ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 13 : Chapter 10 ครบ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 128 ครั้ง
    24 พ.ค. 60

 




ซินบี & อูยอง



หญิงสาวร่างสมส่วนเดินออกมาจากห้องทดลองโดยการชูสองมือขึ้นระดับไหล่แล้วเดินผ่านประตูที่พ่นสารฆ่าเชื้อลงมา เธอยืนอยู่ตรงนั้นราวหนึ่งนาทีก่อนจะเดินออกจากประตูกระจกอีกชั้นเพื่อออกมาสู่โลกภายนอกห้องทดลอง

“น่าปวดหัวชะมัด”

เสียงหวานบ่นพึมแล้วถอดหมวกที่มีหน้ากากป้องกันเชื้อและรองเท้าบูทออก จากนั้นก็ปลดชุดสีขาวออกจากตัวเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนและกางเกงยีนสีเข้ม ตามด้วยถุงมือทั้งสองแล้วหย่อนลงถังสำหรับฆ่าเชื้อ

มือเรียวแกะผมที่รวบตึงเพื่อสะดวกในการใส่หมวกออกจนมันทิ้งตัวเลยไหล่ลงมา

“ท่าทางแบบนั้นยังไม่ได้เรื่องอีกล่ะสิ”

หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มในเสื้อกาวน์ที่ห้อยการ์ดผ่านเข้าออกศูนย์วิจัย มาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ และเธอไม่คิดว่าเขาจะกล้าพอลงจากเรือด้วยซ้ำ

“ทางคุณก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”

“ใช่” ยุนกินตอบอย่างไม่ค่อยพอใจนัก หญิงสาวกอดอกแล้วหัวเราะ

“มาที่นี่ได้ไง ที่บนเรือไม่พอจนทหารต้องให้คุณระเห็จออกจากที่นั่นแล้วเหรอ”

“เปล่า ผมแค่มาทำธุระ ต้องการมาคุยกับคุณอูยองด้วย”

“อ่อ เขาอยู่ตึกB น่ะ” ซินบี บอกแล้วจะเดินผ่านไปแต่ยุนกิยกแขนกันไว้ไม่ให้เธอเดินต่อไปได้ ซินบีมองเป็นเชิงถาม

“คุณรู้ข่าวของหมอต้วนบ้างไหม”

“ถ้ารู้ฉันคงบอกทหารไปแล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าจะไปหวังกับคนที่ล้างมือจากวงการวิจัยไปหลายปีแบบนั้นทำไม”

หญิงสาวกอดอก ถอนหายใจพลางมองไปยังห้องที่เธอเพิ่งเดินออกมา ในนั้นยังมีนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์หลากหลายสาขาที่กำลังหาคำตอบจากเชื้อไวรัสที่สกัดออกมาจากเลือดและสารคัดหลั่งอื่นๆ จากร่างของผู้ป่วยที่ยังไม่เข้าสู่ระยะกลายพันธ์

“คุณรู้หรือว่าเขาล้างมือไปจริงๆ?”

“หมายความว่าไง” ซินบีชะงัก มองหน้ายุนกิ ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ

“ก็คุณพูดมาแบบนั้น ผมเลยถามไง”

“คุณสนิทกับเขาหรือ?”

“สนิทแต่ไม่สนิทมากหรอก”

ซินบีจ้องตายุนกิอยู่ครู่ ไม่เชื่อแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

“ไม่ว่าจะมีต้วนกันพิมุกต์หรือไม่มี ฉันก็จะหาทางยับยั้งเชื้อนรกนี่ให้ได้ และถ้าได้รู้ว่าต้นตอมาจากไหนนะ ฉันจะต่อยหน้าคนที่สร้างเชื้อนี่ขึ้นมาให้ดู”

น้ำเสียงของซินบีฟังดูคับแค้นใจมาก ยุนกิเดาว่าเธออาจสูญเสียคนสำคัญไปเหมือนกันล่ะมั้ง

ซินบีเดินผ่านยุนกิไปหาอะไรกิน เพราะเธอขังตัวเองอยู่ในห้องทดลองมาเกิน 48 ชั่วโมงโดยไม่ได้พักเลย

เมื่อแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคเขตร้อนและพิษวิทยาเดินจากไปแล้ว ยุนกิก็มองหาแผนที่อาคารเพื่อไปยังตึกB

ถึงทหารจะมีคำสั่งให้ตามหาตัวรุ่นพี่ แต่ความหวังนั้นก็เลือนลาง คนที่พร้อมจะทำก็ต้องพยายามกันต่อไป

รุ่นพี่อูยองเคยทำงานกับรุ่นพี่มาก่อน เขาน่าจะมีความคิดอะไรดีๆ แต่ก็นั่นละนะ เขาอาจจะหวังมากไป ถ้ามีความคืบหน้า ศูนย์นี้คงติดต่อไปที่กองบัญชาการบนเรือไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

3%

 

 

ยุนกิยืนกอดอกมองชายหนุ่มหน้าตาดีที่สวมชุดคลุมสีฟ้าและอุปกรณ์สำหรับป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เขาง่วนอยู่กับการส่องกล้องจุลทรรศน์ตรงหน้าจนไม่รู้ตัวว่ามีคนยืนมองเขาอยู่อีกฝั่งของกำแพงกระจก

หมอยุนกิเบื่อรอจึงเคาะกระจกแรงๆ สองครั้ง ทำให้คนในห้องรู้สึกตัว เงยหน้าขึ้นมอง

อูยองถอดถุงมือยางสีขาวออกจากมือข้างหนึ่งแล้วเดินมากดปุ่มที่แผงควบคุมข้างประตู เพื่อทำให้เขาสามารถพูดคุยกับคู่สนทนาได้ชัดเจนมากขึ้นแม้มีกำแพงกระจกขวางกั้นเพื่อความปลอดภัย

“มีอะไรครับ”

“ผมมาถามข่าวของรุ่นพี่ต้วนครับ”

อูยองยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ประหลาดใจในจุดประสงค์การมาเยือนของอีกฝ่าย

“ผมคงบอกอะไรคุณไม่ได้หรอก ผมติดต่อเขาไม่ได้ตั้งแต่ก่อนจะมีข่าวอพยพด้วยซ้ำ”

ยุนกิมองสบตาอูยอง ถอนหายใจ ถามตรงให้รู้เรื่องไปเลย

“คุณจางคงรู้ว่าทำไมข้อมูลของรุ่นพี่ถึงหายไปใช่ไหมครับ”

“คุณพูดเรื่องอะไรหรือครับ”

อูยองเผยรอยยิ้มบางๆ แต้มใบหน้าที่แสนดูดีนั่นแต่ยุนกิกลับคิ้วขมวด

“ทางทหารกำลังตามหารุ่นพี่”

“ผมทราบ”

“แต่เราหารูปเขาไม่ได้เลย จากการตรวจสอบข้อมูลของประชากรก็เหลือเพียงข้อมูลส่วนตัวเพียงเล็กน้อย ประวัติการทำงานอีกนิดหน่อย แต่ไม่มีรูปเขา ถ้าเราต้องการให้ทุกคนช่วยกันตามหารุ่นพี่ เราต้องมีรูปเขานะครับ”

“เหรอ คุณมาบอกผมทำไม”

“ข้อมูลสำคัญของรุ่นพี่หายไปเหมือนงานวิจัยต่างๆ ของเขาเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด จำได้ว่าช่วงเวลานั้นรุ่นพี่ร่วมงานกับคุณอยู่”

ยุนกิจ้องตาอูยองเขม็ง ทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับไม่มีทีท่าเปลี่ยนแปลงไปสักนิดเดียว

“ผมจะไปรู้หรือครับว่าหายไปไหน”

“ในภาวะที่ประเทศมีไฟฟ้าและคลื่นสัญญาณใช้ติดต่อกันแค่ในกองทัพและศูนย์วิจัย ผมเกรงว่าอาจจะมีคนทำให้มันหายไป”

“คุณสงสัยผมหรือ”

ยุนกิยักไหล่ อูยองหัวเราะน้อยๆ

“ผมเป็นนักระบาดวิทยานะคุณ ไม่ใช่แฮกเกอร์”

“ที่นี่มีสัญญาณและคุณก็เป็นหัวหน้านักวิจัยชั่วคราวด้วย กองทัพให้อิสระคุณในการใช้สัญญาณติดต่อสื่อสารได้ตลอดเวลา”

อูยองคือบุคคลที่เคยทำงานใกล้ชิดกับหมอต้วนมากที่สุด จึงได้เป็นหัวหน้าการทดลองของที่นี่อีกทั้งได้รับสิทธิพิเศษเพราะถ้าเขารู้เรื่องราวของโรคระบาดเพิ่มเติมเมื่อไร ต้องสามารถติดต่อกองทัพได้ทันที

“ผมไม่มีเวลาไปนั่งลบข้อมูลของใครตามใจชอบหรอกนะ ผมไม่ได้ทำ

“ผมไม่เชื่อคุณ”

“ตามใจ ถ้าอยากได้รูปเขาคุณก็ให้ทหารไปหาที่บ้านเขาสิ”  อูยองเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ

“ที่อยู่ในฐานข้อมูลมีล่าสุดแค่ตอนรุ่นพี่ทำงานที่ต่างประเทศ” ยุนกิเริ่มโมโห ถ้ามีทางอื่นให้ตามหารุ่นพี่ได้เขาจะมาที่นี่หรือ

“คุณไม่เคยไปบ้านเขาหรือ?”

“บ้านสามีเขาไม่มีรูปเหลือเลย และผมก็ไม่เคยไปที่อยู่ใหม่ของรุ่นพี่ด้วย” ยุนกิเคยไปทานมื้อเย็นที่บ้านรุ่นพี่หลายครั้งตอนที่รุ่นพี่ยังไม่แยกกันอยู่กับสามี

“อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรที่ผมช่วยคุณได้แล้วล่ะ เพราะผมก็ไม่เคยไปเหมือนกัน”

“เดี๋ยวสิครับคุณ!

ยุนกิทุบกระจกเรียกแต่อูยองกลับไม่สนใจ ปิดปุ่มที่แผงควบคุมแล้วกลับไปทำงานต่อ

“จางอูยองคุณมีอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ”

ยุนกิไม่เชื่อในสิ่งที่อูยองบอก แต่ถึงอย่างนั้นก็คงให้ทหารมาสอบถามเองไม่ได้ อูยองยังมีประโยชน์และยังไม่เหลือคนในครอบครัวที่สามารถเอามาต่อรองได้ด้วย

 

 

 

 

 

“พ่อหลับแล้วล่ะค่ะ”

อเล็กซิสปิดประตูห้องนอนเบามือแล้วหันมาเอ่ยกับจินยอง

“ดี งั้นไปกัน”

“เดี๋ยวสิ หนูจะไปจริงหรือลูก ซ้อมในห้องเหมือนพี่ซองจินก็ได้นี่นา” แบมแบมเอ่ยค้าน มองจินยองลุกไปเลือกอาวุธในกระเป๋าให้อเล็กซิส

“ซ้อมในห้องมันจะไปได้ผลอะไร ต้องออกไปเจอสถานการณ์จริงสิถึงจะดี ฉันจะดูแลอเล็กซ์เองแกไม่ต้องห่วงหรอก”

“หนูอยากไปค่ะแม่” อเล็กซิสเอ่ยกับมารดาขณะนั่งลงผูกเชือกรองเท้าผ้าใบ แบมแบมมีสีหน้ากังวลจนเห็นได้ชัด

“แต่มันอันตรายนะ ไม่มีเหตุผลที่ต้องออกไปเสี่ยงเลยนี่นา”

“ถ้าไม่เจอสถานการณ์กดดันจะเอาตัวรอดได้ยังไงล่ะหมอ”

จินยองไม่สนคำค้านของแบมแบม ไม่ใช่ว่าไม่ใช่ลูกตัวเองแล้วเขาจะไม่คำนึงถึงความปลอดภัย แต่เพราะมันอันตรายนี่ล่ะ ยิ่งทำให้ความกลัวในใจตัวเองลดน้อยลงได้เท่าไรยิ่งเป็นผลดีต่ออเล็กซิส

“ข้างนอกไม่ใช่แค่คนปกติ พวกผีดิบก็มีเต็มไปหมด ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นล่ะจะทำยังไง แม่ว่าเราไว้ไปฝึกกันตอนออกเดินทางอีกทีก็ได้นะลูก”

แบมแบมเปลี่ยนใจไม่อยากให้อเล็กซิสฝึกพิเศษกับจินยองแล้ว อเล็กซิสมองหน้าแม่ที มองหน้าพี่จินยองที

“ถึงตอนนั้นจะมีใครมีเวลาสอน”

“ถึงไม่ต้องสอนสัญชาตญาณก็จะทำให้อเล็กซิสเอาตัวรอดได้เองนั่นล่ะครับ”

“ถ้ากังวลนักแกไปด้วยสิ แกเองก็ยังมีทักษะต่อสู้ไม่มากพอนะ ถึงแกจะสอนวิชาให้คนในกลุ่มไปแล้ว แต่ยังไงเราก็มีหมออยู่แค่คนเดียว แกรอดได้นานมากเท่าไรยิ่งดีกับพวกเราทุกคนมากเท่านั้น”

ในโลกที่มีแต่อมนุษย์ไร้จิตวิญญาณ สายรักษาสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสายต่อสู้หรอก

จินยองใส่ปืนในซองที่คาดเอวไว้แล้วสวมแจ็กเก็ตสีดำทับเพื่อปกปิด อาวุธที่จะใช้วันนี้ก็ยังคงเป็นดาบญี่ปุ่นเช่นเดิม

ปืนก็แค่พกเผื่อฉุกเฉิน ใครจะเอาไปให้ลูกหมอซ้อมเล่นให้เปลืองกระสุน อเล็กซิสมีทักษะการยิงปืนอยู่บ้างแล้ว ต่อให้สอนอีกก็คงเก่งมากกว่าเดิมในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้หรอก ไม่ใช่จะหัดได้ง่ายๆ จินยองจะสอนให้อเล็กซิสเผชิญหน้ากับความน่ากลัวให้ได้มากที่สุดด้วยการเอาตัวรอดด้วยวิธีอื่นแทน

“งั้นผมไปด้วย” แบมแบมตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้ลูกไปกับจินยองตามลำพังแน่

“ไม่ต้องหรอกค่ะ แม่อยู่ที่นี่ดีกว่า” อเล็กซิสรีบห้ามแต่แบมแบมก็ไม่สนใจคำห้ามปรามนั้นเหมือนกัน

“ให้แม่อยู่รอที่นี่แม่คงบ้าตาย ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะจินยอง” แบมแบมเอ่ยกับลูกสาวตามด้วยจินยอง จินยองยักไหล่ พยักหน้าว่าเข้าใจ

คนเป็นแม่มันก็ห่วงไปสารพัดนั่นล่ะ

“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไปหาของที่มีประโยชน์มาเพิ่มบ้างนะ กินใช้กันเป็นสิบคนไม่กี่มื้อของก็ร่อยหรอแล้ว”

ฮยอนจินพูดกับแบมแบม คุณหมอจะพยักหน้ารับแต่จินยองหันไปมองเธอแล้วปฏิเสธ

“เราไม่ได้ไปหาเสบียง เราจะออกไปฝึกใกล้ๆ ที่พักเท่านั้น”

เรื่องออกนอกสถานที่ชยอนูเคยเสนอซองจินอยู่เหมือนกัน แน่นอนว่าทั้งฮยอนจินและซองจินปฏิเสธ

“หึ ขอให้แกไม่รอดกลับมาก็แล้วกัน”

“อ้าวอีนี่!

