นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

หนี้ก่อรัก

โดย C.lanatus

ชีวิต...ไม่มีคำว่าง่าย เรื่องที่ได้ใช้หนี้ก็เช่นกัน ไม่ได้ก่อ ไม่ได้สร้างก็ต้องมาตามล้างตามเช็ด...แต่ทำไมเช็ดๆ ถูๆ ไปๆ มาๆ ดันตกบ่วงรักเข้าซะงั้น!

ยอดวิวรวม

57

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


57

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 พ.ย. 61 / 23:02 น.
นิยาย ˹ѡ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

     ชีวิตที่เกิดมาพร้อมสีสัน ทำให้คนๆ หนึ่งที่ไม่ได้สร้างเรื่องราวอะไร...กลับต้องมาชดใช้หนี้สินของบุพการี เรื่องวุ่นๆ จะจบลงแบบไหน ติดตามได้ใน...หนี้ก่อรัก...เรื่องราวเฉพาะกิจ  ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสนองนี้สคนเขียน  และประชดเรื่องราวที่พบเจอ



#เป็นกำลังใจให้เราด้วยน้าาาาา

      

                                         C.lanatus 24/06/61


ขอบคุณภาพประกอบสวยๆจากอินเตอร์เน็ตนะคะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 พ.ย. 61 / 23:02


1

ในเมื่อชีวิต  คือการดิ้นรนและต่อสู้  จะอยู่หรือไปก็คงไม่ต่างกัน คิดและตัดสินใจแล้วว่า...ควรจะเดินหน้าหรือหันหลัง ก็จงก้าวไปอย่างคงมั่นไม่ท้อถอย

                ฉันใช้ชีวิตแบบมื้อต่อมื้อ  กว่าจะผันผ่านไปได้ในแต่ละวัน  บางครั้งก็แทบจะขาดใจ อิ่มบ้าง  อดบ้าง...แต่มันก็คือสีสันของชีวิตไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งน้อยใจหรือต่อว่าให้กับโชคชะตาในชีวิตหรอกนะ  แค่ประคับประครองให้ผ่านไปได้ในแต่ละวันเลือดตาก็แทบจะกระเด็นออกมา สมองจึงไม่เหลือที่ว่างให้มาเพ้อเจ้อไร้สาระเท่าไหร่นัก จะเหนื่อยหน่อยก็แค่กาย  ลำบากหน่อยก็แค่ภายนอก  แต่จิตใจที่อดทนฟันฝ่าไปได้ต่างหากล่ะ..ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ฉันมีชีวิตก้าวผ่านไปได้โดยที่ยังมีลมหายในวันรุ่งขึ้น

                บางครั้งฉันก็เคยคิดนะว่า..ปัญหาและอุปสรรคต่างๆเคยเหนื่อยบ้างมั้ย? ที่ต้องคอยไปขัดขวางการใช้ชีวิตอันแสนสงบสุขของคนอื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฉันคนหนึ่งล่ะที่เหนื่อยแทน..หยุดพักบ้างเถอะนะ..ฉันขอเวลาหายใจหายคอให้โล่งสักวันเถอะ

                “เวิ่นเว้ออะไรยะหล่อน..ไม่สวยแล้วยังขี้เหร่อีก..ไปทำงานทำการไป๊ เกะกะขวางทางคนอื่นอยู่ได้” นั่นไง..ฉันคิดในใจยังไม่ถึงไหนเลยสัมภเวสีที่คอยเป็นปัญหาในชีวิตของฉันก็เห่าหอนขอส่วนบุญอีกละ..เห้อ...สงสัยต้องไปทำบุญกรวดน้ำให้อีกแล้วล่ะ

                “ค่ะเจ้ โต๊ะสี่ บะหมี่สอง น้ำใสไม่งอกไม่เจียวค่ะ” รับออร์เดอร์ เสิร์ฟ เก็บโต๊ะ  ล้างจาน เก็บกวาดร้าน คืองานของฉันเอง ควบคุมทุกอย่างแทบจะสามารถฮุปกิจการเป็นของตัวเองได้แล้ว...ถ้าไม่ติดว่าเจ้ปากมากเจ้าของร้านจะไม่มาดูแลกิจการทุกวันน่ะนะ

                “พัด..โต๊ะสี่ได้แล้ว  มาเอาไปเสิร์ฟ” เสียงแม่ครัวประจำร้านร้องบอก ฉันจึงรีบเดินไปถือถ้วย

                “ถือดีๆนะยะหล่อน  ทำถ้วยแตกอีกฉันจะหักเงินไม่ให้เหลือเลยคอยดู” เคี่ยวเข้าไป ขู่เข้าไป..วันไหนที่ขาดฉันไปสักคนร้านเจ้ก็คงเจ๊งบ้งไปแล้วล่ะ อย่าให้ฉันหางานที่อื่นได้นะ...พ่อจะลาออกไม่บอกสักคำคอยดู

                “ค่าๆ เจ้”

                “บะหมี่น้ำใสไม่งอกไม่เจียวสองที่ได้แล้วค่ะ” วางถ้วยเสร็จก็เดินกลับหลังร้านไปรอรับออร์เดอร์ต่อ

                กริ๊ง~~~~~~~

                เมื่อเสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ามีลูกค้าเข้ามาใหม่ ฉันจึงรีบออกไปรับพร้อมกับส่งเมนูให้ทันที

                ลูกค้ามาสองคนอีกแล้ว ชายหนุ่มหญิงสาวที่แต่งตัวราวกับหลุดออกมาจากนิตยสาร ซึ่งไม่น่าจะหลงเข้ามาในร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆแห่งนี้ได้ พวกเขาเหมาะกับการไปนั่งจิบชาในห้องแอร์หรือร้านอาหารหรูๆบนภัตรคารราคาแพงมากกว่าเสียอีก แต่ลูกค้าก็คือลูกค้า เขาเข้ามาเราก็ต้องดูแลตามหน้าที่ไป

                “พี่เอกค่ะ แก้วไม่อยากกินก๋วยเตี๋ยว แก้วอยากกินชาบูค่ะ” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของหญิงสาวนามว่าแก้ว บอกชายหนุ่มที่ชื่อเอกตรงหน้าพร้อมกับผลักเมนูของทางร้านออกไปไกลๆอย่างไม่ไยดี..หึ ฉันบอกแล้วว่าแต่งตัวแบบนี้ไม่เข้ากับร้านเล็กแห่งนี้เลย

                “แก้วครับ ลองทานดูก่อน ไอ้ตรีมันบอกพี่ว่าร้านนี้อร่อย ถ้าทานแล้วไม่ถูกปากยังไงพี่จะพาไปทานชาบูที่หลัง โอเคมั้ยครับคนเก่ง” เสียงนุ่มทุ่มชวนฝันของผู้ชายคนนี้ทำไมถึงช่างทำให้คนฟังเคลิ้มได้ง่ายๆแบบนี้นะ แล้วก็เห็นผลจริงๆ เพราะผู้หญิงที่ชื่อแก้วไม่เถียงอะไรออกมาสักคำ กลับมานั่งเงียบตาเยิ้มเพราะรอยยิ้มบาดใจของคุณพี่เอกเสียจนลืมค้านไปเลย

                “เอาเส้นเล็กน้ำใส เพิ่มลูกชิ้นหนึ่งที่และวุ้นเส้นน้ำใสไม่งอกไม่จียวหนี่งที่ครับ” แหม่..เหมือนนกรู้ว่าตัวเองมีรอยยิ้มละลายใจคน มีการเผื่อแผ่รอยยิ้มกว้างนั้นมาให้เด็กเสิร์ฟตัวน้อยๆอย่างฉันเสียด้วย จะละลายแล้วใจ

                เมื่อส่งต่อเมนูที่สั่ง  จวบจนกระทั่งจัดเสิร์ฟ ชีวิตฉันก็วนลูปอยู่แค่นี้ รับแขก ส่งเมนู ยกเสิร์ฟ เก็บจาน ล้างถ้วย ยกเก้าอี้ เก็บกวาดร้าน ปิดไฟ กลับบ้าน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง...เว้นเสียแต่ว่า...

                “วิ่ง เร็วสิว่ะ...วิ่งหนีไป ยืนบื้ออยู่ได้ ไม่เห็นหรือไงว่าคนกำลังจะฆ่ากัน..วิ่งไปสิว่ะ  วิ่งงงง” เสียงร้องตะโกนโหวกเวกโวยวายของผู้ชายคนหนึ่งดังออกมาจากซอยที่ฉันต้องเลี้ยวไปขึ้นรถเมล์กลับบ้านพอดี แต่เขากลับวิ่งมาคว้ามือของฉันแล้วพาออกวิ่งมาเสียงจนฉันมองไม่ทันแล้วว่าตอนนี้..เรา วิ่ง มา ไกล แค่ ไหน แล้ว!!

                “แฮกๆๆๆ โอ๊ยเหนื่อยเป็นบ้าเลย แล้วที่นี่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย!!” ฉันโวยวายอย่างเหนื่อยหอบ  พร้อมกับมองผู้ชายที่จับมือฉันวิ่งมาเสียไกลจนตาขวาง แต่เฮ้ย...หน้าเหมือนพี่เอกอะไรนั่นเลย  เหมือนมากอย่างกับคนๆเดียว แต่มีจุดแต่ต่างอยู่ที่ดวงตาละริมฝีปาก พี่เอกจะตาเรียวคมปนหวานและริมฝีปากหนา ส่วนผู้ชายคนนี้มีดวงตากลมแต่กลับเด็ดเดี่ยวและเฉียบขาด ริมฝีปากบางเฉียบกลับแดงธรรมชาติน่าจูบเสียจนผู้หญิงอย่างฉันยังอาย การแต่งตัวก็ต่างกัน รูปร่างก็ต่างกัน พี่เอกหุ่นเพรียวบาง แต่คนตรงหน้าฉันกลับบึกบึนมีกล้ามเนื้อมากกว่า สีผิวพี่เอกจะออกขาวซีดอย่างคนทำงานในออฟฟิช ส่วนเขากลับมีผิวสีแทนสวยอย่างคนที่ทำงานกลางแจ้งและออกกำลังสม่ำเสมอ

                “โทษทีคุณ ผมกำลังจะกลับบ้านพอดีเดินผ่านทางนั้นแล้วเห็นคนตีกัน มีดครบ ไม้หน้าสามก็มี แล้วคุณก็กำลังจะเดินเข้าไปใกล้ผมเลยดึงคุณวิ่งออกมาก่อน กลัวคุณโดนลูกหลงเข้า” เสียงทุ่มขรึมๆเล่าชัดถ้อยชัดคำ ฉันเข้าใจในเจตนาของเขา และรู้สึกขอบคุณที่เขาดึงฉันออกมาจากสถานการณ์นั้น เป็นคนอื่นเห็นแบบนั้นจะไม่ช่วยก็ไม่มีใครว่าอะไรเพราะไม่รู้จักกันเสียหน่อย เดินผ่านไปเฉยๆเหมือนไม่รู้ไม่เห็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่เขากลับไม่ทำและเลือกที่จะช่วยฉัน ซึ่งเรานั้นไม่รู้จักกันเลย

                “ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้ และหากไม่รบกวนจนเกินไป  ช่วยพาฉันกลับไปที่ถนนใหญ่ที..ฉันกลับไม่ถูกค่ะ” เนี่ย..เห็นว่าช่วยฉันไว้หรอกนะ ฉันเลยไว้ใจคุยด้วย แต่เห็นสีหน้าเรียบเฉยของเขาแล้ว ฉันคิดผิดหรือคิดถูกกันนะที่ขอร้องเขาแบบนั้น

                สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไร  พาฉันเดินลัดเลาะไปตามทางแคบๆ จนในที่สุดเราก็ออกมาถึงถนนใหญ่จนได้ แอบหวั่นๆในใจแทบแย่ตอนที่เดินตามแผ่นหลังมั่นคงนั่นเมื่อสักครู่นี้ กลัวก็กลัวว่าจะโดนหลอกอะไรมั้ย แต่อีกใจกลับค้านว่าไม่มีอะไรหรอก เขาเป็นคนดี ...ฉันเชื่อแบบนั้นถึงเดินเงียบๆ ตามเขามาจนถึงถนนใหญ่

                “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” ฉันก้มหัวให้เขาหนึ่งครั้งก่อนจะเดินหันหลังจากมา จวบจนขึ้นรถเมล์มาแล้วฉันถึงนึกขึ้นมาได้ว่าเรายังไม่ได้ถามชื่อกันและกันเลย ก็คงไม่เป็นไรหรอก โลกกลมๆใบนี้ชอบเหวี่ยงคนนู้นที คนนี้ทีให้มาเฉียดใกล้กันเป็นประจำอยู่แล้ว และไม่มีความจำเป็นใดที่เราจะต้องมารู้จักชื่อกัน เราคงไม่มีโอกาสได้มาเจอกันอีกหรอก...ก็แค่คนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนสายลมนั่นแหละ

                “กว่าจะมาถึงบ้านได้ ค่ำๆมืดๆ แต่ละวันไม่รู้ว่าไปทำงานหรือไปทำอย่างอื่น ระวังเถอะมุกดา..ลูกสาวเธอจะเอาหลานมาให้เลี้ยง” เสียงนกเสียงกาที่แสนจะห่วงใยลูกชาวบ้านมากกว่าลูกของตัวเอง ดังทักทายมาจากข้างบ้านของฉัน ทำเป็นพูดคุยกับแม่ฉันเสียงอ่อนเสียงหวาน แต่สายตากลับเชือดเฉือนส่งให้ฉันไม่เว้นแต่ละวัน ประหนึ่งฉันเคยไปวางระเบิดที่บ้านเขาทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยได้ทำอะไรให้เลย

