01/04/12
April fool dayของฉัน เริ่มต้นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง รีบแต่งสวย กินเพิ่มพลัง และออกเดินทางไปตึกSBSตั้งแต่หกโมง ‘ แม่จ้าว เขามากันตั้งแต่กี่โมงเนี่ย ’ ทันทีที่เห็นSHAWOLนับร้อยยืนรวมกลุ่มอยู่หน้าตึก ฉันก้มมองนาฬิกาประมาณว่านี่ฉันมาถึงก่อนนัดสองชั่วโมงแล้วนี่หว่า สุดยอดจริงๆ ‘ S5-77 ’ ลำดับเลขสองหลัก ไม่ทำให้ฉันสบายใจสักนิด การรอคอยริมถนนท่ามกลางสายลมหนาว ราวสามชั่วโมง มันสาหัสใช่ย่อย ‘ เพื่อใคร? ’ คำตอบหนึ่งเดียวคือเห็ดนางฟ้าของฉัน..อีแทมิน ‘ เพื่ออะไร? ’ เพื่อได้เห็นเขาตัวเป็นๆ ไร้สาระไปไหม ฉันเริ่มตั้งคำถามเมื่อแดดเกาหลีไม่อาจบรรเทาความหนาวเหน็บ และทันทีที่staff SMบอกให้เตรียมตั้งแถว ฉันได้แต่ภาวนาอย่าให้ผิดหวังเหมือนเมื่อวาน และฉันก็ไม่ผิดหวัง ไม่ผิดหวังจริงๆ
Inkigayo..ฉันรักรายการนี้ ในสตูดิโอ บนเวทียังเต็มไปด้วยอุปกรณ์แต่งฉากวางเกะกะ ฉันนั่งฟังเสียงเคาะ มองช่างติดไฟตัวอักษรSHERLOCKและSHINeeที่กระพริบติดๆดับๆจนแฟนคลับต้องร้องทัก เพลิดเพลินกับความวุ่นวาย โดยไม่ลืมมองหาน้องๆทั้งห้าคน ฉันพกกล้องส่องทางไกลมาด้วย(เว่อร์มะ กะว่าจะส่องดูทุกรูขุมขนของน้องเห็ด) และได้ใช้งานทันทีที่เห็นจงฮยอนเดินนำออกมาจากฉากกั้นด้านซ้ายเวที และเกือบจะร้องไห้ เมื่อได้เห็นรอยยิ้มสดใสของอีแทมิน วินาทีนั้น ฉันหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
เช้านี้เห็ดน้อยจ้อไม่หยุด อารมณ์ดีที่ได้เสริมส้นจนสูงเท่าพี่กบหรือเปล่า ฉันเดาขำๆ costumeเหลืองทองเปล่งประกายสมกับความร่าเริงของShining SHINeeมาก ฉันชอบ ทั้งห้าหยอกล้อเล่นกันสนุกสนาน กระทั่งถึงเวลา ทุกคนเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจัง แต่ก็มีหลุดมั่งตามประสาเด็กซน ระหว่างพักซ้อม แทมเข้าด้านหลังพยายามเปิดเสื้อจงฮยอน ซึ่งเป็ดจงก็ไม่ยอมโชว์กล้ามท้องงามๆให้เห็นสักที ลามปามมาถึงคิบอม แต่ถึงจะโดนรุม ออมมาก็ไม่ยอมให้เปิดเสื้อง่ายๆเช่นกัน จินกิผู้ดูง่วงซึมในตอนต้น เดินมานั่งห้อยขาหน้าเวที และลุกยืนถอดเสื้อคลุมโชว์หัวไหล่ๆขาวๆเรียกเสียงกรี๊ดต่อเนื่อง
ฉันรักproducer inkiมาก พี่แว่นเก็บตกทุกสิ่งละเอียดยิบ น้องร้องเต้นSHERLOCK 6รอบเต็ม 3รอบหยุดเต้นกลางเพลง แฟนๆตะโกน fighting!ให้กำลังใจน้องๆซึ่งยังคงเริงร่า แม้จะเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่ากี่รอบfan chantยังคงดังสนั่นๆ ฉันภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในเสียงนั้น ก่อนลาคิบอมพูดถึงละครเวที(อันนี้น้องของฉันtranstateมา) ก่อนฉันกับน้องจะออกจากสตูดิโอมุ่งสู่จุดหมายต่อไป
