ตอนที่ 63 : Ch.56 Order of Battle I - [การแลกเปลี่ยนลับและความช่วยเหลือ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ก.ย. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.56 Order of Battle I

 [การแลกเปลี่ยนลับและความช่วยเหลือ]

[ณ โลกแห่งความจริง – สองวันหลังจากการแสดงเจตจำนงของดร. ดิไวน์]

[23/05/2055] [09:21]

[Area CH-3, Warning-Zone, กลางทะเลจีนใต้ห่างจากเกาะดิไวน์ 20 กิโลเมตรทิศตะวันตก, ยานแม่มอชชินนี่ - Bay A-4]

ตระกูลจอมหยิ่งมาแล้ว...

นัยน์ตาเขียวมรกตคู่ของนานามิจับจ้องวิงเจ็ท (Wing-Jet) รุ่นพิเศษของไฮเทคเปอร์ที่กำลังบินขึ้นมาจากใต้ท้องยานเวิลด์เจเนอรัลเข้าเทียบท่าตรงหน้า ประตูหลังท้ายของวิงเจ็ทค่อยๆ ง้างเปิดออก บุคคลสำคัญทั้งสามต่างเดินย่างก้าวลงมาอย่างภาคภูมิ ชายอายุสี่สิบกว่าสวมแว่นกรอบทองตาเดียวที่ตาขวาปิดบังนัยน์ตาสีฟ้าที่มีความมั่นใจในชุดสูทน้ำตาลโดยระนาบซ้ายขวามีบุตรสาวทั้งสองเดินตีคู่ประชิดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ทางขวาเป็นเด็กสาวอายุน่าจะสิบสามไว้ทรงผมทวินเทลสีชมพูอลังการงานสร้าง นัยน์ตาสีฟ้าเฉกเช่นเดียวกับคนเป็นพ่อ กิริยาท่าทางทุกๆ อย่างไม่ว่าใครๆ ก็ดูออกทั้งนั้นว่าคือ เด็กหลงมาผิดที่เพราะไม่ได้มีความจริงจังแม้แต่น้อย แต่อีกคนทางซ้ายที่เป็นคนพี่ต่างจนน่าขนลุก ผมดกดำธรรมชาติที่ทำให้นัยน์ตาสีฟ้าที่จ้องมองทุกคนราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว แต่ถ้าให้พูดกันตามตรง...คนขวาทรงผมทวินเทลนั่นน่ากลัวที่สุดในแง่ของความอันตรายเพราะเธอมีพีทู (พลังจิต) หรือมนต์อะไรสักอย่างทำให้คนที่พบเธอเป็นครั้งแรกจะหลงเสน่ห์อย่างบ้าคลั่งไปชั่วขณะถึงอย่างงั้นก็ได้ผลแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เป็นพีทูที่ล้มเหลวในแง่ของประสิทธิภาพระยะยาวโดยสิ้นเชิง

สมแล้วกับการที่เอาลูกตัวเองจับยัดนิสัยเข้าเครื่องป้อนข้อมูลใส่หัวให้ได้ดั่งที่ตัวเองต้องการ...

เจ้ามิซากะ เคนชิโร่ เป็นพ่อคนแน่ๆ หรือเปล่า?

“คุณนานามิ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มารอต้อนรับไฮเทคอัพเปอร์”

“ขออภัยค่ะ ดิฉันไม่ได้รอพวกคุณ”

“โอะโอ้ว” เด็กสาวผมชมพูมองค้อน “คุณพ่อค๊า หนูว่าเราควรทบทวนเรื่องทุนสนับสนุนอาวุธแก่ MLA ดีไหมคะ?”

ไอ้เด็กเปรตนี่...

นานามิพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองไว้ การที่เด็กคนนั้นพูดเช่นนั้นเพราะรู้จักนานามิดีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ MLA ประจำเมืองลอยฟ้าชินโคเซ็นอยู่ ซึ่งเมืองลอยฟ้าหรือในอีกชื่อก็คือ [ปราป้อมการลอยฟ้าแห่งชินโคเซ็น] นั้นเป็นพื้นดินของเอกชนนามว่า [ไฮเทคอัพเปอร์] และผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดก็คือชายที่เป็นพ่อของสองสาวตรงหน้าเธอนี่เอง...ลูกสาวอีกคนที่ดูสุขุมกว่าก้มหัวเล็กน้อยให้นานามิแล้วเอ่ยขอโทษ

“ต้องขออภัยแทน [เอ็กซ์คาลิเบอร์] น้องสาวดิฉันด้วยค่ะ”

“อ๋อเหรอ?” เอ็กซ์คาลิเบอร์มองค้อนใส่พี่สาวตัวเอง “แต่ใจเธอไม่ได้คิดแบบนั้นเลยน๊า ยิ่งเสาะยิ้มที่น่ารังเกียจนั้นด้วยเพราะธาตุแท้จริงๆ ของมิซากะ เมงุมิมัน—”

“กรุณาสุภาพหน่อยค่ะ คุณน้องสาว”

เมงุมิยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบซึ่งดูเหมือนจะทำให้น้องสาวมีน้ำโหขึ้นมา

“งั้นกรุณาช่วยพูดให้ตรงกับใจหน่อยน่าจะดีกว่านะยัยเมงุมิ!

“ทั้งสองคน...”

น้ำเสียงข่มห้ามปรามของเคนชิโร่หรือพ่อของสองพี่น้องนี้ทำให้ทั้งคู่เผลอทำท่าหวาดกลัวผ่านสายตาชั่วครู่ก่อนที่จะก้มหลบหน้าไปคนละทาง ซึ่งนานามิสงสัยเรื่องนี้ตั้งใจจะถามแต่อีกฝ่ายชิงถามก่อน

“ต้องขออภัยแทนทั้งสองคนนี้ด้วยจริงๆ ครับ ทั้งคู่ไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไหร่แต่ถึงเวลาทำงานก็ต่างตั้งใจเต็มที่...แล้วคุณ....นานามิใช่ไหม? เราเคยเจอกันมาก่อนไหมครับ”

“อ่า น่าจะเคยละคะ คนเป็นงานเลี้ยงที่ไหนสักที่ที่เมืองลอยฟ้านั่นเพราะฉันประจำการอยู่ที่นั่น”

“อ๋อ งั้นรึครับ แล้วทำไม MLA ถึงมาอยู่ที่แบบนี้? เรื่องระดับโลก MLA ที่มีหน้าที่เหมือนตำรวจไม่น่ามีสิทธิก้าวก่าย”

“ไม่ได้ก้าวก่ายค่ะ แค่ประสานงานเรื่องข้อมูล” นานามิไม่ได้บอกเหตุผลทั้งหมดไป

“แต่คงเป็นคนที่เจ้าของยานยักษ์ลำนี้ไว้ใจมากพอสมควรสินะคะ”

การคาดการณ์ของเมงุมิพร้อมกับสายตาเย็นชาที่จ้องใส่ราวกับจะกลืนกินใจนานามิไปทั้งตัวจนเจ้าตัวเผลอก้าวถอยหลังเล็กน้อย

นึกว่าจะพอคบกันได้...โดนจ้องด้วยสายตาแบบนั้นอันตรายเอามากๆ เลยนะนั่น

พอนานามิตั้งสติได้ก็รีบตอบ

“ก็พอสมควรละคะ เพราะเคยเป็นคนของที่นี่”

“อ๋อ”

“งืม”

“หือ...”