                “ไปแม่เข้าบ้านเราดีกว่า ยืนสูดดมมลพิษมากๆ ร่างกายจะแย่เอา..เพราะแถวนี้มีกลิ่นเหม็นเน่าโสมมลอยมาใกล้ๆ เอาเวลาไปหาพ่อให้หลานตัวเองดีกว่าเป็นห่วงเป็นใยลูกชาวบ้านดีกว่านะคะ” ฉันพูดจบก็เดินเข้าบ้านไปเลย ปล่อยให้คนจิตใจไม่ดีกระทืบเท้าไม่ได้ดั่งใจอยู่ข้างบ้านเช่นเดิม

                “เรานี่ก็ปากคอเราะร้าย ไปว่าให้ป้าจิตแบบนั้นทำไมกัน ลำพังแค่ลูกสาวแก่ท้องไม่ได้ทำงานแกก็ต้องหาเงินมาใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัวเองก็เหนื่อยแล้ว เราอย่าไปสร้างความเหนื่อยใจให้แกอีกเลยนะพัด” แม่พระ...ห่วงแต่ความรู้สึกคนอื่น เคยห่วงความรู้สึกตัวเองบ้างมั้ย? เขาว่าให้ลูกตัวเองปาวๆไม่คิดนะคุณมุกดา

                “ไปคิดแทนเขาทำไมล่ะแม่ ทีเขาว่าให้หนู ทำไมแม่ไม่โกรธบ้างล่ะ นี่หนูลูกแม่นะ” ฉันเลยเล่นใหญ่แกล้งฟัดกอดแม่ตัวเองเสียเลย

                “ป้าจิตแกคงเครียด พัดก็อย่าไปตอบโต้อะไรแกเลยนะ”

                “ค่าๆๆๆ ถ้าแกไม่พูดมากนะแม่ และถ้าพัดทนได้ก็จะทน ทนไม่ได้ก็แค่ตอบกลับ โอเคมั้ยคะคุณมุกดา”

                “เรานี่มัน....” “ดื้อเหมือนพ่อเราไม่มีผิดเลย” แม่ยังพูดไม่จบฉันก็ต่อให้เสียเลย รู้ทันหรอกน่า

                “แล้วนี่พ่อยังไม่กลับอีกเหรอแม่”

                “ยังเลย เห็นบอกว่าวันนี้ที่บริษัทจัดงานเลี้ยงย้อนหลังปีใหม่ คงดึกกว่าจะกลับ”

                “ดึกหนูไม่ว่าหรอกแม่ แต่ถ้าเมานี่ก็ไม่ไหวนะ” ฉันอดบ่นไม่ได้เลย พ่อฉันเมาทีไรเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองทุกที ชอบมีเรื่องทะเลาะวิวาทตลอด ฉันไม่อยากมีใคร ไม่อยากแยกตัวออกไปไหนก็เพราะห่วงที่บ้านแบบนี้แหละ

                “แม่ก็หวังว่าพ่อเราจะไม่เมานะ”

                “ให้มันจริงเถอะแม่”

                เที่ยงคืน....

                กริ๊ง กริ๊ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางดึก คนกำลังหลับสบาย ใครกันนะโทรฯ มาก่อกวนเวลานี้ ถ้าไม่มีธุระสำคัญนะแม่จะตามไปเผาบ้านเลย!!               

                “ฮัลโหล” น้ำเสียงงัวเงียสุดฤทธิ์

                “พัดใช่มั้ย...มารับพ่อพัดที่บริษัทที เร็วๆเลยนะ” เสียงลุงหมายเพื่อนพ่อที่ทำงานด้วยกันตอบกลับมารัวเร็ว ชนิดที่ฟังแทบไม่ทัน แต่เมื่อจับใจความได้แล้ว จากที่ง่วงงุนอยู่กลับตาสว่างขึ้นมาทันที

                “ค่ะลุงหมาย หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ฝากดูพ่อสักครู่นะคะ ขอบคุณค่ะ” ฉันรีบลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาแล้ววิ่งไปปลุกน้องชายให้ไปรับพ่อด้วยกัน

                ดึกขนาดนี้แล้วรถเมล์ย่อมหมด การจารจรก็ยังคงหนาแน่นเช่นเคย ฉันจึงจำเป็นต้องเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ เพื่อให้ไปถึงบริษัทที่พ่อทำงานอยู่อย่างรวดเร็วที่สุด

                เมื่อมาถึงบริษัทแล้ว เพียงแค่ก้าวลงจากรถ สภาพพ่อที่ฉันเห็นตรงหน้า แทบจะดูไม่ได้ หน้าปูดบวม มีรอยฟกช้ำตามโหนกแก้มและปาก รอยเลือดแห้งกรังประปรายตามใบหน้า เสื้อผ้าเต็มไปด้วยอาเจียนที่พ่อขย่อนออกมาจนเลอะเทอะไปหมด น้องชายฉันจึงถอดเสื้อพ่อออก ก่อนจะสวมเสื้อแขนยาวของตัวเองให้พ่อ

                “ไอ้ศักดิ์มันเมาหนัก จนไปมีเรื่องกับรองประธาน ชกหน้าท่านไปหนึ่งที จึงถูก รปภ.จับไว้ มันไม่ยอม ฮึดสู้ ทีม รปภ. จึงจัดการให้สลบอย่าที่เห็น ลุงก็ช่วยอะไรไม่ได้ ในเมื่อมันไปมีเรื่องกับคนใหญ่คนโตขนาดนั้น ทำใจหน่อยนะพัด ถ้าเขาไม่หักเงินเดือน ก็คงไล่ออกล่ะวะงานนี้”

                “ขอบคุณนะคะลุงหมาย” ฉันยกมือไหวลุงหมาย ก่อนจะขึ้นมานั่งบนรถแท็กซี่เพื่อกลับบ้าน

ระหว่างทางฉันก็คิดไม่ตกเลยว่าทางบริษัทพ่อจะจัดการยัง เขาคงไม่ไล่ออกหรอกใช่มั้ย? เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นงานเข้าฉันแน่ๆ เงินเดือนยิ่งกระจิดริดจนแทบจะชักหน้าไม่ถึงหลัง กว่าจะผ่านพ้นไปได้ในแต่ละเดือนช่างยากลำบากนัก นี่ต้องยังมาขาดรายได้ของพ่อไปอีก ฉันควรทำยังไงดี?

เมื่อกลับมาถึงบ้านน้องชายฉันก็แบกพ่อเข้าไปในบ้าน จับนอนโซฟาเสร็จแล้วมันก็เดินหนีไปเลย หน้าพ่อมันยังแทบไม่อยากจะมอง พ่อทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้ใหญ่โตจนขาดสติขนาดนี้ ครั้งนี้มันหนักหนาเกินไป ฉันยังแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือพ่อของฉันนะ ฉันรู้สึกเสียใจจนไม่อยากจะมองหน้าพ่อเหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ พ่อก็คือ สายเลือดตัดให้ตายก็ไม่มีวันขาด เห้อ....ฉันเหนื่อยใจจัง

“แม่ หนูเปลี่ยนพ่อตอนนี้ทันมั้ย” น้ำเสียงเหนื่อยล้าของฉันเปล่งออกมาถามแม่ที่กำลังเช็ดตัวเปลี่ยนเสื่อผ้าให้พ่ออยู่

“ลองคิดดูนะพัด แม่เป็นแค่เมียยังสามารถเปลี่ยนสามีได้ แต่ลูกมีสายเลือดของพ่อ จะไปแลกเปลี่ยนพ่อกับใครได้ที่ไหน แล้วพัดคิดเหรอลูกว่าจะมีใครกล้าเปลี่ยนพ่อกับหนู” ฮากระจายเลยคุณมุกดา นั่นสินะ..จะมีใครกล้าเปลี่ยนพ่อกับฉันมั้ยนะ เล่นมุขยามเครียดก็เป็นนะแม่เรา

                “แล้วเรื่องบริษัทจะเอายังไงล่ะแม่”

                “เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปขอโทษท่านรองประธานด้วยกัน ยังไงทางเราก็ผิด ต่อให้เขาไล่เราออก เราก็ต้องขอโทษ”

                “ค่ะแม่”

                ฉันกลับมานอนคิด พลิกตัวไปมาบนที่นอนว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี หางานใหม่..คงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ฉันยังเรียนไม่จบ ป.ตรี ตอนนี้มีแค่วุฒิ ม.6 จะมีที่ไหนรับฉันทำงานล่ะ เหลือเพียงแค่ 4 เดือนฉันก็จะเรียนจบแล้ว ทำไมต้องมาเกิดเรื่องบ้าบอนี้ขึ้นด้วยนะ พ่อยังรักลูกเมียอยู่มั้ย? หรือรักแค่เพียงตัวเอง ถึงได้ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ ฉันเหนื่อย จนไม่รู้จะเหนื่อยยังไงแล้ว หาเงินส่งตัวเองเรียนยังไม่พอ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าของใช้ภายในบ้านก็ฉันทั้งนั้นที่เป็นคนจ่าย เงินเดือนพ่อก็ใช้แค่คนเดียว ดีที่บ้านไม่ต้องเช่า แต่ข้าวก็ต้องซื้อ ทุกวันนี้เหมือนฉันเป็นเสาหลักของบ้าน ว่างๆพ่อก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ฉันถามตัวเองมาตลอดว่าที่ทำทุกวันนี้เพื่อใคร...คำตอบที่ได้คือหน้าของแม่ลอยเข้ามา และฉันสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่า ถ้าผู้หญิงคนนี้ยังไม่สุขสบายฉันจะเป็นอะไรไปก่อนไม่ได้เด็ดขาด

แต่บางครั้งฉันก็อดถามตัวเองไม่ได้ทุกที คนวัยนี้อย่างฉันจะทนแบกรับเรื่องราวเลวร้ายได้มากแค่ไหน? จะต้องทนแบกทุกๆ สิ่ง ทุกๆอย่างไว้บนบ่าได้อีกนานเท่าไหร่ แล้วจุดสิ้นสุดของวังวนนี้อยู่ที่ไหนกัน?

เช้าวันที่ฝนหลงฤดู ตกลงมาปรอยๆ เหมือนจะย้ำหนักลงบนความรู้สึกของฉันที่มันกำลังหนักหน่วงและกลัดหนอง มืดไปแล้วทั้งแปดด้าน คิดสาระพันจนหัวแทบจะระเบิด ตาก็บวม หน้าก็โทรม แต่ก็ต้องฝืนตัวเองลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ เพื่อไปขอโทษท่านรองประธานที่บริษัทของพ่อ และคนก่อเรื่องก่อปัญหายังคงนอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอยู่บนโซฟาเช่นเดิม เป็นอย่างนี้ทุกที มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นคนที่ตามเช็ดตามล้างก็ฉันคนนี้ทุกที

“แม่ เสร็จแล้ว ไปกัน”

คุณมุกดา จัดเตรียมกระเช้าผลไม้อย่างสวยงาม ฉันจึงเป็นคนถือไว้เองเพราะกระเช้าหนักใช่เล่น แม่ยิ่งตัวเล็กๆอยู่ ให้ถือเองมีหวังกระเช้าได้ทับแม่แน่ๆ

ฉันและแม่เดินทางมาถึงบริษัทพ่อตอนสายๆ เมื่อแจ้งความประสงค์ขอเข้าพบคุณรองประธาน ก็ได้ความว่าวันนี้ท่านไม่เข้าบริษัท เมื่อให้พนักงานโทรฯสอบถามและขอนัดเวลาเข้าพบวันใหม่ ท่านก็ขอทราบชื่อผู้เข้าพบ และเรื่องที่จะเจรจา เมื่อทราบว่าภรรยาและลูกสาวของคู่กรณีที่เมาแล้วชกต่อยท่านมาขอเข้าพบ ท่านจึงบอกให้ไปพบที่...บ้านสวน พร้อมทั้งให้ที่อยู่และเบอร์ติดต่อไว้ด้วย

แปลก...จะเรียกไปแก้แค้น หรือฆ่าหมกสวนหรือเปล่า? ฉันคิดไปไกลขนาดนั้น แต่คุณมุกดานี่สิไม่คิดอะไรเลย รีบเดินทางไปยังบ้านสวนของคุณรองประธานทันที

เราสองคนแม่ลูกเดินทางมาถึงบ้านสวนปราบปรีชาในเวลาเกือบเที่ยง เป็นสวนกลางเมืองที่ร่มรื่นน่าอยู่ ปลูกอินทผาลัม และผลไม้มากมากไว้รอบสวนขนาด 10 ไร่ได้อย่างลงตัว..นี่ถ้าไม่รวยจริงซื้อที่กลางเมืองขนาดใหญ่โตแบบนี้ไม่ได้หรอก

บ้านเรือนไทยประยุคขนาดกลาง ตั้งเด่นสง่าอยู่ใต้ร่มไม้ น่าอยู่อย่างสบายยิ่งนัก ถ้าฉันมีเงินเยอะๆ ก็คงจะสร้างบ้านแบบนี้แหละให้แม่อยู่

