ปิดรีปริ้นท์(GOT7) Snow Drop Markbam,Bnior,Jackjae

ตอนที่ 12 : ตอนพิเศษ Kim Yugyeom

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    21 มี.ค. 60

 


        

            “เฮ้ยูคยอม วันนี้วันเกิดนายนี่หว่า โดดเรียนสักวันไปเที่ยวกันเถอะ!

            เด็กหนุ่มร่างสูงที่กำลังเก็บหนังสือเรียนใส่กระเป๋าเงยหน้ามองเพื่อนที่เดินมายันมือกับโต๊ะเรียนของตน อีกคนนั่งบนโต๊ะเรียนโต๊ะข้างๆ

เจ้าของวันเกิดชั่งใจกับสิ่งที่เพื่อนเสนอ เขาคิดว่ามันไม่ถูกต้องสักเท่าไรที่จะหนีเรียนพิเศษไปเที่ยว

“อ่า..ขอโทษนะ ไม่อยากขาดเรียนน่ะ เอาไว้วันเสาร์ได้ไหม จะไปไหนก็ได้แล้วแต่พวกนาย ฉันเลี้ยงเอง ฉลองย้อนหลังแค่สองวันคงไม่เป็นไร”

“ว่าแล้วว่ามันต้องไม่ไป” คนที่นั่งห้อยขาบนโต๊ะเรียนหัวเราะเบาๆ

คนที่เรียนเก่งที่สุดในชั้นอย่างยูคยอมรึจะยอมแหกกฎของตัวเอง หมอนี่เป็นพวกเนิร์ดนี่นะ วันๆ สนใจแต่เรื่องเรียน เกมก็ไม่เล่น เที่ยวก็ไม่ไป หญิงก็ไม่จีบ พ่อแม่บ้านไหนมีลูกอย่างยูคยอมคงดีใจตาย

สมัยนี้คนเรียนหนักเพื่อสอบเข้าคณะที่เรียนยากๆ มีไม่ถึงครึ่งชั้น เพราะเรียนเฉพาะทางดีกว่าเยอะ เรียนจบก็การันตีได้เลยว่าได้ทำงานแน่ๆ

            แต่ก็นะ พวกมันสมองย่อมถูกส่งเสริมให้ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ยูคยอมก็เป็นหนึ่งในเด็กกลุ่มนั้น

“เอาอย่างที่ว่าก็ได้ จะชวนใครไปบ้างเดี๋ยวจะไปชวนให้”

“แล้วแต่เลย ทั้งห้องก็ได้ ไปกันเยอะๆ สนุกดี”

ยูคยอมไม่สนใจเรื่องเที่ยวเล่นแต่เขาก็ยังอยากมีเพื่อน และอาจเพราะเขาไม่ใช่คนหยิ่งและยินดีที่จะช่วยติวให้เพื่อนๆ ก่อนสอบทุกคนเลยไม่ได้อะไรกับเขามากนัก เขาอยากจะอยู่ในโลกส่วนตัวแค่ไหนก็ได้ แค่ไปนั่งกินข้าวหรือพูดคุยกับเพื่อนบ้างก็ถือว่าโอเค

เด็กหนุ่มสะพายกระเป๋าเป้แล้วออกจากห้องเรียนตามลำพัง ยูคยอมไม่ใช่พวกขี้เหงา เขาอยู่คนเดียวได้และสบายใจดีเสียอีก ถึงกลับกับเพื่อนเขาก็ใช้เวลาเดินหรือรอรถอ่านศัพท์จนไม่ได้คุยกับเพื่อนอยู่แล้ว

“ถึงวันเกิดอีกแล้วหรือเนี่ย ลืมไปเลยแฮะ”

เด็กหนุ่มหยุดอ่านสมุดจดคำศัพท์เพื่อพักสายตา เงยหน้ามองท้องฟ้าฤดูหนาวที่มืดครึ้ม

ขนาดตัวเขาเองยังลืม พ่อกับแม่ก็คงลืมเหมือนกัน

คิดถึงพ่อกับแม่แล้วยูคยอมก็น้อยใจนิดหน่อย ท่านสนใจแต่งาน ซึ่งเหตุผลนี้นี่เองที่ทำให้เขาพาตัวเองไปสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มากๆ จนลืมเรื่องรอบตัวไป

เด็กหนุ่มนั่งรถไฟไปสถาบันเพื่อเรียนเพิ่มเติม สถานที่ที่มีแต่คนเก่งมาเรียนเพื่อให้เก่งขึ้นไปอีก เด็กกว่าครึ่งไม่ได้สมัครใจมาแต่ถูกผู้ใหญ่บังคับ ยูคยอมลงเพียงคลาสคณิตศาสตร์  ใช้เวลาที่นั่นจนถึงแค่สองทุ่มแล้วก็กลับบ้าน พ่อเคยเสนอจะจ้างอาจารย์เฉพาะมาสอนให้ที่บ้านแต่ยูคยอมปฏิเสธเพราะไม่อยากเรียนที่บ้าน มันน่าเบื่อ

พ่อของยูคยอมเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศ แม่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงวิทยาศาสตร์ ทั้งคู่จึงงานยุ่งมาก เราจะได้เจอกันแค่ครั้งเดียวตอนทานอาหารเช้า ถึงวันหยุดก็แยกกันอยู่ ใช้เวลาว่างในความสนใจของตนไป

            “กลับมาแล้วครับ”

ยูคยอมเอ่ยเบาๆ เมื่อกลับมาถึงบ้าน แม้รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีใครอยู่บ้านก็ตาม

            ร่างสูงถอดรองเท้าเก็บเข้าชั้น เดินเข้าตัวบ้านพร้อมเปิดไฟด้วยคำสั่งเสียง

            เด็กหนุ่มเอากระเป๋าไปไว้ที่โซฟาห้องนั่งเล่นแล้วเดินไปที่ห้องครัวหาอะไรกินรองท้องก่อนจะทำมื้อเย็น

          “สุขสันต์วันเกิดจ้ะลูกรัก”

            ยูคยอมสะดุ้งเมื่อเจอพ่อกับแม่ยืนอยู่ในครัว วันนี้ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวที่อยู่บ้านเหมือนทุกวัน

แม่ถือเค้กที่ตกแต่งได้ไม่สวยงามนักพร้อมรอยยิ้มกว้าง ดูจากสภาพยูคยอมคิดว่าแม่ทำเอง ส่วนพ่อก็ยืนอยู่ข้างหลังแม่แล้วจุดพลุกระดาษ เส้นสายรุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว

            “อ่า..” ยูคยอมอึ้งไปเลย แต่ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

“ทำหน้าประหลาดใจแบบนั้นคิดว่าพ่อกับแม่จะลืมล่ะสิ ไม่ลืมหรอกน่า เราจะลืมวันเกิดลูกได้ยังไงล่ะจ๊ะ”

หญิงวัยกลางคนที่ยังสวยมากเอ่ยด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

“ก็คิดแบบนั้นครับ” ยูคยอมก็ยอมรับตามตรง คำพูดของลูกทำให้ทั้งสองคนหัวเราะ

“อธิษฐานสิจะได้มาเปิดของขวัญ พ่อทำอาหารฉลองให้เองเลยนะวันนี้”

ชายวัยกลางคนที่ยูคยอมมีหน้าตาคล้ายเขามากเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ยูคยอมมองไปทางโต๊ะอาหารที่อยู่อีกฟากของเคาน์เตอร์ก็พบอาหารมากมายวางอยู่บนโต๊ะ

เพราะทุกวันมันไม่เคยมี วันนี้เลยไม่ทันสังเกต

ยูคยอมอธิษฐานในใจว่าขอให้ครอบครัวของเราอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าอย่างมีความสุขตลอดไปแล้วก็เป่าเทียนบนเค้ก

คุณคิมโอบไหล่ลูกชายพาไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร ส่วนภรรยาเอาเค้กไปวางบนโต๊ะเพื่อรอเป็นของหวานหลังมื้อค่ำ

“ทำไมวันนี้ถึงกลับบ้านมาจัดงานวันเกิดให้ผมได้ล่ะครับ”

แม้จะเป็นแค่การกินข้าวเย็นธรรมดาไม่ได้ไปฉลองที่ไหนแต่ตอนนี้ยูคยอมมีความสุขมาก เขาได้กินข้าวกับพ่อแม่และพวกท่านก็จำวันเกิดเขาได้อีก

“ทำไมพ่อกับแม่จะกลับไม่ได้ล่ะ ถึงงานจะสำคัญแต่ยูคยอมก็สำคัญกว่านะ และนานๆ เราจะได้กินข้าวเย็นพร้อมกันด้วย เรื่องดีๆ แบบนี้จะพลาดได้ยังไง”

ยูคยอมเดินไปล้างมือขณะที่พ่อตักข้าวให้ทุกคน แม่นั่งลงที่เก้าอี้

“ใช่แล้ว แม่น่ะไม่มีวันลืมวันที่ต้องปวดท้องคลอดหนึ่งวันเต็มๆ หรอกนะ”

“เล่นเอากังวลมากเลยเนอะ เกือบจะได้ผ่าคลอดอยู่แล้วเชียว”

“ตอนนั้นน่ะดื้อ แต่ตอนนี้ไม่ดื้อแล้วนะคะคุณ”

เด็กหนุ่มอมยิ้มขณะฟังพ่อกับแม่คุยกัน เดินมานั่งที่ของตนแล้วเริ่มกินมื้อเย็นที่อร่อยที่สุดในรอบครึ่งปี มันไม่แค่อร่อยแต่มีความสุขมากๆ ด้วย บรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ยูคยอมอยากให้มีทุกวันเลย

หลังอาหารเย็นผ่านไปยูคยอมก็ช่วยแม่เก็บจานชามที่ทานเสร็จแล้วไปใส่ในเครื่องล้างจาน จากนั้นตัดเค้กทานกันเป็นของหวาน ระหว่างที่แม่ตัดเค้กพ่อก็ไปเอาของขวัญมาให้

“พ่อกับแม่ไม่รู้จะซื้ออะไรให้ลูกดีเพราะลูกก็มีทุกอย่างแล้ว เราเลยทำไอ้นี่ให้น่ะ ลองเปิดดูสิว่าชอบไหม”

“ขอบคุณครับ” ยูคยอมรับกล่องของขวัญสีดำคาดริบบิ้นสีทองขนาดกะทัดรัดมาจากพ่อ

“กล่องเล็กจัง อะไรครับเนี่ย” ยูคยอมลองเขย่ากล่องข้างหู 

ซังแทและฮายุนมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน

“แม่ว่าลูกต้องชอบจ้ะ เปิดเลยสิ” ฮายุนดูจะตื่นเต้นกว่าลูกเสียอีก

ยูคยอมแกะกล่องของขวัญออก พอเห็นของขวัญก็หัวเราะออกมาทันที




            สร้อยเงินห้อยด้วยจี้ที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ จี้เป็นโดมแก้วขนาดจิ๋วที่ภายในมีอัญมณีสีเหลืองประจำเดือนเกิดของยูคยอมและรูปถ่ายขนาดเล็ก เป็นรูปของซังแท ฮายุน และยูคยอม รูปครอบครัวรูปล่าสุดที่ถ่ายตอนปีใหม่

“ทำรูปให้เล็กขนาดนี้ได้ยังไงครับเนี่ย” ยูคยอมประหลาดใจมากทีเดียว โดมแก้วจิ๋วใหญ่กว่าหัวแม่มือแค่นิดเดียวเอง

“แพงน่าดูเลยล่ะ แต่สวยนะ เราชอบไหมล่ะ”

“ชอบสิครับพ่อ ชอบมากเลย ขอบคุณมากครับ”

ยูคยอมลุกไปกอดพ่อและแม่คนละที ฮายุนสวมสร้อยคอให้ลูกชาย

เด็กหนุ่มปรารถนาให้มีความสุขแบบนี้ตลอดไป..

แต่คำว่าตลอดไปไม่มีจริง

 

 

 

 

ร่างสูงเพรียวก้าวเร็วๆ ลงบันไดด้วยความรีบร้อน มือก็กดโทรศัพท์มือถือหาสามีไปพร้อมกัน

“รับสิซังแท รับหน่อย”

ภายในกระทรวงยังวุ่นวายเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ดูจะยิ่งมากกว่าเดิมเพราะทุกคนต่างกำลังตื่นตระหนกกับเหตุการณ์โรคระบาด ทุกคนในกระทรวงสวมหน้ากากป้องกันเชื้อโรคทำให้บรรยากาศภายในที่ทำงานแย่ไปใหญ่ แม้จะทำเพื่อความปลอดภัยแต่ก็สร้างความกังวลไปพร้อมกัน เหมือนยิ่งตอกย้ำว่าโลกเรากำลังเผชิญกับปัญหาอีกครั้ง

<ที่รัก ว่าไง>

“คุณไปรับลูกที่โรงเรียนหน่อย เพื่อนฉันที่ทำงานในศูนย์ควบคุมโรคบอกว่าสถานการณ์ของโรคแย่มาก ที่กักกัน..

ฮายุนลดเสียงลง มองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจเธอก็หลบเข้าไปที่มุมตรงทางขึ้นบันไดแล้วเอ่ยต่อ

“เมื่อคืนวานมีผู้ป่วยหนีออกจากที่กักกันผู้ติดเชื้อ เขาควบคุมมันไม่ได้ซังแท! ผู้ป่วยต้องการกลับบ้านและพวกเขาหลายคนก็หนีไปได้ การติดเชื้อมันเหมือนโรคพิษสุนัขบ้าเลยค่ะ คนที่โดนผู้ป่วยกัดหรือทำร้ายจะป่วย ฉันไม่อยากให้ลูกอยู่ที่โรงเรียนเพราะคนมันเยอะเกินไป คุณไปรับลูกทีนะ”

ในเวลานี้ฮายุนห่วงยูคยอมมากที่สุด

<ห๊ะ?! ได้ๆ ผมจะไปรับยูคยอมด้วยตัวเองและจะยกเลิกคลาสให้นักศึกษากลับบ้านด้วย>

“ดีค่ะ”

<คุณล่ะ คุณก็ควรกลับบ้านนะฮายุน>

“ฉันยังกลับไม่ได้ค่ะ ไว้เจอกันที่บ้านนะคะ”

ฮายุนรีบวางสายจากสามีก่อนจะเดินออกไปด้วยท่าทางปกติ

            แต่สิ่งที่เพื่อนของฮายุนไม่ได้บอกเธอคือนอกจากผู้ป่วยที่ถูกกักตัวแล้วยังมีผู้ป่วยที่กลายร่างด้วยที่หนีออกไปได้..และไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เสียด้วย!

 

            แม้การกลายร่างจะใช้ระยะเวลาเป็นชั่วโมงตามสภาพร่างกายของผู้ได้รับเชื้อแต่ละคน แต่ภายในเวลาสามวันจากหลายสิบก็กลายเป็นร้อย โดยที่ผู้ป่วยเหล่านั้นกระจายอยู่ทั่วเมืองเพราะต่างก็กลับไปที่บ้านของตัวเอง!

 

 

 

 

            “นายเป็นอะไรไป หน้าซีดมากเลยว่ะ”

            เพื่อนที่นั่งเรียนอยู่ข้างยูคยอมทักขึ้นด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นเพื่อนผิดปกติ ยูคยอมหลับตาลงยกมือกุมขมับ

“ปวดหัว..

“ไปห้องพยาบาลไหม นายน่าจะไปนอนพักสักหน่อยแล้วก็กินยา”

“อืม” พอยูคยอมพยักหน้าเพื่อนก็ยกมือขึ้นเพื่อขออนุญาตให้ยูคยอมไปห้องพยาบาล

“ฉันไปเองได้..ขอบใจ”

ยูคยอมบอกเพื่อนที่จะช่วยพาไปแล้วเดินออกจากห้องเรียนไปคนเดียว

ทางเดินว่างโล่ง ภายในโรงเรียนเงียบสนิทเพราะทุกห้องกำลังเรียนกันอยู่ เด็กหนุ่มลงบันไดไปที่ชั้นสอง เดินผ่านทางเชื่อมเพื่อไปห้องพยาบาลที่อยู่ทางตึกซ้ายเพราะอาคารเรียนของเขาคือตึกขวา

ยูคยอมคิดว่าตัวเองตาฝาด รถตำรวจและรถพยาบาลแทบจะขับแข่งกันบนถนนหลังโรงเรียน เสียงไซเรนเปิดดังแข่งกันจนได้ยินมาถึงในโรงเรียน

ไม่ได้มีแต่เขาที่ได้ยินแฮะ รุ่นน้องที่นั่งเรียนกันอยู่ในห้องก็ชะเง้อชะแง้มองออกไปนอกห้องเรียนเหมือนกัน

ยูคยอมเดินลงไปจนถึงชั้นหนึ่งผ่านห้องพักครูไปยังห้องพยาบาลสุดทางเดินของตึกซ้าย

“ขออนุญาตครับ” ยูคยอมเปิดประตูห้องพยาบาลแล้วเอ่ยเบาๆ ครูหนุ่มที่ประจำห้องพยาบาลหมุนเก้าอี้มีล้อมาทางหน้าประตู

“เป็นอะไรมาล่ะเรา”

“ปวดหัวครับ”

ครูมองหน้าซีดๆ ของนักเรียนเพื่อดูว่าป่วยจริงหรือแกล้งหาเรื่องมานอนเล่น ดูสภาพแล้วไม่สบายจริงๆ ก็ลุกไปเอายาและน้ำมาให้

“กินยาแล้วนอนพักที่เตียงก่อน รู้สึกดีขึ้นเมื่อไรก็กลับไปเรียนต่อล่ะ ก่อนออกจากห้องก็เซ็นชื่อให้ครูด้วยนะ”

“ครับ ขอบคุณครับ”

ร่างสูงกินยาแล้วก็เดินไปที่เตียงริมหน้าต่างเพื่อนอนพักสักหน่อย เขาดึงม่านปิดเพื่อบังสายตาคนอื่น

หลังจากที่ยูคยอมมาขอยาแก้ปวดกิน ครูห้องพยาบาลก็ได้ทำแผลให้นักเรียนที่ล้มขณะซ้อมบาสอีกหนึ่งรายแล้วก็ว่างจนกระทั่งพักเที่ยง เขาลุกไปดูลูกศิษย์ที่เตียงริมสุด เห็นยูคยอมยังหลับอยู่ก็ออกไปหาข้าวกินที่โรงอาหาร

 

 

 

“ตั้งแต่เช้าแล้วนะ รถตำรวจและรถพยาบาลวิ่งไม่หยุดเลย”  ครูพละวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ผมสกินเฮดบ่นกับบรรดาเพื่อนร่วมงานที่ร่วมโต๊ะอาหาร

“นั่นสิคะ นักเรียนมัวแต่สนใจเสียงนั่นจนไม่เป็นอันเรียน” ครูสอนประวัติศาสตร์สูงวัยเห็นด้วย

“หรือจะเป็นเพราะเรื่องนั้นครับ โรคติดต่อที่ทางการกำลังเฝ้าระวังนั่น คงไม่เกิดเรื่องอะไรที่แย่ๆ หรอกนะ ผมไม่ค่อยเชื่อคำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขเลยว่าพวกเขาจัดการได้จริงๆ”

ครูหนุ่มผู้สอนชีววิทยาท่าทางสุภาพเอ่ยขึ้นมาบ้าง

“ฉันคิดว่าเป็นไปได้มากเชียวค่ะ อะไรก็ไม่รู้ โลกเราเดี๋ยวนี้มีแต่โรคแปลกๆ เต็มไปหมด ขอให้ควบคุมให้ได้จริงๆ ด้วยเถอะ ฉันไม่อยากใส่หน้ากากอนามัยแล้ว น่ารำคาญจะตาย”

ครูสาวสุดเซ็กซี่ผู้สอนคณิตศาสตร์เท้าคางบ่นอย่างเซ็งจัด

“คุณรำคาญเพราะมันบังหน้าสวยๆ ของคุณไปตั้งครึ่งหน้าล่ะสิ”  ครูสอนภาษาอังกฤษวัยชราเอ่ยแซวครูรุ่นลูก ทำให้ทั้งโต๊ะมีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นเบาๆ

“แต่เมื่อพื้นที่กักกันยังปลอดภัย เราทุกคนข้างนอกนี่ก็คงปลอดภัยใช่ไหมครับ ประกาศภาวะฉุกเฉินของทางการทำผมใจคอไม่ดีเลยครับ”

ครูหนุ่มร่างท้วมผู้สอนภาษาเกาหลีพึมพำด้วยความกลัว เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหารขาดหาย

นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนหวังไว้เช่นกัน หวังว่าพื้นที่กักกันจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างยอดเยี่ยม ถ้าเชื้อโรคหลุดออกมาภายนอกคงได้เกิดหายนะแน่

 แต่..ทุกคนไม่ได้เอะใจเลยว่าหายนะที่ว่ามันได้เริ่มขึ้นไปนานแล้ว!

