[1896] [ตอนเดียวจบ] Close to Home สายหมอกที่ไม่เคยจางไปจากใจ - [1896] [ตอนเดียวจบ] Close to Home สายหมอกที่ไม่เคยจางไปจากใจ นิยาย [1896] [ตอนเดียวจบ] Close to Home สายหมอกที่ไม่เคยจางไปจากใจ : Dek-D.com - Writer

    [1896] [ตอนเดียวจบ] Close to Home สายหมอกที่ไม่เคยจางไปจากใจ

    โดย Sathana

    [Translated Fanfiction] สมาชิกของวองโกเลแฟมิลีทุกคน ต่างกำลังให้ความสนใจกับปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่ทั้งน่าสยดสยอง และตราตรึงใจในคราวเดียวกัน นั่นคือการที่ ฮิบาริ เคียวยะ กำลังเลี้ยงดูลูกน้อยของเขา

    ผู้เข้าชมรวม

    321

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    3

    ผู้เข้าชมรวม


    321

    ความคิดเห็น


    1

    คนติดตาม


    18
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  23 ก.พ. 67 / 23:54 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

    เรื่องย่อ

    สมาชิกของวองโกเลแฟมิลีทุกคน ต่างกำลังให้ความสนใจกับปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่ทั้งน่าสยดสยอง และตราตรึงใจในคราวเดียวกัน นั่นคือการที่ ฮิบาริ เคียวยะ กำลังเลี้ยงดูลูกน้อยของเขา

    ฮิบาริเลี้ยงลูกด้วยวิธีที่แทบจะเหมือนกับการฝึกสัตว์—แค่ครั้งนี้ปรับให้เหมาะกับสัตว์สองเท้าที่ฉลาดและรู้ความเท่านั้น ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าก็อาจจะรู้สึกขัดใจไปบ้าง แต่กระนั้น ทั้งสัตว์เลี้ยงและลูกของเขาต่างก็ดูมีความสุขดี ถึงจะไม่ธรรมดาไปเสียหน่อย แต่อาจจะได้ผล

     

    คำชี้แจง

    ผู้เขียนต้นฉบับของเรื่องนี้ ได้ระบุไว้ในข้อมูลส่วนตัวของเขาว่า อนุญาตให้นำงานเขียนของเขาไปสร้างเป็นนิยายเสียง นำไปแปล หรือนำไปวาดแฟนอาร์ตได้ และขอให้ส่งลิงก์ของงานเหล่านั้นให้เขา ดังภาพที่แนบไว้ด้านล่าง 

    https://archiveofourown.org/users/metisket/profile

     

    อย่างไรก็ตาม ผู้แปลไม่ได้นิ่งนอนใจแต่เพียงเท่านี้ และพยายามติดต่อผู้เขียนต้นฉบับเพื่อแจ้งความประสงค์ขอแปลงานอีกครั้งหนึ่ง ทว่ายังไม่ได้รับคำตอบยืนยัน คาดว่าผู้เขียนต้นฉบับอาจไม่ได้กลับมาใช้โซเชียลมีเดียช่องทางดังกล่าวบ่อยนัก แฟนฟิกชันเรื่องนี้เองก็ได้ถูกแต่งมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม หากผู้แปลได้รับคำยืนยันอีกครั้งจากผู้เขียนต้นฉบับ ผู้แปลจะนำหลักฐานดังกล่าวมาเผยแพร่เพิ่มเติมอย่างแน่นอน

    ผู้แปลยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสร้างความเสียหายให้แก่ใครแต่อย่างใด 

    ขออภัยหากผู้แปลเข้าใจผิด หรือทำผิดพลาดประการใด มา ณ​ที่นี้ 

     

    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

      “บอส?”

      เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างอิหลักอิเหลื่อ คล้ายเสียงของโครม

      แต่มันดูไม่น่าเป็นไปได้ เพราะนี่มัน...ตีสี่แล้ว นาฬิกาของสึนะบอกไว้ และเขาก็ยังอยู่บนเตียงนอน ดังที่ทุกคนพึงจะอยู่ในเวลานี้ และยิ่งไปกว่านั้น โครมไม่น่าจะมาปรากฏตัวในห้องนอนของเขาได้ เพราะเธออยู่ที่กรุงโซล เธอไปที่นั่นมาห้าเดือนแล้ว

      สิ่งนี้ผิดวิสัยเกินจะเกิดขึ้นได้ อย่างนั้นแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องจริง มันคือความฝันบ้า ๆ บอ ๆ ก็เท่านั้น สึนะกำลังจะหลับต่อ

      “บอสคะ?”

      ฝันบ้านี่ยังอยู่อีก

      “ฉัน...ฉันขอโทษที่รบกวนนะคะ บอส แต่ว่า...”

      สึนะถอนหายใจ เขาคลานข้ามเตียงไปยังโคมไฟใกล้ ๆ จากนั้นจึงเปิดสวิตช์ แสงที่แยงเข้ามาในดวงตานั้นทำให้เขาแสบตาใช่เล่น จนเขาต้องร้องโอดโอยเบา ๆ กระทั่งเมื่อสึนะหายแสบตาและสามารถมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว เขาเห็นโครมซึ่งยืนแนบอยู่กับประตู มือของเธอกำอยู่ที่ลูกบิด ราวกับว่าเธอพร้อมที่จะไปจากที่นี่ทุกเมื่อ เธอกำลังร้องไห้ เธอไม่เคยร้องไห้มาก่อน สึนะเอามือถูใบหน้าและพยายามจะมีสติอย่างเต็มที่ เพราะนี่มันคงวิกฤตแล้ว

      “เกิดอะไรขึ้น?” เขาเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ และพยายามพูดให้ดูสงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

      “ม—ไม่มีอะไรค่ะ” ไม่ต้องมีสุดยอดสัญชาตญาณก็รู้ได้ว่านี่มันโกหกชัด ๆ “คือว่า...ฉันแค่จะไม่อยู่สักพักหนึ่งค่ะ และ...ฉันคิดว่าฉันต้องบอกบอส เพราะบอสคงจะเป็นห่วง”

      ใช่แล้ว...และคำตอบของเธอก็ไม่ได้ทำให้เขาเป็นห่วงน้อยลงเลย “อือ ขอบคุณที่มาบอกฉันนะ แต่ว่า เอ่อ...นี่เธอเพิ่งกลับมาจากเกาหลีเหรอ...?”

      “ท่านมุคุโระกับฟรานคุงกำลังจัดการต่อให้ คงใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ”

      “เธอก็เลยบินกลับมาที่นี่...เพื่อบอกฉันว่าเธอจะไม่อยู่สินะ” แต่ตอนตีสี่เนี่ยนะ นี่เขากำลังงัวเงีย หรือทั้งหมดนี่มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยกันแน่

      “ฉันจะไปประมาณสี่เดือนค่ะ” โครมว่า “หรืออาจจะสักปีหนึ่ง?”

      “นั่นมันนานมากเลยนะ” เขาตอบอย่างระวังคำพูด สึนะเริ่มได้สติแล้ว “คือเธอ...พอจะบอกฉันได้ไหมว่าจะไปที่ไหน?”

      “อา” โครมถอนใจ ละสายตาไปจากสึนะ “ฉันไม่รู้ค่ะ”

      สึนะเลิกคิดที่จะถามอะไรเธออีก เพราะเขาเห็นแล้วว่าเธอกำลังจะร้องไห้ต่อในไม่ช้า และนั่น—ประหลาด เสียยิ่งกว่าประหลาด โครมเคยร้องไห้หรือเปล่านะ? ตั้งแต่รู้จักกันมาจนกระทั่งก่อนสู้กับเดมอน สเปด สึนะยังไม่เคยเห็นเธอร้องไห้เลย แต่ช่างปะไร สึนะหันไปพิจารณาสภาพเธอเพื่อสืบหาต้นตอที่แท้จริงของเรื่องราว

      น่าแปลก โครมไม่ได้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เลย นอกเสียจากน้ำตาที่พรั่งพรูอันทำให้สึนะหวั่นใจ ใช่ เธออาจจะดูเหนื่อย แล้วก็อาจจะดูซีดเซียวเล็กน้อย แต่มันก็ยากที่จะชี้ชัดด้วยแสงสว่างเพียงแค่นี้ อื่นใดไปจากที่ว่าแล้ว เธอกลับดูสุขภาพดีอย่างเหลือเชื่อ ที่จริงโครมดูสมบูรณ์เกินกว่าปกติด้วยซ้ำ อาหารเกาหลีคงถูกปากเธอ แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าเธออ้วนขึ้นขนาดไหน เพราะเสื้อผ้าที่เธอสวมนั้นเป็นเสื้อผ้าที่หลวมโคร่งที่สุดเท่าที่สึนะเคยเห็นโครมใส่ เสื้อที่ยาวไสว ยาวแทบจะเป็นกระโปรงได้เลย แถมเธอยังสวมกระโปรงยาวระดับเข่าอยู่ใต้เสื้ออีกชั้นหนึ่ง ราวกับว่าเธอพยายามจะพรางหุ่น

      พยายามพรางหุ่น ร้องไห้แบบไม่มีที่มา ไปอยู่เกาหลีมาห้าเดือน หมายความว่าไม่ได้อยู่ญี่ปุ่นมาห้าเดือนแล้ว ตามมาด้วยอีกสี่เดือนให้หลังที่จะไปอยู่ที่อื่น ที่ไหนก็ยังไม่รู้

      สิ่งที่สึนะกำลังคิดอยู่นั้นบ้าบอมาก และไม่น่าจะเป็นไปได้

      แต่มันจะเป็นไปไม่ได้ยิ่งว่าการที่โครมปรากฏตัวในห้องของเขายามดึกดื่น ร้องห่มร้องไห้ และขู่ว่ากำลังจะจากไปเชียวหรือ? ก็คงไม่ใช่

      เขาสงสัยว่าโครมมีอวัยวะส่วนนั้นด้วยหรือ? สึนะเคยเห็นโครมในวันที่เธอปางตาย บริเวณกลางลำตัวของเธอนั้นแทบจะหายไปทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย

      อืม แต่นั่นก็เป็นประเด็นไม่ใช่หรือไง? ไม่ใช่ว่าโครมสามารถสร้างอวัยวะให้ทำงานอย่างไรก็ได้ตามที่ต้องการหรือ? ถ้าเธอทำได้อย่างนั้น หมายความว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นทางเลือกตามเจตนารมณ์ของตัวเธอเองน่ะสิ

      พระเจ้า นี่เธอคิดว่าเธอจะสามารถสร้างภาพมายาของมดลูก ในขณะที่เธอกำลังคลอดลูกได้งั้นเหรอ? ฟังดูห่างไกลจากคำว่าปลอดภัยเหลือเกิน

      สึนะลองคิดคำนวณแบบเร็ว ๆ แม้จะได้แค่ประมาณคร่าว ๆ แต่อายุของโครมไม่น่าจะเรียกว่าอยู่ในช่วงคุณแม่วัยใสแล้ว เขาไม่ทราบว่าทำไมความคิดดังกล่าวนั้นทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง แต่มันก็ช่วยได้จริง ๆ และเนื่องจากมันเป็นความสบายใจเดียวที่เขามีในตอนนี้ เขาจึงต้องพยายามกอดมันไว้ให้แน่น

      “ระวังตัวด้วยนะ” เขากระซิบ พยายามจะไม่ตื่นตูม

      “ฉันจะระวังค่ะ” เธอกระซิบตอบ

      “อย่าทำอะไรลำพัง นี่เป็นคำสั่งนะ โครม”

      “...ค่ะ บอส”

      “ถ้าเธอต้องการอะไร—ไม่ต้องคิดมากว่าจะเป็นอะไร หรือตอนไหนก็ตาม—เธอต้องบอกฉันนะ โทรมาหาฉัน เข้าใจไหม? ไม่ต้องคิดมากเลย จะขออะไรก็ได้”

      เธอพยักหน้าและเดินออกไปจากห้อง น้ำตาไหลพรากออกจากดวงตาอย่างเงียบ ๆ

      สึนะลุกออกจากเตียง ในคืนนี้เขาคงจะไม่นอนต่อแล้ว ให้เขากลับไปนอนแล้วทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็คงไม่ได้การ สึนะอาจจะต้องนั่งทำงานสักหน่อย

      เขาสงสัยว่าพ่อเด็กจะรู้เรื่องนี้ไหม แต่ดูจากที่โครมกำลังจะหนีออกนอกประเทศแล้ว ก็คงจะไม่รู้ แต่มันไม่ใช่กงการของสึนะที่จะต้องไปแจ้งให้ใครก็ตามที่เป็นพ่อเด็กทราบ ในเมื่อเธอไม่อยากให้เขาคนนั้นรู้

      สึนะแอบอยากไปหาที่ร้องไห้เงียบ ๆ คนเดียวเช่นกัน

       


       

      คุซาคาเบะเลิกตั้งคำถามต่อเคียวยะมาหลายปีแล้ว เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร รังแต่จะทำให้เคียวยะขุ่นเคือง หรือทำให้เราอึดอัดเสียเอง เคียวยะมีเหตุผลสำหรับทุกการกระทำของเขา เราสามารถเลือกที่จะรักเขา หรือไปจากเขาก็ได้ นั่นไม่เป็นไรเลย แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้ ที่จริงแล้วเหตุผลที่เคียวยะใช้รับรองการกระทำของเขาก็ค่อนข้างดี แต่ปัญหาคือ เขายืนกรานจะทำทุกอย่างตามระบบที่เขาออกแบบไว้เอง แล้วระบบนี้มันก็แทบไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยในสายตาของคนนอก

      นอกจากจะเลิกตั้งคำถามต่อเคียวยะ คุซาคาเบะยังเลิกพยายามอธิบายความเป็นเคียวยะให้คนอื่นฟังอีกเช่นกัน เพราะเหตุผลเดิม มันไม่มีประโยชน์

      ดังนั้น หากปฏิบัติตามหลักการที่กล่าวมา เมื่อโครม โดคุโระ เริ่มเดินเข้าออกห้องของเคียวยะในยามวิกาล คุซาคาเบะจึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ให้เคียวยะได้ยิน หรือกระทั่งเล่าให้คนอื่นฟัง เพราะอย่างไรเสีย โครมก็ยังไม่ได้ผูกมัดใด ๆ กับใคร และถ้าเธอพอเป็นคนไม่ธรรมดาสักหน่อย เพราะเคียวยะเขาเป็นน่ะ ถ้าทั้งสองเป็นคนที่ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นอกจากนี้ คุซาคาเบะเคยดูทั้งสองต่อสู้กันมาบ้างแล้ว ( โครมเรียกมันว่า “การฝึกซ้อม” แต่คุซาคาเบะเรียกมันว่า “สู้กันแบบเอาตาย” ) และเป็นที่ประจักษ์ว่า โครมสามารถรับมือเคียวยะได้

      โครมแวะเวียนมาเยี่ยมที่นี่ได้ประมาณปีสองปีแล้ว และเธอไม่เคยสร้างเรื่องหรือความกังวลใด ๆ ให้คุซาคาเบะเลย อย่างน้อยก็จนกระทั่งวันนี้

      อยู่ ๆ โครมก็มาหาพวกเขา คุซาคาเบะรู้สึกยินดีที่ได้พบเธอ เพราะนี่มันเกือบหนึ่งปีแล้วที่เธอไม่ได้มา อันที่จริงเธอก็มักจะหายไปนานเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่รอบนี้นานผิดปกติ คุซาคาเบะรู้สึกโล่งใจทุกครั้งที่เห็นโครม แม้แต่เคียวยะเองก็ยังยิ้มบาง ๆ เมื่อได้เห็นเธอ แต่รอยยิ้มนั้นก็หายไปพอเขาเห็นว่าเธอกำลังอุ้มบางสิ่งมาด้วย

      มันคือห่อบางอย่างที่ถูกผ้าพันไว้ เธอกำลังอุ้มสิ่งนั้นมาด้วยความระมัดระวังอย่างมาก อย่างกับว่าการทำมันหล่น—หรือกระทั่งแค่ถือมัน—ก็ถึงกับทำให้เธอหวาดผวา ก็แปลกดีที่ได้เห็นโครมถือสิ่งอื่นนอกจากอาวุธ

      เธอส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงให้คุซาคาเบะ ราวกับว่าไม่เคยเจอเขามาก่อน—แต่นั่นเธอก็ทำประจำ—จากนั้นจึงนั่งคุกเข่าลงตรงข้ามกับฮิบาริ แล้วมองไปที่เขาอย่างสับสนกระวนกระวาย นี่มันไม่ปกติแล้ว กระทั่งเธอค่อย ๆ คลายผ้าที่ห่อของสิ่งนั้นออกช้า ๆ ทุกอย่างจึงเริ่มเข้าทีอย่างน่าขนลุก

      สิ่งนั้นคือเด็กทารก มีคนเคยพูดไว้ว่าเด็กวัยทารกมักจะดูคล้ายพ่อมาก ๆ แล้วเด็กคนนี้ก็ช่างดูเหมือนเคียวยะเสียเหลือเกิน โชคดีที่คุซาคาเบะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการจัดการปัญหาประหลาดต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ไม่อย่างนั้นเขาคงอ้าปากร้องอุทานออกมาแล้ว

      โรมาริโอพูดเสมอว่าเคียวยะนั้นนิ่งเหมือนสิงโตหิน—แต่เป็นสิงโตหินที่น่ากลัวมาก ๆ และไม่เคยแยแสสังคมรอบข้าง—แต่นั่นไม่จริงเลย เคียวยะแสดงอารมณ์ของเขาได้ดี เขาแค่ไม่พูดเยอะเท่านั้นเอง และเราจะเข้าใจได้ไม่ยากเลยถ้าเราเคยชินกับเขา

      แต่ครั้งนี้ เขาดูนิ่งไปจริง ๆ—ราวกับว่าระบบประสาทสั่งการของเขาถูกตัดการเชื่อมต่อ และคุซาคาเบะจะไม่โทษเคียวยะเลย

      โครมค่อย ๆ ยื่นทารกให้เคียวยะอย่างระมัดระวัง และหลังจากเคียวยะตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รับทารกมาจากเธอ จากนั้นโครมก็จด ๆ จ้อง ๆ เคียวยะอย่างอยู่ไม่สุข คล้ายกำลังไตร่ตรองคำที่จะเอ่ย เธอดูทนทุกข์อยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งยอมแพ้ เธอลุกขึ้นยืน แล้วเดินคอตกออกไป เธอออกจากห้อง ออกจากบ้าน และจากไป คุซาคาเบะคาดว่าโครมคงจะหายไปอีกหลายเดือน

      เคียวยะไม่แม้กระทั่งจะชายตาไปมองโครมขณะที่เธอกำลังเดินจากไป เขายังคงจับจ้องอยู่ที่เด็กทารกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เด็กน้อยนอนหลับตลอดเหตุการณ์นี้ ก็ทำไมจะไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ ทำให้ในขณะนั้นไม่มีเสียงใด ๆ ที่ถูกแพร่งพรายออกมา

      ผ่านไปสิบนาที สุดท้ายแล้วสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบงันลงได้ก็คือเสียงครางเบา ๆ ของเด็กอ่อนที่กำลังหลับอยู่ คุซาคาเบะพยายามงดเว้นจากการลงมือทำสิ่งใดจนกว่าจะรู้ชัดว่าเคียวยะจะเอาอย่างไรต่อ การกังวลไปก่อนว่าอาจมีสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นนั้นจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

      เคียวยะเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย เขาละสายตาออกจากทารก และกะพริบตามองไปรอบ ๆ ห้องอยู่ครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาคงลืมไปแล้วว่าตัวเองยังอยู่ในห้องนี้ นั่นทำให้เขาหัวเสีย

      “เท็ตสึ” เขาเอ่ยด้วยเสียงต่ำอย่างขุ่นเคือง “ไปซื้อ...ของใช้เด็ก”

      “ครับ คุณเคียว” คุซาคาเบะถอนหายใจด้วยความโล่งอก

      คุซาคาเบะกำลังเดินทางไปยังร้านค้า เขารู้สึกราวกับว่าทุกย่างก้าวของเขานั้นมีสะพานดอกไม้มารองรับ เคียวยะตัดสินใจแล้วว่าจะเลี้ยงเด็กคนนี้ นี่มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดเลย เพราะเมื่อเคียวยะตัดสินใจจะรับผิดชอบอะไรสักอย่างแล้ว เขาไม่เคยปล่อยปละละเลยมัน แล้วคุซาคาเบะก็ชอบเด็ก ๆ มาก

      คุซาคาเบะยังไม่ทราบว่าเด็กน้อยเป็นเพศอะไร เขาคงต้องซื้อของที่เหมาะสมทั้งสำหรับทุกเพศไปจนกว่าจะรู้แน่ชัด เสื้อผ้าทารกเขาขายกันตามอายุใช่ไหม? พิจารณาจากเวลาที่โครมเริ่มหายไปนั้น ทารกคงจะอายุได้ไม่เกินสามเดือน แล้วมันจะส่งผลต่อสุขภาพหรือเปล่านะ หากเด็กจะขาดแม่ไปตั้งแต่อายุแค่นี้?

      แต่นั่นคือโครม แล้วเขาจะไปทำอะไรได้?

      อย่างนั้นแล้ว ต้องมีนมผงและขวดนม เสื้อผ้า ผ้าอ้อม ผ้าห่ม เปล เคียวยะคงจะเอาเด็กไว้ในห้องของเขาก่อนในช่วงแรก—เขาจะต้องกลายเป็นผีหวงลูกแน่ และจะน่ากลัวยิ่งกว่าครั้งที่ฮิเบิร์ดปีกหัก—จากนั้นก็คงจะต้องจัดมุมเลี้ยงเด็ก ต้องใช้อะไรอีกไหม? ของเล่น? ยางกัด?

      ต้องพาเด็กไปพบแพทย์อีก ต้องไปค้นดูว่าเด็กมีชื่อและเป็นพลเมืองของประเทศใดหรือเปล่า แล้วก็ต้องอธิบายเรื่องทั้งหมดให้สำนักงานเขตทราบ พระเจ้า แล้วอีกอย่างหนึ่ง เด็กอ่อนจะนอนไม่เป็นเวลาใช่ไหม เคียวยะก็คงจะต้องอดหลับอดนอน แล้วนั่นจะทำให้มีคนต้องเลือดตกยางออกแน่ สนุกล่ะงานนี้

      แต่อย่างแรก ไปซื้อของก่อน สิ่งนี้ง่ายและด่วนที่สุด อย่างอื่นรอได้

      คุซาคาเบะคอยทำหน้าที่ซื้อของแปลก ๆ ให้เคียวยะมาหลายปีแล้ว เขาค้นพบว่าการกุเรื่องให้ฟังดูน่าเห็นใจ เพื่อเป็นเหตุผลในการซื้อของประหลาด ๆ เหล่านั้นช่างเป็นความคิดที่ดี ไม่อย่างนั้นเขาจะดูทุเรศมาก

      แต่ครั้งนี้ค่อนข้างง่าย เขาแทบจะเอาความจริงมาเล่าได้เลย บางทีอาจจะทำให้คนแถวนั้นอยากช่วยเขามากกว่าเดิมเสียอีก เรื่องราวมันน่าจะเริ่มประมาณว่า “เอ่อ อยู่ ๆ แฟนของเพื่อนรักฉันก็มาหาเขาน่ะ—เมื่อตะกี้เลย!—มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย...”

      เขาควรจะรีบแล้ว มิฉะนั้นเมื่อเด็กน้อยตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอแม่ ก็คงจะร้องไห้จ้าออกมา คุซาคาเบะต้องรีบกลับบ้านก่อนที่เคียวยะจะพลั้งมือทำอะไรลงไป

      ถ้าโรมาริโอรู้เข้า เขาจะต้องหัวเราะนานต่อเนื่องหลายชั่วโมงแน่นอน

       


       

      เหมือนจะมีเด็กวัยเตาะแตะเดินเล่นอยู่ในบ้าน

      จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเสียทีเดียว เพราะในคฤหาสน์ของกาวัลโลเนนั้นก็มีเด็กเล็ก ๆ มาวิ่งเล่นอยู่ไม่ขาดสาย แต่สิ่งเดียวที่ต่างกันระหว่างเด็กคนนี้กับคนอื่น ๆ นั่นคือ ดีโนรู้ดีว่าเด็กคนใดเป็นลูกของใคร และมาจากที่ไหน

      แต่เด็กคนนี้ค่อนข้างน่าสงสัย เธอเป็นผู้ต้องสงสัยตัวน้อยน่ารัก ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้รู้อะไรเพิ่มขึ้นมา แต่ที่แน่ชัดคือเธอเป็นชาวญี่ปุ่น นั่นช่วยตัดตัวเลือกได้มากโข เพราะดีโนจำไม่ได้เลยว่ามีคนของทางฝั่งวองโกเลคนใดที่มีลูก

      เธอน่ารักจนน่าใจหาย—เดินไปเดินมาด้วยความระแวงระวังแบบเปิ่น ๆ พร้อมกับกำลังทำสีหน้าจริงจัง ด้วยใบหน้ากลม ๆ และแก้มยุ้ย ๆ น่าเอ็นดู เธอสวมชุดสีชมพูแบบตะโกน ซึ่งน่าจะถูกออกแบบด้วยแนวคิดที่ว่ายิ่งฟูฟ่องยิ่งดี แต่เอาจริง ๆ นะ ยัยเด็กนี่เป็นลูกใครเนี่ย? แล้วทำไมเธอไปรื้อกล่องอัญมณีโบราณได้ล่ะ?