พอเข้ามาในบ้านก็ได้พบกับท่านรองประธานที่บนใบหน้าดุขรึมนั้นมีร่องรอยเขียวช้ำเป็นวงที่ดวงตาข้างซ้าย ยิ่งเสริมให้ใบหน้าอวบกลมดุยิ่งขึ้น แต่ถ้าดูดีๆ ท่านรองประธานเป็นชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ หุ่นท้วมตามอายุแต่ไม่ได้ดูเผละจนน่าเกลียด และเมื่อเพ่งมองดูบาดแผลตามร่างกายดีๆ จุดเดียวที่มีคือใบหน้า นอกนั้นท่านไม่ได้เป็นอะไร

“คุณมุกดา ภรรยาของสมศักดิ์สินะ” น้ำเสียงกังวารเอ่ยถาม แม้ไม่ได้ดุแต่ฉันกลับรู้สึกเกร็งๆยังไงไม่รู้

“สวัสดีค่ะท่านรองประธาน เรื่องเมื่อคืนนี้ดิฉันขอโทษแทนสามีด้วยนะคะ ฝ่ายดิฉันยอมรับผิดทุกอย่าง ท่านจะให้ชดใช้อย่างไรบอกมาได้เลยค่ะ” แม่ฉันยกมือไหว้ท่านรองประธาน ฉันที่นั่งข้างๆ ยกมือไหว้ตามแทบไม่ทัน

“ฉันเข้าใจนะว่าคนเมาไม่ได้สติอะไร แต่เขาทำร้ายร่างกายฉันไม่พอ ยังทุบกระจกรถฉันพังอีก หากไม่มีอะไรตักเตือนเลยก็คงไม่ได้ ฉันจำเป็นต้องให้เขาออก ขอแค่เขามาเซ็นใบลาออก ทางเราจะไม่ทำให้เขามีประวัติเสียหาย แต่เราก็ไม่อาจร่วมงานกันได้อีก คงพอเข้าใจใช่มั้ย” อ่า...ต่อให้เตรียมใจเรื่องนี้มาแล้วว่ายังไงพ่อก็ต้องโดนไล่ออก แต่มันก็ยังทำใจไม่ได้เสียที อีกสี่เดือนที่ฉันจะเรียนจบ ฉันจะหาเงินที่ไหนให้พอค่าใช้จ่ายกัน

“ขอบคุณท่านที่เมตตาไม่เอาเรื่องครอบครัวเราค่ะ ทางเราต้องชดใช้อะไรเพิ่มเติมมั้ยคะ?”คุณมุกดา แม่พระเจ้าขา ลูกยังคิดไม่ตกเรื่องค่าใช่จ่าย คุณยังมาคิดเรื่องค่าทำขวัญคนรวยอีกเหรอคะ? เกิดเขาเรียกเป็นแสนจะหาที่ไหนมาจ่ายเจ้าค่ะ

“ฉันไม่เรียกร้องเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่ค่ากระจกรถเธอคงต้องชดใช้” เสียงฟ้าฝ่าลงกลางใจ อะไรว่ะ...ออกจะรวย ดันมางกแค่ค่ากระจกรถ..แล้วรถรุ่นอะไรเนี้ย...ไม่แพงยับเลยเหรอ?

“เอ่อ..ค่ะ ไม่ทราบว่าเท่าไหร่หรือคะ” คุณมุกดายังคงเป็นผู้สอบถามเสมอ

“กระจกมองข้างคู่ล่ะ 50,000 บาท จ่ายแค่นี้ก็พอ เรื่องช่างและค่าทำสีฉันจะอนุโลมให้” ฆ่าฉันให้ตายเสียยังดีกว่า~~ ทำไมโหดร้ายแบบนี้!! ฉันจะไปหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้คุณรองประธานค่ะ

“เอ่อ...ขออนุญาตค่ะ” ฉันทนฟังไม่ได้อีกต่อไปแล้วจึงยกมือขอแทรกอย่างรวดเร็ว “ไม่ทราบว่าพอจะมีหนทางในการผ่อนชำระ หรือมีงานที่พอจะให้หนูทำใช้แทนหนี้ค่ากระจกมั้ยคะ?” พูดไปแล้วก็รอลุ้นว่าคุณรองประธานจะว่ายังไง หนี้ก็ไม่ได้ก่อ เรื่องก็ไม่ได้สร้าง ต้องมานั่งเช็ดล้างงกๆ

-----------------------------------------------------------------------------------------------

เดี๋ยวมาต่อนะจ้ะ...ชอบไม่ชอบยังไงเม้นบอกเราด้วยยยยยย  >o<  240661

“มี...ช่วยมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับหลานสาวของฉัน เธอสนใจมั้ย” เลี้ยงเด็ก...พัดโอเค

“สนใจค่ะ แต่หนูติดเรียนวันเสาร์และวันอาทิตย์ค่ะ” ใช่ค่ะ ต่อให้งานจะน่าสนใจ แต่การเรียนของฉันก็สำคัญเช่นกัน ไม่สามารถล่ะทิ้งได้ แม้จะมีเรื่องมาบั่นทอนจิตใจแค่ไหนก็ตาม ขอแค่ให้ผ่านพ้นสี่เดือนหฤโหดนี้ไปได้ ฉันก็จะสบายใจไปเปราะหนึ่ง

“ได้..ไม่มีปัญหา ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ เสาร์อาทิตย์ก็ไปเรียน แต่เธอต้องมาอยู่กินนอนที่นี่ ทำได้มั้ย” หือ...อยู่กินนอนที่นี่ แล้วฉันจะเอาเวลาที่ไหนไปหางานทำเพื่อหารายได้เสริมค่ะ?

“ไปกลับไม่ได้เหรอคะ?”

“ต่อรองอะไรเยอะแยะ ฉันจะให้เธอจัดการดูแลหลานสาวฉันทุกอย่าง อาบน้ำแปรงฟัน ทำกับข้าว ซักผ้า เก็บกวาด สอนหนังสือ วิ่งเล่น เล่านิทาน พาเข้านอน เงินเดือนสองหมื่น หักค่าทำกระจกเดือนล่ะ 5000 พัน ทำงานสิบเดือนใช้หนี้หมดก็อยู่ที่เธอว่าจะเอายังไงต่อ  ตกลงมั้ย?” ข้อต่อรองน่าสนใจ แต่ฉันไม่ค่อยอยากอยู่นานเลย เงินเดือนสองหมื่น หักเดือนละหมื่น ห้าเดือนได้มั้ย? ฉันจะได้หางานใหม่และได้กลับไปอยู่กับแม่เร็วๆ แต่...เดือนละหมื่นฉันคงไม่พอใช้แน่ๆเลย สิบเดือนก็สิบเดือนว่ะ

“ตกลงค่ะ”

“ดี...พรุ่งนี้ย้ายมาเริ่มงานได้เลย” น้ำเสียงยินดี แต่หน้าตาท่าทางออกเจ้าเล่ห์นี่มีอะไรแอบแฝงไว้หรือเปล่า ชักหวั่นๆในใจยังไงก็ไม่รู้

“กลับไปเตรียมตัวได้แล้ว ฉันก็จะพักผ่อนเหมือนกัน พรุ่งนี้ 9 โมงเช้าเริ่มงานได้”

“ขอบคุณท่านที่เมตตาครอบครัวเรานะคะ ไปพัดกลับบ้านเรา” คุณมุกดายกมือไหว้ท่านรองประธานแล้วก็พูดเออออคนเดียวเสร็จก็ชวนฉันกลับทันที ฉันไม่มีโอกาสได้พูดคุยอะไรอีกเลย

2

ฉันขอแยกทางกับคุณมุกดา แล้วมุ่งหน้าไปหาที่ปรึกษาแสนดีที่โรงพยาบาลดีกว่า หากเก็บเรื่องราวไว้คนเดียวแบบนี้ฉันคงอกแตกตายแน่ๆ

“ว่าไงยะยัยตัวแสบ พึ่งจะมีเวลาว่างงงงงงงง จากงานพิเศษมาหาพี่หาเชื้อได้เหรอจ้ะ” เสียงทุ้มปนหวานของนายแพทย์วศินสุดหล่อ หากภายในนั้นงดงามเสียจนหญิงแท้อย่างฉันแทบอยากจะสลับร่างกับคุณเธอให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย ลากเสียงยาวประชดประชัดฉันเสียจนน่าหมั่นไส้ พร้อมท่าทางประกอบจีบไม้จีบมือเสียแทบจะพันกัน

“น้องเศร้า น้องเครียด อย่าแดกดันน้องมากหนัก  น้องจิโศกาใส่คุณพี่ประเดี๋ยวนี้แล้วนะเจ้าคะ” ฉันก็ทำท่าปาดน้ำตาพร้อมเสียงเศร้าๆ สะอื้นน้อยๆ พอเป็นพิธีกลับคืน เผื่อคุณพี่จะสงสาร

“จ้ะ แม่คนชีวิตรันทด มาหาพี่วันนี้มีเรื่องอันใดมาสาธยายให้ฟังกันเล่า”

“เราจะกลับคืนสู่ยุคปัจจุบันได้หรือยังเจ้าคะ? น้องขี้เกียจสรรหาคำมาแต่งเติมแล้วเจ้าคะ?”

“เอาๆ ว่ามา พี่มีเวลาไม่มากนัก ประเดี๋ยวต้องไปแลกเวรกับว่าที่สวามีแล้ว”

“โอ๊ย....พัดเหนื่อย พี่สิ....ซินดี้ เลิกเล่นเถอะค่ะ”

“ยะ..เล่ามา”

เมื่อสิ้นคำของพี่วศินหรือเจ้ซินดี้แล้วนั้น ฉันก็สาธยายความอึดอัดในใจออกมาจนหมดเปลือก พี่สาวในร่างชายก็เป็นผู้ฟังที่ดี คอยปลอบโยนน้องด้วยการตบหลังปุกๆ อย่างนุ่มนวล..นุ่มเสียจนหน้าฉันจะทิ่มกับโต๊ะ น้องเครียดยังจะมาแกล้งกันอีก คนอะไร..แกล้งตั้งแต่ฉันอยู่ปี 1 จวบจนปัจจุบัน

ฉันกับพี่วศินรู้จักกันเพราะเราอยู่มหาลัยเดียวกัน ตอนเจอกันครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกเหมือนฉันกำลังตกหลุมรัก คนอะไรหล่อไม่บันย่ะบันยัง หล่อชนิดที่คนมองคอแทบหัก..แต่แล้วฝันนั้นก็สลายไปในพริบตา...เมื่อฉันที่เดินผ่านไปแล้วทำแมลงสาปที่กะเอาไว้ไปแกล้งเพื่อนในห้องตกต่อหน้าคุณวศินสุดหล่อ เสียงกรีดร้องโหยหวนก็พลันดังออกมาจากเขา ฉันนี่แทบล้มทั้งยืน ดีที่มีแค่เราสองคนทำให้คุณวศินตามติดฉันแจเพราะกลัวว่าฉันจะเอาความลับที่นางเก็บไว้ไปเผยแพร่ และในที่สุดเราก็สนิทกันมาโดยที่ฉันคอยเป็นไม้กันหมาให้กับเขา และเขาก็จ้างฉันคบแบบเนียนๆเพื่อเอาไว้หลอกตาชาวบ้าน (โดยเฉพาะผู้หญิง) พอตกดึกมานางก็ไปงาบผู้ชาย

“แล้วคุณน้องจะเอายังไง? จะไม่ทำก็ไม่ได้นะ ในเมื่อรับปากเขาไปแล้วพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำ พี่จะเอาใจช่วยมีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้ หรือจะยืมตังค์พี่ก่อนมั้ย?”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่ น้องจะใช้หนี้เอง ไม่อยากรบกวน”

“รบกงรบกวนอะไรกัน คนกันเองแท้ๆ”

“แค่ที่ยืมมาครั้งที่แล้วยังใช้หนี้ไม่หมดเลย ไม่อยากมีหนี้เพิ่มอีกแล้ว พี่เก็บไว้เลี้ยงต้อยเด็กเถอะ  หนูเข้าใจ”

โป๊ก!

“ง่า...เขกหัวน้องทำไม”

“ยัยเด็กปากมาก สมควรโดนมากกว่านี้” พูดแล้วก็ขยี้หัวฉันสะแทบจะเสียทรง

พลั้วะ!