 

 

 

ตรงบริเวณหลังห้องน้ำของโรงเรียน แก๊งอันธพาลกลุ่มหนึ่งกำลังมั่วสุมสูบบุหรี่ แต่มีหนึ่งคนที่ดูอ่อนแรง ท่าทางไม่ค่อยดี

“ทำไมมึงไม่หยุดอยู่บ้านวะ มาโรงเรียนทำไม”  ร่างสูงยืนพิงกำแพง ล้วงกระเป๋ากางเกงมองเพื่อนที่นั่งพิงหลังกับกำแพง หลับตา ไม่ได้อัดควันเข้าปอดเหมือนเพื่อนๆ

“กูไม่อยากให้แม่จับส่งโรงบาล”

“แค่เป็นไข้ไม่ถึงกับนอนโรงบาลหรอกน่า หน้ามึงแย่มากอ่ะ”

“เออน่า กูไม่เป็นไร!” เด็กหนุ่มรวมแรงตวาดออกมาแต่ทำได้เพียงเสียงแผ่วๆ ก่อนจะล้มตัวนอนกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เพื่อนตกใจรีบเข้าไปประคอง

“ไอ้จีอู! มึงเป็นเหี้ยไรเนี่ย พวกมึงไปตามครูเร็ว!

คนที่ประคองจีอูขึ้นพิงซบกับอกตนร้องบอกเพื่อนอีกสองคนที่ยืนงงๆ กับเหตุการณ์

ขณะที่เพื่อนลังเลไม่ยอมไปตามครูเพราะกลัวครูจะทำโทษที่แอบสูบหรี่ จีอูก็ไอออกมาเป็นเลือด

“ไปสิวะ! ไอ้จีอูจะตายอยู่แล้ว!!

พอเห็นเพื่อนกระอักเลือดออกมา หนึ่งในกลุ่มก็รีบวิ่งไปตามครูมาช่วยทันที

“เรียกรถพยาบาลไหมมึง” อีกหนึ่งคนที่เหลือตัวสั่นไม่รู้จะทำยังไง จีอูกระอักเลือดออกมาเยอะมากเลย ต้องเป็นโรคร้ายแรงแน่ๆ

“รอครูมาก่อนเถอะ”

จีอูหายใจติดขัดก่อนจะกระตุกร่างแข็งเกร็ง เพื่อนตาเหลือกเมื่อเห็นจีอูชัก

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย! มึงเป็นอะไรของมึงวะจีอู”

คนที่กอดเพื่อนไว้เริ่มตัวสั่น กลัวเพื่อนจะตายเพราะลมหายใจจีอูแผ่วลงทุกที

“มันเป็นหวัดหรือเป็นอะไรกันแน่วะมึง กูว่าไม่ใช่หวัดแล้ว เมื่อคืนมันบอกว่าโดนคนแปลกหน้ากัดต้นแขนตอนกลับจากร้านสะดวกซื้ออ่ะ มันถีบเขาแล้ววิ่งกลับบ้านอ่ะมึง อาจจะเกี่ยวกันก็ได้นะโว้ย อาจจะเกี่ยวกับโรคระบาด!

เพื่อนอีกคนนั่งยองปลดกระดุมเสื้อจีอูมือไม้สั่น

“มึงจะทำบ้าอะไร เกี่ยวไรกับแผล จีอูคงไปเจอคนบ้าเข้า มึงก็เพ้อเจ้อ..จีอู..ไอ้จีอู!

ร่างสูงหยุดด่าเพื่อนเมื่อรู้สึกว่าคนในอ้อมแขนนั้นแปลกไป หน้าอกที่เคยสะท้อนขึ้นลงเพราะลมหายใจมันหยุดนิ่ง

“อะ..มัน..

เพื่อนที่ปลดเสื้อจีอูหยุดมือเมื่อแขนจีอูตกห้อยโดนพื้น ร่างแน่นิ่งไป เขามองหน้าคนที่ประคองจีอูไว้ด้วยความตกใจ

“มะ..ไม่จริง กูไม่เชื่อหรอก ไม่จริง!

ร่างสูงวางจีอูลงกับพื้นแล้วใช้สองมือกดลงที่หน้าอกเพื่อปั๊มหัวใจตามที่ครูเคยสอนมา

“จีอูมึงอย่าเล่นแบบนี้สิวะ! หายใจสิจีอู กูบอกให้มึงหายใจไง”

ผ่านไปหนึ่งนาทีร่างสูงที่ปั๊มหัวใจก็ยิ้มออกเมื่อเพื่อนลืมตาขึ้น อีกคนที่ลุ้นดูการช่วยชีวิตก็ยิ้มออกมาเช่นกัน

“จีอูมึงยังไม่ตาย..โอ๊ย!

คนที่คิดว่าเพิ่งช่วยชีวิตเพื่อนได้ร้องลั่นเมื่อจีอูลุกขึ้นมาแล้วคว้าคอเขาไปกัด

“โอ๊ย! กูเจ็บนะจีอู ปล่อยสิวะ!

คนโดนกัดพยายามผลักไสเพื่อนที่จู่ๆ ก็คลั่งออกไป เด็กหนุ่มร่างเล็กรีบเข้ามาช่วยยื้อจีอูออกจากเพื่อนร่างสูงแต่พละกำลังของเด็กหนุ่มที่แข็งแรงสองคนยังไม่อาจสู้กับคนป่วยเพียงคนเดียวได้เลย

เพราะแรงยื้อทำให้จีอูฉีกกระชากเนื้อบริเวณต้นคอของเพื่อนได้สำเร็จ เลือดข้นคลั่กทะลักออกจากบาดแผลฉกรรจ์ ร่างสูงที่โดนกัดเซล้มไปกับพื้น หายใจแรง

“อะ..

“มะ..ไม่..นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ”

หนุ่มตัวเตี้ยยืนมองเพื่อนที่ใช้มือกดบาดแผลที่คอไว้จนเลือดไหลผ่านร่องนิ้วสลับกับคนที่มีเลือดและเนื้อเต็มปาก รู้สึกอยากอาเจียนกับเหตุการณ์ที่เหมือนหนังสยองขวัญที่เคยดู

สมองสั่งให้วิ่งแต่ขาไม่ยอมไป กลัวจนขาแข็งแต่เมื่อจะถอยหลังหนีก็สายไปเสียแล้ว จีอูกระโจนเข้าหาจนเขาล้มหงายก่อนจะโดนกัดเข้าที่หน้าไปอีกคน

“โอ๊ย! ช่วยด้วย! ออกไปนะจีอู ออกไป!!

เด็กหนุ่มร้องโวยวายออกมาด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บเมื่อจู่ๆ เพื่อนก็เป็นบ้ากัดหน้าตน

 

 

 

“นี่มันอะไรกันเนี่ย!

ครูสาวหวีดร้องด้วยความตกใจเมื่อวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุ ตรงหน้าเธอคือนักเรียนทั้งสามที่เลือดอาบหน้าอาบตัว โดยที่หนึ่งในนั้นกำลังกัดกินหน้าท้องของเพื่อนเหมือนจะพยายามกินไปให้ถึงอวัยวะภายใน

กินจริงๆ..เขาเคี้ยวเนื้อของเพื่อนโดยไม่สะทกสะท้านสักนิด

ขาเรียวบนส้นสูงค่อยๆ ก้าวถอย สายตาจับจ้องที่เหตุการณ์ชวนอ้วกแล้วหันหลังวิ่งหนีทันที ทำให้นักเรียนที่วิ่งไปตามเธอมาต้องหนีไปด้วย จีอูหันไปทางเสียงฝีเท้านั้นแล้วผละจากเพื่อนลุกตามไป!

 

 

 

ครูสาววิ่งไปถึงห้องฝ่ายปกครองแล้วถลาไปหาครูสูงวัยผู้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายปกครองที่นั่งบนเก้าอี้ทำงานทันที นักเรียนที่ตามมาด้วยจับชายเสื้อครูสาวแน่นด้วยความกลัว

“ตะ..ตามตำรวจเร็วค่ะ รถพยาบาลด้วย คิมจีอูห้อง3-Dทำร้ายเพื่อนจนเสียชีวิตที่หลังห้องน้ำ!

เธอเอ่ยกับเขาปากคอสั่น ยังไม่หายหวาดกลัวกับภาพสยองติดตา เรื่องร้ายแรงจากปากเธอทำให้ครูฝ่ายปกครองถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ

“อะไรนะ! เหตุการณ์เป็นยังไงไหนเล่าซิ”

“ขะ..เขา..เขากินเพื่อนค่ะ!” หญิงสาวยังคุมสติไม่อยู่ สั่นไปทั้งตัว คำว่ากินจากปากเธอทำให้ครูสูงวัยถึงกับชะงัก มองเธอด้วยความสงสัย

“หา! คุณพูดอะไรของคุณน่ะครูโด”

“ฉันเห็นจริงๆ ค่ะ จีอูกะ..กินเพื่อน กินจริงๆ นะ..ว้าย!

ปึ้ง!

ครูสาวที่เห็นเหตุการณ์สยองกับตาจนขวัญหนีหันไปมองประตูกระจกห้องฝ่ายปกครอง หวีดร้องด้วยความตกใจเมื่อคิมจีอูวิ่งมาปะทะประตูอย่างแรง เพื่อนของจีอูที่หลบหลังครูเริ่มร้องไห้

“เขาต้องเสพยาจนคลั่งไปแล้วแน่ๆ รีบเรียกตำรวจเถอะค่ะ”

หญิงสาวถอยร่นไปแอบอยู่หลังครูอาวุโส เอาตัวบังลูกศิษย์ไว้ด้วย ครูฝ่ายปกครองรีบหยิบโทรศัพท์มาโทรเรียกตำรวจทันที

“สายไม่ว่างเลย” ครูคิมมองนักเรียนที่พยายามทุบประตูเพื่อจะเข้ามาแทนที่จะเปิดประตูเหมือนปกติทั้งที่ประตูก็ไม่ได้ล็อก

มันไม่ผิดวิสัยไปหน่อยเหรอ?

“เราควรเรียกรถพยาบาลด้วยค่ะ มีเด็กบาดเจ็บอีกคน ซึงกิอาการหนักมากคิดว่าจีอูคงทำร้ายเขา”

ครูสาวเพิ่งนึกได้ว่ามีนักเรียนอีกคนโดนทำร้าย ครูคิมหันไปมองเธออย่างตำหนิ

“ทำไมคุณถึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ! ไปตามครูลีมาช่วยจับจีอูด้วย ก่อนที่เขาจะคลั่งทำร้ายเพื่อนมากกว่านี้”

พอดุเสร็จก็รีบต่อสายหารถพยาบาลทันที รอสายนานจนสายตัดไปเองก็ไม่มีคนรับ

“ฉะ..ฉันไม่กล้าออกไปหรอกค่ะ จีอูยังอยู่หน้าประตู”

ครูโดไม่กล้าเสี่ยง ครูคิมถอนหายใจก่อนจะเดินอาดๆ ไปที่หน้าประตูเพื่อจัดการนักเรียนเอง แต่ก่อนเขาจะไปถึงหน้าประตูก็เกิดเรื่องขึ้นที่หน้าประตูโรงเรียนเสียก่อน

เสียงรถชนกับประตูโรงเรียนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ และดึงดูดความสนใจของจีอูให้ผละจากประตูเดินไปทางนั้น

 

 

 

“คุณครับ! เป็นอะไรหรือเปล่า”

ครูลีผู้สอนพละวิ่งเข้าไปดูคนเจ็บที่ติดอยู่ในรถพยาบาล ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอุบัติเหตุก็มามุงดู

เรื่องวุ่นวายทำให้เด็กนักเรียนในชั้นออกจากห้องมาดูกันที่ระเบียง

ผู้บาดเจ็บที่เป็นคนขับรถหายใจรวยริน มือที่เปื้อนเลือดพยายามคว้าคอเสื้อของครูลี เขาใส่ชุดป้องกันเชื้อโรคตั้งแต่หัวจดเท้า

“ใจเย็นๆ นะครับผมจะช่วยออกมาเดี๋ยวนี้ นี่พวกเธอมาช่วยกันหน่อย!

ครูลีที่พยายามงัดประตูรถของชายคนนั้นตะโกนร้องเรียนลูกศิษย์ที่ลงมาเล่นกีฬากันในสนามในชั่วโมงพละ เด็กนักเรียนชายหลายคนวิ่งเข้ามาช่วย

“ผู้..ผะ..ผู้ป่วย..หลัง..

คนขับพยายามจะพูดออกมาทั้งที่เลือดทะลักเต็มปาก ครูลียื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อหวังจะฟังให้ถนัด

“หยะ..อย่า..เปิด”

“อย่าเปิดอะไรครับ มีผู้ป่วยอยู่เหรอ!” ครูลีตกใจ ถ้ารถพยาบาลคันนี้มีผู้ป่วยหนักก็แย่น่ะสิ รถชนคงทำให้ผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือนอาจจะถึงแก่ชีวิตก็ได้!

“พวกเธอพยายามช่วยเขาออกมาให้ได้นะ ครูจะไปดูผู้ป่วยในรถ” ครูลีสั่งนักเรียนแล้วผละไป เจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บรวบรวมแรงตะโกน

“ไม่!

สายไปเสียแล้ว ทันทีที่ครูลีเปิดประตูท้ายรถพยาบาล ผู้ติดเชื้อหกคนก็หันมาทางเขา สภาพร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสอวัยวะแตกหักขาดวิ่นทำให้ครูลียืนตะลึง เขามองไปด้านในก็พบเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันเชื้อคนหนึ่งกำลังโดนหนึ่งในคนพวกนั้นลากไส้ออกมากัด..

ร่างสูงใหญ่ผงะถอยด้วยความตกใจ ก่อนจะล้มหงายเมื่อผู้ติดเชื้อกระโดดออกจากรถโถมเข้าใส่

“อ๊าก!

 

 

 

ชาวบ้านที่มุงดูในตอนแรกรีบหนีกันจ้าละหวั่นเมื่อเห็นว่าครูพละโดนรุมฉีกทึ้งกัดกินอยู่ตรงนั้น นักเรียนที่ได้ยินเสียงครูร้องรีบวิ่งมาดู หนึ่งในนั้นพอเห็นว่าครูถูกรุมทำร้ายก็รีบเข้ามาช่วย ก่อนจะโดนดึงเข้าไปแล้วโดนกัดไปด้วย

“หนะ..หนี..

ครูลีที่โดนกัดแทะไปทั่วร่างใช้แรงสุดท้ายก่อนตายร้องบอกนักเรียนอีกสามสี่คนที่จะเข้ามาช่วยตนและเพื่อนอีกคนที่โดนกัด เหล่านักเรียนชายทั้งหมดเห็นเหตุการณ์สยองอย่างนั้นก็รีบวิ่งหนีเข้าไปในโรงเรียนทันที

เสียงโวยวายด้วยความหวาดกลัวของพวกเขาทำให้ผู้ติดเชื้อทั้งหมดละความสนใจจากครูลีและนักเรียนเคราะห์ร้ายตามเข้าไปในโรงเรียน

 

 

 

เสียงหวีดร้องดังขึ้นไปทั่วเมื่อนักเรียนในสนามหนีผู้ติดเชื้อเข้าไปในอาคารเรียน นั่นเท่ากับลากความตายเข้ามาให้เพื่อนๆ ในชั้นถึงที่ ทุกคนต่างสับสนและตื่นตกใจเมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะได้เจอ คนที่บาดเจ็บสาหัสจนน่าจะตายไปแล้วแต่กลับไม่ตายไล่ล่าเพื่อกัดกินใครก็ตามที่หนีไม่ทัน

แม้ผู้ติดเชื้อจะมีจำนวนน้อยแต่ก็สร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัวให้ทุกคน เพราะแม้จะมีคนใจกล้าพยายามสู้และทุบตีแต่พวกเขาก็ไม่ตาย ไม่เจ็บ นั่นยิ่งทำให้ทุกคนที่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ไม่มีใจจะสู้ ได้แต่หลบซ่อนหรือหนีเอาตัวรอด

ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความหวาดกลัวของมนุษย์อีกแล้ว

“แม่งเอ๊ย! เราต้องหนีแล้ว กลับบ้าน เราต้องกลับบ้าน”

นักเรียนห้อง 2 – A ที่ยังรวมกลุ่มกันอยู่อีกครึ่งห้องได้แต่ปิดประตูหน้าต่างและเก็บตัวเงียบ เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวดดังอยู่ตรงทางเดินจนพวกเขาไม่กล้าออกไปไหน

“แกจะออกไปยังไง คนบ้าที่ตัวขาดรุ่งริ่งเที่ยวไล่ฆ่าคนมีกี่คนเราก็ไม่รู้!

เพื่อนหญิงอีกคนเอ่ยออกมา เธอลงไปซื้อขนมที่ร้านขายของเลยได้เห็นเหตุการณ์กับตา คนคลั่งคนหนึ่งที่เดินกะเผลกโถมใส่ครูที่สอนเคมีแล้วกัดแก้มเขาจนเนื้อหลุดออกมาทั้งชิ้นเลย! น่าสยดสยองเป็นบ้า

“โทรแจ้งตำรวจสิ”

“โทรแล้วแต่ไม่มีใครรับสายเลย มีฆาตกรบุกโรงเรียนตั้งหลายคนคงมีใครแจ้งไปแล้วล่ะ เราควรรอก่อน” จีมิน หัวหน้าห้องสวมแว่นสายตาเอ่ยขึ้น

“ทำไมครูใหญ่ไม่ประกาศให้กลับบ้านวะ หรือว่าโดนฆ่าไปแล้ว”

นักเรียนที่นั่งอยู่หลังห้องเอ่ยขึ้นเบาๆ คำพูดของเขาทำให้เพื่อนทุกคนหน้าซีดกว่าเดิม

“ถึงครูไม่ประกาศเราก็ควรกลับบ้าน ฮึก..ฉันไม่อยากโดนทำร้ายอยู่ที่นี่นะ ฉันอยากกลับไปหาแม่”

นักเรียนหญิงที่ขี้กลัวเอ่ยทั้งน้ำตา

“ฉันเห็นด้วย เราควรกลับบ้าน เราจะออกไปหลังโรงเรียนกัน ไปพร้อมกันหมดนี่เลย ถ้าเจอฆาตกรบ้านั่นเราจะช่วยกันสู้!

