คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

1,074

ยอดวิวเดือนนี้

6

ยอดวิวรวม


1,074

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


29
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  6 มี.ค. 61 / 07:00 น.
นิยาย [Stucky fanfic] A Night In Wakanda

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

Title: A Night In Wakanda
Fandom: Marvel Cinematic Universe (MCU)
Relationships: Steve Rogers/Bucky Barnes, Bucky Barnes & T’Challa
Note: เหตุการณ์ในแฟนฟิคเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงสองสามคืนก่อนภาพยนตร์เรื่อง Black Panther (2018)
Warning: Black Panther (2018) spoiler alert
Author: tasenda
____________________________________

เรื่องนี้เขียนขึ้นหลังจากไปรับหัวข้อ "นกฮูก" มาจาก @_heroweeklyth หรือกิจกรรม #จะHeroไปไหน วีค 12 แล้วก็ไปดู Black Panther (2018) มาเมื่อวานค่ะ เลยกลับมาปั่นออกมาเป็นเรื่องนี้ (ตอนแรกนึกว่าจะต้องส่งเลท ปรากฏว่าปั่นลื่นจนจบได้ในเวลาไม่นานนัก แล้วไปดองอย่างอื่นที่ต้องส่งอาจารย์แทน โฮก T T) นานๆทีเราถึงจะมีแรงเขียนอะไรตามหัวข้อจริงจังโดยไม่ใช่ไปขุดเรื่องเก่าที่แต่งดองไว้มานะนี่ 555+ ก็หวังว่าจะชอบกันนะคะ ยังไงทิ้งคอมเม้นบอกกันไว้บ้างก็จะดีใจเป็นที่สุดค่ะ - ย้ำอีกครั้งก่อนอ่านว่ามีสปอยล์สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูน้าา

เนื้อเรื่อง อัปเดต 6 มี.ค. 61 / 07:00



เสียงฮูกต่ำ ๆ แว่วมาจากแนวป่าที่อยู่ไม่ห่างออกไปนักจากกระท่อมหลังน้อยที่ตั้งอย่างสันโดษห่างออกมาจากหลังอื่น ๆ เจมส์ บูแคนัน บาร์นส์ นอนเอาท่อนแขนหนุนศีรษะ เปิดดวงตาสีฟ้าจางเหม่อมองดูแสงระยิบระยับของดวงดาราบนฟ้า เป็นเวลากว่าชั่วโมงแล้วที่เขาละความพยายามที่จะนอนให้หลับ และเปลี่ยนมาเป็นพยายามนับว่าดาวทั้งหมดที่เห็นจากหน้าต่างนั้นมีกี่ดวง เพื่อให้ในหัวว่างจากภาพใบหน้าและเสียงวิงวอนขอร้องของเหยื่อที่ดับดิ้นลงภายใต้เงื้อมมือของเหมันต์อหังการ

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง (ด้วยความโล่งอกว่าเขายังคงอยู่ที่วากานด้า และจำได้ด้วยว่าตัวเองเป็นใคร) ภาพกับเสียงพวกนั้นก็ไม่รบกวนเขามากเท่าเก่า นอกจากกระบวนการรักษาด้วยวิทยาศาสตร์ล้ำยุคก่อนจะได้รับการประเมินว่าสามารถถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาได้แล้ว เขาสงสัยว่าชาสมุนไพรที่ทีชัลล่าให้คนจัดมาให้ดื่มทุกคืนคงมีส่วนช่วย หรือไม่งั้นก็คงมียาประเภทกดประสาทผสมอยู่ด้วย ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เขาก็ดื่มโดยไม่ปริปากถาม

เพราะถ้าได้รับคำตอบ สำนึกผิดชอบชั่วดีของเขาอาจจะทำให้ต้องปฏิเสธไม่ยอมดื่มต่อ บางขณะ บัคกี้ก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองสมควรได้รับการละเว้นจากฝันร้ายที่ตามรังควานเพราะบาปจากสองมือของเขาที่ก่อเอาไว้ไหม