เสียงแปลกใจทั้งสามคนก่อนที่จะมองนานามิเหมือนจะจดจำข้อมูลสำคัญไว้อย่างดีที่สุด แน่นอนว่าคนโดนจ้องอีกรอบเริ่มรู้สึกอึดอัด

คนตระกูลนี้ไม่น่าคบตามข่าวลือจริงๆ

“งั้นช่วยนำทางไปหาเลขาธิการสิ” เอ็กซ์คาลิเบอร์เท้าเอวสั่งการ

“ขออภัยด้วยคะ...คือฉันไม่ได้มารอพวกคุณ” นานามิตอบกลับแล้วแอบยิ้มเล็กน้อยเหมือนจะสะใจก่อนที่จะพูดต่อ “คนที่ฉันจะรับคือเจ้าหน้าที่พิเศษของทรานสมิธอินดัสทรีย์คะ เดี๋ยวจะให้ลูกน้องข้างหน้าพาไปแทนนะคะ...”

และแล้วทั้งสามคนก็เดินผ่านไปโดยมีลูกน้องที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้วนำทาง

เฮ้อ...รู้งี้ไม่น่ารีบมา

“นี่เธอ”

“ห๊ะ!?

นานามิสะดุ้งเพราะจู่ๆ เอ็กซ์คาลิเบอร์มาอยู่ตรงหน้าแล้วทักทั้งๆ ที่น่าจะเดินพ้นไปแล้ว แต่ก่อนที่นานามิจะถามกลับนั้นได้เห็นสายตาที่จริงจังของเด็กตรงหน้าเลยพูดไม่ออก...เจ้าตัวผมทวินเทลถอนหายใจเหมือนไม่อยากจะพูดแต่ต้องฝืนทน

“เธอเป็นคนดูแลเจ้าหน้าที่พิเศษคนนั้นใช่ไหม”

“ก็ใช่?”

“งั้นดูแลให้ดีๆ นะ อย่าได้ลดการ์ดลงเด็ดขาดเพราะเจ้าหน้าที่คนๆ นั้นสำคัญต่อทรานสมิธอย่างมาก...ไปละ”

“อ่า...”

นานามิยื่นมือจะรั้งตัวแล้วแต่ก็ชะงักเพราะเพิ่งจะจำบางเรื่องได้

เฮ้ย...ลืมไป เจ้าเด็กนั่นเป็นประธานของทรานสมิธอินดัสทรีย์นี่! งั้นตะกี้ที่บอกก็...เป็นห่วง? ไม่สิ...ได้ยินมาว่าเด็กนั่นก็แค่ถูกแต่งตั้งตำแหน่งนั้นเป็นแค่หุ่นเชิดไว้มีหน้ามีตาในสังคมนี่!? คนพี่สาวก็เป็นรองประธานไฮเทคอัพเปอร์

แล้วทำไมตะกี้ถึงได้...

ยังคิดไม่ทันจบก็มีวิงเจ็ทอีกลำเข้ามาซึ่งเป็นลำที่เธอรอคอยเลยสลัดเรื่องในหัวและเรื่องก่อนหน้านี้ทิ้งไป

มาแล้วสินะ คนที่มีข้อมูลของโลกเสมือนที่เฟลิกซ์ติดอยู่นั่น...

“โอเค!

คนที่ทำหน้าที่ดูตำแหน่งจอดของวิงเจ็ทตะโกนบอกถึงคนขับ เมื่อวิงเจ็ทจอดลงประตูท้ายก็ถูกเปิดออกแล้วคนที่เดินลงมาเป็นผู้หญิงที่สูงร้อยแปดสิบกว่าๆ พอๆ กับนานามิ ไว้ผมยาวสีฟ้ามัดรวบหางม้าไว้ข้างซ้ายในชุดสาวออฟฟิศที่ถือกระเป๋าใบเหลี่ยมและมีนัยน์ตาสีม่วงที่ดูแปลกตา เธอเดินตรงมาหาเพราะรู้ว่าต้องมาหาใคร

“คุณนานามิใช่ไหม? ฉันคือเจ้าหน้าที่พิเศษของทรานสมิธอินดัสทรีย์ เดซี่ค่ะ”

“ใช่ค่ะ ฉันเอง...เอ่อ...คุณมาคนเดียว!?”

นานามิชะเง้อหน้ามองเข้าไปในวิงเจ็ทเจอแต่คนขับ เดซี่ส่ายหัวเล็กน้อยเพราะรู้ว่านานามิหาอะไร

“เพราะอย่างงั้นช่วยหาที่คุยเงียบๆ ก่อนได้ไหม มีปัญหาพูดตรงนี้ไม่ได้”

[20 นาทีต่อมา]

[23/05/2055] [09:44]

[ยานแม่มอชชินนี่ห้องอเนกประสงค์ A-1]

“หา!? เด็กนั่นไม่มาเพราะกลัวเรื่องแบบนั้น!?”

นานามิร้องลั่นไม่อยากจะเชื่อกับเหตุผลที่เดซี่อธิบายเมื่อครู่ ซึ่งกำแพงภายในห้องอเนกประสงค์ที่มีโต๊ะยาวและเก้าอี้อีกแปดเก้าตัวเก็บเสียงได้เป็นอย่างดีเลยไม่ต้องกลัวว่าคนนอกจะได้ยิน เดซี่ยักไหล่

“ค่ะ ฉันเลยต้องทำหน้าที่แทน...คุณเองก็เป็นมนุษย์ที่น่าจะมีเพื่อนคล้ายๆ นีทน่าจะเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ”

“แต่มันเกิดเรื่องขนาดนี้แล้วยังจะ...ช่างเถอะ ถึงฉันพูดไปก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา”

นานามิยอมแพ้ในที่สุดก่อนที่จะแอบชำเหลืองมองตัวเดซี่ที่กำลังเช็คอุปกรณ์ในกระเป๋าตั้งแต่หัวจรดเท้า

บอกว่าฉันเป็นมนุษย์...คนตรงหน้าเราเป็นหุ่นยนต์จริงๆ หรือเนี่ย แต่รู้สึกจะเป็นวิวัฒนาการใหม่ที่ได้ยินจากเพื่อนนักวิจัยมาบ้าง...หุ่นยนต์มีจิตใจเหมือนมนุษย์เกือบสมบูรณ์แบบที่เรียกว่าเรพลอยด์...

