The fulfilled song : คีตาสื่อรัก

ตอนที่ 2 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 ส.ค. 55


บทที่หนึ่ง


            นิ้วเรียวสวยกรีดกรายลงบนสายพิณอย่างอ่อนช้อย เริงร่ายท่วงทำนองอันแสนไพเราะจับใจซึ่งพริ้วไหวดั่งสายธารที่ไหลรินเอื่อยช้าทว่าตราตรึงใจ เสียงใสก้องกังวานเอื้อนคลอเคลียเคล้าเย้าเสียงดนตรีที่ร่วมบรรเลงนั้นช่างอ่อนหวานนุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้มประดุจเสียงระฆังแก้วแห่งสรวงสวรรค์


            บทเพลงและเสียงร้องสอดประสานเข้าคู่กันได้อย่างลงตัว คล้ายดั่งส่วนผสมอันล้ำเลิศระหว่างน้ำผึ้งป่าและผลไม้หวานฉ่ำที่แสนนุ่มละมุนลิ้น


            เหล่าผู้ชมที่นั่งอยู่เต็มฮอลล์ต่างหลับตาพริ้ม ปล่อยทั้งร่างกายและจิตใจให้ล่องลอยไปตามกระแสคีตาอันรื่นรมย์ พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังได้ลิ้มรสน้ำผึ้งเหลวอุ่นๆ ที่ค่อยๆ หลอมละลายอยู่ในปาก รับรู้ถึงกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ที่กำลังแรบแย้มในยามฤดูใบไม้ผลิอันอุดมสมบูรณ์ สัมผัสถึงไอแดดจางๆ ในยามเช้าและสายลมอบอุ่นที่พัดโชยมาเบาๆ อย่างไม่ขาดสาย


            เสียงดนตรีที่เด็กสาวบรรเลงได้สร้างภาพเหล่านั้น ปะติดปะต่อพวกมันจนกลายเป็นภาพในห้วงคิดคำนึงซึ่งลึกล้ำเหนือยิ่งจินตนา


            มันคือภาพของต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม ซากุระที่บานสะพรั่งเต็มต้น ผีเสื้อที่โบยบินไปตามหมู่ดอกไม้ ทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ในชนบท และลำธารสายน้อยที่ไหลคดเคี้ยวไปตามหนทางของตน ทุกสิ่งหลอมรวมกันกลายเป็น รุ่งเช้าแห่งฤดูใบไม้ผลิที่น่าหลงใหล


            แม้เมื่อบทเพลงที่เธอร่ายเริงจะสิ้นสุดลง ภาพนั้นก็ยังคงปรากฏแจ่มชัดในมโนจิตของเหล่าผู้ชมที่จมอยู่ในห้วงภวังค์ ร่างบางของเด็กสาวบนเวทีไขว้ขาและยอบลงถอนสายบัวอย่างสุภาพเป็นการอำลา ฝูงชนจึงเริ่มได้สติและเสียงปรบมือแรกก็ดังขึ้นก่อนที่จะตามมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงปรบมือที่ดังลั่นสนั่นไปทั้งฮอลล์


            เด็กสาวย่อกายลงอีกครั้งเป็นการขอบคุณพร้อมกับแย้มรอยยิ้มน่ารักให้แก่ผู้ชมทุกคนก่อนจะค่อยๆ เดินกลับเข้าหลังม่านไปอย่างช้าๆ


            “และนี่ก็คือบทเพลงอันแสนไพเราะของเด็กสาวผู้มากความสามารถที่สร้างความตกตะลึงในแก่ทุกคนในการแข่งขันครั้งนี้ นักดนตรีอิสระรุ่นเยาว์คนแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบลึกด้วยอายุที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เด็กสาววัยสิบหกผู้ชำนาญในการเล่นพิณได้อย่างยอดเยี่ยม ยูเมฮานะ อาคิระ ครับ!” ผู้ดำเนินรายการชายป่าวประกาศด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง

            “เอาล่ะค่ะ ต่อไปก็ถึงเวลาลงคะแนนตัดสินกันแล้วนะคะ ในผู้เข้าแข่งขันทั้งแปดคนนี้จะมีหนึ่งคนที่ไม่ได้ไปต่อ ซึ่งจะเป็นใครนั้น ขอเชิญคณะกรรมการตัดสินได้เลยค่ะ!” ผู้ดำเนินรายการหญิงที่ยืนอยู่คู่กันหันมากล่าวต่อคณะกรรมการที่นั่งอยู่ด้านล่างของเวทีและการลงคะแนนตัดสินก็เริ่มต้นขึ้น


            ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น คณะกรรมการก็ทำการลงคะแนนเสร็จ ผู้ที่ถูกคัดออกในรอบนี้ก็คือ คิโนชิตะ ทาเคชิ นักเรียนคนหนึ่งของโรงเรียนเบนเทน ผู้แข่งขันทั้งเจ็ดที่เหลืออยู่ต่างก็กล่าวปลอบใจและให้กำลังใจเพื่อนผู้ถูกคัดออก ผู้ดำเนินรายการทั้งสองกล่าวปิดรายการ และการแข่งขันในวันนี้ก็สิ้นสุดลง

 

            อาคิระลากมือไปตามผนังขณะเดินอย่างเนิบๆ ไปตามทางเดิน และเมื่อมือของเธอสัมผัสเข้ากับความว่างเปล่าเพราะไร้ซึ่งกำแพงให้เอามือลากอีกต่อไป เธอก็ได้รู้ว่าเธอได้เดินมาจนถึงทางแยกแล้ว เด็กสาวขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกสับสนอยู่ตรงทางแยกนั้น นิ่งคิดว่าทางออกนี้มันไปทางซ้ายหรือขวา แต่ไม่ใช่ตรงไปแน่ๆ เพราะนั่นจะนำไปสู่ทางหนีไฟของตึก ตึกนี้เป็นตึกที่ค่อนข้างใหญ่และมีทางแยกเยอะแยะจนคนไม่รู้ทางอาจหลงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนอย่างเธอ