หัวโจกของห้องเห็นด้วย และส่งเสียงดังขึ้นอีกนิดเพื่อปลุกใจเพื่อนแต่ไม่ดังจนเกินไปจนได้ยินไปถึงนอกห้อง

ทุกคนมองหน้ากันไปมาก่อนจะพยักหน้าว่าเอาด้วย

“เดี๋ยวนะ! เราลืมใครไปหรือเปล่า ยูคยอมล่ะ! ยูคยอมอยู่ห้องพยาบาล”

เพื่อนสนิทของยูคยอมเอ่ยอย่างนึกขึ้นได้ เซฮุนเด็กหนุ่มหัวโจกที่มีพลาสเตอร์ยาแปะคิ้วหน้านิ่ว

“แล้วไง แกจะไปช่วยมันเหรอ โทรไปหามันสิ แต่โรงเรียนโกลาหลแบบนี้มันอาจจะรู้แล้วหนีกลับบ้านไปแล้วก็ได้”

“ฉันจะไปหามัน”

“แกจะไปตายหรือไง โทรไปหามันซะแล้วให้มันหนีเอาเอง มันหนีง่ายกว่าเราอีก มันอยู่ชั้นหนึ่งแต่เราอ่ะอยู่ชั้นสามนะไอ้งั่ง!

“ผมคิดว่าคุณควรทำตามที่เขาบอก..ยูคยอมไม่เป็นไรหรอก แต่เราควรจะคิดหนีได้แล้ว หาของในห้องที่พอจะใช้ป้องกันตัวได้เถอะ เราจะให้ผู้หญิงอยู่ตรงกลางแล้วเราก็จะเดินล้อมพวกเธอไว้นะ”

หัวหน้าห้องหันไปพูดกับเพื่อนสนิทยูคยอมเห็นด้วยกับหัวโจก เตนล์จะอ้าปากค้านแต่เพื่อนคนอื่นส่ายหน้า

“โธ่เว้ย!

ถ้าทิ้งเพื่อนจะกล้าเรียกตัวเองว่าเพื่อนกันได้อีกเหรอวะ!

 

 

 

 

นักเรียนห้องสองเอใช้ของเท่าที่มีในห้องเป็นอาวุธป้องกันตัว นักเลงหนุ่มมีไม้เบสบอลอะลูมิเนียมเดินนำหน้าเพื่อนๆ ที่จัดแถวล้อมเด็กนักเรียนหญิงเอาไว้ เขาหันไปมองหัวหน้าห้อง เมื่อหนุ่มแว่นพยักหน้าเขาก็ค่อยๆ เปิดประตูห้องเรียนให้เบาที่สุดแล้วแอบมองว่าข้างนอกเป็นไงบ้าง

“เละเทะฉิบหาย” นักเรียนนักเลงเอ่ยเบาๆ ทางเดินโล่งแล้ว โล่งในที่นี้คือไม่มีฆาตกรบ้าตัวเปื้อนเลือดไล่ขย้ำนักเรียนแล้ว แต่มีเพื่อนร่วมชั้นห้องอื่นที่โดนทำร้ายนอนร้องโอดโอยกับพื้น บางคนนอนแน่นิ่งไปแล้ว บางคนก็นั่งพิงกำแพง

เลือดเจิ่งนองตรงทางเดินทำให้คนกล้าถึงกับกลืนน้ำลายหนืดลงคอ แต่เมื่อเพื่อนๆ วางใจให้เขาเป็นผู้นำพาออกไปจากโรงเรียนเซฮุนก็ต้องทำให้ได้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ทุกคนหวังพึ่งพาเขา

เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ ถือไม้ถูพื้น ไม้กวาด ไม้บรรทัดเหล็ก คัตเตอร์ และกรรไกรเป็นอาวุธ

“ชะช่วย..ด้วย”

นักเรียนหญิงห้องถัดไปที่บาดเจ็บเห็นห้องสองเอออกมาก็ยื่นมือสั่นๆ มาข้างหน้าเพื่อขอความช่วยเหลือ

“เราพาเธอไปไม่ได้หรอก แต่เราเรียกรถพยาบาลกับตำรวจมาแล้ว จะบอกให้นะว่าเธออยู่ที่นี่ ห้องเธอมีคนรอดเยอะไหม”

หัวหน้าห้องสองเอรีบก้าวไปหาเด็กสาวที่มีเลือดข้นคลั่กแดงฉานทะลักออกมาจากบาดแผลที่ต้นคอและบ่าขวา

“อือ..มี..ปะ..ไปกัน..แล้ว”

เด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะถูกเพื่อนทิ้งวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันไปหมด เธอหนีไม่ทันเลยโดนหญิงสาวคนหนึ่งคว้าตัวแล้วกัด

“ทำใจดีๆ ไว้นะ กดไว้” หัวหน้าห้องสองเอรีบถอดเสื้อนอกออกมาพับแล้วกดบาดแผลของเธอไว้ จับมือนิ่มให้กดบาดแผลตัวเอง

“รีบมาได้แล้วไอ้แว่น! เราต้องรีบไปแล้วโว้ย”

เซฮุนส่งเสียงกระซิบมา จีมินสะดุ้ง รีบผละจากเด็กสาวผู้บาดเจ็บไปรวมกลุ่ม แล้วทั้งหมดก็ค่อยๆ เดินไปจากตรงนั้นอย่างระมัดระวัง

ทั้งห้องสองเอลงจากชั้นสามมาถึงชั้นล่างได้อย่างปลอดภัยซึ่งถือเป็นโชคดีมาก อาจเพราะนักเรียนมีเป็นพันคนแต่ผู้ติดเชื้อมีเพียงเจ็ดคนทำให้ส่วนมากหนีรอดจากการแพร่เชื้อไปได้

“ฉันจะแยกไปห้องพยาบาล”

เตนล์เอ่ยขึ้นเมื่อมาถึงทางแยกระหว่างสองตึก ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันว่าจะไปทางปีกขวาเพื่อทะลุไปลานจอดรถแล้วแล้วออกจากประตูด้านหลังเพื่อกลับบ้าน

“กูว่ามึงไปทางตึกซ้ายไม่ได้แล้วล่ะ..มึงดูโน่น”

เซฮุนยกมือสั่นๆ ชี้ไปตรงทางเดินของตึกซ้าย ชายร่างท้วมที่เนื้อส่วนท้องหายไปจนเห็นอวัยวะภายใน ใบหน้าซีกขวานั่นเหวอะจนเห็นกระดูกชวนขนพองสยองเกล้า เขาเคลื่อนไหวโซเซไปมา

“วิ่ง!

หัวโจกของห้องร้องให้เพื่อนทุกคนวิ่งหนีไปทางระเบียงทางเดินด้านขวา ผู้หญิงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวแต่ก็ลนลานวิ่งตามเพื่อนผู้ชายไป มีคนหนึ่งที่ไม่วิ่งหนีไปตามเพื่อน เตนล์คว้าไม้เบสบอลของเซฮุนแล้ววิ่งเข้าหาชายน่ากลัวคนนั้น 

“มึงจะทำอะไรวะ!” คนที่โดนแย่งอาวุธวิ่งตามไปลากคอเสื้อเตนล์เอาไว้ก่อนมันจะวิ่งไปหาที่ตาย

“กูจะไปหายูคยอม!

“กูไม่ให้ไป!

เตนล์โดนลากคอกลับไปอีกทาง เขาพยายามดิ้นรนจนหลุดแล้วตรงเข้าไปหวดไม้เบสบอลกับชายน่ากลัวคนนั้นจนเซไป

แต่พอจะวิ่งผ่านร่างนั้นไปเตนล์ก็โดนคว้าแขนเอาไว้ได้ ก่อนที่ชายคนนั้นจะยื่นหน้ามาเพื่อฝังรอยฟันลงบนผิวขาวๆ ของเด็กหนุ่ม

“ไอ้เหี้ย!” เตนล์สะบัดตัวออกอย่างแรงแล้วถีบชายคนนั้นเต็มแรงจนร่างที่บาดเจ็บล้มกลิ้งไป เขาเงื้อไม้เบสบอลจะฟาดอีกทีนักเลงประจำห้องสองเอก็เข้ามาฉุดกระชากเขาไว้

“มึงอยากตายหรือไง มานี่!

“แต่ไอ้ยูค..

“ถ้ามันปลอดภัยยังไงมึงก็ต้องได้เจอมันอีก อ๊ะ!

หัวโจกของห้องร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อโดนกระชากจากคนตายที่ยังเคลื่อนไหวจนเซไปข้างหลัง เร็วเกินกว่าเตนล์จะร้องเตือนทัน

สัญชาติญาณของนักสู้ในตัวเด็กหนุ่มทำงานอัตโนมัติ เขาศอกใส่ผีดิบแล้วสะบัดตัวออกมาก่อนจะโดนฝังคมเขี้ยวแล้วเตะเข้ากลางลำตัวอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซล้มไปอีกครั้ง ฉวยจังหวะนั้นลากข้อมือเตนล์ให้วิ่ง

“เหี้ยเอ๊ยกางเกงกูเปื้อนหมด มึงเห็นไหมว่าไอ้บ้านั่นไม่เป็นไรเลย โดนฟาดยังลุกมาได้ หนีก่อนเรื่องไอ้ยูคค่อยว่ากัน!

เตนล์เกือบล้มหน้าทิ่มตามแรงกระชากแต่ก็จำต้องวิ่งตามไปอย่างไม่มีทางเลือกแม้จะห่วงเพื่อนมากก็ตาม

รอดไปให้ได้นะไอ้ยูคยอม อย่าบาดเจ็บล่ะ!

 

 

 

 

ซังแทร้อนใจและหัวเสียเมื่อรถไม่สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ มีตำรวจออกมาตั้งด่านกักไม่ให้รถทุกคันไปยังถนนหน้าโรงเรียนมัธยมของลูกชาย

ไม่เพียงแค่ซังแทแต่มีอีกหลายคนที่ไม่พอใจ ข่าวที่มีคนคลั่งเที่ยวทำร้ายคนไม่เลือกหน้าเพ่นพ่านทั่วเมืองในตอนนี้ก็ทำให้คนหวาดกลัวและประสาทเสียกันมากพอแล้ว ไม่ใช่แค่เขตนี้ เขตอื่นก็เช่นกัน ถนนหลายสายเป็นอัมพาต มีรถตำรวจและรถพยาบาลวิ่งกันขวักไขว่จนประชาชนตื่นกลัวว่ากำลังเกิดเรื่องร้ายแรง

“ไม่ได้ครับ ตอนนี้ที่หน้าโรงเรียนไม่ปลอดภัย กรุณาใช้เส้นทางอื่น!

เสียงของเจ้าหน้าที่ตะโกนโหวกเหวกกลับมา แต่อะไรก็ไม่ทำให้ซังแทตกใจเท่ากับการที่มีตำรวจถืออาวุธปืนขับรถผ่านด่านเข้าไปคันหนึ่งและตามด้วยรถคันใหญ่อีกคันที่มีเจ้าหน้าที่สวมชุดป้องกันเชื้อหลายคน

มีอะไรทำไมตำรวจต้องใช้อาวุธด้วย หรือที่โรงเรียนของยูคยอมจะเกิดเรื่อง หวังว่าคงไม่ใช่โรคระบาดก็ระบาดในโรงเรียนหรอกนะ เขาโทรหายูคยอมไม่ติดด้วย!

ซังแทตัดสินใจลงจากรถเพื่อจะเดินเข้าไปแต่ก็ถูกตำรวจกั้นเอาไว้เสียอีก

“ผมต้องไปหาลูกที่โรงเรียนนั่น คุณต้องให้ผมผ่านไป!

“บอกแล้วไงครับว่ายังไม่สามารถไปได้”

“มันเกิดอะไรขึ้น ที่โรงเรียนมีการระบาดหรือเปล่า”

“เราได้รับรายงานว่ามีรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุหน้าโรงเรียนและมีผู้ป่วยโรคระบาดหลุดเข้าไปในโรงเรียนครับ ตอนนี้เราต้องกักกันพื้นที่โรงเรียนเอาไว้ห้ามใครเข้าหรือออก เพราะฉะนั้นกรุณากลับไปด้วยจนกว่าเจะเคลียร์พื้นที่โรงเรียนจนสะอาดแล้ว”

เจ้าหน้าที่หน้าดุเอ่ยอย่างจริงจังไม่ยอมให้ซังแทผ่านไป ชายกลางคนใจหล่นวูบ นึกห่วงลูกชายเพียงคนเดียวจับใจ

“อะไรนะ! คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้นะ ข้างในมีนักเรียนเป็นพันคน คุณจะขังพวกเขาไว้กับพวกผู้ป่วยไม่ได้! ต้องมีคนที่ไม่ติดเชื้อและพวกนักเรียนต้องได้กลับบ้าน”

ซังแทพยายามจะผ่านด่านกั้นเข้าไปแต่ตำรวจไม่ยอม เขาผลักซังแทเสียจนกระเด็นลงไปนั่งกับพื้น ซังแทมองเขาด้วยความไม่พอใจ

“พวกคุณไม่มีสิทธิ์กักตัวนักเรียนไว้ในโรงเรียน!

“ในโรงเรียนมีโรคระบาด เราให้พวกเขาออกมาไม่ได้!

ไม่เพียงแค่ซังแทที่กลัดกลุ้มกังวลใจ ประชาชนหลายคนที่ถูกกักและไม่สามารถผ่านถนนสายนี้ไปได้ก็ต่างพูดคุยกันถึงเรื่องนี้

ไม่ว่าที่ไหนก็เจอแต่เจ้าหน้าที่ที่บอกว่ามีการแพร่เชื้อของโรคระบาด เรียกได้ว่าทั่วทั้งเมืองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด

 

 

 

 

ยูคยอมสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายด้านนอก เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง รูดม่านออก

ครูไม่อยู่นี่นา แล้วข้างนอกมีอะไรกันนะ

ยูคยอมหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาเปิดเครื่อง เขาปิดเครื่องตั้งแต่เช้าเพื่อจะได้ไม่รบกวนการเรียน ตอนมานอนที่ห้องพยาบาลก็ลืมเปิดเครื่องเอาไว้

เด็กหนุ่มตกใจเมื่อเห็นว่ามีหลายสายที่ไม่ได้รับ ทั้งพ่อ แม่ และเพื่อนสนิทด้วย มีอะไรกันนะถึงได้พร้อมใจกันโทรหาเขาเกือบยี่สิบสายในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย

ยูคยอมตัดสินใจโทรหาพ่อก่อนเพราะยังไงเพื่อนก็อยู่ในโรงเรียน เดี๋ยวกลับห้องไปถามก็ได้ว่ามีเรื่องอะไร

<ยูคยอม! โอ้พระเจ้า! ในที่สุดลูกก็โทรมา>

ปลายสายดีใจมากที่ติดต่อยูคยอมได้สักที ยูคยอมยังมึนงงที่น้ำเสียงพ่อฟังดูดีใจมาก

“พ่อโทรหาผมทำไมเหรอครับ” ยูคยอมพูดสายพลางเดินไปเซ็นชื่อในสมุดบนโต๊ะทำงานของครูห้องพยาบาล ก่อนจะเปิดประตูออก

เด็กหนุ่มตาเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพภายนอก

เพื่อนร่วมโรงเรียนในเครื่องแบบทั้งชายหญิงนอนบ้าง นั่งบ้าง แต่ทุกคนบาดเจ็บ บางคนยังดูปกติแต่บางคนนั้นเข้าขั้นบาดเจ็บสาหัส เสียงโอดโอยดังไปทั่ว

แต่มีคนหนึ่งที่ตรึงสายตาของยูคยอมไว้ได้ นักเรียนชายคนหนึ่งกำลังโดนกัดกินอวัยวะภายในโดยมนุษย์คนหนึ่งที่บาดเจ็บไม่ต่างกัน แต่คนคนนั้นกลับ..

เด็กหนุ่มรีบปิดประตูห้องพยาบาลแล้วล็อกไว้ มือกำโทรศัพท์แน่น

“พะ..พ่อ..ผมคงไม่สบายมากแน่ๆ เมื่อกี้..เมื่อกี้ผมเห็นนักเรียนบาดเจ็บ บางคนเหมือนตายไปแล้วด้วย!

ยูคยอมเซถอยไปจนชนโต๊ะทำงานของครูพยาบาล หลับตาแน่นแล้วคิดว่าตนอาจจะปวดหัวมากไปและเพิ่งตื่นเลยตาฝาด

<ฟังให้ดีนะยูคยอม ตอนนี้โรคระบาดมันแพร่เชื้อเข้าไปในโรงเรียนลูกแล้ว เจ้าหน้าที่จะกักตัวเด็กนักเรียนเอาไว้จนกว่าจะเคลียร์สถานที่ได้ พ่อเข้าไปรับลูกไม่ได้ตำรวจไม่ยอมให้พ่อเข้าไป ลูกหาทางออกมาได้ไหม ออกมาให้ได้แล้วตรงกลับบ้านเลยนะ พยายามหลีกเลี่ยงคนเจ็บด้วย อย่าถูกทำร้ายหรือโดนกัดเด็ดขาด!>

ร่างสูงกำลังย่อยข้อมูลที่พ่อป้อนให้ฟัง โรคระบาดหรือ..โรคระบาดที่แม่เคยเล่าให้ฟังสินะ โรคที่ทางการควบคุมอยู่ตอนนี้

“ทะ..ทำไมครับพ่อ โรคระบาดเกี่ยวอะไรกับการไม่โดนกัด เชื้อติดต่อผ่านทางน้ำลายเหรอ”

<พ่อก็ไม่รู้หรอกลูก แต่คนที่โดนผู้ติดเชื้อทำร้ายจะตายและกลายเป็นคนป่วยไปด้วย พ่อจะอธิบายยังไงดี ไม่มีเวลาแล้ว รีบหนีออกมาซะยูคยอม หนีออกมาจากโรงเรียนให้ได้นะ หาอะไรป้องกันด้วยเพราะคนป่วยที่คลั่งน่ะน่ากลัวมาก>

“ดะ..ได้ครับ ผมจะรีบกลับบ้าน”

ยูคยอมวางสายจากพ่อแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ของครู เสิร์ชหาข่าวในโทรศัพท์มือถือเพื่อดูว่าตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้น ทำไมเพื่อนร่วมโรงเรียนถึงบาดเจ็บ ทำไมพ่อต้องห่วงเขามากมายขนาดนี้

ยูคยอมเลือกดูรายการข่าวที่กำลังถ่ายทอดสดจากหน้าธนาคารแห่งหนึ่งในย่านการค้า ที่นั่นไม่ไกลจากโรงเรียนเขานัก

ในย่านเขต8 กำลังเกิดจราจลเลยค่ะ! มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากไล่ทำร้ายคนทั่วไปโดยไม่เลือกเป้าหมาย ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเปิดเผยว่ามีผู้ป่วยจากโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่จำนวนหนึ่งหนีออกจากที่กักกันโรคโดยทางการไม่สามารถเปิดเผยจำนวนผู้ป่วยได้ ขอให้ประชาชนทุกท่านหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนและเมื่อพบผู้ป่วยอาการสาหัสอย่าเข้าช่วย..ว้าย!’

เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกเมื่อนักข่าวสาวภาคสนามโดนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าธนาคารกระโจนเข้าใส่ กล้องที่ถ่ายเธอสั่นไหวก่อนจะตกลงกับพื้น แสดงให้รู้ว่าตากล้องของรายการข่าวก็ตกใจมากจนเผลอทำกล้องตก

จะไม่ตกใจได้อย่างไร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยูคยอมเห็นว่าเขานอนแน่นิ่งเหมือนตายไปแล้วผ่านกล้องจู่ๆ ก็ลุกขึ้นโซเซแล้วกระโจนเข้าหานักข่าว

ก่อนสัญญาณถ่ายทอดสดจะตัดไป ภาพสุดท้ายที่ปรากฎคือนักข่าวสาวหวีดร้องอย่างเจ็บปวดเพราะโดนชายคนนั้นกัดเข้าที่บ่า

“มันเรื่องบ้าอะไรกัน โรคระบาดควบคุมไม่ได้เหรอ”

ยูคยอมโทรหาแม่ต่อทันที พ่อบอกให้เขากลับบ้านแสดงว่าพ่อก็คงตรงไปที่บ้านเหมือนกัน

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งที่สวมหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อเดินโซเซเข้ามาในชั้นล็อบบี้ เขาไอออกมาแรงๆ แต่สิ่งที่ออกมาไม่เป็นเพียงน้ำลายแต่เป็นเลือดสดๆ ด้วย

เขาดึงสายหน้ากากอนามัยออกจากหูข้างหนึ่ง ถ่มเลือดใส่มือก่อนร่างจะกระตุกและทรุดฮวบลงกับพื้น

เมื่อจู่ๆ ก็มีคนล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นคนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบเข้ามาดู และหนึ่งในนั้นก็คือฮายุน

ร่างบางเข้าถึงตัวชายคนนั้นก่อน เธอแตะมือลงที่ข้างลำคอของเพื่อนร่วมกระทรวง และเอานิ้วไปขวางตรงจมูก

ไม่มีลมหายใจ ไม่มีการเต้นของชีพจร..

“เป็นยังไงบ้างครับ”

ฮายุนเงยหน้ามองคนที่ทรุดลงนั่งตรงข้ามกับเธอ

“เขา..ตายแล้วค่ะ เรียกรถพยาบาลเถอะ”

“อะไรนะ! เขาตายแล้ว”

การที่มีคนตายในที่ทำงานทำให้ผู้คนรอบบริเวณตกใจมาก

แฮ่..

เสียงครางต่ำและการผงกศีรษะของคนที่หมดลมไปแล้วทำให้ฮายุนก้มมองด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันจะขยับหนีเขาก็คว้ามือเรียวไปกัดทันที

“โอ๊ย!

ชายที่เข้ามาช่วยฮายุนดูอาการของเพื่อนร่วมงานรีบเข้ามาดึงชายหนุ่มที่เพิ่งหมดลมเพื่อช่วยฮายุน

หญิงสาวมองมือตนเองที่ขึ้นเป็นรอยฟันฝังลึกจนได้เลือด หัวใจเต้นระรัว..

ทำไมคนป่วยถึงมีพละกำลังมากพอที่จะกัดเนื้อเธอเข้าเป็นแผลลึกได้ล่ะ ฟันของมนุษย์ไม่ได้แหลมคมขนาดจะกัดเนื้อของสิ่งมีชีวิตได้ขนาดนี้

เมื่อต้องคายมือของฮายุนออกชายผู้ติดเชื้อก็คว้าตัวชายอีกคนแล้วกัดอย่างแรงเข้าไปยังต้นแขนของเขา

หลายคนรีบเข้ามาช่วยห้ามชายที่คลุ้มคลั่งคนนั้นจนโดนกัดกันไปหลายแผล ฮายุนก้าวถอยหลัง กลัววาบขึ้นมาในใจยามมองมือที่ขึ้นรอยฟัน

ทำยังไงดี..เธอติดเชื้อเข้าซะแล้ว

ร่างบางเดินห่างออกมาจากเหตุการณ์วุ่นวายแล้วทรุดลงนั่งกับพื้น หยิบโทรศัพท์มาโทรหาสามีด้วยมือที่สั่นเทา

 

 

 

“อะไรนะที่รัก..คุณ..

ซังแทฟังปลายสายด้วยหัวใจที่หวาดกลัว

ฮายุนโดนผู้ป่วยกัด..

<ฉันจะทำยังไงดีคะ ฉันควรไปโรงพยาบาลใช่ไหม ไปอยู่ในศูนย์กักกัน>

“ไม่ได้นะ! ถ้าคุณไปคุณจะไม่ได้ออกมาอีก ผมไม่อยากให้คุณไป”

ซังแทโซเซไปชนกับท้ายรถของตน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภรรยาของเขาก็โดนกัด ทำไมโรคถึงไประบาดในกระทรวงได้

<แต่ฉันกลับบ้านไม่ได้! ฉัน..ฉันไม่รู้ว่าเมื่อไรอาการจะกำเริบและฉันไม่อยากคลุ้มคลั่งจนทำร้ายคุณและลูก>

ปลายสายเสียงเครือสะอื้น ซังแทตันไปหมด คิดอะไรไม่ออกเลย

“กลับบ้านเถอะที่รัก โทรไปถามเพื่อนสิว่าผู้ป่วยจะใช้เวลาในการเกิดอาการคลั่งหลังได้รับเชื้อนานเท่าไร บางทีอาจจะมีทางรักษา”

<ฉันไม่อยากกลับบ้าน ฮึก ฉันห่วงยูคยอม ตอนนี้ลูกเป็นไงบ้าง ออกจากโรงเรียนหรือยัง คุณได้เจอลูกหรือยังคะ>

“ที่นี่โดนเจ้าหน้าที่กั้นพื้นที่ ผมเข้าไปหาลูกไม่ได้แต่บอกให้ลูกกลับบ้านแล้ว ผมจะกลับไปหาคุณนะฮายุน กลับไปให้ถึงบ้านให้ได้นะ”

<ไม่! ถ้าฉันกลับบ้านยูคยอมจะกลับบ้านไม่ได้เด็ดขาด>

“แล้วคุณจะให้ลูกไปที่ไหนล่ะ ไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่าบ้านเราอีกแล้วนะ”

<ฉันจะไปศูนย์กักกัน>

“ถ้าอย่างนี้ล่ะ คุณไปบ้านแล้วกักตัวเองไว้ในห้องก็ได้นี่นา บางทีคุณอาจจะแค่ติดเชื้อแต่ไม่คลั่งก็ได้นะ”

ซังแทยังเหลือความหวังแต่ปลายสายกลับเงียบไป

“โธ่ฮายุน..” ในเวลาแบบนี้ซังแทห่วงทั้งภรรยาและลูก อยากเห็นทั้งสองกลับบ้านอย่างปลอดภัย

<ก็ได้ค่ะ ฉันจะกลับบ้าน>

 

 

 

ยูคยอมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อเซฟแบตเตอร์รี่แล้วมองหาวิทยุของครูพยาบาล ในอกใจสั่นระรัว ไม่อยากเชื่อในข่าวสารที่ได้รับรู้

ยูคยอมคว้าวิทยุเครื่องเล็กบนโต๊ะครูแล้วเปิดฟัง เผื่อจะมีรายงานข่าวเพิ่มเติมเพื่อยันยันได้ว่าเขาไม่ได้ฝันไปเอง

<ขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังหาทางควบคุมและแก้ไขการระบาดของเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ และได้ขอความช่วยเหลือไปยังประเทศใกล้เคียง แต่เชื้อโรคได้แพร่กระจายไปในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังองค์การอนามัยโลกด้วยในขณะนี้ ในแถบทวีปอเมริกา อัฟริกาและยุโรปยังไม่พบการติดต่อของเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่นี้..>

เด็กหนุ่มนั่งอึ้งวิทยุตกลงบนโต๊ะ หมายความว่าภายนอกที่เขาเห็นนั่นคือผลพวงของการระบาดอย่างนั้นหรือ

เขาไม่ได้ตาฝาด ไม่ได้คิดไปเอง พ่อพูดความจริง

ยูคยอมปิดวิทยุ บีบมือที่สั่นเทาของตนแน่นเพื่อระงับความหวาดกลัว ผ่อนลมหายใจยาวออกมาแล้วหาอาวุธติดตัว

แต่ในห้องพยาบาลไม่มีอะไรที่พอให้ใช้ได้นัก เข็มและกรรไกรสำหรับเย็บบาดแผลเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นจะไปสู้อะไรกับเชื้อโรคได้

ตอนนี้เขายังมึนงงอยู่เลยว่าเขาควรจะทำอย่างไรดี และผู้ป่วยที่พ่อบอกน่ากลัวแค่ไหนก็ไม่รู้ บางทีอาจต้องหาอะไรป้องกันตัวที่ดีกว่าเข็มเย็บแผลและกรรไกรอันเล็ก

ร่างสูงเดินไปมาในห้องพยาบาลด้วยความกังวล ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาติดต่อหาเพื่อนสนิท แต่เพื่อนก็ไม่ได้รับสายจนสายตัดไป

ยูคยอมมองไปรอบห้องพยาบาลราวกับจนปัญญาว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แต่อย่างไรก็ต้องกลับบ้านให้ได้ก่อน

สายตาคมเลื่อนไปตามชั้นวางยาจากบนสุดลงล่าง มองไปยังตู้สารเคมีเล็กๆ ใกล้กัน

 

“คลอรีนแอลกอฮอล์”

จริงสิ! ทำระเบิดทำมือก็ได้นี่นา

ขายาวก้าวไปเปิดตู้เพื่อหยิบแอลกอฮอล์และคลอรีนออกมา เด็กหนุ่มตาเป็นประกายด้วยความดีใจวูบหนึ่งก่อนจะหม่นแสงไปเมื่อคิดให้ดีๆ

“เมทานอลแอลกอฮอล์ล้างแผลเป็น CH3OH ถ้าทำปฏิกิริยากับ Cl มันก็แค่ Cl เข้าไปแทนที่ H เท่านั้น แล้วก็จะเกิดออกมาเป็น HCl มันเป็นแค่กรดแก่ตัวหนึ่งแต่จำนวนโมลน้อยมาก แตกตัวในน้ำก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แอลกอฮอล์ล้างแผลมันก็ไม่ได้มีฤทธิ์รุนแรงด้วย”

ยูคยอมพูดกับตัวเองแล้วถอนหายใจ วางของสองสิ่งลงตามเดิมแล้วหันไปค้นลิ้นชักโต๊ะของครูต่อ

คัตเตอร์ กรรไกร เทปกาว

ยูคยอมเก็บของทั้งสามอย่างใส่กระเป๋ากางเกงและกระเป๋าเสื้อนอกด้วยหวังว่ามันคงจะมีประโยชน์อะไรบ้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงประกาศของทางโรงเรียน

<ประกาศจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ขณะนี้ ภายในโรงเรียนมัธยมยงซานได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าเคลียร์พื้นที่และทำการฆ่าเชื้อภายในโรงยิมแล้ว ขอให้อาจารย์และนักเรียนทุกคนที่ไม่ถูกทำร้ายจากผู้ป่วยที่คลุ้มคลั่งไปรวมกันที่โรงยิมภายใน 20 นาที เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการควบคุมตัวผู้ป่วยได้สะดวกมากขึ้น

ประกาศจากเจ้าหน้าที่…>

ยูคยอมขมวดคิ้วน้อยๆ ตื่นตกใจ ก่อนก้าวยาวๆ เดินไปเปิดประตูแง้มดูเหตุการณ์ภายนอก

ภาพสยดสยองยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าเดิมคือรถตำรวจและรถพยาบาลเข้ามาจอดภายในสนามกว้างของโรงเรียนหลายคัน

แต่อะไรก็ไม่น่าช็อคเท่ากับมีนายตำรวจคนหนึ่งทรุดลงนั่งข้างกายเด็กนักเรียนชายที่บาดเจ็บสาหัส เขาประคองนักเรียนขึ้น ในคราแรกยูคยอมคิดว่านายตำรวจคนนั้นจะเรียกคนมาช่วย แต่เขากลับใช้มีดพกแทงเข้าที่ท้ายทอยเด็กคนนั้นทั้งที่อ้อมแขนยังโอบประคองและปากยังขยับพูดเหมือนปลอบโยนเด็ก

ยูคยอมมือสั่น ไม่อยากเชื่อสายตา รีบปิดประตูแล้วยืนพิงประตูไว้ ในใจลังเลที่จะออกไปจากห้องพยาบาล

เด็กหนุ่มหยิบโทรศัพท์มาโทรหาเพื่อนสนิท แต่ก็ติดต่อไม่ได้ สายไม่ว่างเลยปิดเครื่องอีกครั้งแล้วตั้งใจจะไปที่ห้องเรียนก่อนเพื่อจะได้ดูให้แน่ใจว่าเพื่อนๆ ทุกคนปลอดภัย

ร่างสูงรวบรวมความกล้า ก่อนจะเปิดประตูออกไป เพียงไม่กี่นาทีที่ยืนตัดสินใจภายนอกก็เกิดความวุ่นวาย มีนักเรียนจำนวนมากและคุณครูที่หลบซ่อนตัวกำลังพากันวิ่งไปยังโรงยิม

ยูคยอมวิ่งไปตามทางเดิน สวนทางกับนักเรียนคนอื่นที่วิ่งลงบันไดเพราะเขาวิ่งขึ้นตึกเรียน

“นายจะไปไหน เจ้าหน้าที่ให้เราไปโรงยิม!

ขณะที่สับขาก้าวขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบ ร่างสูงก็ถูกนักเรียนหญิงคนหนึ่งรั้งแขนไว้ ไม่คุ้นหน้าเลยเธอคงเรียนอยู่คนละชั้นกับเขา

“ฉันจะไปหาเพื่อน”

“ไม่มีใครที่ไม่โดนทำร้ายอยู่ในห้องเรียนแล้ว”

เธอลากยูคยอมไปชิดกำแพงตรงทางพักบันไดเพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดของนักเรียนคนอื่นที่อาจทำให้ร่วงบันไดกลายเป็นพรมให้คนเหยียบเอาได้ง่ายๆ

“เธออยู่ชั้นไหน ห้องสองเอยังมีคนอยู่ไหม”

“คงไม่มีใครแล้วล่ะค่ะรุ่นพี่ ฉันวิ่งลงมาก็เห็นเจ้าหน้าที่เดินตรวจห้องของพวกปีสองอยู่ ถ้าอยากเจอเพื่อนฉันว่าไปหาที่โรงยิมคงง่ายกว่า”

เด็กสาวปล่อยแขนยูคยอมแล้ววิ่งตามคนอื่นๆ ลงไป ยูคยอมยืนในมุมและมองผู้คนที่ทยอยกันลงจากอาคารเรียน

แม้รุ่นน้องหญิงจะบอกอย่างนั้นแต่ยูคยอมก็ไม่วางใจ เขาเดินขึ้นไปยังห้องเรียนของตนเองจนได้

เมื่อมาถึงชั้นเรียนเขาแทบจะอาเจียนออกมาเมื่อเห็นศพเพื่อนร่วมชั้นปีสองเสียชีวิตกันหลายคนตามทางเดิน เขาแน่ใจว่าพวกนั้นตายแล้วทั้งที่บางคนไม่ได้มีบาดแผลตามร่างกายที่สาหัสอะไรเลย

คง..จะเป็นเหมือนเด็กคนนั้น..เจ้าหน้าที่อาจจะทำให้พวกเขาตายแทนที่จะส่งไปโรงพยาบาล

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่ยูคยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ

ร่างสูงเข้าไปในห้องเรียนของตนที่ว่างเปล่า ห้องมีร่องรอยการรื้อค้นของกระจาย มีรอยเลือดบ้างแต่สิ่งที่ทำให้ใจชื้นคือเขายังไม่เห็นร่างหมดลมหายใจของเพื่อนร่วมห้องคนไหน

“ไอ้หนู! ไม่ได้ยินประกาศหรือไง ไปโรงยิมเดี๋ยวนี้!

ยูคยอมสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเข้มของหญิงสาว เขาหันขวับกลับหลังไปมองจึงพบตำรวจหญิงอาวุธครบมือคนหนึ่งที่มวยผมเรียบตึงไว้ท้ายทอยจ้องเขม็งมายังตน

“ครับ”

ยูคยอมมองปืนในมือเธออย่างหวาดๆ รับคำแล้วรีบเดินออกจากห้อง การกระทำของตำรวจหน้าห้องพยาบาลทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้ตำรวจคนไหนในตอนนี้

 

 

 

 

ภายในโรงยิมมีแต่เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ไปหมด ยูคยอมก้าวเข้ามาภายในโรงยิมแล้วสอดส่ายสายตามองหาเพื่อนท่ามกลางนักเรียนจำนวนมาก

“ยูคยอม!

ร่างสูงหันหาเสียงเรียกชื่อตน หมุนไปหมุนมาสักครู่ก่อนจะเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งโบกมือหยอยๆ ขึ้นสูง ยูคยอมรีบก้าวไปหาเพื่อนปีสองด้วยกันแต่คนละห้อง

“นายเห็นเพื่อนห้องฉันบ้างไหม”

“ห้องนายน่ะเหรอ เท่าที่หาๆ ดูในนี้ไม่เห็นสักกะคน แต่เห็นอยู่ตรงสนามอยู่หลายคน..

เพื่อนห้องบีเอ่ยแล้วเงียบไป ยูคยอมจับไหล่อีกฝ่ายไว้แล้วรีบถาม

“ใครเหรอ ใครบ้าง”

“ก็..จำชื่อไม่ค่อยได้ แต่ไม่มีเตนล์หรอกนะสบายใจได้ เขาอาจจะกลับบ้านไปแล้ว”

เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนชมรมเดียวกับเตนล์ด้วยจึงยืนยันให้ยูคยอมสบายใจด้วยรู้ว่าทั้งสองสนิทกันมาก

“แล้วทำไมคนของห้องเอถึงไปอยู่ที่สนามล่ะ เขาให้เรามาที่นี่ไม่ใช่เหรอ”

ยูคยอมถามต่อ เพื่อนห้องบีหน้าซีด สีหน้าลำบากใจ

“ก็บอกมันไปตรงๆ สิว่าคนที่อยู่ในสนามคือคนที่ตายแล้ว เขาลำเลียงศพไปที่นั่น”

เพื่อนห้องบีอีกคนที่ยูคยอมเห็นว่าไปไหนมาไหนกับเซฮุนบ่อยๆ เอ่ยขึ้น ร่างสูงได้ฟังแล้วหน้าเสีย

“นายว่าอะไรนะ..

“ตาย”

“เป็นไปได้ยังไงกัน! แค่เชื้อโรคแพร่ระบาดไม่น่าทำให้ตายอย่างฉับพลันได้นี่นา”

ยูคยอมไม่เชื่อเด็ดขาด แต่คนที่บอกกล่าวข่าวสำคัญแค่นยิ้ม นั่งขัดสมาธิพลางล้วงหมากฝรั่งในกระเป๋าเสื้อออกมาแกะ

“จะไปรู้ได้ไงว่าเชื้อมันร้ายแรงแค่ไหน แค่อย่าโดนกัดก็ไม่ตาย ฉันได้ยินตำรวจบอกแบบนั้น”

ยูคยอมหน้าซีดเผือด แม้ไม่อยากเชื่อแต่ในสถานการณ์อย่างนี้อีกฝ่ายคงไม่เอาเรื่องเป็นเรื่องตายของใครมาล้อเล่น

“ยูคยอม!