จินยองอารมณ์ขึ้นเมื่อถูกแช่ง จะถลาไปหาหญิงสาวที่นั่งปากดีอยู่ที่โซฟาแล้วถ้าแบมแบมไม่เอาแขนมากันไว้เสียก่อน

“อย่ามีเรื่องกันเลยน่าจินยอง ถือว่าผมขอละกัน”

“แกดูสิว่ายัยนั่นมันปากหมาว่าฉันก่อนนะ” จินยองโวยกับหมอ เขาอุตส่าห์พูดดีกับฮยอนจินแล้วเชียวนะ

“แกว่าใครปากหมาห๊ะ!

“หึ..คนที่ไม่น่ารอดตอนออกไปข้างนอกคือคนอย่างลูกแกมากกว่า ต่อให้ได้ครูดีอย่างชยอนูพอเจอพวกผีห่านั่นคงได้ตายเป็นคนแรกในกลุ่ม”

แช่งมาแช่งกลับ จินยองไม่เคยยอมใครอยู่แล้ว ยิ่งคนน่ารำคาญอย่างฮยอนจินยิ่งไม่มีความคิดที่จะยอมลงให้

มันไม่ใช่แม่เขานี่

“มึงกล้าดียังไงมาแช่งลูกกูห๊ะไอ้บ้า!” ฮยอนจินตวาดแหวเสียงดังเมื่อจินยองว่าลูกชายสุดที่รักของเธอ

“มึงสิบ้า ปากวอนหาเรื่องคนอื่นได้แต่พอโดนบ้างทำเป็นไม่พอใจ อย่ามาตอแหล ไม่ชอบ!

คนใจร้อนอย่างฮยอนจินพอโดนด่าด้วยถ้อยคำรุนแรงก็โกรธ ยั้งใจไม่ให้แขวะเพื่อระบายอารมณ์อีกไม่ได้ เธอตวัดสายตามองไปที่ภรรยาของน้องสามี

“ฮึ่ย..ฉันมองแกผิดไปจริงๆ แบมแบม การศึกษาก็ดีแท้ๆ แต่ดันไม่มีสมองไปคบพวกเดนสังคมที่อยู่แถวย่านขยะเป็นเพื่อน!

คราวนี้แบมแบมก็กันไว้ไม่ทัน จินยองสาวเท้าเข้าไปหาฮยอนจินแล้วยกเท้าถีบโซฟาตัวที่เธอนั่งอย่างแรง เดือดร้อนให้อเล็กซิสและแม่ต้องรีบคว้าแขนเขาไว้คนละข้างเพื่อห้ามปราม น้องๆ ของจินยองผุดลุกขึ้นยืนทันที  ทำให้ไรอันที่เห็นท่าไม่ดีรีบลุกขึ้นมาปกป้องภรรยาซึ่งกำลังหวีดร้องด้วยความกลัวปนตกใจ ฮยอนจินหลบหลังสามีเกาะแขนเขาแน่น

“มึงว่าใครเดนสังคม” เสียงเย็นเยียบของจินยองทำให้ทุกคนขนลุกไปตามๆ กัน ออสตินที่ไม่เคยเห็นพี่จินยองโกรธก็ซุกตัวกอดเอวยูคยอมไว้แน่น

“กูถามว่ามึงด่าใคร!” เสียงตวาดของจินยองทำให้สาวๆ สะดุ้งตกใจ รวมทั้งซองจินด้วย เขาใช้ดาฮยอนที่นั่งอึ้งเป็นที่หลบภัยซึ่งอาจจะเกิดขึ้น

“ดาวน์ทาวน์ไม่ใช่ย่านขยะ แต่คนอย่างมึงสิขยะ”

จินยองอาศัยจังหวะที่แบมแบมและลูกสาวยืนอึ้งสะบัดตัวออกแล้วถีบโต๊ะกระจกอย่างแรงจนมันไถลไปชนชั้นวางของหน้าทีวีจอยักษ์ ฮยอนจินจิกแขนสามีแน่นขึ้น

“ใจเย็นก่อนนะจินยอง ผมขอโทษแทนภรรยาด้วยแล้วกัน”

ไรอันยังคงออกหน้าและระวังอันตรายให้ภรรยา จินยองจ้องหน้าหล่อแล้วเลื่อนสายตาไปจ้องฮยอนจินจนเธอต้องหลบสายตาเขาไป

“มีเรื่องอะไรกัน”

ทุกคนหันไปมองคนเจ็บที่เดินออกมาจากห้องนอน มาร์คหน้านิ่ว เสียงข้างนอกดังจนเขาที่เพิ่งได้หลับต้องสะดุ้งตื่น แจบอมเข้าไปประคองคนที่กุมแขน

ไม่มีใครตอบมาร์ค แต่เขามองสถานการณ์ที่จินยองยืนประจันหน้ากับพี่ชายและพี่สะใภ้ก็พอเดาเรื่องออก

ท่าทางไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว คิดไว้แล้วว่าสักวันไม่แคล้วต้องเกิดเรื่อง

“ใครเริ่ม เหตุผลมาจากอะไร”

มาร์คถามเพราะอยากรู้ อยู่ด้วยกันแต่มาทะเลาะแตกแยกกันเองจะเอาตัวรอดไปถึงศูนย์วิจัยได้ยังไง

“พี่ฮยอนจินไปพูดจาดูถูกพี่จินยองก็เลยมีเรื่องกันนิดหน่อยค่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก พี่เข้าไปนอนพักต่อเถอะนะ”

ไอรีนเล่าสั้นๆ แล้วดันให้พี่ชายกลับไปนอน มาร์คขืนตัว มองตาไอรีน น้องสาวยิ้มเจื่อน

จินยองพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำ ถ้าเขาไม่จบแบมแบมก็จะลำบากใจ เพื่อนกับญาติผัวทะเลาะกัน แบมแบมคงไม่อยากให้ผัวที่บาดเจ็บอยู่ไม่สบายใจ

“ถ้าไม่เห็นแก่หมอ ที่จะโดนตีนกูเมื่อกี้ไม่ใช่โต๊ะหรือโซฟาแต่จะเป็นปากมึง เพราะฉะนั้นอย่ามาปากดีด่ากูอีก กูจะเตือนเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย จำใส่สมองไว้ด้วยนะต้วนฮยอนจิน”

จินยองตาวาววับด้วยความไม่พอใจ เอ่ยเสียงกร้าว จากนั้นหันไปฉุดมืออเล็กซิสแล้วลากเธอออกจากห้องไป ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

แบมแบมเม้มปาก มองไปทางฮยอนจินแล้วส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะรีบวิ่งตามจินยองและลูกสาวออกไปจากห้องอีกคน

“สามคนนั้นจะไปไหนกันถึงพกอาวุธไปด้วย” มาร์คตาไว

“ไปซ้อมป้องกันตัวที่ดาดฟ้าน่ะ” แจบอมเอ่ยปด ไอรีนรีบพยักหน้ายืนยันแล้วพาพี่ชายเข้าไปพักต่อ

เหล่าน้องๆ ของจินยองนึกไม่พอใจขึ้นมาเหมือนกัน ดีที่ชยอนูเตือนให้ใจเย็นกันไว้ก่อนและชวนให้กลุ่มตนกลับห้อง พอบรรดาน้องของจินยองกลับไปห้องของตัวเอง ยูคยอมก็อึดอัดจนทนอยู่ในห้องนั่งเล่นไม่ได้จึงพาออสตินตามไปอยู่กับกลุ่มนั้นดีกว่า

“ปล่อยได้แล้วฮยอนจิน” ไรอันถอนหายใจ บอกให้ฮยอนจินที่เกาะหลังแน่นปล่อยมือสักทีเพราะเขาเจ็บ  เขาก็ไม่ชอบที่จินยองทำกิริยาไม่ดีใส่ภรรยา แต่ภรรยาเขาดันไปพูดจาไม่ดีกับอีกฝ่ายก่อน

ในเวลาที่มีผีดิบเพ่นพ่านทั่วเมือง การไปแช่งชักใครให้ตายมันไม่ใช่เรื่องสมควรอยู่แล้ว แม้ทุกคนจะมีสิทธิ์โดนกัดและตายได้ทุกเมื่อก็เถอะ

แจบอมถอนหายใจ มองคนบ้านต้วนอย่างกังวล

ไม่รู้ฮยอนจินจะเลิกแล้วต่อกันไปได้ไหม จะสำนึกได้บ้างหรือเปล่า เขาเกรงว่าคนอย่างเธอพอหายกลัวแล้วจะผูกใจเจ็บ อคติที่เธอมีต่อกลุ่มจินยองจะยิ่งเพิ่มพูน และคงส่งผลเสียต่อกลุ่มในอนาคตแน่นอน

เขาสังหรณ์ใจว่านี่จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดรอยแตกร้าวระหว่างสองกลุ่ม คนอย่างฮยอนจินและจินยองคงไม่สามารถอยู่ร่วมกันไปได้ตลอดหรอก ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงที่มากกว่าการด่าทอกันก็ไม่รู้ว่าจินยองจะเห็นแก่เพื่อนอย่างหมอไปได้อีกสักกี่ครั้ง 

 

 

 

อเล็กซิสซอยเท้าก้าวลงบันไดให้ตามคนขายาวกว่าที่ลากเอาๆ พี่จินยองตอนโมโหนี่น่ากลัวชะมัด

“จินยอง”

“อะไร!”  แบมแบมถอนหายใจ ไม่ถือสาที่จินยองกระชากเสียงใส่

“เราจะไปไหนกัน คุณคิดไว้แล้วใช่ไหม”

“จัดการผีห่านั่นในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรรอบคอนโดนี้ก็พอแล้ว”

“แต่ปริมาณมันคงมีมากขึ้นกว่าเดิมเพราะการอพยพออกนอกพื้นที่ เราควรกำหนดเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งให้ชัดเจนไปเลยนะ”

“จะไปกำหนดได้ไง จะไปรู้เหรอว่าตอนนี้ที่ถนนสายไหนตรอกไหนมันมีพวกกัดอยู่เยอะแค่ไหนกันน่ะ”

จินยองกระแทกเสียง เหมือนจะบอกว่าหมอนี่ไม่รู้เรื่องเลย แบมแบมตัดสินใจไม่พูดต่อ

เขามีแต่จะหลบซ่อนตัวให้ปลอดภัย แต่จินยองดันคิดพิเรนทร์จะสอนอเล็กซิสในสถานการณ์จริง พลาดครั้งเดียวเท่ากับตายจริงเลยนะ..