“คุณหมอค่ะ มีเหตุฉุกเฉิน..เคสหนักค่ะ เด็กถูกรถชนอาการสาหัส เสียเลือดมากและต้องการเลือกกรุ๊ปบีด่วนค่ะ ตอนนี้ทางญาติและทางโรงพยาบาลกำลังติดต่อขอบริจาคเลือดด่วนค่ะ” เสียงเปิดประตูมาพร้อมกับรายงานเคสด่วนรัวเร็วจะคุณพยาบาลทำให้การสนทนาระหว่างฉันกับพี่วศินเป็นอันจบลง

“กรุ๊ปบี พัดกรุ๊ปบีค่ะ เดี๋ยวพัดบริจาคให้เองค่ะ”ฉันที่นิ่งฟังมานาน พอรู้ว่าต้องการเลือดกรุ๊ปบีด่วน ก็รีบบอกกล่าวทันที

“โอเค ไปพัด..ไปกับพี่”พี่วศิน ฉัน และคุณพยาบาลรีบรุดไปที่ห้องฉุกเฉินทันที

ภาพเตียงที่เต็มไปด้วยเลือด มีเด็กหญิงตัวเล็กๆนอนหายใจรวยรินอยู่ตรงกลาง เสียงญาติร้องระงมปนเสียงสวดต่างๆเพื่อให้คนตัวเล็กนั้นปลอดภัย เป็นภาพที่สะเทือนใจและเศร้าเคล้าน้ำตาเหลือเกิน ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้กับคนที่ตัวเองรักหรอก ทุกคนต่างก็อยากจะมีชีวิตที่ดีทั้งนั้นแหละ

ฉันเข้ามาในห้องผ่าตัดพร้อมกับพี่วศิน พี่พยาบาลที่ไปเรียกก็จัดการเตรียมอุปกรณ์ในการบริจาคเลือดให้กับฉัน ฉันเคยบริจาดเลือดมาแล้ว 8 ครั้ง และครั้งนี้คือครั้งที่ 9 ขอให้เป็นเก้าที่สำคัญ ขอให้ช่วยเหลือและต่ออายุขัยของผู้รับได้ด้วยเถิด..รีบๆตื่นขึ้นมาเป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัวนะ หนูได้รับเลือดของน้าพัดไปแล้วก็ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย ถือว่าหนูเป็นลูกเป็นหลานของน้าพัดแล้วนะ

เมื่อฉันให้เลือดแล้วก็เดินออกมาข้างนอกห้องผ่าตัด มองเห็นญาติของเด็กน้อยนั่งรออย่างมีความหวัง ชายหญิงสูงวัยสองคนนั่งกุมมือกันและกันพร้อมดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้ เมื่อสังเกตดีๆ นั่น..คุณรองประธานนี่!

 ---------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อกันนะ 12/08/61  #สุขสันต์วันแม่ค่ะ >o<


“สวัสดีค่ะคุณท่าน” ฉันรีบยกมือไหว้คุณรองประธานด้วยความนอบน้อม และไม่ลืมไหว้ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆด้วย ดูแล้วน่าจะเป็นภรรยาของท่าน แต่ว่าทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นหน้าท่านเหลือเกินนะ?

“ไหว้พระเถอะหนูพัด หนูมาทำอะไรที่นี่หรือ?” ท่านถามด้วยเสียงสั่นเครือ แสดงว่าท่านต้องเป็นญาติของเด็กหญิงคนนั้นแน่ๆเลย เอ๊ะ...หรือว่าเด็กคนนั้นคือหลานสาวของท่านที่ฉันจะต้องไปดูแล!! เดาไปเรื่อยไอ้พัดเอ้ย อาจจะเป็นญาติคนไข้คนอื่นก็ได้

“หนูมาหาพี่ค่ะ เลยได้แวะมาบริจาคเลือดด้วย แล้วคุณท่านมาทำอะไรคะ?” ลองถามเพื่อความแน่ใจดูสักหน่อยสิ

“หลานสาวฉันถูกรถชน ขอบใจหนูมากนะที่บริจาคเลือดให้ ส่วนเรื่องที่เราตกลงกันไว้คงต้องเลื่อนออกไปก่อน ไม่มีกำหนด”ท่านทั้งสองมองหน้าฉันด้วยความขอบคุณก่อนจะนั่งจับมือกันเงียบ

“หนูว่าไม่ต้องยกเลิกหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูจะมาดูแลน้องที่นี่เอง จะได้ไม่ต้องจ้างพยาบาลส่วนตัว หนูเคยเรียนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลมาก่อนค่ะ ไว้ใจได้” ฉันถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ห่างๆ และบอกเล่ากับท่านทั้งสองคน

“เอาอย่างนั้นก็ได้ ขอให้หนูปลอดภัย อย่าเป็นอะไรมากเลยนะก้านพลู”คุณรองประธานรับคำฉันก่อนจะหันไปนั่งอ้อนวอนขอให้หลานปลอดภัย ฉันก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ ส่งไปให้กับน้องก้านพลู ตื่นขึ้นมาไวๆนะ รู้มั้ยว่ามีคนที่รักหนูมากมายรออยู่

หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง พี่หมอวศินก็ออกมาจากห้องผ่าตัดพร้อมกับรายงานผลว่าน้องปลอดภัย จึงย้ายไปที่ห้องพักพิเศษ ฉันก็ติดห้อยสอยตามคุณรองประธานและภรรยาของท่านไปด้วย สงสัยท่านจะเลี้ยงหลานกันเองมั้ง เพราะตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาลฉันยังไม่เห็นพ่อแม่ของน้องก้านพลูเลย จะมีก็แต่สองตายายที่วิ่งวุ่นเพียงลำพัง ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แค่ไม่เกะกะท่านก็เพียงพอแล้ว

เมื่อเคลื่อนย้ายน้องก้านพลูมาที่ห้องพักแล้ว พี่หมอวศินก็อธิบายอาการน้องว่าไม่มีส่วนใดของกระดูกที่แตกหรือหัก แต่สมองที่ได้รับการกระทบกระเทือนอาจทำให้น้องตื่นมาเบลอๆ มึนงงชั่วขณะ แต่ถ้าหนักหน่อยอาจทำให้สูญเสียความทรงจำชั่วคราว ยังไงหากน้องฟื้นแล้วต้องรีบตามหมอทันที

“หนูพัดกลับบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันกับภรรยาจะเฝ้าก้านพลูเอง อีกไม่นานตาตรีพ่อของน้องเขาก็จะมาถึงแล้ว” น้ำเสียงของคุณรองประธานที่สั่นเครือช่างสะเทือนใจฉันนัก แต่ฉันก็ไม่อาจกลับไปก่อนได้หรอก ฉันไม่กล้าปล่อยสองตายาย ไม่สิต้องสองปู่ย่าถึงจะถูก..อ่า นั่นแหละๆ ฉันไม่อาจจะปล่อยสองปู่ย่าไว้ลำพังได้หรอกนะ

“ไม่เป็นไรค่ะ พัดจะอยู่ด้วย เผื่อคุณท่านทั้งสองมีอะไรจะใช้ พัดจะได้ไปจัดการให้ค่ะ” ฉันรับคำแข็งขัน คุณรองประธานกำลังจะพูดอะไรอีก แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเสียงประตูห้องพักก็เปิดพรวดเข้ามา

คนที่เข้ามาคือชายหนุ่มสามคน คนแรกฉันคุ้นตาเขามากเลยเหมือนเคยเจอที่ไหนสักที่ ตัวขาวๆ บางๆตาตี๋ๆ อีกคนที่ลักษณะคล้ายกันแต่ตัวหนากว่าคนแรก และคนสุดท้าย ฉันจำเขาได้แม่นเลย ผู้ชายคนนั้น คนที่พาฉันวิ่งหนีกลุ่มวัยรุ่นตีกันและพาฉันกลับมาขึ้นรถเมล์ที่ถนนใหญ่นั่นเอง!

“เอก โท ตรี ลูก”เสียงสั่นเครือของภรรยาคุณรองประธานเปล่งออกมาเบาๆเหมือนแทบจะขาดใจ ทำให้หนุ่มๆสามคนรีบสาวเท้ายาวๆเข้ามาโอบกอดท่านเอาไว้

“เรื่องมันยังไงครับคุณพ่อ” เสียงเคร่งขรึมของชายหนุ่มผิวเข้มคนเดียวเอ่ยถามกับท่านรองประธาน

จากนั้นท่านก็เล่าเหตุการณ์ตอนที่กำลังจะไปรับหลานสาวที่โรงเรียน ก่อนที่ท่านจะเดินไปรับหลานสาวที่เล่นกับเพื่อนๆที่สนามเด็กเล่นนั้น ก้านพลูที่เห็นคุณปู่กับคุณย่ามารับ ดีใจมากเลยรีบวิ่งเข้ามาหา แต่ก่อนจะถึงตัวปู่กับย่า ได้มีรถมอเตอร์ไซค์ของเด็กวัยรุ่นวิ่งสวนมาเสียก่อน ทำให้รถพุ่งชนร่างน้อยๆของเด็กหญิงจนกระเด็น เป็นภาพติดตาที่ช่างเจ็บปวดใจเสียเหลือเกิน จนภรรยาคุณรองประธานอดโทษตัวเองไม่ได้ว่าตนเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องราวทั้งหมด

“คุณแม่อย่าโทษตัวเองเลยครับ เรื่องนี้ไม่มีใครผิดทั้งนั้น มันคงจะเป็นเวรกรรมของก้านพลูเอง ถือเสียว่าฟาดเคราะห์ เราจะได้ไม่คิดมาก ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่เป็นอะไรมาก” ชายหนุ่มผิวเข้มกอดปลอบภรรยาคุณรองประธานพร้อมกับชำเลืองมามองฉันอย่างสงสัยว่าฉันเป็นใคร และเข้ามาอยู่ในห้องได้อย่างไร และนั่นก็ทำให้ทุกคนเพ่งมองมาที่ฉันเสียจนฉันไม่กล้าขยับตัวหรือหายใจเลย

“พูดดีมาไอ้ตรี ว่าแต่ใครเหรอครับคุณพ่อ?”ผู้ชายคนแรกที่เปิดประตูเข้ามาในห้องก่อนเพื่อนเป็นคนเอ่ยพร้อมกับตบไหล่ชายผิวเข้มที่ชื่อตรีอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะหันไปถามกับท่านประธานว่าฉันคือใคร

“นี่หนูพัด คนที่พ่อจะจ้างให้มาเป็นพี่เลี้ยงก้านพลู ส่วนสามหนุ่มนี่คือลูกชายของลุงเอง ชื่อเอก โท และตรี”คุณรองประธานแนะนำฉันให้กับลูกๆของท่านรู้จัก ก่อนที่จะแนะนำลูกชายของท่านทั้งสามให้ฉันรู้จักเช่นกัน คนแรกชื่อเอก ตัวบางกว่าสองหนุ่ม แต่ส่วนสูงนี่แทบจะเท่ากัน เขาคือลูกค้าที่ร้านก๋วยเตี๋ยวฉันเอง ส่วนคนที่สองชื่อโท ผิวขาวเหมือนพี่เอก แต่ตัวหนากว่า ส่วนคนสุดท้ายชื่อตรี คนผิวเข้มที่พาฉันวิ่งหนีนั่นเอง

เพราะทั้งสามคนเป็นพี่น้องกันนี่เองฉันถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาพวกเขายิ่งนัก เขาทั้งสามคนหน้าถอดแบบภรรยาคุณรองประธานมาเต็มๆเลย ต่างกันก็แค่รูปร่างและสีผิวเท่านั้น

มาต่อให้ อาจจะมาๆหายๆเหมือน ปจด. แต่เรื่องนี้ต้องจบแน่นอนค่ะ ฝากติดตามหน่อยน้าาา  130861

“สวัสดีค่ะ” ฉันที่ทำตัวไม่ถูกเพราะถูกสายตาสามคู่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน คู่แรกของพี่เอกจ้องมองด้วยความสงสัย อาจจะคับคล้ายคับคาว่าเคยเจอฉันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า ส่วนคู่ที่สองจากพี่โทเป็นสายตาที่ว่างเปล่า ไม่ได้สนใจอะไร และคู่สุดท้ายจากคุณตรี มองสบฉันด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไปหมด จนฉันยังอ่านไม่ออกเลยว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร มันเลยทำให้ฉันยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นคงได้เวลาอันสมควรยิ่ง ฉันคงต้องรีบจรลีหนีไปตั้งหลักที่บ้านก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

“เอ่อ หากไม่มีอะไรแล้วพัดขออนุญาตกลับก่อนนะคะคุณท่าน แล้วพรุ่งนี้พัดจะมาเฝ้าตั้งแต่เช้านะคะ” พูดจบฉันก็เตรียมตัวจะชิ่งทันที แต่ติดที่มีมือแข็งแกร่งของผู้ชายผิวเข้มมาจับเอาไว้เสียก่อน สัมผัสคุ้นเคยทำให้ฉันเดาได้ทันทีว่าเขาคือคุณตรีนั่นเอง

“ผมขอตัวสักครู่นะครับ” เขาหันไปพูดกับพ่อแม่เสร็จก็จับแขนฉันลากออกมานอกห้องทันที จะพาฉันไปไหนคะคุณ!

“เธอไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าก็ได้ ไม่ต้องมาดูแลเลยยิ่งดี” พออกมาไกลจากห้องพักพอสมควร เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ ปล่อยมือฉันออกก็พูดห้วนๆสั่นๆใส่ฉัน จบแล้วก็หันหลังเดินกลับไปทางเดิมทันที

“อะไรวะ? พูดๆเอาแต่ใจตัวเองเสร็จก็จะไปเลยเหรอ?”ฉันที่ยืนงงอยู่คนเดียวได้แต่บ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะรีบวิ่งไปขวางหน้าเขาเอาไว้ก่อน ยังคุยกันไม่รู้เรื่องก็จะไปล่ะ พัดไม่เคลียร์ พัดไม่อยากโอเคค่ะ!

