The fulfilled song : คีตาสื่อรัก

ตอนที่ 3 : บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ส.ค. 55


บทที่สอง


            หนึ่งชั่วโมงต่อมา เรียวก็มารับอาคิระที่ร้าน ยูยูเมะกล่าวขอโทษเขาที่ดูแลอาคิระไม่ดีพอจนทำให้อาคิระต้องถูกไฟลวก เรียวดูจะหัวเสียเล็กน้อยแต่เมื่อได้เห็นว่าน้องสาวไม่ได้เป็นอะไรมากก็ใจเย็นลง


            “ฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ” เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีโค้งแล้วกล่าวขอโทษอีกครั้ง

            “ไม่เป็นไรครับ อย่าคิดมากเลย อาคิระไม่ได้เป็นอะไรมากก็ดีแล้วล่ะครับ” เรียวตอบแล้วโค้งกลับเช่นกัน “ถ้าอย่างนั้นผมขอพาอาคิระกลับเลยนะครับ”

            “ค่ะ โชคดีนะคะ” ยูยูเมะกล่าว


            เรียวโอบไหล่ประคองอาคิระไว้ขณะที่พาเดินไปยังรถของเขา เป็นรถเฟอร์รารี่FF สีเทาคันหรูไม่แพ้รถของยูยูเมะ ท่าทางที่เรียวแสดงออกนั้นบอกให้รู้ว่าเขาห่วงใยอาคิระมากซึ่งก็ถือว่าเป็นโชคดีของอาคิระที่ได้ผู้ปกครองที่เป็นคนดีแบบนี้


            “เดี๋ยวพอกลับถึงบ้านพี่จะดูแผลให้อีกทีนะ” เรียวกล่าวขึ้นขณะขับรถกลับบ้าน

            “ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ พอทายาแล้วก็ไม่รู้สึกปวดอะไรแล้ว” อาคิระพูดยิ้มๆ “หนูซุ่มซ่ามเกินไปหน่อยก็เลยเป็นเรื่อง พี่เรียวอย่าโกรธหนูเลยนะคะ”

            “พี่ไม่ได้โกรธอาคิระสักหน่อย คิดมากไปได้” เรียวหัวเราะเบาๆ แล้วลูบหัวเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเอ็นดู “แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ ไปทานข้าวสนุกไหม ได้เพื่อนเพิ่มขึ้นรึเปล่า?”


            อาคิระจึงเล่าเรื่องบนโต๊ะอาหารให้เรียวฟัง เริ่มจากไล่ชื่อเพื่อนใหม่แต่ละคนกับลักษณะนิสัยของพวกเขา ตัดเรื่องที่ไทจิทำตัวไม่เหมาะสมกับเธอออกไปรวมทั้งเรื่องการใส่อารมณ์ของคิริซามิด้วย เธอบอกแต่เพียงว่าคิริซามิขอให้เธอช่วยเติมน้ำให้แต่ว่าเธอพลาดจนมือไปถูกหม้อไฟเอง


            “แล้ว คุณฟุมิโอตะ เขารู้แล้วใช่ไหมว่าอาคิระ

            “ค่ะ” เด็กสาวตอบอย่างเศร้าๆ “หนูขอโทษนะคะพี่เรียว ความจริงหนูไม่น่าตกลงจะไปกับคุณฟุมิโอตะแต่แรกเลย”

            “ไม่หรอก ถ้าจะผิดก็ผิดที่พี่ต่างหาก อาคิระเป็นเด็กจะให้ปฏิเสธน้ำใจของผู้ใหญ่คงไม่ได้ มันควรเป็นพี่ที่น่าจะบอกปฏิเสธไปตั้งแต่แรก พี่ขอโทษนะ” เรียวลูบหัวอาคิระอีกครั้ง “แล้วข้าวผัดร้านนั้นอร่อยรึเปล่า สู้ที่พี่ทำได้ไหม หืม?”

            “ก็อร่อยค่ะ แต่ถึงยังไงฝีมือของพี่เรียวก็อร่อยที่สุดสำหรับหนูอยู่แล้ว!” อาคิระตอบด้วยรอยยิ้มที่ร่าเริง

            “ตอบได้ดีมากน้องสาวของพี่! เรียวชูนิ้วโป้งขึ้นมาเพื่อบอกว่าเขาพอใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้อาคิระจะมองไม่เห็นก็ตาม

š{
 

            วันอาทิตย์คือวันที่การแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ดังนั้น นักดนตรีแต่ละคนจึงใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันแข่งในการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ใช่คนที่ถูกคัดออกในรอบต่อไป แต่สำหรับอาคิระ เธอเล่นดนตรีทุกวันอยู่แล้วที่ร้านอาหารของเรียว หลังจากที่เรียนหนังสือกับพวกครูที่เรียวจ้างมาสอนแบบส่วนตัวในช่วงเช้า อาคิระก็ใช้เวลาที่เหลือของวันในการฝึกซ้อมดนตรีโดยไม่เคร่งเครียดอะไรมากนัก


            เพราะว่าเธอไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะชนะการแข่งอยู่แล้ว
 