อย่างไรก็ตาม แม้จะดื่มชาแล้ว ในแต่ละคืนเขาก็หลับได้ไม่นานนักอยู่ดี

“ว่ากันว่าคนแก่จะนอนน้อยกว่าคนหนุ่มสาว เห็นท่าจะจริง”

แซม วิลสัน โทรข้ามทวีปมาแซวเมื่อรู้เรื่อง บัคกี้แยกเขี้ยวใส่ภาพสามมิติของอีกฝ่ายที่ลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงหน้า ขณะที่สตีฟแค่ยิ้มนิด ๆ ไม่ปกป้องตัวเองหรือตอบโต้ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าอยู่ในข่าย คนแก่นอนน้อย เหมือนกัน เพราะตอนที่แซมโทรมานั้นเป็นเวลาตีหนึ่งที่วากานด้า แต่พวกเขายังนอนดูสตาร์เทร็ควอยเอเจอร์ เหล่าลูกเรือภายใต้การนำของกัปตันหญิงกำลังต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจว่าควรจะแบ่งปันวิทยาการให้พวกเอเลี่ยนใช้หรือไม่ มันดึงความสนใจของบัคกี้ไปจากเสียงกรีดร้องในหัวที่ปลุกเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนราว ๆ เที่ยงคืนได้ และสตีฟ (ซึ่งพลอยรู้สึกตัวเพราะอาการสะดุ้งตื่นของบัคกี้) ก็ยืนกรานจะตื่นอยู่เป็นเพื่อนเขา พวกเขาจึงลงเอยด้วยการดูซีรีส์นี่ซึ่งสตีฟตามไล่ดูย้อนหลังมาสักพักใหญ่แล้ว

คืนนั้น บัคกี้ตัดสินใจไม่พูดสิ่งที่คิดอยู่ในหัวออกไป ว่ากัปตันหญิงตัวละครนำในเรื่องนั้นทำให้เขานึกถึงเพ็กกี้ คาร์เตอร์ เขารู้ว่าเพ็กกี้จากไปแล้วด้วยโรคชรา และนั่นก็ต้องเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับสตีฟ

ครั้งหนึ่ง...ครั้งเดียว...ที่หัวข้อสนทนาระหว่างพวกเขาพาดพิงไปถึงวีรสตรีผู้สง่างามคนนั้น สตีฟยิ้มให้บัคกี้ ตบไหล่เขาหนัก ๆ “แต่ฉันก็ได้นายกลับมา”

บัคกี้เกลียดรอยยิ้มนั่น มันเป็นรอยยิ้มฝืนอย่างที่สตีฟใช้ปลอบใครต่อใคร แล้วเก็บความเศร้าเอาไว้ในใจเพียงคนเดียว อดีตกัปตันอเมริกาแทบไม่เคยแบ่งปันความทุกข์ของตัวเองกับใครอยู่แล้ว นอกจากเพื่อนที่สนิทที่สุด และเขาก็รู้ว่าสตีฟจงใจไม่ปรับทุกข์กับเขาในยามนี้ เพราะไม่อยากเอาเรื่องกลุ้มใจมาเพิ่มให้บัคกี้—บัคกี้ผู้ยังคงลงมือโดยอัตโนมัติกับทุกคนที่เข้ามาข้างหลังเขาตอนกำลังเหม่อลอย บัคกี้ผู้ยังคงฉี่รดที่นอนในคืนที่ความทรงจำเรื่องการถูกจับเข้าเครื่องช็อตไฟฟ้าล้างสมองหวนมาหลอกหลอนในยามหลับ บัคกี้ผู้ทุกวันยังต้องการยาหลากหลายขนานทั้งของโลกตะวันตกและยาพื้นเมือง และพบจิตแพทย์อยู่ไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ วากานด้ารักษาสิ่งที่ไฮดร้าทำไว้กับร่างกายของเขาได้รวดเร็วเกินกว่าที่ทั้งเขาและสตีฟคาดฝัน แต่การเยียวยาในทางจิตใจกลับไม่อาจเร่งรัดได้