มันมีจริงๆ หรอเนี่ย

“หือ? กระเป๋านั่น?” นานามิสงสัย

“ข้อมูลที่ได้มาจากคนที่คุณกับเจ้านายคุณอยากเจอยังไงละคะ ถึงตัวไม่มาแต่ฉันก็ขอข้อมูลมาและถ้ามีอะไรเพิ่มเติมฉันจะเป็นคนติดต่อเขาเองค่ะ เอเลนกำลังโตเป็นวัยรุ่นมือใหม่และทำงานให้กับทรานสมิธไม่นานเลยไม่ค่อยคุ้นชินกับคนแปลกตามประสานีทละคะ”

“อ๋อ เป็นอย่างงั้นเอง” นานามิพยักหน้า “เอ่อ ที่จริงไม่ได้จะถามเรื่องนั้น คือคุณเป็นเรพลอยด์ไม่เห็นจำเป็นต้องพกอุปกรณ์บรรจุข้อมูลมานี่?”

“ตัวฉันเองก็ทำแบบนั้นไว้เช่นกันค่ะ” เดซี่เอานิ้วเคาะหัว “แต่อยากจะใช้มันเป็นขั้นสุดท้ายมากกว่า อีกอย่างต้องทำตัวกลมกลืนกับมนุษย์ด้วย”

“งืม...”

นานามิขานรับอย่างเข้าใจแต่ก็ยังสงสัย

ทำไมฉันหาจุดแยกไม่ออกเลยว่าเธอเป็นหุ่นยนต์ตรงไหนเลย

“ตัวฉันมีอะไรแปลกๆ ไปรึคะ?”

“ปะเปล่า!” นานามิว่า “แล้วข้อมูลที่ว่านั่นละ...ไม่สิ มีเรื่องอยากจะถามหน่อย ทำไมเอเลนถึงมั่นใจติดต่อกับทางเรา? ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับบนเกาะนั้นแม้แต่น้อย”

“เคยพบค่ะ...” เดซี่จู่ๆ เข้าโหมดตรึงเครียด “เด็กคนนั้นเคยพบกับดร. ดิไวน์ที่ปรากฏตัวเมื่อสองวันก่อน...ประมาณปีที่แล้วเธอถูกจ้างให้ทำการเชื่อมฐานข้อมูลต่างๆ ของโลกเสมือนนั่นและเพราะเป็นการโค้ดข้อมูลระดับสูงเลยต้องวิดีโอคอลเพื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกัน แตกต่างจากฟรีแลนซ์กับเอ้าท์ซอร์ดที่จ้างงานผ่านอีเมลเท่านั้น แต่อีกฝ่ายอย่างดร. ดิไวน์ไม่จำเป็นต้องให้เอเลนเห็นหน้าก็ได้แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร...แต่จะว่าไปฉันเองก็แปลกใจที่ทางคุณไม่ถามเรื่องนี้ตั้งแต่ต่อสายถึงเอเลนโดยตรง”

“ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะพูดกันได้ผ่านตัวกลางที่ถูกดักสัญญาณได้หรอก” นานามิเอาตัวพิงกำแพงแล้วแบมือ “คุณมีมันสมองยิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือไง”

“รู้ดีเลยค่ะ เพียงแต่อยากให้แน่ใจว่าคำตอบที่คิดนั้นจริงหรือไม่เพื่อพัฒนาการลำดับความคิดต่อไปค่ะ”

คำตอบที่หนักแน่นจากเดซี่ทำให้นานามิหนักใจนิดหน่อยและมันเร่งให้เธอถามเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากวิคตอเรียมา

“ช่างมันเถอะ...แต่อยากจะรู้อีกเรื่อง ดร. ดิไวน์สมัยก่อนก็มีหลายโครงการที่เกี่ยวกับทรานสตรีมซิสเต็ม (Trans-Stream System) และโลกเสมือนอย่างมากมาย แต่ทำไมเด็กคนนั้นถึงรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำให้ดร. ดิไวน์ถึงเป็นโลกเสมือนที่ไว้กักขังผู้คนนับหมื่นนั่น”

คำถามนั้นทำให้เดซี่นิ่งไปเกือบสิบวินาที เธอหลับตาลงราวกับว่ากำลังนึกย้อนข้อมูลอย่างหนักก่อนที่จะค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมริมฝีปาก

“ดาร์คเอลฟ์...ไม่ใช่ดาร์คเอลฟ์จากเผ่าพันธุ์ในโลกนิยายแต่เป็นคำย่อมาจากดาร์คไซเบอร์เอลฟ์ (Dark cyber-elf) ปัญญาประดิษฐ์รูปแบบหนึ่งที่มีเป้าหมายทำให้ทุกคนปั่นป่วนและพังพินาศช้าๆ และทรมาน ซึ่งทางเราเองก็เบาใจไปว่ามันถูกทำลายไปนานแล้ว”

“หา!!!” คราวนี้นานามิตกใจของจริง “เดี๋ยวๆๆๆ งั้นหมายความว่ามันมีตัวตนมาก่อนหน้านี้แล้ว?"

“ใช่ค่ะ...คนที่สร้างมันขึ้นมาก็คือดร. ดิไวน์นั่นเอง เขาตั้งใจจะใช้มันคุมบริษัททรานสมิธของพวกเราแต่ก็ยับยั้งไว้ได้ทันและเนรเทศเขาไป...นั่นคือสิ่งที่ฉันเผชิญมาเองแต่สิ่งที่เอเลนรู้ว่าเธอเคยเป็นส่วนร่วมต่อเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นนี่เพราะเธอยังได้รับหน้าที่ในการโค้ดการถ่ายโอนสิ่งที่เรียกว่า [อารมณ์ด้านลบ] ของมนุษย์ไปยังดาร์คเอลฟ์ค่ะ ถึงแม้เธอจะตงิดใจบ้างแต่เห็นว่าดร. ดิไวน์บอกว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีเว้นท์และจ่ายเงินก้อนโตเลยไม่ได้ติดใจอะไรมาก”

“เหอะๆ”

นานามิได้ยินแล้วปั้นสีหน้ายาก

อีเว้นท์ที่ว่าก็คือรีเซ็ทโลกใหม่บ้าๆ บอๆ นั่น...

“แล้ว...ฉันต้องพูดเรื่องทั้งหมดเมื่อครู่กับเลขาธิการอีกรอบหรือเปล่าคะ?”

