"เอ่อ...กินน้ำหน่อยมั้ย เดี๋ยวฉันไปรินมาให้"คนป่วยพยักหน้ายิ้มๆตามแบบของเขาก่อนที่ฉันจะลุกไปรินน้ำมาให้เขาตามที่บอกเอาไว้ "อ่ะนี่"ร่างบางนั่งลงข้างๆเขาพลางจับหลอดให้เขาดื่มน้ำได้ง่ายๆ

"แค่กๆ! อัก! ฮาๆ~"ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆเขาก็สำลักน้ำใหญ่จนไอและหอบออกมาไม่หยุด เขาดูแย่มากจนตอนนี้ทั้งพี่พยาบาลและพี่ต้นต้องรีบเข้ามาดูอาการแล้วย้ายร่างของเขากลับเข้าไปในห้องปลอดเชื้อเป็นการเร่งด่วนในขณะที่ฉันยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมด้วยสติที่มันแตกกระเจิง...เขาดูทรมานมากและต้นเหตุก็คือฉัน...

"ไรด์...ฉันขอโทษ"แล้วร่างที่มีสติเพียงน้อยนิดก็เดินไปหยุดอยู่ที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่คั่นกลางอยู่ระหว่างฉันกับเขา ก่อนที่หยดน้ำใสไหลรินลงมาจากขอบตาของฉันด้วยความรู้สึกต่างๆที่รุมเร้าทั้งกลัว ทั้งห่วง และก็รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องมาเป็นแบบนี้

“ไม่เป็นไรนะไม”เสียงที่คุ้นเคยของพ่อดังขึ้นมาพร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่มาสัมผัสไหล่ฉันเบาๆในช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่พ่อจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปดูอาการของไรด์ด้วยความเร่งรีบ...และก็ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่ตอนนี้พ่อก็มาแล้วแต่ว่าใจฉันมันกลับอยู่ไม่เป็นสุขเลย...ฉันกลัวจัง กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรเพราะฉัน

เวลาผ่านไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าราวกับว่านาทีถูกเปลี่ยนเป็นชั่วโมง แต่แล้วในที่สุดการรอคอยที่ยาวนานก็จบลง คุณพ่อเดินออกมาจากห้องนั้นพร้อมๆกับที่ม่านผืนใหญ่ที่กระจกตรงหน้าฉันถูกปิดลงมา

"พ่อคะ ไรด์เป็นไงบ้างคะ"

"ไม่ต้องห่วงนะ เขาไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ก็แค่สำลักน้ำเพราะกลืนไม่ทันเฉยๆ แล้วก็เพราะปริมาณน้ำที่สำลักเข้าไปไม่ได้มากอะไรพ่อก็เลยคิดว่าไม่น่าจะถึงขั้นลงปอด ตอนนี้พ่อให้พยาบาลเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อออกให้เขา แล้วเดี๋ยวหลังจากนี้ก็คงเป็นช่วงตามอาการดูแล้วล่ะ"

"...ค่ะ...ขอโทษนะคะ เพราะหนู..."

"อย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิไม เดี๋ยวมันจะทำให้ไรด์คุงรู้สึกแย่เอาได้นะ...ก็อย่างที่รู้ๆกันว่าเดิมทีไรด์เขาก็มีปัญหาเรื่องการกลืนอยู่แล้ว พอมากายภาพข้างนอกแบบนี้ก็เลยทำให้เขาหายใจไม่ทันก็เลยทำให้หอบ...มันไม่ใช่ความผิดลูกหรอกนะ"ท่านกอดฉันเอาไว้แน่นๆเพื่อปลอบโยน...ฉันนี่มันแย่จัง...ทั้งๆที่เขาฝืนยิ้มออกมาตลอดเพื่อที่จะให้ทุกคนสบายใจโดนไม่สนเลยสักนิดว่าตัวเองกำลังเจ็บ แต่ว่าฉันกลับร้องไห้ออกมาง่ายๆแบบนี้ได้ยังไงกัน

"ค่ะ...หนูเข้าไปหาเขาได้มั้ยคะ"

"พ่อว่าวันนี้อยู่ดูเขาข้างนอกแล้วปล่อยให้ไรด์ได้นอนพักไปก่อนดีกว่ามั้ย แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ลูกค่อยเข้าไปหาเขาก็ได้เดี๋ยวพ่อจะขออนุญาติพ่อกับแม่ของไรด์ให้ แต่ว่าก่อนเข้าไปต้องบอกพยาบาลก่อนนะ โอเคมั้ย"ฉันเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเองพลางพยักหน้าตอบพ่อไปแทนคำพูด แล้วม่านที่ปิดอยู่ก็ค่อยๆเปิดออกเผยให้เห็นรอยยิ้มที่อ่อนแรงของเขา...เขากำลังยิ้มให้ฉันอีกแล้ว

"ไรด์..."แล้วเปลือกตาของเขาก็ค่อยๆปิดลงด้วยความอ่อนล้า แต่กระนั้นรอยยิ้มของเขามันก็ยังไม่ได้หายไปจากใบหน้าของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

 

-วันต่อมา-

ฉันเปิดประตูเข้าไปในห้องห้องไรด์หลังจากที่พี่พยาบาลคนหนึ่งพาฉันไปล้างมือเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเป็นที่เรียบร้อย และตอนนี้ฉันก็กำลังยืนอยู่ข้างๆเขาที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่ในนิททรา ดวงตาของฉันมันจ้องมองใบหน้าที่ไร้เดียงสาของเขาอย่างไม่สามารถละออกมาได้ ขณะเดียวกับที่มือเล็กปัดเส้นผมที่ปรกหน้าเขาออกอย่างเบามือ

"หืม....ไม..."เสียงของเขาดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบาก่อนที่เปลือกตาที่เคยปิดสนิทจะค่อยๆเปิดขึ้น แล้วทันทีที่เขาเห็นหน้าฉันรอยยิ้มที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นมา

"ขอโทษนะ ที่ทำให้ตื่น"

"ไม่หรอกครับ มันถึงเวลาตื่นของผมพอดี...ผมดีใจนะที่ตื่นมาแล้วเจอคุณแบบนี้^^" เขาทำท่าครุ่นคิดก่อนจะพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยน และถึงมันจะไม่เนียนเอาซะเลยก็เถอะที่ว่านี่เป็นเวลาตื่นของเขา แต่มันก็ทำให้ความรู้สึกแย่ๆของฉันมันหายไป อีกทั้งมันยังทำให้ฉันต้องยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้

"อื้อๆ ฉันก็ดีใจที่นายไม่เป็นอะไรมาก...เมื่อวานนี้ฉัน..."

