ตอนที่ 64 : Ch.57 Order of Battle II - [หาหนทาง]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ต.ค. 59


Crystalfall: Awakened!

คริสตัลฟอร์: อเวกเกน!

Ch.57 Order of Battle II - [หาหนทาง]

“เทียบกับที่คุณเฟลิกซ์บอกมา มีความต่างกันเล็กน้อยไม่น่าจะมีผลอะไรมากถ้าจะใช้อ้างอิงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณ”

เดซี่ย้ำถึงความแตกต่างเล็กน้อยของข้อมูลที่เธอได้มาจากผู้ที่เคยมีส่วนรวมกับการสร้างโลกเสมือนจริง [คริสตัลฟอร์] กับข้อมูลล่าสุดที่เฟลิกซ์อาศัยอยู่ซึ่งใช้เวลาอธิบายไปเกือบครึ่งชั่วโมงเกี่ยวกับสภาพในโลกเสมือนล้วนๆ แล้วในที่สุดเฟลิกซ์ก็เอ่ยคำถามที่คาดหวังสูง

“พอมีทางทำอะไรได้ไหม?”

“แทบจะไม่มีเลยค่ะ นอกจากมุ่งหน้าหาแผงควบคุมโลกเสมือนภายในโลกนั้น ถ้าเป็นตามที่คุณเล่ามา...มันก็น่าจะทางนั้น”

“แล้วเปิดหน้าต่างเช็ดสถานะตัวเองไม่ได้หรือไง?”

“ไม่เลย ฟังก์ชั่นนี้ถูกปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์สำหรับระดับยูสเซอร์”

“เฮ้อ ไอ้เราก็หลงนึกว่าจะได้ตัวช่วยบ้าง” เฟลิกซ์ทำหน้าเซ็ง

“แค่การสามารถติดต่อกับคุณได้ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว ค่อนข้างโชคดีที่ตัวแคปซูลของคุณไม่ได้ติดตั้งระบบป้องกันไว้มากนัก...ต้องขอโทษด้วยที่ช่วยอะไรไม่ได้”

“ไม่หรอก คุณช่วยได้มากเลย”

ที่เฟลิกซ์บอกนั้นไม่ใช่เพราะเป็นมารยาทแต่การที่ได้คนที่มีข้อมูลของโลกคริสตัลฟอร์มาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ถือว่าช่วยอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง

อย่างน้อยก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะตายได้ละนะเพราะเดซี่บอกว่ามีข้อมูลพวกมอนเตอร์ทั้งหมดที่—

เดี๋ยวสิ...เรื่องตายนี่มัน...

“เดซี่!” เฟลิกซ์โพล่งขึ้นมา “คนในแคปซูลหมื่นกว่าคนนั่นมีใครตายบ้างไหม?”

“ขอเวลาสักครู่นะคะ” เดซี่หันไปทางซ้ายใช้มือควบคุมโฮโลแกรมหาข้อมูล “ไม่เลยคะ ทุกคนอยู่ดี”

“หา!? ไม่มีใครตายเลย?” เฟลิกซ์ขมวดคิ้ว “หรือว่าจะไม่มีใครตายจริงๆ”

“พูดถึงเรื่องอะไรคะ?”

“หมายถึงว่าเวลาตายในโลกเสมือนนี้ ร่างกายจริงๆ ก็ไม่ตายตามด้วยใช่ไหม?”

“เอ...คำสั่งแบบนั้นจากโลกเสมือนที่ตรวจสอบได้ไม่มีนะคะ ยกเว้นมีคนป้อนคำสั่งมาจากที่อื่น”

“หมายความว่าไง”

“คือต้องขอพูดให้ชัดอีกรอบว่าไม่มีใครตายจริงๆ เพราะตายในโลกเสมือนที่คุณเฟลิกซ์บอกมาคะ ถึงเกิดขึ้นก็จะถูกทำให้หลับไม่ได้สติเหมือนเดิม...แต่ที่บอกว่าอาจจะมีคำสั่งมาจากที่อื่นนั้นหมายความว่าข้อมูลที่เชื่อมจากภายนอกที่ไหนสักแห่งในเกาะนี้อาจจะสามารถป้อนคำสั่งสั่งตายมาได้เพราะภายในแคปซูลมันมีระบบทำลายตัวเองอยู่ค่ะกับเข้าไปยุ่งกับระบบมากเกินไปจนมีการป้องกันตัวเองด้วยการทำลายเป้าหมายทิ้งด้วยเหมือนกัน”

ข้อมูลที่เดซี่ว่ามาทำให้เฟลิกซ์ยิ่งเครียดหนัก

“แล้วถ้าฉันไปเจอแผงควบคุมแล้วไปยุ่งกับมัน ฉันไม่ตายจริงๆ หรือไง”

“อ่า...เหมือนคุณเฟลิกซ์กับอีกคนหนึ่งเป็นขอยกเว้นนะคะ เพราะแคปซูลทั้งสองคนยังไม่ได้ติดตั้งระบบทำลายตัวเอง”

“อีกคน? ใคร?”

“ข้อมูลบอกว่าเป็นแคปซูลของทอมมี่เปเรซค่ะ”

ชื่อของเขาทำไมเฟลิกซ์ร้องอ๋อ

“เหอะๆ ทำไมถึงเป็นหมอนั้นได้ละเนี่ย”

“คงเป็นเพราะว่าทั้งสองคนคือสองคนสุดท้ายที่ถูกลักพาตัวไปค่ะจากข้อมูลที่ได้มา อีกทั้งจำนวนเลขตู้แคปซูลนั้นทั้งสองคนถือว่าเป็นตู้ล่าสุด”

“อ๋อ พอเจ้าดิไวน์มันได้ฉันมาก็หยุดลักพาตัวคนอื่น เหอะ...ฉันนี่เป็นตัวล้างซวยให้คนอื่นสินะ”

“คงจะประมาณนั้นละมั้งคะ”

เดซี่ถามแล้วยิ้ม ซึ่งเฟลิกซ์รู้สึกไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่แต่ก็ทำเป็นลืมๆ ไปแต่เมื่อจ้องหน้าเดซี่อีกครั้งก็อดสงสัยอีกเรื่องไม่ได้

“แล้วทำไมวิคตอเรียถึงไว้ใจเธอมากนักละเนี่ย...เธอเป็นคนนอกไม่ใช่หรอ? แต่นานามิยังมาช่วยอีกต่อหนึ่งแบบนี้และยังเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องที่มัน...เธออาจจะถูกเก็บได้เพราะป้องกันไม่ให้ความลับถูกแพร่งพรายก็ได้นะ”

คำเตือนที่เฟลิกซ์ไม่แน่ใจว่ามีความเป็นห่วงแฝงลงไปหรือไม่ออกจากปากตัวเอง แต่อีกฝ่ายกับหัวเราะเบาๆ

“ไม่หรอกค่ะเพราะฉันเป็นคนของเวิลด์เจเนอรัลอยู่แล้ว”

เพราะเรื่องนี้ทำให้เฟลิกซ์ยิ่งงงหนัก

“แต่นานามิบอกว่าเธอเป็นคนนอก?”

