69 (yaoi)

  • 99% Rating

  • 10 Vote(s)

  • 102,242 Views

  • 1,721 Comments

  • 3,476 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    434

    Overall
    102,242

ตอนที่ 1 : เขตนี้มีแต่ความสนุก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14715
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 110 ครั้ง
    6 ม.ค. 59

 

 



  บทนำ

     เปรี้ยง
!

     เปรี้ยง!

     เสียงปืนที่ดังขึ้น 2 นัดซ้อน ทำให้นิโคลัส โฮเวิร์ด ชะงักมือที่เพิ่งจะติดกระดุมคอเสื้อ เขาวิ่งตึงๆลงบันไดออกไปยังประตูฝั่งด้านหลังของตัวบ้าน

     ที่เทอเรซหลังบ้านตอนนี้ดูจะมีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น เจอรัลด์ มอสโควิตช์ คนสวนของบ้านเขากำลังอยู่ในท่าคุกเข่า  โดยมีปืนจ่อหัวอยู่ทั้งหมด 3 กระบอก กระบอกหนึ่งอยู่ในมือพ่อเขา พันเอกโธมัส โฮเวิร์ด ส่วนอีก 2 กระบอกอยู่ในมือของคนสนิทและคนงานในบ้าน

     เจอรัลด์หันหน้ามาทางเขา ใบหน้าเปรอะเลอะไปด้วยเลือด “คุณหนู... โปรดเมตตา...”

     “ไอ้สารเลว! ด้ามปืนในมือพ่อเขาฟาดพัวะลงที่ขมับ จนอีกฝ่ายหน้าหัน เลือดไหลโกรกออกมาจากบาดแผล “แกกล้าอ้อนวอน ทั้งที่ทำเรื่องระยำใต้ชายคาบ้านฉัน และทั้งๆที่ลูกชายฉันกำลังจะเข้ากรมวันนี้ หุบปากโสโครกของแก วางมือตรงท้ายทอยแล้วมองหน้าฉัน!

     เด็กหนุ่มเบนสายตาไปยังใบหน้าของผู้เป็นพ่อ เขาย่นคิ้วด้วยท่าทีแสดงคำถาม

     “มันแอบซุกซ่อนผู้หญิงนอกกฎหมาย สมสู่ คลอดลูกสายเลือดสกปรก”

     นิโคลัสมองตามทิศทางที่พ่อเขาพยักเพยิด เขาเผลอกลั้นหายใจ เมื่อเห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่งนอนคว่ำอยู่ตรงลานดินในสวน  เธอไว้ผมยาวถึงเอว สวมชุดสีแดง ...ไม่ใช่ นั่นคือเลือดต่างหาก แขนข้างหนึ่งของเธองอพับขึ้น เหมือนจะปกป้องบางสิ่งเอาไว้ ...บางสิ่งที่ตอนนี้กลายเป็นก้อนเนื้อเละๆปะปนอยู่ในสีแดงฉาน

     นิโคลัสหันกลับไป ปืนในมือพ่อเขาจ่ออยู่ตรงหน้าผากคนสวนอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ฝ่ายนั้นประสานมือไว้ตรงท้ายทอยตามคำสั่งแล้ว

      “มันเป็นสายพันธุ์อะไร?” พันเอกโธมัสถามด้วยเสียงดุดันทรงอำนาจ

     คนสวนหุบปากแน่นไม่ตอบคำถาม แววตาแข็งกร้าว แว่บหนึ่งเขาเหลือบตาไปทางด้านข้าง และเปล่งเสียงออกมา “คุณหนู...ได้โปรด”

     เปรี้ยง!

     ลูกกระสุนเจาะทะลุหน้าผากออกไปทางท้ายทอย ก่อนที่ร่างจะฟุบกองลงกับพื้น นิโคลัสยืนนิ่งค้าง ขณะที่หยดเลือดกระเซ็นเปรอะปลายขากางเกงของเขาเป็นดวง

     พันเอกโธมัสสะบัดมือ ให้เลือดที่เปรอะกระบอกปืนหยดลงบนพื้น เขามองเวลาตรงแถบข้อมือและสั่งลูกชายเสียงเฉียบ “ไปเปลี่ยนชุด เตรียมขึ้นรถในอีก 15 นาที”

     นิโคลัสหันกลับและเดินเข้าไปในบ้าน เขาเกิดในครอบครัวเลือดทหารเข้มข้น รู้ดีว่าบางเรื่องควรต้องปฏิบัติโดยไม่มีการโต้แย้ง เขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน  ขณะที่ดวงตาสีเทาเยือกเย็นดูครุ่นคิด

     ...เมื่อครู่ ที่เจอราร์ดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากเขาก่อนตาย ฝ่ายนั้นไม่ได้เหลือบมาทางเขาหรอก แต่มองอย่างวิงวอนออกไปทางชายป่าต่างหาก

     เด็กหนุ่มตรงดิ่งไปยังห้องทำงานที่อยู่ทางปีกหนึ่งของตัวบ้าน เขารู้ว่าพ่อเขาเก็บปืนไว้ตรงไหนบ้าง รวมทั้งรู้รหัสเปิดตู้ทุกใบในบ้านหลังนี้ นิโคลัสหยิบปืนออกมาจากช่องเก็บ เขาก้าวเร็วๆลงบันไดออกไปทางประตูหน้าบ้าน วกไปทางด้านข้าง และมุ่งไปยังสวนที่ทอดออกไปสู่ชายป่า

     แสงแดดอ่อนจางที่สาดส่องผ่านใบไม้ลงมายังผืนดินทำให้อากาศค่อนข้างอุ่น มันเป็นวันหนึ่งตอนต้นฤดูร้อน ที่เขาเพิ่งจะอายุครบ 16 ได้ไม่กี่สัปดาห์ และจะเดินทางเข้ากรมทหารในเขต 2 เพื่อรับราชการทหารตามรอยพ่อและปู่ อย่างที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่ยังเด็ก และนี่ไม่ใช่เวลาที่เขาควรจะวิ่งเข้าไปในสวนหลังบ้านแบบที่กำลังทำอยู่นี่

     มันอยู่ตรงนั้น...

     นิโคลัสจ้องไปยังสิ่งที่ขยุกขยิกอยู่บนพื้นท่ามกลางกองใบไม้ มันคือสิ่งที่เจอราร์ดวิงวอนก่อนตายให้เขาช่วย ลมฤดูร้อนพัดมาเบาๆให้ปอยผมสีบลอนด์หม่นปลิวระหน้าผาก กลิ่นยาฆ่าเชื้อโรคลอยเจืออยู่ในอากาศ แต่ไม่สามารถดึงความสนใจให้นิโคลัสละสายตาจากภาพที่เห็นนั้นได้เลย

     มนุษย์... สัตว์... หรืออะไร?