            “คุณยูเมฮานะ” เสียงหนึ่งทักขึ้นทางด้านหลัง เป็นเสียงของผู้หญิงที่ยังสาวอยู่


            ร่างบางของเด็กสาวค่อยๆ หันมาช้าๆ “คะ?” เธอตอบรับเป็นเชิงสงสัย “คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือคะ คุณ เอ่อ


            ฟุมิโอตะ จ้ะ ฟุมิโอตะ ยูยูเมะ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ” อีกฝ่ายยื่นมือออกมาเพื่อให้เด็กสาวจับ แต่อาคิระกลับโค้งตัวลงทักทายแบบญี่ปุ่น

            “ที่แท้ก็คุณนั่นเอง คุณคือเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีเบนเทน! หนูได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แต่ก็ยังรักษากิริยาเอาไว้โดยไม่ร้องเสียงดังจนเกินไป

            “ยินดีจ้ะ ฉันเองก็ติดตามดูเธอมาตั้งแต่การคัดเลือกรอบแรกๆ แล้ว น่าชื่นชมมากๆ เลยนะ อายุแค่นี้แต่เล่นดนตรีได้เก่งอย่างไม่น่าเชื่อเลย” ยูยูเมะชื่นชมอย่างใจจริงและลดมือลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมจับมือกับเธอด้วย “ฉันอยากจะทำความรู้จักกับเธอมานานแล้วแต่ไม่ได้มีโอกาส เอาอย่างนี้ไหมจ๊ะ เราไปทานข้าวเย็นด้วยกันสักมื้อ ฉันกับพวกลูกศิษย์จัดเลี้ยงเพื่อปลอบใจทาเคชิเค้า คนที่ถูกคัดออกวันนี้น่ะจ้ะ”


            อาคิระเอียงคอน้อยๆ เป็นท่าทางที่แสดงออกว่าเธอกำลังครุ่นคิดอยู่ “จะดีหรือคะ หนูเกรงว่าจะเป็นการรบกวน

            “ไม่หรอกจ้ะ นี่ฉันเป็นคนชวนเธอนะจ๊ะ ถ้าเป็นการรบกวนฉันคงไม่ชวนเธอตั้งแต่ทีแรกหรอกจริงไหม?” ยูยูเมะตอบแล้วหัวเราะเบาๆ ด้วยความขำขันในท่าทางที่ซื่อบริสุทธิ์ของเด็กสาว “ไปเถอะนะ พวกลูกศิษย์ฉันจะได้รู้จักกับเธอด้วย จะได้เป็นเพื่อนกันไว้ไงจ๊ะ”

            “ก็ได้ค่ะ ก็ขอฝากตัวด้วยนะคะ” อาคิระยอมรับคำชวนของอีกฝ่ายเพราะเห็นว่าถ้าปฏิเสธแล้วจะเสียน้ำใจ


            นอกจากนี้เธอก็ไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายจะประสงค์ร้ายกับเธอ ฟุมิโอตะ ยูยูเมะ เป็นผู้หญิงที่จิตใจดี อาคิระรับรู้ได้จากน้ำเสียงอันนุ่มนวลของเธอ เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและความอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง และถึงแม้จะได้พูดคุยกันแค่ไม่กี่นาที อาคิระก็สัมผัสกลิ่นและรสของเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีคนนี้ได้


            ยูยูเมะมีกลิ่นเหมือนดอกมะลิสีขาวที่หอมเย็นชื่นใจ และมีรสเหมือนไอศกรีมวานิลลาหวานนุ่มชุ่มลิ้น


            กลิ่นและรสนั้นเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่อาคิระจินตนาการขึ้น เธอชอบที่จะจินตนาการลักษณะนิสัยของคนออกมาเป็นกลิ่นและรสเสมอ มันช่วยให้เธอเข้าใจถึงจิตใจของคนผู้คนได้ดีมากกว่าการมองเห็นด้วยตาเสียอีก


            “เดี๋ยวหนูขอเวลาโทรหาพี่ เรียว ก่อนสักครู่นะคะ พี่เค้าจะได้ไม่เป็นห่วง” อาคิระกล่าว หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วโทรหาพี่ชายของเธอ

            [อาคิระ โอย พี่ขอโทษนะที่วันนี้อาจจะไปรับช้าหน่อย พี่เพิ่งทำธุระเสร็จ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้พี่ออกจากร้านมาแล้ว รอพี่อยู่ที่นั่นอีกสักครึ่งชั่วโมงนะ เดี๋ยวพี่จะไปรับ] อีกฝ่ายนั้นเมื่อรับโทรศัพท์แล้วก็รีบพูดขอโทษขอโพยเด็กสาวทันที

            “เอ่อ พี่เรียวคะ คือหนู หนูจะไปทานข้าวกับคุณฟุมิโอตะน่ะคะ” อาคิระตอบกลับไป

            [อะไรนะ! ไม่ได้นะอาคิระ เธอห้ามไปไหนมาไหนกับคนแปลกหน้านะ] อีกฝ่ายตะโกนเสียงดังจนเธอต้องดึงโทรศัพท์ออกห่าง

            “ตะ แต่คุณฟุมิโอตะเค้าไว้ใจได้” พูดยังไม่ทันจบ พี่ชายในโทรศัพท์ก็พูดขัดอย่างไม่ยอม

            [ไม่ได้! อย่าไว้ใจใครเด็ดขาด มันเสี่ยงเกินไป เธอไม่สามารถดูแลตัวเองได้ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นนะ อาคิระ]