“นั่นเป็นสิ่งที่เธอเข้าใจคะ ฉันได้รับคำสั่ง...ไม่สิ ทุกคนในทรานสมิธอินดัสทรีย์แผนกวิจัยเรพลอยด์ที่ล้วนเป็นของคนของเวิลด์เจเนอรัลได้รับคำสั่งไม่ให้เปิดเผยตัวตนแม้แต่กับพวกตัวเองนอกจากท่านเลขาธิการและก็จากการติดต่อล่าสุด ถ้าฉันถูกคุณถามเรื่องนี้ก็อนุญาตให้เปิดเผยตัวตนเพื่อความสะดวกค่ะ”

เรื่องที่เดซี่ว่ามานั้นทำให้เฟลิกซ์ต้องนึกย้อนความหลังไปประมาณสิบปีก่อนที่วิคตอเรียเคยพูดถึงเรื่องเรพลอยด์กับเธอไว้ว่าถ้าหากเรพลอยด์เกิดควบคุมไม่ได้หรือเรียกว่าอิเลกกูล่าร์ (Irregular) ให้เธอรีบเข้ามาจัดการได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอคำสั่งและทำลายหลักฐานทิ้งทั้งหมด

ดูเหมือนว่าวิคตอเรียไม่ได้บอกผู้หญิงคนนี้ว่าฉันรู้เรื่องอยู่แล้วสินะ

“เฮๆ ออกแนวหุ่นเชิดบังหน้าแฝงตัวตามองค์กรอื่นใช่ไหม” เฟลิกซ์ทำเหมือนว่าเพิ่งจะรู้เรื่อง

“ใช่อย่างที่สุดค่ะ”

“เฮ้อ แม้แต่นานามิก็รู้เรื่องนี้ไม่ได้?”

เฟลิกซ์ยังคงเนียนต่อไปซึ่งเธอไม่เคยบอกเรื่องนี้กับนานามิเพราะถูกกำชับให้ปิดปากแม้กับคนสนิท เดซี่พยักหน้าตอบอย่างเข้าใจ

“ไม่มีชื่อของเธออยู่ในรายการคำสั่งจึงไม่ให้เธอรู้ค่ะ”

“งืมมมมมมมมม” เฟลิกซ์ลากเสียงยาวประชด “เกิดเรื่องขนาดนี้ก็ยังจะมีเรื่องพันธุ์นี้อีกเนาะ...เอ่อ...ไม่สิฉันน่าจะชินกับเรื่องพวกนี้แล้วนี่ว๊า...แต่แผนกที่เธอว่า เรพลอยด์...ใช่ที่ว่าเป็นหุ่นยนต์วิวัฒนาอีกขั้นที่เหมือนมนุษย์ที่คิดเองได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นใช่ไหม”

“ใช่แล้วค่ะ อย่างเช่นตัวฉันเอง”

คำตอบนั้นทำให้เฟลิกซ์อึ้ง ซึ่งที่เธออึ้งนั้นเพราะไม่เคยเจอเรพลอยด์ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ขนาดนี้มาก่อน...ที่คล้ายกับกบน้ำแข็ง

เดี๋ยวก่อน...

“หา!! เธอ...ไม่ใช่มนุษย์!? เป็นเรพลอยด์...ทำไมเหมือนคนขนาดเนี่ยละ!?”

“จบเรื่องนั้นเถอะค่ะ” เดซี่เปลี่ยนเรื่องทันที “ตอนนี้ได้ข้อมูลกายภาพเบื้องต้นของคริสตัลฟอร์มาเทียบแล้ว ตอนนี้อยากจะทราบเรื่องที่เกิดกับคุณที่โลกนั้นหน่อยค่ะ”

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉัน?”

“ตั้งแต่แรกเริ่มเลยคะ หลังจากเหตุการณ์วิงเจ็ทระเบิดกลางอากาศเมื่อสามเดือนก่อน”

[ณ โลกแห่งความจริง]

[23/05/2055] [11:02]

[ยานแม่มอชชินนี่ห้องประชุมทางไกลของเลขาธิการ]

“ทางนี้เองค่อนข้างชุลมุนวุ่นวายมากค่ะ แล้วทางพ่อละ”

เฟียน่าที่ยืนติดมุมห้องกำลังคุยมือถือกับพ่อตัวเองหรือสามีของเฟลิกซ์นั่นเอง พอได้ฟังสถานการณ์ปลายทางเสร็จก็ออกความเห็น

“แบบนั้นถือว่าผิดปรกติหรือยังคะ?...อ๋อ...ระบุแน่ชัดไม่ได้...หือ?...ค่ะ...ไม่ต้องรายงานมันจะดีหรอคะ?...พ่อก็รีบๆ ทำให้มันแน่ใจสิ...คิดว่าพ่อเหลือเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนที่พวกมิซากะจะกลับไปถึงนะ...ไม่ พ่อต้องทำให้ได้ทุกอย่างมันเป็นความผิดของพ่อคนเดียวเลยนะคะ ที่ไปหลอกแม่แบบนั้นน่ะ...ไม่เลย อย่าๆ...สามคนนั้นเหรอ เพิ่งจะออกจากห้องไปก็ตามเวลาที่บอกไว้ตะกี้นี่แหละ...หา!? เรื่องแบบนั้นทำไมไม่รีบบอก!!

“เฟียน่า!? มีอะไรหรือ?”

วิคตอเรียที่ยืนดูเวลานับถอยหลังเริ่มการประชุมทางไกลบนแท่นสีเทาคล้ายตัว U ที่เป็นอุปกรณ์สร้างภาพจำลองให้ทั้งห้องเป็นที่ประชุมลอยฟ้าของเหล่าผู้นำต่างๆ เวลามีกรณีฉุกเฉินหรือใช้ในการเรื่องสำคัญถามเฟียน่าที่โพลงเสียงดังขึ้นมาอย่างเผลอตัว

“คือคุณพ่อที่ท่านให้ภารกิจจับตาดูที่เมืองลอยฟ้าชินโคเซ็นบอกว่าพบการเคลื่อนไหวของกองทัพหุ่นยนต์ของไฮเทคอัพเปอร์”

“หือ!?

วิคตอเรียขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยินก่อนที่ปลายสายจะตะคอกลั่นเสียงดัง

“พ่อบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งบอกเลขาธิการ!

“ลูกขอโทษด้วยค่ะ ก็มันเผลอ” น้ำเสียงเฟียน่านั้นบ่งบอกได้เลยว่าไม่ได้สำนึกผิด

“เฟียน่า...โอนสายเข้ามา”

วิคตอเรียออกคำสั่ง เจ้าตัวกดโอนสายไปยังหน้าจอโฮโลแกรมที่ฉายขึ้นจากแผงควบคุมรูปตัว U…สิ่งที่ปรากฏก็คือสัญญาณคลื่นเสียง Sound Only และมีชื่อปลายสายขึ้นอยู่เหนือคลื่นเสียงคำว่า [อากิตะ]

“รายงานเรื่องนั้นมา เอเจนท์อาร์ท”

“ให้มันได้แบบนี้สิ” ปลายเสียงบ่นก่อนที่จะเริ่มอธิบาย “ครับๆ คือตอนนี้เฝ้าสังเกตการณ์ตามคำสั่งที่โรงงานผลิตเพาเวอร์สูทที่ชั้น Y ของชินโคเซ็น...”

หลังจากนั้นเอเจนท์อาร์ทหรืออากิตะก็รายงานยาวตามที่สิ่งตนเองเฝ้าจับตาดู

ชั้น Y…นิคมอุตสาหกรรมผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ปกป้องตนเอง....