     มันเป็นสิ่งมีชีวิตแรกเกิดตัวเล็กน่าเกลียด ที่มีลักษณะร่วมของมนุษย์และอะไรบางอย่างที่มีเกล็ดเหมือนหินตามร่างกาย ดวงตาของมันถูกปิดอยู่ใต้เปลือกตาสีน้ำตาล และขดตัวกอดร่างอัปลักษณ์ของมันไว้ ...ภรรยาของเจอราร์ดไม่ได้ให้กำเนิดทารกออกมาแค่คนเดียว!

     นิโคลัสก้าวเข้าไปใกล้มากขึ้น ตัวประหลาดยังนอนนิ่งไม่ไหวติง

     ...หรือมันจะตายแล้ว

     นิโคลัสขยับเข้าไป เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง และตัดสินใจยื่นมือออกไปแตะบนลำตัวที่เป็นเกล็ดแข็งสีน้ำตาล

     สัตว์ประหลาดเปิดเปลือกตาขึ้น มันกะพริบตาและจ้องมองเขาด้วยดวงตาสีดำสนิทเป็นเงาฉ่ำทั้งดวง มันเอียงหัวมาหาฝ่ามือเขา
เผยอปากน่าเกลียดอ้าออกเล็กน้อยเหมือนจะเปล่งเสียง  นิโคลัสชักมือกลับทันที เขายืนขึ้นและก้าวถอยห่าง ก่อนจะยกปืนขึ้นเล็ง ไอ้ของนี่ผิดกฎหมายอย่างไม่ต้องสงสัย และเขาควรต้องยิงมันทิ้งเดี๋ยวนี้ แต่ลักษณะร่วมบางอย่างที่ดูคล้ายกับทารกลูกมนุษย์ ทำให้เขาลังเล

     สิ่งมีชีวิตอัปลักษณ์นั่นเหมือนจะรู้สึกถึงอันตราย มันขยับตัวคล้ายกับจะอยากเข้ามาหาเขาแต่ก็ไม่มั่นใจ นิโคลัสตัดสินใจเหนี่ยวไก

     ปัง!

     ลูกกระสุนฝังลงในผืนดินห่างจากตัวประหลาดออกไปราวครึ่งเมตร แต่นั่นก็มากพอจะทำให้มันตกใจเตลิดหนีไปทางฝั่งป่า นิโคลัสตามไป รั้วไฟฟ้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ถ้าไอ้ตัวนั้นวิ่งไปถึงตรงนั้น มันต้องโดนไฟดูดตายแน่นอน เขาเบี่ยงทิศทางมุ่งไปยังเสารั้วที่ใกล้ที่สุด นิโคลัสสแกนลายนิ้วมือ และกดตัวเลขกับตัวอักษรที่มีเพียงเขากับพ่อที่รู้รหัส เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าลงชั่วคราว

     ตัวประหลาดหมอบนิ่งอยู่ในพงหญ้า และจ้องเขาอย่างไม่วางตา ...ท่าทีเหมือนต้องการเข้ามาหา มากกว่าจะหนีไป

     นิโคลัสยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง “ไปซะ... ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ”

     แล้วเขาก็เหนี่ยวไก เสียงปืนดังก้องสะท้อน ลูกกระสุนเจาะทะลุผ่านตรงหัวไหล่น้อยๆ มันส่งเสียงร้องหวีดแหลม ก่อนจะหนีหายลับไปในป่าครึ้ม

     ......

     นิโคลัสนั่งอยู่ในขบวนรถที่ขับเคลื่อนลอยอยู่เหนือผิวถนนราวครึ่งฟุต ซึ่งพาทหารใหม่จำนวน 180 นายไปตางเส้นทางสู่กรมทหารในเขต 2 เขานั่งนิ่ง ขณะที่แก้มยังเป็นรอยปื้นแดง จากการโดนฟาดด้วยฝ่ามือของพ่อ เมื่อเขาบอกว่าเปิดรั้วไฟฟ้าโดยพลการเพื่อออกไปยิงสุนัขตัวหนึ่ง เพราะมองผิดคิดว่าเป็นสัตว์อันตรายอย่างอื่น

     นิโคลัสรู้ว่าตัวเองทำพลาด ที่ไม่ฆ่าตัวอ่อนนั่นซะ...

     เขาเม้มริมฝีแน่น โทษความอ่อนหัดของตัวเอง ที่ไม่เด็ดขาดพอจะฆ่าสัตว์เล็กๆแรกเกิด ...ยังไงมันก็ไม่รอดอยู่แล้ว ป่านั่นอยู่นอกเขตควบคุม มันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ยิ่งลึกก็ยิ่งอันตรายด้วยสภาพดินเป็นพิษ ที่ซึมซับเถ้าถ่านและสารพิษหลังสงคราม เหลือเพียงต้นไม้บางสายพันธ์ที่ปรับตัวให้มีชีวิตรอดกับสภาพแวดล้อมแบบนั้น กิ่งก้านของพวกมันหงิกงอบิดเบี้ยวและให้ผลเป็นผลไม้ที่กินเข้าไปแล้วป่วย  อากาศเต็มไปด้วยเชื้อโรค

     นิโคลัสสลัดความรู้สึกตื้อในหัวออกไป ไม่มีประโยชน์ที่จะมัวมานั่งเสียใจกับสิ่งทำลงไปแล้ว เขาสั่งตัวเองอย่างเข้มงวดว่าจงอย่าทำพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง และในกองทัพ ความเมตตาก็ไม่ได้เป็นที่เชิดชูสักเท่าไหร่

     ไม่กี่นาทีต่อมา นิโคลัสก็ตัดสินใจจะลืม และโยนความด่างพร้อยเล็กๆในชีวิต ให้ลอยหายไปกับสายลมระหว่างเส้นทางจากบ้านสู่กองทัพ...

 

     ตอนที่ 1. เขตนี้มีแต่ความสนุก

     “เฮ้... เกล ออกไปข้างนอกเหรอ ฝากซื้อขนมปังหนังหนูหน่อยสิ”

     ผมก้มลงดึงสายรัดรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มให้แน่นกระชับใต้เข่า และเอียงหน้ามองเพื่อนข้างห้องที่โผล่หน้าออกมาฝากซื้อของ “อย่าขี้เกียจให้มากนักเควิน ออกไปเองสิ ฉันไม่เดินฝ่าลมไปต่อแถวซื้อขนมปังนั่นให้นายหรอก เอาขนมปังเนยสดของร้าน Natural & Homemade แทนได้มั้ยล่ะ”