      “ดีจ้า” ดีโนทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น พยายามจะดึงความสนใจจากเด็กน้อยปริศนาที่กำลังทำลายล้างบ้านของเขาอยู่ “หนูชื่ออะไรเหรอ?” ถามง่าย ๆ ก่อนน่าจะดี

      เธอละความสนใจจากกล่องอัญมณี แล้วหันไปมองดีโนด้วยความอึดอัดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงประกาศว่า “คนแปลกหน้า” แล้วเริ่มคุ้ยกล่องเดิมต่อ

      “หนูชื่อคนแปลกหน้าเหรอ?” ดีโนถาม

      “ป๊ะป๋าบอกว่าห้ามคุยกับคนแปลกหน้า” เธอโต้ ตายังคงจ้องอยู่ที่กล่องอัญมณี

      “แต่...ฉันไม่ใช่คนแปลกหน้านะ ก็เธออยู่ในบ้านฉัน”

      “คนแปลกหน้า” เธอยืนกราน เสียงเริ่มดังขึ้น

      “ฉันชื่อดีโน กาวัลโลเน ที่นี่คือบ้านของฉันนะ ทีนี้เราก็ไม่ใช่คนแปลกหน้ากันแล้วใช่ไหม?”

      “คนแปลกหน้า คนแปลกหน้า คนแปลกหน้า!”

      ทันใดนั้นก็มีกำปั้นมากดอยู่บริเวณแผ่นหลังของดีโน และมีทอนฟามาจ่ออยู่ที่คอหอยของเขา เสียงเดือดดาลที่คุ้นเคยกระซิบเข้ามาในหูของเขาว่า “คุณแกล้งลูกสาวผม”

      ดีโนคิดว่าเขาเพิ่งได้ยินเสียงจิตใจตัวเองแตกเป็นสองเสี่ยง

      “ป๊ะป๋า!” สาวน้อยคนนั้นตะโกนด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอคว้ากล่องแล้วกระโดดโหยงไม่กี่ก้าวเพื่อไปหาพวกเขา “หนูเจอกล่องเหมือนของป๊ะป๋าเลย”

      “มันไม่เหมือนกันนะ” เคียวยะแก้ไขด้วยเสียงเรียบ “เอาไปให้เท็ตสึดูสิ เดี๋ยวจะตามไปหลังจากขย้ำคนนี้จนตายแล้ว”

      “ค่ะ!”

      “เคียวยะ คือกล่องนั่นค่อนข้างแพ—” เสียงอื่น ๆ ที่ออกมาหลังจากนั้นมีเพียงแค่เสียงร้องโอดโอยอย่างน่าสงสารเท่านั้น และเนื่องจากโดนแรงกดจากทอนฟาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ดีโนจึงทำได้เพียงดูกล่องใบนั้นถูกมือน้อย ๆ ขโมยไป นั่นเป็นมือคู่น้อยที่ทำกล่องร่วงแทบจะทุก ๆ ย่างก้าว ลาก่อน มรดกตกทอดของครอบครัวฉัน ฉันขอโทษที่ทำพลาดไป

      ดีโนเริ่มใคร่ครวญถึงสิ่งต่าง ๆ ขณะเดียวกันกับที่เคียวยะปล่อยให้ดีโนเป็นอิสระ เพียงเพื่อที่จะ—ทำร้ายร่างกายเขาต่อเท่านั้น เขาคิดว่าโรมาริโอจะต้องรู้เรื่อง...เด็กคนนี้แน่ ๆ โรมาริโอกับคุซาคาเบะเป็นเหมือนฝาแฝดที่มีสมองเชื่อมกัน เมื่อคนหนึ่งไปรู้อะไรเข้า อีกคนหนึ่งก็จะรู้ตามในอีกไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมง นั่นแสดงว่าโรมาริโอจงใจไม่บอกเรื่องนี้กับดีโน โรมาริโอคงอยากจะเห็นหน้าดีโนตอนที่รู้เรื่องนี้เข้าเป็นแน่แท้

      เมื่อเลือดหยดแรกไหลออกมา—เลือดของดีโนนั่นแหละ—ความคิดที่ว่าสึนะก็ต้องรู้เรื่องนี้เช่นกันก็อุบัติขึ้น สึนะคอยติดตามสถานการณ์แฟมิลีของดีโนอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด ยังไม่พอแค่นั้น โกคุเดระเองก็ติดต่อมาหาดีโนอย่างสม่ำเสมอ แล้วโกคุเดระก็เป็นพวกสอดรู้ตัวยง ใครจะไปรู้ว่าสึนะเหลี่ยมจัดพอที่จะวางยาดีโนอย่างไร้ซึ่งคำเตือนเช่นนี้ ใช่ไหม? เจ้ารุ่นน้องตัวแสบ

      ขณะเลือดของดีโนยังไหลออกมาเรื่อย ๆ เขาก็ได้เผชิญกับความคิดอีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าช่วย ต้องมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งอยู่ในสมการนี้ด้วย อาจจะเป็นผู้หญิงบ้าคลั่ง หรือไม่ก็ผู้หญิงที่ดูอันตรายสักคน ไม่อย่างนั้นเคียวยะคงจะไม่ไยดี ดีโนเริ่มวิเคราะห์ว่าเคียวยะน่าจะรู้จักผู้หญิงที่ดูบ้าคลั่งและอันตรายคนไหนบ้าง แต่เด็กน้อยกลับหน้าตาไม่เหมือนผู้หญิงเหล่านั้นเลยสักคน เอาเข้าจริงเธอแอบดูเหมือนเคียวยะในแบบฉบับตัวจิ๋วและเป็นผู้หญิงเสียมากกว่า ดีโนกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้อันน่าหวาดหวั่นต่าง ๆ

      “นั่นคงเป็นลูกสาวนายสินะ”

      เคียวยะให้คำตอบด้วยการพยายามขโมยเอาแส้ของดีโนไป และกำลังจะหักแขนของเขาต่อ

      “เธอน่ารักน่าชังสุด ๆ เลยนะ เคียวยะ”

      “หุบปาก”

      “ตอนเด็กนายก็น่ารักเหมือนกันหรือเปล่า?”

      “คุณกำลังจะกลายเป็นศพ กาวัลโลเน”

      “เธอมีชื่อไหม?”

      “มี”

      “...แล้วแม่ล่ะ?”

      “ถ้าต้องถาม ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมคุณยังไม่มีลูกเสียที”

      “เคียวยะ! อย่าพูดจี้ใจดำสิ!”

      “ขอแค่ได้ผล”

      เคียวยะ...กำลังต่อปากต่อคำกับดีโน นี่มันเป็นเรื่องแปลกใหม่มาก ๆ แต่ก็เป็นความแปลกใหม่ที่น่าหนักใจใช้ได้ หรือว่าพอเป็นพ่อคนแล้วเขาจะใจดีขึ้นกันนะ? “ฉันรู้จักแม่ของเธอไหม?”

      “ผมไม่รู้ว่าคุณรู้จักใครบ้าง”

      “ไม่ใช่อย่างนั้น เคียวยะ ฉันถามจริง ๆ นะ แม่เธอเป็นใคร?”

      “ไม่ใช่เรื่องของคุณ”

      การที่เขากำลังบ่ายเบี่ยงนั้นมันช่างแปลกเสียจริง นี่เขากำลังพยายามปกป้องใครกัน? “ฉันควรจะติดต่อใครถ้านายกับคุซาคาเบะโดนฆ่าตาย?”

      “ไม่มีใครฆ่าพวกเราได้”

      “ถ้าเกิดโดนจริง ๆ ล่ะ”

      “ซาวาดะ สึนะโยชิ”

      “อ้าว สึนะเป็นแม่เด็กเหรอ?”

      ไม่ทันไร ดีโนพบว่าตัวเองกำลังนอนหงายอ้าซ่าและมองเห็นเพียงแค่ภาพพื้นรองเท้า เพราะมันกำลังถูกประกบอยู่บนใบหน้าของเขานั่นเอง รองเท้าข้างนั้นพยายามจะบดขยี้จมูกของดีโนให้แบนราบไปบนแก้มของเขา

      “เราจะอยู่ที่นี่ถึงวันศุกร์” เคียวยะพูดด้วยเสียงเยือกเย็น “ถ้าคุณแกล้งลูกสาวผมอีก ผมจะควักหัวใจคุณออกมาต้มให้เธอกิน”

      อะไรกัน ไม่โดนขย้ำตายแล้วงั้นหรือ? แต่ก็นะ บางครั้งความเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ ดีโนยังจำได้คร่าว ๆ ถึงความเชื่อโบราณว่า นักรบจะกินหัวใจของศัตรูที่กล้าหาญ เพื่อเป็นการซึมซับเอาความเด็ดเดี่ยวและความแข็งแกร่งมา นี่อาจจะเป็นคำชมที่น่าขนลุกขนพองที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมา

      เคียวยะยกเท้าออกจากใบหน้าของดีโน แล้วจึงเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ดีโนลูบคลำจมูกของเขาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดอย่างน่าสงสาร เขารู้สึกเศร้ากับสิ่งที่ตัวเองได้ประสบ ดีโนเพิ่งโดนชมในแบบที่น่าขนลุกสุด ๆ อีกทั้งเคียวยะก็ไม่ได้สาใจกับการทำร้ายร่างกายแค่เพียงอย่างเดียวแล้ว ยังเย้ยหยันเขาเสียอีก ขนาดโรมาริโอยังปิดเรื่องนี้จากเขา สึนะเองก็คงกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่จากอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร ลูกสาวตัวน้อยน่ารักของเคียวยะยังใส่ชุดสีชมพูฟูฟ่องอีกต่างหาก

      มันคล้ายกับว่าจักรวาลกำลังจัดฉากเพื่อแกล้งดีโนเสียอย่างนั้น

       


       

      ฮิบาริเป็นคนตั้งชื่อลูกสาวของเขา แต่โครมเป็นคนเล่าความหมายของชื่อให้สึนะฟัง ณ ตอนนั้นเด็กน้อยยังคงแบเบาะอยู่ และโครมก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสตัวลูก

      อาซามิ สะกดด้วยตัวคันจิที่หมายความว่ารุ่งเช้า และท้องทะเล เพราะเธอเกิดในยามเช้าบริเวณเหนือท้องมหาสมุทร และฮิบาริจะไม่มีวันลืมมัน โครมพูดพลางยิ้ม นั่นเป็นรอยยิ้มที่แปลกชอบกล

      ครั้งนั้นสึนะพยายามฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็แทบจะไม่ได้ความอะไรเพิ่มเติมเลย มันทำให้เขาหงุดหงิด สิ่งที่โครมอธิบายนั้นไม่ได้ตอบคำถามที่สึนะสงสัยแม้แต่น้อย เช่น ก่อนหน้าที่เธอจะเอาลูกไปให้ฮิบาริเลี้ยง เธอเรียกลูกว่าอะไร? แล้วทำไมเธอถึงต้องกลัวลูกตัวเอง? แล้วอาซามิเกิดที่ไหน? ใครอยู่ที่นั่นบ้าง? แค่มุคุโระ หรือเคนกับจิคุสะอยู่ด้วย? พวกเขาไปช่วยกันทำคลอดที่โรงพยาบาลหรือเปล่า?

      พอจินตนาการถึงโครมในสภาพอ่อนแรง มุคุโระที่ไม่มีใครคอยควบคุมพฤติกรรม และลูกของชายอีกคนหนึ่งในสถานที่เดียวกัน...แค่คิดสึนะก็กลัวแล้ว เขาไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่ากำลังกลัวอะไร แต่เขากลัวมาก ๆ สึนะมองไปยังอาซามิ ตอนนี้เธออายุได้ห้าขวบแล้ว เธอเป็นเด็กที่สงบนิ่งมาก สึนะพยายามพูดให้ตัวเองสบายใจ ว่าถ้าหากมุคุโระนั้นทำอะไรไม่ดีกับเธอลงไป ตอนนี้เขาควรจะสัมผัสได้แล้ว

      สำหรับมุคุโระ แม้ว่าความผิดของเขาจะเลวร้ายปานใด แต่เขาก็รักและห่วงใยโครมมาโดยตลอด เขาจะไม่ทำร้ายลูกของเธอแน่นอน โดยเฉพาะลูกที่เธอต้องพยายามอย่างสาหัสกว่าจะมีได้ แต่สึนะรู้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเขายังไม่มั่นใจว่าความกังวลที่ยังไม่จบสิ้นนี้ มันเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ หรือเป็นแค่ความระแวงทั่วไป

      อาซามิวางหมากตัวถัดไปของเธอลงบนกระดานหมากล้อม แล้วจ้องไปที่สึนะด้วยแววตาที่ดุร้ายและมุ่งมั่น ภายนอกเธออาจจะดูสงบนิ่ง จนกระทั่งเราสบตากับเธอเท่านั้นแหละ สึนะยิ้มให้เธอ จากนั้นหันไปพิจารณากระดานหมาก เขาไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรว่าตอนนี้เกมเดินไปถึงไหนแล้ว และเริ่มสำนึกได้ว่าเขาอาจกำลังจะแพ้ให้เด็กห้าขวบ

      โชคดีที่สึนะไม่ใช่คนที่จะมารู้สึกเสียหน้าหรือคิดมากกับอะไรแบบนี้หรอก และตอนนี้เขานึกอะไรไม่ออกอีกแล้ว จึงทำได้เพียงวางหมากมั่วซั่วอย่างสิ้นคิดเท่านั้น ฟังดูค่อนข้างน่าเห็นใจเลยล่ะ—ไม่ใช่แค่เพราะกำลังจะแพ้เกมนี้อย่างเดียว แต่เพราะกำลังจะแพ้คู่ต่อสู้ในวัยนี้ด้วยต่างหาก

      ฮิบาริใช้เวลาห้าปีที่ผ่านมาในนามิโมริเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่อย่างนั้นก็ไม่ไกลจากเมืองนี้มากนัก ถ้าต้องการให้เขาปฏิบัติงานนอกประเทศญี่ปุ่น ก็จะต้องเป็นภารกิจสืบข่าวอย่างง่ายเท่านั้น ซึ่งเป็นงานประเภทที่เขาจะพาอาซามิไปด้วยได้ จนบัดนี้มันก็ยังไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรอก แต่สุดท้ายแล้ว...สุดท้ายสึนะก็ต้องการผู้พิทักษ์เมฆาคนเดิมของเขากลับมา

      เขากำลังเลี้ยงเด็กอยู่และขณะเดียวกันก็กำลังคิดจะแย่งพ่อไปจากเธอ ต้องมีนรกขุมพิเศษสำหรับการกระทำนี้แน่นอน

      “สึนะ?” เด็กน้อยถามออกมา “จะยอมยัง?”

      “อ้าว” สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ไม่ยากเมื่อเกมหมากล้อมใกล้จะจบ กระดานหมากนั้นจะดูลายตามาก จนสึนะมองเห็นมันเป็นเพียงตารางจุดขาวดำไปเสียแล้ว “ฉันแพ้แล้วเหรอ?”

      “แพ้ตั้งนานแล้ว สึนะ นานมากกกแล้ว”

      “อ๋อ” หลังจากที่เธอบอก สึนะจึงลองตั้งใจพินิจพิเคราะห์ให้ดี หมากของอาซามิก็แทบจะล้อมกระดานไว้ทั้งหมดแล้วจริง ๆ “ฉันยอมแล้ว”

      อาซามิร้องลั่น เธอเริ่มลุกขึ้นเต้นฉลองชัยชนะไปทั่วห้อง สึนะจินตนาการไม่ออกเลยว่าเธอไปจำวิธีการโอ้อวดชัยชนะแบบนี้มาจากใคร แต่เขาชอบคิดเอาเองว่าอาจจะเป็นทางฝั่งครอบครัวของฮิบาริ

      ทันใดนั้นเอง ดูเหมือนลูกบิดประตูกำลังถูกหมุนจากภายนอกห้อง โดยก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกนั้น อาซามิก็รีบวิ่งกลับมานั่งเงียบในท่าเซอิซา* ณ ที่นั่งตรงข้ามกับสึนะทันที ราวกับว่าเธอไม่เคยคิดจะเต้นฉลองรอบห้องเมื่อครู่นี้มาก่อน สึนะต้องคารวะทักษะการแสดงของเธอเลย นอกจากนี้ พอเขาสัมผัสได้ว่าบุคคลด้านนอกห้องจงใจเปิดประตูให้ช้ากว่าปกติเพียงใด สึนะก็เผลอยิ้มออกมา

      ฮิบาริเดินเข้ามา อาซามิส่งยิ้มกว้างให้แก่เขา “ป๊ะป๋า!”

      ฮิบาริทักทายตอบด้วยการขยับปากเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เขาเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ อาซามิ แล้วเริ่มพิจารณากระดานหมาก “ว้าว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ท่าทางเขาจะไม่ค่อยประทับใจเท่าไร “ใครเล่นเป็นสีดำล่ะ?”

      “ผมเองครับ” สึนะถอนใจ ฮิบาริหันไปทางเขา “ผมรู้แล้วครับว่าโดนลูกสาววัยห้าขวบของคุณเล่นงานเสียแล้ว”

      น่าเจ็บปวดมากที่ฮิบาริไม่ได้แสดงความประหลาดใจออกมาเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม สึนะสังเกตเห็นว่าฮิบาริกำลังชายตามองอาซามิด้วยความภาคภูมิใจอยู่

      อาซามิก็เห็นเช่นกัน เธอค้อมศีรษะเพื่อเป็นการขอบคุณ และยิ้มออกมา

      “ทำไมเธอถึงเล่นหมากล้อมเป็นล่ะครับ?” สึนะถามแกมหยอกล้อ “มันไม่ใช่เกมสำหรับเด็กอนุบาลนะครับ คุณฮิบาริ”

      “มันช่วยขัดเกลาจิตใจได้” เขาแจ้งสึนะ “ผมไม่สนหรอกว่าพวกสัตว์กินพืชจะเลี้ยงลูกแบบไหน”

      ฮิบาริเลี้ยงลูกด้วยวิธีที่แทบจะเหมือนกับการฝึกสัตว์—แค่ครั้งนี้ปรับให้เหมาะกับสัตว์สองเท้าที่ฉลาดและรู้ความเท่านั้น ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าก็อาจจะรู้สึกขัดใจไปบ้าง แต่กระนั้น ทั้งสัตว์เลี้ยงและลูกของเขาต่างก็ดูมีความสุขดี ถึงจะไม่ธรรมดาไปเสียหน่อย แต่อาจจะได้ผล

      “ได้เวลาแล้ว” ฮิบาริบอก อาซามิจึงลุกพรวดขึ้นยืน พร้อมกับส่งสายตาเหมือนกำลังขออะไรบางอย่างจากฮิบาริ ฮิบาริพยักหน้าให้เธอ หลังจากนั้น อาซามิก็ตรงปรี่ไปหาอ้อมแขนของสึนะ แล้วโผเข้ากอดเขาอย่างที่เธอชอบทำบ่อย ๆ

      “คราวหน้าสึนะเลือกเกมนะ” อาซามิกล่าว พลางดึงตัวออกจากอ้อมกอด “แต่เล่นอะไลหนูก็จะชนะ!”

      “อะไร” ฮิบาริแก้ไข

      “เล่นอะไรหนูก็จะชนะ!”

      “ได้เลย ไว้มาเล่นกันนะ” สึนะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

      “อาซามิ” ฮิบาริขานเรียก และตบเท้าตรงไปที่ประตู ท่าทางเขาคงเบื่อที่จะต้องอยู่ในวงสนทนานี้แล้ว อาซามิเดินกุลีกุจอตามไปติด ๆ ฮิบาริไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง แต่เขาลดความเร็วการเดินลงจากปกติไปแทบจะครึ่ง

      สึนะเอนกายพร้อมเอามือไพล่ประสานรองศีรษะ จากนั้นจึงหันไปศึกษากระดานหมากล้อมที่เขาเพิ่งแพ้ย่อยยับ อีกสองสามปี สึนะคิด คุณฮิบาริน่าจะอยู่ญี่ปุ่นต่อได้อีกสักสองสามปี

       

      *ท่านั่งพิธีการตามธรรมเนียมญี่ปุ่น คล้ายท่าเทพธิดา

       


       

      ทาเคชิไม่แน่ใจว่าอะไร ๆ มันกลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร และไม่แน่ใจว่าเขารับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้หรือเปล่า

      สัปดาห์นี้สึนะไปอยู่ที่อิตาลี และด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครทราบนอกจากสึนะ เขาได้พาฮิบาริและคุซาคาเบะไปด้วย แต่โกคุเดระกับทาเคชิไม่ได้ไป จึงทำให้โกคุเดระเริ่มตีโพยตีพาย ทาเคชิจึงต้องคอยทำให้เขาใจเย็นลง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาพร้อมรับมือกับโกคุเดระ

      แต่เขาไม่ได้พร้อมรับมือกับฮิบาริ

      “ดูแลลูกสาวผมด้วย” ฮิบาริกล่าวไว้ อยู่ ๆ เขาก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องของทาเคชิ ฮิบาริถือเป้ค้างแรมใบใหญ่มาพร้อมกับเด็กหญิงตัวน้อยหน้าบูดในชุดสีม่วงแสบตา “ไม่อย่างนั้นจะโดนขย้ำตาย”

      ทาเคชิแทบไม่เคยคุยกับลูกของฮิบาริมาก่อน—เพราะฮิบาริไม่ค่อยให้เธอมาเจอพวกเขาเท่าไร ทาเคชิจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนี้เลย อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้เขาไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะต้องเลี้ยงเด็ก แต่เขาพอรู้ว่าจะต้องเริ่มต้นสมรภูมินี้อย่างไร

      โดยสรุปแล้วจึงเป็นเช่นนี้ สึนะจะอยู่ที่อิตาลีกับฮิบาริทั้งสัปดาห์ โกรุเดระเอาแต่กระวนกระวายทั้งวันทั้งคืน ส่วนทาเคชิกับพ่อของเขากำลังสอนลูกของฮิบาริให้ทำซูชิ เพราะว่าทาเคชิไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ทุกอย่างคือส่วนผสมของหายนะชัด ๆ

      “เอาล่ะ อาซามิจัง อย่างแรกเราต้องเริ่มด้วยการเลือกซูชิที่เราจะทำก่อน เธอชอบแบบไหนล่ะ?”

      เธอหันไปมองทาเคชิด้วยดวงตากลมโตของโครม แต่ด้วยแววตาเขม็งดุดันแบบฮิบาริ แล้วจึงถามว่า “แบบไหนดีที่สุด?”

      “จริง ๆ แล้วก็ไม่มีแบบที่ดีที่สุดหรอกนะ” เขาตอบเธอ และคุกเข่าลงเพื่อให้อยู่เสมอระดับเดียวกัน

      “ต้องมีสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ” เธอยืนกรานด้วยความเชื่อมั่นอันน่าสะพรึง “ป๊ะป๋าบอกว่าเราไม่ควรยอมรับอะไรนอกจากสิ่งที่ดีที่สุด”

      ในชั่วโมงที่ผ่านมา ทาเคชิได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตจากป๊ะป๋าของอาซามิมากกว่าที่เขาเคยรู้มาเป็นเวลาสิบห้าปีเสียอีก “ฮะฮ่า ใช่แล้ว แสดงว่าถ้ามีคนเอาของคุณภาพกลาง ๆ มาให้เรา เราก็ต้องขย้ำคนนั้นให้ตายใช่หรือเปล่า?”