“ไม่ได้ค่ะ ฉันรับปากคุณรองประธานไปแล้ว ฉันก็จะมาเริ่มทำหน้าที่ในวันพรุ่งนี้เลยค่ะ”

“เธอก็เห็นสภาพลูกสาวฉัน เธอจะมาทำไม”น้ำเสียงแข็งมาก

“ฉันก็จะมาทำตามหน้าที่ของฉัน ฉันเคยเรียนผู้ช่วยพยาบาลมา ฉันดูแลคนไข้ได้ค่ะ”อธิบายสิจ้ะพัด เธออย่ายอมแพ้เขานะ

“ฉันไม่ต้องการให้คนนอกมายุ่งเกี่ยวคนในครอบครัว”เย็นชาได้อีก

“ฉันรับปากไว้แล้วค่ะ สัญญาต้องเป็นสัญญา จบสัญญาฉันจะรีบไปเองค่ะ คุณไม่ต้องมาไล่ให้เหนื่อย ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายหรือเข้าใกล้ให้คุณเห็นหน้าเด็ดขาดค่ะ”อย่าริมาลองสู้กับพัดนะ

“ดื้อ เธอมันดื้อ พูดไม่รู้เรื่อง!”แล้วเขาก็เดินจากไป พร้อมกับสัมผัสที่ตรึงฉันไว้ให้หยุดอยู่กับที่...จูบเหรอ? หึ..เปล่า! หอมแก้มเหรอ..ไม่ใช่! งั้น...หยุดเลิกเดา! เขาจิ้มหน้าผากฉันเสียแทบหงายหลัง! สติสตังค์ฉันแทบหลุดออกจากร่าง ฉันจึงก้าวไม่ทันขายาวๆของเขาไง! ผู้ชายอะไร ดุ เข้ม ไร้มารยาท ปากเสีย ไม่น่ารักเลย! ขอให้จบงานนี้แล้วเราอย่าได้โคจรมาพบมาเจอกันอีกเลยเถ๊อะ สาธุ..ยกมือไหว้ท่วมหัวเลยเอ้า!

มาต่อวันนิดจิตแจ่มใส ช่วงนี้ฝนตกบ่อย..อารมณ์มา พาเขียนลื่น แต่งไปเรื่อยๆแล้วหาจุดจบให้พบเนาะ 140861

3

ผ่านไปแล้ว 3 สัปดาห์

ในตอนเช้าตรู่ฉันรีบแต่งตัวออกมาที่โรงพยาบาลทันที กำลังจะวิ่งขึ้นบันไดก็พบว่าลิฟต์เปิดพอดี จึงรีบเดินแกมวิ่งเข้ามาข้างในได้อย่างเฉียดฉิว

เมื่อมาถึงชั้นห้องพักพิเศษฉันกำลังจะรีบวิ่งไปที่ห้องของน้องก้านพลู ก็ทันได้เห็นพี่เอกลากแขนพี่หมอวศินออกไปทางบันไดหนีไฟ! เอาล่ะงานนี้..ฉันจะรีบเข้าห้องไปทำตามหน้าที่หรือเดินไปทางบันไดหนีไฟเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมแทน?

แล้วฉันที่เป็นคนดีโดยสายเลือดก็รีบเดินเข้าห้องน้องใบพลูไป..แต่เห็นไอ้พี่ตรีอยู่กับพี่โทเลยรีบวิ่งย่องเบาไปทำหน้าที่สอใส่เกือกอย่างรวดเร็ว! (แหม่...นั่นพี่สาวไม่สิ..นั่นเจ้ของฉันนะ ฉันจะทิ้งนางไปกับผู้ชายสองต่อสองได้เยี่ยงไร มีโอกาสขัดขวางหรือก่อกวนได้เราต้องทำ!)

“ปล่อยน้องไปเถอะพี่เอก น้องบอกแล้วไงว่าเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก พี่เอกก็ไปใช้ชีวิตของพี่ น้องก็จะอยู่ในส่วนของน้องเอง น้องจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวหรือเข้าไปใกล้ให้พี่เอกเห็นหน้าอีก น้องสัญญา”เสียงสั่นเครือของพี่หมอวศินดังแว่วมา ฉันที่ยืนแอบอยู่ที่ข้างบันได แอบมองเห็นพี่หมอพยายามสะบัดมือออกจากคีบเหล็กของพี่เอก แต่แรงของพี่หมอหรือจะสู้พี่เอกได้ ฉันว่าพี่หมอสูงแล้วนะ แต่พี่เอกสูงกว่า ตัวบางๆเมื่อเทียบกับน้องๆสองคนของพี่เอก กลับดูตัวหนาขึ้นมากเมื่อเทียบกับพี่หมอ แล้วยังคำพูดแปลกๆนี่อีก เขาสองคนไปรู้จักกันได้อย่างไร?

“พี่ทำผิดต่อน้องขนาดนั้น พี่จะปล่อยผ่านได้ยังไง แม้จะผ่านมาเป็นปีแล้วก็ตามที่เราพยายามหลบหน้าพี่ แต่น้องคิดเหรอว่าพี่จะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ พี่ทำไม่ได้ว่ะ..พี่ลืมวันนั้นไม่ได้ พี่จะทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้ น้องทำได้เหรอ? น้องลืมเรื่องของเราลงจริงๆเหรอ?” น้ำเสียงของพี่เอกทำไมเจ็บปวดจัง ฉันที่แอบฟังยังรู้สึกทรมานไปด้วยเลย

“ได้สิ พี่ก็ต้องทำได้”

“มองหน้าพี่ แล้วสบตาพี่สิ ตอนที่น้องบอกว่าลืมได้จริงๆ น้องสบตาพี่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงสิ พี่จะได้เชื่อและจากไปแบบไม่ติดใจอะไร”

พี่หมอค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพี่เอก ก่อนที่พี่หมอจะเอื้อนเอ่ยคำใด พี่เอกก็ก้มลงจูบกลีบปากของพี่หมออย่างดุดัน ก่อนจะค่อยๆละเมียดละไมนุ่มนวลมากขึ้น จนพี่หมอที่ตอนแรกไม่ยอมให้ความร่วมมือกลายเป็นว่าค่อยๆจูบตอบ นานเท่านานที่โลกของเขาสองคนดำเนินไป จวบจนพี่หมอแทบจะขาดใจ พี่เอกก็ค่อยๆถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง พูดชิดริมฝีปากพี่หมอเบาๆว่า “หัดพูดให้ตรงกับใจและอ่อนหวานเหมือนรสสัมผัสที่พี่มอบให้บ้างนะ เผื่อใจเราจะตรงกันและเราจะได้ไม่ต้องวิ่งหนีหัวใจตัวเองอีก” แล้วพี่เอกก็เดินเท่ๆจากพี่หมอไป

ฉันถอนหายใจโล่งอกที่ไม่เกิดเรื่องร้ายแรงกับเจ้ของฉัน...แต่...แม่คะ เขาจูบกัน! เขาจูบกัน! เขา จูบ กัน! ฉันอยากจะสลายกลายร่างเป็นอากาศเสียจริงๆ

“เห็นแล้วก็ช่วยเป็นกำลังใจให้พี่สองคนลงเอยกันเร็วๆด้วยล่ะ แล้วพี่จะถือว่าเราเป็นพยานรักของพี่สองคนนะ”พี่เอกเดินเข้ามาใกล้ฉันแล้วพูดเสียงเบาที่ได้ยินกันแค่สองคน ก่อนที่พี่แกจะเดินตัวปลิวจากไป

ตู้มมม! ระเบิดตัวเองตอนนี้ทันมั้ย? พัดเอ้ย...แกนี้มันโป๊ะแตกตลอด ยัยผู้หญิงพญานก! ยัยโก๊ะไม่เลือกสถนาที่ ยัยคนนิสัยดีที่เสียแล้ว!! (ไม่รู้จะด่าตัวเองยังไงให้เจ็บดี...เอาเป็นว่า...ยัยคนน่าตาดีที่หาความสวยไม่เจอ!! คงเจ็บที่สุดแล้วล่ะ)

ฉันเดินตัวเปล่าไร้ซึ่งวิญญาณเข้ามาในห้องของก้านพลู เห็นเพียงคุณตรีนั่งอยู่ในห้องกับลูกสาว ไร้ซึ่งเงาของพี่โท

“สวัสดีค่ะคุณตรี” ฉันยกมือไหว้ ในขณะที่อีกฝ่ายปรายตามามองแวบเดียวก็หันกลับไปป้อนข้าวต้มให้ลูกสาวตัวน้อย ที่วันนี้น้องก้านพลูน่าตาสดใสขึ้น หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาได้ 3 วัน น้องจดจำช่วงเวลาต่างๆ ได้ดี ไม่มีอาการความจำเสื่อมใดๆ

“สวัสดีจ้ะ เจ้าหญิงตัวน้อย” ฉันเปลี่ยนเป้าหมายหันไปพูดคุยกับก้านพลูแทน โนสนโนแคร์พ่อเจ้าประคุณที่นั่งทำหน้าถมึงทึงใส่

เด็กหญิงเพียงแค่ยกมือไหว้ฉันช้าๆ แต่ไม่สนทนาโต้ตอบใดๆ เนื่องจากเรายังไม่คุ้นเคยกัน ฉันกำลังพยายามทำความรู้จักกันน้องอยู่ อาจจะค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ไม่เร่งรีบ เพราะหากจู่โจมมากๆ น้องอาจจะไม่ให้ฉันเข้าใกล้เลยก็ได้

ฉันจะคอยมาดูแล ช่วยเหลือน้องก้านพลูทุกวัน พูดคุยและสอนความรู้เบาๆ ง่ายๆ ให้น้องทุกวัน เพื่อเปิดโอกาสให้น้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะไว้ใจฉัน และเปิดโอกาสตัวฉันเองเข้าไปเรียนรู้น้องก้านพลูด้วย

“ตรวจดูอาการอีก 2-3 วันนะจ้ะ หากไม่มีอาการอะไรแทรกซ้อนคุณหมอจะอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านนะครับเด็กดี” เสียงพูดคุยปกติของพี่หมอวศินบอกกับน้องก้านพลู ทำให้เด็กหญิงค่อยๆยิ้มกว้างอย่างดีใจ

“ทานข้าว ทานยาตามหมอสั่งเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้วนะเด็กดี” คุณพ่อของเด็กหญิงเอ่ยยิ้มๆ พร้อมกับลูบศีรษะของลูกสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน

“หนูจะได้กลับไปวิ่งเล่นแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วของก้านพลูดังออกมาเบาๆ

ฉันที่นั่งฟังอยู่ อดที่จะเผลอมองรอยยิ้มอ่อนโยนของคุณตรีไม่ได้ คนอะไร..ทำหน้าปกติก็ขรึมเสียจนเข้าหน้าไม่ติด แต่เพียงแค่ยิ้มน้อยๆ กลับทำให้โลกสว่างน่ามองเสียขนาดนี้ และฉันก็คงจ้องนานเกินไป จนเขารู้ตัวตวัดสายตามาทางฉันแล้วทำหน้าดุใส่จนฉันอดสะดุ้งไม่ได้

“มองอะไร”เสียงเข้มติดจะเย็นชาเอ่ยถามฉัน

“มองฟ้า มองอากาศค่ะ”อย่าคิดว่าฉันจะกลัวนะ ฉันเรียนรู้ที่จะปรับตัวในการคิดค้นประโยคตอบโต้คุณตรีได้แบบไม่หน้าแตกแล้วนะเออ จากแรกๆที่กลัวจนเกร็ง หลังๆมานิสัยกวนๆของฉันก็ทำให้หยุดยั้งปากตัวเองไม่อยู ต้องตอบกลับคุณตรีแบบลอยหน้าลอยตาทุกครั้งไป

“...” คุณตรีเงียบ แต่ตากลับจ้องฉันเขม่น

^_^ “ ฉันก็ยิ้มกลับเบาๆ

“คิกๆ” เสียงหัวเราะน้อยๆของน้องก้านพลูดังขึ้น ฉันกับคุณตรีรีบละสายตาออกจากกัน แล้วหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยิ้มออกมาอย่างสดใส

“เยส!” ฉันร้องออกมาเบาๆ พร้อมกับกำมือขึ้นลง เพื่อแสดงให้เห็นว่า ฉันสามารถทำให้เจ้าหญิงตัวน้อยหัวเราะได้

“ฮะๆฮ่า ทำไมพี่พัดตลกจังเลยคะ ก้านพลูชอบ” เด็กหญิงหัวเราะเสียงใสดังขึ้น จนคุณพ่อหนุ่มหลุดมาดขรึม เอื้อมมือไปขยี้หัวลูกสาวด้วยความมันเขี้ยว

“ถ้าชอบ เดี๋ยวพี่พัดจะพาร้องเพลงพร้อมมีท่าเต้นประกอบด้วยน้า สนใจมั้ยเอ่ย?”ฉันรีบฉวยโอกาสงามๆ หลอกล่อให้เด็กหญิงตัวน้อยอารมณ์ดีพูดคุยกับฉันมากขึ้น

“สนใจค่ะ”เสียงใสๆตอบดังฟังชัดอย่างกระตือรือร้น

“เป็นดี แล้วรีบออกจากโรงพยาบาลนะคะ  พี่พัดจะพาร้อง เล่น เต้นที่บ้านทุกวันเลย โอเคมั้ยคะ”พูดพร้อมกับทำมือประกอบให้น้องก้านพลูสนใจมากยิ่งขึ้น

“สัญญานะคะพี่พัด” พูดพร้อมกับยกนิ้วก้อยขึ้นมารอท่าเพื่อเกี่ยวเข้ากับนิ้วก้อยของฉัน

“สัญญาค่ะ”ฉันตอบตกลงพร้อมกับยื่นนิ้วไปเกี่ยวก้อยกัน เพื่อเป็นข้อตกลงและเพื่อย้ำให้แน่ใจว่านี่คือสัญญาณที่ดี ที่เราสองคนจะเป็นเพื่อนเล่นต่างวัยกันได้