            ตอนกลางคืนจะเป็นช่วงที่มีคนมาที่ร้านเยอะที่สุด อาคิระก็จะออกไปเล่นดนตรีให้ลูกค้าได้ฟัง ซึ่งการได้มาฟังเพลงเพราะๆ ที่อาคิระบรรเลงก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พวกลูกค้ามาที่นี่
 

            เสียงปรบมือจากเหล่าลูกค้าดังไปทั้งร้านเมื่อเรียวจูงมืออาคิระเดินขึ้นมาบนเวทีเล็กๆ หน้าห้องอาหาร เด็กสาวยิ้มและย่อตัวลงเล็กน้อยเป็นการแสดงความขอบคุณก่อนที่จะเดินไปที่พิณฮาร์ปประจำตัวของเธอซึ่งวางอยู่กลางเวที เรียวประคองอาคิระลงนั่งแล้วโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเธอเบาๆ
 

            “วันนี้อาคิระมีลูกคู่มาเล่นด้วยนะ เค้าจะเล่นเปียโนคู่ไปกับอาคิระ แต่ก็ไม่ต้องกังวลนะเพราะคนนี้น่ะระดับมืออาชีพ รับรองว่าเล่นคู่กับอาคิระได้ดีแน่”
 

            อาคิระพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและเมื่อเรียวเดินออกไปแล้ว เธอก็เตรียมพร้อมที่จะแสดง ร้านทั้งร้านเงียบกริบราวกับไม่มีคน แต่ว่าเด็กสาวรู้ดีว่าความจริงนั้นลูกค้ากำลังเฝ้ารอฟังเธอเล่นดนตรีอย่างใจจดใจจ่ออยู่ อาคิระหลับตาลงแล้วก็เริ่มสร้างจินตนาการว่าเธอต้องการที่จะให้คนฟังได้เห็นอะไร จากนั้นก็เริ่มร่างภาพนั้นขึ้นมาในใจ สอดใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไปในภาพนั้น และเมื่อคิดว่ามันสมบูรณ์แล้ว นิ้วเรียวสวยก็เริ่มกรีดกรายลงบนสายพิณ บรรเลงท่วงทำนองตามที่หัวใจได้นึกคิดออกมา
 

            บทเพลงเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงโทนกังวานใสแต่แผ่วเบา จังหวะเร็วขนาดปานกลางและสม่ำเสมอจนกระทั่งจบลงด้วยเสียงของโน้ตตัวสุดท้าย อาคิระหยุดนิ่ง สายพิณเส้นสุดท้ายที่เธอดีดสั่นไหวอันก่อให้เกิดเสียง ติ๊ง เบาๆ ซึ่งกระเพื่อมไหวท่ามกลางความเงียบงันภายในห้อง
 

            บทเริ่มต้นนี้เปรียบเสมือนการร่างภาพให้คนฟังได้เห็นว่ารูปที่เธอได้วาดขึ้นนั้นเป็นรูปอะไร คล้ายภาพลายเส้นที่กำลังรอการลงสีเพื่อทำให้มีชีวิตชีวา และตอนนี้ คนฟังทุกคนก็เริ่มมองเห็นภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่แจ่มกระจ่างไปด้วยหมู่ดาวและดวงจันทร์กลมโตที่ส่องสว่าง
 

            เธอรอให้เสียงนั้นเงียบลง จากนั้นก็เริ่มบรรเลงเพลงอีกครั้งด้วยทำนองช้าแต่เป็นจังหวะจะโคน พร้อมกันนั้น ลูกคู่ที่นั่งอยู่ที่เปียโนทางซ้ายของอาคิระก็เริ่มร่ายลำนำร่วมไปกับเธอด้วยเพียงได้ฟังครู่เดียว อาคิระก็ได้รู้ว่าลูกคู่ของเธอนั้นมีฝีมือไม่เบาเลย บทเพลงของทั้งคู่สอดประสาน พิณฮาร์ปที่เล่นเป็นจังหวะเดียว แต่ละตัวโน้ตแทนคำร้องหนึ่งคำของเนื้อเพลง ส่วนเปียโนเริงร่ายด้วยทำนองหลายจังหวะ เปรียบเหมือนดนตรีที่เข้าคู่กับเนื้อเพลง หากจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับว่าอาคิระเป็นคนร้องเพลง ส่วนลูกคู่นั้นเป็นคนเล่นดนตรี
 

            สีสันเริ่มปรากฏขึ้นภายในภาพร่างที่ซึมซาบอยู่ในความคิดของคนฟังทุกคน สีเขียวของใบหญ้าที่กำลังขยับพริ้วไหวในสายลมเย็นฉ่ำ สีดำกำมะหยี่ของท้องฟ้าที่ถูกแต้มแต่งด้วยจุดสีขาวของดวงดาวที่พราวพร่างนับร้อยพัน และที่โดดเด่นเหนือสีอื่นใด คือสีเหลืองนวลของดวงจันทร์ที่ทอประกายสุขสว่างบนกึ่งกลางฟากฟ้า เสียงของฮาร์ปเปรียบเหมือนสายลมเย็นที่พัดพริ้วเพียงเอื่อยๆ และเสียงของเปียโนก็เป็นเหมือนเสียงระลอกคลื่นของใบไม้และยอดหญ้าที่เสียดสีกันตอบรับกระแสลม นอกจากนี้ ก็ยังได้ยินเสียงของจิ้งหรีดที่ส่งเสียงคลอประสานไปกับท่วงทำนองที่ขับขานนั้นด้วย มันคือภาพของค่ำคืนแห่งฤดูร้อนที่แสนอ่อนหวาน
 