      “ไม่ใช่อย่างนั้น ป๊ะป๋าบอกว่าผู้หญิงไม่ควรขย้ำคนให้ตาย” เธอเล่าให้เขาฟังอย่างตั้งใจ “ผู้หญิงควรควักลูกตาคนออกมาต่างหาก เพราะว่าไหน ๆ พวกเราก็ไว้เล็บยาวกันแล้ว มันน่าจะเอาไปใช้งานจริงได้ดี” อาซามิมองทาเคชิด้วยความเวทนา “นี่ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ เหรอ?”

      เขาสัมผัสได้ว่านี่จะเป็นสัปดาห์อันแสนยาวนาน

      “ซูชิที่ฉันชอบที่สุด” คุณพ่อยามาโมโตะประกาศ “คือซูชิเต้าหู้ทอด” ทาเคชิเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ เพราะนั่นไม่ใช่ความจริงเลย เขาไม่แน่ใจว่าพ่อกำลังคิดอะไรอยู่ “ในเมื่อมันเป็นหน้าที่ฉันชอบที่สุด มันก็เลยดีที่สุดยังไงล่ะ” อาซามิดูเคลือบแคลงใจอย่างเห็นได้ชัด

      “ฉันทำซูชิเป็นอาชีพนะ ดังนั้นฉันนี่แหละผู้เชี่ยวชาญ”

      อาซามิคิดอยู่ครู่หนึ่ง และพยักหน้ายอมรับอย่างไม่เต็มใจเท่าไร “ทำซูชิเต้าหู้ทอดก็ได้” เธออนุญาต

      ทาเคชิเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพวกเด็ก ๆ มักจะชอบซูชิเต้าหู้ทอดที่สุด บางทีอาจเป็นเพราะมันมีรสชาติหวาน เขาจึงส่งยิ้มให้พ่อ แล้วพ่อก็ขยิบตาตอบ

      ซูชิเต้าหู้ทอดถือว่าประสบความสำเร็จไปได้อย่างงดงาม และช่วยฆ่าเวลาไปได้เกือบสองชั่วโมง แต่ในท้ายที่สุด คุณพ่อของยามาโมโตะก็ต้องไล่พวกเขาออกมา ตอนนี้ทาเคชิต้องพาอาซามิกลับห้อง ไม่มีพ่อคอยช่วยแล้ว เหลือเพียงทาเคชิกับเด็กวัยแปดขวบที่ถูกล้างสมองโดยฮิบาริ และทั้งสองกำลังเดินกลับบ้านด้วยกัน หยึย

      สำหรับทาเคชิแล้ว เขาแปลกใจมากที่อาซามิได้รับอิทธิพลจากฮิบาริมามากถึงขนาดนี้ จริงอยู่ที่โครมไม่ได้เป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่นอะไร แต่อย่างไรเสีย เธอก็ยังคงเป็นแม่ของอาซามิ เธอต้องถ่ายทอดนิสัยอะไรสักอย่างมาให้อาซามิบ้างสิ แต่จนกระทั่งตอนนี้ ทาเคชิก็ยังมองไม่ออกเลยสักนิด

      ช่างแปลกเสียจริง

      “เธอได้เจอแม่บ่อยไหม หนูน้อย?”

      “ไม่” อาซามิตอบ ท่าทางเธอจะสนใจรอยแตกบนทางเท้ามากกว่าคำถามเสียอีก “แม่ยุ่งมากน่ะ แล้วก็อย่าเรียกฉันอย่างนั้น”

      “อ๋อ” ดูเหมือนโครมคงจะยุ่งมากสินะ แล้วฮิบาริล่ะ...ไม่ยุ่งเหรอ? “เธอเคยอิจฉาเด็กคนอื่นหรือเปล่า? แบบว่า พวกเด็กที่ได้เจอแม่ทุกวันน่ะ” ฟ้าดินเป็นพยานได้เลยว่า ในช่วงวัยเด็กของทาเคชิ เขานั้นอิจฉาเด็กคนอื่นมาโดยตลอด

      “ไม่ล่ะ” อาซามิประกาศด้วยความทระนง “ป๊ะป๋าบอกว่าพวกสัตว์กินพืชเกิดมาก็มีร่างกายที่พร้อมจะมีลูกแล้ว พวกนั้นก็เลยบังเอิญมีลูกไปตามสัญชาตญาณ แต่แม่ของฉันได้สร้างที่ไว้ให้ฉันเป็นพิเศษ เธอต้องการฉันมากกว่าที่พวกแม่สัตว์กินพืชต้องการลูกตัวเองเสียอีก เธอแค่ไม่ชอบอยู่ที่เดิมนาน ๆ เท่านั้นเอง”

      ทาเคชิพยายามนึกถึงโครม แม้ในเวลาที่เธอเพิ่งเดินเข้ามาในห้อง แต่เธอก็จะมองหาทางออกไว้แล้วเสมอ บางครั้งมันก็เหมือนกับว่าเธอไม่เคยอยู่ที่นั่นเลย คงจะจริงที่โครมไม่ชอบอยู่ที่เดิมนาน ๆ หรือไม่ก็แค่อาจจะทนอยู่เป็นหลักแหล่งไม่ได้เท่านั้นเอง “ฉันว่าป๊ะป๋าเธอพูดถูกนะ”

      “ป๊ะป๋าพูดถูกเสมอ

      ฮะฮ่า เชื่อเขาเลย

      พวกเขากลับถึงอพาร์ตเมนต์ได้อย่างไร้ปัญหา ขณะทาเคชินำซูชิที่เหลือไปเก็บ เขาก็ครุ่นคิดว่าในสมัยเด็ก ๆ เขาโปรดปรานที่จะทำอะไรบ้าง นอกจากการกินอาหารอร่อย ๆ และเล่นเบสบอล แต่น่าเศร้าที่เขากลับคิดอะไรไม่ออกเลย แล้วเขาก็ใช้มุกอาหารไปแล้วด้วย

      อาซามิจ้องมาทางทาเคชิด้วยสายตาที่เหมือนกำลังบอกให้เขาทำอะไรสักอย่างเสียที คิดอะไรไม่ออกก็เต้นซะสิ เจ้าลิงโง่

      ทาเคชิกำลังจะชวนเธอไปเล่นเบสบอลอย่างไม่มีทางเลือก ก่อนที่โกคุเดระจะมาเคาะปัง ๆ ที่ประตูห้องเขา ช่างเหมาะเจาะเสียจริง “นั่นโกคุเดระน่ะ” ทาเคชิบอกให้อาซามิรู้ ด้วยกลัวว่าเธอจะโจมตีบุคคลหลังประตูนั่น ถ้าเขาไม่เตือนเธอเสียก่อน

      เธอทำหน้าบึ้งใส่เขา “รู้ได้ไง?”

      เพราะว่าโกคุเดระเหงามากที่สึนะไม่อยู่ เขาเลยมาหาทาเคชิแทบทุกวัน “เอ่อ...วิธีการเคาะประตูของเขาเป็นเอกลักษณ์ใช่ไหมล่ะ?”

      อาซามิยังสงสัยอยู่ ทาเคชิจึงเปิดประตูเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เขาพูด แล้วก็เป็นโกคุเดระจริง ๆ อาซามิถึงกับเลิกคิ้วขึ้น เฮ้ นี่มันเป็นครั้งแรกเลยนะที่ทาเคชิทำให้เธอประทับใจได้ สุดยอดมาก

      “แกมองไปทางไหนกันหา ไอ้บ้าเบสบอล?” โกคุเดระยังไม่เห็นอาซามิ เพราะเขามัวเอาแต่แผ่จิตสังหารใส่ยามาโมโตะ

      ทาเคชิยิ้มตอบด้วยความดีใจอย่างช่วยไม่ได้ “โกคุเดระ!”

      “ไอ้ยามาโมโตะ แกน่ะขี้เกียจแม้กระทั่งกะอีแค่ลากตูดไม่กี่ร้อยเมตรไปฐานทัพ ฉันเลยต้องมาหาแกเนี่ยนะ? ตอนนี้งานแกมันกองพะเนินเทินทึกอย่างกับภูเขาขยะ แล้วพอแกไม่อยู่นะ คนก็เที่ยวมาถามฉันว่าแกไปไหน ห้าคนได้แล้วมั้งวันนี้ ทำอย่างกับฉันเป็นแม่—อะไรวะเนี่ย มีเด็กอยู่ด้วยเหรอ?”

      “อาซามิจัง มาเจอคุณอาโกคุเดระหน่อยสิ!” ทาเคชิตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงปนดีใจนิด ๆ

      “โกคุเดระ ฮายาโตะ” อาซามิพึมพำขณะเดินอยู่รอบ ๆ ทาเคชิ แต่ไม่ใช่ว่าถึงขั้นตัวติดกับเขา

      “นั่นมันลูกฮิบารินี่” โกคุเดระถอยออกไปยังทางเดินอย่างไม่ค่อยสบายใจ “แกเอาลูกฮิบาริมาทำไม?”

      “...เพราะโดนฝากให้ช่วยเลี้ยงละมั้ง?”

      หน้าของโกคุเดระเต็มไปด้วยความตะลึงอย่างทันควัน ทาเคชิรู้สึกบันเทิงมากที่ได้เห็นมัน “ทำไมเป็นแกล่ะ?”

      “ฉันว่าเพราะสึนะไม่ว่างน่ะ”

      “ถึงเวลานอนกลางวันแล้ว” อาซามิตัดบท “นี่มันเลยเวลามาแล้วด้วย ฉันนอนตรงไหนได้บ้าง?”

      “เธอต้องนอนกลางวันด้วยเหรอ?” โกคุเดระไม่ซื้ออย่างแรง “เธอโตขนาดนี้แล้วนะ”

      อาซามิและโกคุเดระต่างจ้องตากันเขม็ง สองคนนี้ไม่ได้เข้ากันได้ดีอย่างที่ทาเคชิหวังไว้ “ก็ป๊ะป๋านอน” อาซามิโต้กลับ อย่างกับว่านั่นคือข้อยุติของทุกอย่าง แต่มันก็ใช่ เพราะในโลกของเธอ ป๊ะป๋าถูกเสมอ

      “ฮะฮ่า ใช่แล้ว ฉันว่าเขาก็นอนจริง ๆ ” ทาเคชิรีบแทรกก่อนที่จะเกินควบคุม ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเถียงกับฮิบาริผ่านลูกสาวผู้ถูกล้างสมองของเขา “เอาล่ะ ๆ เธอนอนตรงนี้นะ...”

      ทาเคชิพาอาซามิไปนอนแล้ว ตอนนี้ยังถือว่าโชคดีที่เธอเพิ่งมองเขาด้วยสายตาอำมหิตไปเพียงแค่สองสามครั้งเท่านั้น ทาเคชิเลยยังสบายใจได้ เพราะนั่นยังไม่ถึงขีดอันตราย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาต้องคุยกับโกคุเดระสักหน่อย

      โกคุเดระบ่นถึงงานการของยามาโมโตะอยู่พักใหญ่ แต่จนกระทั่งเขาคิดว่าอาซามิหลับไปแล้ว โกคุเดระจึงเริ่มพูดถึงชีวิตครอบครัวของเธอแทน ดูเหมือนในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ โกคุเดระนั้นได้สูญเสียแนวคิดที่ว่า นั่นไม่ใช่เรื่องของฉัน ไปเสียแล้ว “แกเคยเห็นโครมกับฮิบาริอยู่ด้วยกันไหม?” เขาถาม

      “หืม...?”

      “ฉันจะถามว่าแกเคยเห็นสองคนนั้นอยู่ในห้องเดียวกันนาน ๆ ไหม? เพราะฉันไม่เคย แล้วก็...ไม่ใช่ว่าฉันรู้ดีเรื่องจิตวิทยาครอบครัวหรืออะไรนะ แต่มันดูพิลึกฉิบเลยว่ะ”

      “อือ แต่นายรู้ไหมว่าสองคนนั้น” จริง ๆ แล้วมันอาจจะพิลึกพิลั่นมากกว่าก็ได้ ถ้าความสัมพันธ์ของพวกเขาดันดูปกติ “คืออาซามิบอกว่าเธอไม่ค่อยได้เจอโครมน่ะ”

      “ถ้างั้น ฮิบาริคงดูแลเธอเป็นหลักสินะ”

      “ฟังดูแปลกดีใช่ไหมล่ะ?”

      โกคุเดระเอามือล้วงกระเป๋าแล้วทำหน้าบึ้งตึง “แล้วฉันควรรู้สึกเห็นใจเธอไหม?”

      “คิดว่าไม่นะ เธอดูปกติดี แถมยังเจ้ากี้เจ้าการมากเลยล่ะ”

      “เออ ฉันก็ว่างั้น เพราะแค่สองนาทีฉันก็อยากจะตบกบาลยัยนั่นให้คว่ำแล้ว”

      “แต่ถ้านายตบเธอ เธอจะควักลูกตานายออกนะ”

      โกคุเดระถึงกับเอามือกุมหน้าผาก “บ้าเอ๊ย ใครช่างปล่อยให้ฮิบาริมีลูกกันนะ?”

      “โครมไง”

      “ไอ้ปัญญาอ่อนหน้าโง่เอ๊ย ฉันไม่ได้ถามหาคำตอบโว้ย” ทาเคชิอดทนไม่พูดโต้ตอบอะไร แล้วโกคุเดระก็อยู่ไม่สุข จนเริ่มรู้สึกผิดเสียเองที่พูดอย่างนั้นออกไป ถ้าเราให้เวลาและความเงียบมากพอ โกคุเดระจะสำนึกผิดได้ไม่ยาก “เออ—แล้วแกต้องดูแลยัยเด็กนี่จนกว่ารุ่นที่สิบจะกลับมาเลยงั้นเหรอ? ฟังดูน่ารำคาญจริง แล้วมันก็ทำให้ฉันรำคาญด้วย เพราะฉันต้องเป็นคนคอยดูไม่ให้โต๊ะทำงานแกล้มครืนลงมาเพราะเอกสารพวกนั้นไง ไอ้เวรฮิบารินี่”

      ทาเคชิหัวเราะ วิธีการขอโทษของโกคุเดระนั้นพิเศษกว่าคนอื่นเสียจริง “ไม่รู้สิ อาจจะไม่แย่ก็ได้นะ”

      “ได้โปรดพระเจ้า” โกคุเดระพูด “เมตตาต่อวิญญาณพวกเราด้วยเถิด”

      แต่ทาเคชิพูดถูก—อะไร ๆ ก็เริ่มดีขึ้นหลังจากผ่านวันแรกไปแล้ว อาซามิดูสบายใจขึ้นมากถ้าเราเข้าใจ และเคารพกฎของเธอ ( กฎของฮิบาริ ) เพราะแท้จริงแล้วสาเหตุของปัญหานั้นมีเพียงข้อเดียว นั่นคือเธอคิดถึงบ้านแทบใจจะขาด และเมื่อทาเคชิค้นพบคำตอบ ทุกอย่างก็เริ่มเป็นเหตุเป็นผลขึ้นมา กฎเหล่านั้นทำให้เธอสบายใจ เธอเคยชินกับมัน และทาเคชิจะยอมทำตามกฎเหล่านี้ก็ได้ ขอเพียงสามารถป้องกันไม่ให้อาซามิร้องไห้ได้สำเร็จ

      อย่างไรเสีย เขาไม่สามารถทนทำตามกฎของฮิบาริได้เกินสัปดาห์แน่ ๆ เพราะเหตุผลเดียวเลย ตารางชีวิตแบบนี้มันถูกออกแบบมาเพื่อพรากความสนุกไปจากชีวิตชัด ๆ

      อย่างแรกก็คือ ตื่นนอนและซ้อมต่อสู้ตอนหกโมงเช้า ถ้าทำไม่ได้ถือว่าวันนั้นทั้งวันจะสูญเปล่า ( ทาเคชิไม่เคยสู้กับเด็กน้อยมาก่อน แม้ว่าเธอจะเป็นเด็กที่นิยมความรุนแรง แต่เขาก็ยังต้องเบามือแบบสุด ๆ อยู่ดี พอจินตนาการว่าฮิบาริต้องระวังถึงขนาดนี้เหมือนกัน มันทำให้รู้สึก...เหลือจะเชื่อ ) มื้อเช้าตอนแปดโมง เสร็จแล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้จนถึงเที่ยง แต่กิจกรรมเหล่านั้นต้องเงียบสนิท ( มิฉะนั้นจะได้รับจิตสังหารจากเด็กน้อย นี่ต้องดังขนาดนี้เลยเหรอ? ) แล้วก็ทานข้าวกลางวัน จากนั้นไปเดินเล่น ( หรืออาจเรียกได้ว่าลาดตระเวนเมืองนามิโมริ ) เสร็จแล้วจึงกลับมานอนกลางวัน พอตื่นก็ฝึกเล่นหมากล้อมจนกระทั่งมื้อเย็น เมื่อกินเสร็จแล้วจะทำอะไรก็ได้อีกรอบหนึ่ง แต่ยังคงต้องเงียบสนิท แล้วเข้านอนเป็นอย่างสุดท้าย อาซามิเป็นเด็กที่อ่านหนังสือเยอะมาก ๆ ฮิบาริคงไปทำงานในช่วงที่อาซามิกำลังทำอะไรเงียบ ๆ นี่แหละ ส่วนทาเคชิทำอาหารบ้าง หรือนั่งเฉย ๆ บ้าง จนเขารู้สึกว่าเขากำลังจะเป็นบ้าไปช้า ๆ ทาเคชิคงต้องขอให้โกคุเดระหอบงานมาให้เขาทำที่บ้านเสียแล้ว

      กระทั่งกลางสัปดาห์ ทาเคชิประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ เพราะเขาสามารถชวนเธอไปเล่นเบสบอลแทนการเล่นหมากล้อมได้ เมื่อทำได้ดังนั้นแล้ว ชีวิตช่วงนี้ของเขาก็ไม่ใช่จะแย่ไปเสียหมด เรียกว่าอยู่ในขั้นที่พอเอาตัวรอดได้ไปวัน ๆ ดีกว่า

      เมื่อทุกคนปฏิบัติตามกฎ และอะไร ๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง นั่นจึงทำให้อาซามิดูคล้ายจะอารมณ์ดีพอสมควร อย่างไรก็ตาม เธอยังไม่ลืมที่จะเผยแผ่คำสอนของฮิบาริในทุกโอกาส เช่น วิธีการหนึ่งเดียวที่ถูกต้องในการพับผ้า รดน้ำต้นไม้ ชงชา ฯลฯ

      ฮิบาริตั้งใจใช้ชีวิตแบบนี้ ส่วนอาซามิโดนล้างสมอง ดังนั้นเราจึงพอแก้ตัวให้เธอได้ แต่ฮิบาริทำแบบนั้นตามเจตนาของตัวเอง ทาเคชิไม่เข้าใจเลย

      ไป ๆ มา ๆ แม้ว่าวันเหล่านี้อาจเคยดูเหมือนไม่มีวันจบลง แต่ช่วงสุดสัปดาห์ก็มาถึงจนได้ ทาเคชิพาอาซามิและสัมภาระทั้งหมดของเธอไปยังฐานทัพ มันเป็นสัปดาห์ที่พอสนุกอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทาเคชิได้เรียนรู้ นั่นคือเขาจะไม่มีลูกเด็ดขาด ดังนั้นในสัปดาห์นี้ก็ถือว่าเขาพอได้อะไรอยู่

      สึนะขำก๊ากเมื่อเห็นอาซามิหอบข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาในออฟฟิศของเขา ส่วนฮิบาริไม่ตลกด้วย เขาดู...นิ่งเหมือนเดิม แต่ถ้าหากเขานิสัยเหมือนชาวบ้าน ก็คงจะแสดงออกมาชัดเจนแล้วว่ากำลังเป็นห่วงมาก ๆ ทาเคชิยิ้มให้ฮิบาริเพื่อหวังให้เขาเบาใจขึ้น

      ฮิบาริกำลังกังวล ส่วนทาเคชิกำลังให้กำลังใจเขา หรือว่าที่นี่คือดินแดนสนธยากันนะ

      อาซามิใช้เวลาไม่กี่อึดใจเพื่อวางกระเป๋าลง เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงทำตาลุกวาวเมื่อเห็นฮิบาริ “ป๊ะป๋า” เธอพุ่งตัวไปหาเขา ดูเหมือนเธอแทบจะอดใจไม่ไหวเสียแล้ว เธอจึงได้กระทำการบางอย่างที่บ้าบิ่นและน่าอายสุด ๆ ลงไป มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างกลัวและไม่คิดจะทำมันที่สุดในสามโลก นั่นคือการกอดพ่อของเธอต่อหน้าธารกำนัล

      ดูเหมือนฮิบาริจะไม่กังวลอีกต่อไปแล้ว เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสผมของอาซามิเบา ๆ รอยยิ้มลึกลับปรากฏบนใบหน้าของเขา “เห็นแล้วล่ะ” เขากล่าว “ว่ายามาโมโตะ ทาเคชิยังมีตาครบทั้งสองข้าง”

      อาซามิยักไหล่ตอบ อย่างไรก็ตาม เด็กน้อยยังไม่ได้หุบยิ้มเลย

      “ฉันขอโทษที่ขโมยป๊ะป๋ามาจากเธอนะ อาซามิจัง” สึนะพูดขณะกำลังชื่นชมสองพ่อลูกด้วยความสบายใจอย่างสงบสุข “ฉันจะพยายามไม่ทำบ่อยเกินไปนะ ได้ไหม?”

      อาซามิส่งสายตาไปที่ฮิบาริอีกครั้ง เขาพยักหน้าเป็นการอนุญาต จากนั้นอาซามิก็ตรงดิ่งไปหาสึนะที่คุกเข่ารอเธออยู่แล้ว เธอกระโดดกอดเขา แล้วก็รัดคอสึนะแน่นจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก แต่สึนะก็ไม่ได้ว่าอะไร การกอดสึนะในที่สาธารณะมันไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่เลย ใช่ไหมล่ะ แค่กอดสึนะมันจะเป็นอะไรไปเชียว ควรจะเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องขออนุญาตเสียด้วยซ้ำ

      หลังจากทั้งสองผละตัวออกจากอ้อมกอด สึนะก็เอื้อมมือไปสัมผัสไหล่ของอาซามิ แล้วเริ่มถามเธอเกี่ยวกับสัปดาห์ที่ผ่านมา อาซามิเริ่มสาธยายรายละเอียดเกี่ยวกับซูชิ และเบสบอล เธอยังหันกลับไปมองคุณพ่อเป็นระยะ เพราะสงสัยว่าเขากำลังฟังอยู่ไหม และพ่อของเธอฟังตลอด ฮิบารินั้นใส่ใจในสิ่งที่เขาชอบเสมอ

      ดูเหมือนว่าสึนะจะรับมือกับอาซามิได้อย่างยอดเยี่ยม แต่นั่นก็ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไร เพราะเขารับมือกับเด็ก ๆ ได้ดีตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้สึนะจะอายุปาไปเกือบสามสิบ แต่เขาก็ยังไม่มีทายาท และก็ไม่เห็นภาพว่าจะมีในเร็ววันเสียด้วย ทาเคชิเองก็ลงเรือลำเดียวกัน เช่นนั้น ฮิบาริและโครมจึงเป็นผู้พิทักษ์เพียงสองคนที่มีลูก และในเมื่อมันไม่ใช่เจตนาของฮิบาริ นั่นจึงหมายความว่าโครมเป็นผู้พิทักษ์เพียงคนเดียวที่กล้าหาญที่สุดในกลุ่ม หรืออาจจะเรียกว่าเชื่อมั่นในอนาคตมากที่สุดก็ว่าได้

      นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับพวกที่เหลือเลย

       


       

      สึนะกำลังตั้งใจทำงาน แต่เสียใจด้วย เขาเป็นมนุษย์จำพวกที่เสียสมาธิได้ง่ายเหลือเกิน นอกจากนี้ อาซามินั้นยังมีคุณสมบัติที่เหมือนกับของพ่อของเธอ แต่ไม่เหมือนกับแม่เธออยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ เธอเป็นจุดสนใจที่น่าสนใจสุด ๆ อันที่จริงเราจะไปโทษว่าเป็นความผิดของอาซามิก็ไม่ได้หรอก—เพราะเธอก็แค่กำลังนั่งขดตัวอยู่ข้าง ๆ โครมอยู่บนโซฟาอย่างเงียบกริบ สองคนนี้ไม่ได้กำลังเรียกร้องอะไรจากสึนะเลย แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะชายตาไปมองพวกเธอแทบจะทุก ๆ สามสิบวินาที

      อาซามิกำลังนั่งชันเข่าเพื่อใช้บริเวณหน้าขาเป็นที่รองสมุดวาดรูป เธอคอยกระซิบบางอย่างให้โครมฟังเป็นระยะ ๆ แล้วโครมก็จะสร้างภาพมายาหลังจากได้ฟังที่อาซามิบอก—เช่น ดอกไม้ นก อาวุธ—แล้วอาซามิก็จะวาดรูปตามแบบเหล่านั้น พวกเธอกำลังหัวเราะคิกคักกันเงียบ ๆ อยู่สองคน สึนะไม่เคยเห็นโครมมีความสุขมากไปกว่านี้มาก่อน น่าเสียดายที่เธอมักจะทนมีความสุขได้ไม่นาน

      แต่เมื่อฮิบาริอยู่กับอาซามินั้น มันจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองคนไม่ค่อยพูดค่อยจากันมากเท่าไร แต่อาซามิมักจะคอยสังเกตท่าทีของพ่อเธอเสมอ และจะเฝ้าถามหาคำอนุญาต คำแนะนำ หรือกำลังใจจากเขา ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ใครต่างไม่เคยคิดจะถามหาจากฮิบาริ ในขณะเดียวกัน ฮิบาริเองก็คอยเฝ้ามองเธออยู่ไม่ขาดสาย—โดยเฉพาะในช่วงที่เธอยังเล็ก สายตาที่คุณพ่อมองมายังลูกนั้นเต็มไปด้วยความหวงแทบจะขาดใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สายตานั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความภาคภูมิใจแบบเงียบ ๆ พวกเขาเป็นดั่งระบบไฟฟ้าวงจรปิดที่ไม่จำเป็นต้องมีใครอื่นอีก และทั้งคู่ก็มีความสุขที่มีกันและกันมาก ๆ แต่ก็ยังคงสร้างอันตรายให้ผู้อื่นได้เป็นประจำ ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะดูน่ารักได้ขนาดนี้

      โครมนั้นสามารถเข้ากับระบบไฟฟ้าวงจรปิดนี้ได้ แต่ในแบบเดียวกับที่เธอเข้ากับสังคมอื่น ๆ นั่นก็คือ—ไม่ค่อยมั่นใจ ไม่ลึกซึ้ง ไม่พยายามปรับตัว แต่ก็ไม่สร้างเรื่องจนใครอยากจะกีดกันเธอออก โครมใช้เวลาอยู่กับมุคุโระพอ ๆ กับที่ใช้เวลาอยู่กับอาซามิ และเธอก็ยังหายไปจากพวกเขาฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นเวลาพอ ๆ กับที่อยู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากฮิบาริกับอาซามิไม่เคยรู้สึกบกพร่องใด ๆ พวกเขาจึงไม่เคยร้อนรนเมื่อโครมจากไป แต่กระนั้น พวกเขากลับยังรู้สึกยินดีเสมอเมื่อโครมอยู่ด้วย

      ย้ำอีกครั้งว่า พวกเขาช่างไม่เหมือนครอบครัวที่จะไปกันรอด แต่กลับตรงกันข้าม

      ยามาโมโตะเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เขามองตามสายตาของสึนะไปยังจุดหมาย จากนั้นก็หัวเราะร่าออกมา “อ้าว โครม อาซามิ มาทำการบ้านที่ออฟฟิศของสึนะเหรอ?”