     “มะเหงกแน่ะ เกล” ฝ่ายนั้นชูนิ้วกลางใส่ผม ซึ่งไม่ได้แปลว่ามะเหงกสักหน่อย

     ผมหัวเราะในลำคอ รู้ดีว่าเควินคงต้องคัดเอกสารจนมือแทบหงิก และผมคงต้องออกไปขายตัว แทนการปูโต๊ะอาหารในภัตตาคารนั่นแหละ ถึงจะมีปัญญาซื้อขนมปังเนยสดแท้ๆ นุ่ม ฟู หอม มากินได้น่ะ และขนมปังหนังหนูก็ไม่ได้ทำจากหนังหนูจริงๆ แค่เรียกให้สมกับที่มันเหนียวหนึบด้วยส่วนผสมสังเคราะห์ และเป็นสีตุ่นๆเหมือนหนู

     “ถ้าได้ผ่านไปแถวนั้น จะซื้อให้ละกัน” ผมบอกเขา เควินทำท่าตะเบ๊ะเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะผลุบหายไปในห้องเหมือนเดิม

     เควินเป็นเพื่อนข้างห้องของผม เขาอาศัยอยู่กับน้องสาวอายุราวๆ 8 ขวบ และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีที่สุดในบรรดามนุษย์ธรรมดาทั้งหมดที่อาศัยในตึกหลังนี้ ซึ่งเป็นตึกที่มนุษย์ทั่วไปคงไม่เลือกมาอาศัยอยู่ หากมีรายได้เกินกว่า 20,000 หน่วยต่อเดือน

     แต่ถึงอย่างนั้น ค่าเช่าของที่นี่ก็ถือว่าแพงเอาการสำหรับคนอย่างผมและเควิน ที่มีปัญญาเช่าได้แค่ห้องขนาดเล็กสุดซึ่งอยู่ในชั้นล่างๆของตึก แต่ผมก็ยอมกัดฟันสู้ เพราะอย่างน้อยมันก็อยู่ในย่านที่ไม่ได้เลวร้าย

     ผมเดินออกจากตึก ฝ่าลมเย็นมุ่งหน้าไปทางฝั่งตัวเมือง มันพราวระยับสว่างไสวด้วยแสงไฟและเต็มไปด้วยตึกสูง อาคารลิเบอร์ตีสูงที่สุดและโดดเด่นที่สุด มันเป็นที่ทำงานของกองควบคุมเขต ยวดยานพาหนะไฮเทคมากมายลอยโฉบเฉี่ยววูบวาบตามเส้นทาง แสดงถึงอารยธรรมอันเฟื่องฟู แตกต่างกันลิบลับกับบรรยากาศทางด้านหลังของผม

     อีกฝั่งของเมืองทางด้านหลังซึ่งอยู่ไกลออกไป เป็นส่วนที่มืดทึมและมีแสงไฟสว่างอยู่เพียงไม่กี่จุด อาคารที่พุ่งสูงขึ้นมาในอากาศแทบทุกหลังจะมีลักษณะเดียวกัน คือเป็นตึกที่ประกอบด้วยช่องรูปทรงหกเหลี่ยมติดกันเป็นพรืดทุกด้านเหมือนรวงผึ้ง มันเป็นที่อยู่อาศัยของคนอีกกลุ่มหนึ่ง  แสงจากไฟหน้าของยานลาดตระเวนที่บินฉวัดเฉวียนส่องกราดผ่านตึกแต่ละหลัง เพื่อตรวจดูความเรียบร้อย ไม่ให้มีโอกาสลักลอบทำอะไรที่ผิดกฎ

     “ซื้อข่าวมั้ย?” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น เมื่อผมกำลังเดินผ่านเขา

     “ไม่ล่ะ” ผมส่ายหน้า “หนาวแบบนี้ เก็บเงินไว้กินเบียร์ดีกว่า”

     เขากวาดตามองผมขึ้นๆลงๆ และพูดกับผมด้วยรอยยิ้มทะลึ่ง “หน้าตาแบบนี้ ไม่ต้องจ่ายค่าเบียร์เองหรอก”

     ผมยิ้มตอบอย่างไม่ถือสา และเดินออกมาโดยไม่ตอบโต้อะไรอีก พวกขายข่าวมีอยู่ทั่วไปทั้งในละแวกตัวเมืองและนอกเมือง ข่าวที่ซื้อขายกันตามถนนมักจะเชื่อถือได้แค่บางส่วน เพราะมันเป็นข่าวที่เอามาแพร่โดยไม่อยู่ในการควบคุมของรัฐ บางทีก็มีเรื่องที่เชื่อว่ารัฐปกปิดเอาไว้ ...ถามว่าถูกกฎหมายมั้ย? ก็ไม่ค่อยเห็นคนขายข่าวโดนจับนะ เพราะทางรัฐเองก็ซื้อข่าวเพื่อดูว่าอีกฝ่ายแอบทำอะไรอยู่ด้วยเหมือนกัน ผมหมายถึงอีกฝ่าย ที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาน่ะนะ

     ไอ้เรื่องงี่เง่าแบบนี้ มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคหลังสงครามนั่นแหละ...

     หลังสงครามโลกครั้งหลังสุด ที่พวกมนุษย์ทำลายล้างกันชนิดจะเอาให้เหี้ยนไม่เหลือซาก อเมริกากับประเทศพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะสงคราม ส่วนประเทศที่เหลือที่แพ้สงคราม ก็แพ้ชนิดที่เรียกได้ว่าสูญสิ้นเผ่าพันธุ์กันเลยทีเดียว

     และเหมือนเป็นการลงโทษจากพระเจ้า ที่ลูกๆของท่านทะเลาะและฆ่าฟันกันเอง คนในประเทศที่แพ้สงครามนั้น ตายทันทีจากการทำลายล้างด้วยระเบิด แต่พวกเราที่เหลือซึ่งเป็นประเทศที่ชนะสงคราม กลับได้อะไรที่น่าระทึกใจกว่านั้น

     ผลของกัมมันตภาพรังสีและสารพิษ จากอารุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี และอาวุธเชื้อโรค ส่งผลทำลายล้างโลกของเราเกินกว่าที่เราจะรับผิดชอบไหว สารพิษต่างๆที่ตกค้างและฟุ้งกระจายในทุกทวีป ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของมนุษย์ที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะส่วนที่สกัดเอาเชื้อโรคจากเนื้อเยื่อของทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งแทรกซึมทำปฏิกิริยากับเซลล์พื้นฐานของมนุษย์

     พวกที่ยังเหลือรอดในเวลานั้น ส่วนหนึ่งมีภูมิต้านทานและไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่อีกส่วนที่มีรหัสพันธุกรรมตอบสนองต่อสารเหล่านั้นอย่างรุนแรง บางคนจะป่วยและตายลงอย่างรวดเร็ว แต่บางคนกลับปรับสภาพตัวเองให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และกลายเป็น มนุษย์กลายพันธุ์

     ทีนี้พวกเราก็เลยเหลือมนุษย์ กับมนุษย์กลายพันธ์ ที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ด้วยกันอย่างสันติสุขไปตราบชั่วกาลนาน (ท้ายประโยคนั่นผมประชดนะ ...อดไม่ได้จริงๆ)