            บทเพลงดำเนินไปประมาณห้านาทีก็สิ้นสุดลง โดยลูกคู่ที่เล่นเปียโนเป็นคนปิดท้าย สายลมในภาพจินตนาการหยุดโชยพัดหลังจากที่อาคิระหยุดเล่นฮาร์ป เหลือไว้แต่เพียงเสียงใบไม้และยอดหญ้าเสียดสีกันเบาลงเพราะไร้แรงลมช่วย เสียงจิ้งหรีดก็แผ่วลงเช่นกันจนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุดเมื่อบทเพลงจบลง แต่ก่อนที่ภาพของค่ำคืนแห่งฤดูร้อนที่แสนอ่อนหวานจะหายไป อาคิระก็ใช้นิ้วสะกิดสายพิณเส้นหนึ่ง ก่อให้เกิดเสียงกังวานใสเพียงครู่สั้นๆ ดังขึ้น แล้วทุกคนก็ได้เห็นใบไม้ใบหนึ่งถูกสายลมที่พัดวูบมาเบาๆ ปลิดออกจากขั้วแล้วลอยลิ่วลงมาสู่ผืนหญ้าอย่างนุ่มนวล
 

            นับเป็นการสิ้นสุดการบรรเลงลงโดยสมบูรณ์
 

            นักดนตรีทั้งสองคนลุกขึ้นยืนแล้วย่อตัวลง ลูกค้าภายในร้านก็พากันปรบมือชื่นชมกันอย่างเซ็งแซ่ คนที่เป็นลูกคู่หันมาหาอาคิระแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
 

            “เล่นเก่งมากเลยจ้ะ อาคิระจัง”
 

            ทันทีที่ได้ยินเสียง อาคิระก็รู้ในทันทีว่าคนที่เล่นเปียโนบรรเลงคู่กับเธอเมื่อครู่นั้นที่แท้ก็คือ
 

            “คุณฟุมิโอตะ! เด็กสาวรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากแล้วก็รู้สึกยินดีด้วย

            “ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะจ๊ะ” ยูยูเมะพูดแล้วสอดมือเข้ามากุมมือของอาคิระเอาไว้เพื่อพาจูงลงจากเวที
 

            เรียวที่ยืนรออยู่ด้านล่างของเวทีเดินเข้ามาช่วยจูงอาคิระ แล้วทั้งสามก็พากันเดินเข้าไปหลังร้าน
 

            “ทำไมพี่เรียวถึงไม่บอกหนูก่อนล่ะคะว่าคนที่เล่นคู่กับหนูวันนี้คือคุณฟุมิโอตะ หนูน่ะตกใจมากเลยนะ” เด็กสาวพูดขึ้นเมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น

            “พี่ขอโทษจ้า อย่าโกรธพี่เลยนะคนดี” เรียวกล่าวแล้วลูบหัวอาคิระเบาๆ

            “ฉันเป็นคนขอให้คุณโอโมมินนะเงียบไว้เองจ้ะ ฉันอยากจะเซอร์ไพรซ์อาคิระจังน่ะ ขอโทษนะจ๊ะหากทำให้หนูตกใจ” ยูยูเมะบอก

            “ไม่เป็นไรค่ะ หนูดีใจที่คุณฟุมิโอตะมาที่ร้าน” อาคิระพูด หันมายิ้มให้ยูยูเมะ

            “เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเข้าครัวก่อน อาคิระคุยกับคุณฟุมิโอตะไปก่อนนะ” เรียวกล่าวขอตัวแล้วลุกขึ้นเดินออกไป

            ยูยูเมะมองดูเรียวจนกระทั่งเขาออกไปจากห้อง จากนั้นก็พูดขึ้นมาลอยๆ “คุณโอโมมินนะนี้ช่างเหมือนกับคนๆ นั้นเหลือเกิน”

            “คนๆ นั้น?” อาคิระทวนคำอย่างงงๆ

            “อ้อ ฉันหมายถึงเพื่อนคนหนึ่งของฉันน่ะจ้ะ เมื่อก่อนเขาก็มีนิสัยคล้ายๆ กันกับคุณโอโมมินนะ” ยูยูเมะหันมาตอบ

            “เมื่อก่อน? แล้วตอนนี้เขาไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นแล้วหรือคะ?” อาคิระถามอย่างไม่เข้าใจ

            “เขายังเป็นคนอย่างนั้นอยู่จ้ะ เพียงแต่มัน ถูกซ่อนไว้อยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความโศกเศร้า” ยูยูเมะตอบด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง

            “คุณฟุมิโอตะ” อาคิระสัมผัสได้ถึงความเศร้าของยูยูเมะและอยากจะปลอบโยนเธอเหลือเกิน

            “แย่จริง ฉันนี้พูดอะไรก็ไม่รู้ ขอโทษด้วยนะจ๊ะ” ยูยูเมะพูดขอโทษแล้วก็เปลี่ยนเรื่องคุย “วันอาทิตย์ก็จะถึงวันแข่งแล้ว อาคิระจังเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยังจ๊ะ?”