เที่ยงกว่า เริ่มต้นเดินทางไปห้างชินเซเกในอินชอน นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกว่าชั่วโมง มุ่งมั่นไปงานFan signตามกำหนดการ ทันทีที่ไปถึงรีบเดินหาสถานที่ เห็นแต่ลานเล็กๆกลางห้าง แต่ไม่มีป้ายบ่งบอกถึงงานของชายนี่ น้องของฉันเริ่มงง แต่เราสองคนตัดสินใจหม่ำข้าวเที่ยงในfood court ก่อนเริ่มต้นตามหาน้องๆอีกหน
และแล้วหลังถามInformationได้ความว่า วันนี้ ที่นี่ ไม่มีงานของชายนี่ ‘ กรรมแระ แล้วน้องไปแจกลายเซ็นที่ไหนฟระ ’ ติดต่อเพื่อนในไทยกันวุ่นฮะงานนี้ wifiฟรีของห้างก็ใช้การไม่ได้ เดินวนไปเวียนมากระทั่งมาเห็นป้ายประกาศสีเหลืองสดที่มีรูปชายนี่เด่นจิ้มตาหน้าร้านขายซีดี ‘ แหงะ อ่านภาษาเกาหลีไม่ออก ’ เห็นวัยรุ่นเกาหลีสองคน น้องกับฉันรีบตีหน้ามึนคว้ามาส่งภาษามือ ผสมอังกฤษถูๆไถๆเมามัน ได้ความว่าน้องไปเซ็นที่สนามกีฬาอะไรสักอย่าง ต้องนั่งรถประจำทางต่อค่อนข้างไกล ‘ เอาไงล่ะ ’ หลังจากวานให้น้องสาวใจดีจดที่อยู่ใส่กระดาษ น้องจ๋อกับฉันรีบปรี่ไปป้ายรถเมล์ทันที และยังไงไม่ทราบได้ น้องลากฉันไปถามชายเกาหลีอีกคน ‘ รถBUSหมายเลข22 นั่งรถประมาณ30นาที ’ โอเค แฟนชายมีสองทุ่ม ตอนนั้นแค่บ่ายสอง ใจชื้นขึ้นมานิด
ขึ้นBUSสาย22คันแรก ยื่นแผ่นกระดาษให้คนขับอ่าน ปรากฏว่าขึ้นผิดด้านครับท่าน ฉันกับน้องรีบจ้ำข้ามสะพายลอยรออีกทาง และเมื่อสาย22มาถึง ยื่นกระดาษให้ลุงคนขับอ่านเหมือนเดิม ‘ เว๊ย ลุงเค้าพยักหน้ารับวุ๊ย ’ พร้อมพ่นภาษาที่ฟังไม่ออกมาอีกชุด ไม่รู้ล่ะ ฉันกับน้องพร้อมใจนั่งกะยืนกดดันลุงอยู่หลังคนขับ หวังว่าเมื่อถึงที่ ลุงเขาคงไล่เราลง แต่แล้ว ‘ อิ๊บเอ๋งแล้วไง ไหงข้างทางถึงแลคล้ายอยุธยาบ้านเรา นี่ลุงกำลังพาเราไปไหน ’ หนึ่งชั่วโมงให้หลัง พยักหน้าเงอะงะกะลุงคนขับที่ไม่ยอมหยุดรถให้เราหลายครั้ง จากมีผู้โดยสารเต็มคันรถ ตอนนี้เหลือแต่ฉันและน้อง มันน่ากลุ้มไหมนี่ สุดท้าย ‘ ที่นี่อะนะ ’ ลุงชี้ให้เราดูสนามกีฬาชุมชน(ร้างๆ)ด้านซ้ายมือ แล้วเปิดประตูรถให้ฉันลง
ความเงียบและไร้ผู้คนตรงหน้า ทำให้ฉันรู้สึกว่ากำลังมาผิดที่ ‘ บ้าเปล่า ถ้ามีงานแฟนซายจริง ต้องมีอะไรๆมากกว่านี้ดิ ’ คิดแล้วกระเป๋าเป้ด้านหลังมันหนักอึ้งขึ้นมาทันที ฉันกับน้องเดินอ้อมไปด้านหลังตึก เจอะกับคุณลุงสองคน ถึงเวลาส่งภาษามืออีกครั้ง ‘ สรุปว่าชื่อสถานที่น่ะใช่ แต่มันไม่ใช่สาขานี้ ’ อนาถอะ ‘ ยากแล้วไง ลุงว่าต้องต่อรถบัสอีกสองสาย กรรม! กะแค่สายเดียวตรูยังหลง ตายแน่SUPERNOONA ’ นั่นน่ะความคิดของฉัน ขณะเดินคอตก กลับออกมายืนรอรถบัสสาย519ตามลายมือลุงเขียนให้ ‘ แค่ในไทย ยังนั่งรถเมล์ไม่เป็น เอาอะไรกะเกาหลีฟระ ’ ห้าโมงเย็น ฉันเริ่มท้อแท้ แต่แล้ว ‘ นั่น..คุณลุงนี่นา ’ หันไปเห็นคุณลุงคนเดิมเดินถือกระเป๋าตามออกมา ‘ แม่จ้าว คุณลุงจะช่วยพาขึ้นรถเมล์ ’ ไม่รอช้า ฉันกับน้องรีบเดินตามคุณลุงใจดีต้อยๆ ต่อรถอีกสองสาย อ่อนล้าเกินพูดคุย