"เมื่อวานนี้มันไม่มีอะไรหรอกครับ อย่าไปพูดถึงมันเลย"

"อ่า....อื้อ"ฉันลากสายตาออกไปมองข้างนอกอย่างไร้จุดหมายเพื่อลบความรู้สึกแย่ๆให้หายไป...ฉันไม่อยากทำให้เขาต้องมารู้สึกไม่ดีเพราะฉันเลย "อ๊ะ! รูปนั่น" ฉันเอ่ยขึ้นมาหลังจากที่สายตาของฉันมันบังเอิญไปหยุดอยู่ที่รูปชายหญิงวัยกลางคนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างๆหัวเตียงของเขา

"นั่นพ่อกับแม่ผมเองครับ ปกติคุณมองจากข้างนอกเข้ามาก็เลยยังไม่เคยเห็นสินะครับ"

"อื้อ เหมือนกำแพงตรงนี้จะบังรูปได้พอดีเลย...เอ่อ..." ทำไงดีล่ะ พอเห็นแบบนี้แล้วไอความสงสัยที่ว่าทำไมพ่อแม่ของไรด์ถึงไม่เคยมาเยี่ยมเขาเลยก็กลับเข้ามาในหัวของฉันอีกครั้ง ใจหนึ่งฉันก็อยากถามให้มันรู้เรื่องไปเลยนะ แต่อีกใจก็กลัวว่าคำถามพวกนั้นมันจะไปทำลายความรู้สึกของเขา "..พวกท่านดูใจดีนะ"

"ครับ พวกท่านคอยดูแลผมมาตลอด...คอยหาหนทางมากมายเพื่อที่จะมารักษาอาการป่วยผมให้หายเป็นปกติ ทุกวันนี้พ่อกับแม่ต้องทำงานหนักขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อรักษาความเจ็บป่วยซ้ำซ้อนของผม...ฮ่าๆ ขอโทษทีนะครับที่จู่ๆก็พูดเรื่องแบบนี้ออกมา"ความรู้สึกที่ครุกรุ่นไปด้วยความเศร้าและรู้สึกผิดมันปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะพยายามยิ้มออกมาเพื่อปกปิดมัน ทว่าความรู้สึกภายในนัยน์ตาของเขามันก็ไม่ได้หายไปเลยแม้แต่นิดเดียว

"ไม่หรอก จริงๆแล้วฉันเองก็เคยแอบคิดอยากถามเหมือนกันว่าทำไมพ่อกับแม่ไรด์ถึงไม่เคยมาเยี่ยมไรด์เลย แต่ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วแหละว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น...แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะ ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานนายต้องหายเป็นปกติได้แน่"

"ขอบคุณนะ ผมเองก็เชื่อเหมือนกันว่าวันหนึ่งผมต้องหายเพื่อจะให้ทั้งกำลังใจและแรงกายที่พ่อแม่ทุ่มมาให้ผมมันไม่เสียเปล่า...แล้วก็ไมรู้ไหมว่าอีกหนึ่งกำลังใจของผมมาจากคุณนะ ทุกวันที่ผมได้ดูไมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียน มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมอยากหายแล้วไปใช้ชีวิตที่มีความสุขได้แบบนั้นบ้าง...มันคงดีมากเลย"

"อื้อ งั้นก็รีบหายนะ...เพื่อพ่อกับแม่...เพื่อตัวนายเอง...และก็เพื่อฉัน ฉันสัญญาว่าถ้าถึงวันนั้นเมื่อไหร่ฉันจะเป็นคนพานายไปเดินเที่ยวรอบโรงเรียนเอง เพราะฉะนั้นนายต้องหายนะ..."มือเล็กจับมือของเขาเอาไว้แน่นแล้วจู่ๆน้ำตามันก็ไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม...บ้าที่สุดเลย

"ไม...อย่าร้องไห้นะครับ"เขายกมือที่สั่นคลอนขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าฉันช้าๆ

              "อื้อ ขอโทษนะ"


              "อย่าคิดมากนะครับ...เอ่อ...เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะได้ออกไปกายภาพข้างนอกอีก คุณจะมามั้ย?"

"มาสิ ต้องมาแน่นอนอยู่แล้ว!"ฉันตอบเขากลับไปอย่างหนักแน่นเพื่อเป็นดั่งคำมั่นสัญญา เพราะถ้าหากนี่คือทางเดียวที่ฉันสามารถช่วยเหลือเขาได้ล่ะก็...ฉันจะไม่มีวันเมินเฉยต่อมันเด็ดขาด
             

             -วันต่อมา-

             ติ้ง!

             ขาเล็กเริ่มก้าวเดินอีกครั้งหลังจากที่ประตูลิฟต์เปิดออก ณ สถานที่ที่คุ้นเคย ก่อนที่ฉันจะเดินตรงไปยังห้องพักของไรด์ด้วยฝีเท้าทีเร่งรีบ และก็ดูเหมือนว่าฉันจะมาทันช่วงที่เขากำลังเตรียมตัวไปกายภาพพอดีเลย เฮ้อ~นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว ก็แหงะล่ะคุณครูเล่นปล่อยซะสายเลย แถมวันนี้ยังเป็นเวรทำความสะอาดอีก แต่ก็ยังโชคดีที่รถไม่ติด ฉันก็เลยแว้นมอเตอร์ไซด์วินมาได้ทันเวลาอย่างฉิวเฉียด

             "^^"รอยยิ้มของเขาส่งมาให้ฉันผ่านกระจกใสที่คั่นกลางระหว่างพวกเรา ในขณะเดียวกับที่พี่พยาบาลกำลังถอดสายออกซิเจนของเขาออกเพื่อให้เขาได้หายใจด้วยตัวเองอย่างเต็มที่ก่อนจะออกมาเพื่อทำการกายภาพโดยมีพ่อของฉันดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด และพอการเตรียมการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยพ่อกับพยาบาลอีกสองคนก็พาเขาไปยังห้องกายภาพทันที
 
              "เอ่อ...พ่อคะ ให้หนูเข้าไปช่วยเขาได้มั้ยคะ"ฉันเอ่ยปากถามออกไปทำให้ฝีเท้าของพ่อต้องหยุดลงก่อนจะเดินเข้าไปในห้องกายภาพเพียงวินาที ท่านลากสายตามามองหน้าฉันนิ่งๆอย่างครุ่นคิดจนหัวใจของฉันมันเต้นรัวอยู่ในอกอย่างลุ้นระทึก...ขอให้พ่ออนุญาติทีเถอะนะ

              "เอางั้นก็ได้...เธอพาไมไปเปลี่ยนชุดล่ะกันเดี๋ยวฉันดูไรด์ให้ก่อน"แล้วพ่อก็หันไปสั่งพยาบาลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเป็นการทิ้งท้ายก่อนจะส่งยิ้มที่แลดูมีความสุขมาให้ฉันแล้วเดินตามไรด์เข้าไปในห้อง แต่หารู้ไม่ว่าคนที่มีความสุขกว่ามันคือฉัน...เพราะนี่มันเป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้มีโอาสช่วยเขาจริงๆ