เพื่อนห้องบีที่เรียกยูคยอมไว้แต่แรกรีบเข้ามาหาเมื่อร่างสูงเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นโรงยิม

ยูคยอมกำจี้ห้อยคอใต้เสื้อเชิ้ตไว้แน่น เก็บขายาวเข้ามากอดเข่าไว้ ก่อนน้ำตาจะค่อยๆ ไหลออกมาอย่างเงียบงัน

ตายอย่างนั้นเหรอ..ใครกันนะ มีใครบ้างที่ตายเมื่อเช้าเรายังได้เจอและได้พูดคุยกันอยู่เลย

เพื่อนห้องบีวางมือลงบนไหล่กว้าง เห็นใจ ไม่ว่าใครได้ยินว่าเพื่อนตายก็ต้องสะเทือนใจกันทั้งนั้น

 

 

 

เมื่อผ่านไปยี่สิบนาที เจ้าหน้าที่ก็ให้อาจารย์ที่เหลืออยู่แบ่งนักเรียนออกตามระดับชั้นแล้วให้นั่งรวมกันไว้ ชั้นมัธยมต้นอยู่ทางฝั่งซ้ายของโรงยิม แยกเป็นสามกลุ่มคือปีหนึ่ง ปีสอง และปีสาม  ชั้นมัธยมปลายอยู่ทางฝั่งขวา แยกเป็นสามกลุ่มเช่นกัน ไม่มีการแบ่งแยกห้องเพราะนักเรียนส่วนใหญ่หนีออกจากโรงเรียนไปแล้ว บางส่วนก็บาดเจ็บและถูกแยกไปไว้ที่สนาม ที่เหลือคือคนที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจตราคร่าวๆ ว่าไม่น่าจะโดนกัด

“นี่คือบัตรประจำตัวนักเรียนที่เราได้จากศพของนักเรียนทั้งหมดครับ”

ยูคยอมหันไปทางซ้ายมือ ตรงทางใกล้ประตูเขาเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันเชื้อยื่นถุงพลาสติกถุงย่อมๆ ให้อาจารย์ใหญ่

“เยอะขนาดนี้เชียวหรือ..” หญิงวัยกลางคนสะเทือนใจ ยื่นมือสั่นๆ ไปรับมา

“พวกเด็กๆ ที่เหลือจะได้กลับบ้านเมื่อไร พวกคุณกักตัวเด็กนักเรียนมาหลายชั่วโมงแล้วนะ นี่เลยเวลาเลิกเรียนมาสักพักแล้ว เกิดเรื่องแบบนี้ผู้ปกครองคงกำลังเป็นห่วงมาก”

“ข้างนอกโรงเรียนวุ่นวายมาก เราต้องให้ทุกคนหลบอยู่ที่นี่ก่อน ครูไปคอยกำชับครูคนอื่นๆ เถอะครับว่าถ้านักเรียนหรือครูคนไหนมีอาการผิดปกติเหมือนจะเป็นไข้ให้รีบแยกตัวมาหาพวกผม”

เจ้าหน้าที่บอกแล้วรีบแยกตัวไปหาเพื่อนร่วมงานเพื่อปรึกษาอะไรกันบางอย่าง

ที่พวกเขาให้คนที่เหลือในโรงเรียนอยู่ในโรงเรียนนานหลายชั่วโมงก็เพื่อดูว่าคนไหนจะมีอาการติดเชื้อบ้าง เพราะถ้ามีคนถูกทำร้ายแต่ปิดบัง ตอนนี้ก็คงจะเริ่มแสดงอาการออกมาแล้ว

พวกผู้ใหญ่มักจะแสดงอาการออกมาภายในเวลา 8 ชั่วโมง ในเด็กจะประมาณ 14 ชั่วโมง แต่ในวัยรุ่นนั้นไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบอกไว้ชัดว่าส่วนมากจะตายและกลายร่างภายในกี่ชั่วโมง เพราะร่างกายอยู่ในช่วงเด็กที่กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ บางคนจึงออกอาการเร็ว บางคนก็ออกอาการช้ามาก

 

ยูคยอมเป็นห่วงพ่อแม่และอยากกลับบ้าน สังหรณ์ใจไม่ดีเลยที่ถูกกักตัวไว้หลายชั่วโมงอย่างนี้

ให้นั่งรอโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับเมื่อไรอย่างนี้เขาทนรอไม่ไหวหรอก

ยูคยอมตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วจะเดินออกไปนอกโรงยิมแต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เข้ามาขวาง

“จะไปไหน”

“ผมอยากไปเข้าห้องน้ำ”

“ในโรงยิมก็มีห้องน้ำ”

เด็กหนุ่มจ้องหน้าเจ้าหน้าที่แล้วถอนหายใจ หันหลังกลับเดินดุ่มไปทางห้องน้ำของโรงยิมโดยไม่พูดอะไร

ด้านหลังของโรงยิมจะเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำ เด็กในชมรมกีฬาทุกชมรมสามารถมาใช้ได้

ยูคยอมเข้ามาในห้องน้ำชายแล้วสอดส่ายสายตาหาทางออก

พ่อบอกให้เขารีบกลับบ้าน

ถ้าคาดคะเนไม่ผิด การที่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมปล่อยให้ทุกคนในโรงเรียนกลับบ้านคงเพราะกลัวโรคระบาดแพร่กระจาย

ยูคยอมไม่รู้หรอกว่าโรคระบาดมันแพร่เชื้อได้อย่างไร บางทีอาจจะแพร่กระจายทางอากาศ และเขาก็อาจได้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวแล้วก็ได้..

ยูคยอมเดินเข้ามาในห้องน้ำชายแล้วหาทางหนี ในเวลานี้ไม่มีคนเข้ามาใช้ห้องน้ำเลย ถือเป็นโชคดี ถ้าเจอคนอื่นก็คงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่ากำลังจะทำอะไร

ร่างสูงเดินเข้าไปที่ห้องน้ำห้องในสุดทางซ้ายมือ ลงล็อคห้องน้ำเรียบร้อยแล้วเงยหน้ามองช่องระบายอากาศที่ทำจากกระจกแล้วเจาะเป็นรูกลมเล็กๆ ตรงกลาง มันอยู่ในระดับที่มือเขาสามารถเอื้อมถึงเพราะตัวสูง ถ้าเหยียบชักโครกขึ้นไปก็คงเกาะปีนขึ้นไปได้สบายเพราะดูแล้วขนาดตัวเขาน่าจะพอลอดไปได้อยู่หรอก แต่จะทุบอย่างไรโดยที่เสียงไม่ดังออกไปให้คนภายนอกได้ยิน

ยูคยอมทรุดลงนั่งบนชักโครกที่ปิดฝา คิดหาทางว่าจะเอาอะไรมาทุบช่องกระจก

แกร๊ก..

เด็กหนุ่มสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำ ก่อนที่เสียงของอาจารย์สอนดนตรีจะดังขึ้น

“ยูคยอม เธออยู่ในนั้นหรือเปล่า เธอเข้ามานานแล้วนะ”

ทำไมครูถึงต้องเข้ามาตามด้วย หรือเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ให้ครูมาดู

“ผมท้องเสียนิดหน่อยน่ะครับ อีกสักพักจะออกไปครับ”

“เหรอ อืม”

ยูคยอมเงี่ยหูฟังจนแน่ใจว่าอาจารย์ออกไปแล้วก็เริ่มคิดอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรดี

เด็กหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงและเสื้อ หยิบของที่เอามาจากห้องพยาบาลออกมามองว่าจะใช้อะไรได้บ้าง

“เอ๊ะ..” เขาหยิบของดีๆ ออกมานี่นา

เด็กหนุ่มก้าวขึ้นไปเหยียบบนฝาชักโครก  ลอกเทปกาวออกจากม้วนแล้วแปะลงไปที่กระจกบานใหญ่ แปะทับซ้ำไปซ้ำมาจนหนาและไม่เห็นกระจกอีก

เอาล่ะ อย่างน้อยเทปกาวก็น่าจะทำให้กระจกแตกโดยไม่มีเสียงได้ล่ะนะ

ยูคยอมเร่งรีบแปะเทปกาวอย่างรวดเร็วเพื่อทำเวลา กลัวจะมีคนเข้ามาในห้องน้ำอีก เมื่อกระจกเต็มไปด้วยเทปกาวแล้วเด็กหนุ่มก็ทุบกระจกอย่างแรง เขาออกแรงทุบไปสักสี่ห้าครั้งกระจกก็แตกติดกับเทปกาวออกมา

“เป็นไปอย่างที่คิดแฮะ” ยูคยอมพึมพำกับตัวเองแล้วค่อยๆ วางเศษกระจกที่ติดกับเทปกาวลงกับพื้นแล้วเกาะขอบบานกระจกมองออกไปข้างนอก

ไม่มีคนอยู่แฮะ ถ้าออกจากนี่ไปทางประตูด้านหลังได้ก็จะไปโผล่ที่ลานจอดรถของโรงเรียนได้ด้วย

เขาจำได้ว่ามีทางที่พวกเพื่อนๆ ใช้โดดเรียนอยู่

ยูคยอมปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเลจนครึ่งตัวบนโผล่ออกไปด้านนอกอาคารโรงยิมได้

แต่ปัญหาคือจะลงไปยังไงถ้าค้างเติ่งอยู่แบบนี้

“ฮึ้บ..เหวอ!” ยูคยอมเผลอร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อพยายามขยับตัวไปมาเพื่อออกไปอีกฝั่งแล้วดันลื่นไถลหัวทิ่มลงไป

“อ่า..โอ๊ย..” ร่างสูงที่หล่นตุบลงไปกับพื้นดินร้องโอดโอย ดีที่มีสติเก็บคองอตัว ไม่งั้นคอหักแน่

“เสียงอะไรวะ”

“มาจากด้านหลังนี่ เสียงคน”

เด็กหนุ่มตาลีตาลานรีบลุกขึ้นตอนได้ยินเสียงคนคุยกันไม่ไกล คิดว่าคงอยู่แค่จุดอับสายตาตรงกำแพงนี่ล่ะ

ยูคยอมออกวิ่งไปทางลานจอดรถของโรงเรียน  อีกแค่ร้อยเมตรจะถึงประตูแล้ว

“เฮ้ย! นักเรียนออกจากโรงยิมได้ไง หรือพวกติดเชื้อที่เก็บไม่หมดน่ะ!

ยูคยอมได้ยินเสียงตะโกนร้องถามกันของพวกผู้ใหญ่แต่เขาไม่หันกลับไปแน่ๆ

กึง!

“เหี้ย!” เด็กเรียนสบถคำหยาบออกมาครั้งแรกในรอบปีเมื่อประตูทางออกด้านหลังถูกปิดล็อก คงเป็นฝีมือของพวกเจ้าหน้าที่ทั้งหลายนั่นแน่

ความกลัวว่าจะโดนจับได้ทำให้ยูคยอมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำอีกเป็นครั้งที่สองคือปีนข้ามไปให้พ้นประตูนี้ให้ได้

ไม่เคยคิดเลยว่าจะปีนยากแบบนี้

“ลงมาเดี๋ยวนี้นะ!

ยูคยอมหันไปมองคนที่วิ่งตรงมาทางเขาอย่างรวดเร็วขณะนั่งอยู่บนขอบประตู ด้วยความตกใจทำให้เด็กหนุ่มผงะหงายหล่นไปอีกฝั่งของประตูได้สำเร็จตามที่ตั้งใจแต่ไม่ได้ตั้งใจจะเจ็บตัวซ้ำสองอย่างนี้

“โอ๊ย” คราวนี้ร่างสูงลุกขึ้นไม่ได้ในทันที เขานอนบิดตัวไปมาบนพื้นด้วยความเจ็บ

“หนอย” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยกปืนขึ้นจะยิงยูคยอมผ่านช่องประตูเหล็กแต่เพื่อนที่วิ่งตามมากลับกระชากบ่าห้ามไว้

“อย่ายิง เปลืองกระสุน ไม่ว่าจะติดเชื้อหรือเปล่า ออกไปข้างนอกตอนนี้ก็ใช่ว่าจะรอด”

คนที่เตรียมยิงลดปืนลงแล้วเดินหันหลังจากไป ตามด้วยเพื่อนที่ห้าม ยูคยอมถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วค่อยๆ หยัดกายขึ้นยืนช้าๆ

 เด็กหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามตรอกหลังโรงเรียนเพื่อหลบเจ้าหน้าที่เพราะได้ยินชาวบ้านคุยกันเรื่องเจ้าหน้าที่ปิดทางเข้าออกของถนนที่จะเข้ามาถึงโรงเรียน

มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น มันเร็วเสียจนยูคยอมนึกว่าตนฝันไป

ยูคยอมหาทางกลับบ้าน จนไปถึงสถานีรถไฟ เด็กหนุ่มยืนอึ้งกับภาพเหตุการณ์ที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เห็น

ผู้คนต่างแย่งชิงเบียดเสียดกันขึ้นรถ บางคนถูกผลักกระเด็น บางคนถูกทำร้ายเพื่อที่คนทำร้ายจะได้เข้าไปอยู่ในรถได้ ทุกคนกำลังหวาดกลัว..

ใช่ กลัวจนต้องทำทุกวิธีเพื่อหนีให้ได้

เด็กหนุ่มถูกคนที่วิ่งมาชนจนเซไปเซมา ก่อนที่จะถูกชนจนล้มแล้วถูกเหยียบเสียก่อนเขาก็วิ่งออกจากสถานีรถไฟแล้วโทรหาพ่อแม่ แต่ท่านไม่รับสายเขาสักคน

พ่อกับแม่จะปลอดภัยไหมนะ ขอให้ปลอดภัยทีเถอะ!

 

 

 

 

 

ซังแทนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงภายในห้องนอน ศอกทั้งสองวางบนหน้าขา โค้งตัวลงน้อยๆ ประสานมือแน่น สายตามองไปทางใบหน้าภรรยาที่ซีดเผือด

ทั้งที่ฮายุนเป็นคนสุขภาพแข็งแรงมาก ทำไมเมื่อติดเชื้อแล้วถึงได้อาการทรุดหนักเร็วขนาดนี้นะ

คนบนเตียงหายใจถี่เหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ร่างกายขาวนวลนั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือดผุดพราย

“คุณ..” เสียงแผ่วเบาของภรรยาทำให้ซังแทลุกมานั่งบนเตียงแล้วจับมือที่พันด้วยผ้าพันแผลของเธอไว้

“อะไรหรือที่รัก คุณเจ็บตรงไหนบ้างไหม กินยาลดไข้หน่อยดีหรือเปล่า”

ซังแทมือสั่นแต่จับมือภรรยาไว้แน่น เขาทำแผลให้ฮายุนและคอยเช็ดตัวให้ตลอด แต่เหมือนอาการของเธอจะทรุดลงเรื่อยๆ ราวกับว่ายาที่กินเข้าไปไม่ช่วยบรรเทาอะไรได้เลย

..ฉันห่วง..ลูก” ฮายุนเอ่ยขณะที่หลับตาแน่น

โรคนี้นี่ร้ายแรงมากจริงๆ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเธอก็ทรุดหนักขนาดนี้ เธอ..มองไม่เห็นหน้าสามีแล้ว จู่ๆ เธอก็มองไม่เห็นอะไรเลย

เธอยังอยากรู้ว่าลูกปลอดภัยดีก่อนจะตาย..แต่มันคงเป็นไปไม่ได้สินะ

เธอกำลังจะตาย..เธอรู้สึกได้ว่าเวลาของตนเหลือน้อยลงทุกที

เธอกลัวเหลือเกิน กลัวความตายที่จะพรากเธอไปจากคนที่เธอรักทั้งสองคน

“ไม่ต้องกังวลนะที่รัก ยูคยอมคงกำลังกลับบ้าน เขาต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน คุณพักผ่อนเถอะนะ หลับสักตื่นพอตื่นมาคุณจะได้เจอลูกไง และคุณจะได้รู้สึกดีขึ้นด้วย”

ซังแทกลั้นสะอื้นแล้วเอ่ยออกมา เขาสังหรณ์ใจแรงมาก สังหรณ์จนปวดใจไปหมดว่า..ถ้าฮายุนหลับ เธอคงไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว หรือถึงตื่น..เธอก็คงเหมือนผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ

ฮายุนบีบมือสามีอย่างแรงก่อนจะไอออกมาเป็นเลือด ซังแทตกใจรีบหยิบผ้าที่เช็ดตัวให้ภรรยามาซับเลือดที่ปากให้ เธอกระอักออกมาจนเลือดกระเซ็นเปื้อนเสื้อเชิ้ตของเขาและกระเด็นโดนผ้าปูที่นอน

“ฮายุน! คุณอย่าเป็นอะไรนะ คุณต้องไม่เป็นอะไรเข้าใจไหม คุณจะทิ้งผมกับลูกไปไม่ได้นะ!

“ฉะ..ฉัน..” คุณนายคิมฝืนเค้นคำพูดออกมาแล้วชักเกร็งอย่างรุนแรง

“ฮายุน!

ซังแททำอะไรไม่ถูก เขาทำได้แต่ประคองร่างเธอขึ้นมาแล้วกอดไว้แน่นราวกับกลัวเธอจะจากไป

เวลานี้ฮายุนไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ อีก ไม่สามารถกอดตอบสามีได้ด้วยซ้ำ ทำได้เพียงซบหน้ากับบ่ากว้างฟังเสียงสะอื้นของสามีที่ค่อยๆ ลอยห่างออกไปไกลเหมือนเธอและเขาอยู่ไกลกันเหลือเกินทั้งที่เขาก็กำลังกอดเธอไว้

“ย..ยู..

เสียงแผ่วเบานั้นยังพยายามเอ่ยถึงลูกชายที่รักออกมา แต่ซังแทไม่ได้ยินเธอเอ่ยเรียกชื่อลูกจนจบเพราะร่างในอ้อมแขนเขานั้นเงียบเสียงลงไปแล้ว

ลมหายใจรวยรินที่รดต้นคอเขาจางหายไปเมื่อไรไม่อาจรู้

“ฮายุน..คุณหลับแล้วเหรอ”เสียงทุ้มสั่นเครือ ไม่ยอมรับความจริงที่โหดร้าย

“คุณแค่หลับไปสินะ..คุณเหนื่อยจนหลับไปเท่านั้นเอง”

ซังแทพูดกับตัวเองแล้วคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อย ร่างที่ไร้ลมหายใจตกอยู่ในอ้อมแขนจากท่านั่งเป็นท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ศีรษะตกหันไปอีกทาง แขนเรียวร่วงห้อยกระทบที่นอน

ซังแทค่อยๆ ปัดผมยาวออกจากใบหน้าหวานและลำคอ ใช้นิ้วแตะจับสัญญาณชีพจร

ไม่มี..