ใกล้หกโมง ฟ้ามืดลงทุกชั่วขณะ คุณลุงพยายามอธิบายอะไรต่อมิอะไรให้ฟังมากมาย น้องของฉันยังฟังรู้เรื่องบ้าง ส่วนฉันได้แต่ยิ้มหวานทำหน้ามึน ก่อนลา คุณลุงยื่นหมากฝรั่งให้ฉัน ฉันเสียใจที่ไม่มีอะไรจะตอบแทนคุณลุงสักอย่าง ได้แต่เปลี่ยนแง่มุมในการมอง นอกจากSHINee น้ำใจของคนเกาหลีคือสิ่งที่ฉันไม่มีวันลืม
‘ 536 ’ คือหมายเลขรถบัส ซึ่งฉันภาวนาให้เป็นคันสุดท้าย คุณลุงยังอุตส่าห์ฝากฝังฉันกับน้องกับคนขับรถบัสหนุ่ม ที่เหลือคือนั่งรอลุ้น อุณหภูมิลดต่ำลงทำให้มือฉันเริ่มชา ได้ยินดีเจพูดถึงSHINeeในวิทยุ ฉันหันไปยิ้มกับน้องด้วยความหวัง ผ่านไปกว่าสิบป้ายรถเมล์ ยังไม่มีวี่แวว หกโมงกว่าแล้ว ผู้โดยสารเริ่มบางตา ฉันกับน้องเดินจากหลังรถมาปักหลักนั่งหลังคนขับ..กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเป็นบ้า น้องจ๋อยื่นแผ่นกระดาษให้คนขับอ่านซ้ำ ย้ำความมั่นใจอีกครั้ง และอีกไม่นาน เขาก็จอดให้เราลง
‘ มันใช่..ใช่มะ ’ น้องฉันตอบว่า..ใช่..แต่เชื่อไหม เพราะไม่มีอะไรแน่นอน ฉันไม่กล้าดีใจ
มันเงียบ..ไม่ต่างจากสถานที่แรกเท่าไหร่ มากกว่าคือพอมองเห็นเด็กสาวเดินออกมาจากตึกๆหนึ่งสองสามคนได้ พอมีลุ้น และเมื่อเดินเข้าไปด้านใน ‘ ถูกต้องแล้วคร้าบบบบ ’ เห็นโต๊ะตั้งป้ายfan signสีเหลืองอร่าม แต่ ‘ เป็นงานปิดนี่หว่า!?! ’ หมายความว่าคนไม่มีบัตรห้ามเข้า โอ้ จุกจนพูดไม่ออก ตอนแรกฉันเข้าใจว่าสามารถยืนดูอยู่รอบนอกได้ แต่ไม่ใช่เลย งานถูกจัดอยู่ในห้องประชุม อา อุตส่าห์ถ่อสังขารมาถึงนี่ ทำยังไงดีล่ะ
ราวหนึ่งทุ่ม ฉันกะน้องลองเข้าไปคุยกับStaff แต่ทำตอบคือ ‘ ไม่ ’ คอตกหูลู่ไม่เป็นท่า ได้แต่ยืนบื้อ หน้าตาซังกะตาย พูดอะไรไม่ออก ‘ เอาไงดี ’ เมื่อต้องตัดสินใจ พวกเราเลือกยืนรอ ขอให้เห็นตอนน้องเดินเข้างานก็ยังดี แต่แล้ว..ใกล้สองทุ่ม..อยู่ๆstaffเรียกพวกเรากับshawolอีกราวสามสี่สิบคนมารวมกลุ่ม จับใจความมั่วๆได้ว่าเขาจะอนุญาตให้เข้างาน แต่ห้ามปริปากบอกใคร โอ้ว พระเจ้า เมื่อได้รู้อย่างนั้น ฉันดีใจน้ำตาเออ แต่ทว่าเพียงสิบนาทีต่อมา staffคนเดิมกลับเดินออกมาบอกว่า..เข้าไม่ได้ shawolรอบข้างเริ่มร้องไห้ ความรู้สึกดีใจมากมายมันเลือนหายไปเร็วเหลือเกิน