      “วิชาศิลปะน่ะ ห้องนี้แสงดีที่สุดแล้ว” อาซามิตอบแบบไม่ค่อยใส่ใจ เธอหันไปทักทายยามาโมโตะเพียงครู่เดียว จากนั้นก็กลับไปสนใจคุณแม่และสมุดวาดภาพต่อ

      สึนะมั่นใจว่านั่นเป็นคำโกหก เพราะจากที่เขาพอจำได้เลือนรางในวิชาศิลปะ แสงแดดจากธรรมชาตินั้นดีที่สุดต่างหาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะเถียงเอาชนะเธอหรอก—เพราะมันไม่เคยได้ผล เขาถอนใจพร้อมยิ้มแห้ง “เธอไม่ได้แค่กำลังทำการบ้านอยู่นะ” รุ่นที่สิบบอกยามาโมโตะ “เธอกำลังขี้โกงอยู่ด้วย เพราะเธอต้องวาดภาพตามจินตนาการต่างหาก”

      เมื่อได้ยินดังนั้น โครมจึงสร้างภาพมายาของดวงตาที่มีรูม่านตาเป็นรูปโพดำขึ้นมา

      ยามาโมโตะกล่าว “ดูสิ นี่มันมาจากจินตนาการแล้วนี่นา ถ้างั้นก็ไม่มีปัญหา”

      สึนะหัวเราะไม่หยุด แสดงให้เห็นว่าทำไมพวกเขาจึงอยู่ด้วยกันได้ “ฉันหมายถึงเธอต้องวาดรูปโดยไม่มีแบบน่ะ คุณครูเขาให้ทำแบบนั้นต่างหาก”

      “ถ้าคุณครูอยากได้แบบนั้น” อาซามิประกาศ “คุณครูก็ต้องพูดตรง ๆ ให้มันชัดเจนสิ”

      สึนะไม่คิดว่ายามาโมโตะควรจะเข้าข้างอาซามิด้วยการขำลั่นออกมาอย่างนั้น

       


       

      ชิกุสะกำลังกินไอศกรีมอยู่กับเด็กสาววัยสิบสอง เขารู้สึกราวกับว่าถูกส่งมาลงโทษ แต่เอาเข้าจริงแล้ว การที่ชิกุสะคิดว่าตัวเองกำลังถูกลงโทษอยู่นั้นก็ช่วยเขาได้มากทีเดียว เพราะเมื่อเราไม่ได้คาดหวังให้อะไรมันดี เราก็จะไม่ผิดหวัง

      ถ้าให้ว่ากันตามจริง เคนควรจะเป็นคนที่มาทำงานนี้ต่างหาก—อย่างน้อยเคนก็โปรดปรานของหวาน มันไม่ใช่อย่างแรงที่โครมจะฝากภาระเช่นนี้ไว้ให้ชิกุสะ จนบางครั้งชิกุสะก็รู้สึกว่า เกินครึ่งชีวิตของเขานั้นอาจจะถูกใช้ไปกับการเก็บกวาดผลกระทบต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากความเกรี้ยวกราดของมุคุโระ หรือผลกระทบที่เกิดจากความผิดพลาดของโครมไปเสียแล้ว ถึงแม้เขาจะยังไม่ได้ตัดสินก็ตาม ว่าอาซามินั้นเป็นความผิดพลาดที่น่าเหลือเชื่อที่สุดของโครม หรือความคิดที่ดีที่สุดของโครมกันแน่

      “ลุงชิกุสะ ลุงทำยังไงถึงฆ่าคนด้วยโยโย่ได้เหรอ?”

      ชั่วครู่หนึ่ง ชิกุสะเริ่มเอนเอียงไปทางความผิดพลาดอย่างน่าเหลือเชื่อที่สุด

      “นี่ไม่ใช่อาวุธที่เธอจะใช้ได้” เขาอธิบาย “ไฟมันคนละธาตุกัน พ่อเธอเขาไม่หาใครมาคอยสอนเธอเลยหรือไง?”

      ทายาทแห่งเมฆาและสายหมอก แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ อาซามิกลับเติบโตขึ้นเป็นผู้ใช้ไฟธาตุอรุณ ชิกุสะมองว่านั่นมันแหกคอกมาก ๆ

      “ตอนนี้ป้าอเดลไฮด์กำลังสอนฉันใช้มีดฆ่าคนอยู่ แบบไม่ต้องใช้ไฟน่ะ” อาซามิแจ้งเขา “บางทีรีบอร์นก็ยิงปืนใส่ฉันบ้างระหว่างที่เขานั่งเล่นเหมือนกัน เขาว่าเขาแก่เกินไปที่จะเล่นไล่จับกับฉันแล้ว ส่วนลุงเรียวเฮกำลังสอนฉันเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นปืนไรเฟิล เขาไม่ค่อยฉลาดใช่ไหม? ลุงเรียวเฮน่ะ”

      “นั่นไม่ใช่ประเด็น เขาเป็นนักสู้ที่เก่งกาจ ฟังเขาซะตอนเขาสอนให้เธอสู้ แต่ไม่ต้องฟังถ้าเขาอยากจะสอนการบ้านเธอ”

      “ป๊ะป๋าบอกว่าเรื่องนั้นให้ไปขออาโกคุเดระหรืออาฮารุเอา ประมาณนั้น”

      นานทีปีหน ชิกุสะเกือบจะเห็นสิ่งที่โครมเห็นในตัวฮิบาริ เคียวยะ “ก็อย่างที่เขาว่านั่นแหละ”

      “เขามีหน้าที่สำหรับทุกคนเลยล่ะ” อาซามิเล่าต่อ “ลุงป้าน้าอาเกือบทุกคนมีหมดนะ แต่ลุงกับลุงเคนไม่เห็นมี”

      “เราสองคนอยู่ด้วยตอนเธอเกิด” ชิกุสะชี้แจง “บางทีพวกเราอาจจะทำหน้าที่ของเราจบแล้ว” ในสายตาพ่อจอมโฉดของเธอล่ะนะ

      อาซามิหันไปหาเขาโดยพลัน “นี่อยู่ตอนที่ฉันเกิดด้วยเหรอ ไม่ยักรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย”

      “อืม” โครมคงไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้อาซามิฟัง ใช่ เพราะทำไมต้องเล่าล่ะ?

      “แล้วตอนนั้นเป็นยังไงเหรอ?” เธอทำตาโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น

      มันเป็นอย่างไรน่ะหรือ

      ณ ห้วงเวลาดึกสงัดในคืนหลอนคืนหนึ่ง ภายในห้องพักของโรงแรมที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาบหนู ซึ่งอยู่ไกลโพ้นออกไปทางตอนเหนือของอิตาลี แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคภูมิภาคนิยมอย่าง เลกา นอร์ด แต่กลับด้อยความเจริญอย่างน่าขัน อากาศยังหนาวเกินปกติ และห้องนี้ค่อนข้างจะไม่สะอาดเอาเสียเลย โครมกำลังนอนร้องโอดครวญอยู่บนเตียง คล้ายกำลังถูกสาปให้ทรมาน แต่เธอก็สิ้นเรี่ยวแรงเกินกว่าจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ มีรอยเลือดเปื้อนอยู่ทุกบริเวณ ทั้งที่นอน พื้นห้อง กำแพง เพดาน ชิคุสะไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันคล้ายกับฉากฆาตกรรม หรือกระทั่งห้องทดลองที่มุคุโระถูกสร้างขึ้นมา เคนกำลังอุ้มทารก ซึ่งกำลังร้องไห้ดังลั่น ดูเหมือนเธอจะร้องแทนในส่วนของโครมไปแล้ว รวมไปถึงแทนคนอื่น ๆ ในห้องด้วย เคนตะโกนใส่ชิกุสะ “ไอ้สายบ้านี่มันอะไรเนี่ย น่าขยะแขยงชะมัด ฉันกัดให้มันขาดเลยได้ไหม? ให้ตาย อะไรกันวะเนี่ย?” มุคุโระยกร่างโครมขึ้นมาพิงแนบกายเขา และพูดพึมพำ “อย่าลืมสิครับ เธอยังต้องใช้ไตอยู่นะ สร้างมันไว้ด้วยสิ ชู่วว์ โครมผู้น่ารักของผมครับ เธอต้องใช้กระเพาะอาหารเหมือนกัน คิดว่าผมไม่เห็นเหรอครับว่ามันหายไป? อย่าขัดขืนผมเลยครับ เจ้าตัวน้อย”

      และฟราน ผู้ซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คาดว่ามุคุโระคงจะชวนเขามาด้วย ฟรานเข้ามาในห้องพร้อมกับกะละมังน้ำร้อน ผ้าชุบน้ำ และมีดผ่าตัดที่ฆ่าเชื้อแล้ว เขาเข้ามาแล้วก็พล่ามไม่หยุดด้วยน้ำเสียงเฉยชาอย่างไม่สนสี่สนแปดใด ๆ “ว้าว นี่มันไม่ปกติเลยนะครับ ดูสิครับ มีเลือดเต็มห้องไปหมดเลยไม่ใช่หรือไง? เจ๋งดีนะครับที่เธอยังไม่ตาย ดูเหมือนคุณจะไม่เคยอุ้มเด็กมาก่อนสินะครับคุณเคน เพราะว่าคุณอุ้มผิดเต็มประตูเลยล่ะ คุณชิกุสะ ถ้าจะยืนหน้าโง่อยู่อย่างนั้น รบกวนย้ายไปตรงมุมห้องด้วยครับ”

      หลังจากช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดได้ผ่านไป หลังจากเสียงร้องทุรนทุรายได้เงียบลง และทุกคนในห้องนี้ยังสามารถมีลมหายใจต่อไปได้ มุคุโระก็ได้ยื่นทารกน้อยให้แก่โครม เธอนำลูกเข้ามาไว้ในอ้อมแขน และเริ่มจับจ้องไปยังใบหน้าของทารก ด้วยท่าทีราวกับว่าหัวใจของเธอกำลังแตกสลาย

      ทันใดนั้นเธอก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น และส่งทารกคืนให้มุคุโระอย่างฉับพลัน เธอขวัญเสียหนัก จากนั้นจึงพูดอย่างตระหนกด้วยเสียงอ่อนแรง “ไม่ ไม่เอา ฉันทำไม่ได้ ฉัน—เอาออกไป

      ในท้ายที่สุด โครม ผู้ซึ่งเห็นความตาย การทรมาน และความวิปริต มาต่อหน้าต่อตานับครั้งไม่ถ้วน โดยที่เธอไม่เคยมีปฏิกิริยาใด ๆ นอกเหนือไปจากการถอนใจ หรือเม้มปากก็เท่านั้น แต่เธอกลับกรีดร้องเพื่อหนีความจริงอันหนักหนา เมื่อพบว่าตัวเองนั้นเป็นแม่คนแล้ว

      ชิกุสะไม่คิดว่าเด็กน้อยควรจะรู้เรื่องนี้แม้แต่เศษเสี้ยว “มันเป็นฝันร้ายเลยล่ะ” เขาว่า “แต่ว่าทุกคนก็ผ่านมาได้” และนั่นก็คือชีวิต เราทุกคนมีชีวิตอยู่กระทั่งเจอฝันร้ายที่ก้าวผ่านไปไม่ได้

      “...โอ้ ตอนนั้นลุงอยู่กับลุงเคนแค่สองคนหรือเปล่า?”

      “แล้วก็ฟราน” ชิกุสะเสริม “แน่นอนว่าท่านมุคุโระก็อยู่ด้วย”

      แววตาของอาซามิเลื่อนลอยจากเดิมไปเล็กน้อย “เสร็จจากนี่แล้ว” เธอบอก “เราไปสวนสาธารณะกันได้ไหม? ลุงจะได้ทำให้ฉันดูไง ว่าวิธีฆ่าคนด้วยโยโย่นี่มันทำยังไง ฉันอาจจะใช้มันไม่ได้ก็จริง แต่ก็อยากเห็นน่ะ”

      อ่า แบบนี้อีกแล้ว

      อาซามิมักจะมีท่าทีไม่ปกติเสมอ เมื่อเราพูดถึงมุคุโระ แต่นั่นก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายสักเท่าไร เพราะพ่อของเธอชังหน้าชายผู้นั้น แต่แม่ของเธอรักและเทิดทูนเขา ข้อเท็จจริงสองข้อนี้เป็นที่ทราบและเข้าใจกันโดยถ้วนหน้า ทว่าไม่เคยถูกพูดถึง และความคิดเห็นใด ๆ ก็ตามที่อาซามิอาจแสดงออกไป จะทำให้พ่อแม่คนใดคนหนึ่งของเธอไม่สบายใจอย่างแน่นอน

      วิธีการแก้ปัญหาของเธอนั้นมีอยู่ ก็คือการทำเป็นเมินว่ามุคุโระไม่มีตัวตนอย่างสิ้นเชิง และมุคุโระก็คงมองว่าวิธีคิดนี้ฟังดูตลกไม่เบา แต่เมื่อมุคุโระมองว่าสิ่งใดตลกแล้วนั้น มันไม่เคยจบลงด้วยดี

      แต่ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งฟังดูน่ากลัวกว่ากรณีแรกมหันต์ กล่าวคือ บางทีเธออาจจะไม่รู้จริง ๆ ว่ามุคุโระนั้นมีตัวตนอยู่ เพราะมุคุโระอาจจะชอบใจก็ได้ หากจะได้ล่องหนจากมโนสำนึกของอาซามิ ผู้ซึ่งเป็นลูกสาวของฮิบาริ เคียวยะ และเขาก็สามารถใช้กลมายาบางอย่างเพื่อทำให้มันเกิดขึ้นได้

      ถ้าว่ากันตามตรง เด็กสาวนั้นควรจะได้รับความโอนอ่อนผ่อนปรนมากกว่านี้ เพราะมันไม่ใช่ความผิดของเธอเลย ที่แค่เกิดมาก็กลายเป็นความรู้สึกในแง่ลบของมุคุโระไปเสียแล้ว

      “ก็ได้” ชิกุสะตกลง “ที่สวนสาธารณะ”

       


       

      ในช่วงเย็นของวันพุธ ทาเคชิเปิดประตูห้องของเขาออก ทันใดนั้นเขาก็ปวดหัวจี๊ด และรู้สึกว่าโชคดีเพียงใดที่โกคุเดระไม่ได้อยู่แถว ๆ นี้ด้วย เพราะตอนนี้มีเด็กสาววัยสิบสี่ที่กำลังลนลานสุด ๆ มิหนำซ้ำร่างกายยังชุ่มโชกไปด้วยเลือด ยืนอยู่ที่หน้าธรณีประตูห้อง ทาเคชิรู้ดีว่าถ้าเป็นฮายาโตะคงจะรับมือไม่ได้

      เขาคว้าข้อมืออาซามิ และดึงเธอเข้ามาในห้องอย่างไว ก่อนที่เพื่อนบ้านจะมาเห็นเข้า เพื่อนบ้านผู้นี้ยังคิดว่ายามาโมโตะเป็นคนดีอยู่ แม้เขาจะถูกโน้มน้าวโดยบรรดาญาติ ๆ ผู้หวังดีอยู่บ่อยครั้งก็ตาม แต่ในกรณีนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหน หรือกระทั่งตัวยามาโมโตะเอง ก็คงไม่สามารถแก้ต่างเรื่องเด็กสาวตัวเปรอะเลือดได้แน่นอน

      “ป๊ะป๋า” เธอพูดเสียงสั่นเครือ “ต้องโมโหจนเป็นบ้าแน่ ๆ ”

      อาซามิกำลังตัวสั่น แต่นั่นอาจเป็นเพราะอะดรีนาลีนของเธอกำลังล้นเหลือ เท่าที่ทาเคชิสังเกต รอยเลือดพวกนี้ไม่น่าจะใช่ของเธอ อีกทั้งแววตาของเด็กสาวในตอนนี้ยังเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน—ใช่แล้ว เขาจำได้ดีว่าการฆ่าครั้งแรกเป็นอย่างไร มันคือแววตาอย่างนี้เลย

      การฆาตกรรมครั้งแรกของเด็กน้อย

      “แล้วทำไมพ่อเธอถึงจะโมโหล่ะ?” ทาเคชิถามอย่างใจเย็น พร้อมพาเธอไปนั่งในครัว บนเก้าอี้ไม้ที่มีรอยเลือดเปรอะอยู่แล้ว ซึ่งเป็นฝีมือของฮายาโตะ ทาเคชิมีที่นั่งพร้อมสำหรับคนที่กำลังโชกเลือด ชีวิตของเขาช่างไม่ธรรมดา

      “ก็ฉันทำชุดนี้เลอะเทอะหมดแล้ว” อาซามิตอบอย่างหัวเสียมาก และนั่นดูมากเกินขนาดของปัญหาที่ฟังดูขี้ปะติ๋วเช่นนี้ไปเสียหน่อย ถ้ามันใช่ปัญหาจริง ๆ อย่างที่เธอว่าล่ะนะ “ป๊ะป๋าซื้อชุดนี้ให้ฉันเลยนะ!”

      ทาเคชิหันไปพิจารณาชุดที่ว่า ก่อนที่มันจะถูกละเลงด้วยเลือด มันน่าจะเคยเป็นชุดกระโปรงแขนกุดสีขาวสำหรับหน้าร้อน พร้อมด้วยสายเดี่ยวเส้นใหญ่สีฟ้า และมีผ้ารัดเอวเป็นสีฟ้าโทนเดียวกัน เรียบแต่น่ารักไม่เบา ทาเคชิพยายามจินตนาการภาพฮิบาริเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าผู้หญิงเพื่อซื้อชุดนี้ แต่นึกไม่ออกจริง ๆ

      “ฉันรักชุดนี้มาก” อาซามิพูดต่ออย่างเศร้าซึม เธอก้มไปมองชุดของเธออีกครั้ง—ชุดสีขาวโชกเลือด ไร้ความหวังอย่างสิ้นเชิงที่จะทำให้กลับเป็นดังเดิม อาซามิเงยหน้าขึ้นมา และหันไปเพ่งมองแสงไฟที่อยู่เหนือศีรษะเธออย่างเอาเป็นเอาตาย เธอมักจะทำแบบนั้นในเวลาที่เธอกำลังจะร้องไห้ อาซามิจงเกลียดจงชังการเสียน้ำตาอย่างที่สุด และถ้าเราไม่คอยดูเธอให้ดี บางครั้งเธอจะพยายามจ้องดวงอาทิตย์เพื่อหวังให้หยดน้ำตาเหือดแห้งไป

      “อ่า” ทาเคชิเอ่ย แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อดี เราควรจะปลอบใจลูกสาวสุดที่รักของพ่อผู้ไม่เคยแยแสสังคมรอบข้างในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไรดีหรือ? ทำไมสกวาโลไม่เคยอยู่ตอนทาเคชิอยากขอให้ช่วยกันเลยนะ? “พ่อเธอต้องภูมิใจแน่ ๆ ที่เธอสู้ได้ดี เขาอาจจะไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องชุดก็ได้นะ”

      “ไม่” เธอคร่ำครวญ ขณะเริ่มพ่ายแพ้ให้แก่การอดกลั้นน้ำตา จากนั้นจึงระบายออกไปอย่างเกรี้ยวกราด “ฉันทำได้ไม่ดีต่างหาก ฉันสู้ได้แย่มาก! ดูสภาพฉันสิ ฉันทำเลอะ—พระเจ้า นี่อาต้องไม่รู้เรื่องรู้ราวขนาดนี้เลยเหรอ อาไม่เคยเข้าใจอะไรเลย!”

      “เดี๋ยวก่อน—คือเธอจะบอกว่า พ่อเธออยากให้เธอจัดการได้เรียบร้อยกว่านี้เหรอ?” พอคิดดูให้ดี หลังจากเอาชนะศัตรูได้ ฮิบาริจะเดินออกจากสนามรบที่ดูเละเทะ ด้วยสภาพราวกับเดินออกจากงานเลี้ยงน้ำชาก็ไม่ปาน พร้อมกับรอยยิ้มอันแสนโรคจิต“ก็ใช่ ก็ใช่ แต่ว่าตอนเขาอายุเท่าเธอน่ะ เขาก็เคยทำเละใช่เล่นเหมือนกัน ตอนนั้นเขาก็มีเลือดโชกอยู่บ้าง หรือว่าจะขี้ดินเปื้อนบ้าง เสื้อผ้าก็เคยขาด ยังมีอย่างอื่นอีกนะ ถ้าเธอฝึกฝนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็จะทำได้เรียบร้อยเองแหละ ใช่ไหมล่ะ? ดังนั้นเขาไม่โมโหหรอก”

      อาซามิปาดน้ำตาทิ้ง และหันมามองยามาโมโตะด้วยสายตาที่ยังไม่ได้เชื่อมั่นสักเท่าไร

      “คิดดูสิ พ่อเธอเขาก็ค่อนข้างมีเหตุมีผลนี่นา” อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่คนประเภทที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

      “ก็จริง ป๊ะป๋ามีเหตุผลตลอด” อาซามิเห็นด้วยแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก

      ตอนนี้ทาเคชิเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เพราะเขากำลังจะทำให้การสนทนาครั้งนี้ประหลาดไปกว่าเดิมอีกขั้นหนึ่ง แต่นั่นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ “คือฉัน...ต้องโทรบอกใครหรือเปล่า? ก็แบบ ไม่รู้สิ เราต้องจัดการศพไหม?”

      เหมือนอาซามิจะเริ่มรู้สึกอับอายขึ้นมาทันใด “อย่าบอกสึนะเด็ดขาด”

      “ทำไมล่ะ?”