จินยองคงไม่พาลูกสาวไปตายหรอกมั้งนะ

 

 

“จำไว้นะอเล็กซ์ ไม่จำเป็นอย่าใช้ปืน”

“ค่ะพี่จินยอง”

แบมแบมฟังจินยองคุยกับลูกสาวพร้อมระแวดระวังความปลอดภัยไปด้วย

เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ เขาต้องเสียสติไปแล้วจริงๆ ถึงได้บ้าตามจินยองออกมาแล้วยังให้อเล็กซิสออกมาด้วย ถ้ามาร์ครู้คงโดนด่าแน่นอน

 

 

 

 

 

“นี่อลิสผมกังวลมากเลยล่ะ”

โทมัสนั่งปรับทุกข์กับภรรยาเหมือนเธอยังปกติดี ทั้งที่ในตอนนี้อลิสยังดิ้นรนพุ่งมาทางตนตลอด

ชายสูงวัยใช้ผ้าปิดปากภรรยาไว้ จะเปิดเฉพาะตอนทานอาหารเท่านั้น ข้อมือที่ถูกล่ามด้วยโซ่นั้นก็มีผ้าพันไว้ก่อนชั้นหนึ่งเพื่อไม่ให้โซ่บาดผิวของเธอจนเกิดแผลเหวอะ

ในตอนนี้ร่างกายของอลิสเริ่มส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนแล้ว เพราะในความจริงเธอคือศพ แต่โทมัสก็ยังอาบน้ำ แต่งตัว และหวีผมที่แห้งกรอบให้เสมอเสมือนเธอยังคงมีชีวิต อีกทั้งยังทำเป็นไม่ได้กลิ่นเหม็นสาบสางจากกายเธอด้วย

โทมัสใช้เสียงครางในลำคอของอลิสต่างคำตอบรับราวกับเธอกำลังสนทนาด้วย

“พวกทหารกำลังตามหาแบมแบมอยู่..ผมสังหรณ์ใจไม่ดีเลยกลัวว่ามันจะเป็นเรื่องไม่ดี คุณก็รู้ใช่ไหมว่าสิ่งที่กองทัพบอกนั้น เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน”

คนที่เคยเป็นทหารเรือสมัยยังหนุ่มกังวลใจมาก

ในเวลาที่เกิดโรคระบาดนี่ จะไว้ใจกันได้มากน้อยแค่ไหน สะใภ้ของเขาจะถูกเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร และคนในครอบครัวจะถูกปฏิบัติอย่างไรบ้าง ใจหนึ่งก็อยากให้แบมแบมเข้าร่วมการคิดค้นการรักษาเพื่อที่สักวันอลิสจะหายจากโรคเดทลิซี แต่อีกใจก็ห่วงสะใภ้เหลือเกิน

“คุณว่าจะมีคนมาตามหาแบมแบมที่บ้านเราไหม”

“คุณว่าผมควรจะทำยังไงดี ถ้ามีคนมาตามหาแบมแบมผมควรต้องบอกเขาไหมว่าแบมแบมเคยมาที่นี่และกำลังจะไปไหนต่อ”

โทมัสยังคิดในแง่ดีว่าลูกสะใภ้และยูคยอมจะสามารถเอาชีวิตรอดจนไปเจอกับมาร์คได้

“ผมควรจะต้องทำอะไรสักอย่างใช่ไหมอลิส”

“นั่นสิ ผมควรจะทำให้ทุกคนที่อาจมาเยือนบ้านเรารู้สึกว่ามีแค่คุณกับผมอยู่เท่านั้น ขอบคุณนะอลิส”

โทมัสยิ้มให้ภรรยาแล้วออกจากห้องนอนไป

ชายสูงวัยเก็บข้าวของทุกอย่างของลูกๆ ทั้งลูกตัว ลูกเขย ลูกสะใภ้ และบรรดาหลานๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในบ้านใส่กล่อง รวมไปถึงรูปถ่ายคนในครอบครัวที่ติดไว้ตามที่ต่างๆ ของทุกห้องในบ้านด้วย เหลือไว้เพียงรูปถ่ายคู่กันกับภรรยา เขาใช้เวลาเก็บของอย่างไม่รีบร้อนจนหมดเวลาไปทั้งวัน เมื่อตะวันตกดินก็เสร็จสิ้น

โทมัสค่อยๆ ทยอยลากกล่องใส่ของลงไปเก็บที่ห้องใต้ดินทีละกล่อง ห้องใต้ดินของบ้านต้วนไม่ได้ใช้งานมานานมาก จนได้มาเปิดใช้อีกครั้งตอนเกิดโรคระบาดนี่ล่ะ โทมัสเก็บอาหาร เนย นม และน้ำไว้ในห้องใต้ดินทั้งหมด และไม่มีใครนอกเหนือจากคนในครอบครัวต้วนที่รู้ว่าบ้านนี้มีห้องใต้ดิน

 

 

 

 

“เป็นไงบ้างลูก”

แบมแบมโอบเอวลูกสาวที่ยกแขนพาดบ่าแม่ ประคองตัวพาเดินกลับที่พัก

“เจ็บนิดหน่อยค่ะแม่” อเล็กซิสยิ้มเจื่อน เธอไม่ดีเองที่ประมาท ทำให้เกือบหลบพวกกัดไม่พ้นจนล้มข้อเท้าพลิก ถ้าไม่ได้พี่จินยองช่วยเธอคงโดนขย้ำแขนไปแล้วล่ะ

“ใจแม่จะทะลุออกมานอกอก พอแล้วนะ ไม่ต้องฝึกอะไรแบบนี้อีกแล้ว” แบมแบมถอนหายใจระบายความกังวล ตอนอเล็กซิสล้มเขาอยู่ไกลจากลูกมาก ถ้าจินยองช่วยไม่ทันอเล็กซิสคงติดเชื้อไปแล้ว

คิดแล้วใจเขายังสั่นไม่หายเลย

“ขอโทษค่ะ”

“อย่าดุนักเลย เราออกมากันแค่ชั่วโมงกว่าแต่อเล็กซ์ฆ่าพวกกัดไปได้ตั้งหลายตัว แถมยังใช้ดาบสั้นได้คล่องมือขึ้นด้วย เก่งมากนะ สติดี สัญชาตญาณก็ดี”

จินยองเอ่ยชม อเล็กซิสยิ้มแป้นก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆ หุบลงเมื่อเห็นสายตาดุของแม่

“หนูไม่กลัวพวกมันแล้วนะคะแม่ หนูแค่ไม่ทันระวังเท่านั้นเอง ต่อไปหนูจะระวังตัวให้ดีค่ะ อย่าโกรธเลยนะคะ”

อเล็กซิสยิ้มอ้อน เธอดีใจมากเลยนะที่ได้กำจัดพวกกัด ตอนที่ออกจากบ้านคุณปู่แล้วออกเดินทางไปเรื่อยๆ พ่อไม่ยอมให้เธอช่วยฆ่าพวกมันเลย ยกเว้นแต่จำเป็นจริงๆ ช่วงเวลานั้นเธออึดอัดแทบบ้าที่ต้องทนหลบอยู่เฉยๆ ให้พ่อ ลุง และอาเขยเสี่ยงชีวิตช่วยปกป้องเราทุกคน

“แม่ไม่ได้โกรธ แม่ห่วง ถ้าหนูเกิดเป็นอะไรไปแม่จะทำยังไงล่ะ คิดถึงใจแม่บ้างสิ”

อเล็กซิสพยักหน้า เงียบงัน เธอก็ผิดที่ทำให้แม่เป็นห่วง

เส้นทางที่จินยอง อเล็กซิส และแบมแบมเดินกลับนั้น บ้านและร้านค้าสองข้างทางเงียบสงัด จินยองเดินตามหลังระวังอันตรายให้หมอและลูกสาว พลางมองสำรวจพื้นที่ไปด้วย

ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญนั้นเละเทะกว่าร้านอื่นๆ กระจกถูกทุบแตก ชั้นวางระเนระนาด คงเกิดการแย่งชิงข้าวของเกิดขึ้น หรือไม่สิ่งที่คาดไว้ก็เริ่มขึ้นแล้ว

การปล้น

“หมอ ดูนั่นสิ”

จินยองเอ่ยพลางเดินมายืนข้างๆ แล้วชี้ไปทางซ้ายมือยังป้ายสีขาวตัวหนังสือสีเขียวขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่นอกอาคารขนาดสองคูหา

มันคือห้องแล็บเอกชนที่รับตรวจเลือดและสารคัดหลั่งต่างๆ

“แกว่าจะเหลืออะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ไหม”

“ก่อนนี้คงมีของที่มีประโยชน์แต่ตอนนี้คงไม่มีแล้วล่ะ” แบมแบมตอบพลางมองหน้าร้าน ผนังกระจกแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกลื่อนหน้าร้านไปหมด

ขนาดแล็บยังถูกพัง ไม่ต้องคิดไปถึงคลินิกหรือร้านขายยาเลย ป่านนี้ร้านพวกนั้นในเมืองนี้คงถูกประชาชนที่เห็นความสำคัญของยารักษาโรคกวาดข้าวของไปหมดแล้ว

แต่สถานที่ที่น่าจะเหลือสิ่งของจำเป็นคงมีแต่โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ซึ่งในเวลานี้ใครจะบ้าเข้าไปเผชิญอันตรายในโรงพยาบาลร้างเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าโรงพยาบาลก็ต้องมีคนจำนวนมาก และถ้าเชื้อระบาดเข้าไปย่อมหมายถึงนั่นคือสถานที่รวมพวกกัดไว้เยอะที่สุดด้วยเช่นกัน

แบมแบมนิ่งคิดอะไรบางอย่างก่อนจะมองรอบกายจดจำเส้นทางเอาไว้ อเล็กซิสเห็นแม่เงียบไปก็หันไปคุยกับพี่จินยองแทน

 

 

 

 

เมื่อมาถึงคอนโด จินยองก็แยกกับสองแม่ลูกเข้าห้องของกลุ่มตนเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แบมแบมพยุงลูกเข้าห้องบ้าง

ครอบครัวของไรอันแค่หันมามองเขาสองแม่ลูกแต่ไม่ได้พูดอะไร แจบอมที่นั่งแกะสลักตุ๊กตาตามลำพังเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“อเล็กซิสเป็นอะไรไปเหรอแบมแบม”

“ข้อเท้าพลิกนิดหน่อยน่ะครับ ยูคยอมกับออสตินล่ะ”

“ไปเล่นอยู่ห้องนู้นกันน่ะ มาร์คยังหลับอยู่เลย”

แบมแบมพยักหน้ารับรู้แล้วให้ลูกสาวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แม่จะได้ประคบข้อเท้าให้

เมื่ออเล็กซิสและแบมแบมจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว ศัลยแพทย์หนุ่มก็ดูอาการที่ข้อเท้าให้ลูก ใช้ผ้าชุบน้ำวางที่ข้อเท้าสักพักแล้วทายาให้

“อย่าเดินลงน้ำหนักเท้าข้างนี้นะ”

“ค่ะ แล้วถ้าพ่อถามว่าเป็นอะไรจะตอบว่ายังไงดีล่ะคะแม่” ถ้าพ่อรู้เรื่องทั้งหมดเธอได้โดนบ่นจนหูชาแน่เลย

“บอกว่าเล่นกับน้องแล้วตกบันไดก็แล้วกัน”

 

 

 

 

 

“คุณเป็นอะไรไป ดูเหม่อๆ นะแบมแบม” มาร์คถามภรรยาที่เอาแต่จ้องอาหารกระป๋องในมือ ไม่ตักกินสักที แต่แบมแบมยังไม่รู้สึกตัวว่าสามีพูดด้วย

ในห้องนั่งเล่นนั้นดูอึดอัดน้อยลงเมื่อไม่มีกลุ่มของจินยองมานั่งกินด้วย

“แบมแบม..แบมแบมแบมแบม!” คุณหมอสะดุ้ง หันมองสามีอย่างงุนงง

“อะไร คุณเรียกฉันทำไม”

“ทำไมคุณไม่กิน คิดอะไรอยู่” มาร์คพยักพเยิดไปทางอาหารในมือแบมแบม

“อ่อ..” แบมแบมครางรับเบาๆ แล้วตักอาหารเข้าปากไปหนึ่งคำ

“คิดเรื่องเดทลิซีน่ะ”

“คุณจะคิดให้ปวดหัวทำไมในเมื่อตอนนี้เราไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากหนีรอดให้นานที่สุด”

“แล้วมันจะดีกว่าหรือเปล่าถ้าเราไม่ต้องหนีไปตลอด..

“คุณหมายความว่ายังไง”

ไม่เพียงสามี แต่ทุกคนในครอบครัวต่างมองมาที่แบมแบม

“ฉัน..อยากรู้เรื่องของเดทลิซีให้มากกว่านี้”

“ถ้ารู้แล้วคุณจะทำอะไรได้ล่ะ”

“ตอนนี้ฉันเจอคุณกับลูกแล้ว..ฉันเลยคิดว่าบางทีฉันอาจจะไปช่วยที่หน่วยแพทย์ อย่างน้อยถ้าได้ทำอะไรที่มีประโยชน์ฉันคงรู้สึกว้าวุ่นน้อยลงกว่านี้ และที่สำคัญถ้าฉันทำงานให้รัฐคุณกับลูกก็จะได้รับดูแลอย่างปลอดภัยจากรัฐจนกว่าจะมีวิธีควบคุมเดทลิซี”

 แบมแบมเอ่ยอย่างจริงจัง มาร์คเห็นความตั้งใจจริงของภรรยาที่ฉายผ่านแววตานั้น รู้ว่าคงห้ามไม่ได้ แต่เขากลับรู้สึกกังวล

“คุณอยากถามผมสักคำไหมว่าผมอยากให้คุณไปหรือเปล่า”

“คุณแน่ใจได้ยังไงว่าถ้าคุณไปทำงานวิจัยกับรัฐแล้วผมกับลูกจะได้รับการดูแล ถ้ารัฐแยกคุณไปจากเราล่ะ คุณอยากเป็นฮีโร่ของคนทั้งทวีปหรืออยู่กับเรา”

มาร์คไม่ได้มองโลกในมุมเดียวกับแบมแบม ต่อให้เป็นรัฐบาลก็คงไม่เที่ยวแจกจ่ายอาหาร น้ำ และยาให้กับครอบครัวของบุคคลากรทุกคนหรอก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ทำงานให้รัฐมีตั้งกี่คน ไหนจะหน่วยอื่นๆ อีก แล้วยังพวกคนใหญ่คนโตอีกล่ะ ใครจะยอมให้เสบียงร่อยหรอลงไปโดยที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าโรคดีซีจะยุติลงเมื่อไร ไม่ถึงสามเดือนอาหารคงเริ่มขาดแคลนแล้ว

และยิ่งเป็นรัฐบาลที่ถูกทหารควบคุมดูแลแล้วด้วย มาร์คว่าผลมันคงไม่ออกมาดีอย่างที่แบมแบมคาดหวังแน่นอน

“แต่ฉัน..ฉันอยากให้โรคบ้านี่ยุติลงโดยเร็วที่สุด”

“ผมรู้ว่าคุณเก่ง แต่ผมไม่แน่ใจว่าความสามารถของคุณจะช่วยงานนี้ได้มากน้อยแค่ไหน และในเมื่อไม่รู้อนาคต นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมยอมตามใจคุณไม่ได้”

มาร์คหันไปสนใจกับกล่องอาหารในมือต่อ และท่าทีนั้นก็ทำให้แบมแบมรู้ว่ามาร์คกับเขาไม่ควรคุยกันเรื่องนี้อีก

 

 

 

“ไรอัน ฉันว่าเราควรจะคุยเรื่องแยกกลุ่มกับมาร์คอีกครั้ง”

หลังมื้ออาหารเย็นผ่านไป ฮยอนจินก็ดึงสามีมาคุยกันในห้องนอน ไรอันมองภรรยา เธอดูเคร่งเครียดมาก

“ทำไมถึงคุยเรื่องนี้อีก ผมบอกแล้วไงว่าเราควรเกาะกลุ่มกันไว้ อย่างน้อยคนเยอะก็ปลอดภัยกว่า”

“แล้วคุณไม่ได้ยินที่แบมแบมมันพูดกับมาร์คหรือไง มันจะทำงานให้รัฐโดยแลกกับความปลอดภัยของลูกผัวมันโดยไม่เอ่ยถึงพวกเราด้วยซ้ำ คุณจะรอให้มันทิ้งเรากลางทางหรือไง คุณเชื่อใจน้องคุณมากเกินไปแล้วมั้ง”

ฮยอนจินยังติดใจในเรื่องนี้ เธอระงับอารมณ์มากแล้วที่ไม่โวยกลางวงอาหาร

“แต่ผมก็ได้ยินนะว่ามาร์คไม่ยอม”

“ถ้าต่อไปมาร์คเปลี่ยนใจล่ะ ทำไมเราไม่อยู่กันเอง เราดูแลตัวเองได้นะไรอัน”

“คุณแน่ใจหรือฮยอนจิน ผมคนเดียวดูแลคุณกับลูกสองคนน่ะหรือ”

“ซองจินก็เก่งขึ้นมากแล้ว”

“แต่ยังไม่เก่งพอ”

ฮยอนจินจ้องตาสามี แต่สุดท้ายเธอก็แพ้

“ได้ ถ้าคุณไม่แยกตัวจากกลุ่มตอนนี้คุณต้องคุยเรื่องอาวุธและเสบียงกับมาร์ค แบ่งให้เป็นสัดส่วนของใครของมัน ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่ทำให้เราต้องแยกกลุ่มจะได้ไปจากพวกนั้นได้เลย”

“ผมจะพูดเรื่องแบบนั้นกับน้องได้ยังไง ผมลำบากใจนะคุณ”

“ถ้าคุณไม่กล้าพูดฉันพูดเอง” ฮยอนจินเบี่ยงตัวหลบสามีเดินออกจากห้องทันที ไรอันรีบตามออกมาห้าม

“มาร์ค ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”

“อย่านะฮยอนจิน!

มาร์คหันไปมองพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ยื้อยุดฉุดกระชากกัน

“มีอะไร”

“ไม่มีอะไรหรอก”

“มีสิ”

มาร์คมองทั้งสองสลับกันไปมาครู่หนึ่ง ไรอันบอกไม่มีแต่ฮยอนจินบอกมี มันยังไงกันผัวเมียคู่นี้

“ตกลงว่ามีหรือไม่มีกันแน่?”

“มี ฉันต้องการให้เราแบ่งของกัน” ฮยอนจินสะบัดตัวจากสามีแล้วเดินมาหยุดตรงหน้ามาร์ค

“เพื่ออะไร”

“เผื่อเราต้องแยกตัวออกไปจะได้ไม่มาเสียเวลาทะเลาะกัน เราต้องแบ่งของทั้งหมดไม่ว่าจะอาหารหรืออาวุธกันคนละครึ่ง”

ฮยอนจินกอดอก เชิดหน้าขึ้นบอกมาร์ค

“จะแยกไปไหน” มาร์คหันไปถามพี่ชาย ไรอันส่ายหน้า

“เปล่า ฮยอนจินแค่วิตกเกินไป”

“จะแยกตัวไปตอนไหนก็เรื่องของฉัน แต่ตอนนี้ฉันต้องการให้แบ่งของออกเป็นสองส่วน ของบ้านนายกับของบ้านฉัน”

มาร์คมุ่นคิ้ว จ้องหน้าพี่ชายแต่ไรอันกลับเสมองไปทางอื่น เห็นแค่นั้นมาร์คก็พอเดาได้ว่าไรอันคงขัดเมียไม่ได้เหมือนเดิม

ในเมื่อฮยอนจินต้องการอย่างนั้นมาร์คก็ไม่ว่า เขาไม่อยากมีเรื่อง แม้จะไม่อยากยินยอมเพราะได้รับการฝากฝังมาจากพ่อแม่ก็ตาม

“เอาสิ ถ้าพี่สบายใจเราแบ่งให้เป็นสัดส่วนเลยก็ได้ แต่แบ่งสามส่วนไม่ใช่สองส่วน”

“ได้ไง!

“ต้องได้สิ อย่าลืมว่าเสบียงและอาวุธที่ไปหามา คนที่ไปคือผม ไรอัน และแจบอม”

“แต่แจบอมนับรวมอยู่ในครอบครัวของนาย เพราะฉะนั้นของต้องหารครึ่ง” ฮยอนจินไม่ยอมหรอก

“แล้วครอบครัวพี่น่ะพี่นับใครบ้าง”

“ฉัน ไรอัน และลูกสองคน”

มาร์คแค่นหัวเราะ อย่างน้อยก็ไม่ลืมนับดาฮยอนสินะ

“พี่มีสี่คนแต่เอาของไปครึ่งหนึ่งเนี่ยนะ? ไม่เกินไปหน่อยเหรอ แล้วชางอุคกับไอรีนล่ะ ฝั่งผมมีแปดคนนะเอามาครึ่งเดียวจะไปพออะไร ถ้ายืนยันจะแบ่งต้องแบ่งสาม ไม่อย่างนั้นก็เลิกคิดเรื่องแบ่งของไปได้เลย”

มาร์คจ้องตาพี่สะใภ้ ยืนกรานว่าเขาไม่ยอมเหมือนกัน

“ชางอุคกับไอรีนไม่ได้ออกไปหาของนี่”

“แต่เรามีกันสิบสองคนนะ ผมให้ชางอุคและไอรีนอยู่กับแจบอม บ้านผมมีห้า แจบอมมีสาม จะต้องแบ่งสามกลุ่ม อย่างนั้นถึงจะยุติธรรม และเมื่อพี่ใช้ระบบไม่เอาใครแบบนี้ ครั้งต่อไปเวลาเราต้องหาเสบียงเราต้องส่งคนของกลุ่มไปกลุ่มละคน ครั้งหน้าถ้ายูคยอมหรือชางอุคไป ซองจินก็ต้องไป”

มาร์คเอ่ยอย่างจริงจัง ไม่ยอมเสียเปรียบแน่ ในนาทีนี้ถ้าพี่สะใภ้เอาแค่ลูกผัว เขาก็เอาแค่ลูกและเมียเหมือนกัน

แต่ลึกๆ ในใจมาร์คก็เจ็บปวดเช่นกันที่พี่ชายคิดจะแยกออกไป และหวังว่าน้องสาวจะเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยากกันเธอออก แต่เขาทำเพื่อความเท่าเทียมและสิ่งที่เธอต้องได้

ฮยอนจินมองไปทางลูกชาย ซองจินส่ายหน้า แต่ฮยอนจินตัดสินใจแล้ว เธอแข็งใจเมินลูกชาย

“ก็ได้ ตามนั้น”

“ดี งั้นเอาของมาแบ่งกันเลย”

มาร์คลุกไปหยิบกระเป๋าใส่อาวุธทันที ไอรีนมองพี่ชายคนโตเงียบเชียบ ไร้คำพูด ไรอันถอนใจ หลบสายตาน้องสาวอย่างละอายใจ

“ขอโทษนะแจบอม” ชางอุคเอ่ยกับแจบอมเบาๆ แจบอมหันไปมองเขา

“เรื่องอะไรครับ”

“ที่พี่แบ่งคนตามใจชอบไงล่ะ”

“อย่าคิดมากเลย ผมมาอาศัยกลุ่มคุณ ได้ตอบแทนบ้างผมจะได้สบายใจ ต่อไปก็คิดว่าผมเป็นเพื่อนอีกคนก็แล้วกัน มีอะไรก็ช่วยๆ กัน คิดเล็กคิดน้อยไปทำไมครับเรื่องแค่นี้”

แจบอมต่างหากที่คิดว่าชางอุคและภรรยาควรจะคิดมาก

“ขอบคุณ”

ชางอุคค่อยสบายใจเมื่อแจบอมพูดเช่นนั้น

 

 

 

 

แบมแบมยกตัวขึ้นมองบนเตียง เมื่อเห็นว่ามาร์คและลูกยังคงหลับสนิทก็ค่อยๆ ออกจากถุงนอน

หมอหนุ่มหยิบเสื้อคลุมมาสวม มองไปทางเตียงอีกครั้งก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูห้องนอนออกไป

“จะไปไหนเหรอครับ”

ร่างบางที่กำลังหยิบไฟฉายและอาวุธสะดุ้งเฮือก หันไปมองด้านหลัง แจบอมยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำ มองมาที่ตน

“ผม..

“คุณจะออกไปข้างนอก?” แจบอมถามเสียงเบาเพื่อไม่ให้รบกวนคนที่นอนกันในห้องนั่งเล่น

“อือ” แบมแบมพยักหน้ารับตามตรง

“จะไปไหนครับ นี่มันดึกมากแล้วนะ”

“ฉันมีบางเรื่องอยากออกไปทำ”

“บอกมาร์คแล้วเหรอ”

“เปล่า ผมจะออกไปคนเดียว คุณช่วยทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน”

“สำคัญมากหรือครับถึงต้องไปคนเดียว มันอันตรายนะ รอไปพรุ่งนี้ก็ได้”

“ผมอยากแน่ใจก่อนน่ะ เลยไม่อยากบอกคนอื่น”

“ถ้าอย่างนั้นผมไปเป็นเพื่อน”

“อย่าเลย คุณบาดเจ็บอยู่นะครับ”

“ผมปล่อยคุณออกไปคนเดียวไม่ได้เหมือนกัน”

“ผมออกไปคนเดียวได้ ไม่ไกลหรอก ผมจะไปซอยที่ถัดจากคอนโดแค่สองช่วงตึกเอง”

“บอกจุดหมายให้ผมรู้ ถ้าคุณไปนานเกินไปผมจะได้ออกไปตาม”

แบมแบมถอนหายใจ ถ้าไม่บอกแจบอมคงไม่ให้เขาไปสินะ

“ก็ได้ แต่คุณอย่าเพิ่งบอกใครนะ”

 

 

 

 

 

พวกกัดไม่มีทางหมดไปได้จริงๆ

ตอนกลางวันแบมแบมคิดว่าตน จินยอง และลูกสาวก็กำจัดไปได้เยอะแล้ว แต่ทางที่คิดว่าจะไม่มีพวกกัดเพิ่มแล้วกลับมีเสียได้

ตราบใดที่ยังมีคนถูกกัดก็คงมีพวกกัดเพิ่มอยู่เรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น

แทนที่ศัลยแพทย์หนุ่มจะท้อกลับรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นในสิ่งที่กำลังจะทำ

ร่างบางปักดาบเข้าที่ศีรษะของพวกกัดที่เดินเข้าหาแล้วถีบร่างนั้นออกไป ตวัดดาบหันไปฟันอีกร่างเข้าที่กลางลำตัวแล้วฟันซ้ำเข้าที่หัวอีกครั้ง

“มาจากไหนนักนะ” แบมแบมบ่นกับตัวเองขณะที่หลบผีดิบร่างหนึ่งแล้วฟันแขนเน่าเปื่อยก่อนมันจะยื่นมาถึงตัวเขาก่อน

จำนวนผีดิบทำให้ต้องรีบตัดกำลังแทนที่จะเล็งเป้าหมายที่หัวเหมือนทุกครั้ง แบมแบมฟันแขนบ้าง ขาบ้าง อย่างน้อยก็ชะลอการเคลื่อนไหวก่อนจะกลับมาจัดการปักดาบที่หัวทีละตัว

ร่างบางเริ่มเหนื่อยเมื่อเจอพวกกัดดักทางเรื่อยๆ ต้องมาจากพวกอพยพที่ถูกกัดแน่

คุณหมอลากปลายดาบไปกับพื้นถนนตามย่างก้าวที่เดินไป ท่ามกลางความเงียบแค่เสียงปลายดาบกระทบพื้นก็ทำให้เกิดเสียงเรียกความสนใจของพวกกัดได้

แบมแบมใช้วิธีเรียกพวกกัดมาหามากกว่าจะไปใจเต้นด้วยความกลัวจากการเดินๆ ไปข้างหน้าแล้วเจอพวกกัดขวางทาง

ร่างบางมองขึ้นไปข้างบนเมื่อรู้สึกว่ามีสายตาของคนมองตนอยู่ คงเป็นพวกคนที่แอบซ่อนตามบ้านเรือนแง้มหน้าต่างมองดูว่ามีคนเสียสติที่ไหนมาเดินลากดาบเรียกผีดิบกลางค่ำกลางคืนอย่างนี้

แบมแบมหยุดชะงักเมื่อเจอพวกกัดรายล่าสุดที่เดินเข้ามาหาเขาตามเสียงเรียก

ให้ตายสิเขาไม่ชอบผู้ติดเชื้อประเภทนี้เลยจริงๆ

ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับร่างกายที่ขาดวินเหม็นเน่าไม่สมประกอบชวนสะอิดสะเอียนแค่ไหนแบมแบมไม่เคยเกี่ยงแต่มีผู้ติดเชื้อเพียงประเภทเดียวที่แบมแบมไม่อยากฆ่า

ผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็ก..