            “เอาจริงๆ หนูไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยค่ะ” อาคิระหัวเราะแห้งๆ พร้อมกับเกาหัวอย่างขัดเขิน “หนูน่ะ ไม่ได้คิดที่จะชนะการแข่งในครั้งนี้หรอกค่ะ การที่หนูเข้าประกวดก็เพราะหนูมีเหตุผลอื่น”

            “เหตุผลอื่นเหรอจ๊ะ?” ยูยูเมะขมวดคิ้วอย่างสงสัย

            “ค่ะ ที่หนูเข้าร่วมการแข่งครั้งนี้ เหตุผลหนึ่งก็คือหนูต้องการที่จะให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนตาบอดคนหนึ่ง การที่หนูมองไม่เห็นไม่ใช่ว่าหนูอยู่ในโลกอันมืดมิด หนูสามารถที่จะมองเห็นภาพต่างๆ ได้ด้วยจินตนาการที่หนูสร้างขึ้น และถ่ายทอดภาพเหล่านั้นออกมาทางเสียงเพลงเพื่อให้คนอื่นได้เห็นภาพอย่างที่หนูเห็น พวกเขาจะได้รู้ว่า คนตาบอดมองเห็นอะไรบ้างในความมืดมิด
 

            เมื่อได้ฟังคำพูดของอาคิระ ยูยูเมะก็เข้าใจถึงมุมมองที่แตกต่างอีกมุมหนึ่งซึ่งคนปกติทั่วไปอย่างเธอมองไม่เห็น คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าคนตาบอดคือคนที่มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด แต่ในความเป็นจริงแล้วคนตาบอดมองเห็นภาพต่างๆ ได้โดยใช้จิตนาการของตนเอง และอาคิระก็กำลังพยายามที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ให้คนทั่วไปได้รับรู้
 

            “คุณฟุมิโอตะคะ?” อาคิระเรียกยูยูเมะเบาๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป

            “อะ โอ ขอโทษจ้ะ เมื่อกี้นี้ฉันใจลอยไปนิดหนึ่ง” ยูยูเมะกล่าว “เออ อาคิระจัง ถึงแม้ว่าอาคิระจังจะไม่ได้คิดที่จะชนะการแข่งครั้งนี้ แต่ฉันคิดว่าอาคิระจังก็ควรที่จะมีครูสักคนที่จะคอยสอนและให้คำปรึกษาในเวลาที่จำเป็น อาคิระจังสนใจที่จะมีครูสักคนไว้เป็นเพื่อนคู่คิดไหมล่ะจ๊ะ?”

            อาคิระเอียงคอเล็กน้อย เป็นท่าทางว่าเธอกำลังครุ่นคิด “ครูหรือคะ หนูไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย แล้วก็ จะมีครูคนไหนที่จะมาสนใจคนตาบอดอย่างหนูล่ะคะ”

            “มีสิจ๊ะ แล้วเขาก็เป็นครูที่เก่งมากด้วย” ยูยูเมะตอบอย่างมั่นใจ “เขาเป็นเพื่อนสนิทของฉันเองจ้ะ เขากับฉันได้ร่วมกันเปิดโรงเรียนสอนดนตรีเบนเทนขึ้นมา แต่แล้วก็เกิดเรื่องบางอย่างทำให้เขาตัดสินใจวางมือจากวงการดนตรีแล้วไปเก็บตัวอยู่เงียบๆ”
 

            ขณะที่พูด น้ำเสียงของยูยูเมะก็ฟังดูเศร้าหมองอีกครั้ง อาคิระเข้าใจว่าคนที่ยูยูเมะพูดถึงคงจะเป็นคนๆ เดียวกันกับที่เธอพูดถึงก่อนหน้านี้
 

            “เขาก็คือ ชิซุกานะ โซระ จ้ะ” ยูยูเมะพูดชื่อของคนๆ นั้นออกมา
 

            อาคิระสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนั้นชิซุกานะ โซระ เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงมาก เขาได้รับการยกย่องให้เป็นคีตกวีที่เยี่ยมยอดที่สุดคนหนึ่ง เมื่อสิบปีก่อนเขาคือผู้ชนะการแข่งดนตรีเยาวชนระดับประเทศนี้ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปี ได้เป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งขันในระดับโลกและได้ชัยชนะอย่างงดงาม เขาเป็นนักดนตรีอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของโลกและชื่อของเขาก็โลดแล่นอยู่ตามสื่อต่างๆ มากมายจนกระทั่งเมื่อห้าปีก่อน เขาก็ดูเหมือนกับหายสาบสูญไปดื้อๆ โดยไม่มีใครรู้ข่าวอะไรเกี่ยวกับเขาอีกเลย
 