     ผมเอามือเก็บปอยผมสีทอง ที่คอยจะลื่นหลุดจากหมวกลงมาปรกแก้มและต้นคออยู่เรื่อย  ก่อนจะสะบัดหัวเบาๆไล่เรื่องเครียดๆที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ออกไปจากสมอง และตัดสินใจว่าวันนี้จะขอฟุ่มเฟือย ด้วยการดวดเบียร์กลิ่นมอลต์เข้มๆในบาร์ย่านกึ่งกลางระหว่างฝั่งเมืองกับฝั่งรวงผึ้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นแรงใจสำหรับงานในอาทิตย์หน้า ที่ดูท่าจะเหนื่อยสาหัสแน่ๆ

     “ดื่มอะไรดีครับ” บาร์เทนเดอร์คนหนึ่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เมื่อผมยืนตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์

     “เบียร์ไฮมอลต์” ผมตอบ

     “มาคนเดียวเหรอ” เขาถาม รอยยิ้มบนริมฝีปากส่งความนัยแปลกๆ

     “มารอเพื่อน” ผมโกหกออกไป

     ผมจ่ายค่าเบียร์ด้วยการทาบแถบข้อมือลงบนเครื่องเก็บเงิน และทำเป็นไม่มองตัวเลขจำนวนเงินที่เหลืออยู่ ก่อนจะเลี่ยงไปนั่งมุมสุดของเคาน์เตอร์ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจของใคร ผมจงใจปัดปอยผมให้ปรกตรงขมับด้านซ้ายให้มากที่สุด เพื่อปกปิดรอยเส้นสีเทา 9 เส้น ที่ซ้อนทับกันเป็นลวดลายอยู่ตรงขมับ

     มันคือไลน์โค้ดที่ทางรัฐมอบให้เราทุกคนที่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ เมื่อพวกเรามีอายุครบ 4 ขวบ ซึ่งจะบรรจุข้อมูลการขึ้นทะเบียนและรายละเอียดทุกอย่างของคนคนนั้น รวมทั้งระเบิดขนาดเล็กจิ๋ว ที่มีอานุภาพพอจะเอาเนื้อสมองเราออกมาดูเล่น ในกรณีที่พบว่าเราอาจเป็นภัยคุกคาม

     บาร์เทนเดอร์คนนั้นมองผมอีกแล้ว ซึ่งทำให้ผมต้องแกล้งหันไปสนใจโชว์บนเวทีที่อยู่ตรงกลาง เรื่องรักๆไคร่ๆไม่ค่อยอยู่ในความสนใจของผมเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยมีอารมณ์อ่อนไหวในเรื่องแบบนั้นหรอกนะ

     ครั้งหนึ่งตอนที่ผมยังเรียนอยู่  ผมเคยแอบสนใจผู้หญิงคนหนึ่ง ผมแอบมองเธอระหว่างตู้เก็บไฟล์ในห้องสมุดของโรงเรียนอยู่บ่อยๆ เราสบตากันหลายครั้ง ผมรู้ว่าเธอก็มีใจให้ผมอยู่บ้าง จากการก้มหน้ามองข้อมูลบนจอภาพแล้วแก้มแดงหลังสบตากัน

     ในที่สุดผมก็ทำใจกล้าเข้าไปทักเธอ เธอยิ้มและทักทายตอบแบบเอียงอายนิดๆ ดูน่ารักและทำให้ใจผมเต้นแรง แต่พอเธอมองเห็นลวดลายตรงขมับของผม เธอก็หุบยิ้ม กดปิดจอข้อมูลและลุกหนีไป แล้วผมก็ไม่เห็นเธอมาที่ห้องสมุดอีกเลย และนั่นก็เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่ผมนึกอยากจะเกี่ยวข้องกับความรัก

     ฉะนั้นก็อย่าว่ากันเลยนะ ที่ผมไม่ใด้ภูมิใจเท่าไหร่ที่มีไลน์โค้ดสวยๆประดับตรงขมับ มันเป็นเหมือนการประทับตราทาสในสมัยก่อน แต่ทาสโชคดีกว่าหน่อย ตรงที่รอยประทับไม่ได้ระเบิดใส่หัวเขาได้ด้วย

     “เฮ้...คุณ ที่ตรงนี้ยังว่างอยู่ใช่มั้ย?”

     เสียงทุ้มหนักที่ดังขึ้นใกล้ตัว ทำให้ผมต้องละสายตาจากเวทีแล้วหันมามองตรงนี้แทน เขาเป็นชายหนุ่มตัวสูงใหญ่ ตาสีฟ้าจาง จมูกโด่งเป็นสันชัดเจนและโค้งงุ้มเล็กน้อย หน้าตาดีทีเดียว เขาสวมเสื้อโค้ทตัวยาวทั้งๆที่อากาศยังไม่ได้หนาวมากขนาดนั้น

     “เชิญเลย” ผมบอก และขยับออกเล็กน้อยให้เขานั่งลงตรงเก้าอี้ข้างๆได้ถนัดขึ้น

    เขาสั่งบรั่นดีแก้วหนึ่ง และยกดื่มรวดเดียวหมด

     “รสชาติดี” เขาหันมาพูดกับผม พลางขยับนิ้วส่งสัญญาณให้บาร์เทนเดอร์เติมทันที

     “อือฮึ.. ดื่มสองแก้วยิ่งดีเข้าไปใหญ่”   ...จะได้ลืมว่าราคาแก้วละเท่าไหร่

     เขายิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความเย่อหยิ่ง ปั้นปึ่ง และเป็นมิตร ดูขัดแย้งแปลกๆแต่ก็ดึงดูดแปลกๆด้วย

      “แพทริค เดมเลอร์” เขาแนะนำตัว

     “เกล แม็กซ์เวลล์”

     เราจับมือทักทายกัน ฝ่ามือเขาหนาใหญ่และค่อนข้างหยาบกร้าน ขณะที่กระชับมืออย่างหนักแน่น ท่าทางเขาดูไม่เหมือนพวกชนชั้นแรงงานเลย ไหนจะท่าทางและสำเนียงพูดอีก มันทำให้ผมสงสัย ว่าเขาใช่คนในเขตนี้หรือเปล่า

  
     “ที่นี่บรรยากาศดีนะ มาบ่อยเหรอ” เขาชวนคุยต่อ ขณะที่การแสดงตรงเวทีจบลง และเปลี่ยนเป็นเสียงเพลงคลอเบาๆ 

     ผมยิ้มกว้าง ขืนมาบ่อยผมคงต้องเฉือนอวัยวะตัวเองขายกินแน่ๆ “ไม่หรอก นานๆครั้งน่ะ เวลาที่เหนื่อยมากๆและอยากพักผ่อน"

     "ชอบเพลงนี้เหรอ"

     "หือ...?"