            “แต่ว่า

            “ขอฉันคุยกับเขาได้ไหมจ๊ะ?” ยูยูเมะที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เอ่ยขึ้น


            อาคิระยื่นโทรศัพท์ให้หญิงสาวซึ่งรับไปคุยอย่างสุภาพ เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีแนะนำตัวเองให้พี่ชายของอาคิระได้รู้จักพร้อมกับให้การรับรองกับเขาว่าจะดูแลน้องสาวของเขาอย่างดีและจะพากลับไปส่งถึงบ้าน พี่ชายของอาคิระนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะยินยอมให้ยูยูเมะพาอาคิระไปได้แต่เขายังคงยืนกรานที่จะมารับน้องสาวด้วยตัวเอง


            [ผมจะไปรับอาคิระด้วยตัวเอง พอพวกคุณทานอาหารกันเสร็จแล้วก็โทรหาผมละกันครับ]

            “ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ คุณ” ยูยูเมะหยุดเว้นช่วงเพื่อให้อีกฝ่ายแนะนำตัว

            [โอโมมินนะครับ โอโมมินนะ เรียว] พี่ชายของอาคิระแนะนำตัว

            “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะและขอบคุณนะคะที่อนุญาตให้อาคิระมากับฉันได้ ฉันสัญญาว่าจะดูแลเธออย่างดีค่ะ” หญิงสาวรับรองอีกครั้งอย่างหนักแน่น

            [เออ คุณฟุมิโอตะครับคือว่า อาคิระอาจมีพฤติกรรมอะไรที่แปลกๆ ไปสักหน่อย ผมต้องขอฝากให้คุณช่วยดูแลเธอเป็นพิเศษหน่อยนะครับเออ ผมไม่ได้หมายความว่าเค้าเป็นเด็กไม่ดีหรือผิดปกติอะไรนะครับ เพียงแต่เค้าต้องการการดูแลเป็นพิเศษมากกว่าเด็กคนอื่นหน่อยเท่านั้น คุณแค่อยู่ใกล้ๆ เค้าแล้วก็อย่าให้เค้าเดินไปที่ไหนตามลำพังคนเดียวก็พอครับ] เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

            “หรือคะ?” ยูยูเมะเหลือบตามามองอาคิระอย่างพินิจพิเคราะห์ “ได้ค่ะ ฉันจะดูแลอาคิระเป็นพิเศษแน่นอนค่ะ”

            [ขอบคุณนะครับ ถ้าอย่างไรผมขอคุยกับอาคิระอีกทีนะครับ] อีกฝ่ายตอบกลับมา


            ยูยูเมะยื่นโทรศัพท์คืนให้กับอาคิระซึ่งรับไปคุยอีกสองสามประโยค พี่ชายของเธอกำชับเธอว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ แล้วก็อย่าสร้างปัญหาอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน จากนั้นเขาก็วางสายไป


            “ไปกันรึยังจ๊ะ?” ยูยูเมะถามเมื่อเห็นอาคิระคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว

            “ค่ะ” เด็กสาวตอบ “เออ คุณฟุมิโอตะคะ คือ คุณจะว่าอะไรไหมคะหากหนูจะขอเดินไปโดยจับมือกับคุณน่ะค่ะ”

            “เดินจับมือกับฉันเหรอจ๊ะ?” ยูยูเมะถามอย่างงุนงง

            “คือ หนูกับพี่เรียวจะเดินจับมือกันตลอดน่ะค่ะ มันก็เลยชิน” อาคิระตอบแล้วยิ้มอย่างเขินๆ

            “ฟังดูเป็นพี่น้องที่น่ารักกันดีนะ ได้สิจ๊ะ พวกเราคงดูเหมือนพี่สาวน้องสาวที่รักกันมากแน่ๆ เวลาเดินจับมือกัน” เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีพูด หัวเราะเบาๆ กับความน่ารักของเด็กสาว


            อาคิระกับยูยูเมะเดินจับมือไปด้วยกัน อาคิระเดินค่อนข้างช้า ช้ากว่าคนทั่วไป การก้าวขาแต่ละก้าวนั้นดูระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ยูยูเมะก็ดูจะไม่ได้หงุดหงิดอะไรกับเรื่องนี้


            นี่ละมั้ง พฤติกรรมแปลกๆ ที่เรียวพูดถึง


            ตลอดทางก็มีคนกล่าวทักทายยูยูเมะมากมาย ซึ่งนั่นก็ทำให้อาคิระอุ่นใจขึ้นเพราะอย่างน้อยเธอก็มั่นใจได้ว่าหญิงสาวที่เธอเพิ่งรู้จักเมื่อไม่กี่นาทีก่อนคือ ฟุมิโอตะ ยูยูเมะ เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีเบนเทนตัวจริง ไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎที่มาอ้างตัวเป็นคนดังเพื่อหลอกเธอไปทำเรื่องไม่ดี เพราะความจริงแล้ว อาคิระไม่เคยเห็นยูยูเมะมาก่อน เพียงแต่เคยได้ยินชื่อเสียงของเธอเท่านั้น


            ทั้งสองเดินมาถึงโรงจอดรถ รถของยูยูเมะคือ รถแลมบอร์กินีสีขาวรุ่นอเวนทาดอร์LP700-4 ซึ่งก็เป็นตัวบ่งบอกถึงฐานะของเธอได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นคนอื่นๆ เมื่อได้มาเห็นก็ล้วนแต่ต้องร้องโอ้โหด้วยความตื่นเต้นด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าแปลกที่อาคิระดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรกับรถคันหรูนี้เลย ท่าทีที่เด็กสาวพอจะแสดงให้เห็นว่าสนใจในรถคันนี้อยู่บ้างก็คือการคลำตัวรถเบาๆ ขณะที่เดินอ้อมด้านหน้ารถไปยังฝั่งคนนั่งโดยมีท่าทางเงอะงะเล็กน้อย