เฟียน่าคิดพิจาณาตามสิ่งที่พ่อของตนเองบอก ชั้น Y ที่เขาพูดถึงคือหนึ่งในเขตเมืองของเมืองลอยฟ้าชินโคเซ็นที่มีขนาดใหญ่โตราวกับปราการลอยฟ้าเอนการ์ด (Aincrad) มาอยู่ในโลกความจริง โดยแต่ละเขตเมืองของชินโคเซ็นจะแบ่งเป็นแนวนอนตั้งแต่บนสุดชั้น A จนถึงล่างสุดชั้น Z ไล่เรียงตามอักษร สถานที่ที่ๆ อยู่ของมันตอนนี้คือน่านฟ้าทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Area JP และเจ้าของๆ เมืองลอยฟ้านั่นก็คือบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่อย่างไฮเทคอัพเปอร์ แต่สิ่งที่เฟียน่ากังวลมากกว่าโรงงานผลิตอาวุธที่เกิดเร่งการผลิตขึ้นมาตอนนี้ก็คือป้อมปราการขนาดใหญ่ที่อยู่เกือบชั้นบนสุดของเมืองนั้นที่มันหันป้อมมาทางเกาะดิไวน์ ณ ตอนนี้ พลังการทำลายของมันถือว่าถล่มเมืองเล็กๆ ได้ไม่ยากในระยะกว่า 1 ส่วน 3 ของโลก

ถ้ายิงมาที่เกาะดิไวน์...ทั้งเกาะอาจจะ—

“ขออภัยที่มาช้า”

นานามิเดินเข้าห้องรายงานตัวและชิงบอกเหตุผลก่อนที่จะโดนถาม เฟียน่าเดินเข้าไปหาทันที

“ตอนนี้ท่านเลขาธิการกำลังยุ่งอยู่ค่ะ”

“อ๋อ...เขาให้ฉันมาอยู่ประชุมเป็นเพื่อนด้วยน่ะ” นานามิยักไหล่ “เห็นว่าใกล้จะเริ่มแล้ว”

“แล้วแม่...เป็นยังไงบ้างคะ”

พอเฟียน่าถามก็ได้รับคำตอบด้วยสีหน้าเบลอๆ และถูกศอกกระทุ้งเบาๆ ที่หน้าท้อง

“อยากรู้ก็ไปคุยกับเจ้าตัวเองสักทีสิ”

“ก็มัน...”

“อย่ามัวแต่เขินเลย แม่เธอต้องการกำลังใจมากๆ เลยนะ ได้เห็นหน้าลูกสาวสักหน่อยคงดีขึ้นเยอะ”

“แต่ว่าหนูกับแม่ไม่ค่อยจะสนิท—”

“ยังไงก็แม่ลูกนี่นา รีบๆ ไปเถอะ”

นานามิดันตัวเฟียน่าให้ออกนอกห้องเพื่อที่จะให้ไปคุยกับแม่ตัวเธอเองที่ห้องอเนกประสงค์ A-1 พอประตูห้องเลื่อนเปิดอัตโนมัตินานามิเลยผลักตัวเฟียน่าให้ออกไป คนผลักโบกมือส่ง

“คุยให้สะ...สะ..สนุก...นะ”

ประตูเลื่อนปิดลงพร้อมเสียงตะกุกตะกะของนานามิที่ในหัวนึกพลันบางเรื่องที่คล้ายกับสิ่งที่ทำลงไปเมื่อกี้ ภาพของเฟลิกซ์ซ้อนทับขึ้นมา

จริงสิ...ครั้งแรกที่เราเจอกับเฟลิกซ์ก็เคยทำอะไรแบบนี้

นานามิยืนนิ่งนึกถึงความทรงจำดีๆ เมื่อหลายยี่สิบปีที่แล้วก่อนที่จะถูกวิคตอเรียเรียกสติกลับคืนมา

“นานามิ พาเฟียน่าไปไหน?”

“ไปหาเฟลิกซ์ไง ให้แม่ลูกได้คุยกันบ้างเผื่อมีอะไรดีขึ้น”

“สองวันมานี้ก็คุยกันถมเถแล้วไม่ใช่หรือ”

“เหอะ ไม่ได้คุยเลย...เจ้าตัวไม่กล้าสักที” นานามิว่าไปนั่นแล้วเพิ่งนึกอะไรออก “เฮ้ย! อย่าบอกนะว่ากำลังใช้งานเฟียน่าทำอะไรอยู่!?

“ไม่...ไม่ได้ทำอะไร แต่เธอไม่เห็นหัวเลขาธิการคนๆ นี้เลยใช่ไหม ทำอะไรไม่ขออนุญาตสักคำ”

“อุ้ย ขออภัยอย่างสูงเจ้าค่ะ”

ท่าทางนานามิที่ไม่ได้สำนึกนั้นทำให้มีรอยย่นบนหน้าผากผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในยานลำนี้แต่ก็ปล่อยมันผ่านไป วิคตอเรียปิดจอโฮโลแกรมที่ใช้ติดต่อกับอากิตะเสร็จแล้วเปิดระบบสแตนบายด์รอการประชุมที่มีตัวเลขนับถอยหลังเหลือเพียงห้านาทีและมีภาพวงจรปิดที่เจ้าตัวตั้งเตือนไว้ว่าถ้าคนๆ นั้นเข้ามาใกล้ห้องนี้เป็นชายผมเขียวในชุดทหารระดับสูงกำลังจ้ำเท้าเร็ว วิคตอเรียถอนหายใจอย่างอ่อนแรงก่อนที่จะออกคำสั่ง

“นานามิ...ออกไปไล่เจ้าผู้บัญชาการยูริกลับรูมันที”

[คริสตัลฟอร์]

[23/05/2055] [11:12]

[เต็นท์พยาบาลที่สามไม่ห่างจากหอคอยเหล็กกล้ามากนัก]

“เหนื่อยหน่อยน๊าทุกคน”

เรย์ลี่ตบมือแล้วขานบอกทุกคนที่ช่วยกันฝังศพกว่าพันชีวิตจากฝีมือของอสูรกายเหล็กคล้ายปลาหมึกจนเสร็จสิ้น ผู้ที่รอดชีวิตที่ไม่ได้บาดเจ็บมากนักที่มาช่วยฝังศพต่างหาที่พักกายและใจแถวๆ นั้น รอยยิ้มที่เรย์ลี่แสร้งก็หายไปเช่นกันเหลือแต่เพียงความเหนื่อยล้า

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ให้ทุกคนมาเจออะไรแบบนี้ ถ้าพวกเขารู้เรื่องความเป็นจริงของโลกใบนี้อีกล่ะก็...มันจะเป็นยังไงนะ...

“เรย์ลี่ครับ!” ทอมมี่ตะโกนเรียกจากบนฟ้าแล้วค่อยบินโฉบลงมา “ผมรู้แล้วว่าคนอื่นๆ กำลังเดินทางกลับไปที่สถาบันนิวส์ไลฟ์ครับ”

“เฮ้อ...ว่าแล้วเชียว พวกเขาไม่ตายง่ายๆ จริงด้วย”

เรย์ลี่โล่งอกที่สัสดี ยูกะ เซเบอร์ เควนเซอร์และแรบบิ้นไม่ได้เป็นศพที่นี่

“แล้วจะรีบตามไปดีไหมครับ?” ทอมมี่ถาม

“เรื่องนี้นายน่าจะเป็นคนตัดสินใจสิ เป็นถึงที่ปรึกษาแนวหน้าเชียวเลยนะ”

“ก็ไม่ได้เป็นแล้วนี่ครับ...แนวหน้ามันไม่มีอีกต่อไปแล้ว”

สิ่งที่ทอมมี่ว่ามานั้นเป็นความจริง สภาพของค่ายแนวหน้าตอนนี้คือทัพแตกค่าย เหล่าทหารพากันหนีทัพกันหมด พวกผู้บัญชาการแม่ทัพต่างๆ ก็หนีด้วยเช่นกัน...ไม่มีใครเป็นผู้นำที่นี้เลยทิ้งแต่ซากศพของคนที่ไม่รอดชีวิตและยังไม่คิดถึงสงครามที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกเพราะแนวหน้าแห่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยสงบศึกทุกๆ ฝ่ายชั่วคราวไว้เพื่อพิชิตหอคอยหยุดการล่มสลายของคริสตัลฟอร์ แต่บัดนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่ามันไม่สำเร็จเพราะปรากฏการณ์ฟอร์ดาวน์หรือการร่วงหล่นของแผ่นดินลอยฟ้ายักษ์ใหญ่นี้ยังคงดำเนินต่อไป

ต่อไปนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้วสินะ

เรย์ลี่พยายามคิดบวกเข้าไว้โดยพยายามทิ้งเรื่องโลกแห่งนี้เป็นแค่โลกจอมปลอมไว้เพราะเธอไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนั้นได้เลยนอกจากเฟลิกซ์เท่านั้นที่น่าจะทำอะไรได้

“คุณทอมมี่ เดี๋ยวเรย์ลี่จะไปตามท่านพี่—”