“ฉันมันอ่อนแอ” เขาเคยพึมพำทั้งน้ำตาในอ้อมแขนของสตีฟหลังผวาตื่นขึ้นด้วยอาการแหกปากร้องโวยวายในยามดึก หลังจากเลิกดิ้นรนเอาชีวิตรอดเมื่อตระหนักว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและกับใคร หากเนื้อตัวยังสั่นเทาเหมือนลูกสุนัขที่เพิ่งถูกช่วยขึ้นจากน้ำในวันที่อากาศติดลบ

สตีฟทำเสียงชู่ว์ กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก โยกตัวเบา ๆ เหมือนกล่อมเด็ก

“นายไม่ได้อ่อนแอ บัคกี้ สิ่งที่พวกนั้นทำกับนาย ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องทนไม่ไหวทั้งนั้น”

“นายไง ถ้าเป็นนายต้องทนได้แน่ ๆ” บัคกี้กลืนก้อนสะอื้น “นายจะยอมตายก่อนที่จะยอมกลายเป็นเครื่องมือของไฮดร้า”

“ไม่มีใครรู้หรอก บัค ฉันก็เป็นมนุษย์เหมือนกับทุกคน เราทั้งคู่ต่างก็เคยเห็นมาแล้วว่าสงครามทำอะไรกับคนอื่น ๆ บ้าง บางคนตาย บางคนเป็นบ้าไป—”

“เหมือนฉัน”

“นายจะต้องไม่เป็นอะไร” สตีฟเอ่ยอย่างหนักแน่น แม้คนฟังจะสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวกำลังร้องไห้เช่นกัน “นายยังอยู่ที่นี่ อยู่กับฉัน” พวกเขาคุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบอยู่แล้ว แต่ประโยคต่อมาเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“บัคกี้ ฉันเห็นแก่ตัวมากไปไหม...ที่ขอให้นายอยู่กับฉัน?”

ไม่! สตีฟไม่เห็นแก่ตัว ก่อนหน้านี้สตีฟยอมให้เขา กลับไปนอน’ โดยไม่ปริปากสักคำนอกจาก “นายแน่ใจนะว่าอยากทำแบบนี้?” ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้พบกันอีก ทั้ง ๆ ที่เขารู้ว่าสตีฟอยากให้เขาอยู่ด้วยมากแค่ไหนหลังจากที่เพิ่งสูญเสียทั้งเพ็กกี้ สละทั้งทีมอเวนเจอร์ส ทั้งฐานะกัปตันอเมริกาไป และสตีฟก็ยอมสละสองอย่างหลังนั้นไปเพราะบัคกี้ เพราะ...เศษซากพัง ๆ ของสิ่งที่เคยเป็นบัคกี้ บาร์นส์

บัคกี้ส่ายหน้าแรง ๆ ทั้งที่ยังซุกอยู่กับเนื้อผ้านิ่ม ๆ ของเสื้อนอนตรงบริเวณอกอันอบอุ่นของสตีฟ ชกไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ ด้วยมือข้างเดียวที่เหลืออยู่ ค่อยรู้สึกลมหายใจสงบขึ้น หัวใจที่เต้นรัวเร็วจากการผวาตื่นเมื่อครู่ค่อย ๆ กลับมาสู่ระดับปกติ

“ไม่รู้ว่าฉันคุ้มค่าให้นายอยู่ด้วยหรือเปล่านะ”

เขาพูดอู้อี้ ที่เขาหนีหน้าสตีฟมาตลอดหลังเหตุการณ์ที่แม่น้ำโปโตแมค ก็เพราะความกังวลในข้อนี้ไม่ใช่หรือ

เขาดีใจที่สตีฟไม่ได้ตกลงมาจากรถไฟขบวนนั้นพร้อมกันกับเขา ดีใจที่สตีฟมีชีวิตที่ดีในฐานะกัปตันอเมริกา อยู่กับพวกอเวนเจอร์ส และนั่นก็เป็นสิ่งที่เทียบไม่ได้เลยกับชีวิตของอดีตมือสังหารปราศจากอนาคต เขาไม่อาจฉุดสตีฟลงมาอยู่ในห้วงเหวแห่งความมืดมนมองไม่เห็นทางออกกับเขาด้วยได้ แต่สตีฟก็ไม่ละความพยายาม ตามหาบัคกี้จนเจอและยืนกรานด้วยการกระทำอย่างคนหัวดื้อเช่นที่เจ้าตัวเป็นมาเสมอว่าจะไม่มีวันยอมปล่อยบัคกี้ให้หลุดมือไปอีกแล้ว