สีหน้าของเดซี่ที่ถามอย่างหวั่นๆ ที่แสดงออกให้รู้ว่าขี้เกียจพูดอีกรอบอย่างเด่นชัด นานามิส่ายหัวแล้วตะโกนสั่งอุปกรณ์ที่อยู่ในห้อง

“ดีแอคติเวทแคเมอฟลาช! (Deactivate camouflage)

 ที่กลางโต๊ะมีจอมอนิเตอร์โฮโลแกรมสีฟ้าจำนวนห้าจอเรียงรายต่อกันปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่าอย่างช้าๆ ซึ่งแต่ละจอนั้นแสดงข้อมูลมากมายที่ได้จากโดรนที่แอบเข้าไปในส่วนเมนเฟรมของโลกเสมือนบนเกาะดิไวน์ และที่จอตรงกลางฉายภาพสีดำโดยที่หน้าต่างเล็กๆ ให้กดได้คำว่า Connect…นานามิชี้แจง

“นี้คือหน้าที่ของคุณ คุณจะต้องเป็นคนติดต่อและให้ข้อมูลแก่คนของเราที่ติดอยู่โลกเสมือน หาหนทางที่จะช่วยทุกคนที่อยู่ที่นั่นให้จงได้...และอย่าคิดทำอะไรเกินเลยเด็ดขาดเพราะการกระทำของคุณถูกฉันจับตามองอยู่และถ้าเกิดดื้อด้านคิดจะทำ...ทรานสมิธอินดัสทรีย์เตรียมถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ได้เลย"

“โหดจังเลยนะคะ องค์กรทางทหารอย่างเวิลด์เจเนอรัล”

“นั่นคือวิธีการของเราอยู่แล้ว”

ทั้งคู่ต่างข่มสายตากันและกันอยู่ชั่วครู่ เดซี่เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

“ถ้าอย่างงั้นช่วยอธิบายสถานการณ์ที่ฉันยังไม่รู้มาก่อนเถอะคะ”

[ในขณะเดียวกัน]

[ยานแม่มอชชินนี่ห้องประชุมทางไกลของเลขาธิการ]

“รู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ท่านสนใจเทคโนโลยีเทเลพอร์ตของเรามากขนาดนี้”

มิซากะ เคนชิโร่ ประธานบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างไฮเทคอัพเปอร์กล่าวขอบคุณจากที่นั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามวิคตอเรีย ซึ่งเธอเองก็พยักหัวเล็กน้อยตามมารยาทแต่สิ่งที่ทำให้วิคตอเรียรู้สึกอึดอัดใจก็คือสายตาลูกสาวของทั้งสองคนที่นั่งข้างๆ คนเป็นพ่อนั้นจ้องมองเหมือนกำลังหาจุดอ่อนอย่างไม่ลดละเลยละสายตามองลงที่เครื่องบันทึกเสียงบนโต๊ะข้างหน้าที่มีเลขเดินหน้าบอกว่าบันทึกเสียงไปแล้วสิบสองวินาทีก่อนที่จะมองคนที่จะเจรจาอีกครั้ง

“หึ ทางนี้ยังยังไม่ทันได้เอ่ยเรื่องที่จะเจรจาเลย”

“ผมคิดไม่ออกว่าการที่ใช้โอกาสในวิกฤติครั้นนี้เรียกผู้บริหารระดับสูงมาพูดคุยกัน นอกจากเรื่องการเจราอย่างลับๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของบริษัทเราอย่างเทเลพอร์ตแล้วก็คงไม่มีอย่างอื่น”

“ทำไมท่านไม่คิดว่าทางนี้แค่ชวนมาจิบกาแฟถกความเป็นไปของสังคมโลกใบนี้บ้าง” วิคตอเรียประสานมือไว้กลางอกอย่างละเมียดละไม “แต่คุณก็เดาถูกที่อยากเจรจาเพราะเรื่องนั้นจริงๆ”

“ถือว่าเป็นการเจรจาสร้างสัมพันธ์ไมตรีครั้งใหม่ระหว่างฐานอำนาจทั้งสองจะได้ไหมครับเพราะเราไม่อยากให้เหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนที่เป็นอุบัติเหตุเป็นเหตุให้บาดหมางกัน”

เคนชิโร่พูดถึงเรื่องการทดลองที่ผิดพลาดที่เป็นการร่วมมือระหว่างไฮเทคอัพเปอร์และเวิลด์เจเนอรัลเมื่อปีค.ศ. 2052 หรือสามปีก่อน มันเป็นการทดลองเกี่ยวกับการสร้างผู้มีพลังจิตขึ้นมาเองจากการใช้แหล่งกระตุ้นอย่างแร่ที่ลึกลับที่สุดในโลกอย่างคริสตัลชายน์ที่มีผลทำให้เพิ่มพูนพลังจิตหรือพีทูขึ้นมาอย่างมาก ซึ่งเพื่อเข้าใจหลักการของมันก็ต้องเป็นคนสร้างและควบคุมตั้งแต่ขั้นตอนการก่อกำเนิด ซึ่งการระหว่างการทดลองนี้เกิดเหตุผิดพลาดบางอย่างทำให้เหตุการณ์ระเบิดสังหารหมู่ที่ทำให้สูญเสียบุคคลสำคัญทั้งสองที่เป็นนักวิจัยพีทูแนวหน้าอย่างจันทราและยาโตะที่ดูแลโปรเจค P.P. ที่แอบโคลนมนุษย์คู่ฝาแฝดขึ้นมาจากผู้ใช้พลังจิตคนหนึ่งและให้เขาทั้งสองเลี้ยงดูเป็นสิบปีเพื่อใช้การในงานสามปีก่อนโดยเฉพาะ

แต่ทุกอย่างก็พังทลายไปพริบตาเพราะอุบัติเหตุที่ไม่รู้สาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร เฟลิกซ์ที่ไม่รู้เรื่องนี้ถูกทำให้สลบไม่ได้สติหลายวันเพื่อแกนกลางถ่ายทอดพีทูหลักถึงได้อาละวาดสาดลำแสงแรคนาร็อคขึ้นมาใส่แกนพลังงานจนเกิดระเบิดครั้งใหญ่ วิคตอเรียปักใจเชื่อว่าต้องมีเบื้องหลังบางอย่างแต่หลักฐานที่จะตามสืบได้มันหายไปหมดพร้อมกับลำแสงสีทองแล้ว สิ่งที่เหลือไว้ก็คือร่างของชายฝาแฝดที่ชื่อว่า [พี] และเพื่อความปลอดภัยจากสิ่งที่มองไม่เห็นเลยถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่ Area TH-7 ที่เคยเขาอาศัยกับจันทรากับยาโตะดังเดิมและนานๆ ทีวิคตอเรียจะแอบไปจับตาดูด้วยตัวเองเพื่อดูความเป็นไปในการดำเนินชีวิตของเขา ซึ่งผู้นำระดับสูงสุดของเวิลด์เจเนอรัลไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ด้วยตัวเองก็ได้ แต่เป็นเพราะยาโตะและจันทนาสำหรับวิคตอเรียนั้นมีค่ามากกว่าแค่นักวิจัย...ตัวเธอเห็นทั้งสองคนเป็นผู้มีบุญคุณอย่างล้นเหลือที่สุด ส่วนเฟลิกซ์หลังจากการทดลองนั้นได้นานามิช่วยแถหาเหตุผลที่จู่ๆ มาโผล่ที่ Area RU ทั้งๆ ที่ควรจะอยู่ที่เมืองลอยฟ้าชินโคเซ็นของไฮเทคอัพเปอร์