เธอพูดถึงตรงนั้นก็นึกถึงสีหน้าอันเศร้าหมองของเฟลิกซ์ที่เห็นศพคนตายจำนวนมาก เรย์ลี่เลยให้เธอไปพักผ่อนที่เต็นท์ไม่ไกลนัก

“เอ่อ...คุณทอมมี่เดี๋ยวเราไปช่วยกันหาม้ากับเสบียงเตรียมตัวเดินทางกลับสถาบันกันนะคะ”

“งั้นผมจะไปตามเฟรินมาช่วยนะครับ”

“ไม่!” เรย์ลี่เผลอตะคอก “ขอโทษค่ะ คือตอนนี้ท่านพี่รู้สึกไม่ดีอย่าไปกวนเลยดีกว่านะคะ ไว้เราเตรียมตัวเสร็จค่อยไปตามดีกว่า”

“อ๋อ...ก็ได้ครับ”

[ณ โลกแห่งความจริง]

[23/05/2055] [11:15]

[ยานแม่มอชชินนี่หน้าห้องประชุมทางไกลของเลขาธิการ]

“ไม่...ให้...เข้า...เด็ด...ขาด”

นานามิอ้าปากสะกดทุกคำอย่างชัดเจนแทบจะถ่มน้ำลายใส่ชายคนหนึ่งที่พยายามจะเข้าห้องประชุมทางไกลที่มีเลขาธิการกำลังเริ่มการประชุมระดับโลกอยู่ ชายผู้ที่ใส่ชุดผ้าคลุมสีน้ำเงินที่มียศของผู้บัญชาการติดอยู่ที่หน้าอกซ้าย นัยน์ตาสีเทาที่จ้องด้วยความไม่พอใจอย่างมากและผมสีเขียวเข้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาติทำให้นานามิคิดว่ารสนิยมของชายตรงหน้าเธอห่วยแตกสิ้นดีแล้วชายคนั้นก็อ้าปากพูด

“นานามิ...ให้มันรู้จักที่สูงที่ต่ำบ้าง เธอไม่ใช่คนของที่นี่ไม่ใช่คนใต้บัญชาของวิคตอเรียแล้ว!

“ไปรู้มาจากไหนหรอคะว่าฉันไม่ใช่คนของวิคตอเรียแล้ว ท่านผู้บัญชาการยูริ...ไม่สิอดีตสมาชิกเฮฟเว่นพันนิชเชอร์ที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ประชิดมากที่สุด”

“ไม่ต้องทำเป็นให้เกียรติข้าทั้งๆ ที่เกลียดขี้หน้า” ยูริจ้องตาเขม็ง “แต่มันก็เกือบสิบปีแล้วไม่ใช่หรือที่เธอลาออกไปจาก—หรือไม่ได้ลาออกจริงๆ?”

“แล้วแต่จะเดา”

นานามิยักไหล่ไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนเป็นการยั่วโมโหยูริเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าคนที่ถูกยั่วอยากจะออกสักหมัดแต่ห้ามใจตัวเองไว้ได้

“นานามิ เธอไม่รู้หรอกว่าการประชุมภายใต้สนธิสัญญาครั้งนี้มีชี้ชะตากรรมพวกเราเวิลด์เจเนอรัล”

“ดิฉันเองก็ได้รับคำสั่งให้ทำตามอย่างเคร่งครัดเพื่อชะตากรรมเช่นกันค่ะ ท่านผู้บัญชาการ”

“แต่เธอเป็นแค่เบี้ยที่ไม่มีสิทธิขัดขืนกับข้า”

“โอ้ว ท่านแน่ใจแล้วหรอว่าจะทำแบบนั้น...ท่านน่าจะรู้ว่าถ้าเป็นอย่างงั้นมันจะเกิดอะไรขึ้นกับท่านบ้าง ถึงแม้จะเป็นผู้ที่เป็นกลุ่มแรกที่สร้างเวิลด์เจเนอรัลนี้ขึ้นมา”

สิ่งที่นานามิกล่าวนั้นสร้างความตะลึงแก่ยูริ

“นี่เธอ...รู้เรื่องนั้น!?

“แล้วแต่จะคิด”

นานามิยักไหล่อีกรอบพร้อมโชว์รอยยิ้มอย่างเหนือชั้นซึ่งที่จริงแล้วในใจเธอกำลังกังวลอย่างมากเพราะที่จริงแล้วเธอไม่รู้อะไรเลย

พูดตามที่วิคตอเรียบอกมามันจะได้ผลแน่หรือเปล่าเนี่ย

ลองไล่ตามที่เตี๊ยมไว้ละกัน

“ท่านผู้บัญชาการยูริกลับไปทำหน้าที่ของคุณได้แล้ว...นี่เป็นคำสั่งโดยตรงจากท่านเลขาธิการหรือต้องให้เตือนถึงบทลงโทษถ้าหากขัดคำสั่ง”

ไหล่ของคนที่ถูกขู่สั่นระทวยเฉกเช่นเดียวกับริมฝีปาก มือทั้งสองของเขากำแน่นก่อนที่จะกัดริมฝีปากแล้วพูดอย่างเจ็บใจ

“อย่าคิดว่าวิคตอเรียกับนัมเบอร์วัน (No.1) จะคุมหัวเธอได้ตลอดนะ นานามิ!!

แล้วเจ้าตัวก็เดินย้ำเท้าจากไป

เด็กฉิบ...คนแบบนั้นมาเป็นผู้บัญชาการยานแม่ลำนี้ได้ยังไง ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

นานามิเกาหัวเรื่องที่หงุดหงิดมานานแสนนานแล้วละทิ้งมันไป หันหลังกดรหัสที่แป้นใกล้ประตูให้เปิดออกแล้วเดินเข้าไปพบกับสภาพห้องที่เปลี่ยนไปจากตอนก่อนที่จะออกจากห้องโดยสิ้นเชิง พื้นผนังรอบห้องยกเว้นส่วนแท่นตัว U ที่วิคตอเรียยืนอยู่ถูกภาพโฮโลแกรมฉายทับ โดยรอบนั้นมีแท่นประชุมลอยฟ้ามากมายที่มีเหล่าผู้ว่ารัฐประจำ Area ต่างๆ, ผู้มีอำนาจ, องค์กรต่างๆ, ตัวแทนประชาชนและผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ร่วมครึ่งพันได้และจุดที่นานามิยืนอยู่นั่นคนอื่นไม่เห็นตัวเธอนอกจากพื้นที่ตรงแท่นประชุมตัว U ที่วิคตอเรียยืนอยู่เท่านั้น

การประชุมฉุกเฉินน่าเบื่อนี่เริ่มมาสักพักแล้วสินะ

นานามิบ่นในใจก่อนที่จะเอ่ยรายงานเรื่องที่ไล่ยูริกลับไปได้แล้วเพราะเห็นว่าวิคตอเรียไม่ได้กล่าวอะไรฟังผู้ประชุมคนอื่นอยู่

“ท่านเลขาธิ—”

ยังไม่ทันพูดจบก็ต้องหยุดพูดกลางคั้นเพราะวิคตอเรียยกมือห้ามโดยที่ไม่ทันมามองแล้วเปลี่ยนเป็นชูนิ้วโป้งชี้ไปทางโซฟานอกระยะเครื่องจับภาพประชุมทางไกลให้นานามิไปนั่งรอตรงนั้นเลยทำตามว่าง่าย

เกือบลืมไป...ระหว่างการประชุมอย่ายุ่งกับนางสินะ

หือ? บนโต๊ะนี่มัน...กาแฟรินแก้วใหม่? ให้เรางั้นหรอ?

นานามิประหลาดใจกับสิ่งที่เลขาธิการทำไว้ให้เธออย่างมาก

เฮ้ยๆๆๆ ใจดีหรือทำตามมารยาทกันเนี่ย แต่มารยาทในหมู่ทหารมันไม่มีแบบนี้นะ?

ช่างเหอะ อยากกินกาแฟพอดี...