น่าแปลกที่... การที่สตีฟกระโจนลงเหวมากับเขาด้วยในครั้งนี้ ทำให้บัคกี้อดมีความหวังไม่ได้ว่าบางทีพวกเขาอาจจะสามารถรอดไปจากเหวนี้และกลับบ้านได้จริง ๆ ก็เป็นได้ แล้วเขาก็จะไม่ต้องทนดูรอยยิ้มฝืนของสตีฟอีก

 

คืนนี้สตีฟยังไม่กลับ นาเกีย แฟนสาวของทีชัลล่าเป็นนักเคลื่อนไหวหัวก้าวหน้า หนึ่งในงานของเธอก็คือการปลดแอกทาส และสตีฟก็เป็นพวกนิ่งดูดายปล่อยให้คนอ่อนแอต้องเดือดร้อนไม่เป็น แม้ว่าเขาจะยอมเริ่มออกไปปฏิบัติการตอนกลางคืนก็ต่อเมื่อบัคกี้เริ่มอาการดีขึ้นจริง ๆ จัง ๆ และเป็นคนบอกให้เจ้าตัวไปเองก็ตาม

“พอหมออนุญาตแล้ว ฉันเองก็จะไปกับนาย” เขารุนหลังอีกฝ่ายออกนอกประตูกระท่อม เพราะสตีฟวุ่นวายไม่รู้จบกับการสั่งให้เขากินข้าว กินยา แล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ “อย่าเพิ่งเด็ดหัวไอ้ตัวหัวหน้าจนกว่าฉันจะไปถึงล่ะ”

สตีฟวันทยหัตถ์ให้เขา เลียนแบบเขาที่ทำแบบนี้ตอบคำพูดทำนองเดียวกันของเจ้าตัวเองเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คืออดีตกัปตันอเมริกายื่นหน้าเข้ามาจูบบัคกี้เร็ว ๆ ที่ริมฝีปากก่อนจะยอม ออกไปทำงาน ในที่สุด ปล่อยให้คนโดนจูบรับมือกับเสียงหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจของชูรี น้องสาวของทีชัลล่าเอาเอง

“กลับมาละน่าดู” นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าแล้ว อดีตมือสังหารก็พึมพำกับตัวเองคนเดียวในความสงัดของกระท่อมที่มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนขับกล่อม

“ใครเหรอที่กลับมาละน่าดู?”

เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากนอกประตูทำเอาสะดุ้งโหยง บัคกี้สบถ เขาบอกได้ทันทีตั้งแต่ได้ยินสำเนียงแล้วว่าผู้มาเป็นใคร เพียงแต่อีกฝ่ายมาเงียบเกินไป

“ทำคุณตกใจสินะ ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

บัคกี้ยักไหล่ เกียจคร้านเกินกว่าจะว่าอะไร จึงเพียงแต่ลุกขึ้นนั่ง

“ฝ่าบาทมาหากระหม่อมดึกขนาดนี้มีอะไรหรือ”

“ผมโดนเขาใช้มาอีกต่อ” น้ำเสียงของทีชัลล่ามีรอยขันมากกว่าอย่างอื่น “ดูเหมือนกัปตันโรเจอร์สจะขอร้องให้ชูรีมาตรวจดูว่าคุณเข้านอนเรียบร้อยดีไหม เพราะเขาต้องกลับดึกกว่าที่คิด แต่ชูรีกำลังมีงานยุ่งอยู่ในแล็บ ก็เลยใช้ให้ผมมาแทน”

บัคกี้ถอนหายใจ นึกคาดโทษคนช่างเป็นห่วงจนเกินเหตุอยู่ในใจ “งั้นก็เสด็จกลับไปได้แล้ว ทรงบอกคนถามไปได้เลยว่ากระหม่อมกำลังหลับฝันหวาน”