จะปล่อยให้เรื่องนั้นรู้ถึงหูเฟลิกซ์ไม่ได้เด็ดขาด

วิคตอเรียตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ก่อนที่จะตอบคำถามของเคนชิโร่

“ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ทำตามขอเจรจาหรือไม่”

“ครับ ถ้าอย่างนั้นก็—”

“ขอเรียนถามสักอย่างก่อนที่จะเริ่มการเจรจาได้ไหมคะ”

จู่ๆ ลูกสาวของเคนชิโร่คนผมดำที่ชื่อว่าเมงุมิแทรกขึ้นมา วิคตอเรียไม่ขัดข้องอะไรด้วยคนที่อยากถามเลยพูดต่อ

“ทำไมท่านมาแค่คนเดียวคะ? ปกติแล้วต้องมีพยานมาช่วยเป็นสักขีพยานสักคนสองคน”

“ไม่จำเป็น แค่เครื่องบันทึกเสียงก็พอแล้ว” วิคตอเรียชี้แจง “อีกอย่างทุกคนกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ด้วยเพราะคนที่ถูกจับไปก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนของพวกเราด้วยเหมือนกัน ลูกหลานญาติมิตรสหายทั้งหลาย...”

“ดิฉันหมายถึงคนที่ท่านไว้ใจที่สุดค่ะ”

“เฮ...ดูเหมือนเธอจะทำให้มันเป็นระบบใช่ไหม ใช่...มันก็ได้อยู่แต่บังเอิญว่าคนที่ฉันไว้ใจไม่ว่างอยู่ไม่รู้ว่าจะมาทันการเจรจาลับครั้งนี้จบหรือเปล่า แต่คงมาทันต่อที่จะเริ่มประชุมถกวิกฤติที่จะเริ่มไม่ถึงชั่วโมงนี้ ถ้าหากกังวลใจมากนักละก็ ฝ่ายคุณบันทึกภาพและเสียงด้วยก็ได้”

“แต่ถ้าฝ่ายดิฉันทำแบบนั้น มันไม่เป็นการเสี่ยงต่อการแบล็คเมย์ท่านได้?”

“หึๆ ถ้าเป็นอย่างงั้นฉันแค่ลบพวกคุณออกจากหน้าประวัติศาสตร์”

ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกส่งผ่านสายตาของวิคตอเรียราวกับเป็นผู้ที่กุมชนะทำให้ทั้งสามคนจากไฮเทคอัพเปอร์รู้สึกหวั่นเกรงเล็กน้อย เคนชิโร่หันมองลูกสาวคนผมดำ

“เธอถามมากพอแล้วเมงุมิ”

“ค่ะ ต้องขออภัยสำหรับการเสียมารยาทเมื่อสักครู่”

“อืม ไม่เป็นไร ฉันเองคงไม่อารมณ์เสียเพราะเรื่องแค่นี้...ประสบการณ์และวิกฤติต่างๆ มันสอนมากเยอะ”

วิคตอเรียมีท่าทีที่ผ่อนคลายหลังพูดเรื่องนั้นไป นายใหญ่ของไฮเทคอัพเปอร์สะกิดเตือนให้เอ็กซ์คาลิเบอร์หยุดแกว่งขาแล้วเริ่มการเจรจาลับครั้งนี้ด้วยการหยิบเครื่องแท็บเล็ตให้วิคตอเรียดูข้อมูลสัญญาโดยที่เคนชิโร่กล่าวอธิบายไปด้วย

“สิ่งที่แลกเปลี่ยนจากทางเราก็คือนวัตกรรมใหม่อย่างเทเลพอร์ตที่ตอนนี้มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับหนึ่งและการแลกเปลี่ยนครั้งนี้มิใช่การยกเอกสิทธิเทคโนโลยีนี้แก่เวิลด์เจเนอรัลแต่เพียงผู้เดียว หากเป็นการร่วมมือแบ่งปันข้อมูลทรัพยากรและมันสมองร่วมกันพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมนี้ไปด้วยกัน แน่นอนว่าท่านมีสิทธิที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ได้ทันทีแต่มันอยู่ในขั้นตอนการวิจัยโปรดระวังเรื่องความปลอดภัยไว้ก็แล้วกันครับ”

“แล้วตอนนี้สามารถใช้เทเลพอร์ตได้ไกลที่สุดกี่กิโลเมตร” วิคตอเรียถามในขณะที่ไล่กดดูเอกสารในแท็บเล็ต

“ทางเราใช้หน่วยแค่เมตรพอครับเพื่อความละเอียดต่อการระบุพื้นที่เป้าหมายที่จะเทเลพอร์ตไป”

“ไม่ถึงกิโลเมตร?”

“เปล่าครับ ประมาณหนึ่งหมื่นเมตร”

ระยะทางที่เคนชิโร่บอกทำให้วิคตอเรียยิ้ม

“ถ้าอย่างงั้น...ถ้าส่งเทเลพอร์ตไปยังพื้นที่เป้าหมายโดยระบุผ่านดาวเทียม ณ พื้นที่ที่ไม่ได้เดินเท้าไปสำรวจสามารถทำได้ใช่ไหม”

“ทำได้ครับ แต่มันเสี่ยงอย่างมากถ้าเกิดความผิดพลาด ต้องมีคนไปถึงที่หมายก่อนเพื่อระบุตำแหน่งที่แน่นอนเพราะเคยเทเลพอร์ตผิดตำแหน่งต่ำลงไปหนึ่งเมตร...คนที่ทดลองกลายเป็นคนพิการเหลือแต่เพียงท่อนบน”

การทดลองที่ผิดพลาดที่เคนฃิโร่กล่าวมานั้นไม่ได้ทำให้วิคตอเรียหวั่นไหวแม้แต่น้อยดูเหมือนเธอจะรู้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งทำให้เคนชิโร่ไม่แน่ใจถามเรื่องหนึ่ง

“อย่าบอกนะครับว่าท่านจะใช้มันในการปฏิบัติการณ์เกาะดิไวน์ครั้งนี้?”