“ฮึก..ฮายุน..ฮายุน!” ซังแทรวบร่างที่ไร้ลมหายใจขึ้นมากอดแนบอกแล้วซบหน้าลงกับไหล่บาง

ซังแทไม่อาจยอมรับความจริงได้ในทันที เขาร้องไห้กับร่างภรรยาอยู่สักพักก่อนจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

ฮายุนขยับตัว

แวบแรกนั้นซังแเทเงยหน้าขึ้นด้วยความดีใจ แต่พอเห็นดวงตาที่ไร้แววก็อึ้งไป ขณะที่เขามองใบหน้าซีดขาวของภรรยาเธอก็โผกัดเข้าที่ต้นแขน ซังแทสะบัดแขน พยายามดันภรรยาออกด้วยความตกใจ

“ฮายุน!

แต่พละกำลังของเธอมีมากกว่าเขาอย่างน่าเหลือเชื่อ ฮายุนที่เปลี่ยนไปแล้วโถมใส่สามีจนเขาที่ไม่ทันระวังตัวเสียหลักล้มหงายลงไปบนที่นอน เธอพยายามจะกัดซังแทให้ได้จนซังแทต้องใช้มือดันใบหน้าเธอไว้

นี่ไม่ใช่ฮายุน..ฮายุนกลายร่างเป็นผู้ติดเชื้อที่คลุ้มคลั่งไปแล้ว!

“โอ๊ย!” ระหว่างที่ออกแรงดันซังแทก็พลาดโดนกัดเข้าที่ซอกนิ้วระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้เข้าอีกแผลจนได้

ร่างสูงรวบรวมแรงทั้งหมดผลักภรรยาออกไปจากร่างแล้วเป็นฝ่ายกดตัวเธอไว้กับเตียง ฮายุนดิ้นรนจนเกือบจะเป็นอิสระเพราะซังแทไม่กล้าใช้ความรุนแรงกับเธอ

ซังแทดึงผ้าห่มมาพันตัวเธอไว้แล้วรีบถอยลงจากเตียง ร่างบางพยายามออกจากพันธนาการที่ไม่แน่นหนานั้น ซังแทมองภรรยาที่ไร้สติสัมปชัญญะเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปทั้งน้ำตาแล้วรีบออกจากห้องนอน จากนั้นล็อกประตูกันเธอไว้ด้านใน

ซังแทมองแผลที่มือซ้ายแล้วพิงหลังกับประตูห้องนอน ทรุดลงนั่งกับพื้น

เขาติดเชื้อแล้วสินะ..

อีกไม่กี่ชั่วโมงเขาจะกลายเป็นเหมือนฮายุน แล้วยูคยอมจะทำอย่างไร เด็กคนนั้นจะอยู่ต่อไปได้ยังไงถ้าไม่มีทั้งพ่อและแม่

ซังแทนั่งกอดเข่าแล้วร้องไห้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เสียใจ และสับสน..

 

 

 

เสียงหอบหายใจเสียงดังนั้นมาจากเด็กหนุ่มร่างสูงที่วิ่งสุดแรงเท่าที่กำลังมีเพื่อกลับบ้าน แต่ทางกลับบ้านนั้นไม่สะดวกสบายและปลอดภัยเหมือนเดิมอีกต่อไป

ตั้งแต่ออกจากโรงเรียนมาเขาเห็นแต่ความโกลาหล ความตื่นตระหนกทำให้เกิดจราจล ทุกที่วุ่นวายไปหมด เขาเห็นคนวิ่งหนีคนด้วยกัน บ้างก็หนีเอาตัวรอด

ผีดิบ ผีนรก หรืออะไรก็ไม่รู้ล่ะ ยูคยอมไม่ได้มองพวกนั้นเป็นคนอีกต่อไปแล้วเพราะจะมีคนที่ไหนกัดกินคนด้วยกันเอง มีแต่ปิศาจเท่านั้นล่ะที่ทำได้

หลังจากเอาตัวรอดมาได้อย่างยากลำบาก จนเกือบหนึ่งทุ่มยูคยอมก็พาตัวเองมาถึงบ้านจนได้

เด็กหนุ่มวิ่งไปเกาะประตูรั้วบ้านอย่างอ่อนแรง ขณะที่กำลังจะวางมือสแกนเพื่อเปิดประตูเขาก็เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงพ่อ

“ยูคยอมอย่าเข้ามา!” ซังแทที่นั่งคอยลูกชายอยู่หน้าบ้านรีบลุกมาหาลูกชายที่รั้วพร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่ใบหนึ่ง

“ทำไมเหรอครับพ่อ”

เพราะความมืดเริ่มโรยตัวและไฟหน้าบ้านที่อ่อนแสงจนเป็นแสงสลัวทำให้ยูคยอมไม่ทันได้สังเกตว่าพ่อหน้าซีดมากแค่ไหน

ซังแทตาแดงจะร้องไห้ เขาหยุดการทำงานของประตู โยนเป้ข้ามรั้วสูงออกมา มันหล่นลงข้างตัวลูกชาย

“หนีไปซะ”

“หนี? หนีไปไหนครับ พ่อเปิดประตูให้ผมสิ ผมเหนื่อยมากเลย และก็กลัวมากด้วย ระหว่างทางกลับบ้านมันเหมือนนรกเลยครับ มีแต่คนหนีผู้ป่วยเต็มไปหมด”

ยูคยอมจับประตูรั้วเอ่ยขอร้อง ทำท่าจะร้องไห้ แต่ซังแทนั้นปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาแล้ว

“พ่อครับ! พ่อร้องไห้ทำไม มีอะไรเหรอ แม่ล่ะ แม่กลับมาถึงบ้านหรือยัง ผมติดต่อพ่อกับแม่ไม่ได้เลย แม่กลับมาแล้วใช่ไหมครับ”

ยูคยอมร้องถามพ่ออย่างร้อนใจและเป็นห่วง ซังแทเก็บกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วชูมือให้ลูกชายดู ยูคยอมมองบาดแผลบนมือพ่อ

ลางร้ายคืบคลานเข้ามาภายในใจเด็กหนุ่ม ภาวนาว่าอย่าใช่สิ่งที่เขาคิดนะ..

“ลูกเข้ามาไม่ได้แล้วยูคยอม หนีไปที่ปลอดภัยซะ..แม่..มะ..แม่เขา..

ซังแทพูดไม่ออกเมื่อเห็นสายตาลูก เขาหลบตาคมแล้วกลั้นใจเอ่ย

“แม่ติดเชื้อ..และตายแล้ว”

คำบอกเล่าของพ่อทำเด็กหนุ่มอึ้งไป ก่อนจะแค่นหัวเราะฝืดเฝื่อนออกมา

“ไม่หรอก..เป็นไปไม่ได้ พ่อหลอกผมใช่ไหม”

“ฟังพ่อนะยูคยอม”

ซังแทเดินเข้ามาใกล้ลูกชายอีกนิด ใช้มือที่ไม่บาดเจ็บจับมือลูกชายที่เกาะรั้วไว้ สีหน้าจริงจังของพ่อทำให้ร่างสูงยิ่งใจไม่ดี

“แม่กลายเป็นคนคลุ้มคลั่งไปแล้ว แม่..เป็นเหมือนคนป่วยที่ลูกเห็น และ..และพ่อเองก็ติดเชื้อจากแม่แล้วเหมือนกัน พ่อกำลังจะกลายเป็นผีดิบ แม้ตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้พ่อก็จะไม่ใช่พ่อของลูกอีกต่อไป พ่อจะทำร้ายลูก จะกัดกินลูกเหมือนสัตว์ร้าย เพราะเมื่อติดเชื้อเราจะสูญเสียการควบคุมทุกอย่างไป”

ซังแทกลั้นน้ำตาขณะเอ่ยเสียงสั่น ยูคยอมส่ายหน้าช้าๆ

“ไม่จริงใช่ไหมครับ พ่อไม่ได้ติดเชื้อหรอก”

“มันเป็นเรื่องจริงยูคยอม”

“ฮึก..พ่อให้ผมเข้าบ้านเถอะนะครับ ขอผมเจอแม่หน่อย นะครับพ่อผมขอร้อง”

ยูคยอมไม่ยอมผละไปจากรั้ว มือหนากำรั้วแข็งแรงแน่น อ้อนวอน แต่ซังแทพยายามใจแข็งส่ายหน้า

“ไม่ได้หรอก แม่เขาเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเจอเขา..ฮึก..แม่จะทำร้ายลูก อย่าให้เกิดเรื่องอย่างนั้นเลยนะยูคยอม แม่เขารักลูกมากนะ เขาห่วงยูคยอมมากจนกระทั่ง..ฮึก ลมหายใจสุดท้าย ถึงแม่จะเปลี่ยนไปแล้วแต่อย่าทำให้เขาฆ่ายูคยอมเลย แม่ต้องไม่อยากให้เกิดเรื่องอย่างนั้นแน่”

“ฮือ ไม่เอา! พ่อให้ผมเข้าไปเถอะนะ พ่อแม่ติดเชื้อแล้วจะให้ผมอยู่ต่อไปยังไง ถ้าจะโดนทำร้ายผมก็ไม่กลัวหรอก!

เด็กหนุ่มทุบรั้วแรงๆ ร้องไห้โฮ ซังแทปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน มองใบหน้าลูกชายนิ่งราวกับจะจดจำไว้จนถึงเวลาตายแม้จะมองเห็นไม่ค่อยชัดแล้วก็ตาม..

“พ่อไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อได้อีกกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง และพ่อก็ติดต่อญาติเราไม่ได้เลยสักคน คิดว่าบ้านอื่นก็คงไม่ต่างจากเรา พ่อขอร้องยูคยอมสักอย่างหนึ่งจะได้ไหม มีชีวิตรอดต่อไปนะ”

“ไม่..ฮือ ผมไม่ไป ไม่ไป!

ยูคยอมพูดเสียงดังด้วยท่าทางไม่ยินยอมจริงๆ ซังแทพยายามทรงตัวยืนอยู่ให้ได้ทั้งที่ภายในร่างกายกำลังแย่ เชื้อร้ายกำลังทำลายทุกส่วนในร่างเขา

“ถ้าลูกอยากอยู่ที่นี่..ก็ได้”

“จริงเหรอครับ! จริงนะ” ยูคยอมเงยหน้ามองหน้าพ่อด้วยความดีใจทั้งน้ำตา ก่อนรอยยิ้มกว้างจะเลือนไปอย่างรวดเร็ว

“พ่อจะเข้าไปฆ่าแม่ให้เขาตายจริงๆ แล้วจะฆ่าตัวตาย พ่อจะได้ไม่กังวลว่าลูกจะเป็นอันตรายเมื่ออยู่ในบ้านหลังนี้”

“พ่อ!

“พ่อพูดจริงนะยูคยอม”

สีหน้าจริงจังของพ่อทำให้เด็กหนุ่มสะท้านเยือก ร่างสูงทรุดลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดแรงแล้วร้องไห้ด้วยความเสียใจ ซังแททิ้งตัวพิงรั้วประตู

“ไปซะ..

“ฮือ..

“พ่อรักยูคยอมนะ”

..พ่อครับ” ยูคยอมมองพ่อทั้งน้ำตา เขาเอื้อมมือจะไปจับตัวพ่อแต่พ่อกลับเบี่ยงกายหนี

“ไป!

ร่างสูงสะดุ้งเฮือกเมื่อพ่อตวาดไส่ เขาเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋ามาสะพายไหล่แล้วตัดสินใจเดินจากมา แต่เดินมาได้สองก้าวเขาก็หันกลับไปมองบิดาอีกครั้ง

“ผมก็รักพ่อนะ..ฮึก ฝากบอกแม่ด้วยนะครับว่าผมรักแม่..

ยูคยอมเอ่ยแล้วตัดใจเดินจากมาอีกครั้ง

ซังแทมองตามแผ่นหลังกว้างที่สั่นสะท้านของลูกชาย เขาเห็นเลือนลางว่ายูคยอมหันมาทางนี้อีกหลายครั้งราวกับไม่อยากไป

เมื่อลูกชายหายไปจากสายตาแล้วซังแทก็ทรุดลงกับพื้น ก่อนจะไอออกมาแรงๆ

บ้านที่มีคนติดเชื้อถึงสองคนซังแทไม่วางใจว่ามันปลอดภัยพอที่ยูคยอมจะอาศัยต่อไปได้

 

 

 

ยูคยอมเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย ไม่ระวังตัว

เขามองผู้ติดเชื้อที่ร่างกายไม่ครบส่วนแล้วเกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่าอยากจะถูกทำร้ายจะได้ตายๆ ไปพร้อมพ่อกับแม่ แต่ในใจลึกๆ ก็กลัวว่ามันจะเจ็บปวดทรมานอย่างที่ไม่อาจจะจินตนาการได้

การถูกฉีกทึ้งกัดกระชากทั้งที่ยังมีลมหายใจ..แค่คิดก็หวาดผวา

แต่เขาจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อีกนานแค่ไหนในสถานการณ์ที่โรคระบาดแพร่ไปทั่วเมืองอย่างนี้

“ไอ้หนู! อยากตายหรือไง!

ยูคยอมชะงักเท้า หันมองหาเสียงที่ตะโกนแต่มองยังไงก็ไม่เห็นตัว คงเป็นคนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แถวๆ นี้

ยูคยอมเดินมาในย่านชุมชนโดยไม่รู้ตัว และข้างหน้าเขาก็มีผู้ติดเชื้อที่น่าสยดสยองสามคนเดินอยู่

และเหมือนเสียงเตือนด้วยความปรารถนาดีนั้นจะส่งผลร้าย ผู้ติดเชื้อหันมาทางเด็กหนุ่มแล้วเดินโซเซเร็วขึ้น

ร่างสูงตัวแข็งขาแข็งไปหมด มองภาพน่ากลัวตรงหน้าแล้วก้าวขาไม่ออก มือกำสร้อยที่สวมอยู่โดยไม่รู้ตัว

ความเย็นของจี้ทำให้ได้สติว่าเขาควรจะวิ่งหนีเอาตัวรอด!

ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจที่เผชิญมาทั้งวันทำให้เด็กหนุ่มถอดใจจะหยุดวิ่งอยู่หลายครั้ง แต่สัญชาติญาณก็ทำให้เขากัดฟันหนีต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจจุดหมายว่าจะไปได้ไกลมากแค่ไหน

ไม่ว่าที่ไหนก็มีแต่ผู้ติดเชื้อ ราวกับว่าตอนนี้ผู้ติดเชื้อมีจำนวนมากกว่าคนธรรมดาเสียอีก คนที่มีชีวิตปกติต่างเอาตัวรอดท่ามกลางบ้านเมืองที่เละเทะจากทั้งอุบัติเหตุและไฟไหม้

ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันมากพอกับสงครามโลกที่ผ่านมาเมื่อหลายปีก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่ที่แย่กว่าคือนั่นคือการที่คนเราไม่มีวันตายได้และยังกลายเป็นสิ่งที่จะพรากตัวตนของคนอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ

ยูคยอมยันมือข้างหนึ่งกับผนังอาคารสูงสามสิบชั้น งอตัวหอบเหนื่อย เหลียวมองไปรอบๆ

ตรงนี้คือจุดไหนของอัพทาวน์ล่ะ

เขาเอาแต่หนีจนไม่ได้ดูป้ายบอกถนนหนทาง เจอผู้ติดเชื้อตรงไหนก็หนีไปอีกทาง หนี หนี และก็หนี

ยูคยอมเป็นเด็กเรียนจึงไม่แปลกที่จะไม่ได้ไปไหนนอกจากสถาบัน โรงเรียน และบ้าน นานๆ จะออกไปเที่ยวกับเพื่อนสักที และเพราะเหตุนี้ทำให้ยูคยอมนึกเจ็บใจตัวเองที่เป็นพวกไม่สนใจโลก จะหาเส้นทางการเดินทางและตำแหน่งที่อยู่จากโทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้ ตอนนี้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เนตแล้ว

เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งพิงตึก หยิบน้ำเปล่าในเป้ออกมาดื่มขวดหนึ่ง มองอย่างระแวดระวังไปรอบตัว ใช้แสงจากหน้าจอมือถือส่องนาฬิกาข้อมือ

สี่ทุ่มกว่าแล้วหรือเนี่ย..เขาหนีมาหลายชั่วโมงแล้วแต่เหมือนตัวเองยังไม่ได้ไปไหนไกลนักเลย

ยูคยอมเก็บขวดน้ำใส่กระเป๋าไว้ตามเดิมแล้วลุกขึ้น อย่างน้อยก็ควรจะหาที่พัก เดินโต๋เต๋อยู่ข้างนอกอย่างนี้ไม่ปลอดภัยแน่

ร่างสูงกำคัตเตอร์ไว้เผื่อป้องกันตัว แม้จะรู้ดีว่าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นคัตเตอร์อันเล็กๆ คงไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่มันก็ทำให้อุ่นใจขึ้นมาหน่อย ในเป้นั้นมีแต่เสบียงและของใช้สำคัญเท่านั้น

ยูคยอมเดินเข้าอาคารสูงแห่งหนึ่งเมื่อเห็นว่าทางเข้ามันไม่ใช่ระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ มองไปรอบๆ อย่างระวัง ที่พักอาศัยแห่งนี้ภายในดูโทรมผิดสภาพภายนอก

ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็เกิดเรื่องนี่นะ  

ยูคยอมเปิดประตูที่แง้มไว้เล็กน้อยของห้องห้องหนึ่งในชั้นแรก เหมือนมันจะเป็นห้องสำนักงานตึก เขาเคาะประตูห้องแรงๆ เพื่อดูว่าในห้องมีผู้ติดเชื้อหรือไม่

ทุกอย่างเงียบสนิท ยูคยอมรีบพุ่งตัวเข้าไปในห้องนั้นแล้วปิดประตูล็อก ตั้งใจจะอาศัยที่นี่เป็นที่ซุกหัวนอนชั่วคราว

ยูคยอมค้นอาหารกระป๋องและขนมปังจากระเป๋าออกมาเพื่อกินเป็นมื้อค่ำ วางกระเป๋าบนโต๊ะทำงานกระจกโต๊ะหนึ่งแล้วเดินดิ่งไปที่โซฟาที่เห็นโผล่มานิดหน่อยหลังตู้เก็บของขนาดใหญ่

ร่างสูงสะดุ้งเฮือก ยืนนิ่งเมื่อเห็นว่าหลังตู้ข้างโซฟานั้นมีศพชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ ที่หน้าท้องเป็นแผลเหวอะ สมองและเลือดกระจายกระเด็นแปะผนังห้อง ในมือนั้นยังกำปืนพกอยู่

ภาพที่พบกะทันหันทำให้เด็กหนุ่มวิ่งไปอาเจียนที่มุมห้องใกล้ประตู อาหารค่ำที่เพิ่งกินได้ไปเพียงครึ่งเดียวออกมาจากกระเพาะก่อนจะถูกย่อย

 ยูคยอมหมดอาการอยากอาหาร ความหิวมลายหาย เขาดื่มน้ำกลั้วปากกลั้วคอจนหมดขวดแล้วหยิบกระกระเป๋าไปหนุนนอนหน้าประตู ใช้ตู้เก็บของเป็นที่บังสายตาไม่ให้เห็นศพสภาพอนาถ

ยูคยอมพยายามข่มตาให้หลับแต่ความที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับศพก็ทำให้เขาหลับไม่ลง

 

 

 

เด็กหนุ่มสะดุ้งตื่นในวันต่อมา ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไร แต่คงเพราะเขาเพลียจัดถึงได้หลับไปได้

ยูคยอมหยิบน้ำขึ้นมาดื่มก่อนจะคลานแล้วลุกโซเซเปิดประตูเพื่อออกไปข้างนอก

กลิ่นสาบศพทำให้ร่างสูงหยุดมือที่จะเปิดประตู แม้จะกลัวแสนกลัวแต่เขาก็ตัดสินใจจะเอาปืนจากศพติดตัวไปด้วย แม้ใช้ไม่เป็นแต่มันก็น่าจะดีกว่าคัตเตอร์และกรรไกรเล็กๆ สำหรับทำแผล

“ขอโทษนะครับ” นักเรียนหนุ่มนั่งยองแล้วยื่นมือไปที่ศพอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพื่อจะหยิบปืน แต่ศพกำมันไว้จึงต้องพยายามงัดแงะนิ้วมือแข็งๆ ออกทีละนิ้ว

“ดูยังไงนะว่าเหลือกระสุนหรือเปล่า” ยูคยอมมองปืนในมือทุกด้านทุกมุม

“เก็บไปก่อนแล้วกัน ไว้เจอใครไว้ใจได้ค่อยให้เขาดูให้ก็ได้” ยูคยอมเก็บปืนใส่กระเป๋า ขอบคุณศพเจ้าของปืนเบาๆ แล้วรีบเดินออกมา

 

 

 

 

 

ระหว่างเดินทางต่อ ยูคยอมได้ยินผู้คนพูดคุยกันอยู่บ้างว่าจะอพยพไปศูนย์อพยพของทหาร ทุกคนต่างเดินทางไปในทางเดียวกัน การจราจรติดขัดยาวเหยียด แม้ดูวุ่นวายแต่นั่นก็ทำให้ยูคยอมใจชื้นว่ายังเหลือมนุษย์ที่สมบูรณ์อีกจำนวนมาก

ยูคยอมตัดสินใจไปทางเดียวกับฝูงชน อย่างน้อยก็มีจุดหมายที่ปลอดภัย

แต่ไม่มีใครยอมให้เขาติดรถไปด้วยเลยสักคน

เด็กหนุ่มสะพายกระเป๋าเดินไปตามตรอกและซอยเพื่อหลีกเลี่ยงคนและผู้ติดเชื้อ ศูนย์อพยพอยู่ไกลมาก แต่ยังไงก็ต้องไปล่ะนะ

ด้วยความไม่ชินทางทำให้เด็กหนุ่มหลงทางเข้าจนได้ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาโผล่ที่ไหน แต่ทางข้างหน้านั่นมีผู้ติดเชื้อหลายคนทีเดียว!