เด็กหญิงวัยประถมสวมเดรสสีชมพูขะมุกขะมัว ผมสีดำที่ผูกผมไว้สองข้างนั้น ข้างหนึ่งเต็มไปด้วยเลือดแห้งกรังเพราะหนังศีรษะเปิดไปข้างหนึ่ง  เธอสะพายเป้สีเขียวใบใหญ่ไว้

เด็กน้อยเดินโยกตัวซ้ายทีขวาทีตรงมาหาแบมแบม น่าแปลกที่ไร้เสียงคำรามมาจากริมฝีปากของเธอ

คุณหมอกัดริมฝีปากแน่น  รอจนเธอเดินมาใกล้ๆ แล้วจึงฟันเข้าที่ศีรษะของเธอ ร่างน้อยทรุดลงร่วงลงไปกับพื้น

เมื่อเด็กหญิงตายรอบสอง แบมแบมทรุดลงนั่งคุกเข่าข้างร่างของเธอเมื่อสังเกตเห็นบางอย่างในซองพลาสติกมีสายคล้องที่เธอห้อยอยู่

แบมแบมหยิบกระดาษในนั้นออกมาอ่าน สภาพมันเหมือนเคยถูกใครบางคนหยิบออกมาแล้วรอบหนึ่ง

เธอชื่อไชแอนน์ อายุ 9 ปี เธอพูดไม่ได้ ในกระเป๋าเธอมีเสบียงและยาอยู่ ของทั้งหมดจะเป็นของคุณ คนที่พบเธอ แต่ช่วยกรุณาดูแลเธอด้วย

ลายมือที่ตวัดเขียนอย่างรีบร้อนนั้นทำให้แบมแบมมือสั่น เขามองไปยังกระเป๋าสะพายที่เปิดอ้าของไชแอนน์

มีบางคนเจอเธอและเอาของไป แต่กลับปล่อยเธอเผชิญชะตากรรมที่โหดร้ายเพียงลำพัง

คุณหมอนึกโกรธคนที่เอาเปรียบได้กระทั่งเด็ก เขาเข้าใจว่าในภาวะโรคระบาดไม่มีใครอยากรับภาระ แต่ก็ไม่ควรเอาของของเด็กไปไม่ใช่เหรอ?!

            ช่างโชคร้ายที่ไชแอนน์ได้พบคนอื่นก่อนมาเจอเขา

            แบมแบมตรวจดูบาดแผลของไชแอนน์ แผลที่ศีรษะเป็นสาเหตุการตายของไชแอนน์ แต่มันไม่ได้เกิดจากรอยฟันมนุษย์ มีคนที่สติสมบูรณ์ทำร้ายเธอ ไม่ใช่พวกกัด

            ผู้ปกครองของไชแอนน์คงไม่อยู่ในสภาพที่จะดูแลเธอต่อไปได้ แต่ปรารถนาให้เธอมีชีวิตรอด คนที่ทำร้ายไชแอนน์ได้นั้นไร้หัวใจยิ่งกว่าพวกกัดเสียอีก

            แบมแบมอุ้มร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยไปด้วย

 

 

 

 

            หมอหนุ่มวางร่างไชแอนน์ลงบนโต๊ะตัวหนึ่งภายในแล็บสองตึกเชื่อมกัน จุดหมายที่เขาตั้งใจมาในคืนนี้

            สองมือยันกับโต๊ะ ดวงตากลมโตมองเด็กหญิงด้วยความสงสาร สะเทือนใจ

            กว่าโรคเดทลิซีจะถูกควบคุมได้ต้องมีชีวิตน้อยๆ ที่บริสุทธิ์สูญเสียไปอีกกี่ชีวิตกันนะ

            แบมแบมหาผ้ามาเช็ดหน้าและตัวให้ไชแอนน์ ถอดเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนของเธอออกแล้วคลุมไว้บนร่างที่เปลือยเปล่าของเธออีกที จากนั้นก็เข้าไปสำรวจภายในอาคารสองชั้นโดยไม่ลืมถือดาบเตรียมพร้อมไว้ด้วย

            ภายในแล็บแห่งนี้มีอุปกรณ์และเครื่องมือครบครัน ข้าวของในชั้นล่างถูกรื้อค้นจนกระจุยกระจายไปบ้างแต่เครื่องมือทางการแพทย์ยังอยู่ดี

            แบมแบมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงคำรามต่ำที่คุ้นหูมาจากชั้นสอง  เขาค่อยๆ ก้าวขึ้นบันได้ทีละขั้นอย่างระมัดระวังโดยสายตาจับจ้องขึ้นด้านบนเพื่อมองว่าจะมีใครลงมาตอนไหนขณะสาดไฟฉายไปด้วย

            ทุกห้องบนชั้นสองเป็นกระจกทั้งหมด ทำให้แบมแบมสามารถมองเห็นได้ว่าต้นเสียงมาจากไหน ที่มุมกำแพงห่างไปไม่กี่เมตรนั้นมีร่างท้วมของชายกลางคนสวมเสื้อกาวน์เดินไปเดินมา

            เขาก็เป็นผู้ติดเชื้ออีกราย

            ศัลยแพทย์หนุ่มยืนอยู่ตรงบันได มองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ติดเชื้อรายอื่นแล้วจึงค่อยๆ เดินไปยังร่างท้วมที่ลำไส้ส่วนหนึ่งห้อยย้อยออกมากองนอกนอกกาย ยามเคลื่อนไหวอวัยวะภายในเส้นยาวนั้นก็แกว่งตามจังหวะขยับ ส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียน

            แม้แบมแบมจะพยายามเดินลงเท้าด้วยฝีเท้าเงียบกริบแต่ก็ยังพลาดเหยียบเศษแก้วบนพื้นดังกร๊อบ

            เวรแล้วไง

            ร่างท้วมนั้นก้าวมาทางแบมแบมแต่เขาเตรียมพร้อมอยู่แล้ว หยุดยืนรอให้อีกฝ่ายเดินมาจนถึงระยะดาบก็ตวัดดาบฟันไปกลางศีรษะจนมันแยกออกเป็นสองส่วน

“อ่า..ให้ตายเถอะ” แค่กลิ่นเขายังพยายามระงับใจได้ แต่สิ่งที่เพิ่งลงมือไปก็ทำให้รู้สึกผะอืดผะอมอยู่ดี

            แบมแบมยกคอเสื้อขึ้นปิดจมูกแล้วเดินสำรวจชั้นสองจนทั่ว และเขาก็เจอห้องควบคุมไฟสำรองจนได้

            แม้จะทำไม่เป็นแต่แบมแบมคิดว่าตนเองน่าจะลองมั่วจนทำได้เอง

            “อ่า..กดตรงนี้กับตรงนี้หรือเปล่า” แบมแบมส่องไฟฉายแล้วอ่านตรงแผงควบคุม

            “ตรงนี้กับตรงนี้ต่างหาก”

แบมแบมสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจจนไฟฉายตกพื้น แผ่นหลังสัมผัสกับอกของใครคนหนึ่ง

“ทำไมมาไม่บอก”

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” แบมแบมหันกลับมาหาสามี ประหลาดใจที่เขามาอยู่ที่นี่

“พอคุณออกจากห้องแจบอมก็ปลุกผมให้ตามคุณมา”

คุณหมอใช้ลิ้นดุนแก้ม คิ้วขมวด คาดโทษแจบอมในใจ บอกแล้วนี่ว่าอย่าบอกใคร

“ไม่ต้องไปโกรธเขาเลย เขาทำถูกแล้ว คุณคิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้มาที่นี่คนเดียว แล้วมาทำไม”

            “ไม่ต้องมาดุฉัน ถ้าตามมาแต่แรกทำไมไม่ช่วยกันบ้าง”  แบมแบมมองค้อน สู้กับพวกกัดมันเหนื่อยนะ

“คุณยังกล้ามามองผมด้วยสายตาแบบนั้นอีกเหรอ อยากแอบมาคนเดียวผมก็เลยไม่ช่วยน่ะสิ จะคอยดูว่าคุณจะเอาตัวรอดได้ไหม”

ถึงจะพูดเหมือนไม่แคร์แต่ถ้าแบมแบมตกอยู่ในอันตรายมาร์คก็ต้องช่วยอยู่แล้ว

“ช่างเถอะ” แบมแบมตอบปัด ไม่อยากเถียงด้วย ก้มลงเก็บไฟฉายมาปิดแล้วใส่ในกระเป๋าเสื้อคลุม

“ตกลงมาทำอะไร”

“ฉันอยากรู้น่ะสิว่าเชื้อไวรัสตัวใหม่หน้าตาเป็นยังไง”

“แค่นี้คุณถึงกับต้องเสี่ยงตายมาคนเดียวเลยเหรอ” มาร์คไม่พอใจ

“ถ้าบอกก่อนคุณจะยอมให้มาไหมล่ะ”

“ยอม”

“หือ?” แบมแบมหันมองหน้าสามี หูฝาด?

“แต่ผมจะตามมาด้วย”

แบมแบมกลอกตา ถอนหายใจ มาร์คอมยิ้ม

“ไปทำสิ่งที่คุณอยากจะทำซะสิจะได้รีบกลับ”

            กัปตันหนุ่มเดินตามภรรยาลงไปชั้นล่าง ตามติดดูว่าแบมแบมจะทำอะไร

            คุณหมอค้นหาถุงมือและเสื้อกาวน์มาสวม โยนเสื้อคลุมให้สามีเก็บไว้ก่อน

แบมแบมสวมหน้ากากอนามัยสีขาว ส่งให้สามีที่เข้ามาด้วยชิ้นหนึ่งให้เขาใส่ป้องกันไว้ด้วย

“คุณมีตัวอย่างที่ใช้ตรวจเหรอ”

“มีสิ” แบมแบมเดินไปหาไชแอนน์ที่หลับใหลนิรันดร์อยู่ด้านนอก

“คุณจะเจาะเลือดคนตายหรือไง”  

“จะเจาะได้ยังไงล่ะคุณขอโทษนะไชแอนน์ อาขอใช้ร่างกายหนูหน่อยนะคะ” แบมแบมหยิบมีดกรีดข้อมือไชแอนน์

“ไชแอนน์? คุณรู้จักเด็กคนนี้เหรอ”

“ดูนั่นสิ” แบมแบมชี้ไปยังซองใส่กระดาษที่วางอยู่บนกระเป๋าเป้ของไชแอนน์ มาร์คเดินไปหยิบมาดู พออ่านจบคิ้วเข้มก็ขมวดแน่นทันที

“นี่มัน..

“ถ้าคุณตามฉันตลอดคงเห็นแล้วว่าฉันเจอไชแอนน์ตอนเธอกลายร่างไปเรียบร้อย”

“เธอตายเพราะคนหรือพวกกัด”

“คน”

“เลวจริงๆ” ความเป็นพ่อคนทำให้มาร์คโมโห แบมแบมถอนใจ เข้าใจสามีดี เขาก็รู้สึกไม่ดีไม่ต่างกัน

“ระหว่างโมโหก็มาช่วยฉันทำงานหน่อย”

“ทำอะไร?”

แบมแบมชี้ไปที่โต๊ะอีกตัวที่มีอุปกรณ์มากมายวางเรียงราย

“เอากระดาษสติ๊กเกอร์สำหรับเขียนรายละเอียดมาเขียนแล้วติดข้างหลอดใส่ตัวอย่างให้ฉันหน่อย”

“ถุงมือล่ะ”

“ในกล่องสีเขียวนั่นน่ะ”

มาร์คเดินไปสวมถุงมือยางสีขาวแล้วค้นหาปากกากับกระดาษสติ๊กเกอร์พร้อมหยิบกล่องใส่หลอดเก็บตัวอย่างมาวางบนโต๊ะใกล้ๆ

“เลือด น้ำลาย เยื่อจมูก ปอด หัวใจ ตับ ไต กระเพาะ ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ สมองส่วนเซรีบรัม สมองส่วนไฮโปทาลามัส และสมองส่วนเซรีเบลลัม ทุกอย่างอย่างละหลอด”

มาร์คยืนอึ้ง มองแบมแบมที่ยื่นมือมาขอหลอดใส่ตัวอย่างหลอดแรก

“เป็นอะไรของคุณ เขียนเร็วๆ”

“นี่คุณจะผ่าไชแอนน์ทั้งตัวเลยหรือไง”

“ใช่ไง”

“คุณไม่ได้ชันสูตรศพไม่ใช่เหรอ ก็แค่หาไวรัส”

“เดทลิซีมันไม่เหมือนโรคอื่น มันแปลกประหลาดที่ควบคุมคนตายได้ และฉันก็อยากรู้ว่ามันไปอยู่ตรงส่วนไหนของร่างกายบ้าง ไชแอนน์เป็นตัวอย่างที่ดีในการตรวจสอบ เพราะเธอไม่มีบาดแผลฉกรรจ์บนร่างกาย นอกจากรอยบนศีรษะที่ถูกทำร้ายและรอยเหมือนเล็บข่วนที่ขาขวาเท่านั้น”

แบมแบมไม่แน่ใจว่าไชแอนน์โดนพวกกัดทำร้ายก่อนโดนคนทำร้ายหรือเปล่า แต่สาเหตุการตายไม่ได้มาจากรอยข่วนแน่ เพราะบาดแผลบนหัวของเด็กนั้นสามารถทำให้เธอเสียชีวิตได้ทันที

“ถ้าคุณไม่ได้มาด้วยฉันก็ตั้งใจว่าจะตรวจช่องคลอดเธอดูด้วยนะ แต่เอาแค่กระเพาะปัสสาวะก็ได้”