            “คุณฟุมิโอตะรู้จักกับคุณชิซุกานะด้วยเหรอคะ?” อาคิระถามอย่างไม่อยากเชื่อ

            “เขาเป็นเหมือนพี่ชายของฉันเลยจ้ะ” ยูยูเมะตอบ “ฉันรู้จักกับเขาในการแข่งขันดนตรีเยาวชนระดับประเทศเมื่อสิบปีก่อน เขาเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก อ่อนโยนและมีเสน่ห์”
 

            ในขณะที่เล่าเรื่อง น้ำเสียงของยูยูเมะเจือไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสุขใจ ซาบซึ้งใจ ปลาบปลื้มใจ และ เศร้าใจอาคิระคิดว่ายูยูเมะคงจะชื่นชมชิซุกานะ โซระคนนี้มาก ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่แสดงความรู้สึกมากมายออกมาขนาดนี้
 

            “ถ้าหากไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้นเมื่อห้าปีก่อน เขาก็คงจะไม่เป็นแบบนี้” ยูยูเมะถอนหายใจออกมาเบาๆ
 

            อาคิระอยากจะถามเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อห้าปีก่อนแต่ก็ยั้งใจเอาไว้ เพราะมันคงจะเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ และดูจากท่าทางของยูยูเมะแล้วก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันต้องเป็นเรื่องที่เศร้ามาก อาคิระจึงไม่ต้องการที่จะให้ยูยูเมะสะเทือนใจไปมากกว่านี้
 

            “ว่าอย่างไรล่ะอาคิระ หนูสนใจที่จะไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเขารึเปล่าล่ะจ๊ะ?” ยูยูเมะหันมาถาม

            “เอ่อ ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากหรอกนะคะ แต่ คุณชิซุกานะนี้น่ะ เขาจะยอมสอนหนูหรือคะ?” อาคิระรู้สึกไม่แน่ใจ

            “เขาต้องรับอาคิระจังแน่นอนจ้ะ เชื่อฉันเถอะนะ” ยูยูเมะวางมือลงบนมือของอาคิระแล้วบีบเบาๆ เหมือนจะยืนยันให้อาคิระมั่นใจ
 

            เด็กสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง และแล้วเธอหวนนึกไปถึงความทรงจำเมื่อครั้งเธอยังอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ในตอนนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งมาคุยกับเธอและเขาก็บอกกับเธอว่า
 

            “พี่ไม่เชื่อหรอกนะว่าคนตาบอดคือคนที่อยู่ในโลกอันมืดมิด พี่จะลองเล่นเพลงๆ หนึ่งให้หนูฟัง แล้วหนูก็ลองใช้ความคิด ใช้จินตนาการของหนูดูสิ แล้วลองบอกพี่ว่าหนูเห็นอะไรในความมืดบ้าง”
 

            ผู้ชายคนนั้นเปรียบเสมือนคนที่มอบดวงตาใหม่ให้กับเธอ ไม่ใช่ดวงตาที่ใช้มองเหมือนอย่างคนปกติ แต่เป็น ดวงตาในหัวใจ บทเพลงที่เขาเล่นให้เธอฟังในตอนนั้นยังติดตรึงอยู่ในหัวใจของเธอ แจ่มชัดทุกถ้อยจังหวะเหมือนกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเพียงเมื่อวาน และภาพที่เธอได้มองเห็นด้วยดวงตาในหัวใจของเธอนั้นก็ยังไม่ได้ลางเลือนไปแม้กาลเวลาจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม
 

            ตอนนี้ ชิซุกานะ โซระ ก็เป็นเหมือนคนตาบอดที่อยู่ในโลกอันมืดมิดซึ่งอาคิระเข้าใจความรู้สึกของเขาเป็นอย่างดีและก็อยากจะช่วยเขาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่ครอบคลุมหัวใจของเขาอยู่ อยากจะเป็นคนที่มอบแสงสว่างให้กับเขาเหมือนอย่างที่ผู้ชายคนนั้นได้มอบแสงสว่างให้กับเธอ
 

            เด็กสาวหันมาหายูยูเมะที่รอฟังคำตอบอยู่ และคำตอบของเธอก็คือ “ค่ะ หนูจะไปหาคุณชิซุกานะ”

š{

มาอัพเรื่องนี้ต่อแล้วจ้า รู้สึกเหมือนเรื่องนี้จะต้องใช้ความคิดในการแต่งมากกว่าอีกเรื่องเพราะเรื่องนี้ต้องใช้การบรรยายที่ดีพอสมควรเพื่อแปลงบทเพลงให้สื่อออกมาเป็นภาพ เลยอาจจะอัพช้าไปสักหน่อยก็ต้องขออภัยด้วยน้า