            ยูยูเมะมองดูอาคิระด้วยความรู้สึกสงสัยเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของเด็กสาว นอกจากเชื่องช้าแล้วก็ยังดูติดๆ ขัดๆ เหมือนคนไม่มั่นใจอีกด้วย หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะคิดว่าพฤติกรรมแปลกๆ ของอาคิระที่เรียวพูดถึงนั้นคืออะไร


            “อาคิระ ขอเรียกแบบนี้ก็แล้วกันนะจ๊ะ อาคิระจังเรียนดนตรีที่ไหนเหรอจ๊ะถึงได้เก่งขนาดนี้” ยูยูเมะชวนอาคิระคุยขณะที่กำลังขับรถไปยังร้านอาหารที่พวกลูกศิษย์ไปรออยู่ก่อนแล้ว

            “ไม่ได้เรียนที่ไหนหรอกค่ะ พี่เรียวกับเพื่อนๆ ของเขาเป็นคนสอนหนู” อาคิระตอบ “ความจริงหนูก็พอจะเล่นเครื่องดนตรีบางอย่างได้บ้างอยู่แล้วตอนที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ได้มาฝึกเล่นอย่างจริงๆ จังๆ ก็ตอนมาอยู่กับพี่เรียวนี่แหละค่ะ”

            “สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า? นี่อาคิระจังเคยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือจ๊ะ แล้วคุณโอโมมินนะ” ยูยูเมะรู้สึกงุนงงเมื่อได้ฟังคำพูดของอาคิระและกำลังจะถามรายละเอียดแต่ก็ชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอาจจะเป็นการไปจี้ปมด้อยของเด็กสาว


            แล้วพอคิดดูดีๆ เธอก็พบว่า อาคิระกับเรียวไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่แสดงว่าทั้งสองคนไม่ใช่พี่น้องกันทางสายเลือด เรียวคงจะไปรับอาคิระมาเลี้ยงเป็นน้องสาวบุญธรรมอีกอย่างก็คือ หน้าตาของอาคิระก็แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ใช่คนญี่ปุ่นแท้ๆ แต่เป็นเด็กลูกครึ่งซึ่งไม่พ่อก็แม่ที่เป็นคนต่างชาติ ถ้าให้เดาก็คงเป็นพ่อ เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกหากผู้ชายต่างชาติที่มาท่องเที่ยวจะมีอะไรกับผู้หญิงขายบริการจนตั้งท้องและพอเด็กคลอดก็เอาเด็กไปทิ้ง


            อาคิระมีผิวขาวเนียน ดวงตากลมโตสีฟ้า และจมูกเป็นสันแบบคนตะวันตก ส่วนผมที่ยาวสลวยสีดำสนิทกับรูปร่างที่เล็กก็คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นญี่ปุ่น แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะคนญี่ปุ่นนั้นแม้จะรูปร่างเล็กแต่ก็ออกท้วม แขนและขาก็จะค่อนข้างสั้น แต่อาคิระนั้นผอมบางและแขนขาเรียวยาว ทำให้ดูสูงสง่าแม้จะมีความสูงไม่มากนักก็ตาม ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าเธออาจจะไม่มีเชื้อของคนญี่ปุ่นอยู่เลย เพราะหญิงต่างชาติในประเทศใกล้เคียงที่เข้ามาทำงานเป็นหญิงบริการก็มีอยู่มาก


            “โอ ฉันขอโทษนะจ๊ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะ” ยูยูเมะกำลังจะเอ่ยปากขอโทษสำหรับคำพูดของเธอเมื่อครู่ที่แสดงความแปลกใจจนเกินไป

            “ไม่เป็นไรค่ะ หนูก็ไม่ได้คิดว่าเป็นปมด้อยอะไรหรอก” อาคิระตอบแล้วยิ้มซื่อๆ อย่างจริงใจ “พวกเพื่อนๆ ของพี่เรียวจะผลัดกันมาเล่นดนตรีที่ร้านอาหารของพี่เรียว หนูก็เลยมีโอกาสได้ฝึกเล่นกับพวกเค้าด้วย จริงสิ! หนูมีนามบัตรร้านอาหารของพี่เรียวด้วย หนูให้คุณฟุมิโอตะใบนึงนะคะ วันไหนถ้าแวะไปแถวๆ ร้านก็ขอเชิญไปดูนะคะ”


            เด็กสาวหยิบกระเป๋าเงินออกมาแล้วก็ดึงบัตรใบหนึ่งออกมายื่นให้ ยูยูเมะรับบัตรนั้นไปดูแล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงงเมื่อเห็นว่านี่ไม่ใช่บัตรร้านอาหารแต่เป็นบัตรเก็บสะสมแต้มของร้านน้ำผลไม้แห่งหนึ่ง


            “นี่ไม่ใช่บัตรร้านอาหารนิจ๊ะ มันเป็นบัตรสะสมแต้มของร้านน้ำผลไม้” เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีเบนเทนกล่าว

            “อ้าว! หรือคะ สงสัยหนูคงจะหยิบผิด เดี๋ยวสักครู่นะคะ” อาคิระใช้นิ้วลูบดูช่องใส่บัตรที่มีอยู่สี่ช่องของกระเป๋าเงินพร้อมกับพึมพำเบาๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจ “เอ ช่องใส่บัตรร้านอาหารของพี่โทยะก็เป็นช่องนี้นี่นา เมื่อกี้นี้คงจะหยิบผิดไปช่องหนึ่งล่ะมั้ง”


            เด็กสาวหยิบบัตรอีกใบออกมาแล้วยื่นให้อีกฝ่ายด้วยท่าทางที่ออกจะลังเลเล็กน้อย เมื่อยูยูเมะรับบัตรไปแล้ว อาคิระก็ลองถามเพื่อความมั่นใจ


            “คราวนี้ถูกใบใช่ไหมคะ?”