“อยากจะใช้อยู่แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอก” วิคตอเรียถอนหายใจ “ดาวเทียมเองยังตรวจสอบไม่ได้เลย พื้นที่แถวนั้นถูกรบกวนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงกว่าพวกเรา”

“โอ้ว เทคโนโลยีขั้นสูงกว่า”

แววตาของเคนชิโร่เปล่งประกายแสดงความสนใจขึ้นมาทันที แต่วิคตอเรียสังเกตเห็นลูกสาวผมทวินเทลอีกคนที่ทำหน้าอัดอั้นเหมือนอยากจะพูดออกมา

“นี่เธอหัวชมพู มีอะไรอยากจะบอกหรือ”

“เห๊ะ!?” เอ็กซ์คาลิเบอร์ตกใจไม่ทันตั้งตัว “เอ่อ...เปล่า...ไม่มีอะไร”

“อย่าไปสนใจเลยครับ” เคนชิโร่บอก “ลูกสาวของผมคนนี้ผมสั่งให้สงบปากไว้ครับ ปกติเป็นคนที่ชอบโวยวายเลยอาจจะทำหน้าไม่เป็นมิตรบ้างต้องขออภัยด้วย”

“แหม่ เหมือนจะเป็นคนรักลูกมากถึงเอามาด้วยทั้งคู่”

วิคตอเรียส่งยิ้มก่อนที่จะหยิบกล่องสีดำอันเล็กเท่าฝ่ามือขึ้นมาแล้วกดปุ่มบนกล่องนั้นก็มีภาพโฮโลแกรมแถวตั้งมีข้อความเอกสารกำลังไล่แสดงข้อมูลให้อีกฝ่ายได้เห็น

“นี้คือสิ่งที่คุณขอมา หุ้นส่วนและสิทธิการครอบครองเรพลอยด์จากบริษัทที่เป็นหุ่นเชิดของเราหรือหุ้นส่วนกว่า 20% ของทรานสมิธอินดัสทรีย์เป็นของไฮเทคอัพเปอร์ เพียงเท่านี้หุ้นส่วนของพวกคุณก็อยู่ราวๆ 75% ที่เหลือไปไล่กวดกับการ์เดี้ยนก็แล้วกัน”

“ประทับใจมากครับ ไม่คิดว่าท่านจะทำตามขอแลกเปลี่ยนจริงๆ” เคนชิโร่ขยับแว่นกรอบทองตาแว่นอย่างสนใจมองดูข้อมูลตรงหน้า “แต่มันจะดีแล้วหรือครับ สิ่งที่เรียกว่าเรพลอยด์นั่นมันค่อนข้างยอดเยี่ยมเลยแต่ไม่ได้ประกาศเป็นเจ้าของๆ มัน...มันจะดีแน่หรือครับ?”

“อะไรที่มันไม่ใช่สำหรับเวิลด์เจเนอรัลก็ไม่อยากให้มีส่วนเกี่ยวข้องมากนักหรอก สิ่งที่พวกเราสนคือกองทัพหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเท่านั้น”

“นั่นสิครับ กองทัพกว่าครึ่งหนึ่งของท่านก็คือหุ่นยนต์สงคราม”

เคนชิโร่ยกยอแล้วเพ่งสมาธิดูข้อมูลโฮโลแกรมตรงหน้าต่อไป ส่วนวิคตอเรียพยายามปั้นหน้านิ่งเข้าไว้เพราะเพิ่งโกหกคำโตไป สาเหตุที่เธอขายเทคโนโลยีเรพลอยด์นี้เพราะเหตุผลที่คิดอยู่ในหัว

ใครจะไปกล้าบอกว่าเรพลอยด์ที่ซุ่มพัฒนามีส่วนเกี่ยวกับเรื่องดร. ดิไวน์...

ถ้าเป็นไปตามที่เด็กคนนั้น เด็กที่ชื่อว่าเอเลนบอกไว้...ดร. ดิไวน์ใช้มันในการย่นระยะเวลาหลายๆ เรื่องที่เขาทำบนเกาะแห่งนั้น

ถ้าเรื่องคราวนี้จบแล้วเรื่องของเรพลอยด์แดงขึ้นมา ทางเราก็จะไม่มีส่วนรู้เห็นแต่อย่างใด

วิคตอเรียอยากจะถอนหายใจตรงนั้นแต่ต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้เลยต้องอดทน แล้วจู่ๆ ที่หน้าจอมอนิเตอร์ที่ติดอยู่ข้างประตูเลื่อนเหล็กทางเข้าทางนี้ติดขึ้นมาซึ่งคนที่อยู่ในภาพก็คือเฟียน่าลูกสาวของเฟลิกซ์

“ท่านเลขาธิการคะ มีเรื่องจะถามเป็นการส่วนตัวค่ะ”

“เข้ามาได้”

เสียงของวิคตอเรียเป็นการอนุมัติให้ประตูเลื่อนเปิดเอง พอเฟียน่าเห็นว่ามีคนอื่นอยู่เลยหยุดก้าว พ่อและลูกทั้งสองต่างมองว่าใครกันที่มาขัดจังหวะซึ่งเธอเองก็รู้สึกตัว

“ขะขออภัยที่รบกวนด้วยคะ!” เฟียน่าหันหันกลับเตรียมออกไป

“หยุดตรงนั้นเลย” วิคตอเรียออกคำสั่ง “มีเรื่องอะไรมาคุยใกล้ๆ นี่”

“เอ่อ...ค่ะ”

เฟียน่าทำหน้าไม่ถูกแต่ก็เดินเข้าหาวิคตอเรียจากทางข้างหลัง ซึ่งเธอถูกมิซากะเมงุมิจ้องด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรราวกับว่าเห็นคนที่ไม่มีมารยาทแต่เฟียน่าเองก็จ้องคืนกลับไปเช่นกันเพราะเธอไม่ใช่คนที่ยอมคนอื่นสักเท่าไหร่ เธอเข้าไปกระซิบข้างหูวิคตอเรียถามเรื่องหนึ่ง...เมื่อคนฟังฟังจนจบก็ส่ายหัวแล้วบอก

“ไม่ได้...ทำแบบนั้นมันอาจจะทำให้เจ้าตัวเกิดสับสนขึ้นมามันไม่คุ้ม...ไว้ค่อยหลังเรื่องนี้เสร็จสิ้นก่อน”

“แต่ว่า...เข้าใจแล้วค่ะ งั้นขอรบกวนไว้เพียงเท่านี้นะคะ”

เฟียน่าอยากจะเถียงบางอย่างแต่บอกเห็นวิคตอเรียส่ายหัวอีกรอบเลยไม่ค้านต่อ หันหลังเดินกลับไปที่ประตูทางออกแต่ระหว่างนั้นก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรแต่พยายามทำเป็นไม่สนใจและในระหว่างที่จะก้าวเดินออกจากห้องนั้น จู่ๆ เอ็กซ์คาลิเบอร์ลูกสาวที่สองของเคนชิโร่ลุกขึ้นแล้วชี้นิ้วใส่เฟียน่าอย่างแข็งก้าว

“ยัยเด็กกะโปโล! ไร้มารยาทจริงๆ! ไม่เห็นเหรอว่าพ่อของฉันกำลังคุยเรื่องสำคัญ—”

เจ้าตัวยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ ก็มีหอกลำแสงสีทองขนาดเท่าของจริงจำนวนสามด้ามชี้ที่รอบตัวหมายเอาชีวิตซึ่งผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่ารอบตัวเฟียน่าแล้วพุ่งด้วยความเร็วสูงไปยังเจ้าตัว ทุกคนต่างตกใจสิ่งที่เฟียน่าทำอยู่ นัยน์ตาสีแดงที่เบิกบานด้วยความโกรธของเธอนั้นทำให้คนนอกอีกสองคนนั้นสนใจเป็นอย่างมาก

“อะๆๆๆๆ อะไรเนี่ย!?