ขอบคุณคุณ
Yam_RolL มากๆ จ้าที่แวะเข้ามาอ่าน ก็ขอกำลังใจให้กันด้วยนะจ๊ะ

ขอบคุณคุณ
ข้าวฟ่าง ด้วยน้าที่เข้ามาอ่านและให้คำแนะนำและคำวิจารณ์ดีๆ มากมาย เค้าจะพยายามแต่งให้ดีขึ้นจ้า

š{

 

            วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ ยูยูเมะได้พาอาคิระไปยังบ้านของชิซุกานะ โซระโดยที่เรียวเป็นคนขับรถ เรียวนั้นถึงแม้จะเห็นด้วยว่าอาคิระสมควรจะมีครูสักคนไว้คอยสอนและให้คำปรึกษาสำหรับการแข่งขัน แต่เขาก็ไม่ไว้ใจชิซุกานะ โซระคนนี้เลย เพราะตลอดห้าปีที่ผ่านมาคนๆ นี้เอาแต่เก็บตัวเงียบไม่ยอมออกมาพบปะผู้คน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจจะเป็นคนที่ไม่น่าคบหาเท่าไรนัก


            บ้านของชิซุกานะ โซระอยู่ปลายเขตชูโอเกือบจะเข้าเขตโกโตแล้ว เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ในย่านคนรวยซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าว ผู้มาเยือนทั้งสามเดินลงมาจากรถแล้วเดินไปที่ประตูรั้วสีดำซึ่งมีฝุ่นจับเขรอะ ยูยูเมะกดกริ่งเป็นสัญญาณบอกให้เจ้าบ้านออกมาต้อนรับ


            ขณะที่รอให้คนมาเปิดประตู เรียวก็มองลอดประตูรั้วเข้าไปดูคฤหาสน์หลังโตที่อยู่ด้านใน เป็นคฤหาสน์สวยหรูสไตล์ฝรั่งเศสที่มีผนังสีขาว หลังคาสีเทา ประตูและหน้าต่างเป็นทรงโค้ง และมีลานน้ำพุวงกลมตั้งอยู่ด้านหน้า แต่สภาพค่อนข้างทรุดโทรมราวกับไม่ได้รับการดูแลมานานปี สวนที่ล้อมรอบก็รกเสียจนมองไม่เห็นเค้าเดิมในตอนที่มันยังสวยงามอยู่เลย ซึ่งภาพที่เห็นนั้นทำให้เรียวอยากจะจูงมืออาคิระกลับขึ้นรถแล้วกลับบ้านเสียเดี๋ยวนั้น เขาจะต้องทำอย่างนั้นแน่ๆ ถ้าหากว่าไม่เห็นคนๆ หนึ่งเดินมาตามทางเดินปูหินที่ตัดผ่านสวนนั้น


            คนๆ นั้นเป็นผู้ชาย รูปร่างผอมสูง ผมสีดำยุ่งเหยิงปรกใบหน้าที่มีหนวดเคราขึ้นบางๆ ชุดนอนสีเทาที่สวมใส่กับท่าทางมึนงงแสดงให้เห็นว่าเขาเพิ่งจะตื่นนอน เขาเดินก้มหน้าก้มตามาจนถึงประตูจึงจะเงยหน้าขึ้นมามองว่าแขกที่มาเยี่ยมเขานั้นเป็นใคร


            “ยูยูเมะ” เขาพึมพำเบาๆ อย่างแปลกใจนิดๆ

            “สวัสดีโซระ” ยูยูเมะยิ้มให้กับผู้ชายคนนั้นอย่างเป็นมิตร “ให้ฉันเข้าไปหน่อยได้ไหม?”


            ดวงตาสีดำขุ่นมัวเลื่อนมามองแขกอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังยูยูเมะ แต่แล้วเขาก็ไม่ได้ถามอะไรและเปิดประตูให้เข้าไป โซระเดินนำแขกทั้งสามไปตามทางเดินปูหินที่ตัดผ่านสวนซึ่งเขาเดินมาเมื่อครู่ มันไม่ใช่ทางที่พาไปยังคฤหาสน์แต่พาเลี้ยวเข้าไปในสวน


            เมื่อพ้นทางเลี้ยวมาแล้ว พวกเขาก็พบกับบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ เป็นบ้านสีขาวชั้นเดียว หลังคาเป็นสีเทา ผนังส่วนที่เป็นห้องนอนซึ่งอยู่ด้านหลังของบ้านปิดด้วยไม้ ส่วนที่เป็นห้องรับแขกนั้นเป็นบานกระจก มีเทอเรสยื่นออกมาจากตัวบ้านหันไปทางริมอ่าว สวนรอบๆ ตัวบ้านนี้ไม่ได้รกเหมือนกับส่วนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้รับการดูแลอย่างดีเท่าไรนักและมีเก้าอี้ชิงช้าวางอยู่ตรงซุ้มดอกไม้โค้ง


            “เดี๋ยวฉันขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน อยากจะดื่มชาหรือกาแฟก็ชงเอาเองได้เลยนะ” เจ้าของบ้านพูดอย่างเอื่อยเฉื่อยแล้วเดินเข้าบ้านไป ทิ้งให้แขกทั้งสามคนยืนอยู่ที่เทอเรสของบ้าน