            “จ้ะ ถูกแล้ว อื้ม ที่แท้ก็ร้าน บอนนาเปตี นี่เอง เป็นร้านอาหารแบบตะวันตกที่มีชื่อเสียงแถวย่านไทโตใช่ไหมจ๊ะ” ยูยูเมะพูด

            “ค่ะ พี่เรียวเค้าเรียนจบด้านการทำอาหารจากฝรั่งเศสเลยนะคะ รับรองว่ารสชาติไม่ผิดหวังแน่นอน” เด็กสาวกล่าว

            “รับรองกันขนาดนี้คงต้องไปดูสักครั้งแล้วไว้ถ้ามีโอกาสฉันจะลองแวะไปก็แล้วกันนะจ๊ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างมีไมตรี


            ทั้งสองพูดคุยกันไปตลอดทางด้วยเรื่องทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่ยูยูเมะจะเป็นฝ่ายชวนคุยมากกว่า โดยมากแล้ว ยูยูเมะก็จะถามประวัติของอาคิระอย่างระมัดระวังไม่ให้ไปกระทบกับจุดดำของเด็กสาวมากนัก เธอได้รู้ว่าอาคิระถูกทิ้งแต่ยังเป็นทารกและได้รับการเลี้ยงดูในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งจนกระทั่งอายุสิบสองก็ได้พบกับเรียวที่ไปร่วมงานการกุศลที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นและเรียวก็รับเธอมาเลี้ยงดูเป็นน้องสาว


            ประมาณครึ่งชั่วโมง ทั้งสองก็มาถึงร้านอาหารที่ยูยูเมะนัดกับพวกลูกศิษย์เอาไว้


            “ถึงแล้วจ้ะ” หญิงสาวกล่าวหลังจากที่จอดรถเสร็จแล้ว

            “นี่ร้านอะไรเหรอคะ?” อาคิระถาม เสียงของเธอดูเหมือนจะสั่นเล็กน้อย

            “ร้านหม้อไฟจ้ะ หม้อไฟที่นี่อร่อยมากเลยนะ” ยูยูเมะตอบพลางปลดเข็มขัดนิรภัยออก “มาเถอะจ้ะ พวกคนอื่นๆ คงมาถึงได้สักพักแล้ว”


            ทั้งคู่ลงจากรถแล้วยูยูเมะก็เดินตรงไปยังร้าน แต่ว่าอาคิระนั้นยังคงยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างรถ ท่าทางเหมือนกำลังตื่นกลัวนิดๆ เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีหันกลับมามองเด็กสาวแล้วก็รู้สึกแปลกใจกับท่าทางของอีกฝ่าย


            “มีอะไรเหรออาคิระ ทำไมไม่ตามมาล่ะจ๊ะ?”

            “คือ คือหนู เออ” เด็กสาวอึกอักแล้วมีท่าทางกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด


            ยูยูเมะเดินกลับมาแล้วจับมือของอาคิระเบาๆ แล้วก็พบว่ามือของเด็กสาวนั้นเย็นชืดจนน่าตกใจ เธอจึงถามอาการของอีกฝ่ายทันทีด้วยความเป็นห่วง


            “นี่ไม่สบายหรือเปล่าจ๊ะ ทำไมมือเย็นแบบนี้ล่ะ?”

            “ปะ เปล่าค่ะ หนูก็แค่ตื่นเต้นนิดหน่อยเท่านั้น” อาคิระตอบแล้วยิ้มบางๆ แต่ริมฝีปากที่สั่นนั้นแสดงให้เห็นว่ากำลังฝืน “เออ คุณฟุมิโอตะคะ คือว่าหนูมีปัญหานิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องหม้อไฟน่ะค่ะ หนูแพ้อาหารจำพวกนี้ ถ้าอย่างไรหนูขอสั่งอะไรที่เป็นอาหารจานเดียวได้ไหมคะ?”

            “แพ้หม้อไฟเหรอ อืม แย่จัง ฉันก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปก็เลยไม่ได้ถามอาคิระจังก่อน ก็ได้จ้ะ อาคิระจังก็สั่งอาหารจานเดียวทานก็แล้วกันนะจ๊ะ” ยูยูเมะพูดอย่างอ่อนโยนแล้วบีบมืออาคิระเบาๆ “มาเถอะจ้ะ คนอื่นๆ คอยอยู่”


            ขณะที่เดินไปนั้น ยูยูเมะก็รู้สึกได้ว่าอาคิระดูผิดปกติ เด็กสาวกำมือเธอเอาไว้แน่นเหมือนต้องการหาสิ่งยึดเหนี่ยวซึ่งยูยูเมะคิดว่าถ้าเธอดึงมือออกไม่ให้อาคิระจับแล้วละก็ อาคิระคงจะร้องไห้โฮๆ ออกมาอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นทำให้เธอยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้นว่าอาคิระนั้นเป็นอะไรกันแน่


            เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า แล้วตอนนี้ก็ดูเหมือนจะตื่นกลัวอีก พฤติกรรมแปลกๆ ของอาคิระคืออะไรกันแน่


            เสียงผู้คนดังจอแจขึ้นเมื่ออาคิระเข้าไปในร้าน สาวน้อยผู้มีท่าทางตื่นตัวเหมือนกระต่ายซึ่งพร้อมตื่นตูมทุกเวลาเบียดตัวเข้ากับเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีแล้วการจับมือก็เปลี่ยนเป็นการกอดแขน แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมอาคิระถึงดูหวาดกลัวขนาดนี้ แต่ยูยูเมะก็ปลอบโยนอาคิระด้วยการโอบไหล่บอบบางของเธอเอาไว้เบาๆ