     "เห็นคุณไล้นิ้วตรงขอบแก้วตามจังหวะเพลง"

     ...สังเกตขนาดนั้นเชียว

     ผมอมยิ้มและตอบออกไป "สายลมของการเปลี่ยนแปลง เพลงโปรดของผม"

     "บังเอิญจัง เพลงโปรดของผมเหมือนกัน"

     ผมพยักหน้ารับรู้ และรู้สึกเหมือนกำลังถูกจีบ ...แต่ว่ากันตรงๆนะ ผมไม่ยักรำคาญเหมือนตอนที่บาร์เทนเดอร์นั่นพยายามจะทำแบบเดียวกัน

     “ให้ผมเลี้ยงเบียร์คุณนะ" แพทริคดีดนิ้วเรียกบาร์เทนเดอร์ "ผมเพิ่งมาเมืองนี้เมื่อครู่นี่เอง ดีที่ได้คุณเป็นเพื่อนคุย”

     “หือ...คุณมาจากที่ไหน เขต 2 เหรอ” ผมคุยต่อ พยายามควบคุมริมฝีปากไม่ให้ฉีกกว้างเป็นรอยยิ้มพิลึกๆ จากความลิงโลดที่ได้เบียร์ไฮมอลต์ฟรีหนึ่งแก้ว

     ขอผมอธิบายตรงนี้เพิ่มอีกสักนิด หลังจากความเสียหายจากสงครามโลกครั้งล่าสุด ประเทศสหรัฐอเมริกายังเหลือที่ที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของมนุษย์เพียงไม่กี่แห่ง เอาให้ชัดๆก็คือ เหลือแค่ 3 รัฐ ที่มนุษย์อยู่ได้ รัฐบาลอพยพผู้รอดชีวิตทั้งหมดมาอยู่รวมกันใน 3 รัฐที่เหลือนั่น และที่ที่ผมอยู่ตอนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐมอนทาน่า

     เราปกครองแบบกึ่งรัฐบาลทหารผสมประชาธิปไตยขลุกขลิก แบบที่ประชาชนมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกผู้นำ มนุษย์ธรรมดามีสิทธิ์ออกเสียง 1 เสียง แต่มนุษย์กลายพันธุ์ได้แค่ครึ่งเสียง เพราะอีกครึ่งนึงของตัวเราเป็นสัตว์ไง  ...โคตรเจ็บเลย

     และแต่ละรัฐก็แบ่งเขตการปครองออกเป็น 5 เขต  ซึ่งนิยามชื่อเขตตามแบบของผมดังนี้

เขตหนึ่ง สวรรค์ชั้นฟ้า เขตนี้มีประชากรน้อยที่สุด แต่การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดที่สุด ประกอบด้วยชนชั้นปกครองระดับสูง เชื้อพระวงศ์และผู้ติดตามสำคัญๆจากประเทศพันธมิตร (ที่ตอนนี้ประเทศจริงๆของตัวเองไม่เหมาะจะอาศัยอยู่แล้ว) เป็นเขตที่คงไม่มีขนมปังหนังหนูขายแน่ๆ

     เขตสอง ดงผู้ดี ที่นี่เป็นแหล่งรวมความหรูหราและไฮเทค เป็นถิ่นที่อยู่ของพวกเศรษฐี นักวิชาการ แพทย์ เขตทหาร สถานทูต ถ้าอยากใช้เงินจงมาที่นี่ ถ้าอยากอวดรวยก็จงมาที่นี่ หอบเงินมาเยอะๆแล้วคุณจะพบว่าที่นี่คือที่ของคุณ คุณจะมีชีวิตอันหรูหราเพียบพร้อมและห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูงระดับเดียวกัน แต่ถ้าวันไหนคุณดวงซวยเงินหมด คุณก็จะโดนถีบหัวส่งโดยเพื่อนของคุณนั่นแหละ

     เขตสาม วาไรตี้สีสัน เขตที่ผมอยู่นี่สนุกที่สุด หมายความว่าถ้าคุณเป็นพวกรักการผจญภัยน่ะนะ เรามีทั้งมุมสว่างสดใส และมุมซอมซ่อโสมม เพียบพร้อมด้วยภัตตาคารหรูหรา ห้างสรรพสินค้า โบสถ์  สลัม และซ่อง ขึ้นอยู่กับว่าคุณยืนอยู่ตรงไหน เป็นเขตที่มีมนุษย์กลายพันธ์อาศัยอยู่ร่วมกันกับมนุษย์ธรรมดาในอัตราส่วนราว 3 : 7 ในขณะที่เขตสองมีอยู่แค่ 1 :9  และเขตหนึ่ง ...ไม่มีเลย

     เขตสี่ ขยะสังคมมันคือจุดตกต่ำที่สุดแล้วในชีวิตคนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือมนุษย์กลายพันธุ์ มันเป็นแหล่งรวมอาชญากรและคนโชคร้ายที่โดนเนรเทศจากเขตอื่นมาอยู่ที่นี่  แทบทั้งเขตเป็นตึกรวงผึ้ง และมีสงครามระหว่างตึกบ่อยมาก หน่วยลาดตระเวนในเขตนี้ไม่เชิงว่าทำงานหนัก เพราะพวกเขาจะปล่อยให้ยิงกันจนพอใจ แล้วค่อยมานับศพทีหลัง

     เขตห้า แดนสนธยาถ้าไม่ตายก็เหมือนตาย ถึงได้มาถึงที่นี่ มันเป็นเขตการแพทย์และการทดลอง มนุษย์กลายพันธุ์ที่เป็นสายพันธุ์อันตรายหรือพบว่าเป็นสายพันธ์มีพิษจะถูกส่งตัวมาที่นี่ ประมาณว่าเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ...แปลว่าอะไร? คงไม่ใช่ปาร์ตี้กันหรอกมั้ง

     กลับมาที่เพื่อนใหม่ของผมต่อเถอะ

     แพทริคยิ้มให้คำถามของผม ก่อนจะตอบ “แคนซัส”

     ผมตาโต การเดินทางข้ามรัฐมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ ยกเว้นแต่ว่าคุณจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติในรัฐอื่น หรือเป็นทูตจากประเทศอื่น

     ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดคุยอะไรต่อ เสียงปรบมือเกรียวกราวก็ดังขึ้น เมื่อนักเต้นสาวสวยคนหนึ่งเดินไปที่เวทีและเริ่มเต้น ดนตรีเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองเร้าใจเหมาะกับท่วงท่าอันเย้ายวน เสียงเฮดังลั่นบาร์ เมื่อเธอถอดเสื้อคลุมที่สวมอยู่ออกเพื่อโชว์เรือนร่างในชุดบิกินี่ และหน้าอกทั้งหมด 4 เต้าอวบๆในคนเดียว

     “โอ้ว.. เยอะไปหน่อยนะ” ผมอดหัวเราะไม่ได้ “แต่ผู้ชายหลายคนคงชอบแบบนี้”

     “ผมชอบแบบไม่มีเลยมากกว่า”

     หืออออ...? ว่าไงนะ...