หากสองสาวที่กำลังยิ้มตาหยีให้กันจะสังเกตสักนิดว่า ในห้องที่เต็มได้ด้วยเสียงหัวเราะและคำสัญญาของสองสาวต่างวัย จะมีสายตาอันอบอุ่นของชายหนุ่มมาดเข้มมองอยู่อย่างอ่อนโยน แต่สองสาวกลับไม่เห็นมีเพียงแค่คุณหมอวศินเท่านั้นที่มองเห็นสายตาอบอุ่นนั้น และได้แต่คิดในใจว่า..เรื่องนี้ต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็นแน่นอน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ห่างหายไปเป็นเดือน กลับมาต่อแล้วเน้อ  ติ-ชม ได้นะจ้ะ 150961

4

1 เดือนผ่านไป ร่างกายและบาดแผลของน้องก้านพลูก็หายเป็นปกติจนสามารถไปโรงเรียนได้เช่นเดิม แต่ดูท่าแล้วเด็กหญิงตัวน้อยจะยังงอแงอยากอยู่ที่บ้านต่อ เพราะมีเพื่อนเล่นคนใหม่และเคยชินกับการโดนตามใจในช่วงที่ผ่านมา จนเกิดการต่อรองที่ชาญฉลาดเกินวัยกับคุณพ่อมาดเข้มขึ้น

“หนูยังไม่หายดีเลยค่ะคุณพ่อ อย่าพึ่งให้หนูไปโรงเรียนเลยนะคะ” สองมือน้อยๆ กอบกุมมือใหญ่ของคุณพ่อ สายตาก็สบมองด้วยแววออดอ้อนจนคุณพ่อแทบจะอ่อนใจ

“ไม่ได้ หนูหายดีแล้วนะก้านพลู คนที่ขาดเรียนนานๆจะเรียนไม่ทันเพื่อนนะ” เสียงเข้มออกดุว่ากล่าวไม่ยอมโอนอ่อนตาม

“คุณพ่อใจร้าย คุณพ่อไม่รักหนูแล้ว คุณพ่อจะไล่หนูไปไกลๆใช่มั้ยคะ”คนตัวเล็กก็ใช่ย่อย พอไม่ได้ดั่งใจน้ำตาปานสั่งได้คลอรอบหน่วยตาใสพร้อมหลั่งริน

“คุณพัด มาจัดการกับลูกศิษย์ตัวน้อยของคุณที” เสียงดุพร้อมกับตาคมวาวหันมามองสบกับฉันที่กำลังมองการแสดงขั้นสุดของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างออกรสชาติ เป็นอันต้องสะดุดลง..ว้า..หมดเวลาลุ้นเสียแล้วสิ

“ก้านพลูจ้ะ ที่โรงเรียนของก้านพลูมีอะไรบ้างน้า”ฉันจึงเดินเข้าไปใกล้เด็กหญิงตัวน้อย ก่อนจะนั่งคุกเข่าให้ระดับสายตาอยู่ใกล้กัน แต่สองแขนเล็กๆกลับกอดขาคุณพ่อตัวเองเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“มีเพื่อนๆ มีคุณครู มีของเล่นเยอะแยะเลยค่ะ” เสียงน้อยตอบออกมา พร้อมกับสายตาที่มีแววครุ่นคิดมองสบมาที่ฉัน

“ว้าว..น่าสนุกจังเลย ก้านพลูคิดถึงเพื่อนๆ คุณครูและของเล่นมั้ยคะ”

ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มคิดตามคำถามของฉัน ก่อนจะค่อยๆเผลอปล่อยแขนออกจากขาของคุณพ่อ แล้วหันทั้งตัวมามองสบกับฉันที่นั่งคุกเข่าอยู่

“คิดถึงค่ะ” เสียงเศร้าพร้อมกับก้มหน้าลง ทำให้ฉันอดใจไม่ไหวต้องดึงตัวเล็กๆ เข้ามากอดเอาไว้ พร้อมทั้งลูบหัวลูบหลังช้าๆ

“ถ้าคิดถึงเพื่อนๆ ก้านพลูก็ไปที่โรงเรียนสิคะ เพื่อนๆและคุณครูต้องคิดถึงก้านพลูมากๆแน่ๆเลย”หัวกลมทุยพยักขึ้นลงเบาๆ

“ถ้าหนูไปโรงเรียน แล้วคุณพ่อกับพี่พัดจะหายไปมั้ยคะ”น้ำเสียงกังวลของคนตัวเล็กเอ่ยถาม ทำให้ฉันอดสะท้อนในใจไม่ได้ ที่ไม่ยอมไปโรงเรียนไม่ใช่เพียงแค่ห่วงเล่น แต่กลัวคนสำคัญหายไปนี่เอง

“โธ่ ก้านพลู คุณพ่อก็ต้องไปทำงานเหมือนทุกๆวัน พี่พัดก็ไปทำงานและเรียนหนังสือเหมือนกัน ไม่มีใครหายไปไหนแน่นอนค่ะ ก้านพลูไปโรงเรียนกลับมาจะได้มาเล่าให้ทุกคนที่บ้านฟังไงคะว่าวันนี้ไปเจออะไรมา เรียนสนุกมั้ย เล่นอะไรกับเพื่อนบ้าง ดีกว่าอยู่ที่บ้านแล้วเรียนไม่ทันเพื่อนนะคะ”

“ช่ายๆๆๆ ก้านพลูเข้าใจแล้ว เป็นเด็กต้องตั้งใจเรียน เป็นผู้ใหญ่ก็จะได้ตั้งใจทำงาน มีตังค์เยอะๆ เอาไว้ซื้อช็อกโกแลตกิน” เกือบจะดีแล้วเด็กน้อย มาตกม้าตายเพราะเก็บตังค์ไว้ซื้อช็อกโกแลตกิน

“เห็นแก่กินไม่มีเปลี่ยน ไปเปลี่ยนชุดได้แล้วตัวแสบ พ่อจะได้ไปส่งที่โรงเรียน”คุณพ่อคงอดมันเขี้ยวลูกสาวไม่ไหว ขยี้หัวเสียยุงฟูเชียว

“คุณพ่ออ่ะ ให้พี่พัดไปส่งด้วยนะคะ” ออดอ้อนเสียจนคนมองหัวใจอ่อนยวบละลายไปหมดแล้วเด็กน้อย

“ไปกันหมดนี่แหละ”

และแล้วก็ได้ฤกษ์ไปโรงเรียนเสียที พอมาถึงหน้าโรงเรียนเพื่อนๆที่เห็นก้านพลูก้าวลงจากรถก็กระโดดโลดเต้นกันใหญ่ วิ่งเข้ามาใกล้พร้อมกับเรียนชื่อเด็กหญิงตัวน้อยไม่ขาดปาก ส่วนคนที่งอแงไม่อยากมาโรงเรียนกลับรีบวิ่งเข้าไปในวงล้อมของเพื่อนๆ ไม่มีน้ำตาสักหยดแถบยกมือไหว้สวัสดีอย่างสวยงามก่อนจะโบกมือบ๊ายบายให้คนที่มาส่งทั้งสองได้หันมามองสบตากันก่อนจะหัวเราะออกมากันอาการของเด็กดื้อ พอจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรมายืนหัวเราะยิ้มหวานใส่กันก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของบรรดาเด็กน้อยทั้งหลายเสียแล้ว

“ก้านพลู คุณพ่อกับคุณแม่มาส่งหรอ”เสียงบีหนึ่งมาแล้ว

“ใช่ๆๆ เราไม่เคยเห็นคุณแม่เธอเลย สวยเนาะ”เสียงบีสองก็มา

“ว้าวๆๆ คุณแม่ก้านพลู สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ”ทุกเสียงประสานอย่างพร้อมเพรียงทั้งยังยกมือขึ้นไหวอย่างสวยงาม ฉันที่ตกเป็นหัวข้อในการสนทนาของตัวแสบทั้งหลายได้แต่ยืนมึนงง ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี

“เอ่อ...”เสียงฉันหลุดรอดได้เพียงเท่านั้น จะตอบกลับหรือปฏิเสธ ฉันยังทำไม่ได้เลย

“อ่า แม่เราเหรอ...อ๋อ  แม่พัด”เด็กแสบส่งเสียงเจ้าเล่ห์พร้อมทั้งหันมามองฉันและพ่อตัวเองด้วยสายตาไม่น่าไว้วางใจ

“แม่เราสวยใช่ม้า...เรากำลังช่วยพ่อจีบแม่อยู่”นั่นประไร แต่งเรื่องเก่งขนาดนี้ไม่น่าเชื่อว่าหนู 4 ขวบนะคะลูก

“ทำไมต้องจีบล่ะ เป็นพ่อแม่แล้วไม่ต้องจีบหรอก หรือว่างอนกันเหรอ”นี่ก็สงสัยและถกเถียงเรื่องครอบครัวของเพื่อน ประหนึ่งตนอายุ 20 กว่าๆ ทั้งที่ตอนนี้เพิ่งจะ 4 ขวบกันเท่านั้น

“งอน ใช่ๆ งอนกัน เพราะพ่อเราชอบดุ แม่พัดเลยงอนไง” ลอยน้ำไปไกลแล้วลูก

“คุณก็พูดอะไรสักอย่างสิคะ ดูสิเด็กๆพากันเดาเรื่องไปถึงทะเลแล้ว ก้านพลูก็พายเรือนำไปเสียไกลเชียว คุณไปหันหัวเรือลูกสาวเรากลับมาเสียทีสิคะ” ฉ่า....เกือบจะรอดแล้ว ฉันก็มีชะตากรรมไม่ต่างจากก้านพลูเมื่อเช้านี้เลย ตกม้าคงไม่พอ จุดระเบิดฆ่าตัวเองตายชัดๆ

“ก้านพลู แม่เธอพูดอะไรกับพ่อก็ไม่รู้ หน้าแดงไม่หมดแล้ว หรือคุณแม่จะไม่สบาย เหมือนแม่เราไงชอบหน้าแดงใส่พ่อตลอดเลย”เสียงซุบซิบๆดังอยู่ใกล้ๆ ฉันที่ได้ยินจึงเงียบฟัง

“แม่เธอเป็นอะไรเหรอ”

“พ่อบอกเราว่าแม่ชอบดุ พ่อก็ต้องลงโทษแม่ด้วยการจุ๊บ พอพ่อจุ๊บแม่ก็จะหน้าแดงไง”น่าน...บีสามเจ้าจะชงไปถึงไหน

“เหรอๆๆ แต่แม่เราก็ชอบหน้าแดงเหมือนกันนะ ทำไมพ่อบอกเราว่าที่แม่หน้าแดงเพราะแม่กำลังจะมีน้องล่ะ”เสียงบีสี่นี่มาจากที่ใด ไปกันใหญ่แล้วเด็กน้อยยยย

“อ่า...ก้านพลูคิดว่าที่แม่หน้าแดงต้องมีน้องให้เราแน่ๆเลย” พอสิ้นเสียงของเด็กหญิงก้านพลู พ่อและแม่กำมะลอก็หันมองหน้ากันแบบไม่ได้ตั้งใจ

“แต่เวลาแม่พัดโดนพ่อดุ ไม่เห็นแม่พัดจะทำโทษพ่อด้วยการจุ๊บเสียที มิน่าล่ะพ่อถึงชอบดุบ่อยๆ เพราะอยากให้จุ๊บนี่เอง” ก้านพลู! หนูจะเก็บรายละเอียดดีเกินวัยไปแล้วนะลูก แถมสรุปย่อเป็นเรื่องเป็นราว เด็กโรงเรียนนี้จะครอบครอบถ้วยรางวัลออสก้าด้วยกันใช่มั้ย ทำไมถึงเชื่อมโยงและสร้างปมเก่งจัง ฉันแก้ไม่ออกถอยห่างไม่ทันแล้วนะ

อ๊อดดดดดด

เสียงอ๊อดเข้าแถวช่วยชีวิตฉันเอาไว้ เด็กๆรีบยกมือไหว้สวัสดี ก่อนจะวิ่งตัวปลิวไปเข้าแถวกันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นเด็กนี่ดีจัง...จำง่าย ลืมเร็ว...แต่ผู้ใหญ่สองคนนี่สิ จำซึมลึกไปข้างใน ยากที่จะลบเลือนได้ในเร็วพลัน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เดือนละครั้ง..ต่อยากมาก..อารมณ์คนแต่งก็จะค้างๆคาๆ หน่อย  555 อัพฯไว้เป็นกำลังให้ตัวเองมีกำลังใจแต่งต่อไปให้จบ วางแพลนไว้ว่า  5 ตอนจบ พร้อมตอนพิเศษของพี่เอกและเจ้ซินดี้ด้วย  สาววายก็มา...สนองนี้สตัวเอง ;-)  ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่าน ติ-ชมได้นะคะ 151061


พอขึ้นรถมาได้ หน้าเห่อร้อนของฉันก็ยังคงแดงระเรื่ออยู่ไม่จางหาย ส่วนคนข้างๆก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาใดๆ ฉันแอบเหลือบมองเป็นระยะ คุณตรีก็ยังคงเฉย เฉยเสียจนฉันเลิกสนใจไปเอง