ยูคยอมทำใจให้นิ่ง สายตามองผู้ติดเชื้อตัวขาดรุ่งริ่งเหล่านั้นแล้วค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ

แกรบ!

“แม่งเอ๊ย!” ยูคยอมสบถในความโง่เง่าของตนเองที่เหยียบกระป๋องน้ำผลไม้บุบบี้เข้าให้ เสียงนั่นทำให้เหล่าผีดิบหันมาทางเขาอย่างรวดเร็ว

ร่างสูงวิ่งหนีไปทางซ้ายมือด้วยไม่อาจหันหลังกลับเพราะทางที่มาก็น่ากลัวไม่แพ้กัน เสียงครางต่ำจากลำคอของพวกประหลาดนั่นไล่หลังมาทำเอายูคยอมหายใจไม่ทั่วท้อง ตื่นกลัว

ทางตัน!

ยูคยอมวิ่งชนเข้ากับกำแพง หลังชนกำแพงมองผู้ติดเชื้อด้วยสายตาหวาดกลัว

ทำไงดี

เขาจะทำยังไงดี!

ยูคยอมละสายตาจากพวกนั้นมองหาทางหนี โชคดีที่กำแพงไม่สูงเกินไป กระโดดนิดหนึ่งก็จับขอบถึงแต่จะปีนขึ้นไปนี่สิเรื่องยาก

ยูคยอมไม่ชอบออกกำลังกาย ที่หนีมาได้จนถึงตอนนี้ก็เกินขีดจำกัดร่างกายของเขาแล้ว

“เอาล่ะ พยายามเข้า พ่ออยากให้นายรอดต่อไปนะ” ยูคยอมคิดถึงสิ่งที่บิดาขอร้องไว้ก็ฮึดสู้อีกอึดใจ

หวังว่าที่ฝั่งนั้นจะไม่มีอะไรรออยู่นะ

นักเรียนหนุ่มรวบรวมแรงเกร็งกำลังแขนเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปให้ได้เพราะความตายไล่ตามหลังมา

เพียงแค่พาตัวเองขึ้นไปนั่งบนกำแพงได้เกือบสองเมตรได้ยูคยอมก็เหนื่อยเสียแล้ว เขานั่งคร่อมอยู่บนกำแพง ขาข้างซ้ายยังอยู่ในฝั่งที่ผู้ติดเชื้อเดินมาหา

เหมือนพวกนั้นจะเดินเร็วขึ้น ยูคยอมหันมองไปอีกฝั่งที่พื้นก็ใจหล่นวูบ ด้านล่างมีแต่กองเหล็กกองสนิม มันเป็นที่ทิ้งขยะแบบรีไซเคิลได้นี่นา

แฮ่

ระหว่างโดนลากขาดึงลงไปกินกับเสี่ยงโดนเกี่ยวเป็นบาดทะยัก ยูคยอมตัดสินใจเลือกอย่างหลัง เขารีบยกขาที่หนักอึ้งเพราะล้ามาอีกฝั่งแล้วหลับหูหลับตากระโดดลงไป

โครม!

“โอ๊ย!

ความเจ็บจากการตกจากที่สูงหวนกลับมาหาอีกครั้ง แต่คราวนี้เพิ่มความชาหนึบที่บริเวณขาข้างขวามาด้วย

ใบหน้าหล่อเหลาเหยเก ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง กองขยะล้มกลิ้งก่อให้เกิดเสียงฉุดรั้งสติให้เด็กหนุ่มต้องรีบไปจากตรงนี้ แต่พอจะยันตัวลุกขึ้นกลับต้องล้มลงไปอีก

ยูคยอมก้มมองที่ขาขวาของตน เลือดสีแดงข้นคลั่กไหลซึมจากขากางเกงที่ฉีกขาด

เมื่อเห็นสาเหตุของความชา ร่างสูงก็ดึงขากางเกงขึ้นเพื่อสำรวจบาดแผล

“บ้าจริง!” ยูคยอมสบถออกมาอีกครั้งยามมองบาดแผลที่ชุ่มไปด้วยเลือด  เขาโดนอะไรสักอย่างบาดตั้งแต่น่องลงมาจนถึงเกือบข้อเท้าเลยทีเดียว ตาคมมองหาสิ่งที่ทำให้เขาได้เลือด

มันเป็นเหล็กแหลมอะไรสักอย่าง แต่ในความโชคร้ายก็ยังโชคดีที่มันไม่เป็นสนิม

ยูคยอมปลดเป้ออกจากไหล่ หยิบเสื้อมาพันมัดที่ขาเพื่อซับเลือด แล้วหายาแก้ปวดที่พ่อใส่กระเป๋ามาให้หนึ่งขวด เปิดฝาออกโยนยาเข้าปากไปสองเม็ดแล้วดื่มน้ำตามลงไป

“ซวยชะมัดเลยคิมยูคยอม”

เด็กหนุ่มพยายามลุกขึ้นยืน ทรงตัวให้นิ่งแล้วเริ่มเดินกะเผลกต่อไป

คงไม่มีใครคิดว่าเขาเป็นพวกประหลาดนั่นแล้วมาฆ่าเขาหรอกนะ เลือดชุ่มขาขนาดนี้

 

 

 

 

เพราะความเหนื่อยและเสียเลือดทำให้เด็กหนุ่มเดินทางได้ช้าลง แต่ก็ยังพยายามไปต่อให้ได้จนกว่าจะไปไม่ไหว

“เฮ้ย! มีผีดิบมาตัวนึง!

เสียงจากด้านบนทำให้ยูคยอมหยุดกึก เหลียวมองซ้ายขวาอย่างหวาดๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังจนเกือบล้มเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังๆ เดินลงบันไดหนีไฟจากตึกที่เขาอาศัยตรอกเล็กๆ ทางด้านข้างตึกเพื่อเดินทางหลบพวกคนประหลาด

“ระวังด้วยนะโว้ย” ใครอีกคนตะโกนเตือน

“เออ กูจัดการเอง แม่งมีกระเป๋าด้วย โชคดีชะมัด!

ยูคยอมมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่ร้องอย่างยินดีแล้วเงื้อไม้กอล์ฟพลางวิ่งมาทางตน

“อย่า! ผมเป็นคน!

ยูคยอมร้องตะโกนแล้วยกแขนสองข้างป้องศีรษะทรุดตัวลงนั่งด้วยความกลัว ไม้กอล์ฟที่ฟาดลงมานั้นหยุดชะงักห่างจากศีรษะยูคยอมไปเพียงนิดเดียว

ดีที่สัญชาติญาณของอีกฝ่ายดีเยี่ยม เมื่อได้ยินเสียงขอร้องก็หยุดมือลงได้ทันที ไม่อย่างนั้นยูคยอมคงโดนกระหน่ำฟาดไปแล้ว

“คน..อ๋อ ใช่สิ ตอนนี้แกยังเป็นคนไง แต่พอผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงแกก็จะเที่ยวไปไล่กัดชาวบ้านเขาเหมือนไอ้ตัวที่กัดขาแกมา!

 ชายหนุ่มเงื้อไม้กอล์ฟขึ้นอีกครั้ง ยูคยอมร้องเสียงหลงด้วยความกลัว

“อย่าทำผมเลย! ผมไม่ได้ถูกคนประหลาดพวกนั้นกัดมา!

“เชื่อก็โง่แล้วโว้ย”

“คุณอยากได้กระเป๋าใช่ไหม เอาไปสิผมให้ แต่ปล่อยผมไปได้ไหม ถ้าคุณไม่เชื่อว่าผมไม่โดนกัดก็ปล่อยผมสิ กว่าจะกลายร่างผมก็คงไปพ้นบริเวณนี้แล้ว ไม่ทำร้ายพวกคุณหรอก”

ยูคยอมค่อยๆ ลดแขนลงแล้วเจรจากับชายตรงหน้า

“นั่นไง! แกยอมรับมาแล้วว่าโดนกัด” ชายคนนั้นใช้ไม้กอล์ฟชี้หน้ายูคยอม เว้นระยะห่างอย่างระแวดระวัง เตรียมพร้อมฟาดได้ทุกเมื่อ

“ในกระเป๋าผมมีปืนด้วย มีอาหาร มีน้ำ เชิญคุณเอาไปได้เลยขอแค่คุณปล่อยผมไปตายไกลๆ จากนี่ก็พอ ถือว่าสงสารผมเถอะ”

ยูคยอมอ้อนวอนขอร้อง รีบยื่นกระเป๋าส่งให้ เมื่อได้ยินคำว่าปืนฝ่ายนั้นก็คว้ากระเป๋าไปจากมือยูคยอมทันที เขาถอยหลังอีกสองก้าวแล้วเปิดกระเป๋าดูของ หยิบปืนออกมาเช็กกระสุนอย่างดีใจ

“ปืนจริงๆ ด้วย เหลือกระสุนอีกตั้งหลายนัด ก็ได้ เห็นแก่ที่แกมีของดีๆ ฉันจะปล่อยแกไป จะไปแดกใครที่ไหนก็เชิญ!

ชายคนนั้นเหน็บปืนไว้ที่เอวแล้วคว้ากระเป๋ายูคยอมวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟไป

ยูคยอมรีบลุกขึ้นยืนเกาะตรอกหินแล้วพยายามกะเผลกเดินให้ไวเท่าที่ทำได้ก่อนอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจหันมาเล็งปืนฆ่าเขา

ตอนนี้เขาไม่มีอะไรติดตัวแล้ว..มีแค่ชีวิตและลมหายใจนี่ล่ะ จะรอดไปได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้..

 

 

 

ความเจ็บที่ขาเพิ่มขึ้นทุกที ยูคยอมเอาตัวรอดได้ลำบากมากขึ้น กลิ่นเลือดเรียกผู้ป่วยกินคนให้สนใจ ท่าทางการเดินลากขาและบาดแผลทำให้คนปกติเข้าใจผิดและจะทำร้าย

ไม่ไหวแล้ว..เขาเหนื่อยมาก เจ็บ และก็หิวมากด้วย

แต่ถึงใกล้จะหมดแรง ยูคยอมก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเสี่ยงเข้าไปหาน้ำ ยา และอาหารในย่านชุมชน เพราะแค่เดินยังแทบจะไม่ไหวจะเอาแรงที่ไหนหนีทั้งคนทั้งผีดิบ

เขาต้องการที่พักก่อนจะมืด ที่ไหนก็ได้ที่พอจะซุกหัวนอนได้ เรื่องอดข้าวอดน้ำเขายังพอทนไหว พอข่มตาหลับก็จะไม่รู้สึกอะไร..

แฮ่

เพราะกำลังกังวลเรื่องที่นอนทำให้ยูคยอมไม่ทันสังเกตเห็นพวกกัดสองคนที่อีกฝั่งของถนน ตอนนี้พวกมันกำลังเดินมาทางเด็กหนุ่ม

ยูคยอมเกาะกระจกร้านเสื้อแห่งหนึ่ง ปวดขาจนไม่อยากจะเดินแล้ว ข้างหน้ามีทางเลี้ยวได้ด้วย จะทะลุไปถึงไหนกันนะ

ร่างสูงกัดฟันเดินต่อไปก่อนจะพบว่าทางเลี้ยวที่หวังนั่นมันเป็นทางตันอีกแล้ว

กองขยะ..อาจจะมีอะไรที่มีประโยชน์ก็ได้

แฮ่..

เด็กหนุ่มใจหายวาบเมื่อได้ยินเสียงที่จำได้ขึ้นใจตลอดเวลาที่เดินทาง เขาหันหลังกลับไปมองก่อนจะเห็นพวกคนประหลาดนั่นสองคน!

“ไม่นะ..” เขาจะหนีไปไหนดี ไม่มีทางหนีแล้ว

“ช่วยด้วย..ช่วยด้วย! อย่าเข้ามานะ!

ความกลัว ความอ่อนล้า และความเจ็บปวด รวมถึงความกดดันที่ได้พบเจอมาตั้งแต่เริ่มหนีทำให้เด็กหนุ่มเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้  เขารู้ว่าตะโกนไปก็ไร้ประโยชน์แถมยังจะทำให้ผีดิบทั้งสองโถมเข้าหาเร็วขึ้น แต่เขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

พระเจ้าจะมีเมตตากับเขาบ้างหรือเปล่าก็สุดแท้แต่โชคชะตาเถอะ

ยูคยอมรวบรวมแรงถีบและผลักผีดิบออกไปขณะที่ถอยหลังหนีไปเรื่อยๆ ปากก็ร้องขอความช่วยเหลือไปด้วย

            “อ๊ะ!” เด็กหนุ่มร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นคนแปลกหน้าสวมเสื้อสีกรมท่าเดินเข้ามาในตรอก เขายกเท้าถีบพวกกัดที่จะโถมเข้าใส่ออกไปแล้วกระเสือกกระสนหนีจนจะติดกำแพงทางตันด้านหลังอยู่แล้ว

ในที่สุดก็มีคนมาช่วยเขาเหรอ? ไม่อยากจะเชื่อเลย!

คนแปลกหน้าที่มาได้ทันเวลาพอดีราวกับสวรรค์ฟังคำขอร้องของเด็กหนุ่มยกนิ้วแตะริมฝีปากเพื่อบอกให้เขาเงียบ ยูคยอมก็เม้มปากกลั้นเสียงโดยไม่รู้ตัว

ชายคนนั้นก้าวอย่างเงียบเชียบไปด้านหลังของผู้ติดเชื้อผู้ชายก่อน มือเรียวจับต้นคอพนักงานส่งของไว้มือหนึ่งแล้วแทงที่ศีรษะอย่างแรง เมื่อกระชากมีดออกผีดิบพนักงานก็ร่วงลงไปกับพื้น เสียงนั่นทำให้ผีดิบสาวหันความสนใจจากยูคยอมไปทางชายคนนั้นแทน แต่เขาก็แทงสวนเข้าที่ตาขวาของเธอก่อนเธอจะเอื้อมมือคว้าตัวเขาได้

            “ขะ..ขอบคุณครับ

ในขณะที่ยูคยอมกลัวจนทำอะไรไม่ถูกแต่พี่ชายคนนี้ไม่มีความกลัวให้เห็นเลยสักนิด สุดยอดเลย!

ถึงจะตัวเล็กกว่าตนแต่ยูคยอมดูแล้วอีกฝ่ายท่าทางอายุมากกว่าหลายปีเลยให้เป็นพี่ชายไปซะเลย

            “แค่สองตัวสู้ไม่ได้เหรอ

            คำถามจากคนที่มาช่วยทำเอายูคยอมสะอึก แต่ไม่มีอะไรให้ไม่พอใจ เพราะเขาก็สู้พวกคนประหลาดกินคนนี่ไม่ได้จริงๆ ถึงเป็นช่วงที่แข็งแรงดีก็สู้ไม่ได้หรอก เอาแต่วิ่งหนีอย่างเดียว

ผม..ผมกลัวครับ ละ..แล้วผมก็ไม่มีอาวุธด้วย

ขาไปโดนอะไรมา โดนผู้ติดเชื้อกัดหรือเปล่า?”

คำถามที่ยูคยอมกลัวหลุดจากปากพี่ชายหน้าหวาน เขาย่อกายลงนั่งยอง เอียงคอมองขากางเกงสีเข้มที่เปื้อนเลือดและดึงชายกางเกงขายาวขึ้นเพื่อมองบาดแผล 

ไม่เอาแล้วนะ อย่าเข้าใจผิดอีกเลย ถ้าพี่ชายคนนี้เชื่อว่าเขาโดนกัดเขาคงโดนฆ่าตายตรงนี้แน่

เปล่าครับ ผมได้แผลมาตอนหนีพวกคนประหลาด ระหว่างหนีก็ไม่รู้ว่าโดนอะไรเหมือนกัน คงเป็นเหล็กรั้วหรืออะไรสักอย่างที่มีคม มันปวดมากเลยครับ

เด็กหนุ่มรีบบอกก่อนพี่ชายจะแทงเขาอีกคนเพราะนึกว่าเป็นพวกประหลาดเที่ยวไล่ฆ่าคน

ทำไมไม่แวะร้านขายยาที่ไหนสักแห่ง นี่อยู่ระหว่างทางกลับบ้านเหรอ

พี่ชายเงยหน้ามองหน้าเขา ยูคยอมนิ่งไปนิดก่อนจะตอบ

ทุกที่ที่เป็นย่านการค้ามีแต่คนพวกนี้เต็มไปหมด ผมไม่กล้าเข้าร้านขายยาหรอกครับ ผมกลับบ้านไปแล้วแต่ไม่มีใครเหลือเลย..ฮึก..ทุก..ทุกคน ทั้งพ่อและแม่กลายเป็นแบบนี้ไปหมด ผมก็เลย..ก็เลยเข้าบ้านไม่ได้

ยูคยอมกลั้นน้ำตา ยังทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ไปกับโรคระบาดร้ายแรง มันไม่ใช่เรื่องที่ทำใจได้ง่ายๆ  

ร่างสูงรู้ว่าพ่อพยายามที่จะปกป้องเขาแต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาจะดื้อกับพ่อให้มากกว่านี้ จะไม่เดินจากมาแบบนี้..