     ผมหันไปมองหน้าแพทริคโดยอัตโนมัติ หน้าตาผมคงเหรอหราพอสมควร เพราะมุมข้างหนึ่งปากของแพทริคยกขึ้นนิดๆเหมือนเกือบจะยิ้ม แล้วแสงสีเขียวจุดเล็กบนแถบข้อมือของผมก็กะพริบเป็นจังหวะ บ่งบอกว่ามีคนโทรเข้ามา ผมยกมือให้แพทริคเป็นเชิงขอตัวก่อน

     ผมเดินออกมานอกบาร์ เพราะเสียงดนตรีข้างในนั่นดังไปหน่อย ผมเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆข้างบาร์ และแตะปุ่มรับสาย แถบข้อมือส่งภาพชายวัยกลางคนท่าทางเคร่งขรึมคนหนึ่งขึ้นมา

     “เกล” ฝ่ายนั้นทักขึ้นมาก่อน เขาคือคุณโรเบิร์ต เป็นหัวหน้าตึกที่ผมอาศัยอยู่

     “สวัสดีครับ คุณโรเบิร์ต”

     “อมิเลียไม่สบายอีกแล้ว พรุ่งนี้คงไปโรงเรียนไม่ได้ เธอพอจะว่างรึเปล่า อมิเลียกังวลว่าจะตามไม่ทันเพื่อน”

     ผมกัดริมฝีปาก อมิเลียเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบ เป็นลูกสาวคนเดียวของคุณโรเบิร์ต สุขภาพเธอไม่ค่อยแข็งแรง ซึ่งผมก็ทำหน้าที่ครูสอนพิเศษให้เธออาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่วันพรุ่งนี้เป็นวันที่เขต 3 จะมีงานต้อนรับเจ้าหน้าที่จากรัฐอื่น ในโครงการแลกเปลี่ยนหน่วยลาดตระเวนระยะสั้น  ผมต้องวุ่นวายกับการเตรียมงานเลี้ยงในตอนค่ำแน่ๆ

     “เอาเป็นช่วงเช้าได้มั้ยครับ สัก 10 โมง เพราะช่วงบ่ายผมติดงาน”

     คุณโรเบิร์ตมีสีหน้าดีขึ้น “ขอบใจมาก อมิเลียคงดีใจ”

     ผมกดปิดสัญญาณ ก่อนจะหันกลับเพื่อออกไปจากตรงนั้น แล้วผมก็พบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ ห่างจากผมออกไปราว 3-4 เมตร

     ..บาร์เทนเดอร์คนที่มองผมหลายครั้งในบาร์

     “ไฮ... ยังไม่ทันได้คุยกัน นายก็รีบหนีออกมาซะแล้ว ไม่ชอบหนุ่มบาร์เทนเดอร์เหรอ ถึงได้เมินกันแบบนั้น” เขายิ้มและก้าวเข้ามาหาผม

     ผมรู้สึกได้เลยว่าบรรยากาศไม่น่าไว้ใจ ผมมองเขาอย่างระแวดระวัง ขณะก้าวเลี่ยงไปข้างๆ “เปล่า ฉันมีธุระ ไว้คุยกันวันอื่นเถอะ”

     “หือ... จะรีบไปไหน ไปเจ๊าะแจ๊ะกับพี่ล่ำตรงเคาน์เตอร์นั่นต่อเหรอ บาดตาชะมัด”

     “ถอยไป” ผมจ้องเขาเขม็ง เขาตัวโตกว่าผมนิดหน่อย  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่สู้ ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต กำแคปซูลผื่นขนาดเม็ดเท่าปลายนิ้วก้อยไว้ในมือ ถ้าไอ้หมอนี่เกิดเล่นอะไรงี่เง่าขึ้นมา มันได้คันคะเยอไปทั้งคืนแน่

     ผมก้าวต่อเพื่อเดินออกไป และในจังหวะที่ผมกำลังเดินผ่านเขา เขาก็ยื่นมือออกมาคว้าหมับที่ไหล่ข้างหนึ่งของผม ผมดึงมือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ปาแคปซูลเม็ดเล็กใส่เขาทันที

     “ฟุ่บ!

     ควันเป็นสายลอยฟู่ออกมาจากจุดที่แคปซูลแตกใส่ผิวหนัง มันคือแคปซูลผื่นสำหรับป้องกันตัว ออกฤทธิ์ฉับพลันให้ผิวหนังบริเวณนั้นแสบร้อนและขึ้นผื่น  และเมื่อความแสบจางลง ก็จะเหลือความคันต่อไปอีกหลายชั่วโมง กว่าจะหายเป็นปกติ

     “โอ้ย!” เขาร้องออกมา

     ผมอาศัยจังหวะนั้น สะบัดมือเขาออกจากไหล่ และรีบถลันออกไป แล้วผมก็ต้องแปลกใจ เมื่อฝ่ามือข้างนั้นเลื่อนจากไหล่ลงมายึดที่ต้นแขน  และกระชากอย่างแรงให้ผมเสียหลักเซไปทางด้านหลัง!

     “ไม่เคยมีใครบอกเหรอ” เสียงเขาแหบพร่าเจือเสียงขู่ฟ่อ “ว่าแคปซูลผื่น ใช้ไม่ได้กับผิวหนังแบบที่เป็นเกล็ดแข็ง”

     ผมจ้องเขาอย่างตื่นตะลึง ผิวหนังตรงต้นคอ บริเวณที่ผมปาแคปซูลใส่เขา มันไม่ใช่ผิวหนังมนุษย์ แต่กลีบกลายเป็นเกล็ดแข็งแบบเกล็ดงู ผมเบิกตากว้าง เมื่อเกล็ดนั่นลามขึ้นไปที่ใบหน้า และดวงตาของเขาก็กำลังเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีแดง!

     ...มนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ...พวกนอกกฏหมาย!

     “อยากรู้จัง ว่าสายพันธ์ของเราจะเข้ากันได้มั้ย นายเป็นอะไร แมลงปอเหรอ หรือไส้เดือน ...สวยๆแบบนี้น่าจะเป็นแมลงปอมากกว่า” เขาหัวเราะต่ำในลำคอ ขณะที่ยึดตัวผมไว้ผมแน่น ผมดิ้นสุดแรง แต่ก็กลับรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตก ผมใจเต้นโครมครามอย่างแตกตื่น ...ไอ้หมอนี่เป็นงูชนิดไหน มีพิษหรือเปล่า!?