              "ขอบคุณมากค่ะ"ฉันเอ่ยคำขอบคุณออกมาแล้วเดินตางพี่พยาบาลไปเปลี่ยนเสื้อ และเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยฉันก็ตรงเข้าไปยังห้องกายภาพทันที

              "ค่อยๆทรงตัวนะไรด์ เดี๋ยวหมอจะให้พยาบาลปล่อยมือนะ"ฉันเดินเข้าไปเงียบๆในระหว่างที่พ่อ พี่ต้นนักกายภาพ และก็พี่เนสกำลังช่วยให้ไรด์ยืนขึ้นด้วยความยากลำบาก ร่างกายของเขามันสั่นไปหมดพร้อมๆกับที่เขากัดริมฝีปากแน่นเพื่อสะกัดกั้นความรู้สึกเจ็บปวดที่กำลังก่อตัวขึ้น

              "อึก! ...ฮ่า~ ครับ"เขาตอบรับกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับเสียงลม ก่อนที่พี่เนสจะค่อยๆปล่อยมือที่คอยพยุงร่างของเขาเอาไว้ออกแล้วให้เขาจับราวเหล็กด้วยตัวเอง แต่ทว่าร่างกายของเขากลับทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างไร้แรงต้านทานจนพี่เนสและพี่ต้นต้องรีบจับเขาเอาไว้ก่อนที่หน้าเขาจะทิ่มพื้น และก็ไม่รู้ว่าได้ยังไงเหมือนกันแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ฉันจะวาปมาอยู่ข้างๆเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

              "ไม่เป็นไรนะ"ฉันจับแขนเขาเอาไว้แน่นเพื่อช่วงพยุงร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาเอาไว้อีกทาง นี่ขนาดแค่ทรงตัวยืนอยู่เฉยๆเขายังล้มเลย แล้วเขาจะต้องอดทนมากแค่ไหนกันกับการเดินไปข้างหน้าแต่ล่ะก้าว...จริงๆแล้วฉันก็พอรู้นะว่าอาการของเขามันไม่ค่อยดี แต่ฉันก็ไม่คิดเลยว่ามันจะแย่ขนาดนี้

               "...^^"ไรด์หันมายิ้มให้ฉันด้วยใบหน้าที่เปรี่ยมไปด้วยกำลังใจและความหวัง เขาไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองกำลังเจ็บ แต่ว่าสิ่งที่เขาสนใจมีเพียงก้าวต่อไปข้างหน้าเท่านั้น...แรงใจของเขามันมหาศาลเหลือเกิน

               "อ่า ไม่เป็นไรนะสองคนใจเย็นๆไม่ต้องรีบ เดี๋ยวเรามาเริ่มกันใหม่นะ...นี่ต้นมาคอยดูข้างหน้าเลยเดี๋ยวให้ไมกับเนสเป็นคนพยุง"คุณพ่อพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่สุขุมกว่าที่เคยเป็นแล้วค่อยๆถอยออกมาจากไรด์ เพื่อให้พี่ต้นเข้าไปแทนที่ "เอาล่ะค่อยๆทิ้งน้ำหนักลงมานะ"

               "ครับ"เขากัดฟันแน่นก่อนจะก้าวออกไปข้างหน้าด้วยความยากลำบาก...การกายภาพของไรด์ดำเนินต่อไปเรื่อยๆอย่างเชื่องช้าในขณะเดียวกับที่พ่อเองก็ยังคอยควบคุมดูแลอยู่ไม่ห่างจนน่าประหลาดใจ เพราะปกติแล้วเวลามีคนไข้มากายภาพพ่อจะปล่อยให้นักกายภาพกับพยาบาลเป็นคนจัดการกันเองเหมือนกับวันก่อนที่พ่ออนุญาตให้ไรด์มากายภาพที่ห้องนี้ แต่แล้วทำไมวันนี้พ่อถึงมาอยู่ด้วยตลอดเลย เพราะฉันอยู่ที่นี่หรอ? ไม่สิปกติพ่อก็ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวได้อยู่แล้ว ถ้างั้น...เพราะไรด์หรอ...ฉันใจคอไม่ดีเลย

              "อีกก้าวนึงครับ อดทนหน่อยนะเดินมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว"พี่ต้นพูดขึ้นมาอย่างให้กำลังใจ...แต่เมื่อกี้เขาบอกว่าเกือบครึ่งทางหรองั้นก็แสดงว่าที่ไรด์เดินมาเกือบครึ่งชั่วโมงนี่มันยังไม่ถึงครึ่งทางเลยงั้นหรอ บ้าน่า ไอฉันก็มันแต่ห่วงเขาก็เลยไม่ได้ดูระยะทางเลย และพอฉันหันกลับไปมองมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเราเดินมาได้แค่หนึ่งในสี่ของเส้นทางทั้งหมดเท่านั้น ถึงอย่างนั้นตอนนี้เขากกลับดูเหนื่อยเหลือเกิน

              "ฮ่า~ โอ๊ะ!"เขาหอบออกมาหนักๆก่อนที่เรี่ยวแรงน้อยนิดที่มีอยู่ของเขามันหมดลงจนพี่ต้นต้องเอาตัวมารับร่างายของเขาเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป

               "ต้นๆพอแล้ว พาไรด์ออกมาเลย แจงไปเตรียมชุดตัวใหม่มาวันนี้พอแค่นี้แหละ"คุณพ่อเริ่มออกคำสั่งอีกครั้งแล้วเข้าไปช่วยพี่ต้นพาไรด์ที่หอบจนตัวโยนออกมานั่งที่เตียงชั่วคราวในห้องนั้นก่อนจะใช้สเตทโตสโคปตรวจดูการหายใจของเขาอย่างคร่าวๆ "เนสเอาหน้ากากออกซิเจนมาด่วนเลย"

              "ได้ค่ะ"

              "ไรด์อย่าเป็นอะไรนะ พ่อคะ..."ฉันจับมือเขาไว้แน่นด้วยจิตใจที่ไม่เป็นสุขพลางจ้องมองไปที่คุณพ่ออย่างต้องการคำอธิบายในเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น ฉันไม่นึกเลยว่าการกายภาพครั้งนี้มันจะทำให้เขาดูแย่ขนาดนี้

              "ไม่เป็นไรลูก ไรด์แค่เหนื่อยเกินไปแต่ไม่ได้อันตรายหรอก โอเคนะไม....เนสใส่หน้ากากออกซิเจนให้ไรด์เลย"แล้วบทสนทนาระหว่างฉันกับคุณพ่อก็ต้องจบลงไปชั่วขณะทันทีที่พี่เนสกลับมาพร้อมกับเครื่องให้ออกซิเจนก่อนที่หน้ากากออกซิเจนจะถูกนำมาใส่ให้ไรด์ด้วยความเร่งด่วน