“คุณจะให้ผมยืนดูคุณผ่าร่างกายเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ น่ะเหรอ” ถึงมาร์คจะฆ่าพวกกัดมามาก แต่จะให้มาทนยืนดูเด็กถูกชำแหละด้วยฝีมือแบมแบมเขาก็ไม่กล้าขนาดนั้น

“คุณเขียนเสร็จก็วางหลอดเก็บตัวอย่างไว้ ต่อจากนี้ฉันจัดการเอง คุณจะไปรอตรงไหนก็เรื่องของคุณสิ”

แบมแบมง่วนอยู่กับการเก็บเลือดไชแอนน์ใส่หลอดแรก จากนั้นอ้าปากไชแอนน์ใช้ไม้พันสำลีเก็บตัวอย่างจากในช่องปาก

มาร์คละสายตาจากงานของแบมแบมแล้วก้มหน้าก้มตาเขียนหลอดใส่ตัวอย่างให้เสร็จๆ ไปจะได้ไปนั่งรอที่อื่น

พอเตรียมหลอดเก็บตัวอย่างเสร็จมาร์คก็หาที่นั่งอยู่แถวๆ นั้น  รอแบมแบมผ่าร่างไชแอนน์และเก็บชิ้นเนื้อทุกส่วนที่ต้องการ

แบมแบมใช้เวลามากกว่าที่มาร์คคิดเพราะแบมแบมเย็บผิวหนังของไชแอนน์ให้ร่างกายกลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วย จากนั้นก็เช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าให้เธออีกครั้ง

มาร์คตามแบมแบมเข้าไปในห้องตรวจเชื้อด้วย จับจองเก้าอี้บุนวมมีล้อนั่งขวางอยู่หน้าประตูห้องตรวจเชื้อนั่นล่ะ

“คุณหลับรอก็ได้นะ เสร็จแล้วเดี๋ยวฉันปลุกเอง” แบมแบมหันมองสามีเป็นระยะ พอเห็นเขานั่งสัปหงกก็เอ่ยขึ้น มาร์คพยักหน้ารับแล้วหลับตาลง

 

 

 

 

หลังมาร์ครู้สึกตัวสะดุ้งตื่น สิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือหันหาภรรยา แบมแบมยังคงทำงานอยู่เลย ร่างสูงขยี้ตาแล้วยกมือขึ้นมองนาฬิกา

“แปดโมงเช้าแล้วนะคุณ ยังไม่เสร็จอีกเหรอ อย่าบอกว่าคุณทำทั้งคืน?”

“อือ มันมีหลายอย่างน่ะ คุณกลับไปก่อนก็ได้นะ ก่อนออกมาได้บอกใครไว้บ้างไหม ลูกตื่นมาไม่เจอทั้งพ่อและแม่จะเป็นห่วงเอานะ” แบมแบมคุยกับสามีโดยที่ยังทำงานอยู่

มาร์คถอนหายใจ จะจริงจังอะไรขนาดนั้น

“คุณคิดจะใช้เวลาอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน”

“น่าจะทั้งวัน” ตัวอย่างมีสิบกว่าอย่างจะตรวจเสร็จในคืนเดียวได้ยังไง ถึงเครื่องมือจะทันสมัยแต่เขาไม่ใช่ยอดมนุษย์นี่

“ผมจะกลับไปหาลูกก่อนแล้วจะเอาของกินมาให้ละกัน”

“พูดเหมือนว่าตอนนี้ไม่มีโรคระบาดเลยนะ ไม่ต้องมาหรอก พอได้คำตอบฉันจะกลับไปเอง”

“จะให้ผมรอคุณกลับไปโดยที่ไม่รู้ว่าคุณจะกลับไปตอนไหนน่ะเหรอ ผมไม่อยากรอแล้ว”

“คุณจะเอายังไง”

“ผมจะกลับพร้อมคุณ”

“แล้วลูกล่ะ”

“ยูคยอมก็ดูแลได้ แล้วยังจะทุกคนในครอบครัวอีก ลูกปลอดภัยก็ไม่น่ามีอะไรน่าห่วงแล้วนี่”

“ฉันจะรีบทำให้เสร็จแล้วกัน”

“งั้นผมขึ้นไปดูชั้นสองก่อนนะ”

“อืม”

มาร์คแยกตัวไปหาอะไรทำดีกว่า อยู่ในห้องแล็บต่อไปเขาก็ช่วยอะไรภรรยาไม่ได้อยู่ดี

 

 

 

 

 

“เราสองคนน่ะไปกินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อแม่ก็มา”

ยูคยอมนั่งยองตรงหน้าน้องทั้งสอง อเล็กซิสส่ายหน้า ออสตินนั่งชันเข่าเกยคางกับเข่า

“นี่ พ่อแม่เป็นไรหรอก น้าแจบอมก็บอกว่าเขาไปทำธุระนิดหน่อยเดี๋ยวก็กลับ”

“แต่หายไปทั้งคืนแล้วนะคะ” ดวงตาอเล็กซิสฉายความกังวล ออสตินซุกหน้าซ่อนกับแขนที่ยกขึ้นวางบนเข่า

ยูคยอมถอนหายใจกับเด็กดื้อสองคนที่ไม่ยอมกินข้าวเพราะจะรอพ่อแม่กลับมา

พี่หมอไปไหนของเขานะ ทำไมไม่บอกกันหน่อย

“เอางี้ ไปกินข้าวก่อน ถ้าบ่ายแล้วพ่อแม่ยังไม่กลับพี่จะออกไปตามให้เอง ดีไหม?”

“ไม่เอา อย่าไปนะ” ออสตินเงยหน้าขึ้นมาห้ามทันที ดวงตากลมมีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอ

“ถ้าพี่ไปอีกคนแล้วไม่กลับมากันหมดเลยจะทำยังไงล่ะฮะ”

“ออสติน..

“แม่บอกว่าพี่ยูคยอมมาเป็นพี่ชายของบ้านเราอีกคน พี่ยูคยอมต้องดูแลน้องไม่ใช่เหรอ พี่จะทิ้งเราไปตามหาพ่อแม่แล้วไม่กลับมาหรือเปล่า”

ออสตินไม่สบายใจเลยที่คนในบ้านหายไป กว่าจะได้เจอแม่ก็ต้องอ่านหนังสือจบไปเล่มหนึ่ง กว่าจะอ่านจบก็หลายวันมากๆ เลยนะ

“พี่ไม่ทิ้งออสตินกับอเล็กซิสไปไหนหรอก” ยูคยอมลูบหัวน้องก่อนน้ำตาแกจะหยดลงมา ออสตินกลับไปซ่อนใบหน้ากับแขนอีกครั้ง

“นี่ออสติน ถ้าวันนี้พ่อแม่ยังไม่กลับมาน้าจะออกไปตามให้เองนะ น้ารู้ว่าพ่อแม่ไปไหน ใกล้ๆ แค่นี้เอง”

แจบอมมาช่วยปลอบเด็กน้อยอีกคน ออสตินยังเงียบ อเล็กซิสใช้สองมือปิดหน้า ลูบหน้าแล้วเสยผมแรงๆ

“เชื่อพี่ยูคกับน้าแจบอมเถอะออสติน เราต้องคิดในแง่ดีสิว่าพ่อแม่ไม่ทิ้งเราไปหรอก การที่พ่อตามแม่ออกไปแสดงว่าพ่อเป็นห่วงและตามไปปกป้องแม่นะ ยังไงก็ต้องปลอดภัยอยู่แล้ว”

อเล็กซิสพยายามมองโลกในแง่ดี เธอโตแล้ว เธอจะมาใจเสียตามน้องชายไม่ได้หรอก เธอเองก็เป็นพี่ ต้องช่วยพี่ยูคและทุกคนดูแลเจ้าเปี๊ยกสิ

“จริงเหรอ..” เสียงอ่อยๆ ของออสตินดังขึ้น มองหน้าพี่สาวอย่างไม่แน่ใจนัก

“อืม คิดในแง่ดีสิ ฉันว่าพ่อแม่คงเลิกทะเลาะกันได้ถาวรแล้วแหละ พ่อต้องดูแลแม่เหมือนเมื่อก่อนได้แน่ๆ”

“ดีจังเลยเนอะ” พอคล้อยตามไปกับเรื่องใหม่สีหน้าของออสตินก็ค่อยดีขึ้นหน่อย ทำให้ทุกคนที่เป็นห่วงเด็กชายค่อยโล่งใจไปหน่อย

“ถ้ามันสองคนไม่กลับมาได้ฉันจะดีใจมากเลย”

ฮยอนจินพึมพำเบาๆ ทำให้สายตาของสามีและไอรีนพากันจับจ้องมาที่เธอ ฮยอนจินเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดพูดสิ่งที่คิดก็ทำเป็นไม่มีอะไรแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ

ไอรีนคิ้วขมวด มองไปทางหลานทั้งสองที่ไม่ได้ยินสิ่งที่ป้าสะใภ้พูดแล้วกลับมามองหน้าพี่คนโต

“ฉันชักจะเหลืออดกับเมียพี่แล้วนะไรอัน”

“ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไง แกจะให้ฉันทำอะไรได้”

“ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็แค่รักพวกฉันให้มากเท่าที่พี่รักเมียก็พอแล้วค่ะ”

ไอรีนไหวไหล่น้อยๆ แยกไปเอาอาหารเช้าที่เก็บไว้ให้หลานทั้งสอง แกจะได้กินข้าวกันสักที

 

 

 

 

 

“ถึงแล้วล่ะ” ยองแจจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่หน้าฟาร์มแห่งหนึ่ง แจ็คสันที่ซ้อนท้ายก้าวลงจากรถแล้วอุ้มยองจีลงมา เด็กหญิงมีท่าทีไม่พอใจมาก

“รอบคอบดีนะ ทำรั้วซะสูง”

“คงกันผู้ติดเชื้อ ปกติไม่สูงขนาดนี้หรอกคุณ” ยองแจลงจากรถอีกคน เดินไปที่ประตู มองเข้าไปในพื้นที่กว้าง บ้านดูเงียบสงบ

“จะมีใครอยู่หรือเปล่า”

“ต้องลองเข้าไปดูแหละ อ้าวล็อกโซ่ไว้นี่นา” ยองแจจะเปิดประตูตรงรั้วแต่ประตูถูกล็อกโซ่แน่นหนา

“ไหนดูซิ” แจ็คสันเดินไปดูประตู

“ล็อกจากด้านใน”

“แสดงว่ามีคนอยู่สินะ” ยองแจเอ่ยอย่างยินดี หันซ้ายหันขวาเหมือนจะมองหาทางเข้าอื่น

“รั้วสูงแต่ไม่แข็งแรงนัก ปีนข้ามไปจะมันอันตราย คงต้องปีนประตูเข้าไปนี่ล่ะ”

“หรือจะลองเรียกดู”

“จะเรียกให้พวกกัดมากินพวกเราหรือไง ฉันจะส่งนายข้ามไปก่อน ตามด้วยยองจี นายไปรอรับน้องอีกฝั่งละกัน”

แจ็คสันโยนกระเป๋าข้ามประตูไร่เข้าไปก่อนจะหันมาพยักหน้ากับยองแจ

ยองแจเกลียดการปีนจริงๆ เลย แต่ไม่มีทางเลือกเลยต้องขอความช่วยเหลือคุณทหารให้ช่วยส่งตัวขึ้นไปบนประตูสูงให้ได้

มันอาจไม่สูงสำหรับคนอื่นแต่มันสูงสำหรับยองแจ ประตูและรั้วเก่าสูงเท่าความสูงยองแจเลยนะ

“ฉันว่านายควรจะลดความอ้วนนะ ถ้าเราต้องหนีพวกกัดกันไปอีกนานน่ะ”

“คุณไม่พูดฉันก็ไม่คิดว่าคุณไม่อยากคุยกับฉันหรอกนะ” ยองแจหันมาค้อนแล้วพยายามข้ามไปอีกฝั่งให้ได้ คุณทหารหัวเราะขำ

“ลงไม่ได้อ่ะคุณ” นักศึกษาหนุ่มก้มลงบอกแจ็คสันเมื่อนั่งค้างเติ่งบนประตู

“ยกขาอีกข้างข้ามไปสิ แล้วหลับหูหลับตากระโดดลงไปเลย ถ้านายไม่ลงไปยองจีจะลงไปยังไงฮึ”

เอาวะ แค่หลับตากลั้นใจกระโดดลงไปเท่านั้นเอง

ตุบ!

“เป็นอะไรมากไหม” แจ็คสันถามคนที่ร่วงไปกับพื้นแล้วโอดโอยเบาๆ

“ไม่เป็นไรคุณ” ยองแจลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นออกจากกางเกง

“ไม่ได้หมายถึงนาย พื้นน่ะเป็นอะไรไหม”

ยองแจด่าแบบไม่มีเสียง ดูโมโหจริง แจ็คสันหัวเราะขำหนักกว่าเดิมแล้วอุ้มยองจีให้ปีนประตูตามพี่ชายไป

“เลิกมองด้วยสายตาเกรี้ยวกราดแล้วรอรับน้องสาวด้วย”

“ชิ น้องฉันไม่ใช่น้องคุณไม่ต้องมาทำสั่ง”

คุณทหารสุดหล่ออมยิ้มกับเด็กขี้งอน แค่หยอกเล่นนิดหน่อยเองนะ

 

 

 

โทมัสคิ้วขมวดด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูบ้าน

เขาล็อกประตูรั้วไว้ดีแล้วนี่นา ใครมันกล้าเข้ามาในไร่เขา หรือว่าจะเป็นคนที่คิดจะมาขโมยของ?

ชายสูงวัยวางไม้ที่เหลาปลายแหลมเพื่อเอาไปวางไว้ตามรั้วลงข้างตัวแล้วลุกไปหยิบปืนพก

โทมัสค่อยๆ เปิดประตูอย่างระวัง ก่อนที่ผู้มาเยือนจะได้เอ่ยเขาก็ตะโกนออกไปพร้อมหันกระบอกปืนออกไปนอกประตู

“ใคร! เข้ามาในบ้านฉันทำไม!!