เธอยกถ้วยขึ้นมาจิบ ของเหลวที่ลงคอขย้อนสวนทางเกือบปิดปากแทบไม่ทัน

เชี่ย!!! น้ำตาลใส่หมดโหลหรือไง!

[มุมมองของวิคตอเรีย]

“เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้!!! เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเวิลด์เจเนอรัลอ่อนแอจนไม่เหมาะสมที่เป็นผู้นำปกครองโลกนี้อีกต่อไป!!!

แท่นประชุมโฮโลแกรมทางไกลของหนึ่งในที่ประชุมถูกเป็นที่ใช้ระบายอารมณ์ที่พาไปพร้อมกับคำพูดของชายกลางคนที่ตรงกลางโล้นแต่ข้างซ้ายและขวามีผมยาวชี้ตั้งออกไปเช่นเดียวกับหนวดที่แหลมเหมือนแท่งมีด นัยน์ตาสีเทาที่แข็งกร้าวแฝงไปด้วยเลศนัยจ้องมองวิคตอเรียที่อยู่ในแท่นประชุมตัวเองที่ลอยไกลห่างออกเกือบร้อยเมตร กว่าครึ่งหนึ่งของที่ประชุมหรือประมาณสามร้อยตัวแทนประชุมภายในโฮโลแกรมจำลองโดมทรงกลมส่งเสียงพึมพำเห็นด้วย วิคตอเรียหรี่ตาจ้องกลับ

คนๆ นี้ถ้าจำไม่ผิด...

“คนอย่างนายไม่สมควรพูดอย่างนั้นนะ ด็อกเตอร์ลากัซ”

จู่ๆ ก็มีหนึ่งในที่ประชุมฝั่งทางซ้ายมือของลากัซแย้งขึ้นมา เจ้าตัวที่ถูกกล่าวถามกลับ

“ทำไม!?

“ตัวการที่ทำให้เรื่องมันวุ่นวายเป็นเพื่อนของคุณเองไม่ใช่หรือ จะให้โชว์รูปกลางที่ประชุมไหมว่าคุณที่เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของไฮเทคอัพเปอร์กับดิไวน์สนิทกันขนาดไหน”

“นี่แก!!!

“กรุณาสุภาพหน่อยค่ะท่านด็อกเตอร์ลากัซ”

ระบบเตือนอัตโนมัติที่ใช้เป็นกรรมการดูแลการประชุมทางไกลดังขึ้น ทำให้ลากัซต้องสงบสติอารมณ์ วิคตอเรียพยายามมองหาต้นตอที่สร้างไม่พอใจแก่ลากัซแต่ก็หาไม่เจอเพราะจำนวนแท่นประชุมทางไกลของคนอื่นๆ มันบังวิสัยทัศน์และไม่สามารถใช้ฟังก์ชั่นค้นหาได้ด้วยเพราะเจ้าตัวไม่ได้กดพูดผ่านไมค์แต่เป็นการตะเบ่งเสียง อีกทั้งจะทำให้คนอื่นรู้ว่าเวิลด์เจเนอรัลสนใจคนๆ นั้นจนอาจจะนำพาบางสิ่งที่เรียกว่า [ความยุ่งเหยิง] เข้ามา

อยากจะขอบคุณเขาจริงๆ

เธอโล่งใจที่กรรมการดูแลการประชุมสามารถนำบรรยากาศเข้าสู่เหมือนเดิมได้หลังจากที่ลากัซคนนั้นพยายามชี้ประเด็นและชี้นำให้ก่อเกิดความเกลียดชังแก่เวิลด์เจเนอรัลอย่างเต็มที่

การประชุมนี้ถูกเริ่มขึ้นมาเนื่องจากเวิลด์เจเนอรัลต้องการที่จะชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นกลับมาอย่างโดยเร็วเลยเลือกใช้การประชุมคล้ายสภาแห่งนี้ถ่ายทอดสดไปทั่วโลกแทนที่จะแถลงข่าวเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ดิไวน์ทำไว้สร้างความไม่เชื่อมั่นแก่เวิลด์เจเนอรัลอย่างมากจนอาจจะทำให้ประชาชนที่ไม่พอใจอยู่มานานแล้วก่อจลาจลขึ้นได้...ซึ่งความสามารถในการยับยั้งจลาจลของเวิลด์เจเนอรัลตอนนี้ถือว่าทำได้โดยง่ายแต่ด้วยสถานการณ์โดยรอบเกาะดิไวน์ทำให้เลขาธิการที่เป็นผู้นำสูงสุดไม่อยากจะมีปัญหาไปมากกว่านี้

และการประชุมนี้ที่สามารถจัดขึ้นภายในสองวันโดยเร็วได้นั้นเพราะวิคตอเรียได้ใช้ไพ่หมายตายอย่าง [สนธิสัญญาเวิลด์เจเนอรัล] ที่บังคับทุกคนบนโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สามเซ็นตกลงว่าด้วยการให้ปฏิบัติตามคำประกาศของเวิลด์เจเนอรัลอย่างเคร่งครัด...

ใครฝ่าฝืนมีโทษถึงประหารชีวิตได้ทันที!

เพราะฉะนั้นสนธิสัญญานี้จึงเป็นดาบสองคมที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังและถือเป็นครั้งแรกที่ใช้สนธิสัญญานี้นับตั้งแต่จบหลังสงครามโลกครั้งสามเป็นต้นมา วิคตอเรียนึกพาลโทษตัวเองกับเรื่องที่เพิ่งจะคิดได้

นี่ฉันขาดสติใช้สนธิสัญญานั่นเพราะแค่เรียกให้ทุกคนที่เป็นตัวแทนมาประชุมพร้อมหน้ากันเนี่ยนะ...แถมไม่ได้ตั้งประธานการประชุมอีกด้วยไม่รู้ว่าระบบอัตโนมัติจะช่วยได้นานแค่ไหน

คนที่แย่งพูดเปิดการประชุมเป็นคนแรกก็คือลากัซคนนั้นด้วย

วิคตอเรียสูดลมหายใจเข้าลึก ทุกสายตาตามจับจ้องมาที่เธอคนเดียว

“ท่านสุภาพท่านสุภาพสตรีทั้งหลาย...ดิฉันคือเลขาธิการแห่งเวิลด์เจเนอรัล เป็นผู้นำพาทุกท่านมายังการประชุมครั้งนี้อีกทั้งยังถ่ายทอดสดแก่ทุกคนเพื่อให้ทราบสถานการณ์โดยทั่วกัน ดิฉันทราบดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนคงอยากจะรู้ว่ามันอะไรขึ้นกันแน่ อะไรที่ทำให้เครื่องมือสื่อสารเกือบทุกชนิดถูกคนๆ นั้นแทรกแซงและสบถถ้อยคำอันน่าขยะแขยงนั่น...มันคือภัยคุกคามใหม่ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ มันคือสิ่งที่อยู่บนเกาะนั่น...ดาร์คไซเบอร์เอลฟ์”

แล้วเธอก็เปิดฉายภาพเกาะดิไวน์ที่ได้จากกล้องสอดแนมระยะไกลเผยให้ทุกคนในที่ประชุมและทั่วโลกได้เห็นพร้อมกัน ทั้งรอบเกาะและบนเกาะเต็มไปด้วยป้อมปืนและหุ่นยนต์ทำสงครามและทางเหนือของเกาะมีก้อนพลังงานสีดำทรงกลมขนาดใหญ่กว่าแนวกว้างของสนามฟุตบอลลอยอยู่เหนืออาคารสองชั้นที่มีส่วนเปิดกว้างตรงกลางรองรับสิ่งนั้น ผิวภายนอกของก้อนสีดำทมิฬราวกับมีบางอย่างกำลังปะทุอยู่ตลอดคล้ายดวงอาทิตย์ไม่มีผิด เรียกความสนใจในที่ประชุมอย่างอยู่หมัด