     “อืม... หอมจริง” มันสูดกลิ่นตรงซอกคอของผม ตวัดลิ้นสองแฉกแลบเลียขึ้นมาตรงปลายคาง กลิ่นสาบสัตว์ฟุ้งกระจาย ผมเบี่ยงหน้าหนี และเกร็งแขนรวบรวมกำลังทั้งหมด ชกโป้งเข้าที่ใบหน้ามัน

     กร๊อบ...

     เสียงเหมือนบางสิ่งแตกหัก ขณะที่ผมแปลบชาขึ้นมาถึงข้อศอก

     ช่วงวินาทีที่มันนิ่งไป ผมดิ้นหลุดออกจากอ้อมแขนมัน และวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว อีกไม่กี่ก้าวก็จะออกไปถึงถนนด้านนอก แต่แล้วคอเสื้อด้านหลังของผมก็ถูกคว้าไว้ และกระชากกลับด้วยพละกำลังมากมายผิดมนุษย์ ก่อนจะเหวี่ยงร่างผมไปกระแทกเข้ากับผนัง

     ผมนอนตะแคงอยู่บนพื้น ลุกไม่ขึ้นด้วยความเจ็บ ขณะที่มันก้าวเข้ามาหาอีกครั้ง

     “กอดเบาๆไม่ชอบ ชอบรุนแรงสินะ เดี๋ยวจัดให้”

     ผมจุกและเจ็บจนแทบป้องกันตัวอะไรไม่ได้ แม้กระทั่งตอนที่มันฉีกเสื้อผมขาดแคว่กตั้งแต่ตรงหัวไหล่ลงมา ฝ่ามือหยาบเป็นเกล็ดล้วงเข้ามาใต้เสื้อ บีบเค้นผิวตรงหน้าอก ผมฝืนยันตัวและศอกกลับใส่มันเท่าที่แรงแขนจะทำได้ และได้รับสิ่งตอบแทนเป็นการตบอย่างแรงจนหน้าหัน

     “อะ...ไม่...”

     ผมเปล่งเสียงออกมาจากลำคอ เมื่อมันกดร่างผมคว่ำลงกับพื้นและจับแขนผมไพล่หลัง กางเกงผมถูกกระตุกลงมาจนเห็นแก้มก้น ฝ่ามือสากๆวางลงบนผิวเปลือยเปล่าและลูบสัมผัสอย่างหยาบโลน

     “อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวดีเอง”

     ผมเกร็งตัวอย่างหวาดหวั่น กัดริมฝีปากจนได้รสชาติเลือด ไม่อยากยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิด ...ผมกำลังจะถูกข่มขืน!

     “เปรี้ยง!

     เสียงปืนลั่นขึ้นในตรอกแคบๆ ร่างของบาร์เทนเดอร์ผวาฟุบคว่ำลงบนตัวผม หัวที่ถูกลูกกระสุนเจาะผ่านสมองทะลุออกทางเบ้าตา อยู่ห่างจากผมออกไปแค่สองคืบ เลือดปนเศษสมองไหลนองไปตามพื้น

     “โอเครึเปล่า เกล”

     เสียงของแพทริคที่ดังขึ้นทางด้านหลัง ทำให้ผมต้องเหลียวหน้าไปมอง เขายืนอยู่ไกลออกไปทางต้นซอย ในมือถือปืนที่เพิ่งจะยิงหัวบาร์เทนเดอร์มนุษย์กลายพันธ์นอกกฏหมาย ผมดันร่างไร้ชีวิตนั่นออกจากตัว ขยับเลื่อนตัวไปนั่งอิงกับผนัง และหันไปมองแพทริคอีกครั้ง และตอนนั้นแหละ ที่ผมเห็นชุดที่เขาสวมอยู่ข้างใต้เสื้อคลุม

     มันเป็นเครื่องแบบสีดำที่ตัดเย็บด้วยวัสดุชนิดพิเศษ เหนียว หนา และกระชับพอดีกับรูปร่าง สัญลักษณ์นกอินทรีกางปีกประทับอยู่ที่ซองปืนตรงบั้นเอว  ...แพทริคเป็นหน่วยลาดตะเวน

     เขาก้าวเข้ามาใกล้ และทำเสียงจึ้กจั๊กอย่างเสียอารมณ์ เมื่อเผลอย่ำรองเท้าบู๊ตหนาตันไปบนเลือดที่ไหลเลอะอยู่บนพื้น

     “ไอ้พวกเลือดสกปรกนี่มีทุกที่ แม่งน่าจะตายห่าไปซะให้หมด” แพทริคพูด เขามาหยุดยืนตรงหน้าผมและยื่นมือออกมา “ลุกไหวรึเปล่า”

     ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา แพทริคชะงัก

     แล้วผมก็รู้ว่าเขากำลังมองตรงไหน มันคือลวดลายฉวัดเฉวียนตรงขมับด้านซ้ายของผม ที่ตอนนี้ไม่ได้ถูกปกปิดไว้ด้วยเส้นผมสีทองอีกต่อไป

     และโดยที่ไม่ทันคาดคิด แพทริคยกเท้าขึ้น เช็ดเลือดที่เลอะพื้นรองเท้าบู๊ตหนังสีดำกับกางเกงตรงต้นขาผม  เขามองผมด้วยสายตาดุดันหยามหยัน  แตกต่างจากตอนที่เราอยู่ในบาร์ลิบลับ

     “เป็นพวกครึ่งพันธุ์โสโครกเหมือนกันก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องเสียแรงช่วย”



........................................................................................................



สวัสดีค่า....

ห่างหายไปจากการแต่งเรื่องยาวซะนานเลย  คิดถึงทุกคนมากเลยค่ะ  ^3 จุ๊ฟคนอ่านหน้าเก่า  กอดต้อนรับคนอ่านหน้าใหม่ๆด้วยค่ะ  ^_^


นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของผู้แต่งเลย ที่เป็นแนวดิสโทเปีย แต่งขึ้นพร้อมกับคำถามในใจว่า จะมีคนอยากอ่านนิยายวายแนวนี้รึเปล่าเนี่ย  ...ฮา  ก็มันไม่ค่อยใช่แนวฮิตสำหรับนิยายวายเลยอ่ะเนอะ  
แต่ถ้าคิดว่ามันจะดุเดือดเลือดพล่านซีเรียสจริงจังมาก ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็ตามสไตล์ Violet Rain แหละค่ะ ลุ้นนิดๆเซ็กซี่หน่อยๆ  ^ ^


ก็เลยอยากฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในความเอ็นดูของทุกๆคนสักเรื่องนะคะ  อยากติชมหรือแนะนำอะไร ก็ยินดีมากเลยค่ะ  และถ้าใครไม่มี ID ในเว็ปเด็กดี  แต่อยากคอมเม้นต์ ก็พิมพ์คอมเม้นต์ได้โดยที่ไม่ต้องระบุอีเมล์หรอกนะคะ