ไม่นานรถก็เข้าจอดที่บ้านสวน ฉันกำลังจะเปิดประตูลงไป กลับโดนคนข้างๆ ดึงข้อมือไว้ทำให้ต้องหันกลับไปมอง กำลังจะเอ่ยถามว่าต้องการอะไร กลับพูดไม่ได้ หายใจยังแทบไม่ทัน เมื่อโดนคนมาดเข้มจู่โจมปิดปากด้วยรสจูบนุ่มละมุนชวนเคลิ้มฝันในคราแรกกลับแปลเปลี่ยนเป็นร้อนแรงจนแทบขาดใจ ฉันจึงดึงสติตัวเองกลับมา สองมือทุบอกคุณตรีรัวเร็ว กว่าจะหลุดพ้นจูบกระชากวิญญาณตัวฉันก็แทบอ่อนละโหยโรยแรง ไม่กล้าสบตาคุณตรี จำต้องก้มหน้าดึงมือตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูก

หัวใจเต้นแรงแทบทะลุอกซ้าย เสียงลมหายใจของคนข้างๆ ที่ใกล้เข้ามา ทำให้ฉันผวาเอื้อมมือไปดึงประตูรถ แต่กลับไม่ทันมือใหญ่ที่กดล็อกอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว ฉันจึงหนีไปไหนไม่พ้น ยกมือขึ้นปิดปากไม่ทัน คนตัวใหญ่ก็จับคางฉันแล้วจูบซับริมฝีปากอย่างแผ่วเบา ไม่ได้ล้วงลึก ร้อนแรงแบบคราแรก ทำให้ฉันเผลอโอนอ่อนผ่อนตาม ภายในหัวโล่งยิ่งกว่าวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าอันไกลโพ้น

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่ฉันซบอกคุณตรีหน้าแดง ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย และยังคงมึนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อยู่ เราไปส่งน้องก้านพลูที่โรงเรียน จากนั้นโดนเด็กๆเข้าใจผิดว่าฉันเป็นแม่ของก้านพลู กำลังงอนคุณพ่อมาดเข้มและอาจจะกำลังมีน้อง จวบจนขึ้นรถกลับมาถึงบ้าน คนที่เงียบขรึมไม่พูดไม่จาอะไรก็ดึงฉันเข้าไปจูบ และเราก็นั่งเงียบอยู่นานสองนาน งงในงง! นี่มันเรื่องอะไร? ใครรู้ช่วยตอบที!

ฉันผละออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่น ก่อนจะดึงสติตัวเองกลับมาแล้วทำใจกล้ามองสบตากับคุณตรี กำลังจะอ้าปากเอ่ยเสียง คนตัวใหญ่กลับชิ่งพูดออกมาก่อน ราวกับว่าจะมีใครมาแย่งพูดเสียอย่างนั้น

“ผมจะไม่ขอโทษที่ทำแบบนั้น แต่อยากจะบอกให้รู้ว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ผมก็จะทำเช่นเดิม เพราะผมรักคุณ” ปัง! เก็บศพฉันทีเผื่อใครใจดีผ่านมาพบเจอ ฉันอ้าปากค้างฟังคำสารภาพนั้นของคุณตรีอย่างไม่อยากจะเชื่อ คุณตรีรักฉัน เขารักฉัน เขาบอกว่ารักฉัน!

“อ้าปากเสียน่าเกลียด ถ้ายังไม่หุบผมจะจูบอีกสิบรอบ” สิ้นเสียงทุ้มปนขำ ฉันยกมือขึ้นมาปิดปากอย่างรวดเร็ว คนบ้าอะไร บทจะเงียบก็ขรึมเสียงจนเดาใจไม่ถูก บทจะร้ายก็ดุเสียจนไม่กล้าเข้าใกล้ บทจะพูดตรงกับใจก็เล่นใส่มาไม่ยั้ง ไม่สางสารคนฟังว่าเขาจะเขินอายแค่ไหน ใจร้ายที่สุด!

“คุณจะรักฉันได้ยังไง เราพึ่งจะมารู้จักกัน นี่ก็เพิ่งจะเข้าเดือนที่ 4 แถมคุณกับฉันเราพูดด้วยกันดีๆ ไม่เคยเกิน 5 คำ คุณเอาอะไรมาพิสูจน์ว่าพิศวาสฉันจนเข้าขั้นรักคะ” ปากไวอีกแล้วยัยพัด!

“นั่นสิ ผู้หญิงที่หามุมน่ารักไม่เจอแบบนี้ ผมหลงผิดไปรักได้ยังไงกันนะ” เสียงทุ้มคุมโทน แต่สายตาเจ้าเล่ห์นี่หมายความว่าอะไร?

“นั่นไง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าหาเรื่องมาแกล้งกัน บอกตรงๆตั้งแต่ครั้งแรกว่าโมโหเด็กๆ ที่คิดว่าฉันเป็นแม่ของก้านพลูและหาที่ลงหรือลงโทษใครไม่ได้เลยมาลงที่ฉันก็จบแล้ว ฉันรู้ตัวเองดีว่าควรวางตัวให้อยู่ตรงไหน ฉันไม่อาจเอื้อมไปไกลเกินตัวหรอกค่ะ อดทนให้ฉันอยู่รกหูรกตาคุณหน่อยนะคะ ฉันเรียนจบเดือนนี้ จะหางานพิเศษทำเพิ่มจะได้รีบใช้หนี้คุณพ่อของคุณให้หมดเร็วๆ จากอีก 6 เดือน อาจเหลือ 3 เดือนก็ได้ค่ะ” ฉันรู้ตัวเองดีว่าไม่ควรยกตนเสมอท่าน ฉันอยู่ที่บ้านหลังนี้ในฐานะพี่เลี้ยง ก็คือแค่นั้น ไม่กล้าคิดไปไกลกว่านี้ ที่เด็กๆพูดฉันก็แอบหวั่นๆในใจ ทั้งหัวใจเต้นแรงในคราแรกและเหี่ยวแฟบลงเมื่อรู้ฐานะตัวเองดี ฉันทำใจไว้เสมอแต่เมื่อมาเจอเข้าจริงๆ กลับรู้สึกแย่เหมือนกันนะ เหนื่อยหัวใจจนน้ำตาแทบไหลออกมา

ฉันก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง มีหวั่นไหวอยากรู้อยากลองไปทุกอย่าง แต่ฉันก็เตือนสติตัวเองทุกครั้งว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ เหมือนอย่างเรื่องความรัก..ฉันประทับใจคุณตรีตั้งแต่ตอนที่เขาช่วยฉันไม่ให้โดนลูกหลงจากคนตีกันแล้ว ยิ่งเมื่อได้ใกล้ชิดกันทุกๆวัน พูดคุย หยอกเย้ากัน ยิ้มให้กันในยามที่เผลอตัว ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าฉันแอบเปิดประตูในคุณตรีเข้ามานั่งเล่นในหัวใจนานแล้ว จากความประทับใจ กลับกลายเป็นชอบและเริ่มแปลเปลี่ยนเป็นความรัก..รักจนฉันไม่สามารถดึงตัวเองออกมาได้เลย

จากที่เคยห้ามใจ ก็ปล่อยเลยตามเลยมาโดยตลอด คิดเพียงแค่ว่าขอให้ตนเองเก็บเกี่ยวความสุขชั่วครั้งคราว เพื่อเป็นแรงใจเมื่อต้องจากกันในสักวันหนึ่ง และจะไม่เสียใจที่เคยได้แอบรักเขา กลับได้มาฟังคำว่ารักหยอกเอินวันนี้ ความรู้สึกที่สร้างขึ้นมาให้ตัวเองเข้มแข็งกลับพังคลื่นไม่เป็นท่า สุดท้ายหยาดน้ำตาที่พยายามกักเก็บเอาไว้ก็พังทลายไหลลงมาอาบสองแก้ม ไร้เสียงสะอื้น เพราะในหัวใจเจ็บปวดเจียนตาย ดังมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคั้นก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายทำให้ตัวฉันอยากจะหยุดหายใจไปซะตรงนี้

“เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว” เสียงทุ้มยังคงนุ่มลึกมีแววอ่อนใจ ก่อนที่มือใหญ่จะยื่นมาจับปลายคางฉันเชิดขึ้นและเกลี่ยน้ำตาให้กับฉันอย่างแผ่วเบา

อ้อมกอดอบอุ่นโอบกอดฉันอย่างอ่อนโยน มือใหญ่ลูบหัวลูบหลังคล้ายปลอบประโลม ก่อนเสียงนุ่มลึกจะเอื้อนเอ่ยออกมา “มีหลายอย่างที่พัดไม่เคยรู้ ผมเห็นพัดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนานแล้ว ชอบลงไปซื้อกลับบ้านประจำ เพียงแต่พัดไม่ได้เป็นคนรับออร์เดอร์ หลายครั้งที่ผมขับรถผ่านเห็นคุณเดินข้างฟุตบาท หรือยืนรอรถเมล์ผมอยากไปส่งคนที่บ้านแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเราไม่รู้จักกัน ไม่มีสิทธิ์ใดๆเลย”

“จนเมื่อเกิดเรื่องคุณพ่อ ตอนแรกท่านจะปล่อยผ่าน ไม่เอาเรื่องพ่อคุณ เพียงให้ลาออกจากบริษัทก็จบ แต่เพราะผมขอร้องให้ท่านทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คุณมาอยู่ที่บ้านสวนให้ได้ เรื่องการใช้หนี้จึงกลายเป็นเรื่องบังหน้าให้คุณมาอยู่กับผม” จบคำ ฉันก็ทุบอกคุณตรีไปครั้งหนึ่ง คนตัวโตแกล้งร้องโอดโอยพอเป็นพิธี

“คุณไม่รู้หรอกว่าฉันเครียดแค่ไหนที่เกิดเรื่องนั้นขึ้น”

“โอ๋ๆนะครับ หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องของก้านพลูขึ้นเสียก่อน ผมเลยไม่ได้ลงมือจีบคุณสักที คุยกันแต่ละทีก็มีแต่เรื่องกวนโมโหกัน เราเลยดูเหมือนไม่ลงรอยกันสักที”

“คุณน่ะชอบแกล้งฉัน”

“ครับผม ต่อไปนี้จะแกล้งให้มากขึ้นนะ” เสียงทุ้มปนขำมาพร้อมกับรอยยิ้มพิฆาตใจ...แม่ค่ะ มาเก็บศพพัดที หนูจะละลายแล้ว คนอะไรยิ้มแล้วโลกสว่างน่าอยู่เหลือเกิน

“เอาล่ะๆ เข้าเรื่องกันดีกว่า หลังจากที่ไปส่งก้านพลูที่โรงเรียนได้เห็นเด็กๆ ถกเถียงกันเรื่องแม่ของก้านพลูและเรื่องมีน้องให้ก้านพลู ก็ทำให้ผมเริ่มคิดได้ว่าควรทำอะไรสักอย่างได้แล้ว ไม่ควรปล่อยเรื่องของเราไปแบบนี้อีก...พัด ผมอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ เป็นแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่รักคุณ คุณจะรับรักผมได้มั้ย”

“ยอมขนาดนี้แล้ว ไม่ขอแต่งงานไปเลยล่ะคะคุณตรี” แม้จะหน้าแดงหรือเขินจนตัวแทบจะแตกแค่ไหน ความปากดี ปากไวของฉันก็พรั่งพรูคำพูดไร้การกลั่นกรองออกไปเสียก่อนที่สมองจะทันได้คิด

“ถ้าอย่างนั้น คุณเรียนจบเราแต่งงานกันเลยนะ ผมไม่อยากรอแล้ว ก้านพลูก็อยากมีน้องล่ะ โอเคนะครับ” พูดจบเข้าใจคนเดียวก็รีบลงจากรถเดินหนีฉันไปเลย แล้วฉันทำอะไรได้คะ? นอกจากทำหน้าชื่นตาบานยอมรับโชคชะตาของหัวใจต่อไป

-------------------------------------------------------------------------------------------------

อารมณ์ดี อยากต่อให้เสร็จ  จะได้ไม่ค้างคา  อีกหนึ่งตอนก็จบแล้วนะคะ  ติ-ชมได้น้าาาา  031161

5

หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาแล้ว 1 เดือน ครบกำหนดที่น้องก้านพลูต้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกับหมอวศิน เพื่อเช็คดูว่าร่างกายปกติดีหรือมีส่วนใดที่ต้องทำการฟื้นฟูรักษาต่อไป

เนื่องจากคุณตรีมีประชุมด่วน จึงไม่สามารถไปกับน้องก้านพลูได้ จึงให้คุณเอกพาฉันกับลูกสาวตัวน้อยไปโรงพยาบาลแทน เข้าทางฉันยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ฉันจะได้หาโอกาสให้คุณเอกกับเจ้ซินดี้ปรับความเข้าใจกันสักที แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยรู้เรื่องรายละเอียดของทั้งสองคนเลยก็ตาม

ช่วงสายๆ เราทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงโรงพยาบาล ยื่นใบนัดแล้วนั่งรอสักครู่ก็มีพยาบาลนำทางไปยังห้องตรวจ

ก๊อกๆ

“เข้ามาจ้า” เสียงทุ้มใสของคุณหมอวศินดังรอดออกมา บ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ดี

ฉันจึงเปิดประตูนำเข้าไปพร้อมกับน้องก้านพลูที่ยกมือไหว้คุณหมออย่างสวยงาม หมอวศินยิ้มค้างจากหน้าตาสดใสเริ่มมีสีระเรื่อเด่นชัดออกมาจากพวงแก้มทั้งสองข้าง เมื่อสายตาสบประสานเข้ากับชายหนุ่มสูงโปร่ง หล่อเข้มที่เดินตามเข้ามา และกำลังส่งยิ้มหยอกเย้าปนเจ้าเล่ห์ไปให้กับคุณหมอ

“มาค่ะคนเก่ง มาให้คุณหมอตรวจร่างกายดูหน่อยว่าหายดีรึยังเอ่ย”หมอวศินเลี่ยงสายตาไปพูดคุยกับน้องก้านพลู และลงมือตรวจนู่นนี่นั่นอย่างเก้งๆกังๆ ฉันที่มองอยู่แอบขำกับท่าทางนั้นของพี่ที่รู้จักกันมานาน ปกติจะไม่มีอาการหรือปฏิกิริยาใดๆ กับคนที่มาส่งสายตาเจ้าชู้ใส่แบบนี้ แต่นี่กระไร? เพียงแค่พี่เอกมองก็ขัดเขินเสียจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉันว่าสองคนนี้ต้องมีซัมติงอะไรกันสักอย่างแน่ๆ ฉันต้องรู้ให้ได้!