“นี่เป็นภาพในช่วงที่ระบบสื่อสารถูกคุกคาม...และนี่คือภาพปัจจุบันศูนย์กลางของมันเพิ่มถึงเป็นร้อยห้าเมตรจากเดิมเจ็ดสิบเมตรและอัตราการเติบโตของมันยังสูงขึ้นเรื่อยๆ”

วิคตอเรียส่งอีกภาพขึ้นจอซึ่งเป็นภาพล่าสุดเมื่อชั่วโมงก่อน ขนาดของดาร์คไซเบอร์เอลฟ์มันใหญ่กว่าเดิมซึ่งมันเท่ากับแนวยาวของสนามฟุตบอลแล้ว ถึงแม้จะฟังดูเพิ่มขึ้นไม่มากมายแต่ด้วยอัตราการเติบโตที่เธอเน้นย้ำไปนั้นทำให้หลายคนในที่ประชุมเริ่มจะเดาออกแล้วว่าอันตรายที่พวกเขามีเวลาจัดการอันตรายเผชิญอยู่น้อยลงไปทุกที

“ทุกท่าน...นอกจากนี้เวิลด์เจเนอรัลยังได้ตรวจสอบสนามพลังจากสิ่งนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ...หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน ดิไวน์...ด็อกเตอร์ดิไวน์...ตอนนี้เขาอาจจะแทรกซึมผ่านระบบแอบอยู่ในนี้แล้วก็ได้”

คราวนี้เสียงฮือฮากลายเป็นความหวาดระแวงไปทั่ว ระหว่างนั้นมีเสียงจากสโมท็อคที่ใส่หูขวาดังขึ้น

“ท่านเลขาธิการ! พูดแบบนั้นไม่ดีเลย!

“โอ้ย! แดเนียล!? ตะคอกเบาๆ หน่อยไม่เป็นหรือไง!?

“ต้องขออภัยด้วย แต่ข้าต้องทำตามหน้าที่คือเตือนท่านว่าสิ่งที่ท่านพูดเมื่อครู่มันเสี่ยงที่ทำให้การประชุมล่มได้!

“ฉันรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่แดเนียล”

“แต่เมื่อครู่มัน—”

เธอตัดสินใจปิดเครื่องสโมท็อคไปเพื่อไม่ให้รบกวนการประชุม...ซึ่งอันที่จริงแล้วรำคาญแดเนียลที่ชอบขัดจังหวะมากกว่า

หมอนั่นขี้จุ่นจ้านแต่ดันมีฝีมือมากพอที่จะเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง

“ทุกๆ ท่านโปรดอยู่ในความสงบด้วย”

ระบบอัตโนมัติเตือนทุกคนให้ได้สติ วิคตอเรียมองดูความวุ่นวายนั้นจนจบแล้วส่ายหัว

ไม่มีความเป็นมืออาชีพเอาซะเลย

“ท่านเลขาธิการ กระผมมีเรื่องอยากเรียนถามให้แน่ชัด”

มีตัวแทนหนึ่งพูดผ่านไมค์ วิคตอเรียก้มดูที่แผงหน้าจอตรงหน้าที่แสดงถึงเจ้าของเสียงนั้นถึงรู้ว่าเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่เธอไม่คุ้นชื่อ

Veracity!?

“ว่ามา”

“ไม่ทราบว่าทุกเรื่องที่ท่านจะกล่าวต่อไปนี้ให้คำสัตย์ได้ไหมว่าจะพูดแต่ความจริงเท่านั้น ความลับจะเลื่อนหายเพื่อประจักษ์แก่สายตาชาวโลก”

“หึ คุณพูดเหมือนเจ้าพวกนั้น พวกแฮกเกอร์มือสมัครเล่นที่เรียกตัวเองว่าแอคเซียมเอ็กซ์ (Axiom-X)

“ผมก็แค่อยากให้เรื่องมันกระจ่างเท่านั้น เพื่อความถูกต้อง...มันเป็นเรื่องที่ต้องสมควรทำกันอยู่แล้ว”

“งั้นหรือ...ค่ะ ดิฉันให้คำสัตย์แก่ทุกท่าน ณ ที่นี้และผู้คนที่จับตามองการประชุมว่าจะพูดแต่ความจริง...ถ้าหายข้องใจแล้วจะได้เริ่มการชี้แจงอย่างเป็นทางการเสีย”

วิคตอเรียกล่าวแล้วยกมือขวาขึ้นอยู่ข้างๆ หน้าเป็นท่าประกอบการให้คำสัตย์ ถึงแม้จะมีข้อความเรียกเข้าของแดเนียลส่งติดกันหลายครั้งก็ไม่สนใจ ทุกสายตาจับจ้องที่เธอคนเดียวซึ่งมีสายตาที่ดูแคลนผสมด้วยจากคนที่เหยียดเพศและความแค้นส่วนตัว

“ขอบอกไว้ก่อนว่าจะไม่มีการเท้าความหลังของด็อกเตอร์ดิไวน์เพราะข้อมูลยังไม่แน่นอน แต่สิ่งที่จะกล่าวเริ่มต้นก็คือสิ่งที่ทำให้ทุกท่านกังวลใจอย่างมากที่สุด มากกว่าภัยอันตรายจากดาร์ดไซเบอร์เอลฟ์เพราะพวกท่านยังไม่เห็นอนุภาพที่แท้จริงของมันและคงกังวลใจมากจนอยากจะโทษใครสักคน ใช่...ดิฉันรู้ว่าตอนนี้ทุกท่านอยากได้คำตอบว่าลูกหลานพี่น้องญาติมิตรของพวกท่านในที่ประชุมเกือบทั้งหมดนี้อยู่ที่เกาะนั่นจริงๆ หรือไม่ หรือไม่ได้ถูกลักพาตัวไปที่นั่น? คำตอบอยู่ใน—”

“ยัยตอแหล!!! แกนั่นแหละเอาลูกสาวฉันไป!

จู่ๆ ก็มีคนตะคอกแทรกขึ้นมา ระบบดูแลความเรียบร้อยพูดเตือน

“ผู้ว่า Area EU-2 กรุณาอยู่ในความสงบด้วย”

“ไม่สงบโว้ย!” ผู้ว่า Area EU-2 สะบัดแขนเหวี่ยง “ทุกๆ คน...ลองใช้สมองกันหน่อย! จะมีใครที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้ ลักพาตัวครอบครับของคนสำคัญทั่วโลก? เวิลด์เจเนอรัลไง อำนาจพวกเขาในช่วงสิบปีนี้มันกำลังสั่นคลอนตกต่ำลงอย่างรวดเร็วเลยต้องการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จอีกรอบเลยสร้างเรื่องเกาะดิไวน์นั่น ทำทีเป็นฮีโร่สร้างเสียงสนับสนุน...ใช่ไหมละ!!

“ใช่!! เอาตัวป้าข้าคืนมา!

“ลูกชายฉันเป็นมะเร็งอยุ่ ได้โปรด”

“คืนมา! คืนมา! คืนมา!

“เราจะไม่ยอม!

“เอาสามีฉันคืนมาเถอะ!

และอีกหลายๆ เสียงจากตัวแทนหลายๆ ภาคส่วนพากันประท้วงยกใหญ่ ระบบดูแลการประชุมเองก็ทำอะไรไม่ถูก วิคตอเรียกำลังจะติดต่อหาแดเนียลอีกครั้งแต่แล้วก็มีตัวแทนที่ประชุมคนหนึ่งตะโกนใส่ตัวแทนอีกคน

“แต่ข้าคิดว่าแกเอาตัวเมียข้าไปใช่ไหม!? ตอนที่เธอหายไปอยู่ใน Area ของแกและแกก็อยากจะฆ่าพวกข้าอยู่แล้ว!

“เฮ้ย! พูดหมาๆ แบบนี้ได้ไง? เรื่องนั้นไม่เกี่ยวเลยนะโว้ย! แกใช่ไหมที่เอาพี่สาวฉันไป!