            “คุณครู! ทางนี้ครับคุณครู!” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจภายในร้าน


            ยูยูเมะพาอาคิระเดินไปหาเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเสียงเรียกนั้น เขานั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ที่หัวมุมของร้านอาหารกับกลุ่มวัยรุ่นอีกสี่คน เป็นหญิงสามและชายหนึ่ง เมื่อมาถึงโต๊ะ ยูยูเมะก็ประคองอาคิระให้นั่งลงและตัวเธอก็เดินไปนั่งที่ฝั่งตรงข้ามจากนั้นก็กล่าวแนะนำอาคิระให้ทุกคนรู้จัก


            “ครูพาเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จักจ้ะ แต่เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกันอยู่แล้ว

            “ยูเมฮานะ อาคิระ! ว้าว ไม่นึกเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเธอ ฉัน โอมุระ ไทจิ ยินดีที่สุดที่ได้รู้จักนะ” เด็กหนุ่มซึ่งเป็นคนร้องเรียกยูยูเมะเมื่อครู่พูดแทรกขึ้นทันทีก่อนที่ยูยูเมะจะทันได้พูดชื่อของอาคิระพร้อมกับลุกขึ้นแล้วยื่นมือมาให้อาคิระจับ

            “ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะคุณโอมุระ” อาคิระตอบแล้วโค้งหัวเล็กน้อย ไม่ยอมจับมือกับไทจิ


            แล้วยูยูเมะก็แนะนำลูกศิษย์ของเธอทีละคนซึ่งอาคิระก็จำชื่อแต่ละคนได้อย่างรวดเร็วการจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำนี้เป็นความสามารถอีกประการหนึ่งของเธอ เมื่อแนะนำตัวกันเสร็จแล้วทุกคนก็เริ่มลงมือทานอาหาร ยูยูเมะเรียกบริกรมาเพื่อให้อาคิระได้สั่งอาหาร อาคิระให้บริกรช่วยแนะนำอาหาร จากนั้นก็เลือกสั่งข้าวผัดธรรมดา


            “อ้าว ทำไมถึงสั่งอาหารจานเดียวล่ะ ไม่กินกับพวกเราเหรอ?” ไทจิถาม

            “อาคิระเค้าแพ้หม้อไฟน่ะจ้ะ” ยูยูเมะตอบแทนอาคิระ

            “อย่างนั้นเหรอครับ แหม โชคดีจัง ผมกำลังจะตักหม้อไฟให้อาคิระจังอยู่พอดี ถ้าไม่บอกก่อนนี้ผมคงได้หน้าแตก” ไทจิกล่าวอย่างขัดเขิน แต่อาคิระรู้ดีว่ามันเป็นเพียงการเสแสร้ง เพราะคนอย่างไทจิไม่ใช่คนที่จะเขินอายอะไรง่ายๆ และการที่เขาถือโอกาสเรียกเธออย่างสนิทสนมนั้นก็แสดงออกให้เห็นถึงเจตนาของเขาเป็นอย่างดี


            อาคิระพอที่จะรู้นิสัยของแต่ละคนที่อยู่ที่นี่ เธอคาดเดาได้จากการสังเกตการเล่นดนตรีหรือร้องเพลงของพวกเขา และไทจินั้นก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและก็ยังมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวในเรื่องผู้หญิงด้วย เรียกได้ว่าเป็น เสือ ตัวหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งวันนี้เธอได้กลิ่นและรสของเขาแล้ว เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าการคาดเดาของเธอนั้นไม่ผิด


            ไทจิมีกลิ่นเหมือนดอกกุหลาบแดงหนามแหลมคม และมีรสเหมือนโกโก้สีเข้มที่เย้ายวนผู้คนให้อยากลิ้มลองแต่ถูกปรุงแต่งจนหวานจัดติดลิ้น


            มันคือกลิ่นและรสของพวกที่เป็นนักรักซึ่งมีนิสัยเจ้าชู้อย่างร้ายกาจ


            “ไทจิ” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงกดต่ำอย่างดุๆ “นายนี้เห็นผู้หญิงสวยไม่ได้เลยนะ มีมารยาทหน่อยสิ”

            “ไม่เอานา นากะ ฉันก็แค่อยากจะเป็นเพื่อนกับอาคิระจังก็เท่านั้นเอง” ไทจิกล่าวและยังคงถือโอกาสเรียกอาคิระอย่างสนิทสนมต่อไป


            ข้าวผัดที่อาคิระสั่งถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ แล้วเด็กสาวก็เริ่มทานอาหารของตัวเองอย่างช้าๆ ตามแบบฉบับของเธอ ครู่หนึ่ง ไทจิก็ชวนคุยอีก


            “อาคิระจังนี้สุภาพจังเลยนะ ดูสิ ทานช้าๆ ทีละคำ เหมือนกับคุณหนูที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเลย เอ ไม่ใช่สิ อย่างอาคิระจังนี้ต้องเรียกว่า เจ้าหญิง ถึงจะถูก” ไม่มีการประชดประชันในน้ำเสียงของเขา แต่มีความรู้สึกยั่วล้อฉันหนุ่มสาวอยู่ชัดเจน “ผมน่ะชื่นชมอาคิระจังมานานแล้วนะครับ แล้วก็คอยเป็นกำลังใจให้ตลอดเลย เวลาที่ผมได้ฟังเพลงของอาคิระจัง ผมนี้เคลิบเคลิ้มจนอยากจะร่วมกับอาคิระจังเหลือเกิน”