      “เขาจะต้องผิดหวังแน่ ๆ ”

      ข้อนี้ทาเคชิเถียงไม่ได้ “แล้วเธอก็ไม่อยากบอกพ่อ เพราะกลัวว่าเขาจะโมโหที่เธอทำเลอะเทอะใช่ไหม?” เธอพยักหน้าอย่างเศร้าสร้อย “แม่เธอล่ะ อยู่ในเมืองหรือเปล่า?” อาซามิส่ายหัว “อืม...ถ้าอย่างนั้น เราให้คุซาคาเบะมาจัดการศพ แล้วขอให้ซาซางาวะมาช่วยล้างเนื้อล้างตัวเธอจะดีไหม?”

      “หมายถึงอาเคียวโกะเหรอ?”

      “ใช่” ไม่มีตัวเลือกอื่นอีกแล้ว เคียวโกะเป็นคนที่รับมือกับเรื่องแบบนี้ได้ดีที่สุด ถ้าเทียบกับคนที่เหลือ ลองคิดว่าเป็นเรียวเฮสิ เขาคงจะตกใจและโวยวายยกใหญ่ หรือกระทั่งอาจเริ่มทำลายตึกรามบ้านช่องได้

      อาซามิพยักหน้ารับ เธอดูสบายใจขึ้นนิดหน่อย อาจเพราะว่าตอนนี้เรามีแผนรับมือแล้ว “บอกเท็ตสึว่าห้ามบอกป๊ะป๋านะ” บอกทุกคนว่าห้ามบอกต่องั้นหรือ? คงได้ผลกระมัง

      ทาเคชิต่อสายหาคุซาคาเบะ และอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝั่งคุซาคาเบะก็เริ่มรัวคำถามกรอกหูเขาไม่ยั้ง ทาเคชิไม่เคยได้ยินคุซาคาเบะตะโกนโหวกเหวกมาก่อน นี่เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่

      ถัดจากนั้น เขาก็โทรหาเคียวโกะ ผู้ซึ่งไม่ได้โวยวายแม้แต่น้อย เธอบอกเพียงแค่ว่า “อย่างนั้นเอง อาซามิคงต้องหาชุดใหม่มาแทนสินะ แล้วชุดเก่าหน้าตาเป็นยังไงหรือ?” ทาเคชิยิ้มอย่างสบายใจ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเคียวโกะจึงต้องมาข้องเกี่ยวกับงานเก็บกวาด หรือพวกงานทำความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง

      “เอาล่ะ” ทาเคชิเอ่ยปากหลังจากคุยโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว เขานั่งลงบนเก้าอี้ในอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ซึ่งเป็นตำแหน่งตรงข้ามกับอาซามิ เขารู้สึกเหนื่อยเสียแล้ว แต่เหตุการณ์ทั้งหมดยังคลี่คลายได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ “แล้วทำไมถึงต้องทำอย่างนั้นเหรอ?”

      “ทำอะไรนะ?” เธอถามเพราะไม่เข้าใจจริง ๆ

      “อ้อ ก็ประมาณว่า พวกเรื่องที่เกี่ยวกับรอยเลือด หรือศพ หรือทั้งหมดเลย”

      เธอหลบตาทาเคชิ แล้วหันไปมองทางอื่น ก่อนที่จะยิ้มออกมา บางครั้งเราก็เห็นได้ชัดเจนเลยว่าสึนะเคยช่วยเลี้ยงเธอมาจริง ๆ “ก็ฉันรำคาญ” แม้ว่านี่เป็นคำตอบแบบบ้านฮิบาริ แต่วิธีการพูดและภาษากายของเธอนั้นแทบจะถอดแบบมาจากสึนะ มันคล้ายกับตอนที่สึนะทำทีเป็นว่าเรื่องบางเรื่องนั้นเล็กน้อย และไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ แต่แท้จริงแล้วเขากำลังโกหกอยู่ เพราะเขาไม่อยากให้คนอื่นกังวล สงสัยเรื่องนี้คงจะทำให้พ่อเธอเป็นบ้าได้จริง ๆ แน่

      ว่ากันตามตรง พอเป็นแบบนี้ทาเคชิกลับรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมอีก เรื่องอะไรกันนะ ที่อาซามิถึงกับกลัวว่าจะทำให้ทาเคชิกังวลยิ่งกว่าการที่เธอคิดจะฆ่าทุกคนที่เธอรำคาญ?

      “ผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะ?” ทาเคชิถามให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

      “ผู้ชาย” อาซามิยิ้มโรคจิต ฮิบาริน่าจะชอบใจไม่น้อยที่เธอจัดการพวกตัวผู้ได้

      “อืม แล้วเธอทำอะไรกับเขาหรือ?”

      เธอเลิกกระโปรงของเธอขึ้นสูง สูงจนทาเคชิต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความตกใจ เขาไม่เข้าใจว่าเธอจะทำอะไร—แต่กลายเป็นว่าเธอก็แค่กำลังจะดึงมีดสั้นออกมาจากฝักที่เธอติดไว้บริเวณต้นขาเท่านั้นเอง ก็ใครจะไปรู้ล่ะ?

      “ฉันควักลูกตาเขาออกมาน่ะ” เธอพูดพลางครุ่นคิด “แล้วฉันก็ปาดคอเขา นั่นแหละที่มันเริ่มสกปรกเลอะเทอะ ค่อยยังชั่วที่อย่างน้อยฉันก็ยังพอล้างมีดเล่มนี้ให้สะอาดได้อยู่”

      เสียงของเธอเริ่มสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

      “อา” ทาเคชิหันไปมองแสงยามเย็นที่ส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะแก่การสบตากัน “มันรู้สึกหนาว ๆ เย็น ๆ ใช่ไหม?”

      “เลือดน่ะอุ่นจะตาย” เธอพูดแก้ ขณะกำลังเริ่มตัวสั่นสะท้าน จากนั้นจึงวางมีดลงบนโต๊ะ

      “ใช่...แต่มันก็ยังทำให้รู้สึกเย็นได้”

      “ก็เย็นจริง ๆ ” อาซามิเห็นด้วย จนเธอเริ่มห่อตัว และโอบแขนรอบลำตัว เหนือบริเวณรอยเลือด “หมอนั่นสมควรตาย”

      “แน่นอนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเธอก็คงจะไม่ลงมือหรอก แต่ถึงเราจะรู้ว่าคนคนนั้นสมควรตายแค่ไหน ดูเผิน ๆ มันอาจจะช่วยได้นะ แต่จริง ๆ แล้วมันจะไม่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลย”

      “รู้สึกแย่จัง”

      “อยากอ้วกไหม?”

      ไม่

      “เอาหัวไปไว้ระหว่างเข่าสิ ถ้าทำได้ก็เอาไว้ให้ต่ำกว่าหัวใจของเธอ”

      อาซามิก้มตัวลง วางศีรษะของเธอพิงกับกระโปรง เธอสูดหายใจลึก ๆ หลายรอบผิดปกติ ทาเคชิยังคงจับจ้องอยู่กับแสงอาทิตย์ที่สาดกระทบม่าน เขาทำได้เพียงให้เวลากับเธอ เพราะความรู้สึกนี้จะต้องก้าวผ่านไปได้ด้วยตัวเอง เขาเคยหวังว่าอาซามิจะไม่ต้องมาสัมผัสมันตั้งแต่อายุเพียงสิบสี่ปี

      เธอเป็นเด็กที่โตเร็วเกินวัย และนั่นมันตามรอยพวกเขามากเกินไปหน่อย

      ในที่สุดอาซามิก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงได้อีกครั้ง เธอประสานมือวางลงบนโต๊ะ และกำลังพยายามทำสมาธิเพื่อควบคุมลมหายใจ “เอาเถอะ” เธอเอ่ยอย่างมั่นคงกว่าเดิม “ฉันว่าฉันดีขึ้นแล้วล่ะ”

      “เห็นแล้วล่ะ” ทาเคชิตอบเธอ จากนั้นเขาจึงหัวเราะออกมาได้ เพราะเห็นว่าอาซามิกำลังเดินอ้อมโต๊ะเพื่อจะมาเตะก้นเขา

      เคียวโกะ ผู้ซึ่งมาถูกที่ถูกเวลาเสมอ เธอใช้จังหวะนี้ในการแจ้งให้ทาเคชิทราบ ว่าเธอมาถึงหน้าห้องแล้ว หลังจากสวัสดีทักทายกันเรียบร้อย เธอจึงเริ่มพินิจพิเคราะห์ห้องของทาเคชิ—เด็กสาวตัวโชกเลือด เก้าอี้ก็โชกเลือด แถมมีมีดพกวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว—สุดท้ายก็ตามมาด้วยสายตามองแรงจากเคียวโกะไปยังทาเคชิ จนเขาต้องหลีกทางให้เธอ

      “ฉันว่าจะไปเดินเล่นสักหน่อยน่ะ” เขาพูดด้วยความสดใส และมุ่งหน้าไปที่ประตู “เดี๋ยวฉันจะกลับมาในอีก...?”

      เคียวโกะพิจารณาสภาพของอาซามิอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงหันมาตอบว่า “ชั่วโมงหนึ่ง”

      “เดี๋ยวฉันจะกลับมาในอีกชั่วโมงหนึ่ง!”

      ทาเคชิคิดได้ว่าเขาเพิ่งจะถูกไล่ออกมาจากบ้านตัวเองเสียอย่างนั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก เพราะจริง ๆ แล้วเขาก็อยากได้เวลาสักชั่วโมงหนึ่งอยู่พอดี เพื่อประมวลผลเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ท่าทางจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เพราะถึงแม้มันจะแค่นาน ๆ ครั้งที่ทาเคชิตั้งใจจะนั่งไตร่ตรองอะไรเงียบ ๆ คนเดียวเช่นนี้ แต่โกคุเดระก็มักจะโผล่มาในวันเหล่านั้นเสมอ ราวกับว่าเขามีสัมผัสที่หก ทาเคชิโดนโทรจิกหลังจากออกมาจากห้องได้ประมาณสิบนาที

      “ไอ้ยามาโมโตะ” ฮายาโตะเน้นอย่างหนักแน่นในทุก ๆ พยางค์ “มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะ?”

      ทาเคชิถึงกับสะดุ้ง ดูเหมือนว่ามือขวาของรุ่นที่สิบกำลังโกรธมาก “ฮะฮ่า...นายไปห้องฉันมาเหรอ?”

      “ห้องสยองเลือดสาดเต็มพื้นของแกน่ะเหรอ? เออ เออ ฉันไปมา แกไม่อยู่ห้อง แต่ซาซางาวะอยู่ที่นั่น แล้วถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด เธอเพิ่งไล่ฉันออกมา แล้วก็บอกให้ฉันเลิกจุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน นี่มันห่าอะไรกันวะเนี่ย”

      “อ๋อ คือฉันกลับไปไม่ได้ประมาณชั่วโมงนึงน่ะ ไปเจอกันที่บ้านนายไหม?”

      “แล้วทำไมแกถึงกลับไม่ได้—ไม่ ฉันให้เวลาแกสามสิบวินาที นี่มันเกิดอะไรขึ้น หา?”

      “สามสิบวิเองเหรอ ฮะฮ่า โหดใช้ได้เลยนะ ก็ประมาณว่าอาซามิทำชุดของเธอเลอะเพราะไปฆ่าคนมาน่ะ แล้วเธอก็กลัวว่าฮิบาริจะโมโหจัดเพราะชุดที่ว่านั่น เธอเลยมาหาฉัน ตอนนี้ฉันโทรบอกคุซาคาเบะให้ไปจัดการศพแล้ว ส่วนซาซางาวะกำลังช่วยอาซามิล้างเนื้อล้างตัวอยู่” จบภายในยี่สิบวินาที เยี่ยมมากทาเคชิ

      ฮายาโตะส่งเสียงร้องประหลาดอยู่ภายในลำคอ เขาคงจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ แล้วถ้าไม่ยั้งใจตัวเองไว้ บางทีโกคุเดระก็ควรเรียนรู้ที่จะเลิกถามในสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยินคำตอบเสียที

      จากนั้นพวกเขาจึงไปพบกันที่สนามเบสบอลของโรงเรียนมัธยมนามิโมริ ทั้งสองคนนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ และกำลังสนทนาเรื่องงานต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการฆาตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งทำให้วันวันนี้ของพวกเขาดูหลุดโลกไปกว่าปกติเล็กน้อย

      “ฉันไม่รู้เลยว่าทำไมถึงเคยคาดหวังกับลูกของฮิบาริ” ฮายาโตะประกาศ ขณะจ้องเขม็งไปยังแผ่นยางรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งอยู่บริเวณฐานที่สามในสนามเบสบอล ราวกับว่ามันเพิ่งถ่มน้ำลายใส่รองเท้าเขา

      “ฉันเคยหวังว่าอย่างน้อยเธอจะอายุสักสิบหกเสียก่อน” ทาเคชิเผยความในใจ “เพราะนั่นคือตอนที่ฉันฆ่าคนครั้งแรก ตอนสิบหก”

      “ใช่ แต่แก—ตอนนั้นแกทำเพื่อปกป้องรุ่นที่สิบนี่ แกไม่ได้ฆ่าคนข้างถนนที่ไหนไม่รู้สักหน่อย เพราะแบบนั้นมันแย่ฉิบเลย”

      ที่จริงตอนนั้นโกคุเดระก็ถูกปกป้องเช่นกัน แต่ทาเคชิรู้ว่าไม่พูดออกไปจะเป็นการดีกว่า “แล้วนายล่ะ?”

      สายตาของฮายาโตะยังคงอยู่ที่แผ่นยางแผ่นเดิม “ตอนนั้นฉันสิบขวบ” เขาพึมพำต่อ “หมอนั่นเป็นคนข้างถนนที่ไหนก็ไม่รู้”

      อ้าว

      “ครบชั่วโมงนึงหรือยัง?”

      “...อืม” ทาเคชิตอบ เสียงแหบพร่าเล็กน้อย เขาจึงกระแอมครั้งหนึ่ง “อืม น่าจะชั่วโมงนึงแล้วล่ะ” จากนั้นเขาจึงพยายามหาเรื่องพูดเพื่อให้ฮายาโตะเลิกทำหน้าอย่างนั้น “เราซื้อของกินไปฝากพวกนั้นดีไหม?”

      ฮายาโตะกลอกตาด้วยความหงุดหงิด วิธีของทาเคชิได้ผลเป็นเลิศ “อะไรของแกหา คือแกจะบอกพวกนั้นว่า ‘ยินดีด้วยนะกับการฆ่าคนครั้งแรก เรามากินพายอบกรอบฉลองกันเถอะ’ แกไม่ต้องคิดเลยนะ”

      “ก็แค่กลัวน่ะ” ยามาโมโตะบอก “เผื่อพวกนั้นจะหิวไง”

      “อ๋อ เพราะสองคนนั้นกำลังล้างกลิ่นคาวเลือดออกจากตัว พวกเธอก็เลยเกิดหิวข้าวขึ้นมาซะอย่างนั้น”

      “ใช่แล้ว”

      “ไอ้บ้าเบสบอล ไม่ใช่โว้ย ฉันประชด”

      “น่า แค่ขนม—”

      “ไม่”

      “หรือให้ฉันทำอาหาร—”

      “แกจะหุบปากหรืออยากให้ฉันระเบิดหัวแกให้เป็นจุณ เราจะได้มีศพอีกร่างให้จัดการไง”

      ผ่านไปไม่ทันไร พวกเขาก็เดินมาถึงห้องของทาเคชิเสียแล้ว

      “มาพอดีเลย” เคียวโกะเอ่ยเมื่อได้พบทั้งสองคน

      “ตอนนี้เธอจะให้ฉันเข้าไปได้จริง ๆ แล้วใช่ไหม?” โกคุเดระถามด้วยความขุ่นเคือง นั่นทำให้ทาเคชิหัวเราะ

      เคียวโกะไม่สนใจทั้งสองคน เธอเดินไปหยิบชุดเก่าของอาซามิมาให้ทาเคชิถือ แล้วชี้ไปยังบริเวณชายกระโปรง ซึ่งทำให้เขาอารมณ์เดือดพล่านขึ้นมาทันที

      เพราะเมื่อทาเคชิตั้งใจเพ่งพินิจให้ดีจริง ๆ เขาสังเกตเห็นรอยขาดยาวตั้งแต่ชายกระโปรงจนเกือบถึงขอบกระโปรง คล้ายกับมีใครพยายามฉีกมันออก อาจเพื่อไม่ให้เกะกะขวางทาง ทันทีที่เคียวโกะเห็นว่าเขาทราบแล้ว เธอพยักหน้าให้ทาเคชิหนึ่งครั้ง แล้วเดินหายกลับเข้าไปในห้องน้ำ

      ทีนี้ทาเคชิก็คงไม่ต้องพยายามเค้นถามอาซามิให้เหนื่อยแล้ว ว่าเหตุใดเธอจึงต้องฆ่าชายคนนั้น เพราะนี่มันก็ค่อนข้างชัดเจน จากนั้นเขาส่งต่อชุดให้ฮายาโตะ ซึ่งสังเกตเห็นรอยฉีกอย่างทันใด ฮายาโตะมักจะเก็บรายละเอียดเล็กน้อยครบถ้วนเสมอ

      “น่าเสียดายแฮะ” ฮายาโตะบ่น ขณะเดินปรี่เข้าไปในครัว และเริ่มค้นตู้เก็บของต่าง ๆ “ถ้าเลือดที่เปื้อนชุดเธอมีแค่ที่เห็นจริง ๆ ไอ้ระยำนรกส่งมาเกิดนั่นก็ทรมานน้อยไปมาก”

      “ก็นะ” ทาเคชิตอบเบา ๆ “อาซามิคงไม่อยากให้เลอะมากน่ะ”

      ฮายาโตะหาถุงขยะในตู้ของทาเคชิเจอจนได้ แล้วเขาก็คว้าชุดกระโปรงของอาซามิมายัดใส่ถุงนั่น “เดี๋ยวฉันจะเอาไปเผาทิ้งที่ฐานก็แล้วกัน ฉันว่ามันชัดเจนแล้วล่ะว่าทำไมอาซามิไม่อยากให้ฮิบาริเห็นชุดนี้”

      ฮิบาริจะฆ่าทุกคนในเมืองนามิโมริที่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

      แต่คิดไปคิดมาทาเคชิก็อยากจะร้องว้าว อาซามิคงเป็นเรื่องไม่คาดฝันที่สุดสำหรับคนที่พยายามจะข่มขืนหรือลวนลามเธอ เพราะถ้าเราไม่ดูให้ดี ถ้าเรามองแค่เพียงผิวเผิน อาซามิก็คงมีลักษณะเหมือนเหยื่อที่จะจัดการได้ง่าย เด็กสาวตัวเล็กน่ารัก มีหรือจะขัดขืนอะไรไหว พ่อหนุ่มคงคิดอย่างนั้น

      แต่เขาดันต้องเจอกับอาซามิ ผู้ซึ่งถูกถอดแบบออกมาจากพ่อของเธออย่างสิ้นเชิง

      “แกยิ้มอะไรหา ไอ้บ้าเบสบอล?”

      ทาเคชิพยายามจะไม่หลุดขำออกมา แต่เขากลั้นไม่สำเร็จจริง ๆ “คือฉันแค่คิดว่า...สำหรับหนุ่มคนนั้นแล้ว นี่คงเป็นค่ำคืนที่เหนือความคาดหมายสุด ๆ ไปเลยน่ะ”

      หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ฮายาโตะก็เริ่มยิ้มเหมือนกัน “ก็ถูกของแก แต่ยังโชคดีของไอ้เวรนั่นที่คงไม่ต้องหวาดผวาอยู่นานเท่าไร”

      ทันใดนั้นอาซามิและเคียวโกะก็ออกมาจากห้องน้ำ ตอนนี้อาซามิสวมชุดใหม่ที่ดูคล้ายชุดเดิมมาก ๆ เธอดูสงบนิ่งแต่ยังแฝงไปด้วยความกลัว นี่ช่างเป็นการหลอกลวงที่สุดยอดเสียจริง ทาเคชิและฮายาโตะยิ้มออกเมื่อได้เห็นเธอ แต่เธอกลับทำหน้าบูดใส่พวกเขา “อาฮายาโตะ” เธอกล่าว “ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”

      “ก็มันเป็นงานของฉัน” ฮายาโตะกล่าวพร้อมกับหุบยิ้ม “ขอบใจเธอมากเลยนะที่ไม่ยอมบอกกัน จนต้องให้ฉันไปรู้มาเอง”

      “เอาเถอะน่า บอกอาทาเคชิก็เหมือนบอกอาฮายาโตะนั่นแหละ”

      “แล้วมันเกี่ยวอะไรกันหา?”

      อาซามิทำปากส่งจูบให้โกคุเดระ จนทาเคชิต้องบิดแขนโกคุเดระมาล็อกไว้ด้านหลัง เพื่อไม่ให้เขาหยิบไดนาไมต์ออกมา อย่างน้อยก็ค่อยยังชั่วที่อาซามิอารมณ์ดีขึ้นได้ นั่นคงเป็นเพราะเคียวโกะอยู่ด้วย เคียวโกะมักจะแผ่รังสีบางอย่างที่ทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจขึ้นเสมอ

      “ฉันว่าน่าจะไม่มีอะไรต้องทำแล้วล่ะ” เคียวโกะกล่าว เธอดูค่อนข้างพอใจกับผลงานตัวเอง “โกคุเดระคุงจะเอาชุดเก่าไปจัดการใช่ไหม?”

      ฮายาโตะหยุดต่อล้อต่อเถียงกับอาซามิไปครู่หนึ่ง เพื่อหันไปพยักหน้าตอบเคียวโกะ

      “ถ้างั้นฉันกลับบ้านก่อนนะ หรือว่ามีอะไรให้ช่วยอีก—”

      เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะเคียวโกะ ทาเคชิปล่อยฮายาโตะให้เขาออกไปรับแขกที่หน้าประตู เมื่อประตูถูกเปิดออกแล้ว เคียวโกะก็เดินสวนออกจากห้องไป จากนั้นคุซาคาเบะจึงเดินเข้ามา ทาเคชิจินตนาการว่าถ้าเขามีประตูหมุนก็คงจะดี

      “เท็ตสึ” อาซามิพูดเสียงอ่อน เธอดูนิ่งไปทันตาเห็น

      คุซาคาเบะเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามา จนทาเคชิแทบรู้สึกแย่แทนเธอ อาซามิเคารพคุซาคาเบะเป็นอย่างมาก มากพอ ๆ กับที่เธอเคารพฮิบาริ เห็นได้ชัดว่าคุซาคาเบะกำลังผิดหวังในตัวอาซามิ แต่ด้วยสาเหตุที่ว่าเธอไปฆ่าคนมา หรือว่าเพราะเธอทำได้ไม่เนี้ยบกันแน่ เรื่องนั้นทาเคชิยังไม่มั่นใจสักเท่าไร

      “อาซามิจัง” เขาเอ่ยอย่างเชื่องช้าด้วยน้ำเสียงปนเศร้า “กลับบ้านเรากันเถอะ”

      “เท็ตสึ หนูขอโทษค่ะ” อาซามิกลับไปเสียงสั่นเครืออีกครั้ง

      คุซาคาเบะพยักหน้ารับ ไม่แน่ใจว่าเธอได้รับการให้อภัยหรือยัง แต่อย่างน้อยเขาก็รับฟังคำขอโทษจากเธอ ทาเคชิได้แต่มองไปที่พื้น ส่วนฮายาโตะก็กระแอมอย่างกระอักกระอ่วน สถานการณ์ช่างน่าอึดอัดมาก จนทาเคชิอยากจะหายตัวไปจากที่นี่เสียตอนนี้เลย

      “อย่าบอกป๊ะป๋าเลยนะคะ” อาซามิอ้อนวอน

      “ฉันไม่บอกหรอก” คุซาคาเบะตอบ “เพราะหนูจะต้องเป็นคนบอกเอง”

      ทาเคชิเงยหน้าขึ้นมา และเห็นอาซามิยืนไหล่ห่ออยู่อย่างน่าสงสาร แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลที่สุด แต่ที่เขากลัวคือ เราต้องบอกฮิบาริด้วยหรือ? เพราะว่าถ้าขืนบอกไป โลกอาจจะลุกเป็นไฟได้เลย

      ไม่สิ คุซาคาเบะน่าจะเป็นคนที่รู้จักฮิบาริดีที่สุด เขาคงจะไม่ปล่อยให้ฮิบาริออกมาอาละวาดฆ่าคนด้วยความคั่งแค้นหรอก ใช่ไหมนะ?