“ทอมสัน! แกเป็นชู้—”

และแล้วบรรยากาศในที่ประชุมกลับตาลปัตรจนการถ่ายทอดสดต้องระงับไปชั่วคราว เริ่มมีการสบถโทษกันไปมาระหว่างตัวแทนประชุมกันเองซึ่งดูเหมือนพวกเขาจะมีเรื่องบาดหมางกับส่วนตัวพอควร มันเป็นสิ่งที่วิคตอเรียไม่คาดฝันไว้...ไหล่คู่ของเธอเริ่มสั่นสะท้านด้วยความโกรธและสมเพศ

“เจ้าพวกโง่!!!

เธอแบสองมือทุบที่แท่นตรงหน้าแล้วตะคอกผ่านไมค์สุดเสียงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงของเธอดังสะท้อนก้องไปทั่วจนทุกคนต้องหยุดชะงัก ความโกรธเกี้ยวที่วิคตอเรียระบายออกมานั้นยังไม่หมด

“ถ้าพวกแกอยากตายนักก็พล่ามต่อเซ่!!!

แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าแม้จะขยับปากเพราะต่างรู้ดีว่าเวิลด์เจเนอรัลมีปืนใหญ่อัตตาจรพิเศษมีอนุภาพการยิงไกลเกือบค่อนโลกและมีอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบที่สามารถสั่งยิงใส่ที่ไหนก็ได้หรือไม่ก็ส่งหน่วยโดรนบุกถึงที่ วิคตอเรียพยายามผ่อนลมหายใจให้เป็นจังหวะเพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเอง

ถ้าโกรธมากกว่านี้อีกนิดเดียวได้กลายร่างแน่ๆ

เธอกลับมายืนสง่าผ่าเผยอีกครั้งแล้วเอ่ยบางสิ่งที่ทำให้ยุติความขัดแย้งนี้ลง

“อยากรู้กันนักใช่ไหมว่ามีใครที่ถูกลักพาตัวไปบ้าง? นี้เป็นรายชื่อที่เรายืนยันได้แน่ชัดว่าอยู่ที่เกาะดิไวน์ ณ ตอนนี้”

วิคตอเรียส่งข้อมูลขึ้นจอแก่ทุกคน มันเป็นรายชื่อที่ได้มาจากโดรนที่สามารถเล็ดลอดเข้าไปที่โดมเก็บร่างของคนที่ถูกลักพาตัวกว่าหมื่นคนที่ทางใต้ของเกาะ ทุกคนกำลังจ้องดูรายชื่อนั้นอย่างไม่กระพริบตาและหาชื่อของคนใกล้ชิดที่หายไป แต่บางคนกำลังตัดชื่อคนที่เป็นญาติและครอบครัวของคนในที่ประชุมนี้อยู่เพื่อหาคนๆ หนึ่งที่ด็อกเตอร์ดิไวน์ได้พูดไว้เมื่อสองวันก่อน คนที่ปล่อยรายชื่อออกมายิ้มเสาะก่อนที่จะเฉลยให้หยุดความพยายาม

“ไม่ต้องหาชื่อของนัมเบอร์วันแร็คนาร็อคให้เสียเวลา ฉันคัดชื่อนั้นออกไปแล้ว”

“ท่านพูดแบบนั้นแสดงว่ายืนยันการมีตัวตนของนัมเบอร์วันที่ไฮเทคอัพเปอร์เคยสร้างข่าวลือไว้ใช่ไหมคะ?”

ตัวแทนสื่อสำนักข่าวหนึ่งถามผ่านไมค์ วิคตอเรียกำลังช่างใจเรื่องที่จะตอบและไม่สนใจคำเตือนของแดเนียลที่พยายามห้ามเธอไม่ให้ปล่อยข้อมูลมากกว่านี้ เหมือนว่าเธออยากรู้ปฏิกิริยาคนอื่น

“ใช่ ผู้ใช้พีทู (P.P.) นัมเบอร์วันที่พวกนั้นตั้งชื่อให้มีตัวตนอยู่จริงๆ”

“ถ้าเป็นแบบนั้น...สิ่งที่ด็อกเตอร์ดิไวน์บอกไว้ เขากำลังใช้คนที่ว่าสร้างอาวุธมหาประลัย”

“คุณเข้าใจถูกแล้วเพราะหนึ่งสิ่งที่นัมเบอร์วันทำได้ก็คือล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งโลกแค่ใช้เวลาสิบนาที”

“ที่ท่านกล่าวมามันจริงแน่เหรอคะ”

“ฉันให้คำสัตย์ไปแล้วแต่จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่” วิคตอเรียว่า “และคุณเองก็ไม่มีสิทธิถามในที่ประชุมนี้นะ อนุญาตแค่ทำภาพข่าวส่วนเรื่องคำถามไว้ตอนแถลงการณ์อีกที”

“ทราบแล้วค่ะ ต้องขออภัยที่ล่วงล้ำ”

เจ้าตัวเอ่ยแบบนั้นก่อนที่จะเงียบไป วิคตอเรียมองดูแผงโฮโลแกรมที่กำลังโชว์ข้อมูลของคนถามเมื่อครู่

คนจากสำนักข่าวเมก้าอีกแล้ว...หลอกถามได้จังหวะตลอด

“ท่านเลขาธิการ ท่านได้รายชื่อนี้มาจากไหน” หนึ่งในที่ประชุมถาม

“ที่มาขอเก็บไว้เป็นความลับ จะชี้แจงต่อเมื่อหลังจบเรื่องทุกอย่าง” วิคตอเรียบอกปัดเรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากตอนนี้ “แต่ขอยืนยันในฐานะเลขาธิการแห่งเวิลด์เจเนอรัลได้ว่าข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นความจริงและได้ผ่านการตรวจสอบทั้งหมดแล้ว”

หลังจากนั้นทุกคนต่างเงียบเพราะกำลังจดจ่อกับรายชื่อที่ได้มา เมื่อผ่านไปเกือบห้านาทีก็มีชายคนหนึ่งที่มีมารยาทแนะนำตัวเองก่อนแล้วค่อยถาม

“กระผมผู้ว่าการ Area CH ขอเรียนถามท่านว่าจะมีมาตรการอย่างไรกับเกาะดิไวน์ จะเสี่ยงช่วยเหลือตัวประกันทั้งหมดแล้วค่อยจัดการกับดาร์คไซเบอร์เอลฟ์หรือจะเสียสละชีวิตนับหมื่นบนเกาะนั้นด้วยการทำลายล้างด้วยอาวุธใหม่ของท่าน”

และแล้วในที่ประชุมก็เริ่มเสียงดังอีกครั้งเพราะข้อเสนออันหลังไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าจะได้ยิน แต่วิคตอเรียกับสนใจช่วงท้ายของคำถามนั้นมากกว่า

โอ้ว...มีคนรู้เรื่องนั่นด้วยหรือนี่ สงสัยต้องหาโอกาสเลื่อนเปิดตัวมันเร็วขึ้นหน่อยซะแล้ว

“แล้วทุกคนในที่นี่ว่ายังไงบ้าง ถ้าเห็นด้วยกับการเสียสละชีวิตนับหมื่นเพื่อโลกที่ปลอดภัยกดปุ่มฟังก์ชั่นโหวตที่หนึ่ง...แต่ถ้าอยากยอมเสี่ยงให้โลกล่มสลายเพื่อตัวประกันกดปุ่มฟังก์ชั่นโหวตที่สอง”

วิคตอเรียอยากลองใจกับตัวแทนแต่ละ Area แต่ละองค์กรซึ่งที่จริงเธอรู้คำตอบแน่นอนอยู่แล้วซึ่งไม่เกินความคาดหมาย...ตัวเลือกที่สองชนะแบบถล่มทลายโดยที่อีกตัวเลือกแรกไม่มีใครโหวตเลย

นั่นสิ...ถ้าไม่ใช่เพราะคนใกล้ตัวถูกจับได้คงจะโหวตให้ถล่มเกาะราบคาบแน่ๆ

หือ? เดี๋ยว...ดิไวน์ทำแบบนี้ก็เพราะต้องการให้มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่ไม่เข้าใจจริงๆ ทางนั้นมีสุดยอดเทคโนโลยีป้องกันฐานขนาดนั้นแล้วทำไมถึงต้องใช้ตัวประกันด้วย?