            “ไทจิ” นากะปรามเพื่อนอีกครั้งเมื่อได้ฟังคำพูดสองแง่สองง่ามนั้น

            “ฉันหมายถึง ร่วมบรรเลงเพลงรัก ไปกับอาคิระจังด้วย เธออย่าคิดลึกสินากะ” ไทจิขยายความคำพูดของเขา แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังสองแง่สองง่ามอยู่ดี

            อาคิระยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ขอโทษค่ะ แต่หนูไม่เคยใช้เพลงรักเข้าประกวดเลยสักเพลงนะคะ เพลงที่หนูใช้มีแต่เพลงพื้นบ้านที่บรรยายถึงธรรมชาติในชนบทเท่านั้นเอง”


            ไทจิถึงกับไปต่อไม่ถูกเมื่อได้ฟังคำพูดของอาคิระ ขณะที่คนอื่นๆ พากันหัวเราะพรืดด้วยความสะใจที่อาคิระสามารถแก้มุขเพลย์บอยของไทจิได้อย่างน่าทึ่ง


            “ยะ อย่างนั้นเหรอครับ แหม ผมนึกว่าเพลงที่อาคิระจังเล่นเป็นเพลงรักเสียอีก แย่จัง” ไทจิพูดแก้เขินแล้วการหว่านเสน่ห์ใส่อาคิระก็จบลงเพียงแค่นั้น

            “ช่วยเติมชาให้ฉันหน่อยสิ ยูเมฮานะ” เสียงของผู้หญิงอีกคนบนโต๊ะดังขึ้น ทำเอาอาคิระสะดุ้งเล็กน้อย


            มันไม่ใช่เสียงที่แสดงถึง การไหว้วาน แต่เป็น การออกคำสั่ง


            อาคิระรู้สึกแสบขึ้นมาในลำคอทันทีราวกับว่าเธอเผลอกลืนพริกเม็ดโตลงไป อีกฝ่ายวางแก้วน้ำลงตรงหน้าเธอเสียงดังตึ้กเบาๆ ซึ่งเธอก็พยายามกลืนน้ำลายเพื่อไล่รสเผ็ดขมที่เสียดอยู่ในลำคอออกและยื่นมือออกไปช้าๆ เพื่อจับแก้วน้ำ แต่แล้วเธอก็พลาด มือของเธอไปปัดถูกแก้วน้ำจนล้ม น้ำแข็งในแก้วตกลงไปบนจานของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อาคิระ


            “ตายแล้ว! ทำไมเธอถึงซุ่มซ่ามแบบนี้เนี่ย ดูสิ น้ำแข็งตกลงไปในจานของชิโอริเลยเห็นไหม!” ผู้หญิงที่ให้อาคิระเติมน้ำให้โวยวายขึ้นมาทันที

            “ขะ ขอโทษนะ หนู หนูไม่ได้ตั้งใจ” อาคิระละล่ำละลักพูดอย่างรวดเร็ว

            “ไม่เป็นไรจ้ะ แค่อุบัติเหตุเท่านั้นเอง” คนที่ชื่อชิโอริกล่าวแล้วหัวเราะแห้งๆ

            “แล้วชาฉันล่ะ เร็วๆ หน่อยสิ” คนที่ให้อาคิระเติมน้ำเร่งอย่างหงุดหงิด


            อาคิระหยิบแก้วขึ้นมาอย่างลนลาน มืออีกข้างคลำหาถังน้ำแข็งที่ตั้งอยู่บนชั้นวางข้างโต๊ะ เมื่อเจอแล้วก็ค่อยๆ คีบน้ำแข็งใส่ลงในแก้ว


            “แค่ใส่น้ำแข็งแล้วรินชาน่ะไม่ต้องทำช้าๆ ให้ดูเป็นผู้ดีมากนักก็ได้นะ เร็วๆ หน่อย” อีกฝ่ายเร่งอีก


            เด็กสาวคลำหาเหยือกใส่น้ำชาแล้วรีบรินลงในแก้ว แต่ถึงจะรีบยังไงก็ยังดูช้าอยู่ดี เสียงน้ำที่ไหลลงแก้วค่อยๆ เบาลงเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น และเมื่อพอเหมาะแล้วอาคิระก็ยื่นแก้วไปด้านข้างเพื่อส่งให้คนใจร้อนที่นั่งถัดจากชิโอริไป แต่แล้วเธอก็พลาดอีกเมื่อลืมไปว่ามีเตาไฟตั้งอยู่กลางโต๊ะ เมื่อเธอขยับมือที่ถือแก้วออกไปโดยไม่กะระยะให้ดี มือก็นาบเข้ากับเหล็กร้อนของหม้อไฟ


            “โอ๊ย!” อาคิระร้องลั่นด้วยความเจ็บ แก้วร่วงลงมาแตกกระจายเมื่อกระแทกกับโต๊ะ ทุกคนต่างก็ร้องด้วยความตกใจเช่นกัน

            “อะไรของเธอเนี่ย! ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้ หรือว่าจงใจจะแกล้งฉันหา!” สาวปากร้ายอาละวาดใส่อาคิระ

            “ปะ เปล่านะ หนูไม่ได้แกล้ง” เด็กสาวรีบพูดเสียงสั่นเครือ

            “ไม่เอานา คิริซามิ ตอนนี้อาคิระต้องทำแผลก่อนนะ” ยูยูเมะกล่าวแล้วยื่นมือมาจับมือข้างที่ถูกไฟลวกของอาคิระ จากนั้นก็เอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเย็นมาประคบไว้ “รีบไปห้องน้ำกันเถอะจ้ะ เอาแผลแช่น้ำไว้ก่อนแล้วก็จะได้ทายา”