      ฮายาโตะหลับตาลงและเริ่มสวดภาวนาถึงพระแม่มารี ซึ่งไม่ได้ทำให้ทาเคชิรู้สึกโล่งอกขึ้นแม้แต่น้อย

      “ขออภัยเป็นอย่างสูงที่สาวน้อยของเราสร้างปัญหาให้พวกนาย” คุซาคาเบะพูดอย่างเป็นทางการ

      “ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย” ทาเคชิกล่าว ส่วนฮายาโตะรีบลืมตาขึ้นมาพยักหน้าหงึก ๆ เช่นกัน ปกติฮายาโตะเขาไม่ค่อยทำอะไรแบบนี้หรอก ดังนั้นเวลาที่เขาทำมันจึงมีความหมายมาก จากนั้นคุซาคาเบะก็โค้งคำนับทั้งสองคน อาซามิปฏิบัติตามเขาโดยไม่ปริปากอะไรเลย เธอไม่แม้แต่จะสบตาฮายาโตะหรือทาเคชิ ซึ่งผิดวิสัยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

      “เออ ไม่เป็นไรหรอก พวกฉันยินดีช่วยเธอ” ฮายาโตะพูดพึมพำใส่ประตูที่เพิ่งถูกปิดไปสักพัก “แม่ว่าที่ฆาตกรต่อเนื่องตัวน้อยเอ๋ย”

      ทาเคชิไม่ค่อยถูกใจฉายานั้นสักเท่าไร “แล้วจะบอกสึนะยังไงดี?”

      “ก็บอกให้หมดถ้ารุ่นที่สิบถาม” ฮายาโตะพูดชัดเจน “แต่ถ้าไม่มีใครถาม ก็ไม่ต้องบอก ไม่ต้องบอกจนกว่ารุ่นที่สิบจะถามตรง ๆ หรือจนกว่ารุ่นที่สิบจะพูดชื่ออาซามิออกมา เอาอย่างนี้ไหม?”

      ทาเคชิพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสองคนตั้งใจแล้วว่าจะไม่ตกหลุมพราง แน่ใจจริง ๆ นะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น?ของสึนะอีก แต่ใช่ว่าพวกเขาจะทำตามที่หวังได้ทุกรอบ เดี๋ยวพรุ่งนี้สึนะก็คงจะรู้เข้าจนได้ แล้วเขาก็จะทำสีหน้าราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังแตกสลาย ทาเคชิไม่อยากจินตนาการถึงมันสักเท่าไร

      ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อทาเคชิเปิดประตูห้องแล้วพบว่าฮิบาริกำลังยืนรอเพื่อพบเขาอยู่ ทาเคชิจึงทราบว่านี่คือสิ่งที่เขาไม่อยากจินตนาการถึงเสียยิ่งกว่าอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้เกินความคาดหมายเท่าไรที่เขาจะมา

      “อาซามิ” ฮิบาริแทบจะสำลักความโกรธออกมาในทุกคำที่เขาเอ่ย เหวอ หากความเป็นพ่อเป็นแม่นั้นสามารถทำให้ฮิบาริเป็นได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเกิดทาเคชิต้องเป็นบ้างละก็ เขาคงจะต้องตายแน่นอน

      “เข้ามาสิ” ทาเคชิหลีกทางให้ผู้มาเยือน จากนั้นฮิบาริก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อให้ทาเคชิสามารถปิดประตูได้ แล้วเขาก็ยืนอยู่อย่างนั้น เขาดูหงุดหงิดสุด ๆ เหมือนสัตว์ที่ดุร้ายมาก ๆ ตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทาเคชิก็ต้องเผชิญกับเรื่องบางอย่างที่ถึงกับทำให้เขาต้องส่ายหัว จนเขาต้องไปยืนพิงโต๊ะกินข้าวเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ทาเคชิเพิ่งสำนึกได้ว่าเขาควรจะเอาเก้าอี้เปื้อนเลือดตัวนั้นไปทิ้งเสียตั้งนานแล้ว เนื่องจากตอนนี้ฮิบาริกำลังจ้องเก้าอี้ตัวนั้นตาเขม็ง “เดี๋ยวเธอก็ไม่เป็นไรแล้วนะ”

      หลังจากได้ยินดังนั้น ฮิบาริจึงหันหน้ามาหาทาเคชิแทน แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร

      “เธอแค่เจองานยากเกินมือไปหน่อยน่ะ” ทาเคชิสันนิษฐานได้อย่างหนึ่ง เมื่อสังเกตจากชุดที่อาซามิใส่ สถานที่พบศพ และเวลาเกิดเหตุ เขาสงสัยว่าอาซามิอาจจะลองใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ( อิริเอะกำลังตรวจสอบอยู่ว่าผู้เสียชีวิตมีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ ) แต่เรื่องจริงอาจจะเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลยก็ได้ ที่เขาคิดมันก็เป็นแค่การคาดการณ์ และท้ายที่สุดเขาอาจจะไม่มีวันได้ทราบความจริงเลย กระนั้น ยามาโมโตะก็ไม่ได้คิดที่จะแบ่งปันข้อคาดการณ์ดังกล่าวให้ฮิบาริฟังอย่างแน่นอน “แต่เธอก็จัดการอะไร ๆ ได้ดีเลยนะ” ตามมาตรฐานของฮิบาริ “เธอทำทั้งหมดนั่นด้วยตัวคนเดียว เธอแค่ขอให้พวกเราช่วยเรื่องทำความสะอาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง”

      “อาซามิไปหาแก” ฮิบาริพูดด้วยเสียงกรรโชก เขาดูแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว ความเดือดดาลกำลังเข้าครอบงำเขาอย่างถาโถม คล้ายเมื่อสมัยที่ฮิบาริยังเป็นวัยรุ่น

      “เธอแค่กลัวนายจะเสียใจน่ะ”

      ฮิบาริอึ้งจนอ้าปากค้าง ทาเคชิอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้เสียเหลือเกิน แต่เขายังรักชีวิตเกินกว่าจะทำอย่างนั้น

      “นี่...ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าบ้านพวกนายเป็นยังไงกัน แต่ฉันไม่เคยเล่าเรื่องที่ฉันทำไม่ดีให้พ่อฉันฟังเลย ก็เพราะว่าไม่อยากให้เขาเสียใจไง ใช่ไหมล่ะ? มันประมาณว่า ถ้าเกิดฉันพูดไปแล้วพ่อเกิดหัวใจวายขึ้นมาล่ะ? ก็พวกพ่อแม่ดันชอบกังวลมากไปนี่ เพราะฉะนั้น บางครั้งเวลาเราเจอปัญหาหนัก ๆ เราอาจจะไปขอให้คนที่รักเราช่วย แต่ไม่ใช่คนที่รักเรายิ่งกว่าชีวิต” โดยเฉพาะเมื่อเรารู้สึกละอายใจต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป สิ่งสุดท้ายที่เราอยากให้มันเกิดขึ้น คือการที่พ่อแม่ของเราได้รู้เรื่องนั้นเข้า

      ทาเคชิรู้สึกว่าฮิบาริยืนจ้องเขาอยู่ประมาณหนึ่งนาทีเต็ม ๆ จากนั้นเขาก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ นี่มันนิสัยประจำครอบครัวนี้ชัด ๆ

      หวังว่าฮิบาริจะรู้สึกดีขึ้น แต่มันก็ยากที่จะอ่านความรู้สึกของเขาได้

       


       

      ฮายาโตะกำลังยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่บริเวณนอกรั้วโรงเรียนมัธยมเหมือนไอ้โรคจิต แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำแบบนี้ไปทำไม เขาไม่เคยดูแลเด็กมาก่อน—ปกติเขาจะได้เจออาซามิก็ต่อเมื่อวันนั้นทาเคชิบังเอิญต้องดูแลเธอ แล้วฮายาโตะบังเอิญมีธุระกับเขาก็เท่านั้น ตอนนี้ทาเคชิกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับสองรองจากรุ่นที่สิบแล้ว ฮายาโตะเชื่อว่าฮิบาริอาจจะไม่ชอบอะไรในตัวเขาสักอย่าง ดังนั้นเขาจึงไม่แน่ใจว่าวันนี้มีอะไรพิเศษเกิดขึ้น ฮายาโตะจึงได้เป็นคนมา

      จริง ๆ แล้วก็พอจะมีอยู่เหตุผลหนึ่งที่อาจทำให้ฮิบาริไม่ชอบเขา เพราะโดยปกติแล้ว อาซามิจะได้ออกมาเจอกับฮายาโตะก็ต่อเมื่อพวกเขาอยู่กลางแจ้งเท่านั้น บางทีฮิบาริอาจจะกังวลเรื่องควันบุหรี่มือสอง ไอ้พวกบ้ากฎเอ๊ย

      โอ้ พวกเด็กมีปัญหามานู่นแล้ว—อาซามิกับพรรคพวกของเธอ พระเจ้า นี่มันชวนให้คิดถึงความหลังจริง ๆ อาซามิได้ดวงตาของโครม และเรือนร่างของโครมมา แต่ด้วยโครงหน้าแบบฮิบาริ และทัศนคติแบบฮิบาริ ซึ่งพอรวมกันแล้วช่างออกมาประหลาดเหลือเกิน แล้วกลุ่มของอาซามิก็ไม่ใช่คณะกรรมการคุมกฎ แต่เป็น—แก๊งอันธพาลทั่วไป เธออ้างว่าเธอปฏิเสธที่จะถูก “สถาบันกดทับ” หรืออะไรพรรค์นั้นสักอย่าง เธอคงจะทำให้ฮิบาริสับสนจนเกือบเสียสติแน่ ๆ คิดดูแล้วก็ตลกไม่เบา

      สมาชิกในกลุ่มของเธอส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ซึ่งตัวสูงโปร่งและดูสุขุมใช้ได้ แต่ก็น่าเกรงขามพอตัว—อาจจะพูดได้ว่าทรงคล้ายคุซาคาเบะ—แต่เธอก็มีเพื่อนผู้หญิงในกลุ่มเหมือนกัน สาว ๆ เหล่านั้นดูเพรียวบางแต่แข็งแกร่ง แล้วก็มีดวงตาที่ป่าเถื่อนไม่เบา ราวกับว่าพวกเธออาจจะกระทำการใด ๆ ก็ได้ในพริบตา แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าขนลุกที่สุด และเป็นสิ่งที่กลุ่มนี้มีเหมือนกับกลุ่มของฮิบาริ นั่นคือไม่ว่าพวกนี้จะอ้างว่าถูกสถาบันกดทับหรืออะไรก็ตาม แต่เด็กเหล่านี้กลับดูไม่เหมือนอันธพาลเลยสักนิด ทั้งเครื่องแบบที่เนี้ยบ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ย้อมสีผม ความโหดเหี้ยมที่แท้จริงอยู่ลึกลงไปกว่านั้น มันอยู่ในวิธีการเคลื่อนไหว หรือในแววตา เพราะคนที่อันตรายจริง ๆ มักจะไม่โอ้อวดกัน

      ส่วนฮายาโตะชอบโอ้อวดเสมอ ไม่ว่านั่นจะหมายถึงอะไรก็ตาม

      “อาซามิ” เขาเรียก

      เธอหันหลังออกจากเหล่าเพื่อนตัวสูงใหญ่ ดวงตาของเธอลุกวาวขึ้น ไม่ได้ลุกวาวแบบที่ฮิบาริมักทำ แต่ลุกวาวด้วยความตื่นเต้นแทน ทำให้ความภาคภูมิใจปะแล่ม ๆ ที่ฮายาโตะอุตส่าห์มีให้เธอนั่นหายวับไป นังเด็กนี่ยังไม่รู้จักโตเสียที “อาฮายาโตะ!” อาซามิเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่ม โดยที่ไม่ได้แม้แต่เหลียวกลับไปมอง ท่าทางจะยังเป็นกลุ่มที่ยังค่อนข้างหละหลวม เพราะพวกนั้นดูไม่ได้รู้เรื่องว่าอาซามิหายไป—แม้ว่าจะมีบางคนในนั้นที่พยายามมองหน้าฮายาโตะอย่างระแวง ราวกับว่าจะเอาเรื่อง จนฮายาโตะต้องย้ำเตือนตัวเองอีกครั้งว่ารุ่นที่สิบไม่อนุญาตให้ใช้ความรุนแรงกับเด็กนักเรียน ถึงแม้ว่าเด็กบางคนจะสมควรโดนสั่งสอนเหลือเกิน

      “พ่อเธอให้ฉันมารับเธอน่ะ” ฮายาโตะบอก เขารู้สึกแปลก ๆ กับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดออกไป “ฉันว่าทีแรกเธอคงจะนัดเจอกับเขาในป่า แล้วพากันไปตีสัตว์หรือทำอะไรเทือกนั้นเพื่อความบันเทิงกันใช่ไหม แต่ท่าทางเขาจะเปลี่ยนแผนแล้วล่ะ”

      “อาฮายาโตะคะ ใครเขาตีสัตว์กัน เราต้องตีมนุษย์ที่ทำตัวรกโลกต่างหาก แล้วทำไมพ่อไม่ส่งข้อความมาหาฉันล่ะ?”

      ฮายาโตะเริ่มก้าวเดินออกไป เพราะผู้คนแถวนั้นเริ่มมองมายังบริเวณที่เขากับอาซามิยืนคุยกันอยู่ มันทำให้ฮายาโตะอารมณ์ไม่ดี “มีพวกไม่น่าไว้ใจอยู่ในเมือง”

      “…พวกไม่น่าไว้ใจเหรอ? นี่แสดงว่าอามาเพื่อปกป้องฉันเหรอเนี่ย?”

      “หุบปากเสียที ฉันไม่ได้อยากมาเองซะหน่อย ถึงเธอจะโดนจับตัวไปฉันก็ไม่สนหรอก”

      “โอ้ อารักหนูจริง ๆ ด้วย”

      “เธออยู่กับไอ้บ้าเบสบอลมากจนติดโรคบ้าไปแล้วสินะ”

      “โอ้ อารักอาทาเคชิด้วย”

      “เดี๋ยวฉันจะผลักเธอให้โดนรถชนตายเดี๋ยวนี้แหละ”

      “ลองทำสิ ฉันก็จะดึงอาไปด้วยเหมือนกัน”

      “แล้วเธอจัดการได้กี่คนแล้วล่ะ? หรือว่ายังจอดนิ่งอยู่ที่หนึ่งศพกันหา?”

      “ถ้าอาพูดต่ออีกแค่คำเดียว ฉันจะควักลูกตาอาออกมาแน่ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าสึนะทนอยู่กับอาไปได้ยังไง”

      ฮายาตะสูดจมูกฟุดฟิด เขาพยายามอดกลั้นไม่เอาบุหรี่ขึ้นมาจุด เขาไม่ได้อยากจะเคารพกฎบ้า ๆ บอ ๆ ทั้งหลายของฮิบาริหรอก แต่เรื่องควันบุหรี่มือสองเขาพอเข้าใจ ในกรณีที่มันคือสิ่งที่ฮิบาริกังวลจริง ๆ ล่ะนะ “รุ่นที่สิบอดทนกับทุกอย่างได้เสมอ แล้วก็เลิกมาปั่นหัวฉันเลยนะ ใครสั่งใครสอนให้เธอทำแบบนี้กัน? รู้ไหมว่าฮิบาริไม่เคยปั่นหัวใคร เขาลงมือฆ่าเลยต่างหาก”

      “อะไร แม่ฉันยังปั่นหัวคนอื่นเป็นอาชีพเลย” อาซามิโต้ เธอกลอกตาไปมา ด้วยดวงตาที่เธอได้รับจากโครม ทำไมบางครั้งเราถึงลืมไปได้ว่าแม่ของเธอเป็นใคร ทั้ง ๆ ที่แค่เห็นหน้าเธอก็ควรจะนึกออกทันทีกันนะ? มันเป็นพลังมายาของธาตุสายหมอกอย่างนั้นหรือ? “เอาเถอะ” เธอโพล่งขึ้นมา “ดีเลยที่สึนะอดทนได้กับทุกเรื่อง เพราะฉันก็อยากให้เขาอดทนกับฉันได้เหมือนกัน ถ้าเป็นคนอื่นก็คงทนฉันไม่ได้แน่”

      เธอพูดเรื่องนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย ฮายาโตะฟังแล้วอารมณ์เสีย กระทั่งเขาเริ่มต่อบทสนทนา ซึ่งทำให้เขาพบกับเรื่องที่น่าอารมณ์เสียยิ่งกว่า “เดี๋ยว แล้วทำไมรุ่นที่สิบจะต้องมาทนกับเธอ?”

      “พอวันที่ฉันได้ทำงานให้วองโกเลไง” เธอพูดราวกับว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดในสามโลก

      ฮายาโตะกระชากตัวอาซามิไปที่ขอบทางเดิน ห่างไกลจากบริเวณที่มีผู้คนพลุกพล่าน แล้วมองเธอด้วยความจริงจัง ฮายาโตะอยากจะขอให้เธอฟังเขาอย่างตั้งใจสักครั้ง ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวก็พอ แม้ว่ามันจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็ตาม “เธอไม่เคยเข้าใจเลย” ฮายาโตะพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ว่ารุ่นที่สิบพยายามแค่ไหนเพื่อให้เธอยังสามารถข้องเกี่ยวกับแฟมิลีได้ แต่ไม่ต้องมาทำงานสกปรกแบบพวกเรา”

      เธอส่งสายตาปะทะกับเขา นั่นเป็นแววตาดูเลื่อนลอยแต่น่ากลัวไม่เบา “แล้วไง? สุดท้ายฉันก็จะต้องทำงานให้สึนะอยู่ดี”

      “ทำไมถึงอยากทำนักหนา? เธอก็เรียนใช้ได้นี่ ไปทำงานสุจริตสิ”

      “อาทาเคชิเคยเล่าให้ฟังว่าอาฮายาโตะก็เรียนใช้ได้เหมือนกัน แล้วทีตัวเองล่ะ ทำไมถึงไม่ไปทำงานสุจริต?”

      คำตอบก็คือ เพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ดี และมันเป็นคำตอบเดียวกันสำหรับทั้งฮายาโตะและอาซามิ ฟังดูน่าเวทนาไม่เบา “รุ่นที่สิบต้องไม่พอใจแน่นอน”

      “ทุกวันนี้สึนะก็ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่เสียหน่อย แต่อาบอกเองว่าเขายอมอดทนนี่ เพราะอย่างนั้นหัวเขาถึงเริ่มหงอกไง”

      “ฉันพูดเลยนะว่าถ้าเธอทำงานให้เขา สุดท้ายเธอจะต้องมาคอยเครียดกับมันทุกวันแน่ เธอก็รู้นี่ ทำไมยังอยากทำอยู่อีก?”

      “ฉันไม่ได้บอกว่าอยากเป็นผู้พิทักษ์หรืออยากได้ตำแหน่งใหญ่โตอะไรแบบนั้นเสียหน่อย ฉันแค่อยาก...ทำงานอยู่ห่าง ๆ เหมือนลุงเคนน่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องเครียดเท่าอาไง ดังนั้นฉันรับมือได้น่า”

      ฮายาโตะยกธงขาว เขาหันหลังให้อาซามิ แล้วเริ่มเดินกลับไปยังบริเวณฝูงชนอีกครั้ง เขาควรจะรู้ได้เสียตั้งนานแล้วว่าการเถียงกับฮิบารินั้นไม่มีประโยชน์ สู้เอาหัวไปโขกกำแพงเล่นอาจจะยังได้ความมากกว่า รวมถึงเจ็บปวดน้อยกว่าด้วย “ลืมไปเสียเถอะว่าฉันเคยพูดเรื่องนี้กับเธอ”

      อาซามิเดินกุลีกุจอตามฮายาโตะมาเหมือนหมาในตัวน้อย ๆ ที่กำลังเริงร่า “ตอนนี้อาเข้าข้างหนูแล้วใช่ไหมคะ อาฮายาโตะ?”

      “ในฝันเธอล่ะนะ” เขาตอบ จากนั้นจึงเอาบุหรี่ขึ้นมาจุดอย่างไม่สนใจสุขภาพปอดของอาซามิ “ฉันจะทำเป็นว่าเราไม่ได้คุยกัน ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เราไม่รู้จักกัน”

      “อานี่งี่เง่าจริง ๆ ”

      ฮายาโตะพยายามหวนนึกถึงในสมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาสงสัยว่าตัวเองเคยน่ารำคาญขนาดนี้หรือเปล่า แล้วฮายาโตะก็จำได้ราง ๆ น่ากลัวว่าเขาอาจจะเคยทำตัวแย่ยิ่งกว่านี้เสียอีก

       


       

      “...สึนะ?”

      “ไม่เอา” เขาตอบด้วยเสียงอู้อี้ สึนะนอนแผ่อยู่บนโซฟาในห้องทำงานของเขา พร้อมกับเอาหมอนมาปิดทับหน้าเอาไว้ อย่างกับว่าเขากำลังพยายามจะกลั้นใจตาย สึนะจะมีอาการแบบนี้สักประมาณปีละครั้ง รีบอร์นชอบเรียกมันว่าอาการพัฒนาการถดถอย สึนะจะไม่ยอมคุยกับใครทั้งนั้น ซึ่งนั่นมันก็แย่มาก ๆ สำหรับอาซามิ เพราะเธออยากจะคุยกับเขาเสียเต็มประดา แต่อันที่จริงเธอไม่ต้องรีบคุยกับเขาวันนี้ก็ไม่เสียหายอะไร เพียงแต่เธออุตส่าห์ถ่อมาถึงที่นี่แล้ว จะให้กลับไปเหมือนครั้งก่อน ๆ อีกมันก็กระไรอยู่

      ถ้าป๊ะป๋าของอาซามิอยู่ที่นี่ เขาคงจะโจมตีใส่สึนะไปแล้ว ที่จริงอาซามิก็แอบเริ่มเห็นด้วยกับวิธีดังกล่าว แต่ติดอยู่อย่างหนึ่ง เพราะในเมื่อเธอกำลังพยายามจะร้องขอบางอย่างจากเขา การโจมตีใส่สึนะจะยิ่งทำให้เขาปิดใจเข้าไปใหญ่

      “สึนะ ถ้าสึนะยอมให้หนูทำงานด้วย หนูจะกลับบ้านตอนนี้เลยแหละ”

      “ฉันรู้ว่าเธอจะมาไม้นี้” เสียงดังออกมาจากใต้หมอน “ฉันเลยต้องตอบว่า ไม่

      ชัดเจนว่าเขาคงรู้มาก่อนหน้านี้ เพราะสัปดาห์ที่แล้วอาซามิเพิ่งมีพิธีจบการศึกษาจากโรงเรียน สึนะมักจะรู้เสมอว่าเราจะทำอะไรหรือกำลังคิดอะไรอยู่ และนั่นมันก็ออกจะเอาเปรียบคนอื่นมากไปหน่อย

      “ถ้าไม่ให้หนูทำงานด้วย หนูจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

      “พวกเพื่อนเธอก็ด้วย ฉันไม่เอาพวกนั้นเหมือนกัน”

      “ให้หนูได้งานคนเดียวแต่ต้องยอมปล่อยให้เพื่อนว่างงาน อย่างนั้นมันไม่ได้หรอกนะ!”

      “เธอไม่ได้งานอยู่แล้วนี่ ดังนั้นก็ไม่มีปัญหา”

      “อาฮายาโตะสอนเทคนิคการใช้ระเบิดเจ๋ง ๆ ให้หนูมาน่ะ อยากเห็นไหม?”

      “ลองเอาไดนาไมต์ออกมาสักแท่งสิ ฉันสาบานเลยว่าจะเก็บกระเป๋าหนีไปอยู่เกาะร้างแถบแคริบเบียนทันที”

      “สึนะก็พูดแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร หนูยังไม่เห็นว่าสึนะจะไปไหนเลย แต่ก็เอาเถอะ จริง ๆ หนูก็ไม่ได้อยากจะมาขออนุญาตสึนะหรอก หนูว่าป๊ะป๋าก็คงไม่เคยขอเหมือนกัน”

      “ใช่แล้ว คุยเรื่องพ่อเธอดีกว่า เรามาพูดถึงท่านเทพเจ้าแห่งความตายนามว่า ฮิบาริ เคียวยะ กันเถอะ เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าเขาจะยอมให้เธอมาทำงานกับฉัน? ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ”

      สึนะเขากลัวป๊ะป๋ามากจริง ๆ แต่กลับกันป๊ะป๋าก็เคยบอกว่าสึนะสามารถล้างบางสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกได้ถ้าเขาต้องการ ความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันช่างประหลาด แต่ยังไงก็เถอะ พูดอย่างกับว่าป๊ะป๋าเขาเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย เขาก็แค่อยากให้อาซามิไปได้ดีกับสิ่งที่เธอทำ ไม่สำคัญว่าจะเป็นที่ไหนเสียหน่อย “เดี๋ยวเขาก็ชินเองน่า”

      “แล้วทำไมเธอไม่ไปทำงานกับเขาล่ะ?”