              "ค่ะ"

              "โอเค ไรด์ฟังหมอนะ ค่อยๆหายใจเข้าลึกๆไม่ต้องรีบ ใจเย็นๆนะ หายใจเข้า หายใจออก..."แล้วพ่อก็หันไปคอยพูดให้เขาพยายามควบคุมกาารหายใจของตัวเองอย่างใจเย็น และมันก็ประสบความสำเร็จการหายใจของเขาค่อยๆกลับมาเป็นปกติแล้ว "วันนี้อาจจะหอบไปหน่อยแต่ก็ควบคุมกล้ามเนื้อกะบังลมได้ดีขึ้นนะ งั้นเดี๋ยวเนสมาจัดการที่เหลือแล้วพาไรด์กลับไปที่ห้องให้เรียบร้อยนะ แล้วอีกสักครึ่งชั่วโมงหมอจะเข้าไปตรวจร่างกายให้...ไม มากับพ่อก่อนดีกว่าจะได้ไม่เกะกะพี่ๆเค้า"

              "ค่ะ"ฉันขานรับหน่อยๆก่อนจะเดินออกมาจากห้องในขณะเดียวกับที่ทุกคนต่างก็ไปทำหน้าที่ของตัวเองตามที่พ่อสั่ง และทันทีที่ประตูบานใหญ่ปิดลง คำถามทั้งค้างคาอยู่ในใจของฉันก็ดังขึ้นเป็นเหตุทำให้ฝีเท้าของพ่อต้องชะงักไป "พ่อคะ อาการของเขา...มันไม่ดีหรอคะ"

              "ทำไมจู่ๆถึงถามขึ้นมาแบบนี้ล่ะไม? เพราะที่เขาหอบหรอ"

              "เอ่อ เพราะว่าระยะที่เขาเดินได้มันเหมือนจะน้อยว่าเดิมด้วยค่ะ และก็...วันนี้พ่อเข้าไปเฝ้าระหว่างกายภาพตลอดเลย หนูก็เลยคิดว่า..."

              "นี่ไม ฟังพ่อนะ ที่พ่อต้องเข้าไปช่วยดูแลเขาวันนี้มันก็เพราะว่าไรด์ยังมีปัญหาเรื่องการหายใจเองอยู่ มันก็เลยอาจจะอันตรายเกินไปถ้าหากปล่อยให้พวกเขาทำกันเอง ส่วนที่เดินได้น้อยลงก็ไม่แปลกหรอกอย่าลืมสิว่านี่พึ่งเป็นครั้งที่สองเองนะที่เขาได้ออกมาฝึก...พ่อว่าไมไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอาการของเขาหรอกเนอะ เพราะไมรู้มั้ย ว่าเวลาคนเรากังวลเรื่องอะไรสักอย่างมากๆเข้า ความกังวลเหล่านั้นมันก็จะแสดงออกมาให้เห็นได้ง่ายๆทางแววตา...ตอนนี้ลูกเป็นหนึ่งกำลังใจที่ดีมากของไรด์นะ ถ้าลูกเครียดเขาเองก็คงไม่มีความสุขหรอก จริงมั้ย?"

              "ค่ะ...พ่อคะ เขาจะหายใช่มั้ยคะ"

              "อื้อ แน่นอนสิ...ไม่ต้องห่วงนะไม อืม พ่อว่าเดี๋ยวเราเข้าไปดูอาการไรด์กันดีกว่าเนอะ"คุณพ่อพูดยิ้มๆแล้วลูบหัวฉันเบาๆอย่างให้กำลังใจก่อนที่เราสองคนจะเดินไปยังห้องปลอดเชื้อของไรด์ที่อยู่ถัดไปไม่ไกล และด้วยคำพูดของพ่อมันก็ทำให้ฉันคิดได้ว่า สิ่งที่ฉันทำเพื่อเขาได้ในตอนนี้มันมีเพียงแค่การให้กำลังใจเท่านั้น เพราะแบบนี้ฉันจะเอาความกังวลของตัวเองไปใส่ให้เขาอีกไม่ได้เด็ดขาด

              "ไหนหมอขอตวรจหน่อยนะ"พ่อเริ่มตรวจร่างกายของคนที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงอย่างละเอียดอีกครั้ง และเมื่อเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ พ่อก็เริ่มฉีดยาบางอย่างเข้าไปในกล้ามเนื้อของเขาหลายจุด และที่สำคัญคือเขาดูเจ็บมากเลย "โอเค ทนหน่อยนะไรด์เดี๋ยวอีกสักพักยาคงออกฤทธิ์ ส่วนการออกไปฝึกเดินครั้งต่อไปหมอขอยังไม่กำหนดนะ แล้วในระหว่างนั้นหมอจะให้ต้นคอยเข้ามาทำกายาพให้ทุกเช้านะครับ"

               "ครับ"

               "อืม ถ้าปวดมากหรือว่ายังไงก็เรียกหมอนะ เดี๋ยวหมอไปแล้ว และก็ไมถ้าจะอยู่ในนี้ต่อพ่อให้เวลาอีกไม่เกินสิบห้านาทีนะครับ ไรด์จะได้พักผ่อนด้วย"เมื่อพูดจบพ่อก็เดินออกไปจากห้องทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่ฉันกับไรด์ที่นอนยิ้มให้ฉันอย่างอ่อนแรงอยู่บนเตียงเท่านั้น

                "ขอโทษทีนะครับ เมื่อกี้ทำให้ห่วงหรือเปล่า"แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวเสียงกระซิบ เขาดูเหนื่อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมามากเลย

                "อื้อ แต่ไม่เป็นไรหรอก....เอ่อ....สู้ๆนะ นายคงเจ็บมากตอนกายภาพแต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็เชื่อนะว่าอีกไม่นานนายต้องหายเป็นปกติแน่ๆ เพราะอย่างนั้นห้ามท้อนะ...ต้องสู้นะ"สายตาที่มั่งคงจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขาด้วยความหวังที่แรงกล้า

                "ครับ ผมไม่ยอมท้อง่ายๆอยู่แล้ว^^" รอยยิ้มของเขามันปรากฏขึ้นมาอย่างให้คำมั่นสัญญา จนทำให้ฉันต้องยิ้มตามมาอย่างห้ามไม่ได้

                "อืม แต่ว่าวันนี้ต้องพักก่อนนะเหนื่อยมามากแล้ว ฝันดีนะคะ...."