เสียงของชายชราทำให้แม่หนูยองจีสะดุ้งเฮือก เธอหลบหลังพี่ชายด้วยความกลัว ยองแจเองก็ผงะเช่นกัน

“คุณปู่ครับ นี่ยองแจเอง แฟนของพี่ซองจิน” ยองแจรีบยืนยันตัวตนก่อนปู่โทมัสจะยิงกระสุนใส่เสียก่อน

โทมัสมองหน้ายองแจก่อนจะค่อยๆ ลดปืนลง

“อ่าว..ยองแจเองเหรอ มาได้ยังไง นั่นพาใครมาด้วย” โทมัสไม่ไว้ใจชายอีกคนที่มากับแฟนของหลานชาย

“คุณคนนี้เขาเป็นทหารครับ ช่วยผมกับน้องไว้ และเขามีเรื่องนิดหน่อยเลยต้องหนีมาด้วยกัน”

“ทหาร?” โทมัสทวนคำ มือที่ลดปืนลงยกขึ้นจ่อไปที่แจ็คสันทันที

“คุณปู่!” ยองแจตกใจแต่ก็ไม่รู้จะห้ามอย่างไร แจ็คสันยกสองมือขึ้นระดับศีรษะ

“คุณปู่เกลียดทหารเหรอครับ” แจ็คสันปากไวเอ่ยถาม โทมัสถลึงตาดุ

“ไม่ต้องเรียกฉันว่าปู่”

“เอ่อ..” เสียงเข้มใส่อย่างนี้คุณปู่ต้องมีปมอะไรแน่เลย

“เขาชื่อแจ็คสันครับ ไม่มีอันตรายหรอกครับคุณปู่ และเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกทหารแล้วด้วย เขาเพิ่งโดนพวกเดียวกันตามล่ามา”

ยองแจช่วยให้แจ็คสันรอดไปก่อน โทมัสมองยองแจ

“คงไปทำอะไรไม่ดีไว้ล่ะสิ”

“ตรงข้ามต่างหากครับ ยองจีจะโดนพวกทหารพาไปเป็นตัวทดลองเพื่อช่วยลูกสาวของนายพล คุณแจ็คสันเลยช่วยเราไว้ เขาถึงได้โดนเพื่อนร่วมอาชีพตามล่าเอาน่ะครับ”

ยองแจเล่าย่อๆ ให้คุณปู่เข้าใจ โทมัสไม่พบอะไรแอบแฝงในดวงตายองแจก็ค่อยคลายใจ

“เข้ามาสิ”

เมื่อโทมัสหันหลังเดินเข้าบ้านไปก่อนยองแจก็ถอนใจอย่างโล่งอก จูงมือน้องสาวตามโทมัสเข้าบ้าน

แจ็คสันปิดประตูบ้านแล้วล็อกให้โดยไม่ต้องให้มีคนบอก เขามองไปรอบบ้านหลังใหญ่

ที่ว่างพวกนั้นเคยแขวนรูปไว้หรือเปล่านะ?

แจ็คสันเห็นแต่รูปที่มีชายสูงวัยกับผู้หญิงอีกคน รูปสมัยก่อนของเธอทำให้รู้ว่าเธอสวยมากทีเดียว แต่รูปที่ทำให้แจ็คสันสนใจที่สุดคงเป็นรูปของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดเครื่องแบบทหารเรือและหญิงสาวหน้าตาสวยในชุดกระโปรงสีฟ้า  ดูเค้าโครงแล้วผู้ชายนี่ต้องเป็นคุณปู่ที่ยองแจเรียกนี่ล่ะ

เคยเป็นทหารแต่ทำไมไม่ชอบทหารนะ?

ยองแจเดินมาลากแขนแจ็คสันไปนั่งที่โซฟาด้วยกันเพราะให้คุณปู่มาเห็นแจ็คสันสำรวจบ้านคุณปู่อาจไม่พอใจขึ้นมาอีก

“อ้ะ กินรองท้องไปก่อนนะ” โทมัสกลับมาที่ห้องนั่งเล่นพร้อมถาดที่ใส่ถ้วยชาสามใบ และมีคุกกี้ธัญพืชอีกจาน ยองแจรีบลุกไปช่วยรับมาวางบนโต๊ะ

“หนูน้อยคนนี้คงหิวแล้ว ปู่จะทำอะไรให้กินนะ หิวไหมคะ” โทมัสวางมือลงบนศีรษะยองจี ลูบเบาๆ อย่างเอ็นดู

“หิวมากเลยค่ะคุณปู่” ยองจีเงยหน้าขึ้นมอง ส่งยิ้มให้โทมัส พอเขาใจดีด้วยก็หายกลัวแล้ว

“ปู่จะทำข้าวให้กิน พาน้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะยองแจ มีเสื้อผ้าติดมาหรือเปล่า”

โทมัสหันไปถามแฟนหลาน ยองแจยิ้มเจื่อน ส่ายหน้า

“ไม่มีเลยครับ”

“งั้นปู่จะไปหาเสื้อผ้ามาให้ก่อนก็แล้วกัน” โทมัสเอ่ยกับยองแจแต่มองแจ็คสันเขม็งจนแจ็คสันหนาวๆ ร้อนๆ

ไม่ชอบหน้าเขาสินะ

พอโทมัสหายไปเอาเสื้อผ้า แจ็คสันก็คุยกับยองแจที่กำลังปลดอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับยิงธนูที่ใส่อยู่ออกจากตัว

“ปู่แฟนนายดุจัง เขาชื่ออะไร”

“โทมัสน่ะ แต่ลูกหลานคุณปู่ก็เรียกว่าปู่ทอมนะ คุณไม่สนิทก็เรียกโทมัสไปนั่นแหละ”

“บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้คุณโทมัสอยู่กับภรรยาสองคนเองเหรอ”

“เปล่านะ ปกติอยู่กับลูกสาวคนเล็กแล้วก็ลูกเขย ครอบครัวของพี่ซองจินจะมาเที่ยวบ้างก็เดือนละครั้ง คุณปู่มีลูกสามคน ลูกชายคนรองกับพ่อพี่ซองจินก็หมั่นมาเยี่ยมแกกับคุณย่าบ่อยๆ ฉันก็ได้มากับพี่ซองจินหลายครั้งอยู่”

“ทำไมไม่เห็นมีรูปครอบครัวเลยล่ะ”

“หืม” พอแจ็คสันทัก ยองแจก็มองหารูปทั่วห้องนั่งเล่นแล้วประหลาดใจ

“อ่าว หายไปไหนหมดนะ จำได้ว่ามีรูปครอบครัวเยอะมากเลยนะคุณ ทั้งรูปลูกและหลาน หลานสาวคุณปู่สวยมากๆ เลยล่ะ ฉันมาทีไรแกก็ชมหลานให้ฟังทุกทีเลย”

“อยากเห็นจัง”

“น้องอายุแค่สิบแปดกับสิบห้าเองนะ”

“แล้วยังไง ก็แค่อยากเห็นว่าสวยแค่ไหน”

ยองแจเบะปาก หยิบคุกกี้มากินบ้าง โทมัสเอาเสื้อผ้าเข้ามาให้พอดี

“นี่ของยองจีอาจจะใหญ่หน่อยนะเพราะเป็นของออสติน ส่วนนี่ของยองแจ และนี่ก็ของนาย” โทมัสส่งเสื้อผ้าให้รายคน

“ขอบคุณครับ” แจ็คสันแปลกใจที่มีของตนด้วย แต่ก็ยื่นมือไปรับแล้วกล่าวขอบคุณ

“จะพักที่นี่กี่วันล่ะ จะไปไหนกันต่อหรือเปล่า”

“ยองแจมาหาพี่ซองจินน่ะครับ คิดว่าเขามาหลบที่นี่”

“อ่อ บ้านเจ้าซองจินมาแล้วและก็ไปแล้วล่ะ”

“ไปไหนหรือครับ”

“ไปค่ายอพยพน่ะ ตอนที่เกิดเรื่องวันแรกๆ ไรอันก็พาครอบครัวมาที่นี่ แล้วมาร์คก็ตามมาด้วย”

“อามาร์คก็ไปที่ค่ายพร้อมลุงไรอันเหรอครับ”

“อื้อ มาร์คพาลูกตามมาหลบที่นี่เหมือนกัน ปู่ก็คิดว่าคงจะพอซ่อนตัวได้จนกว่าโรคระบาดจะจบ แต่มีผู้ติดเชื้อหลุดเข้ามาในไร่เป็นสิบเลยน่ะ ทุกคนก็เลยหนีไปที่ค่ายอพยพกัน”

“ผู้ติดเชื้อหลุดเข้ามา! แล้วคุณปู่อยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ พวกกัดหายไปไหนหมด คุณปู่จัดการคนเดียวเลยเหรอครับ”

ยองแจตกใจและเป็นห่วง โทมัสส่ายหน้าแล้วยิ้มน้อยๆ

“เปล่า ปู่ไม่ได้จัดการเองหรอก สู้ไม่ไหว ปู่ก็หลบในบ้านอยู่กับย่าเขานี่ล่ะ แต่พอพวกไรอันหนีไปวันต่อมาแบมแบมก็ตามมาพอดี เขาช่วยได้มากเลย จัดการพวกกัดให้หมดเลยนะ รั้วนั่นเขากับเด็กที่มาด้วยกันก็ช่วยกันต่อเติมให้ปู่ไว้น่ะ”

“อ้าว ผมนึกว่าอามาร์คมาพร้อมอาแบมแบมเสียอีกครับ”

“เปล่าหรอก เขาพลัดหลงกัน มาร์คก็รอแบมแบมอยู่หลายวันนะ แต่เกิดมีเรื่องพวกกัดเข้ามาในไร่ซะก่อนก็เลยคลาดกันอีกรอบ ไม่รู้ป่านนี้จะเจอกันหรือยัง”

พูดแล้วโทมัสก็เป็นห่วงลูกๆ อยากรู้ข่าวคราว

“ยังไงก็ได้เจอกันแน่นอนครับ คุณปู่อย่าคิดมากเลยนะครับ ว่าแต่คุณย่าอยู่ไหนครับ ผมจะได้ไปทักทายหน่อย”

“ย่าไม่สบายน่ะ พักผ่อนอยู่ในห้อง อย่าไปรบกวนเขาเลยดีกว่า ไปอาบน้ำกันเถอะไป ใช้ห้องซองจินก็แล้วกันนะ ใช้น้ำกันประหยัดหน่อยล่ะ”

“ครับ”

ยองแจพายองจีไปอาบน้ำ แจ็คสันก็ตามไปด้วย มีเรื่องอยากถามแต่ยังไม่รู้จะถามอย่างไรดี

จะบอกว่าผมขอดูรูปลูกสะใภ้คุณหน่อยได้ไหมครับน่ะหรือ คุณโทมัสได้เอาปืนมายิงพอดี

 

 

 

 

 

“เอ้า คุณควรพักหน่อยนะ”

แบมแบมมองขวดน้ำที่ยื่นมาตรงหน้า จากนั้นเหลือบตามองมาร์คที่กำลังเคี้ยวอะไรสักอย่าง

มากินในห้องแล็บเนี่ยนะ ไม่กลัวอะไรเลยหรือไง

“คุณกินอะไรอยู่”

“ถั่วกระป๋อง ไปเจอที่ตึกข้างๆ น่ะ” มาร์คใช้นิ้วหัวแม่มือชี้ข้ามไหล่ไปด้านหลังเพื่อบอกตำแหน่งเจ้าถั่วกระป๋อง

“คุณออกไปหาของกินมาเหรอ” ถึงว่าล่ะ แค่ไปสำรวจชั้นสองหายไปซะนานเชียว

“อืม ผมหิวนี่นา หามาเผื่อด้วยนะ”

“แถวนี้ยังมีของกินเหลืออยู่อีกเหรอเนี่ย” แบมแบมไม่อยากเชื่อ สภาพแถวนี้ดูเหมือนถูกกวาดของไปหมดแล้วนะ

“มันหมดอายุมาสองวันแล้วน่ะ”

“เอ๋?”

“แค่กินได้ก็พอแล้วนี่” มาร์คยักไหล่ ใครจะสนว่ามันหมดอายุแล้ว

ทำให้ท้องชินกับของพวกนี้ไว้ก็ดีนี่นา ต่อไปอาหารขาดแคลน มีอะไรให้ประทังชีวิตได้จะได้ไม่เป็นไรไง

“แต่

“ทำไปถึงไหนแล้ว”

มาร์คเอ่ยขัด เปลี่ยนเรื่องก่อนแบมแบมจะร่ายยาวเรื่องโทษของอาหารหมดอายุให้เขาฟัง กินเข้าไปแล้วไม่อยากอาเจียนออกมาหรอกนะ เสียดายของ

“เหลืออีกสามตัวอย่าง”

“เหรอ รีบทำเข้าสิจะได้รีบกลับ แล้วตัวอย่างที่ตรวจเสร็จเป็นไงบ้าง ได้คำตอบหรือยังว่าคือไวรัสอะไร”

มาร์คเปิดขวดน้ำป้อนภรรยาที่เปิดหน้ากากออกเพื่อดื่มจะน้ำ แบมแบมจะเอื้อมมือคว้าขวดมาดื่มเองแต่มาร์คยกแขนขึ้นสูงเพื่อหนี

แบมแบมถอนหายใจ ยอมกินน้ำที่สามีป้อน

แบมแบมอดข้าวได้แต่ยังไงก็อดน้ำไปด้วยไม่ได้อยู่ดี

“ได้แล้ว”

“จริงเหรอ?!