ผู้ปกครององค์ปัจจุบันแห่งวากานด้าสรวลเบา ๆ ไม่ถือสากับการโดนไล่ในแผ่นดินของตัวเอง มิหนำซ้ำยังประทับลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นกระท่อมอย่างไม่ถือองค์ บัคกี้สังเกตว่าฝ่ายนั้นไม่ได้อยู่ในชุดแบล็คแพนเธอร์ แต่เป็นชุดคลุมยาวกึ่งลำลองแบบพื้นเมือง ค่อนข้างเรียบเมื่อเทียบกับชุดที่สวมตอนกลางวัน แต่ก็ยังดูดีสมฐานะกษัตริย์

“แบบนั้นผมก็โกหกน่ะสิ คุณไม่ได้หลับอยู่สักหน่อยตอนที่ผมมา”

“กระหม่อมกำลังจะหลับ!

“การโกหกเป็นบาปแม้แต่ในศาสนาของคุณไม่ใช่เหรอ”

บัคกี้พ่นลมออกทางจมูก “สตีฟต่างหากที่สนใจเรื่องศาสนา ไม่ใช่กระหม่อม”

“บอกผมหน่อยสิ จ่าสิบเอกบาร์นส์”

“บัคกี้”

ทีชัลล่าเลิกคิ้ว

“เรียกกระหม่อมว่าบัคกี้ หรือไม่ก็เจมส์”

“โอเค เจมส์ บอกผมหน่อยว่าคุณมีความเชื่อยังไงเรื่องนกฮูก”

คราวนี้คนฟังกระพริบตาปริบ ๆ “นกฮูก?”

“วัฒนธรรมตะวันตกบอกว่าพวกมันเป็นสัญลักษณ์แห่งสติปัญญาไม่ใช่หรือ”

“ก็คงอย่างงั้น กระหม่อมไม่เคยสนใจ” เขาตอบตามตรง ตอนไปรบแล้วต้องนอนกลางป่าก็ได้ยินเสียงอยู่บ้าง นาน ๆ ครั้งพวกเขาก็อาจจะเห็นเข้าสักตัวหนึ่ง แต่เขากับคนอื่น ๆ ในหน่วยฮาวลิ่งคอมมานโดก็ไม่เคยเอาใจใส่อะไรกับมันมากไปกว่านั้น

“เสียงที่มันร้องเมื่อครู่ คุณได้ยินไม่ใช่หรือ มันเริ่มร้องตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ก็เพิ่งจะร้องนี่แหละ กระหม่อมเองยังไม่เคยได้ยินเสียงมันเลยตั้งแต่อยู่มา”

“งั้นก็แปลว่ามันร้องเตือนผม เพราะมันร้องเมื่อผมมา”

บัคกี้อ้าปากค้าง “ทรงเชื่อในเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”

“ชาววากานด้าเชื่อว่านกฮูกมาเพื่อบอกเหตุ พวกมันเป็นตัวแทนของเทพผู้หยั่งรู้และเห็นถึงการกระทำอันไม่ชอบธรรม อันจะนำมาซึ่งบทลงโทษ มันมาเตือนผม เรื่องอะไรสักอย่าง”

ยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงกระพือปีกตัดอากาศ แล้วนกฮูกตัวหนึ่งก็ร่อนลงเกาะที่ขอบหน้าต่างที่บัคกี้นอนดูดาวอยู่เมื่อครู่ ห่างจากพวกเขาไปเพียงเล็กน้อย ดวงตาโตจับจ้องมองทีชัลล่า ซึ่งก็จ้องตอบกลับไป

“ฝ่าบาทคงจะไม่ฆ่ามันหรอกใช่ไหม” บัคกี้ไม่สนใจเรื่องลางร้ายหรืออะไรพรรค์นั้นหรอก ทีชัลล่าจะเชื่ออะไร จะตีความอะไรว่าอะไรมันก็เรื่องของฝ่ายนั้น แต่เขาไม่สบายใจนักหากนกฮูกจะต้องตายเพียงเพราะว่ามันส่งเสียงร้องแล้วก็บินมาเกาะขอบหน้าต่าง...แม้จะในจังหวะอันแปลกประหลาดก็เถอะ