                 -สัปดาห์ต่อมา-
                 
                 แล้วเวลาก็ผ่านล่วงเลยไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว ทุกอย่างมันดำเนินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าในขณะที่อาการของเขามันค่อยๆแย่ลงไปในทุกๆวัน จริงๆแล้วฉันก็เอาอะไรมารับประกันไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่ฉันคิดมันถูกแต่ว่า ตั้งแต่วันที่เขาออกมากายภาพวันนั้นพ่อก็ไม่อนุญาตให้เขาออกมาข้างนอกอีกเลย และแม้แต่ฉันเองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปหาเขาข้างในได้อีกเช่นกัน....ถึงอย่างนั้น พ่อกลับไม่ยอมบอกอะไรฉันเลยไม่ว่าฉันจะพยายามถามมากเท่าไหร่ก็ตาม

                  "อ๊ะ! ไม่อยู่หรอ หรือว่าพ่อให้ออกไปกายภาพข้างนอกได้แล้ว"ฉันสบถขึ้นกับตัวเองเบาๆเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้นอนอยู่ในห้องเหมือนที่เคยเป็น...งั้น เดินไปดูเขาที่ห้องกายภาพดีกว่า ไม่แน่บางทีอาจจะได้เข้าไปหาเขาข้างในก็ได้ เฮ้อ~ แต่เขาออกมาข้างนอกได้แล้วแบบนี้อาการคงไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่ฉันคิดสินะ

                   "....ไรด์"แล้วฝีก้าวของฉันก็มาหยุดลงตรงหน้าห้องกาายภาพพร้อมๆกับหัวใจที่มันแทบจะหยุดเต้น...ภาพตรงหน้าฉันนี่มันอะไรกัน...ทำไมล่ะ...ทำไมสภาพของเขาถึงกลายมาเป็นแบบนี้

                   "ไรด์ได้ยินหมอมั้ย ใจเย็นๆนะพยายามหายใจหน่อย"แล้วร่างของเขาที่นอนหายใจอย่างโรยราอยู่บนเตียงก็ถูกเข็นผ่านหน้าฉันไปด้วยความเร่งรีบของทั้งพ่อและพี่พยาบาล ในขณะที่ฉันยังทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยความไม่เข้าใจ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน

                    ตั้งสติก่อนสิไม สิ่งที่เธอควรทำตอนนี้คือตามไปดูอาการของเขาไม่ใช่มายืนอึ้งแบบนี้....เร็วเข้าสิ รีบไปหาเขา และไม่นานฉันก็กลับมายืนอยู่ตรงที่หน้าห้องปลอดเชื้อของเขาอีกครั้ง...ตอนนี้พ่อกำลังใส่ท่อช่วยหายใจให้เขา...นี่น่ะมันแย่มากเลยไม่ใช่หรือไง เพราะการที่พ่อถึงขนาดต้องใส่ท่อช่วยหายใจแบบนี้ก็แสดงว่าเขาไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้แล้วไม่ใช่หรอ

                  "พี่ต้นคะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้"แล่วฉันก็หันไปถามคนตัวสูงที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆฉันเพื่อคอยดูอาการของเขาที่ดูเหมือนว่ามันจะแย่ลงไปทุกที

                  "คือว่าวันนี้ไรด์เขาขอให้คุณหมออนุญาตให้เขาออกมาลองฝึกเดินอีกครั้งน่ะครับ ทีแรกคุณหมอก็ไม่ให้แต่พอถูกขอซ้ำๆเข้าก็เลยยอม แต่ว่าพอออกมากายภาพจริงๆแล้วเขาก็เริ่มหอบหนักตั้งแต่ก้าวแรก และล้มลงไปแทบจะทันที หลังจากนั้นก็เหมือนที่ไมเห็นนั่นแหละ"

                  "หรอคะ...."

                  "ไม่ต้องห่วงหรอก พี่ว่าที่ใส่ท่อช่วยหายใจให้เขาก็คงแค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ พี่เชื่อนะว่าอีกไม่นานอาการของเขาต้องดีขึ้น แล้วกลับมาเดินได้แน่ๆ"

                  "ค่ะ...หนูก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน"

                  "อืม เดี๋ยวอีกสักพักคุณหมอก็คงออกมาแล้วแหละ งั้นพี่ไปก่อนนะ สู้ๆ"พี่ต้นยิ้มให้ฉันหน่อยๆก่อนจะเดินจากไป และเมื่อเวลาผ่านไปสักพักคุณพ่อก็เดินออมาจากห้องของไรด์ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

                  "พ่อคะ เขาเป็นยังไงบ้างคะ"

                  "....ตอนนี้ไม่เป็นไรมากแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงนะ"พ่อยิ้มออกมาหน่อยๆพลางยกมือขึ้นมาบีบไหล่ฉันเอาไว้เป็นการปลอบโยน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ทำให้ความรู้สึกแย่ๆของฉันมันหายไปอยู่ดี...ทำไมล่ะ ทำไมพ่อถึงไม่ยอมบอกฉันเลยว่าเขาเป็นยังไงบ้าง

                  "ไม่เป็นอะไรมากแต่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเนี่ยนะคะ...พ่อคะ บอกหนูไม่ได้หรอ"ฉันจ้องลึกลงไปภายในดวงตาของท่านอย่างอ้อนวอน...อย่างน้อยแค่สักนิดก็ยังดี ขอให้ฉันรู้ถึงความเป็นไปของเขาบ้าง ฉันจะได้ไม่ต้องมัวมาคิดเองเออเองว่าอาการของเขาจะเป็นยังไง

                   "ไม่ได้บอกไม่ได้หรอกลูก........โอเค มันเป็นเรื่องจริงที่ช่วงหลังมานี้อาการของไรด์ทรุดตัวลงเรื่อยๆ และพอมาถึงวันนี้พ่อคิดว่าการลุกลามคงถึงขีดสุดของมันแล้ว นั่นหมายความว่าอาการของเขาจะไม่ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้อีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปอีกระยะใหญ่ๆจนกว่าจะถึงเวลาที่ร่างกายของเขาจะค่อยๆเริ่มฟื้นฟูตัวเอง....ไม พ่อรู้นะว่าตอนนี้ลูกอาจจะยังไม่เชื่อพ่อหรอก แต่ว่าที่พ่อพูดมาทั้งหมดมันไม่ใช่แค่การพูดเพื่อให้ลูกสบายใจ แต่มันคือธรรมชาติของโรคนี้ที่จะเป็นจริงๆ"

                   "....."