            “เออ คุณฟุมิโอตะครับ ผมคิดว่า” เรียวต้องการที่จะบอกกับยูยูเมะว่าเขาไม่ต้องการที่จะให้อาคิระรู้จักกับนายโซระคนนี้ เพราะจากที่เขาเห็นนั้นโซระดูเหมือนกับคนที่สติไม่ค่อยจะดีอย่างไรก็ไม่รู้

            “ฉันรู้ค่ะคุณโอโมมินนะ สภาพของโซระดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่คุณไม่จำเป็นต้องพูดปฏิเสธก่อนหรอกค่ะเพราะเดี๋ยวพอเขารู้ว่าพวกเรามาที่นี่ทำไมเขาก็จะเป็นฝ่ายพูดปฏิเสธเอง” ยูยูเมะบอก จากนั้นก็เดินไปที่ประตูบ้านซึ่งโซระเปิดค้างเอาไว้อยู่และหันมาถาม “ต้องการดื่มอะไรไหม คุณโอโมมินนะ อาคิระจัง?”

            “ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณ” เรียวตอบ

            “ไม่เหมือนกันค่ะ” อาคิระปฏิเสธเช่นกัน ดังนั้น ยูยูเมะจึงเดินเข้าไปในบ้านแล้วชงกาแฟสำหรับตัวเธอเองเพียงแก้วเดียว


            ครู่หนึ่งโซระก็เดินออกมาจากบ้านในสภาพที่ดูดีขึ้นหน่อย เขาสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ ผมที่ยุ่งเหยิงถูกหวีอย่างลวกๆ จนไม่ปิดหน้าปิดตาเหมือนอย่างตอนแรก เรียวจึงพอที่จะเห็นโครงหน้าของโซระได้ชัดเจนขึ้น โซระเป็นคนที่หน้าตาดีทีเดียว ถ้าหากว่าเขาโกนหนวดเคราและตัดผมออกเสียหน่อยเขาก็คงเทียบขั้นกับดาราชั้นนำได้


            “มาหาฉันถึงนี่มีธุระอะไรกับฉันเหรอยูยูเมะ?” ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งของชุดโต๊ะรับแขกที่ตั้งอยู่ที่เทอเรส ท่าทางของเขายังคงดูเอื่อยเฉื่อยและไร้อารมณ์เหมือนเดิม
 

            โซระไม่ได้สนใจเรียวกับอาคิระ ไม่คิดที่จะเอ่ยทักหรือถามไถ่อะไรแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนๆ นี้นั้นช่างไม่มีมนุษยสัมพันธ์เอาเสียเลย
 

            “ก่อนอื่น ฉันขอแนะนำให้เธอรู้จักกับคุณโอโมมินนะ เรียว กับ ยูเมฮานะ อาคิระ” ยูยูเมะแนะนำเรียวกับอาคิระให้โซระได้รู้จัก

            อดีตนักดนตรีชื่อดังพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ จากนั้นก็ถามซ้ำอีกครั้ง “แล้วมีธุระอะไรกับฉัน?”

            “ฉันจะมาขอให้เธอสอนดนตรีให้อาคิระจังน่ะ” ยูยูเมะตอบตรงๆ โดยไม่มีการเกริ่นนำอะไรก่อนแม้แต่น้อย “เธอคงรู้สินะว่าตอนนี้กำลังมีการแข่งดนตรี

            พูดยังไม่ทันจบอีกฝ่ายก็พูดขัดขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น “ฉันไม่สอน”


            อาคิระที่นั่งฟังการสนทนาของนักดนตรีสองคนอยู่เงียบๆ รู้สึกเกร็งเล็กน้อย จากที่ได้ฟังคำพูดของโซระเพียงไม่กี่คำ เธอก็รู้สึกได้ถึงความขมขื่นในปากและลำคอเหมือนกับกำลังเคี้ยวเมล็ดกาแฟที่ขมปี๋ แต่เธอไม่สามารถจินตนาการกลิ่นของเขา ชิซุกานะ โซระ เป็นคนที่ลึกลับเกินกว่าที่เธอจะรับรู้ได้


            แต่อาคิระรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ตัวตนของเขา ตัวจริงของชิซุกานะ โซระ ไม่ได้มีรสชาติขมขื่นแบบนี้ การที่เขากลายเป็นคนแบบนี้เพราะมีสาเหตุบางอย่าง


            “เธอฟังที่ฉันพูดก่อนสิ โซระ มันมีเหตุผลอยู่นะ” ยูยูเมะพยายามที่จะอธิบาย

            “เหตุผลก็คือฉันจะไม่สอนดนตรีให้ใครทั้งนั้น ฉันจะไม่มีวันเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเรื่องดนตรีอีก” อีกฝ่ายตอบกลับมา “ถ้าเด็กคนนี้อยากจะเรียนดนตรี เธอก็เอาไปสอนสิ เธอเป็นถึงเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีไม่ใช่เหรอ”