      “หมายถึง...ทำงานให้ป๊ะป๋าน่ะเหรอ? มันอาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไร คือหนูทำตามคำสั่งได้ไม่ค่อยดีน่ะ”

      “อย่างนั้นเธอยังจะอยากมารับคำสั่งจากฉันอีกเนี่ยนะ”

      อาซามิคิดไม่ออกว่าจะหาเหตุผลดี ๆ มาตอบสึนะได้อย่างไร เพราะเธอตั้งใจจะไม่ทำตามคำสั่งของเขาอยู่แล้วแต่แรก แต่สำหรับเคียวยะ เธอไม่อาจหาญที่จะขัดคำสั่งจากป๊ะป๋าของเธอได้ โชคดีที่สึนะยังไม่หยุดพูด เธอเลยไม่ต้องตอบ

      “เธอยังอยู่ในวัยต่อต้านหรือไง? แล้วทำไมต้องลากฉันเข้าไปด้วยล่ะ? ทำไมต้องเป็นแบบนี้ตลอดเลยเนี่ย?”

      “นี่ สึนะ อย่ามองให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปเลย ถ้าสึนะไม่ยอมให้หนูทำงานด้วย หนูก็คงจะต้องสร้างแก๊งของตัวเองแล้วเข้ามายึดวองโกเลอยู่ดี ลองคิดสิว่าถึงตอนนั้นมันจะเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้สักแค่ไหน”

      สึนะเงียบไป ซึ่งไม่เคยเป็นเรื่องดีเลย

      อาซามิไม่ค่อยสบายใจเวลาเธอไม่เห็นว่าสึนะกำลังทำหน้าอย่างไร เพราะเธอไม่สามารถบอกได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขากำลังโมโห เขากำลังครุ่นคิด หรือเขากำลังเสียใจ หรือเขาอาจจะกระทั่งหลับไปแล้วเพราะไม่อยากคุยต่อก็เป็นไปได้ สึนะเคยทำมาบ้างแล้วเหมือนกัน

      แต่สึนะต้องยอมให้อาซามิทำงานกับเขาได้แล้ว เขาต้องยอม แล้วเขาก็จะยอมจนได้ ที่จริงอาซามิก็ไม่ได้อยากจะทำตัวไม่น่ารักแบบนี้หรอก แต่นี่มันคือชีวิตของเธอ งานแบบนี้คือชีวิตแบบที่เธอเป็นมาตลอด สึนะจะมาห้ามเธอไม่ได้ อาซามิจะทำทุกอย่างเท่าที่เธอทำได้เพื่อให้มันเกิดขึ้น

      “ถ้าอย่างนั้น เธอคงอยากจะเป็นผู้สืบทอดของฉันใช่ไหม” สึนะถามอย่างใคร่ครวญ

      อาซามิขอแค่อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตำแหน่งนั้น เธอรู้สึกว่าลางร้ายกำลังจะมาเยือนเสียแล้ว “ไม่ ไม่เอา หนูไม่ได้จะ—”

      จากนั้นสึนะก็โยนหมอนทิ้งไปในทันใด และลุกพรวดขึ้นมา เขาเอนตัวไปทางอาซามิ พร้อมเอามือประสานไว้ตรงระหว่างบริเวณหัวเข่า อาซามิ ไม่เคยเห็นสึนะในแบบที่จริงจังขนาดนี้มาก่อน ไม่แม้กระทั่งตอนที่เขาต่อสู้กับเธอ และมัน...บ้าบอมาก บ้าบอที่สุด

      “ถ้าเธออยากจะเป็นวองโกเลรุ่นที่สิบเอ็ด” สึนะบอก “เธอจะต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้เลย เพราะตอนที่ฉันอายุเท่าเธอ ในทางปฏิบัติฉันก็เป็นผู้นำของแฟมิลีแล้ว เธอตามหลังฉันอยู่นะ อาซามิจัง”

      “สึนะ คือหนูแค่—”

      “ไม่ต้องกังวล รุ่นที่สิบเอ็ด ฉันจะฝึกเธอเอง และ—” เขาเงียบไปกะทันหัน อาซามิรู้ได้ทันทีว่าสึนะเกือบจะพูดชื่อใครออกมา รีบอร์นเสียชีวิตไปได้ห้าปีแล้ว แต่สึนะยังคงไม่ชินกับความจริงข้อนั้นสักเท่าไร ซึ่งทำให้อาซามิกลัวเหลือเกิน เพราะเธอมั่นใจว่าเธอจะมีอาการเดียวกันแน่นอนหากป๊ะป๋าของเธอจากไป “...และโกคุเดระ ยามาโมโตะ บาซิล” สึนะพูดต่อหลังสะดุดไปประมาณหนึ่งวินาที ตอนนี้เขาดูผ่อนคลายมากขึ้น “เธอรู้ไหม ฉันว่าคุณฮิบาริจะไม่ว่าอะไรหรอก ดังนั้นเธอจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอน”

      “แต่—”

      “ฉันกำลังเครียดพอดีว่าใครจะมาสืบทอดแฟมิลีนี้ต่อ เพราะตัวเลือกอื่น ๆ ที่แม้จะอายุเข้าเกณฑ์ แต่ก็ยังคุณสมบัติไม่ผ่าน ฉันว่าเธอเหมาะสมกว่าพวกนั้นอีก เป็นเกียรติมาก ๆ เลยนะที่จะได้อาซามิจังมาเป็นผู้สืบทอดของฉัน ทีนี้เธอก็จะสามารถพาเพื่อนเธอมาทำงานได้แล้วล่ะ แก้ปัญหาตรงนั้นได้พอดีเลย”

      อาซามิไม่เข้าใจเลยว่ามันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร เพราะเธอสามารถเล่นงานสึนะได้จนแต้มในทุก ๆ เกมกระดานที่ทั้งสองเล่นด้วยกัน ถึงอย่างนั้นเขากลับเล่นงานเธอในชีวิตจริงแทน “เดี๋ยวก่อนสึนะ ไม่ใช่ว่าหนูต้องเป็นธาตุนภาเหรอ? แล้วหนูจะใช้แหวนวองโกเลได้ยังไง? อีกอย่าง คือหนูไม่— คนอื่นเขาไม่—นี่ สึนะ สึนะบริหารคนได้ก็เพราะว่าเกลี้ยกล่อมคนเป็นนี่นา หนูทำอย่างนั้นไม่ได้ซะหน่อย หนูเหมือนป๊ะป๋ามากกว่า”

      วองโกเลรุ่นที่สิบปัดคำโต้แย้งที่ดูมีเหตุผลเหล่านี้ทิ้งไปเสียหมด “ธาตุนภาน่ะหายาก ฉันยังไม่เคยเจอเด็กอายุพอ ๆ กับเธอที่มีความสามารถพอจะมาชี้นำแฟมิลีได้เลย ดังนั้นตอนนี้เธอไร้คู่แข่งเลยล่ะ ส่วนเรื่องสายเลือดกับแหวนวองโกเล ฉันไม่เคยชอบกฎพวกนั้นเลย ฉันว่าแหวนมันสามารถถูกรื้อปรับระบบใหม่ได้อยู่นะ หรืออะไรทำนองนั้น” สึนะพูดแบบสบาย ๆ อย่างกับว่าการทำลายมรดกตกทอดของตระกูลเขามันไม่ใช่เรื่องใหญ่

      “แต่...ไม่ใช่ว่าเพราะกฎนั้นเหรอสึนะถึงเป็นรุ่นที่สิบได้?”

      “ก็ใช่”

      “สึนะ ไม่ต้องมาเพ้อเจ้อเลย เพราะถึงจะไม่มีปัญหาพวกนั้นแล้วแต่มันก็ยังมีเรื่องอื่นอีก อย่างเรื่องที่คนอื่นเขากลัวหนูกันจะตาย อีกอย่างหนูเองก็ไม่ได้ชอบทำงานกับคน แต่สึนะรักผู้คนนี่”

      “หืม ฉันว่าคนอื่น ๆ เขาชอบเธอมากกว่าที่เธอคิดอีกนะ”

      สึนะต้องไม่เข้าใจแน่ ๆ ว่าพลังแห่งการหว่านล้อมของเขามันน่าขนลุกขนพองขนาดไหน “นั่นไม่—”

      “แต่ถ้าเธอหาคนมาแทนได้—แล้วคนนั้นจะต้องเป็นคนที่ฉันยอมรับด้วยนะว่าเหมาะสมกว่าเธอ—ฉันก็จะปล่อยเธอไป”

      อ่าฮะ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเขาหวังอะไรกันแน่ สึนะน่ะงี่เง่า บางครั้งเราก็ลืมเรื่องนั้นไปเพราะว่าเขาเป็นคนน่ารัก แต่ในบางที โดยเฉพาะตอนที่เขากำลังคิดแทนเรา และเพ้อไปว่านั่นคือสิ่งที่ดีกว่าสำหรับเรา มันทำให้เราตระหนักได้ว่า จริง ๆ แล้วเขาน่ะงี่เง่าสิ้นดี “สึนะ หนูขอโทษนะคะ แต่หนูคงจะต้องควักลูกตาสึนะออกมาซะแล้วล่ะ”

      สึนะยิ้มแป้น “ไม่เป็นไร อย่างน้อยฉันก็จะได้ไม่ต้องทำงานเอกสารอีกแล้ว”

      “ผิดถนัด เดี๋ยวอาฮายาโตะก็จะมานั่งอ่านเอกสารให้สึนะฟังอยู่ดี”

      “เนี่ย เห็นไหมว่าเธอเป็นงานแค่ไหนแล้ว? เธอจะเป็นหัวหน้าที่ดีแน่นอน”

      “สึนะ!”

      “สวัสดีครับคุณฮิบาริ” สึนะกล่าว

      “ซาวาดะ สึนะโยชิ” เสียงดังมาจากทางประตู “อาซามิ”

      “...ป๊ะป๋า” อาซามิไม่ทันสังเกตว่าป๊ะป๋าเพิ่งเข้ามาในห้อง เธอปล่อยให้มีใครลอบเข้ามาจากด้านหลังได้ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นป๊ะป๋าก็ตามที โอ้ เธอจะโดนดุนอกรอบแน่นอน

      ป๊ะป๋าหรี่ตามองเธอ อาซามิได้แต่ห่อเหี่ยวในใจ “แม่อยู่ที่บ้านน่ะ” ฮิบาริบอก

      “อ้าว! จริงเหรอคะ?” ด้วยเหตุผลบางอย่าง แม่ของอาซามิเป็นพวกกลัวพิธีการเข้าขั้นวิกฤต ทีแรกอาซามิเลยคิดไปว่าเธอคงจะไม่ได้เจอแม่ในช่วงเดือนสำเร็จการศึกษาอย่างแน่นอน แต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งยอดเยี่ยมมาก ๆ

      “บอกไปรอบหนึ่งแล้วใช่ไหม?”

      ในบรรดารายการสิ่งที่ป๊ะป๋าเกลียด การต้องให้เขาพูดซ้ำนั้นอยู่อันดับต้น ๆ เลยทีเดียว ท่าทางวันนี้อาซามิจะทำให้เขารำคาญได้หลายดอกเสียแล้ว ดังนั้นทำอีกสักหน่อยจะเป็นอะไรไปล่ะ ใช่ไหม? ไหน ๆ ก็จะถูกดุอยู่แล้ว “วันนี้แม่จะอยากเล่นกับหนูไหมนะ?”

      “แล้วทำไมจะไม่อยาก” ป๊ะป๋าพูดเสียงเข้ม สีหน้าเขาดูหงุดหงิดมากจริง ๆ

      แม่จะสู้กับพวกเขาคนใดคนหนึ่งเพียงแค่คนเดียวต่อวันเท่านั้น และบางครั้งคนที่ได้สิทธิ์ลำดับที่สองอาจต้องรอถึงสองวัน หรือกระทั่งสัปดาห์หนึ่ง มันจึงเป็นเรื่องใหญ่มากที่จะได้สิทธิ์นั้นเป็นคนแรก

      ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยใช้ระบบมาก่อนได้ก่อน ใครหาแม่เจอก่อนคนแรกก็จะได้สู้กับเธอ แต่มันไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไร เนื่องจากป๊ะป๋ามีเครือข่ายสายลับอยู่ทั่วเมืองไปหมด ส่วนอาซามิต้องไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นแล้ว พวกเขาเลยตกลงที่จะผลัดกัน โดยวันนี้เป็นตาของอาซามิที่ได้สู้ก่อน

      เธอเป็นเด็กไม่ดีเลยที่ไปพูดจาโอ้อวดบุพการีอย่างนั้น

      ...และเธอก็ควรจะหยุดได้แล้ว เพราะตอนนี้สึนะกำลังทำสีหน้าประหลาด ซึ่งเกิดจากความใคร่รู้และความหวาดกลัวผสมกัน มั่นใจได้เลยว่าในไม่ช้ามันจะกลายเป็นความลนลานแน่ ๆ โถ สึนะผู้น่าสงสาร แม้จะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่จิตใจของเขากลับบอบบางอย่างน่าใจหาย

      อาซามิลุกขึ้นยืน “หนูจะให้ทั้งสองคนคุยกันไปก่อนก็ได้ แต่สึนะ เดี๋ยวหนูจะกลับมาคุยด้วยอีกที” พร้อมทำหน้าบูดใส่เขา สึนะเองก็ไม่ได้ชอบใจเท่าไรเช่นกัน “เจอกันที่บ้านนะคะ ป๊ะป๋า” เธอยื่นหน้าไปจูบแก้มเขาหนึ่งที

      จากคำบอกเล่าของลุงดีโน ผู้ซึ่งมีอารมณ์ขันผิดแผกไปจากมนุษย์มนา เขาเคยบอกว่าเธอสามารถลองจูบแก้มพ่อของเธอได้ นอกจากนี้ อาซามิยังมองว่าป๊ะป๋าเขาชอบทำหน้าตลกเมื่อโดนจูบแก้มอีกด้วย คล้ายกับว่าเขาตกอยู่ในห้วงความรู้สึกสองอย่าง อย่างแรกคือความชอบใจ อีกอย่างคือความรู้สึกอยากจะตีลูกสาวตัวเองให้ตายเสียตรงนั้น

      อาซามิต้องคอยระวังให้ตัวเองสามารถวิ่งหนีจากป๊ะป๋าได้ทันท่วงทีเสมอ จะให้ดีก็ต้องก่อนที่ฮิบาริจะตั้งสติได้ หากเราคิดที่จะแกล้งเขาแล้ว เราก็ต้องวิ่งให้ไวพอ

       


       

      สึนะรู้ดีกว่าการหัวเราะเยาะฮิบารินั้นเป็นการรนหาที่ตาย เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว มันเลยไม่ยากเท่าไรที่จะกลั้นขำเอาไว้

      จนเมื่อฮิบาริเลิกเอาแต่มองอย่างไม่มั่นใจไปทางประตูที่เพิ่งถูกปิดหมาด ๆ แล้วนั้น เขาก็หันมาคุยกับสึนะ แต่ดูเหมือนฮิบาริจะยังไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไร “นายกำลังหลอกให้เธอมาเป็นที่ปรึกษานอกองค์กรใช่ไหม?”

      การกลั้นหัวเราะมันไม่เคยง่ายเลย มีแต่จะยากขึ้นเรื่อย ๆ “...อืม ก็ประมาณนั้นครับ แต่นั่นเป็นกรณีที่เธอหาคนมาเป็นรุ่นที่สิบเอ็ดได้สำเร็จนะครับ แต่ถ้าหามาไม่ได้ ผมก็จริงจังกับเธอมาก ๆ ”

      ฮิบาริหัวเราะเยาะอย่างไม่ใส่ใจ “เธอคงจะหาคนมาแทนจนได้”

      “ถ้าอย่างนั้น” สึนะว่าต่อ “ผมคิดว่าเธอจะไปได้ดีกับเชเดฟแน่นอนครับ”

      “นายไม่เคยลองวิธีนี้กับผมนี่”

      “มันใช้ไม่ได้ผลกับคุณฮิบาริหรอกครับ” เพราะคุณเป็นพวกไม่แยแสสังคมรอบข้างไงครับ สึนะคิดอย่างเอ็นดู

      “ใช่ ก็คงใช้ไม่ได้หรอก แล้วนายเริ่มคิดถึงเรื่องมรดกของตัวเองแล้วหรือ ซาวาดะ สึนะโยชิ”

      “หมายความว่ายังไงนะครับที่ว่าเริ่มคิด? นี่ผมจะสี่สิบอยู่แล้วนะ ผมว่าสำหรับงานที่พวกเราทำอยู่ อายุเท่านี้ก็ถือว่าเป็นตาเฒ่าแล้วล่ะ ตอนนี้พวกเราแก่เกินไปแล้วนะครับ คุณฮิบาริ”

      “นายพูดเหมือนพวกสัตว์กินพืชเลย”

      “ผมพูดจริง ๆ นะครับ อีกไม่นานผมก็คงจะรับมือไม่ได้แล้ว ตอนคุณซัดผมจนกระเด็นไปติดกำแพง”

      “ถ้าวันนั้นมาถึง ผมจะฆ่านายทิ้งซะ”

      พอแค่นี้ก่อนได้ไหมครับ ไม่เลยเถิดไปกว่านี้ก่อนได้ไหม คุณฮิบาริครับ? “แล้วทำไมสัตว์แก่ ๆ ถึงทำตัวแก่ไม่ได้ล่ะครับ”

      “สัตว์ที่แก่แล้วจะตายไปในไม่ช้า เพราะพวกมันไม่สามารถหากินได้อีกต่อไป”

      จริง ๆ สึนะควรจะคิดให้ได้ตั้งแต่แรกว่าฮิบาริจะพูดสวนอย่างไร “อ่า จริง ๆ แล้วมันอาจไม่ใช่เพราะผมแก่ก็ได้นะครับ ที่จริงผมคิดว่า ผมอาจจะเบื่อต่างหาก”

      ฮิบาริพยักหน้า ดูท่าทางเขาจะยอมรับเหตุผลนี้ได้ นี่มันจะมหัศจรรย์เกินไปไหม

      “ก่อนที่เราจะมอบความรับผิดชอบใด ๆ ให้อาซามิจัง ผมว่ายังติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่งครับ ตอนนี้คุณฮิบาริเริ่มคิดแล้วบ้างหรือยังครับ ว่าจะทำยังไงกับ เอ่อ สิ่งที่มุคุโระทำไว้?”

      “ผมเคยสอนให้อาซามิลบล้างภาพมายาแล้ว โครมก็สอนให้เธอล้างหมอกในใจเธอออกแล้วเหมือนกัน เธอรู้ทุกอย่างที่ควรจะรู้แล้ว”

      “ก็ใช่ครับ แต่มันก็ต้องมีคนไปบอกให้เธอเอาความสามารถพวกนั้นมาใช้ด้วยสิครับ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณฮิบาริกับโครมถึงยังปล่อยมันไว้อีก”

      “อาซามิต้องจัดการเรื่องนั้นด้วยตัวเอง”

      “ทำไมล่ะครับ?”

      “เพราะมันเป็นเรื่องระหว่างเธอกับหมอนั่น”

      “คุณฮิบาริครับ นี่มันไม่ใช่แล้ว อาซามิจังเพิ่งเกิดนะครับตอนที่มุคุโระสร้างมันไว้ เอาจริง ๆ นะ ผมไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าตอนนั้นเขาคิดมาดีแล้วก่อนจะทำลงไป เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าคุณกับโครมจะจับได้ทันที—คือเขาน่าจะอยากให้คุณต้องเป็นคนมาลบมันออกซะมากกว่านะครับ”

      “หมอนั่นไม่ทำอะไรไปเรื่อยเปื่อย”

      สึนะกุมขมับ ความเชื่อมั่นที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของฮิบาริต่อมุคุโระนั้นน่าปวดหัวยิ่งกว่าความฉุนเฉียวอย่างไม่มีเหตุผลของเขาเสียอีก “คุณฮิบาริไม่สนแล้วเหรอครับว่ามุคุโระจะทำอะไรกับจิตใจของอาซามิ? ผมว่าคุณไม่ใช่คนอย่างนั้นนะ อีกอย่าง ถ้าเธอจะขึ้นมาเป็นผู้นำของเชเดฟในสักวัน ผมก็ต้องการให้เธอทราบเรื่องของมุคุโระครับ!”

      “มันเป็นความรับผิดชอบของเธอ” ฮิบาริยืนยัน “เดี๋ยวเธอก็จะจัดการมันเอง”

      สึนะถอนใจ แล้วกลับมานั่งตัวตรง เป็นอีกครั้งที่เขาต้องยอมแพ้ในการโต้เถียงหัวข้อนี้ จนบัดนี้เขาก็ยังไม่ได้เข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นสักอย่างเลย ไม่ได้อะไรสักอย่างจริง ๆ ตอนนั้นมุคุโระคิดอะไรอยู่ ตอนนี้ฮิบาริคิดอะไรอยู่ และตลอดมาโครมคิดอะไรอยู่ “ว่าแต่ คุณมาหาผมนี่” สึนะกล่าว

      ฮิบาริขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น แล้วเริ่มต้นบรรยายเรื่องอาวุธกล่อง เพราะอาวุธกล่องนั้นคือสิ่งที่เขาหลงใหลเสมอไม่ว่าจะเป็นเส้นเวลาไหน ๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับเส้นเวลานี้ ในลิ้นชักโต๊ะของฮิบารินั้นยังเต็มไปด้วยอาวุธกล่องที่ข้างในมีของเล่นอยู่ กล่องเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยเด็กน้อยอีกคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบมันไม่แพ้กับเขา ฮิบาริมักจะเรียกกล่องเหล่านั้นว่าเป็นของที่ “มีข้อบกพร่อง” แต่ก็ยังเก็บมันไว้ครบเสียทุกชิ้น สึนะพอเดาออกว่าทำไมเขาถึงเก็บไว้

      สำหรับวันนี้ ฮิบาริมาอธิบายเรื่องขอบเขตการทำลายล้างของอาวุธกล่องตัวเฟอร์เรต ด้วยความกระตือรือร้นที่สุดเท่าที่คนอย่างฮิบาริจะแสดงออกมาได้ มันก็ดีไม่น้อยที่เห็นคุณฮิบาริอารมณ์ดี กระนั้น สึนะก็กลัวใจฮิบาริจริง ๆ เพราะบางทีหลังจากจบการบรรยายแล้ว—สึนะอาจจะโดนฮิบาริบังคับให้ต้องต่อสู้กับอาวุธกล่องเฟอร์เรตนั่น

      สึนะไม่สนใจหรอกว่าใครจะพูดอย่างไร แต่เขาแก่เกินไปแล้วจริง ๆ

       


       

      ในกลางดึกคืนหนึ่ง ฮิบาริกำลังหายใจอย่างแผ่วเบาอยู่ไม่ไกลจากเธอ อย่างไรเสีย เสียงหายใจนั้นก็ดังพอให้โครมรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ส่วนอาซามินั้นอยู่ที่อีกห้อง โครมจึงไม่สามารถได้ยินเสียงหายใจของอาซามิได้ ซึ่งน่าเสียดายเหลือเกิน เธอปรารถนาเสมอที่จะเฝ้าดูทั้งสองคนพร้อม ๆ กันหากเป็นไปได้

      เธอมักจะทำเช่นนี้บ่อย ๆ ยามที่เธอมาอยู่กับฮิบาริ—นี่เป็นกิจวัตรยามดึกของโครม เธอนั่งแฝงตัวอยู่ในความมืด นั่งอยู่อย่างนี้หลายชั่วโมง พยายามทำตัวให้เป็นเช่นดังเงา เธอทำได้ดีเลยล่ะ

      มันเป็นเกมระหว่างเธอกับฮิบาริ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ แท้จริงแล้วก็เป็นทั้งสองอย่าง เขาจะพยายามหาตัวเธอให้พบ ส่วนเธอจะทำทุกทางไม่ให้เขาหาเจอได้ และต่อให้ทุกวันนี้เขาจะชนะเธอทุกครั้งแล้วก็ตามที แต่เธอก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเธอเป็นสอนให้เขาทำอย่างนั้นได้เอง