“แกว่าใครเป็นเด็กกะโปโล!!!

เฟียน่าตะคอกใส่ วิคตอเรียที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าหนักใจอย่างมากเพราะเรื่องของเฟียน่าไม่อยากให้ใครรู้รีบห้ามปราบก่อนที่จะเกิดเรื่องแย่

“เฟียน่า! อย่าวู่วาม”

และดูเหมือนเธอจะได้สติ หอกแสงทั้งสามสลายหายไปแล้วเอามือกุมหน้าตัวเองอย่างเคร่งเครียด

“ขอโทษด้วย...คือฉันกังวลเรื่องแม่มากอยู่เลยเผลอไปหน่อย”

“อือ...เฟียน่า...มานั่งข้างๆ ฉัน”

“หือ!? เอ่อ...ค่ะท่าน”

เฟียน่าแปลกใจเล็กน้อยกับสิ่งที่วิคตอเรียเอ่ยแต่ก็เดินเข้าไปนั่งโซฟาติดชิดกับคนสั่งก่อนที่จะถูกลูบหัวซึ่งทำให้เฟียน่าเริ่มรู้สึกผ่อนคลายเพราะมือคนลูปคือคนที่ช่วยให้เธอควบคุมพีทูของตัวเองได้และเป็นที่พึ่งเวลาที่แม่กับพ่อตัวเองไม่อยู่ ส่วนไฮเทคอัพเปอร์ทั้งสามคนยังจับต้นชนปลายไม่ถูกวิคตอเรียเลยอธิบายให้ฟัง

“เด็กคนนี้เป็นลูกหลานของคนที่พวกเธอให้คำนิยายว่า No.1 แรคนาร็อค ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอตัวมาก่อน...ฉันว่าพวกคุณเข้าใจความหมายนั้นดี”

[คริสตัลฟอร์]

[23/05/2055] [10:09]

[เต็นท์แนวหน้าชั่วคราว, ใกล้หอคอยเหล็กกล้า]

คนเจ็บมากมายเหลือเกิน

เฟลิกซ์คิดอย่างน้อยใจก่อนที่จะละมือจากการแง้มเปิดผ้าใบดูสิ่งที่อยู่ภายนอกที่มีแต่คนเจ็บมากมายโดยกลุ่มแนวหน้าจำนวนน้อยที่ยังพอไหวพยายามรักษาชีวิตคนอื่นอยู่ ส่วนเธอนั้นกลับไปนั่งบนเตียงไม้ที่ถูกจัดขึ้นมาลวกๆ ตอนนี้อยู่ช่วงเวลาพักของเธอ

ทำไมกัน...ทำไมต้องเป็นเจ้าหุ่นยนต์ปลาหมึกนั่น

ที่เธอตัดพ้อถึงเรื่องนั้นเพราะได้ยินจากผู้รอดชีวิตทั้งหลายว่าหลังจากที่ตัวลิฟต์ตกลงมาถึงชั้นแรกก็มีมอนเตอร์เหล็กกล้าปลาหมึกยักษ์ไต่ตามลงมา มันเปล่งแสงได้ใช้หนวดของมันฟาดฟันทำลายทุกสิ่งและเวทมนต์ทำอะไรตัวมันไม่ค่อยได้เหมือนกับบอสทุกๆ ชั้นในหอคอยเหล็กกล้า แล้วหลังจากที่ทำลายแค้มป์แนวหน้าทั้งหมดเสร็จก็หนีไปทางตะวันออกหายไป

ถ้ามันยังไปทางนั้นต่อไปเรื่อยๆ ละก็...มันต้องผ่านที่นั่นแน่ๆ

“หือ!?”

เฟลิกซ์สะดุ้งเพราะมีเสียงดังกังวานคล้ายแก้วมีน้ำถูกเคาะด้วยช้อน เธอหันซ้ายตามเสียงก็เห็นหน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าขึ้นมาซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เธอรอคอยมากว่าสองวัน

“นานามิ!? ทำไมติดต่อช้าจังนักละ!

“โทษทีๆ คือทางนี้วุ่นหลายๆ เรื่องนะ” นานามิพูดเหมือนไม่มีอะไรจะแก้ตัว

“ช่วยเห็นใจฉันบ้างสิ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นฉันอยากจะคุยกับเธอจะตาย! อุตสาห์โล่งใจแล้วแท้ๆ กลับหายหัวตั้งสองวันจนคิดว่ามันเป็นแค่ความฝันไปแล้ว”

“อ่า ขอโทษอีกรอบละกัน...แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะวันนี้พาคนที่จะช่วยเธอได้ไม่มากก็น้อยละนะ”

“ช่วย?”

เฟลิกซ์ขมวดคิ้วสงสัย นานามิในภาพวิดีโอคอลลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเชิญผู้หญิงผมสีฟ้าสว่างนัยน์ตาสีม่วงมานั่งแทนซึ่งเป็นคนที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน เจ้าตัวในภาพเห็นหน้าเฟลิกซ์ชัดๆ แล้วออกอาการตื่นๆ

“ว้าว...คุณเองสินะ บุคคลสำคัญของโลก”

“หือ!?” เฟลิกซ์เหวอนิดหน่อยก่อนที่จะมองนานามิที่ยืนอยู่ข้างๆ คนผมฟ้า “นานามิ อย่าบอกนะว่าบอกความจริงของตัวฉันกับคนนอกแล้ว?”

“ก็แค่คนนอกคนเดียวเอง...เท่าที่ยืนยันได้ตอนนี้นะ”

“หา!!! ทำไมพูดอย่างงั้นละ!?

ครั้งนี้เฟลิกซ์เหวอหนักของจริงแล้วถามหาเหตุผล นานามิค่อยๆ เล่าเรื่องที่ทางโลกจริงเกี่ยวกับการประกาศตัวของดร. ดิไวน์กับสถานการณ์ทั่วโลกที่มีผลกระทบจากการถูกดาร์คเอลฟ์เล่นงานและที่สำคัญที่สุดคือดร. ดิไวน์ประกาศว่าได้กักตัวผู้ใช้พีทู No.1 แรคนนาร็อคไว้ด้วย เลยทำให้สื่อต่างๆ หาข้อมูลขุดคุ้ยไม่ยั้งเพื่อหาตัวว่า No.1 เป็นใครเพราะเมื่อนานมาแล้วประมาณสามปีก่อน จู่ๆ ไฮเทคอัพเปอร์ก็ประกาศชื่อฉายาผู้ใช้พีทูของ No.1 จากที่เว้นว่างไว้เพราะทางนั้นคิดว่ายังไม่มีใครเหมาะสมที่จะได้ No.1 ไป แต่ช่วงเวลานั้นกลับมีชื่อฉายาแรคนาร็อคปรากฏขึ้นทั้งๆ ที่คนนอกไม่น่าจะรู้ถึงฉายานี้ได้และทุกวันนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าชื่อฉายานั้นมาจากไหนเพราะคนที่ให้ข้อมูลนั้นหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว เหลือเพียงแค่คลิปที่มีพลังงานลำแสงบีมที่เฟลิกซ์คิดว่ามันแค่คล้ายๆ ของเธอถ่ายได้ที่ไหนสักที่หนึ่งกลางป่า...เฟลิกซ์จิตตกไหล่ห่อแล้วบ่นพึมพำ