            หญิงสาวพยุงสาวน้อยที่ถูกไฟลวกอย่างเบามือแล้วก็พาเดินไปยังห้องน้ำ ระหว่างทางก็บอกบริกรให้นำยารักษาแผลไฟลวกมาให้ด้วย


            “เอามือแช่น้ำไว้จนกว่าจะหายร้อนนะจ๊ะ แผลไม่ได้รุนแรงมาก ไม่ต้องห่วงนะ” ยูยูเมะบอกแล้วเปิดก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้าเพื่อให้อาคิระล้างแผล


            อาคิระพึมพำขอบคุณเบาๆ แล้วก็ยื่นมือข้างที่ถูกไฟลวกเข้าไปในน้ำ ทั้งสองเงียบกันไปอยู่ครู่หนี่งโดยที่ยูยูเมะนั้นจ้องมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสังเกตเห็นว่าอาคิระนั้นมีอาการแปลกๆ ตั้งแต่มาถึงร้าน แต่ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ตั้งแต่แรกที่พบกันแล้วนั่นแหละ


            เคลื่อนไหวช้ากว่าคนปกติ ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็เห็นว่าอาคิระเดินไปโดยใช้มือลากไปตามกำแพงและพอมาถึงทางแยกก็ดูสับสนเหมือนกับหาทางไปต่อไม่ถูก พอเข้าไปทักทายและทำความรู้จัก แม้อาคิระจะพูดคุยเหมือนคนปกติแต่เธอก็ไม่เคยเงยหน้าขึ้นมามองสบตาตรงๆ เลยสักครั้งในรถ อาคิระหยิบบัตรให้ผิดและพอหยิบใหม่ก็ดูไม่แน่ใจว่าถูกใบหรือไม่ เมื่อมาถึงร้านก็ดูหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ เวลาคุยกับคนอื่นๆ ก็เหมือนกันนั่นคือ ไม่หันหน้าไปหาหรือสบตากับใครตรงๆ เลย และสุดท้ายก็คือตอนเทน้ำชาซึ่งดูเหมือนว่าเวลาที่อาคิระต้องการหาอะไรก็จะต้องคลำก่อนเสมอ


            อาการเหล่านี้มันคืออาการของคนที่


            “อาคิระจัง” ยูยูเมะเรียกอีกฝ่าย ทำลายความเงียบเมื่อครู่นี้ลง

            “คะ?” อาคิระตอบรับแล้วเอียงหน้ามา


            ยูยูเมะสังเกตไปที่ตาของเด็กสาว มันนิ่งค้างและไม่มีแววของความรู้สึกฉายอยู่เลย และนั่นก็ทำให้เธอเริ่มมั่นใจว่าอาคิระคงจะ


            “อาคิระจัง ตาบอด ใช่ไหม?” หญิงสาวกลั้นใจถามออกมาตรงๆ


            ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวทั้งคู่อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่ชวนอึดอัดอาคิระยืนนิ่งค้างเป็นรูปปั้นหิน นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจแต่ก็ไม่มีแววประกายฉายอยู่ภายในแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง และแล้วเด็กสาวก็ตอบออกมา


            “ค่ะ หนูตาบอด


            คำตอบนั้นทำให้ยูยูเมะใจหายวาบ ส่วนร่างบางของอีกฝ่ายก็เริ่มสั่นระริกพร้อมกับเสียงสะอื้นเบาๆ ที่หลุดออกมา อาคิระเอามือสองข้างปิดปากไว้เพื่อกลั้นตัวเองไม่ให้ร้องไห้แต่ก็ทำไม่ได้ น้ำตาแห่งความเสียใจค่อยๆ ไหลรินออกมาจากดวงตาที่ไร้ความรู้สึกของเธอ


            ยูยูเมะกลืนก้อนบางอย่างที่จุกอยู่ที่คอลงไปแล้วก็เดินไปหาอาคิระ วางมือลงบนไหล่ของอีกฝ่ายเพื่อปลอบโยน ขณะที่อาคิระคร่ำครวญออกมาเบาๆ อย่างน่าสงสาร


            “ได้โปรด อย่าบอกเรื่องนี้ อย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะคะ”

            “อาคิระจัง

            “นะคะ คุณฟุมิโอตะได้โปรด ได้โปรดเถอะนะคะ”

            “จ้ะๆ ฉันจะไม่บอกใคร นิ่งก่อนนะ ใจเย็นๆ”


            ยูยูเมะกอดอาคิระเอาไว้หลวมๆ แล้วให้อาคิระซบหน้าลงกับอกของเธอ เด็กสาวร้องไห้ออกมาแล้วกอดอีกฝ่ายไว้แน่น ส่วนยูยูเมะนั้นก็ได้แต่กระซิบคำปลอบโยนที่ดูจะไม่มีค่าเท่าไรนักเบาๆ ข้างหูของอาคิระ


            เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งอย่างอาคิระจะมีชะตากรรมที่น่าสงสารถึงขนาดนี้

š{
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. #11 Q-ry-z OwO ~ (@Princess_ch) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 00:33
    ฟังแล้วคิดถึง..ซินเนสทีเซีย
    #11
    0
  2. #6 ~ล่องลอย~ (@ginny20437) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 21:24
    เขียนได้ดีจังเลยค่ะ
    #6
    0
  3. #3 Khaofang2554 (@khaofang2553) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2555 / 07:08
    อาคิระน่าสงสารจัง ทำไมตาบอดซะล่ะนั่น T^T
    #3
    0
  4. #2 Yam_RolL (@yamroll-os) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2555 / 21:26
    ที่บอกว่าดราม่า...ดราม่าจริงๆ ด้วยแฮะ -.-
    ชอบค่ะ ปกติชอบแนวดราม่าอยู่แล้วด้วย ^^
    ยังไงก็สู้ๆ ค่ะ ติดตามนะคะ ><
    #2
    0