ยูคยอมกัดริมฝีปากแน่นเพื่อบังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมา เขาได้ยินอีกฝ่ายถอนหายใจ ทำไมล่ะ เวทนาหรือยังไง

 นักเรียนหนุ่มมองพี่ชายตัวบางปลดสายเป้จากไหล่สายหนึ่งเพื่อหาของ เปิดขวดยาสีขาวแล้วยื่นยาให้ตนสองเม็ด เมื่อได้ยาเขาก็รีบเอาใส่ปากทันที

พี่ชายหน้าหวานหยิบยาใส่แผลขวดเล็กออกมาเปิด จากนั้นมือเล็กๆ นิ่มๆ ก็ยื่นมาปิดริมฝีปากเขาแล้วเทยาราดลงบนบาดแผลโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้เตรียมตัวเตรียมใจสักนิด!

โคตรแสบเลย แม่ง!

ยูคยอมเบิกตากว้างเมื่อยาราดลงบนแผล แสบจนอยากจะดิ้นหนีแต่ไม่กล้าพอ

แผลนี้ควรจะเย็บสักสองเข็ม ถ้าเย็บสดนายทนไหวไหม?” ความแสบยังไม่ทันจางหายพี่ชายตรงหน้าก็ถามสิ่งที่ทำให้ร่างสูงตาเหลือกด้วยความตกใจ

เย็บสะ..สดหรือครับ

อย่าว่าแต่เสียงสั่นเลย ตอนนี้ยูคยอมสั่นไปทั้งตัวแล้ว ไม่อยากคิดเลยว่าเย็บแผลสดๆ นี่มันจะเจ็บปวดมากขนาดไหน

อื้ม มันจำเป็นนะ ถ้าอยากรอดก็ทนหน่อยแล้วกัน ทิ้งแผลไว้แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องดีหรอก

พี่ชายคนนั้นพูดโดยไม่สนใจคำตอบของยูคยอมด้วยซ้ำ แล้วยังหันไปมองไปรอบๆ จากนั้นก็ลุกไปยังเก้าอี้ไม้ผุตรงกองขยะตัวหนึ่ง ดึงมันออกมาจากขยะกองพะเนิน ยูคยอมมองการกระทำของอีกฝ่ายด้วยความสงสัยแต่ไม่กล้าถามว่าจะทำอะไร

เขาวางเก้าอี้ลงบนพื้นแล้วกระทืบสามสี่ครั้งจนหัก ดึงพนักไม้แบนๆ ออกมาแล้วใช้มือหักออกครึ่งหนึ่งก่อนจะเดินกลับมาหายูคยอมที่นั่งมองอยู่ตลอด

ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโดนดึงเนคไทตรงคอที่ผูกอยู่หลวมๆ ออกไป พี่เขาเอามันไปพันไม้ที่หักมาเมื่อกี้ เพื่อ?

กัดไว้สิเดี๋ยวจะเย็บแผลให้แม้จะกลัวแต่ยูคยอมก็อ้าปากกัดไม้บริเวณที่มีเนคไทพันไว้ ใจเต้นตุบๆ ด้วยความกังวล

จะเย็บแผลให้จริงๆ เหรอเนี่ย เชื่อได้หรือเปล่า ทำเป็นจริงๆ น่ะ?

แม้คลางแคลงใจแต่ยูคยอมก็มองการกระทำของอีกคนต่อไป พี่ชายเอาแอลกอฮอล์เทใส่มือแล้วลูบมือตัวเองไปมา จากนั้นก็หยิบไฟแช็คและเข็มออกจากกล่อง ลนเข็มที่ไฟ เมื่อเห็นมาถึงขั้นนี้ยูคยอมก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเอาจริง

ถ้ากลัวก็หลับตา แม้จะเจ็บแค่ไหนก็อย่าร้องออกมานะ กัดไม้เอาไว้ให้แน่นที่สุด ทำได้ไหม

ยูคยอมรีบพยักหน้ารับแล้วหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเย็บแผลมาก่อนเลย

แม้จะรับปากพี่ชายไว้แล้วแต่ยูคยอมก็เกือบจะคลายไม้แล้วร้องออกมาเมื่อรู้สึกถึงเข็มที่แทงลงไปบนบาดแผลสดของตน เด็กหนุ่มกำมือแน่น

โคตรเจ็บ! เจ็บมากๆ เลย

ยูคยอมเจ็บจนร้องไห้แต่ต้องแข็งใจกัดไม้เอาไว้เพราะเขาเองก็รู้ว่าถ้าแหกปากร้องออกมาสุดเสียงพวกคนประหลาดที่อยู่แถวนี้คงได้อิ่มกันแน่ๆ

เอาล่ะเสร็จแล้ว ทนเก่งเหมือนกันนี่

ยูคยอมลืมตาขึ้นเมื่อพี่ชายแปลกหน้าเอ่ยชม พี่ชายทำแผลให้ไม่นานก็เสร็จแล้ว ไวมากเลย

ร่างบางหยิบผ้าก็อซพันแผลให้อย่างคล่องแคล่วจนยูคยอมอดแปลกใจไม่ได้

ขอบคุณมากครับ คุณเป็นพยาบาลหรือเปล่าครับ

หมอน่ะ ความรู้สึกชื่นชมที่เด็กหนุ่มมีให้อีกฝ่ายตอนช่วยชีวิตเอาไว้ยิ่งทวีมากขึ้นไปอีก

พี่ชายแปลกหน้าคนนี้ต้องเก่งมากแน่ๆ เลย

คุณหมอจะไปไหนต่อเหรอครับ

ไปตามหาลูกกับสามี

นักเรียนหนุ่มตาโต ประหลาดใจ ไม่คิดว่าคุณหมอจะแต่งงานแล้ว หน้าเด็กแบบนี้คงยังอายุน้อยและเพิ่งแต่งงานได้ไม่นานล่ะมั้ง ลูกก็คงยังเล็กอยู่แน่ๆ น่าสงสารจัง

พลัดหลงกันเหรอครับยูคยอมอดถามออกไปไม่ได้ แต่อีกฝ่ายก็ตอบกลับมานะ

ใช่ เอายาติดไว้กินนะช่วยทำแผลให้ไม่พอยังแบ่งยาแก้ปวดให้อีก พี่ชายยัดยาใส่มือยูคยอมแล้วยืนขึ้น ร่างสูงรีบยันกายลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนเซ

คุณหมอจะไปไหนเหรอครับ..ผม..ผมขอไปด้วยได้ไหม

ยูคยอมโพล่งถามออกไปโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าทำไมถึงกล้าขอความช่วยเหลือเขาขนาดนี้ ทั้งที่อีกฝ่ายก็อุตส่าห์ช่วยเขาไว้ตั้งมากแล้ว ทั้งฆ่าผีดิบและทำแผลให้ด้วย         

ชายสวมฮู้ดหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังมาเช็ดเลือดที่เปื้อนมีด ปิดกระเป๋าแล้วสะพายหลังตามเดิม

ไม่ล่ะผมไม่อยากเดินทางกับใคร นายไปหากลุ่มใหม่เถอะหรือไปอยู่ที่ศูนย์อพยพก็ได้ ผมไม่มีความสามารถจะดูแลชีวิตใครได้หรอกนะ

ผมจะไม่ทำตัวเป็นภาระครับ ให้ผมไปด้วยเถอะนะครับยูคยอมรีบเอ่ยขึ้น กลัวจะถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับพวกคนประหลาดเพียงลำพัง

ถ้าหมอใจดีคนนี้จากไป ไม่กี่ชั่วโมงจากนี้เขาได้ตายจริงแน่ เขาต่อสู้ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ถ้ามีที่พึ่งเขาจะพยายามเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดและไม่สร้างความลำบากให้หมอแน่นอน

ผมรีบ ผมต้องไปให้ถึงที่หมายก่อนค่ำนี้ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไป

แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยเสียงเรียบแต่ยูคยอมก็สังเกตเห็นความร้อนรนได้ เข้าใจว่าในสถานการณ์อันตรายอย่างนี้พี่เขาก็ต้องห่วงครอบครัวมากแน่ แต่ยังไงเขาก็อยากติดตามหมอไป จะว่าเขาเห็นแก่ตัวก็ได้แต่เขาไม่มีใครให้พึ่งพิงแล้วจริงๆ

หมอครับผมขอร้อง ผมขอไปด้วยเถอะนะ นะครับ ถ้าหมอทิ้งผมไว้ก็เท่ากับหมอเสียเวลาช่วยผมไปฟรีๆ เพราะผมคงจะอยู่รอดตามลำพังได้ไม่นานแน่

เด็กหนุ่มขอร้องอ้อนวอนให้คนแปลกหน้าใจอ่อน

ตอนหนีจากโรงเรียนนายไม่มีเพื่อนบ้างหรือไง

ผมปวดหัวก็เลยไปนอนที่ห้องพยาบาลน่ะครับ ตอนเขาหนีกันผมก็หาเพื่อนสนิทไม่เจอแล้ว ป่านนี้ก็ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดียังไงเหมือนกัน

ยูคยอมเอ่ยถึงเรื่องที่โรงเรียนแล้วก็ชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับเพื่อนร่วมห้อง

หวังว่าเตนล์จะไม่เป็นอะไร..

ยูคยอมและพี่ชายใจดียืนเงียบกันครู่หนึ่งพี่ชายใจดีก็เป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อน

ถ้าทางผ่านที่ผมจะไปมีศูนย์อพยพ ผมจะส่งนายที่นั่นแล้วกัน ตกลงไหม?”

ได้ครับขอบคุณนะครับที่ให้ผมไปด้วยเด็กหนุ่มอยากจะยิ้มด้วยความดีใจแต่เพราะความเศร้าจากการสูญเสียยังคงกัดกินอยู่ในใจทำให้ยิ้มเศร้าๆ ได้เท่านั้น

ร่างสูงรับปากไปก่อนและภาวนาว่าอย่ามีศูนย์อพยพอยู่ทางเดียวกับที่ที่คุณหมอจะไปเลย เขาอยากอยู่กับคุณหมอจริงๆ นะ คุณหมอไม่ใช่คนไม่ดีแน่ๆ เพราะคุณหมออุตส่าห์ช่วยเขาไว้ทั้งที่ต้องรีบไปที่ไหนสักแห่งนั่น

การที่ต้องอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวท่ามกลางโลกแบบนี้น่ะมันโคตรรู้สึกแย่เลยนะ

พี่ชายคนนั้นไม่พูดอะไรอีก เขาหันหลังแล้วเดินไป ยูคยอมรีบเดินตามอีกฝ่ายไปติดๆ ด้วยกลัวเขาจะเปลี่ยนใจไม่ให้ไปด้วย

พ่อครับ แม่ครับ วันนี้ผมก็เอาตัวรอดไปได้อีกวันแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าผมจะได้พบพ่อแม่อีกครั้ง แต่ผมจะพยายามใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุดครับ

สักวันอาจจะมีทางรักษาโรคร้ายนี่ สักวันพ่อแม่อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ขอให้พ่อกับแม่อยู่อย่างปลอดภัยในบ้านเราจนกว่าเราจะได้เจอกันหลังเรื่องบ้าๆ นี่จบลงนะครับ

 

จบตอนพิเศษ Kim Yugyeom

**

เอาไปยาวๆ ให้หายคิดถึง (มีคนคิดถึงซอมบี้ไหมน้อ) นี่เป็นตอนพิเศษสำหรับวันเกิดเมนค่ะ

ความจริงควรจะลงในวันเกิดยูคยอมเมื่อเดือน11 ปีที่แล้วแต่มีเหตุให้ไม่ได้ลงน่ะค่ะ  

แม้จะเลยมานานแล้วก็เถอะแต่ขอลงหน่อยนะคะ>_< เนื้อหาตอนหลักรอคิวตอนหน้านะทุกคน

เรื่องนี้ยูคยอมเมะค่ะ(เป็นเรื่องแรกที่ตั้งใจให้เมนเมะ TOT)

คำถาม

อยากอ่านเส้นเรื่องของคนอื่นไหมคะ

ความเป็นมาก่อนเกิดเรื่องว่าตอนโรคระบาดเขาทำอะไรกันอยู่ เขาอยู่กันที่ไหน

ถ้าอยากอ่านเล็กจะได้เขียนแทรกตอนหลักให้

แบบว่าลงตอนหลักไปอีกสักสองสามตอนก็ลงตอนพิเศษของตัวละครหลัก เช่น

จินยองไปไหนนะ ทำไมถึงปล่อยลูกสาวไว้กับแฮจิน

พี่แจบอมทำอะไรอยู่ ทำไมถึงเสียลูกและภรรยาไป อะไรแบบนี้น่ะค่ะ

ตั้งใจว่าจะเขียนเหตุการณ์ก่อนซอมบี้ระบาดทั่วเมืองด้วย มันมีความเป็นมาค่ะ

ซึ่งเหตุการณ์ก่อนเกิดซอมบี้จะค่อนข้างดาร์กเหมือนกันนะ

กว่าจะได้เขียนคงเกือบจบเรื่องโน่นแหละค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,523 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:01
    คยอมมี่~~ โอ๋ๆๆๆ ไม่เป็นไรแล้วๆๆ แม่เขามาช่วยแล้วนะ
    #2,451
    0
  2. #2325 Chiracc (@Chiracc) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 13:34
    กยอมลูกกกดก หอมหัวววว
    #2,325
    0
  3. #2268 jjphile (@110720) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 16:11
    คยอมลูกกกกกกกก
    #2,268
    0
  4. #2037 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 00:11

    สงสารยูคมากเลยลูก

    #2,037
    0
  5. #1953 FrontHyuk (@chocolatepie) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 19:48
    น่าสงสารยูค แต่สุดท้ายยูคก็ได้เจอคนดีๆที่พร้อมช่วย และรับเป็นลูกไปแล้ว ประทับใจ
    #1,953
    0
  6. #1567 Only We Know Untill (@369963nq) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 21:32
    ยูคก็เมนเราค่ะ อ่านแล้วปวดใจ เค้าผ่านอะไรมาด้วยตัวคนเดียว เข้มแข็งสุดๆเลย ดีจริงที่ได้เจอแบมแบม
    #1,567
    0
  7. #1428 Cake__Cake (@Cake__Cake) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 04:25
    เราอยากรู้อ่ะว่าโรคนี้มันมาได้ไงเป็นเหมือนข่าวลือที่ยองแจบอกป่าว
    #1,428
    0
  8. #1409 wslloogpa (@wslloogpa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 21:21
    ฮือออออ เด็กคนนึงต้องเจออะไรมากมายขนาดนี้
    #1,409
    0
  9. #1376 zmgebob (@zmgebob) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2560 / 12:45
    ยูคคคค ผ่านอะไรมาเยอะเลย
    #1,376
    0
  10. #1202 tmd0171 (@tmd0171) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 00:51
    คิดถึง อยากอ่านซอมบี้แย้ว ยังไงก็สู้ๆเป็นกำลังใจให้ค่ะ~
    #1,202
    0
  11. #1195 FFranc98' (@ffranc98) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 เมษายน 2560 / 17:36
    ชอบมากเลยค่ะ สนุกมากกกกกกเขียนซะเห็นภาพเลยค่ะ จะติดตามน่ะคะมาไวๆน้าา สู้ๆค่ะไรท์
    #1,195
    0
  12. #1194 Parinee1392 (@Parinee1392) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 เมษายน 2560 / 01:41
    ไรท์ มาแต่งต่อเลย อยากอ่านมากกกกกก รีบมานะ
    #1,194
    0
  13. #1193 commymb9397 (@commymb9397) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 16:48
    เราคิดถึงมากเลยย เราชอบเรื่องนี้มากก เป็นคนชอบเรื่องซอมบี้อยู่แล้ว ยิ่งเป็นมาร์คแบมนี่ยิ่งดีเลย//ไม่อยากอ่านพาร์ทคนอื่นค่ะ อยากอ่านว่าทำไมเชื้อระบาด อยากอ่านตอนหลักมากกว่าค่ะ รีบมาต่อนะคะ เราคิดถึง
    #1,193
    0
  14. #1189 SilentSoul (@SilonSoul) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 15:55
    คิดถึงงงง สนุกมากๆเลยค่ะ รอติดตามนะ จริงๆอยากอ่านพาร์ทของคนอื่นๆด้วยเหมือนกันค่ะ
    ตอนนี้สงสารยูคมากเลยT T
    #1,189
    0
  15. #1188 นรินทร์ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มีนาคม 2560 / 14:35
    ชอบมากกกกกกเลยยยยย สนุกมากกกก ต่อนร้าาาาาาาา สู้ๆๆเอาใจช่วยนร้าาา
    #1,188
    0
  16. #1186 ParichartPP (@ParichartPP) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 มีนาคม 2560 / 13:39
    โอ๊ย ยูคอ่าาาา แต่มาทีก็หายคิดถึงจิงๆค่ะ
    #1,186
    0
  17. #1185 ซินซ่า (@runrunza) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 21:25
    อยากอ่านตอนของพี่จิน ว่ามาเจอกับหมอแบมได้ยังไง
    ตอนนี้ยูคน่าสงสารมากเลย รอตอนต่อไปอยู่น่ะค่ะไรต์  สู้ๆค่ะ
    #1,185
    0
  18. #1184 นมเย็นสีฟ้า (@alissy) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 09:30
    โอ้ย... สงสารยูคยอม ฮืออออออ
    #1,184
    0
  19. #1183 Bubii09 (@nepall44) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 02:32
    งือออ คิดถึงมากๆๆๆๆๆ
    อยากรู้เรื่องราวของพี่แจบอมค่ะ เป็นคนที่ลึกลับที่สุดแล้ว คนอื่นๆยังมีเรื่องราวให้เห็นบ้างแต่พี่แจบอมคือเงียบเลยยย
    มาต่อไวๆนะคะ ????????????
    #1,183
    0
  20. #1182 knigt (@knigt) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 18:47
    รอน้าติดตามๆ
    #1,182
    0
  21. #1181 oni (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 01:00
    และสมาชิกของกัซทุกคนต้องปลอดภัยด้วย

    #1,181
    0
  22. #1180 oni (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 00:59
    ไรท์ฯสุดยอดไปเลย เเต่งเก่งมาก

    เราชอบ อ่านไปลุ้นไป ตื่นเต้นดี สนุกค่ะ

    แต่ละคนต้องเจอและพบกับความสูญเสียกันทั่งหน้า

    แต่ขอแค่ครอบครัวของแบมอยู่กันครบนะ555
    #1,180
    0
  23. #1179 ❥가인♪ (@ritjang-zizi) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 16:39
    สนุกมากเลยค่ะ รออ่านตอนต่อๆไปนานมาก แต่พอมาลงแล้วก็ยาวมากอ่านตาแฉะเลยจริงๆ เราอยากอ่านของจินยองค่ะ จริงๆก็อยากอ่านของหลายๆคนเลย ว่าไปไหนทำอะไรบ้าง สู้ๆนะคะไรท์ เป็นกำลังใจให้แต่งฟิคดีๆแบบนี้ต่อไปนะคะ
    #1,179
    0
  24. #1178 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 14:25
    สนุกมากค่ะ ยังคงสนุกเหมือนเดิม:-) รอเสมอนะคะ

    #1,178
    0
  25. #1177 MyBiFern (@MyBiFern) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 11:41
    โอ๊ยไรท์จ๋าคิดถึงงงงงงง!!!!
    #1,177
    0