                   "เชื่อพ่อนะคนเก่ง....ไม่ต้องห่วงนะ พ่อสัญญาว่าพ่อจะดูแลเขาให้ดีที่สุด"

                   "ค่ะ หนูเชื่อคุณพ่อค่ะ"แล้วน้ำใสๆที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาของฉันก็ร่วงหล่นลงมา พร้อมๆกับที่พ่อกอดร่างของฉันเอาไว้แน่นด้วยความอบอุ่น...ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้เลย

                   "ไม่เป็นไรนะ....เอาอย่างนี้ดีมั้ยไม วันนี้พ่ออนุญาตให้ลูกเข้าไปหาเขาข้างในได้วันนึงล่ะกันเนอะ แต่ต้องไปล้างตัวให้สะอาดก่อนนะแล้วค่อยเข้าไป.....ถึงตอนนี้เขาคงยังตอบโต้อะไรลูกไม่ได้มากนะแต่พ่อเชื่อว่าเขาจะต้องมีความสุขแน่ๆที่ได้เห็นลูกยิ้มให้เขา"พ่อพูดออกมายิ้มๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตรวจของตัวเองพร้อมๆกับที่พี่เนสมาพาฉันไปเตรียมตัวเพื่อที่จะเข้าไปหาเขา......ขอบคุณนะคะพ่อ

                  "....ไรด์"ฉันเอ่ยชื่อของเขาขึ้นมาเบาๆด้วยหัวใจที่เริ่มสั่นคลอน ตอนนี้ร่างกายของเขามันมีสายระโยงระยางค์เต็มไปหมด ทั้งท่อช่วยหายใจอันใหญ่ที่ถูกใส่ผ่านหลอดลมต่อเข้าไปยังปอด และยังมีสายให้อาหารทางจมูกอีก...เขาต้องเจ็บมากแน่ๆเลย แต่ว่าถึงจะไม่อยากให้เขาต้องเจ็บเพราะอุปกรณ์เหล่านี้ยังไง ความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือสิ่งเหล่านี้มันมีไว้เพื่อช่วยชีวิตของเขา

                  "....."ดวงตาที่อ่อนแรงถูกกลอกไปมาอย่างช้าๆจนระทั้งมันมาหยุดอยู่ที่ฉัน เขามองมาทางนี้แล้ว....แต่ว่ามันกลับดูเศร้าเหลือเกิน เศร้าจนเหมือนกับว่าหัวใจของเขามันกำลังร้องไห้

                 "ไรด์ ไม่เป็นไรนะ อีกไม่นานอาการของนายต้องดีขึ้นเรื่อยๆแน่ฉันเชื่อแบบนั้น แล้วเมื่อกี้พ่อก็บอกฉันด้วยนะว่ามันจะไม่แย่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว....นายต้องอดทนนะ...อย่าพึ่งท้อนะ และถึงแม้ว่าฉันจะเข้ามาหานายในห้องนี้ไม่ได้แล้วแต่ว่าฉันจะคอยมองนายจากข้างนอกตลอดนะ....ไรด์นายต้องหายนะ"ฉันกุมมือเขาเอาไว้เบาๆแล้วพูดทุกอย่างออกมาจากหัวใจด้วยความหวังที่เต็มเปรี่ยม และมันก็ได้ผล ความรู้สึกต่างๆของฉันในตอนนี้มันส่งผ่านไปถึงเขาแล้ว 

                 "......"เขายิ้มออกมาหน่อยๆพลางพยักหน้าขึ้นลงช้าๆด้วยความหวังที่กำลังเพิ่มมากขึ้น ฉันดีใจนะที่คำพูดของฉันมันสามารถทำให้เขากลับมายิ้มได้

                 และหลังจากนั้นฉันก็หาเรื่องมาชวนเขาคุยไปร้อยแปด ในขณะที่เขามองลึกลงมาในนัยน์ตาของฉันด้วยรอยยิ้มบางที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาตลอดระยะเวลาที่ฉันเล่าเรื่องนู่นนี่ให้ฟัง ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าไอการทำแบบนี้มันจะช่วยเขาได้มากน้อยแค่ไหน แต่ว่าขอแค่ตอนนี้ฉันสามรถทำให้เขายิ้มออกมาได้ก็พอ....อย่างน้อยๆตอนนี้เขาก็กำลังมีความสุขล่ะนะ ^^


                แล้วเวลาล่วงเลยมาเรื่อยๆจนกระทั่งหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป แต่ว่าอาการของเขามันกลับไม่ได้ดีขึ้นไปจากวันนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว...วันหนึ่งทรง แต่อีกวันกลับทรุด ถึงจะไม่ได้มากอะไรก็เถอะ แต่ว่ามันก็สร้างความเจ็บปวดให้เขาไม่น้อยเลย จนตอนนี้พ่อตัดสินใจที่จะเปลี่ยนจากท่อช่วยหายใจที่ใส่เข้าไปทางปากมาเป็นการเจาะคอแล้วใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปที่หลอดลมโดยตรง ซึ่งเป็นการใส่เครื่องช่วยหายใจแบบระยะยาวแทน...มันทำให้ฉันตีความแบบง่ายๆได้ว่า อาการของเขาจะยังคงที่แบบนี้ไปเรื่อยๆ...อย่างไม่มีกำหนด

               ในขณะที่เวลามันเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องแต่ทว่าการรักษามันกลับย่ำอยู่กับที่ ทำให้ตอนนี้แรงใจของเขาที่เคยมีอย่างเหลือล้นมันค่อยๆหดหายไป...รอยยิ้มของเขามันลดน้อยลงไปทุกที ในขณะความเจ็บปวดที่แสดงออกผ่านทางดวงตาของเขามันกำลังเพิ่มขึ้น

                คงที่...และอาการของเขามันก็ยังคงเป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆจนผ่านไปเป็นสัปดาห์...เป็นเดือน มันก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งๆที่ทุกคนพยายามดูแลรักษาเขาด้วยทุกอย่างที่มีอย่างสุดความสามารถ รวมทั้งฉันที่คอยมาเขียนข้อความให้กำลังใจเขาผ่านกระจกใสในทุกๆวันจนเป็นกิจวัตร แต่ว่าจนถึงตอนนี้ข้อความของฉันมันไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของเขาได้อีกแล้ว...เพราะตั้งแต่ผ่านอาทิตย์แรกมาเขาก็ไม่เคยยิ้มอีกเลย....

               "พ่อคะ...ไรด์เขาจะหายจริงๆใช่มั้ยคะ"

               "อืม ถ้าเขายังมีแรงใจเหลือพอที่จะสู้ต่อไปอาการเขาต้องดีขึ้นในอีกไม่ช้าแน่ๆ แต่ว่าตอนนี้หัวใจที่เคยเต็มเปรี่ยมไปด้วยกำลังใจและความหวังของเขามันกำลังฝ่อลงอย่างช้าๆ ในทุกๆวันที่เขายังคงต้องตื่นมาเผชิญกับความเจ็บปวดพวกนี้....เพราะฉะนั้นมันไม่แปลกเลยที่เขาจะท้อ แต่ว่าลูกห้ามท้อที่จะให้กำลังใจเขานะ เพราะพ่อเชื่อนะว่าสักวันข้อความของลูกจะต้องส่งไปถึงเขาแน่"

               "ค่ะ หนูจะทำให้ดีที่สุดค่ะ....งั้นเดี๋ยวหนูขอไปดูเขาหน่อยนะคะ" แล้วพ่อก็พยักหน้าให้ฉันนิดหน่อยเป็นการอนุญาตก่อนที่ฉันจะเดินไปที่ห้องของเขาอีกครั้ง

               ไรด์ นายต้องสู้นะ    

               ฉันบรรจงเขียนข้อความลงในกระดาษก่อนจะหันมันไปทางเขาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ทำให้สายตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆของเขาค่อยๆเลื่อนมาหยุดอยู่ตรงกระดาษแผ่นนี้สักพักแล้วหลุบลงต่ำไป

               พอสักที เลิกทำแบบนี้ได้แล้วไม

               เขาขยับปากไปมาเป็นคำพูดที่ไร้เสียง แต่ถึงอย่างนั้นข้อความของเขามันกลับทิ่มแทงเข้าไปในจิตใจของฉัน...เขาทิ้งความหวังที่จะกลับมามีชีวิตที่ปกติไปแล้วจริงๆงั้นหรอ....