            “ฉันจะทำอย่างนั้นแน่ถ้าฉันทำได้ แต่ปัญหาก็คือฉันไม่สามารถสอนเด็กคนนี้ได้” เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีกล่าว “มีแต่เธอเท่านั้นที่จะสอนเด็กคนนี้ได้”

            “ทำไมล่ะ?” โซระถาม แต่ก็ดูไม่ได้ยี่หระเท่าไรนัก

            “เพราะมีแต่เธอเท่านั้นที่จะเข้าใจจิตใจของเด็กคนนี้ได้ยังไงล่ะ!ยูยูเมะตอบ “อาคิระจังน่ะ มีความสามารถอย่างเดียวกับเธอ ความสามารถที่จะสื่อทางใจกับคนอื่นได้โดยผ่านเสียงดนตรี”


            นัยน์ตาสีดำที่ไร้ประกายความรู้สึกของโซระดูจะส่องแสงขึ้นมาครู่หนึ่งขณะเหลือบมองมายังอาคิระ แต่แล้วมันก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งอย่างรวดเร็ว


            “แล้วยังไง?” เขาถามอย่างเย็นชา

            “พอเถอะครับคุณฟุมิโอตะ ถ้าเจ้าตัวเขาไม่อยากจะสอนเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปบังคับเขาหรอกครับ” เรียวกล่าวขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ขอโทษที่มารบกวน คุณชิซุกานะ ผมหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกัน”


            เรียวหันมาหาอาคิระแล้วจะประคองให้เธอลุกขึ้น แต่อาคิระจับมือของเขาเอาไว้พร้อมกับส่ายหน้า จากนั้นก็หันมาทางโซระ จากที่ได้ฟังเสียง เธอคิดว่าเขาคงจะนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ


            “เมื่อห้าปีก่อน หนูได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่พาหนูออกมาจากความมืดมิด เป็นคนที่มอบแสงสว่างครั้งแรกในชีวิตให้กับหนู และทำให้หนูมีวันนี้ได้ เขาคนนั้นบอกกับหนูว่า เขาไม่เชื่อว่าคนตาบอดจะต้องอยู่ในโลกอันมืดมิด เขาเล่นเพลงๆ หนึ่งให้หนูได้ฟังและถามหนูว่าหนูเห็นอะไรบ้างในความมืด ขณะที่หนูฟังเพลงของเขาหนูก็ได้มองเห็น เป็นการมองเห็นครั้งแรกในชีวิตของหนู ไม่ใช่การมองเห็นด้วยดวงตา แต่เป็นการมองเห็นด้วยหัวใจ เขาคนนั้นมอบดวงตาในหัวใจให้กับหนู” อาคิระเล่าเรื่องราวในอดีตของเธอให้อีกฝ่ายได้ฟัง “คุณ ยังใช่ เขาคนนั้น อยู่รึเปล่าคะ?”


            สายลมวูบหนึ่งพัดผ่านคนทั้งสี่ เสียงใบไม้ที่เสียดสีกันเป็นเหมือนเสียงคลื่นทะเลที่เคลื่อนกระทบฝั่ง จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ เรียวกับยูยูเมะมองอาคิระอย่างประหลาดใจเมื่อได้รู้ว่าอาคิระเคยรู้จักกับโซระมากก่อน ส่วนโซระนั้นก็นั่งก้มหน้านิ่งราวกับเป็นรูปปั้นหิน


            “หนูไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นแล้วหนูก็ไม่สนใจด้วย หนูแค่ต้องการที่จะช่วยคุณเหมือนอย่างที่คุณได้เคยช่วยหนู” อาคิระพูดต่อไป “หนูจะเป็นคนพาคุณออกมาจากความมืดมิดที่ครอบงำหัวใจของคุณอยู่เอง!

š{

จบบทที่สองแล้วจ้า เดี๋ยวจะอัพบทที่สามเร็วๆ นี้นะจ๊ะ

ขอบคุณคุณ
Yam_RolL สำหรับกำลังใจจ้า จะพยายามแต่งให้เรื่องน่าตื่นเต้นขึ้นจ้า ก็ขอคำแนะนำด้วยน้า
 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

40 ความคิดเห็น

  1. #7 ~ล่องลอย~ (@ginny20437) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2555 / 21:38
    เราว่าดำเนินเรื่องแบบนี้ดีแล้วนะ มันเข้ากับเนื้อหา ดูเรียบลื่น อบอุ่น  แอบเศร้าเบาๆ
    คิดว่าแบบนี้น่าจะเข้ากับเนื้อหามากกว่า ยิ่งฟังเพลงประกอบไปด้วยยิ่งใช่ *-*

    //วิ่งไปแอดfav.
    #7
    0
  2. #5 Yam_RolL (@yamroll-os) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2555 / 19:51
    อัพเร็วๆ นะคะ ^^
    ขอคอมเมนต์หน่อยว่าดำเนินเรื่องเอื่อยๆ ไปหน่อยน้า
    ไม่่ค่อยจะตื่นเต้น
    แต่ว่าโดยรวมก็โอเคแล้วค่ะ
    ภาษาสวยมากๆ เหมือนเดิมเลย สู้ๆ นะคะ ^^
    #5
    0