และก็...ฝากเพจผู้แต่งไว้ตรงนี้ด้วยเลย  เผื่ออยากแวะไปเยี่ยมเยียนพูดคุยกันค่ะ

https://www.facebook.com/pages/Violet-Rain/460290080781027

คิดถึงทุกคนจริงๆ  ไว้เจอกันตอนหน้านะคะ  จุ๊ฟๆ 







 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 110 ครั้ง

91 ความคิดเห็น

  1. #1719 ddrm (@ddrm) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 22:36
    ชอบมากกก ชอบมากๆ คือเท่าที่จำได้ไม่เคยเห็นคนไทยแต่งวายแนวดิสโทเปียมาก่อน ขอบคุณมากๆที่แต่งขึ้นมานะคะ ขอบคุณจริงๆ จะติดตามทุกผลงานต่อจากนี้ไปแน่นอน! ภาษา การบรรยาย การดำเนินเนื้อเรื่อง คือทุกอย่างมันใช่ไปหมดเลย เราตามอ่านของไรท์หลายเรื่องเเล้ว ขอโทษที่ไม่ได้เม้นบ่อยๆ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าเรารักผลงานของไรท์มากๆ ขอบคุณที่มาเป็นนักเขียนนะคะ
    #1719
    0
  2. #1717 MyJS (@MyJS) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:28
    ดีงามมาก พล๊อตน่าสนใจ ภาษาดี
    ขาดแค่สติของคนอ่าน 5555 จะค่อยๆ อ่านและค่อยๆ นึกภาพตามไป
    #1717
    0
  3. #1713 Pamwsly (@Pampammatsu) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 21:01
    อหหหหหภาษาดีมากเลยค่ะแง น่ารักกกกก ชอบนิยายวายแนวนี้มากๆๆๆๆเล้ย แต่แบบทำไมคุณแพทริคทำแบบนั้นกับเกล ;_; ไม่ดีเลยอะฮื้อ
    #1713
    0
  4. #1710 Janechoxx (@janerii) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 02:20
    ปากดี! เลวววววววว
    #1710
    0
  5. #1707 ☪пʏx (@yohime-sama) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 22:01

    อ้าวปากนะปาก

    #1707
    0
  6. #1705 มุก (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 12:33

    ????มาอ่านกันเถอะ

    #1705
    0
  7. #1698 LadyxAries (@Butterfly_Sky) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 19:16

    แพทริคนี่มารยาททรามมาก

    #1698
    0
  8. #1673 sehun-hunhan (@hunhan-sehun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 19:43
    ตื่นเต้นมากกกกก ชอบ
    #1673
    0
  9. #1670 Fafaret (@Fafaret) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 11:23
    แนวนี้เป็นแนววายแบบที่เราชอบเลย
    #1670
    0
  10. #1654 C Griffin (@mungmingii) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:29
    ชอบค่ะ
    #1654
    0
  11. #1652 [ May! Nie! Mo! ] (@mayniemo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 21:01
    ชั่วมากกกกก
    #1652
    0
  12. #1604 ZANDRO (@ZANDRO) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 22:50
    มาติดตามทีหลังเเต่สัญญาว่าจะเก็บเล่มเเน่นอนค่าา
    #1604
    0
  13. #1601 Thitaphorn Tiemnara (@thitanana) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 08:05
    สงสารเกลมากกกกอ่ะ TT
    #1601
    0
  14. #1591 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 05:56
    สงสารเกล
    #1591
    0
  15. #1585 GottomonEye (@gottomon03) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 00:30
    สนุกมากค่ะคุณฝน เราจะดองทำไมตั้งนานเนี่ย ตอนนี้อ่านเล่มสลับเว็ป เนือจากทำงานไม่กบ้าพกเล่มมากลัวยับค่ะ 55 อยากจะบอกว่าโคตรสงสารเกลเลย เอาจริงๆ ตอนแพททริคทำแบบยั้นน้ำตาไหลเลย ชีวิตคนเรา เลือกได้ที่ไหน สิ่งที่เกิดก็ตากมนุษย์ด้วยกันแท้ๆ อ่านต่ออ สนุกเกิ๊น>< ละชอบตัวละครมากๆ เซ็กซี่
    #1585
    0
  16. #1556 Boatbateau (@boatnp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 23:28
    สนุกมากเลยค่ะ
    #1556
    0
  17. #1494 Boku Wa Kuroyuki (@haruneko) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 07:19
    กลับมาอ่านใหม่อีกรอบที่ล้าน55555 พร้อมกับรอรวมเล่ม
    ง่อยย คีธนิคบันไซ!!! ????
    #1494
    0
  18. #1408 JAMNIN (@vi-o-let) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 / 14:45
    ตื่นเต้นมาก แนววายดิสโทเปียหาอ่านยากจริงๆค่ะ ติดตามมมม
    #1408
    0
  19. #1401 foamnipax_ (@foamnipax_) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 00:44
    แพทริกจะดีก็ดีไม่สุด แบบนี้คือมีอคติ วู้วว แย่อะเอาเลือดเช็ดเกลไปได้ เกลียดแกว่ะ - -^
    #1401
    0
  20. #1263 ไอแอมอะก้อย (@pk4u) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 / 13:54
    ไรวะ ช่วยแล้วมา-
    #1263
    0
  21. #1250 elliennn (@010600) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2559 / 20:33
    หูยยย ชอบ
    #1250
    0
  22. #1196 ALoWHa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 18:12
    แฟนตาซีด้วยชอบๆๆๆ

    จะกลายพันธ์แบบ x men มั้ยเนี่ย

    เราชอบสำนวนแบบนี้มากกว่าเรื่องTwins

    ดูเป็นธรรมชาติกว่า

    แต่เราอยากให้ไรเตอร์บรรยายลักษณะตัวละครมากกว่านี้นิดนึง

    มันนึกภาพไม่ค่อยถูก

    ชอบโครงเรื่องนะ

    น่าสนใจดี

    รายละเอียดเล็กๆน้อยๆก็น่าสน

    นิโลกอนาคตแล้วก็น่าจะมีของไฮเทค วิธีจ่ายเงิน โทรศัพท์ ไรเตอร์ก็ใส่ได้ดี

    ที่ตกใจสุดก็สาวสี่เต้านี่แล่ะ 55555

    #1196
    0
  23. #1092 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 04:18
    ทำไมเป็นคนแบบนี้วะ
    #1092
    0
  24. #1078 ปอเต๊อะ (@luffy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 14:40
    อะไรมันจะเหยียดหยามกันขนาดนั้น ห๊ะ บักหน่วยลาดตะเวร เอ้ย เวน อิอิ
    #1078
    0
  25. #1075 Dearest ❤ Deer (@pretty-angel) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 11:18
    เนื้อเรื่องน่าสนใจมาก ดูไซไฟดี
    #1075
    0