หลังจากตรวจร่างกายน้องก้านพลูอย่างละเอียดแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆในภายนอนก ต้องรอผลการตรวจสอบทางสมองและร่างกายภายในด้วย เราจึงต้องรอผลประมาณ 1 สัปดาห์ ฉันจึงล่ำลากับเจ้ซินดี้(หมอวศิน) ก่อนจะพาก้านพลูกลับบ้าน

“คุณพ่อขา”กำลังจะเดินไปที่ลานจอดรถกัน น้องก้านพลูก็เห็นคุณตรีใส่ชุดสูทเต็มยศมายืนรอรับเสียแล้ว ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าหล่อมาก (มากเสียจนอยากเก็บไว้ดูเองที่บ้าน) ตะโกนเรียกพร้อมกับวิ่งเข้าไปกอด โดยที่คุณพ่อก็อ้าแขนรอรับลูกสาวตัวน้อยด้วยรอยยิ้มกว้างที่ทำให้คนมองแทบละลาย (เก็บศพเราที เราไม่ไหวแล้ว!!)

“ภายนอกไม่มีอะไร ภายในและสมองรอผลอีกทีสัปดาห์หน้า เดี๋ยวฉันมาเอาให้ แกจะได้ไม่ต้องมาเอง”พี่เอกรีบรายงานรวบรัดก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม

“ฝากด้วยละกัน จะจีบหมอหรือเต๊าะพยาบาลก็เบาๆหน่อยนะพี่ชาย” ยังไม่วายสงเสียงแซวพี่ตัวเอง

“เออน่ะ แกก็รีบๆพาครอบครัวไปหาข้าวกินซะ ลูกกับมอสระเอียคงหิวแย่” แปร๊ด..ไม่ใช่เสียงผายลม แต่เป็นแก้มกลมๆของฉันเองที่กำลังแดง! พี่เอกบ้า! พูดแบบนี้เดี๋ยวก็รีบยกเจ้ซินดี้ใส่พานถวายให้หรอก...โดนใจจริงๆ

“ไปครับสาวๆ อยากกินอะไรกัน วันนี้ป่ะป๋าเป็นเจ้ามือเอง” น้ำเสียงทะเล้นของคุณตรีที่เมื่อก่อนนานๆทีได้ยินนั้น ช่วงนี้ดันกลับกลายเป็นได้ยินบ่อยเสียจนแทบจะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อยมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหลือคุณตรีคนเดิมแล้ว มีแค่คุณตรีตนใหม่ที่ขยันแกล้งฉันคนนี้ไง

“เย้ๆๆ คุณพ่อใจดีที่สุดเลยยย น้องก้านพลูหิวมากเลยค่ะ”ปากน้อยช่างเจรจาเอ่ยคำที่ทำให้ฉันและคุณตรีอดที่จะหัวเราะไม่ได้

หลังจากนั้นเราทั้งสามคนก็มุ่งหน้าสู่ห้างดังใกล้ๆโรงพยาบาลเพื่อหาของกิน ในขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่น สายตาของคนตัวน้อยก็เหลือบไปมองพ่อ แม่ ลูกในร้านตาละห้อย หากมองผ่านๆ อาจจะดูเหมือนว่าก้านพลูกำลังหิว จึงมองดูครอบครัวนั้นป้อนอาหารลูกน้อยด้วยความอบอุ่น แต่ถ้าหากสังเกตดีดีๆจะเห็นได้ว่าคนตัวเล็กคิดอะไรอยู่ สายตาแสนเศร้าที่สะท้อนกระจกมีหยาดน้ำใสเกาะวาวพร้อมหยดไหล แต่เจ้าตัวกลับหันมายิ้มเซียวๆให้คุณพ่อตัวโตที่ก้มมองลูกสาวด้วยสายตาเอื้อเอ็นดูปนสงสาร ก่อนจะก้มลงช้อนคนตัวเล็กมาโอบกอดเอาไว้ พร้อมกับลูบหัวกลมทุยอย่างอ่อนโยน

“คนเก่งของพ่อ อย่างกินบะหมี่มั้ย”เสียงทุ้มอ่อนโยนพูดกับลูกสาวตัวน้อยอย่างนุ่มนวล

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะกินร้านนี้ อยากกินซูชิคะ”เสียงใสเจือแววเศร้าพูดเสียงอู้อี้กับไหล่หนาของคุณพ่อ พร้อมกับยกมือบางมาปาดน้ำใสออกอย่างรวดเร็ว

“ถ้าอย่างก็เข้าไปกันเลยนะคนดี ทานเยอะๆนะครับ วันนี้ป๋าเลี้ยงไม่อั้น”เสียงทุ้มพยายามพูดติดตลกให้คนตัวเล็กขำ และก็ช่างได้ผลดีจริงๆที่สามารถทำให้น้องก้านพลูหัวเราะและยิ้มน้อยๆ ออกมาได้

เมื่อเดินมาถึงหน้าร้านก็พบกับพนักงานต้อนรับที่พร้อมให้บริการ และพาเราทั้งสามเข้าไปนั่งที่โต๊ะว่าง ก่อนที่จะรอรับออร์เดอร์

“ทางร้านมีโปรโมชั่นแนะนำสำหรับครอบครัวที่มาทานวันนี้ สั่งชุดสุขสันต์พร้อมถ่ายภาพพ่อแม่ลูกแชร์ลงโซเชียล อาจจะเพิ่มแคปชั่นเก๋ๆ ลงไปด้วย สามารถแลกรับตุ๊กตาแมวน้ำอุ๋งๆ ให้กับลูกสาวได้ฟรี 1 ตัวค่ะ”เสียงพนักงานแนะนำเมนูและโปรโมชั่นอย่างคล่องแคล่วน่าฟัง ทำให้เด็กน้อยหน้าเศร้าเมื่อสักครู่กลับมาตาลุกวาวเป็นประกายเมื่อเห็นตุ๊กตาแมวน้ำน่ารักๆ พร้อมทั้งเขย่าแขนคุณพ่ออย่างออดอ้อนว่าอยากได้นักหนา ก่อนจะกลับมาทำหน้าเศร้าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนขาดคนสำคัญอีกหนึ่งคนไป...แล้วจะทำอย่างไรให้เป็นครอบครัวได้ล่ะในเมื่อไม่เคยมี..แม่..กับใครเขามาตั้งแต่จำความได้

ฉันที่นั่งฟังพนักงานนำเสนอเมนูอยู่นั้นก็หันมองรอบร้านไปด้วย และเห็นแต่ครอบครัวสุขสันต์ที่สั่งเมนูสุขสันต์และแลกตุ๊กตาแมวน้ำให้กับลูกตัวเองด้วยแล้ว รู้สึกเจ็บๆในใจที่ต้องมาเห็นน้องก้านพลูทำหน้าเศร้า เลยอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ออกมายื่นส่งให้พนักงาน และเดินไปนั่งข้างเด็กหญิงตัวน้อยก่อนจะกระซิบข้างใบหูเล็กๆว่า “ขอยืมตัวเป็นลูกสาวสักวันนะคะคนเก่ง” เมื่อเด็กน้อยได้ฟังดังนั้นใบหน้าแสนเศร้ากับหันมาส่งยิ้มกว้างสดใสให้กับฉัน พร้อมกับโถมร่างน้อยๆเข้ามากอดคอฉันไว้ หอมแก้มซ้าย-ขวาอย่างดีใจ และสัมผัสจากมือใหญ่ของคุณพ่อตัวโตก็ขยับเข้ามาโอบกอดแม่ลูกกำมะลอไว้อย่างอบอุ่น

พนักงานยิ้มหวานมองภาพครอบครัวน่ารักข้างหน้าอย่างอิจฉา มือก็กดถ่ายภาพรัวตั้งแต่ที่คุณแม่นั่งลงข้างลูกสาวตัวน้อย ก้มลงกระซิบชิดหู ลูกสาวกอดคอแม่และคุณพ่อที่โอบกอดแม่ลูกเอาไว้ ช่างเป็นครอบครัวที่อบอุ่นจริงๆ

หลังจากโพสต์ภาพลงแล้ว พนักงานก็รับออร์เดอร์เข้าไปส่งก่อนจะเดินกลับมาพร้อมตุ๊กตาแมวน้ำสีชมพูอ่อน ยื่นให้กับเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งข้างคุณแม่ไม่ถอยห่าง กลายเป็นว่าตอนนี้คุณพ่อตัวใหญ่นั่งตรงข้ามสาวๆเพียงลำพัง

“ขอบคุณค่ะพี่สาวคนสวย”แม้จะได้ของถูกใจ แต่ก้านพลูก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ขอบคุณอย่างสวยงาม ก่อนจะหันมามองหน้าคุณแม่จำเป็นแล้วโพล่งประโยคเด็ดออกมาจนทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองตกใจเป็นอย่างมาก

“พี่พัดเป็นคุณแม่ตลอดไปไม่ได้เหรอคะ หนูอยากมีแม่ทุกวัน ไม่ใช่มีแม่ได้แค่วันเดียว”น้ำตาคลอหน่วยหยดรินลงข้างแก้มใส ฉันที่มองอยู่จะทำอะไรได้นอกจากรวบร่างเล็กเข้ามากอดแนบอก ลูบหัวลูบหลังช้าๆ สักพักเมื่อเสียงสะอื้นหายไปฉันจึงพูดขึ้น

“ถ้าก้านพลูอนุญาตจะให้เป็นอะไรพี่พัดเป็นให้ก้านพลูได้ทุกอย่างเลยค่ะ”

“เป็นแม่ให้หนูนะ อย่าหายไปจากหนู สัญญานะ”หน้าเปื้อนน้ำตาเงยขึ้นมาสบตาฉันพร้อมกับยกนิ้มก้อยมาขอเกี่ยวทำสัญญา

ฉันหันไปสบตากับร่างสูงที่กำลังมองมาที่เราสองคนอย่างอ่อนโยน คุณตรีพยักหน้าให้ฉันพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนมาให้เพื่อให้ฉันตอบตกลง เมื่อมองลงมาก็สบเข้ากับแววตาเว้าวอนของคนตัวเล็กบนตัก เหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูก แล้วฉันทำอะไรได้! นอกจาก “ตกลงค่ะ” และโอบกอดคนที่ตะโกนดีใจลั่นร้านเอาไว้ในอ้อมแขน พร้อมกับส่งยิ้มเขินๆให้กับคนตรงหน้า

ฉันไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ขอเพียงวันนี้เรายังมีกัน จับมือกันและกันแบบนี้ไม่ปล่อยไปไหนก็พอ ฉันพร้อมจะหยุดหัวใจเพื่อรักเขาทั้งสองคน และรู้สึกขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้มาพบกัน รักกัน ผูกพันกันแบบนี้ ฉันไม่อาจให้คำสัญญาได้ว่าในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ พรุ่งนี้ และตลอดไปฉันจะเคียงข้างเฝ้ามองการเติบโตของคนในอ้อมกอดไปพร้อมๆกับเขาตลอดไป

“ขอบคุณนะ”เสียงทุ้มเอ่ยออกมาเบาๆ พร้อมกับที่มือใหญ่เอื้อมมาลูบหัวคนตัวเล็กบนตักฉันอย่างอ่อนโยน สายตาที่มองสบมาสื่อความหมายได้เป็นล้านๆคำโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมา

ฉันพยักหน้ายิ้มรับ และก้มลงหอมแก้มคนตัวเล็กที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข

ชีวิตคนเรามันก็มีแค่นี้ 'ความรัก' ที่มาถูกที่ถูกเวลา..ย่อมมีคุณค่าและยั่งยืน..อย่าพยายามรัก และวิ่งตามไขว่คว้าในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา เพราะคนที่เจ็บสุดท้ายคือเราเอง..

วันนี้ฉันเจอความรักของฉันแล้ว ฉันจะรักษาพวกเขาไว้ให้ดีที่สุด เพราะมันคุ้มค่าเหลือเกินกับการรอคอย

ขอบคุณความรักของฉัน

ขอบคุณที่เข้ามาเติมเต็มกันและกัน

น้องก้านพลูและคุณตรี  ^_^

END

15/11/61 เย้ๆๆๆ  ในที่สุดก็จบแล้ว  เดี๋ยวจะแต่งตอนพิเศษของพี่เอกกับเจ้ซินดี้ให้น้าาาา

ผลงานอื่นๆ ของ C.lanatus

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น