 มาร์คสนใจเมื่อแบมแบมหาคำตอบได้แล้ว แต่ดูสีหน้าภรรยาไม่ค่อยดีนะ

“เป็นเชื้อร้ายแรงมากเลยเหรอ” มาร์คลองเดาดู ถ้าตรวจเจอเชื้อแต่สีหน้าเคร่งเครียดต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ

“เปล่า มันเป็นเชื้อที่ฉันยังไม่เคยเจอน่ะคุณ” แบมแบมซีเรียสมาก ตัวอย่างสิบหลอดที่ตรวจไปผลออกมาเหมือนกัน

“ขนาดคุณยังไม่รู้จักแสดงว่ามันเป็นสายพันธุ์ใหม่” มาร์คเริ่มเครียดตาม

“ใช่ ฉันคิดว่ามันต้องเป็นโคโรน่าไวรัส แต่ผลกลับออกมาว่ามันไม่ใช่ทั้งกลุ่มแอลฟาโคโรน่า เบต้าโคโรน่า หรือแกมม่าโคโรน่า”

มาร์คทำหน้างง ประมาณว่าโคโรน่าไวรัสคืออะไรวะ..

แบมแบมลุกจากเก้าอี้ไปหาปากกาและกระดาษ จากนั้นก็กลับมานั่งที่เดิมแล้วเขียนใส่กระดาษให้สามีดู

“โคโรน่าไวรัสเนี่ยมันถูกค้นพบครั้งแรกตอนปี 1965  เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว มีสายพันธุ์ย่อยเยอะแยะไปหมด และก็ทำให้เกิดโรคได้ทั้งในคนและสัตว์ด้วย  โคโรน่าไวรัสที่ก่อโรคในคนที่เรารู้จักกันก็มีอยู่ 6 ชนิด  ที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดเนี่ยมี 4 ชนิด อีก 1 ชนิดคือโรคเมอร์ส และอีก 1 ชนิดทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซาร์สไงล่ะ”

“อ๋อ”

“และโคโรน่าไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์นี่มาจากสามสายพันธุ์หลักก็คือ แอลฟาโคโรน่า มันจะเป็นไวรัสของพวกค้างคาว หมู และคน เบต้าโคโรน่าเป็นไวรัสของค้างคาวและหนู ส่วนแกมม่าโคโรน่าเป็นไวรัสของสัตว์ปีก หนู และก็สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เข้าใจหรือยัง”

“เข้าใจแล้ว”

“นั่นล่ะ ฉันถึงเครียดอยู่นี่ไงเพราะเดทลิซีมันไม่จัดอยู่ในชนิดไหนที่ฉันเคยเห็นมาก่อนเลย”

“อ่า..

“และที่น่ากลัวกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม” แบมแบมเคาะปากกาบนกระดาษ ท่าทางเคร่งเครียด มาร์คนี่ใจไม่ดีตามเลย

ยังมีอะไรน่ากลัวกว่าการที่ไม่รู้ว่าเดทลิซีมันเป็นสายพันธุ์ไหนอีกเหรอ?

“อะไรล่ะ”

“เชื้อในตัวอย่างที่ได้จากร่างกายไชแอนน์ยังไม่ตาย”

“แล้ว?”

“มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่โฮสต์ตายแล้วแต่เชื้อยังไม่ตาย ตามธรรมชาติของเชื้อโรคที่แฝงในโฮสต์เพื่อเจริญเติบโตน่ะ มันจะเลือกโฮสต์ที่แข็งแรงใช่ไหมล่ะ มันไม่มีทางเลือกโฮสต์ที่ตายแล้ว ฉันสันนิษฐานไว้ว่าไชแอนน์ต้องได้รับเชื้อเดทลิซีตอนมีชีวิตอยู่ แต่พอไชแอนน์ตายเชื้อตัวนี้มันกลับยังสามารถควบคุมให้ร่างกายไชแอนน์ที่ตายแล้วทำงานได้ต่อ ฉันเดาว่ามันคงอาศัยต่อได้ในโฮสต์ที่ตายแล้วเพื่อให้ส่วนหนึ่งของตัวมันที่เจริญเติบโตหาโฮสต์ที่แข็งแรงใหม่จะได้แพร่เชื้อต่อไป ซึ่งตรงนี้ล่ะที่มันน่ากลัว ชีวิตนี้ฉันเพิ่งเคยเจอนี่แหละที่มีไวรัสอาศัยในโฮสต์ที่ตายแล้วได้ แถมยังควบคุมได้อีก”

“น่ากลัวจริงๆ ด้วย” มาร์คคิดตามแล้วขนลุก

“และที่น่ากลัวอีกอย่างคือ พอได้รับเชื้อแล้ว ไม่ว่าจะตายด้วยสาเหตุอะไร ผู้ติดเชื้อจะกลายร่างเป็นผีดิบ จากการตรวจไชแอนน์ฉันค่อนข้างมั่นใจเลยล่ะ”

“ทำไมมันน่าสยองขนาดนี้ล่ะ” มาร์คอยากจะบ้าตาย

“ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันถ้าไม่ได้ดูด้วยตาตัวเอง”

“ถ้าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงและฉลาดอย่างนี้ แสดงว่าเราจะไม่สามารถเอาชนะมันได้เลยใช่ไหม”

“ก็ไม่แน่นะ อาจเอาชนะได้แต่คงต้องวิจัยกันนาน คงใช้เวลาเป็นปีหรือหลายปีเลยมั้ง ฉันยังคิดไม่ออกเลยว่างานวิจัยตัวไหนที่เคยทำสามารถเอามาใช้กับเจ้านี่ได้บ้าง”

“นานขนาดนั้นเชียวเหรอ” มาร์คทวนคำ ครุ่นคิด

“แต่ถ้าเราโชคดีอาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้น่ะ มีอะไรหรือเปล่าคุณ คิดอะไรอยู่ล่ะ”

“ถ้าเราต้องตกอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน เราควรจะเสี่ยงชีวิตไปศูนย์ควบคุมโรคทางใต้หรือเปล่า หรือเราควรกลับบ้านแล้วพยายามใช้ชีวิตท่ามกลางพวกกัดให้ได้ดีกว่า คุณคิดว่าไง?”

แบมแบมชะงัก คำถามที่มีทางเลือกของสามีทำให้ตัดสินใจได้ยากเหลือเกินว่าจะไปทางไหนดี

“ที่นี่ยังใช้ไฟได้อีกเหรอเนี่ย?”

เสียงผู้มาใหม่ทำให้หมอและสามีหันไปมอง

 

TBC.

**

หายไปนานเลย ทั้งที่บอกว่าจะมามากกว่าเดือนละสองตอนแท้ๆ

เล็กไม่สบายค่ะ หนักมากด้วย เรื้อรังมากว่าสามอาทิตย์

ตอนนี้ยังไม่หายเลยค่ะแต่ดีขึ้นบ้างแล้ว

เล็กไม่สามารถจ้องจอคอมได้นาน เพราะจะปวดหัวและคลื่นไส้

บางวันอ่านหนังสือแล้วมาจ้องคอมต่อคืออาเจียน เลยต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

พอดีขึ้นกว่านี้จะมาอัพให้บ่อยกว่านี้นะคะ

เรื่องอื่นรอนิดนะคะ น่าจะอัพได้อาทิตย์นี้ค่ะ

มีคนอ่านรอมายบอยเฟรนด์และเรื่องอื่นๆ อยู่ด้วย ขอโทษค่ะ T_T

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 128 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. #2497 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 01:11
    กลับมาอ่านอีกครั้งเมื่อ 2ปีก่อนที่อ่าน ตอนนั้นยังไม่รู้สึกอะไรกับเชื้อไวรัส พอมาปีนี้ ว้าววว โคโรน่า OMG ตรงกับปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญอยู่เลย และคาดว่าอีกนานกว่าจะหายไป เป็นปีแหละ แต่คนจะปรับตัวได้และใช้ชีวิตไปกับมัน เฮ้อออออ!
    #2,497
    0
  2. #2493 GoBBliN G (@chira6060) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 02:57
    เพิ่งได้มาตามอ่าน ฟิคโลกอนาคตมากเลยค่ะ แต่งไว้หลายปีแล้วเราเพิ่งได้มาอ่านเจอโคโรน่าเข้าไป ขนลุกเลย 😂 ข้อมูลแพทย์แน่นมากเลบค่ะ ไรท์เตอร์เป็นหมอหรือเปล่าคะ
    #2,493
    0
  3. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:41
    นั่นใครรรรรร!!!

    และขอต้อนรับสู่..... 'Raccoon City'​
    #2,452
    0
  4. #2438 จ้านก็คือจ้าน (@princebunny) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 16:46
    โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ แงงงงงง
    #2,438
    0
  5. #2437 yayun96 (@chenyayun) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 15:56
    แง อ่านเจอเชื้อโคโรน่าตอนสถานการณ์โลกเป็นแบบนี้

    กลัวเด้อออ
    #2,437
    0
  6. #2326 Chiracc (@Chiracc) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 15:37
    โอ้ววววว ใครมาอ่ะ
    #2,326
    0
  7. #2269 jjphile (@110720) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 16:43
    ขอให้พบยารักษาเร็วๆ น้า ชอบพี่คยอมอยู่กับน้องทั้งสองคนจังค่ะ
    #2,269
    0
  8. #2192 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 15:42
    ฮยอนจินเมื่อไหร่จะตาย
    #2,192
    0
  9. #2038 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 00:23

    เกลียดนางมาก ทั้งมาร์คทั้งแบมดูแลให้ขนาดนี้คือแบบ...

    #2,038
    0
  10. #1955 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 22:48
    เกลียดฮยอนจินจริงๆเลย เห็นแก่ตัว แล้วยังไม่เอาใครอีก ไม่ทำประโยชน์แล้วยังเลวอีกนะ รับไม่ได้ แบมแบม หาสาเหตุไปนะ นายต้องทำได้
    #1,955
    0
  11. #1568 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 22:44
    ฮยอนจินทำให้เราฟิวส์ขาดสุดๆเลยตอนนี้ ชอบความมาร์คแบมมมม เขารักเขาดูแลกัน แบมแบมคนเก่งสู้ๆนะคะ ใครจะมาเพิ่มกันล่ะเนี่ย คงไม่ได้มาปล้นหรอกนะ
    #1,568
    0
  12. #1529 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 21:05
    ใครมาอี๊กกก วุ่นวายไปหมด แบมสู้นะรักษาโรคให้ได้
    #1,529
    0
  13. #1480 xstcphpp (@iptmzliaen) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 15:05
    เปิดตอนหน้าฮยอนจินตายคงแบบ เย้
    แต่ใครมาอ่ะ ลางไม่ดีเลย
    #1,480
    0
  14. #1429 Cake__Cake (@Cake__Cake) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 05:17
    ใครมาอ่ะ แบมจะไม่อันตรายใช่มั๊ย
    #1,429
    0
  15. วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 / 14:36
    รู้สึกแบบ แบมฉลาดมากกกกกกกกกกกกกกก ชอบบบบบบบบบบบบบบบบ
    #1,417
    0
  16. #1410 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 22:08
    ใครมา!!!!!!!
    #1,410
    0
  17. #1359 mintmecha (@mintmecha) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 18:28
    ลุ้นๆ รีบมาต่อนะไรท์ ค้าง อิอิ
    #1,359
    0
  18. #1346 ans (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 / 13:03
    กรี้ดดด ใครมา!! ตื่นเต้นทุกบรรทัด ช้อบชอบ รักษาสุขภาพด้วยนะไรท์ เป็นห่วงนะ สู้ๆ
    #1,346
    0
  19. #1345 Vicky Stv (@pastaranun) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 07:41
    ค้างเวอร์
    #1,345
    0
  20. #1344 Bew zi (@sawanya10) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 02:44
    ใครมาอ่า โห่ ค้างมากก สู้ๆค่ะไรท์หายไวๆนะคะ 
    #1,344
    0
  21. #1342 oni (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 04:39
    ลุ้นมากเลยค่ะคุณปู่น่าน่ารักและน่าสงสารมากเลยหวังว่าคุณปู่จะปลอดภัยนะ

    ฮยอนจินนี่ร้ายและเห็นแก่ตัวตลอดเลยนะ ดูต่อไปแล้วกันว่านางจะพาครอบไปเจอความวิบัติแน่

    คิดว่าแน่แบบี้ต้องเจอของจริง เราจะรอสมน้ำหน้านาง

    มาร์คยอมให้แบมศึกษาโรคแล้วด้วย ดีใจนะที่มาร์คอญู่ข้างๆกันแบบนี้

    อีกไม่นานความรักความผูกพันธ์คงจะกลับมาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความรักความอบอุ่นที่ลูกต้องการ

    และใครก็ไม่สามารถแยกครอบครัวนี้ได้อีกเลย
    #1,342
    0
  22. #1341 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 20:54
    รักษาสุขภาพนะคะขอให้หายเร็วๆๆค่ะ^^ ขอบคุณที่ยังมาต่อนะคะ

    สนุกมากๆๆเลยลุ้นมากกกก ยิ่งตอนสุดท้ายคือจะเจอใครอี๊กกกกจะมาดีหรือมาร้ายก็ไม่รู้

    แต่ที่แน่ๆคือเราเกลียดฮยอนจินมากๆๆๆๆๆๆ
    #1,341
    0
  23. #1340 สายรุ้งปลายฟ้า (@mameaw7223) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 19:10
    สงสารคุณปู่เลยง่าาาา
    สู้ๆนะไรท์หายไวไวนะคะ
    เรารออยู่?
    #1,340
    0
  24. #1339 commymb9397 (@commymb9397) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 03:17
    สู้ๆค่ะ ดีใจมากที่อัพ ขอบคุณค่าา
    #1,339
    0
  25. #1338 2524232221 (@2524232221) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 14:05
    สู้ๆนะคะไรท์ รออยู่น๊าาา
    #1,338
    0