ถึงแม้สีหน้าจะบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ แต่บุรุษเบื้องหลังแบล็คแพนเธอร์ก็หัวเราะออกมาราวกับขันในคำถามของเขา “การฆ่านกฮูกไม่ได้ทำให้บทลงโทษหายไป มันเป็นแค่ผู้ส่งสาส์น เราควรขอบใจมันที่มาเตือนเราด้วยซ้ำ”

พูดจบ เขาก็ผงกศีรษะให้นกฮูก ซึ่งกางปีกออกแล้วโผบินหายไปในยามราตรี

ทั้งคู่นั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นอีกครู่ใหญ่ เหม่อมองตามหลังนกฮูกที่ลับสายตาไปโดยไม่ได้เอ่ยคำใดต่อกัน ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนที่สวมรองเท้าคอมแบทย่ำใกล้เข้ามา

“เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกัปตันโรเจอร์ส” ทีชัลล่าว่าพลางลุกขึ้นยืน “ผมไปละ เอาไว้ว่าง ๆ จะแวะมาคุยด้วยใหม่”



ผลงานอื่นๆ ของ tasenda

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:38
    สงสารบัคกี้มาก ตอนที่บรรยายความรู้สึก ทำไมคนอะไรถึงได้โชคร้ายขนาดนี้ เขาแทบไม่เคยมีสิทธิ์เลือกอะไรด้วยซ้ำ T___T
    เราชอบตรงสตีฟกับบัคกี้พูดล้อเลียนกันก่อนสตีฟไปทำงาน คือมันใช่ มันใช่สองคนนี้ พวกนี้ชอบcopyคำพูดกันใช้ ซึ่งชอบ >< ในหนังก็ I had him on the ropes , I'm with you 'til the end of the line มีอีกมั้ยคะ เราจำได้แค่นี้ 5555

    ขอบคุณที่แต่งมานะคะ ดีมาก เป็นรักที่เจ็บปวดจริงๆ หวังว่าสักวัน ทั้งสองจะผ่านไปได้ ^^ (แต่โมเม้นฝ่าบาทบัคกี้แรงมากเลยค่ะ ขอโทษนะคะ ที่เรามองอย่างนี้)
    #2
    1
    • 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:01
      เราพยายามนึกว่ามีคำพูดไหนอีกไหม ตอนนี้นึกออกแต่ "I thought you were dead." "I thought you were smaller." ต้องไปย้อนดูอีกสักที ไตรภาคกัปตันนี่ quote ประทับใจเยอะค่ะ ;-;

      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีๆเช่นกันค่า ^^ คนอ่านชอบและสงสารบัคกี้ เราก็ดีใจมากๆนะ
      #2-1
  2. #1 Pilibilu
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:09
    ก่อนอื่นเลยคือมันดีมากกกกกจริงๆค่ะ ฮืออออดีใจมีฟิคสตั๊กกี้ภาษาไทยมาให้เราอ่านเพิ่ม /ปาดนั้มตา



    เข้าเรื่องเลยนะคะ สตีฟก็นะเป็นห่วงบัคกี้มากมากน่ารักกกก นี่อยากรู้เลยค่ะว่าสตีฟกับมาเเล้วบัคกี้เค้าจะเอาเรื่องที่โดนจุ้บๆไปหรือเปล่า .//////. เรานี่เขิงรอเลยค่า



    ปล.พิฝ่าอบอุ่นมากค่า ><
    #1
    1
    • 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:27
      เย้! เม้นแรกมาแล้ว ขอบคุณมากๆเลยค่ะ > < เราก็ดีใจที่มีคนอ่าน เป็นการแต่งคู่ที่ค่อนข้างแรร์ในไทยอีกแล้ว 55555

      ดีใจที่ชอบนะคะ ดูจากในหนังกัปตันแล้วเราว่าสตีฟก็ห่วงบัคกี้มากจริงๆ เลยแต่งออกมาเป็นแบบนี้แหละ ^^ ส่วนบัคกี้จะเอาเรื่องไหมนั่น...หุๆ

      ขอบคุณที่ชอบฝ่าบาทด้วยนะคะ <3
      #1-1