“เหอะๆ ถ้าพวกเขารู้ตัวจริงของฉันขึ้นมา...ลูกสาวของฉันคงอยู่ไม่เป็นสุขแน่ๆ”

“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแดเนียลจะช่วยจัดการเรื่องนี้เอง”

สิ่งที่เฟลิกซ์กังวลได้นานามิช่วยทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดได้บ้างเพราะถ้าเรื่องของเธอแดงขึ้นมาว่าเป็นผู้ใช้พีทู No..1 จริงๆ คงหนีไม่พ้นถูกขุดคุ้ยเรื่องครอบครัวด้วย

แย่...แย่แน่ๆ โอกาสที่จะถูกเปิดโปง—

“เฟลิกซ์เธอไม่ต้องทำเป็นเครียดเลย” นานามิรีบบอกอีกรอบ “บอกแล้วไงเมื่อกี้ว่าเรื่องทางนี้พวกฉันจะจัดการเอง เธอมีหน้าที่ต้องหาทางหลุดหนีพ้นจากโลกเสมือนนั่นออกมาให้ได้”

“แต่คิดๆ ดูแล้ว ฉันว่าเรื่องนี้ทางนั้นน่าจะจัดการง่ายกว่าไม่ใช่หรือไง? แค่ใช้คำสั่งผ่านโดรนที่แฮกระบบโลกเสมือนได้อยู่ตอนนี้”

“ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับสื่อสารกับคุณนะคะ” เดซี่อธิบาย “เท่าที่ดูข้อมูลตรงนี้มันบอกว่าไม่สามารถเจาะผ่านไฟว์วอลล์ชั้นที่สามที่จะสามารถใช้คำสั่งคอมมานส์ต่างๆ ได้และมันมีคำสั่งทำลายตัวเองด้วยถ้าเกิดมีความผิดปกติขึ้นมา”

“ทำลายตัวเอง!?

ทั้งเฟลิกซ์และนานามิตกใจพร้อมกัน เดซี่ทำหน้าหนักใจก่อนที่จะบอกความจริง

“รูปแบบโค้ดไม่ใช่ทำลายโลกเสมือนแต่เป็นทำลายฮาร์ดแวร์ภายนอก...ที่เรียกว่าแคปซูลรักษาชีวิตที่เก็บร่างมนุษย์ไว้เชื่อมต่อกับโลกเสมือน”

ทำลายแคปซูลรักษาชีวิต...

เฟลิกซ์กลืนน้ำลายเกือบไม่ลงเพราะรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร นานามิยกข้อมือซ้ายขึ้นดูนาฬิกา

“เดี๋ยวฉันต้องไปประชุมทางไกลกับวิคตอเรียก่อนนะเพื่อน เดี๋ยวทางนี้จะยกหน้าที่ให้กับเธอคนนี้ มีอะไรก็วานเธอได้เลยและเธอ...เดซี่ใช่ไหม? ถ้ามีอะไรก็ใช้คำสั่งจอซ้ายล่างติดต่อทางฉันโดยตรงเท่านั้นและไม่ว่าใครก็ตามนอกจากฉันกับวิคตอเรียอย่าไปทำตามสิ่งที่เขาพูดเด็ดขาด เข้าใจใช่ไหม?”

“เข้าใจดีค่ะ” เดซี่พยักหน้า

“งั้นอีกสักพักใหญ่จะกลับมาหาเธอนะเพื่อนยาก” นานามิส่งยิ้ม

“อือ...” เฟลิกซ์ตอบกลับ พอนานามิเดินออกพ้นสายตาในจอแล้วก็ถามเดซี่ต่อ “แล้ว...จะให้ฉันทำยังไงบ้าง นอกจากตามหาแผงควบคุมโลกเสมือนในนี้?”

“ก่อนอื่นต้องขออธิบายข้อมูลเบื้องต้นของคริสตัลฟอร์เพื่อเช็ดว่ามันตรงกับสิ่งที่คุณอาศัยอยู่หรือไม่นะคะ”

[สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งในโลกความจริง]

“เจ้าสิ่งนั้น...ต่อกรกับเวิลด์เจเนอรัลได้แน่”

เสียงกระซิบอย่างโหยหาในความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากหน้าจอยักษ์ตรงหน้าที่ฉายภาพระบบจำลองสถานการณ์การรบแถวเกาะดิไวน์ อีกเสียงหนึ่งกระซิบออกความเห็น

“ใช่...เจ้าสิ่งนั้นมันสอยยานบรรทุกวิงเจ็ทของพวกมันพังลงในพริบตา”

“ยังมีดาร์คเอลฟ์นั่นอีก...ถ้าชิงมันได้ละก็ โลกนี้อยู่ในกำมือพวกเราทันที!

เสียงกระซิบแรกกำมือราวกับว่าตัวเองกำลังได้ชัยชนะแล้ว แต่อีกเสียงหนึ่งซึ่งเป็นเสียงที่สามบ่นอย่างเสียดาย

“ถ้ารู้ว่าดร. ดิไวน์สร้างของแบบนี้ได้ตั้งแต่แรก คงคว้าตัวเขามาตั้งแต่เนิ่นๆ”

“แหม่ท่านผู้บัญชาการเจ้านั่นมันหยิ่งยโสจะตาย โอกาสที่จะเข้าร่วมกองทัพต่อต้านเวิลด์เจเนอรัลกับพวกเราแทบไม่มี” เสียงกระซิบที่สองบอก “เว้นแต่จับมันมาล้างสมอง”

“ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดเรื่องแบบนี้แล้ว” เสียงกระซิบที่หนึ่งว่า

“จะดีกว่านี้ถ้าพวกเจ้าไม่ดีแต่ปาก”

เสียงกระซิบที่สามหันค้อนใส่และเอ่ยอย่างเหนือกว่าจนทำให้ทั้งสองเงียบกริบแล้วเขาก็หันมองจอภาพเช่นเดิมและเสาะยิ้ม

“ไม่ว่ายังไง เวทีคราวนี้ก็เหมาะมากที่จะแสดงแสนยานุภาพของพวกเรา กองทัพผู้ปลดปล่อยโลกจากเวิลด์เจเนอรัล...ไอริส!!!

 

53 ความคิดเห็น