ฉันเก่ง..ที่ปลงตกได้เร็วไวโดยไม่เสียน้ำตาสักหยด เริ่มเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องประชุม สลับหยุดมองจอมอนิเตอร์ดูความเป็นไปด้านใน ‘ ออกไปเดินหารถของน้องข้างนอกไหม ’ ฉันถาม และมั่นใจว่าน้องฉันคิดเช่นเดียวกัน แต่แค่เปิดประตูสัมผัสสายลมเย็นเฉียบด้านนอกนั่น ฉันรู้ทันทีว่าการเดินหาครั้งนี้คงสาหัสสากรรจ์
โชคดี รถของน้อง จอดไม่ไกลจากตัวตึกมากนัก แต่จะให้ยืนรอรับลมหนาวจนปากสั่นอย่างนี้เรื่อยๆ ร่างกายฉันทนไม่ไหว ฉันเดินมั่งวิ่งมั่ง(เพราะความหนาว)ระหว่างประตูหน้าและประตูหลัง ไม่รู้ว่าน้องจะออกประตูไหน กระทั่งมากระโดดๆอยู่ใกล้ๆรถ เหลือบเห็นstaffของSMเริ่มเดินออกมาทางด้านหลังไวๆ และทันใดนั้น ในความมืด ฉันเห็น..
‘ แทมิน! ’ โอ้ หน้าผ่องๆของน้องค่อยๆส่องสว่างออกมาในความมืด จะเป็นออร่าหรือไฟหน้ารถไม่รู้แหละ ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ทุกสิ่งเสมือนเป็นภาพสโลโมชั่น ความสวยงามที่กำลังใกล้เข้ามาทำให้ฉันอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก รอยยิ้มอันสดใสนั้นฉันจะจดจำไปตลอดชีวิต กล้องอยู่ในมือแท้ๆแต่ฉันไม่อาจยกมันขึ้นถ่ายได้ และต้องขอบคุณshawolเกาหลีสองสามคนที่ช่วยก้าวเข้ามาขวางทางน้อง ยื้อเวลาให้ฉันได้ชื่นชมต่ออีกนิด และโดยไม่รู้ตัวเลย ฉันยื่นมือออกไปสัมผัสแขนขวาของเขา ‘ โอ้ แม่เจ้า นางฟ้าของฉันมีตัวตนอยู่จริง บอบบาง สง่างาม และสวยน่ารักอย่างไม่น่าเชื่อ ’
ก่อนน้องๆจะก้าวขึ้นรถ ฉันเพิ่งสังเกตว่ามิโนเดินอยู่ข้างแทม (แอบปลื้ม ตามประสาแม่ยก2min) และฉันเพิ่งมารู้ทีหลัง(จากคำบอกเล่าของน้องฉัน)ว่าฉันเดินเบียดจินกิ โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด (ขอโทษค่ะหู้) ฉันหัวเราะร่า กะว่าจะไม่ซักเสื้อโค้ทและล้างมือไปอีกหลายวัน
หลังรถแวนของน้องเคลื่อนหายไปจากสายตา ได้เวลากลับโซล น้ำตาแห่งความดีใจเริ่มรินไหล และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด น้องพาฉันขึ้นรถบัสกี่สายจำไม่ได้ เพราะมัวแต่นั่งร้องไห้อย่างไม่แคร์สายตาคนเกาหลี การได้พบแรงบันดาลใจ ได้สัมผัสบุคคลผู้ช่วยให้ฉันผ่านช่วงเวลายากลำบาก จนได้พบกับความสุขในปัจจุบัน..แม้เพียงไม่กี่นาที มันช่างคุ้มค่ากับความพยายามและทุกสิ่งอย่างที่ฉันทุ่มเท
ประมาณห้าทุ่ม น้องคนเก่งพาฉันกลับมาถึงโรงแรม ก่อนร่วมฉลองความสำเร็จด้วยมาม่าเกาหลี และคงไม่มีมาม่าถ้วยใดอร่อยไปกว่านี้ เพราะฉันได้กินมันด้วยหัวใจพองโตและดวงตาที่บวมเป่งจนดูไม่ได้ ฮาฮา ไม่เกี่ยวกันเลย แต่เชื่อไหม ‘ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ’ ฉันพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นเรื่องจริง
ความคิดเห็น