               ผมคงไม่มีวันหายหรอก....บางทีผมควรจะตายไปตั้งนานแล้ว

               "ไม่....แบบนั้นน่ะมันไม่ใช่นายสักหน่อย! ไหนบอกว่าจะสู้ไง ไหนบอกว่าจะไม่ท้อไง แล้วทำไม....ทำไมถึงยอมง่ายๆแบบนี้ล่ะ ฉันน่ะเชื่อมาตลอดว่าสักวันนายต้องกลับมาหายดี เมื่อก่อนนายก็คิดแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรอ แล้วทำไมตอนนี้นายถึงทิ้งความเชื่อพวกนั้นไปล่ะ....ลุกขึ้นสิ...กลับมาก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง เส้นทางที่อยู่ตรงหน้านายมันรอที่จะนายก้าวผ่านมันไปอยู่นะ"  แล้วฉันก็ระเบิดความรู้สึกทั้งหมดออกไปจากหัวใจของฉันด้วยคำพูดมากมาย และฉันก็เชื่อว่ามันดังพอที่เขาจะได้ยินและรับฟัง

               ......

               "ฉันยังอยู่ข้างนายนะ....กลับมาสู้อีกสักครั้งได้มั้ย...ไรด์..." สิ้นสุดคำพูดของฉันความเงียบงันก็ค่อยๆกลืนกินไปทั่วพื้นที่ ถึงอย่างนั้นสายตาของเราทั้งสองก็ยังคงประสานกันอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง...ขอร้องล่ะ ขอให้ข้อความของฉันมันเข้าไปถึงหัวใจของเขาสักที

               ......

              ".....!"

              แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ๆมือที่สั่นคลอนของไรด์ค่อยๆเอื้อมมาทางฉันด้วยเรี่ยวแรงที่มีเพียงน้อยนิด ก่อนที่หยดน้ำใสจะไหลรินออกมาจากดวงตาของเขาจนอาบสองแก้ม....'ผมขอโทษ'...ปากของเขาเริ่มขยับเป็นคำพูดอีกครั้ง และนั่นมันก็ทำให้น้ำตาของฉันมันไหลออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แล้วก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่ฉันมีความรู้สึกว่าหลังจากนี้อาการของเขามันจะต้องดีขึ้น


              วันเวลาเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ และก็เป็นไปอย่างที่คิดเมื่อตอนนี้อาการของเขากำลังดีขึ้นอย่างช้าๆ และถึงแม้ว่ามันจะน้อยนิดมากก็เถอะแต่ว่าสิ่งนี้มันก็สามารถสร้างกำลังใจให้เขาได้อย่างมากมายเลย ^^  แล้วก็อยากจะบอกว่าตอนนี้พออนุญาตให้ฉันเข้ามาช่วยดูแลเขาข้างในนี้ได้ด้วยแหละ (มีควมสุขจริงๆนะเธอเนี่ย)

              "ค่อยๆกำนะ"

              "....." แล้วมือใหญ่ก็เริ่มออกแรงบีบลูกบอลกายภาพด้วยแรงทั้งหมดที่เขามี ถึงมันจะทำให้ลูกบอลยุบลงไปได้แค่นิดหน่อยก็เถอะ แต่สำหรับเขาแล้วถือว่ามันเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่าก่อนหน้านี้อย่าว่าแต่จะบีบเลย แค่ถือลูกบอลเอาไว้ในมือให้ได้ยังต้องพยายามกันแทบแย่ 

               "นายบีบลูกบอลได้แล้ว อีกไม่นานนายต้องกลับมาเขียนหนังสือได้แน่ๆเลยเนอะ ^^"

               "^^"รอยยิ้มของเราทั้งสองคนปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าด้วยความหวังที่ถูกเติมเต็ม...ตอนนี้เขากลับมาเป็นไรด์ที่ร่าเริงคนเดิมแล้ว ถึงเขาจะยังพูดและเขียนอะไรไม่ได้ แต่ฉันเชื่อว่าเขากำลังสื่อสารกับทุกคนผ่านรอยยิ้มและหัวใจที่บริสุทธิ์ของเขา....

               
             

 -6เดือนต่อมา-

 หลังจากวันนั้นอาการของเขาดีขึ้นไปตามลำดับที่ได้วางเอาไว้ แล้วก็ก่อนหน้านี้ประมาณเดือนหนึ่งพ่อเคยบอกว่าเขาหายจากโรคGBS*แล้ว เหลือก็แค่ให้เขาฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนนั้นๆให้คล่องพอที่จะดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ และก็เป็นที่น่ายินดีเมื่อตอนนี้ไรด์สามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว ถึงจะยังต้องใช้ไม้เท้าช่วยและก็ยังไม่สามารถออกแรงอะไรเยอะๆได้ก็เถอะ

...อีกไม่นานไรด์ก็จะได้รับอนุญาตให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้...ถึงวันนั้นฉันคงไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว

 

"ไม...พรุ่งนี้เช้าผมจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วนะ แม่บอกว่าหลังจากนี้จะให้ผมไปรักษาโรคXLA* ต่อที่อเมริกา เผื่อมันจะมีโอกาสหายขาดได้จากการปลูกถ่ายไขกระดูก.....เอ่อ...แล้วก็ ขอบคุณมากนะครับสำหรับทุกวันที่ผ่านมา สำหรับทุกกำลังใจที่คุณให้ผมมา ผมมีความสุขมากจริงๆที่ได้อยู่กับคุณ"คนตัวสูงเดินเข้ามาโอบกอดฉันเอาไว้จากทางด้านหลังในขณะที่ฉันกำลังมองเหม่อออกไปอย่างไร้จุดหมาย...ฉันไม่อยากให้เขาไปเลย

"ฉันก็มีความสุขที่ได้อยู่กับนาย แต่ว่า...เราจะไม่ได้เจอกันแล้วจริงๆหรอ"