มันต้องมีเหตุผลอื่นสิ...

ระหว่างที่เธอกำลังกลั่นกรองบทสรุปในหัวก็มีข้อความที่หน้าจอโฮโลแกรมที่ซ้ายล่างขึ้นมา ซึ่งมันเป็นช่องการติดต่อเร่งด่วนหรือรายงานสถานการณ์ปัจจุบันให้ทราบ

รันเนอร์กลับมาแล้ว?

[มุมมองของเดซี่]

[23/05/2055] [11:48]

[ยานแม่มอชชินนี่ห้องอเนกประสงค์ A-1]

“ลองดูตามที่บอกเมื่อครู่นะคะ”

“คอมมานด์ซิสเท็ม! ล็อกเอาท์!

เดซี่ดูกราฟและข้อมูลที่อ่านค่าไอดีของเฟลิกซ์อย่างตั้งใจ แต่แล้วตัวข้อมูลกลับไม่ได้รับผลคำสั่งที่เฟลิกซ์เพิ่งเอ่ยไปเมื่อสักครู่ เดซี่ถอนหายใจยอมแพ้

“คำสั่งสุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้ผล”

“มะหมดแล้ว!?” เฟลิกซ์ในจอภาพอ้าปากค้างก่อนที่จะเก็บอาการ “เหอะๆ ก็อย่างว่าแหละ เจ้าดิไวน์นั่นคงไม่ปล่อยให้มีบัคออกจากโลกเสมือนได้หรอก”

“ถือว่าเป็นการเช็คให้ชัวร์ไว้ก่อนละกันคะ”

เดซี่ว่าเช่นนั้นแล้วมองอีกจอที่มีแต่ข้อมูลคำสั่งและล็อกเซิฟเวอร์โลกเสมือนอีกครั้ง ซึ่งเธอได้พยายามให้เฟลิกซ์ลองใช้คำสั่งต่างๆ ที่มักจะถูกใช้ในโลกเสมือนทั้งการวาดกลางอากาศ การปัด การหาเมนูที่ซ่อนอยู่และการใช้เสียงหลังจากเฟลิกซ์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองในโลกนั้นจนหมด ผลที่ได้ก็คือไม่เกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อย

งานนี้ยากกว่าที่คิดไว้

เดซี่คิดประเมินความยากใหม่ ซึ่งสายตาดันไปเห็นข้อมูลตัวหนึ่งที่เกี่ยวกับการออกจากระบบหรือล็อกเอาท์ของโลกเสมือนคริสตัลฟอร์ที่เพิ่งขึ้นมาให้เห็น

พระเจ้า...ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

เดซี่หนักใจว่าจะบอกข้อมูลนี้กับเฟลิกซ์ดีหรือไม่ ในหัวสมองจักรกลของเธอคิดทบทวนผลลัพธ์อย่างหนักและนานจนเฟลิกซ์ทักเรียก

“คุณเดซี่...คุณเดซี่ค่ะ!?

“คะ!?

“เป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ไม่มีอะไรคะ...แค่กำลังคิดหาทางอื่นอยู่”

เฟลิกซ์พยักหน้ารับคำตอบนั้นแล้วทำท่าคิดหนักเหมือนกัน เดซี่เองก็เพิ่งจะตัดสินใจได้

ถ้าบอกไปคงหมดกำลังใจในการหาทางออกแน่ๆ

ในขณะที่ยังไม่ทำอะไร นานามิเดินเข้าห้องมาเรียกเธอ

“เดซี่!! เธอต้องไปรายงานกับวิคตอเรียโดยตรง มากับฉันเดี๋ยวพาไป”

“นานามิ!?” เฟลิกซ์ร้องเรียนแต่ก็มองไม่เห็นเพราะเพื่อนสนิทของเธอไม่ได้อยู่ตรงจุดที่กล้องจับภาพไว้ “ผลการประชุมเป็นไงบ้าง”

“ไม่เป็นไง” นานามิเดินเข้ามาให้เห็นหน้า “ยังสรุปอะไรไม่ได้แถมเกิดทะเลาะวิวาทอีกเลยพักประชุมสามชั่วโมง”

“กะแล้วมันต้องเป็นแบบนี้”

เฟลิกซ์เอ่ยอย่างรู้ดี เดซี่ลุกขึ้นแล้วก้มหัวให้เฟลิกซ์

“งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”

“ดะๆ เดี๋ยวสิ!” เฟลิกซ์รีบห้าม “จะทิ้งฉันไว้คนเดียวหรอ?”

“เปล่าสักหน่อย...ก็ยังมีอีกคนนิ”

นานามิพูดแล้วเดินอ้อมโต๊ะไปลากตัวคนหนึ่งที่นั่งฟังเดซี่กับเฟลิกซ์คุยกันอยู่ในห้องนี้มาสักพักมายังเก้าอี้ตรงหน้าจอซึ่งเจ้าตัวผมแดงยาวค่อนข้างเขินอาย เฟลิกซ์เองก็เลิกคิ้วไม่อยากจะเชื่อ

“เฟียน่า...”

“แม่”

ทั้งสองคนต่างคนต่างประหม่า เดซี่จ้องมองเฟียน่าอย่างไม่กระพริบเพราะเพิ่งรู้ว่าคนๆ นี้ที่เข้ามานั่งอยู่ในห้องด้วยกันมานานเป็นลูกของเฟลิกซ์

จะมีพีทูเหมือนกับคนเป็นแม่หรือเปล่า?

“ฮ่าๆ กล้าๆ พูดหน่อยสิว่าเป็นห่วงแม่ตัวเองมากแค่ไหน” นานามิตบไหล่เฟียน่าสามที

“นานามิ” เฟลิกซ์ที่ดีใจได้แปบหนึ่งก็จ้องขมึงเพื่อนสนิทเหมือนเพิ่งนึกเรื่องไม่ดีออก “ตั้งแต่เมื่อไร”

“ก็...ตั้งแต่เธอหายตัวไปนั่นแหละ”

นานามิทำมีพิรุธซึ่งเดซี่เองก็ดูออกแถมยังเห็นอัตราการเต้นหัวใจที่สูงขึ้นผ่านระบบสแกนในตาเธอเองด้วย เฟลิกซ์เองก็ทำหน้าเหมือนจะไม่เชื่อแต่ก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อเพราะมีเฟียน่าอยู่ตรงหน้า

“เฟียน่า...สบายดีใช่ไหม”

“ก็...ประมาณอะไรอย่างงั้น”

ทั้งคู่ยังคงประหม่าเหมือนเดิม นานามิเห็นแล้วก็รีบลากเดซี่ออกจากห้องมาอยู่ที่หน้าประตูแล้วบ่นเรื่องสองแม่ลูกให้ฟัง

“สองคนนั้นไม่ค่อยได้คุยกันเลยเป็นแบบที่เห็นนั่นแหละ ปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองน่าจะดี”

“อ่า...คงงั้นมั้งคะ”

เดซี่ตอบแบบนั้นเพราะตัวเองไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า นานามิเดินนำทางไปแต่เดซี่กลับไม่เดินตามจนคนเดินนำต้องเดินกลับมา

“ตามฉันมาสิ...เป็นอะไรของเธอ”

“คือ...มีเรื่องอยากจะบอกให้คุณรู้กับสิ่งที่เพิ่งตรวจสอบเจอ”

“ตรวจสอบ?”

นานามิทวนอย่างสงสัย เดซี่ช่างใจอยู่พักหนึ่งก็เริ่มเกริ่น

“ผลกระทบของยูสเซอร์เกี่ยวกับการล็อกเอาท์จากโลกเสมือนแห่งนั้นค่ะ”

 

53 ความคิดเห็น