      เมื่อครั้งที่ทั้งสองคนยังเป็นวัยรุ่น มีหลายครั้งที่เธอแอบเข้ามาในบ้านของเขา แล้วอาศัยอยู่เงียบ ๆ เป็นเวลาหลายวัน เธอแอบขโมยอาหารตอนกลางคืน แอบใช้ห้องน้ำตอนที่เขาไม่อยู่ เธอเก็บผมทุกเส้นที่ร่วงลงพื้น เก็บเศษผงต่าง ๆ ที่หล่นออกจากร่างกาย เช็ดน้ำทุกหยดบนอ่างล้างหน้าและอ่างอาบน้ำ หรือกระทั่งเช็ดลายนิ้วมือของเธอออกจากข้าวของทุกชิ้น ทั้งหมดนั้นก็เพื่อจุดประสงค์ในเชิงสัญลักษณ์บางอย่าง

      และบ่อยครั้ง เธอจะจากไปก่อนเขาจะรู้ตัวเสียอีก และในทุกคราเธอจะทิ้งของบางอย่างไว้บนหมอนของเขา เพื่อให้เขาทราบว่าเธอมา เช่น จดหมายขอบคุณ ขนของนกฮูก ดอกกุหลาบแดง แต่ไม่ว่าจะเป็นของแบบใดก็ตาม ความหมายของมันล้วนมีเพียงหนึ่งเดียว ฉันชนะ

      ฮิบาริไม่ชอบแบบนั้นเอาเสียเลย และแม้ว่าเขาจะเกลียดชังมุคุโระปานใด แม้ว่าเขาจะเกลียดการถูกเล่นกับประสาทสัมผัสเพียงไหน เธอกลับเชื่อว่าเธอต่างหาก คือสิ่งที่ผลักดันให้เขาสามารถเอาชนะภาพมายาได้ เพราะว่าเขาเกลียดการพ่ายแพ้เป็นที่สุด

      เขาเริ่มศึกษาวิธีการเอาชนะภาพมายาด้วยวิธีการเดียวกับที่ศึกษาเรื่องอื่นที่เขาสนใจ คือศึกษามัน—อย่างไม่หยุดหย่อน—จนในช่วงที่อาซามิเพิ่งเกิดใหม่ ๆ เขาก็สามารถหาโครมเจอได้ถึงเก้าครั้งจากสิบครั้ง

      และหลังจากที่อาซามิเกิดมาแล้ว กฎของเกมก็เปลี่ยนไป

      “แม่เขากลับมาแล้วล่ะ” ฮิบาริกล่าวขณะโครมย่างเท้าเข้ามาในบ้านของเขา แม้ว่าเธอจะใช้ภาพมายาเร้นกายอยู่ก็ตาม นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอกลับมาเยี่ยมหลังจากที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในอ้อมอกของเขาแล้วจากไป

      คุซาคาเบะเงยหน้าสะดุ้งด้วยความประหลาดใจ เขาพยายามหันมองไปรอบ ๆ แต่ก็หาเธอไม่เจอ ส่วนทารกน้อยไม่ได้มองเพราะเธอยังไม่รู้เดียงสา โครมไม่รู้จักเด็กคนนี้ ไม่รู้กระทั่งชื่อ และไม่อยากถูกจับได้ว่าเธอมาที่นี่ แต่เธอเข้าใจว่าฮิบาริต้องการให้มันเป็นอย่างไร เธอจึงคลายภาพมายาออก

      เธอกลับมาเยี่ยมอีกครั้งในอีกเดือนสองเดือนถัดมา อาซามิเริ่มหัดเดินแล้ว ถ้านั่นเรียกว่าการเดินล่ะก็นะ อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่โครมคอยดูอาซามิอยู่ อาซามิก็ดันเดินไปชนกับลูกน้องของฮิบาริคนหนึ่งเข้า แล้วล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งร้องไห้ ฮิบาริจึงตรงปรี่ไปที่ชายคนนั้นในทันที พร้อมด้วยทอนฟาครบมือ เขาช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย นอกจากนี้ โครมก็ไม่อยากให้ลูกของเธอต้องเห็นภาพคนโดนทำร้ายจนปางตาย

      อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่ในบ้านแน่ ๆ

      “อาวุธ” เธอพูดออกมา แล้วฮิบาริก็หันไปมองเธอด้วยความตะลึงเล็กน้อย “ตอนนี้ลูกอยู่ด้วยนะคะ” เธออธิบายต่อ พร้อมกับมองไปที่อาซามิด้วยความไม่สบายใจ ตอนนี้อาซามิลุกขึ้นมาแล้ว แล้วก็เริ่มเดินอย่างป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ต่อ ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น “ไม่ใช้อาวุธในบ้านได้ไหมคะ”

      ฮิบาริมองไปที่โครมอยู่พักหนึ่ง ส่วนเธอก็เตรียมใจไว้แล้ว เพราะถ้าเขาไม่เห็นด้วย เขาจะโจมตีไปที่เธอแทน

      แต่เขาเห็นด้วยกับเธอ เขาเก็บทอนฟาออกไป และพยักหน้าให้เธอหนึ่งครั้ง ชายผู้ที่เกือบจะโดนทำร้ายจึงถอนใจด้วยความโล่งอก แล้วโครมก็ยิ้มออกมาได้

      ห้ามใช้อาวุธ รวมถึงภาพมายาในบ้าน ( ยกเว้นเพื่อการป้องกันตัว ) ห้ามต่อสู้กันในบ้าน ห้ามมีคำโกหกในบ้าน

      นี่เป็นวิธีการที่สองคนนี้ใช้ในการเลี้ยงลูกสาวให้เติบโตขึ้นมา ทั้งคู่ต่างผลักดันซึ่งกันและกันเพื่อสร้างพื้นที่ที่ลูกจะสามารถโตขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย อย่างน้อยก็ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

      อาซามิใช้เวลาส่วนใหญ่กับฮิบาริ ดังนั้นเธอจึงเติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง และนั่นก็คือหนทางที่ควรจะเป็นแล้ว—โครมเองก็อยากให้ลูกเป็นคนแข็งแกร่ง สมัยที่อาซามิเพิ่งเกิดใหม่ ๆ เธอดูอ่อนแอมาก มากเสียจนโครมไม่กล้าสัมผัสตัวลูก เธอไม่เชื่อใจว่าตัวเองจะสามารถดูแลสิ่งที่เปราะบางได้ ซึ่งก็ดีเลย เพราะฮิบาริจะไม่ยอมให้ใครได้แตะต้องตัวลูกสาวของเขาทั้งสิ้น มีเพียงตัวเขาเองและในบางครั้งคุซาคาเบะเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต

      เมื่ออาซามิอายุครบห้าขวบ เธอก็แข็งแรงขึ้นมาก จนฮิบาริยอมปล่อยเธอไว้กับคนที่เขาไว้ใจเป็นบางกลุ่ม ( เช่นพ่อแม่ของฮิบาริ คุซาคาเบะ โครม บอส หรือรีบอร์น ) โครมเองก็รู้สึกสบายใจที่จะสัมผัสตัวลูกแล้วเช่นกัน บางครั้งอาซามิก็ผล็อยหลับไปบนตักของโครม และนั่นมัน...ไม่เป็นไรเลย มันไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ ( แล้วโครมก็ก้มลงไปกระซิบใส่ผมของลูก แม่ได้แต่ฝันถึงตัวหนูมาตลอด จนกระทั่งหนูกลายเป็นความจริงขึ้นมา )

      อาซามินั้นเป็นเด็กที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นเด็กที่แปลกเช่นกัน เธอเป็นดั่งปริศนา เธอหน้าตาเหมือนทั้งพ่อและแม่ของเธอ แต่บางมุมก็ไม่เหมือนใครเลย บางครั้งโครมสามารถชี้ชัดได้เลยว่าอาซามิได้ลักษณะต่าง ๆ มาจากใคร—พวกนิสัย พฤติกรรม หรือวิธีการพูด—แต่ก็บ่อยครั้งอีกเช่นกันที่เธอไม่สามารถบอกได้เลย หลายสิ่งยังคงเป็นปริศนาอยู่

      โครมไม่เคยย้อนกลับไปคิดเสียใจกับทางเลือกของเธอเลย อาซามิคือลูกสาวในอุดมคติของโครม ตัวโครมเองต่างหากที่ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแม่ในแบบที่เธอคาดหวังได้

      บอสมักจะถามเสมอว่าทำไมเธอถึงไม่ลบภาพมายาที่มุคุโระสร้างไว้ออกจากจิตใจของอาซามิ เธอยังไม่แน่ใจว่าจะบอกเขาอย่างไรดี มันคล้ายกับเป็นเรื่องราวของเหล่าเทวทูตที่ลงมาเป็นสักขีพยานในพิธีศีลจุ่ม พร้อมกับประสาททั้งพรและคำสาปไว้ในคราวเดียวกัน จากนั้น คำถามก็คือมุคุโระเป็นเทวทูตฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว บางทีโครมอาจจะลองถามเขาดูในสักวัน อย่างน้อยเธอก็อยากเห็นว่ามุคุโระจะทำหน้าอย่างไร

      เรื่องราวยังซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น มุคุโระนั้นเปรียบเสมือนความโกลาหล และนั่นคือขั้วตรงข้ามกับความเป็นระเบียบของฮิบาริ แต่ด้วยปาฏิหาริย์บางอย่าง โครมกลับได้รับอนุญาตให้เดินทางไปมาอย่างอิสระระหว่างพวกเขาทั้งสอง เธอสามารถแม้กระทั่งก้าวออกมาพบคนที่อยู่ตรงกลาง—เช่น เคียวโกะ ฮารุ หรือบอส

      มุคุโระคือปลายทางด้านหนึ่งสำหรับชีวิตของโครม ส่วนอาซามิและฮิบาริเป็นอีกด้าน เธอไม่อยากให้พวกเขาต้องมาพบกัน เพราะทุกสิ่งจะพังทลายทั้งหมด แล้วก็สำหรับอาซามิ พิจารณาจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เธอคงจะกลายเป็นต้นเหตุที่จะดึงทุกอย่างให้เข้ามาปะทะกันได้ไม่ยาก และนั่นก็น่ากลัวมาก

      คำตอบสั้น ๆ สำหรับสิ่งที่สึนะถามก็คือ เพราะโครมนั้นเห็นแก่ตัวสุด ๆ ยังไงล่ะ แล้วเธอก็ไม่ใช่คนเดียวที่เป็นอย่างนั้นเสียด้วย

      เธอหันกลับไปพิจารณาใบหน้าของฮิบาริภายใต้แสงไฟสลัว ช่างเป็นใบหน้าที่ดูดุร้ายและดูห่างเหินแม้กระทั่งตอนหลับ แต่ก็ยังหล่ออยู่ดี เขาเองก็มีเหตุผลส่วนตัวที่อยากให้มุคุโระนั้นล่องหนจากจิตสำนึกของอาซามิ โครมรู้ดีว่าเหตุผลเหล่านั้นคืออะไร และมันก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่าของเธอเลย ทั้งสองต่างเห็นแก่ตัว ทั้งเธอและฮิบาริ

      ดังนั้น ทั้งคู่จึงพยายามที่จะชดเชยให้อาซามิ ด้วยวิธีการในแบบของพวกเขาเอง โดยฮิบาริจะให้เวลากับลูกเสมอ ขณะที่โครมแทบจะไม่อยู่กับลูกเลย นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างพังทลายลง และมันก็ดูเหมือนจะดีพอเสียด้วย เพราะอาซามิก็เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข ครอบครัวของพวกเขาก็ยังคงอยู่ได้ ชีวิตแบบนี้ก็ยังดำเนินต่อไปได้ นอกจากนี้ โครมยังคงเฝ้ารอให้ตัวเธอเองเลิกรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันสุขเกินจริงเสียที แต่เธอก็ยังไม่เคยทำได้เลย นั่นเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเธอจึงต้องจากไปบ่อย ๆ

      “เธอเหนื่อยมามากเพื่อให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้นะ” บอสพูด “เธอยอมเสียเลือดเสียเนื้อไปกับมันแล้ว โครม เธอต้องหาความสุขกลับมาบ้างสิ”

      เขาน่ารักและจิตใจดีมากนะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้เข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ มันไม่ใช่ว่าโครมเกลียดความรู้สึกชื่นบานที่ได้อยู่กับครอบครัวหรอก—แล้วเธอก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับพวกเขาด้วยเช่นกัน แต่ความจริงนั้นก็คือ เธอเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ลงต่างหาก และผู้ใช้ภาพมายาที่ไม่สามารถเชื่อในความเป็นจริงได้ ก็จะต้องพ่ายแพ้และตายไปในไม่ช้า อันที่จริงถ้าเธอยอมให้เวลาและยอมเปิดใจตัวเองสักพักใหญ่ ๆ เธอคิดว่าสุดท้ายเธอคงจะชินกับสิ่งเหล่านี้ได้เสียที แต่เธอยังไม่มีเวลาพอที่จะทำอย่างนั้น

      เดี๋ยวบอสก็คงจะเข้าใจเองว่าเธอกำลังทำไปเพื่ออะไร ก็เขามีตัวอย่างให้ดูทั้งสองแบบเลยนี่ แบบแรกก็คือมุคุโระ ผู้ซึ่งกำลังแก้ปัญหาข้อเดียวกันอยู่ แต่ด้วยวิธีการที่ต่างออกไป มุคุโระพยายามอย่างมากที่จะทำให้ตัวเขาเองดูลึกลับและเป็นที่น่าหวาดกลัว เพราะเขาเชื่อว่าความเกลียดชังคือคำตอบ ส่วนโครมพยายามจะจากทุกคนไปเสมอ เพราะลึก ๆ แล้วเธอเชื่อว่าตัวเองไม่เคยเป็นที่ต้องการเลย

      เพื่อที่จะกลับมามีศรัทธาในความสัมพันธ์ ความรัก และคุณค่าของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง...ทั้งมุคุโระและโครมก็คงจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจนแทบจะกลายเป็นคนละคน แต่สำหรับตอนนี้ ให้พวกเขาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ไปก่อนอาจจะง่ายกว่า

      เสียงกระดิ่งลมของคุซาคาเบะดังแผ่วเบาเข้ามาในห้อง โครมเอียงศีรษะของเธอเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลาย แล้วจึงหลับตาลง เพื่อตั้งใจฟังเสียงกระดิ่งลมประสานทำนองกับเสียงลมหายใจของฮิบาริ เธอยังคงปรารถนาที่จะได้เข้าไปเฝ้าดูอาซามิในห้อง แต่ไม่อาจหาญพอจะลองทำ หนล่าสุดที่เธอเข้าไปนั้นคือช่วงที่อาซามิอายุประมาณสิบห้า ครั้งนั้นเธอถูกลูกสาวปามีดใส่ ( โชคดีที่โครมหลบทัน ) จากนั้นก็ตามมาด้วยการขอโทษขอโพยทั้งน้ำตาเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง แม่คะ หนูขอโทษจริง ๆ หนูมันแย่มาก ๆ หนูไม่ทำตามกฎของแม่! ที่แม่ขอไว้! หนูไม่—หนูไม่รู้ว่าเป็นแม่ หนู—

      โครมยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกมา แต่เสียงของพวกเธอก็ดันไปปลุกฮิบาริเข้า และเขาก็ฉุนเฉียวมาก ๆ ที่โดนปลุกกะทันหัน จนอาซามิเกิดไม่พอใจบ้างแล้วก็บันดาลโทสะใส่พ่อของเธอกลับ ทำให้ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งสองคนเดินตรงปรี่ไปที่ห้องฝึกซ้อมแล้วก็สู้กันจนเช้า ( นั่นคือสิ่งที่โครมคาดว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะที่จริงแล้วเธอกลับไปนอน แต่พอเธอตื่นขึ้นมาแล้วทั้งคู่ยังคงต่อสู้กันอยู่ ) จากนั้นทั้งสองก็ใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้นด้วยสภาพเหมือนคนอดนอน เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง และไม่ยอมมองหน้ากันเลย

      โครมไม่สามารถมองว่านั่นเป็นเรื่องตลกได้เลย เพราะครั้งนั้นเธอเหนื่อยมาก ๆ กว่าทั้งคู่จะยอมคืนดีกันได้ เธอไม่เอาอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว เธอไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะทำให้พวกเขายอมคืนดีกันได้อีกครั้งหรือไม่

      จังหวะการหายใจของฮิบาริค่อย ๆ เปลี่ยนไป เขากำลังจะตื่นแล้ว แม้ว่าโครมจะไม่ได้ส่งเสียงอะไรเสียหน่อย บางทีอาจเป็นเพราะว่าเธอเพ่งพินิจเขานานเกินไป ดูท่าทางเขาคงจะสามารถสัมผัสสายตาของเธอได้ และนั่นมันมหัศจรรย์มาก ๆ กระทั่งจากมาตรฐานของโครมก็ตาม

      ฮิบาริลืมตาขึ้น โครมจึงใช้ภาพมายาเพื่อเร้นกายให้เธอล่องหนไป แม้จะทำเช่นนั้น แต่เขาก็ยังสามารถเอื้อมมือออกไปคว้าคอเธอได้ แล้วจึงส่งแรงบีบมือพอให้เธอรู้สึกอึดอัด ผมเห็นเธอ

      เธอมองเขาขณะที่เขาเองก็กำลังมองมาที่เธอ เธอรออย่างใจเย็นให้เขาตื่นจนมีสติเต็มที่ และเริ่มจำได้ว่าเธอเป็นใคร เหตุใดเธอจึงอยู่ที่นี่ น่าตลกดีที่เธอดันไปรู้มาไม่น้อยเลยว่าใครบ้างที่สามารถโจมตีได้โดยอัตโนมัติเมื่อยามตื่นนอน และน่าตลกยิ่งกว่าที่บอสไม่ใช่หนึ่งในนั้น

      “นอนเถอะ” ฮิบาริสั่งหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาปล่อยมือออกให้เธอเป็นอิสระ แล้วจึงหันกลับไปอีกทาง เขาพูดถูก พอเช้าแล้วเธออาจจะต้องมานึกเสียใจทีหลังที่ไม่ได้นอนตอนกลางคืน

      เธอจัดแจงให้ตัวเองนั่งได้สบายอีกครั้ง เพื่อเฝ้ามองจากภายใต้เงามืด เธอเมินเฉยต่อคำพูดของเขา เพราะสิ่งนี้สำคัญกว่าสิ่งใด

       

      —อวสาน—

       


       

      Close to Home

      สายหมอกที่ไม่เคยจางไปจากใจ

       

      Metisket เขียน

      Sathana แปล

       

      ต้นฉบับ archiveofourown.org/works/602262

      ภาพหน้าปก pixabay.com/photos/4859271

       


       

      จากผู้แปล

       

      รีบอร์นคือความทรงจำวัยเด็กส่วนสำคัญของผู้แปล แฟนฟิกชันของคู่ 1896 เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

       

      การแปลงานนี้เปรียบเสมือนการกลับไปพบเพื่อนเก่าสมัยประถมที่ไม่ได้เห็นหน้ากันสิบกว่าปี และต่างฝ่ายต่างโตขึ้นมาก แม้ในความเป็นจริงนั้น มีเพียงผู้แปลต่างหากที่โตขึ้น อย่างไรก็ตาม น่าเหลือเชื่อที่แฟนฟิกชันเรื่องนี้ ซึ่งมีคุณภาพที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ และมีความเป็นผู้ใหญ่ ( อย่างน้อยก็ในความคิดของผู้แปลเอง ) แต่กลับหลุดรอดสายตาของผู้แปลไปได้ถึงสิบปี ทำให้ในตอนที่ผู้แปลได้อ่านแฟนฟิกชันเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ผู้แปลรู้สึกราวกับว่าเพื่อนเก่าคนนี้ก็โตขึ้นด้วยเช่นกัน

       

      หากเราจะชื่นชมใครสักคนหนึ่ง ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณ metisket หรือผู้เขียนต้นฉบับภาษาอังกฤษของเรื่องนี้ ที่ร้อยเรียงเรื่องราวได้น่าสนใจ และสร้างปมประเด็นให้แก่ตัวละครในเรื่องได้อย่างชาญฉลาดมาก ๆ อีกทั้งยังอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถนำงานของเขาไปทำเป็นนิยายเสียง หรือแปลเป็นภาษาอื่นได้อีกต่างหาก ผู้แปลประทับใจแฟนฟิกชันเรื่องนี้จนรู้สึกว่าผู้ที่รัก 1896 ทุกคนสมควรจะได้อ่านมันด้วย จึงทำให้ตัดสินใจลุกขึ้นมาแปลเรื่องนี้

       

      อย่างไรก็ตาม ต้องขออภัยผู้อ่านทุกคนมา ณ ที่นี้ ผู้แปลมั่นใจเลยว่าต้องมีหลาย ๆ คนที่ขัดใจกับสำนวนการเขียน หรือวิธีการแปลชื่อตัวละครแน่นอน แต่ผู้แปลมีเหตุผลที่ทำอย่างนั้น

       

      อย่างแรกคือ นี่เป็นงานเขียนเรื่องยาวอย่างเป็นทางการงานแรกที่ผู้แปลลองทำ ผู้แปลไม่เคยเขียนหรือแปลนิยายให้ใครอ่านมาก่อนเลยในชีวิตนี้ อีกทั้งผู้แปลเองก็ไม่ได้อ่านนิยายภาษาไทยบ่อยนัก สำนวนการเขียนจึงอาจดูธรรมดาหรือกระทั่งผิดที่ผิดทางไปไม่น้อย ต้องขออภัยอีกครั้งหากทำให้ผู้อ่านขาดอรรถรสที่สมควรจะได้รับจากเนื้อหาที่มีคุณภาพเช่นนี้

       

      ส่วนเรื่องชื่อตัวละคร เช่น กาวัลโลเน มุคุโระ หรือบาซิล ทำไมไม่แปลเป็น คาบัคโรเน่ มุคุโร่ หรือบาจิล เป็นเพราะผู้แปลตั้งใจแปลมาจากคำศัพท์ภาษาต่างประเทศโดยตรง และพยายามทำตามหลักการการทับศัพท์ของภาษานั้น ๆ ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภากำหนดไว้ หากผู้แปลเข้าใจผิด หรือทำให้ผู้อ่านไม่สบายใจก็ต้องขออภัยด้วย

       

      ผู้แปลอยากใช้โอกาสนี้เพื่อชี้แจงและขอบคุณอาจารย์อากิระ อามาโนะ ทุกคนน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าอาจารย์คือผู้แต่งเรื่องรีบอร์น และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของเรื่องนี้ หากไม่มีอาจารย์ก็จะไม่มีรีบอร์นที่เรารู้จัก งานนี้เองก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ อาจารย์อากิระ อามาโนะ คือต้นกำเนิดของแฟนฟิกชัน รวมไปถึงงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่ถูกต่อยอดมาจากมังงะเรื่องรีบอร์นอย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ นอกจากนี้ ผู้แปลไม่ได้มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด และจะไม่หารายได้หรือผลประโยชน์เชิงพาณิชย์จากงานแปลนี้เด็ดขาด

       

      ผู้แปลยังอยากขอบคุณเหล่าไรเตอร์ชาวไทยทุกคนที่เคยเขียนแฟนฟิกชันของคู่ 1896 เช่นกัน ผู้แปลมั่นใจว่า ในสมัยประถม ผู้แปลได้อ่านครบทุกเรื่องที่มี ณ ตอนนั้นแล้ว เพราะเวลานั้น แฟนฟิกชันของคู่ 1896 ยังมีจำนวนไม่มากสักเท่าไร ขอบคุณที่เป็นหนึ่งในความทรงจำวัยเด็ก และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้แปล งานของพวกคุณมีความหมายกับใครสักคนเสมอ

       

      หากผู้อ่านคนใดอยากชื่นชมบทต้นฉบับของแฟนฟิกชันเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นทิ้งไว้ได้ หากผู้แปลพอมีเวลา ผู้แปลจะแปลความคิดเห็นดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ แล้วส่งให้คุณ metisket อ่านอย่างแน่นอน

       

      สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณผู้อ่านมาก ๆ ที่ให้โอกาสผู้แปลด้วยการอ่านมาจนถึงจุดนี้ งานแปลนี้จะไม่มีความหมายหรือคุณค่าใดเลยหากไม่มีผู้อ่านยอมสละเวลาอันมีค่าให้ ผู้แปลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะได้รับความสุขกลับไปไม่มากก็น้อย

       

      ขอขอบคุณจากใจจริง

      นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      คำนิยม Top

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      คำนิยมล่าสุด

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      ความคิดเห็น

      ×