"เจอสิครับ ช่วงนี้ผมยังต้องกลับมาที่นี่ทุกสองอาทิตย์เพื่อรับสารภูมิต้านทาน แต่ว่าผมคงต้องบินไปที่อเมริกาทันทีหลังจากที่การดำเนินการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย....ผมไม่แน่ใจว่าตอนอยู่ที่นู่นจะใช้อุปกาณ์สือสารได้หรือเปล่า แต่ผมจะส่งจดหมายกลับมาหาไมตลอดนะ"

              "อื้อ...ฉันเองก็จะคอยส่งจดหมายไปหานะ อย่าลืมส่งที่อยู่มาให้ด้วยล่ะ อึก!....นายน่ะไปรักษาถึงที่นู่นก็ต้องหายกลับมาให้ได้นะ....ต้องกลับมานะ"
แล้วฉันก็หันกลับไปหาเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา ถึงจะดีใจที่เขาหาย แต่มันก็ยังใจหายที่เขาจะต้องจากไป

"ครับ...ผมจะต้องหายแล้วกลับมาหาไมอีกครั้งแน่นอน ผมจะไม่ท้ออีกแล้ว เพราะผมมีคุณเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่...แล้วก็...ผมรักคุณนะ..ไม..."เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบลงมาข้างๆหูฉันอย่างแผ่วเบา และมันก็ส่งผ่านความรู้สึกดีๆมายังฉันอย่างล้นหลามจนทำให้หัวใจของฉันตอนนี้มันเต้นเร็วจนแทบไม่เป็นจังหวะ

"ฉันก็รักนายนะ...รักมากด้วย"

 

ชายหญิงได้เอ่ยคำว่ารักต่อกันเป็นครั้งแรกโดยมีพระอาทิตย์ยามอัสดงเป็นสักขีพยานในความรักอันบริสุทธิ์ของทั้งคู่ที่เกิดขึ้นมาในช่วงระยะเวลากว่าแปดเดือนที่ผ่านมา และสำหรับเขาแล้วอาการป่วยของเขาคงไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านี้ถ้าหากไร้ซึ่งกำลังใจสำคัญอย่างครอบครัว และเธอที่คอยอยู่เคียงข้างเขามาตลอดช่วงเวลาที่เขากำลังรักษาตัว

เรื่องราวในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อยากจะบอกทุกคนว่า ต่อให้อาการป่วยนั้นจะเลวร้ายสักเท่าไหร่ ถ้าหากคนป่วยได้รับกำลังใจที่ดีและมากพอนั่นก็จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เขาต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างหนักแน่น และถึงแม้ว่าการต่อสู้นั้นจะจบลงโดยที่เราเป็นฝ่ายแพ้พ่าย ฉันก็เชื่อว่าเขาคนนั้นจะจากไปด้วยความรักและห่วงใยจากทุกคนที่คอยให้กำลังใจเขาอยู่ไม่ห่าง

และอย่างที่เคยกล่าวไว้ในตอนแรก “กำลังใจสร้างปาฏิหาริย์” ถ้าหากคุณมีความพยายามมากพอ เราก็เชื่อว่าคุณสามารถที่จะสร้างมันได้...
 

....................................................................................................



สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องโรคเพิ่มเติมแบบคร่าวๆนะคะ
 

โรค XLA หรือ X-Linked Agammaglobulinemia  เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติบนโครโมโซมx ส่งผลให้ระดับ immunoglobilin ในเลือดต่ำกว่าคนปกติค่อนข้างมาก และพบว่าคนที่เป็นโรคนี้มักมีปริมาณ B-cell ในเลือดต่ำมากจนถึงไม่มีเลย   โดยอาการของคนที่เป็นโรคXLAคือ จะสามารถติดเชื้อต่างๆได้ง่าย เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือปอดติดเชื้อเป็นต้น   โรคนี้สามารถรักษาได้โดยการฉีดสารภูมิต้านทางหรือIVIGเข้าสู่หลอดเลือดดำในปริมาณที่เหมาะสมตามที่แพทย์กำหนด เพื่อทดแทนแอนตี้บอดี้ที่ร่ายของผู้ป่วยไม่สามารถสร้างได้ ถึงกระนั้นยาตัวนี้ก็ไม่ได้ทำให้หายขาดจากโรค ผู้ป่วยจึงต้องได้รับยานี้ไปตลอดชีวิต

อ้างอิง http://www.baxter.co.th/
http://www.wongkarnpat.com/ 


 

 

โรคGBS หรือ Guillain Barre'syndrome เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารภูมิต้านทางต่อเส้นประสาทส่วนปลายหลายเส้นพร้อมกันจนทำให้เกิดอาการอักเสบของปลอกประสาท โดยปัจจุบันยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ร่างกายสร้างสารภูมิต้านนี้ แต่พบปัจจัยเสี่ยงคือโรคนี้มักเกิดตามหลังจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร การรับวัคซีนบางชนิด การผ่าตัดเป็นต้น  
              อาการของโรคนี้มักเกิดอย่างเฉียบพลันโดยจะเริ่มจากกล้ามเนื้อขาแล้วจึงค่อยๆลุกลามไปยังกล้ามเนื้อต่างๆทั่วร่างกาย โดยอาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรงเป็นผลทำให้ผู้ป่วยไม่สามารหายใจด้วยตนเองได้ ที่รุนแรงที่สุดคืออาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะลามไปทั่วร่างกายภายในเวลาประมาณ12ชั่วโมง แต่อาการรองลงมาการลุกลามจะค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงขีดสุดภยในระยะเวลาไม่เกิน28วันแล้วอาการจึงทรงตัว และค่อยๆฟื้นตัวกลับมาช้าๆจนอาจเป็นปกติ หรืออาจยังมีกล้ามเนื้อบางแห่งอ่อนแรงอยู่ แต่ก็มีในบางรายที่อาจพิการตลอดชีวิต และบางรายอาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลว ปอดบวมรุนแรง มีลิ่มเลือดในปอดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
              การรักษามี2ทางเลือก คือการรักษาแบบพยุงอาการไปเรื่อยๆในระยะยาว หรือจะรักษาที่ตัวโรคโดยการให้สารภูมิต้านทาน และการเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลืองเพื่อกำจัดสารก่อโรคแต่พบว่าการรักษาอย่างหลังนั้นยังไม่เป็นผลดีเท่าไหร่และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

 

อ้างอิง  http://haamor.com/
http://www.koosangkoosom.com/

 

           ปล.ถ้าข้อมูลโรคที่ให้ไปผิดพลาดสามารถท้วงติงได้นะคะ






 

ผลงานอื่นๆ ของ Mistique_

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 เมษายน 2558 / 22:51
    BIG FAN ครัชชชชช ^^
    #2
    0
  2. วันที่ 30 มกราคม 2558 / 14:00
    Very inspirational, although I think it progress rather too quickly and could use more details.
    Overall I really like it ^ - ^
    #1
    0