<จบ> Crystal Fall [ชีวิตต่างโลกที่แสนซวยของเฟลิกซ์] Vol.1-2-3

ตอนที่ 27 : Ch.25 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคสืบหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 พ.ค. 59


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.25 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคสืบหา

“เฮ้ยพวกเรา...มีใครไปก่อเรื่องอะไรไว้หรือเปล่าวะ?”

รอนถามเพื่อนอีกสามคนที่ยืนเรียงหน้ากระดานด้วยกัน

“งานนี้ฉันไม่เกี่ยว” บาร์เบสปฏิเสธคนแรก

“งานบินลาดตระเวนช่วงนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรนี่น่า” ลีนี่สาวผู้ซึ่งเป็นครึ่งนกครึ่งมนุษย์เงยหน้านึก

“สาวๆ ของข้าคงไม่ก่อเรื่องล่ะมั้ง” คิรินซังชายสง่าที่วางตัวเนียบตลอดเวลาเอ่ยอย่างมั่นใจ

“แล้วมันจะมีเรื่องอะไรได้วะ? โดนสำนักใหญ่เรียกตัวด่วนเช้ามืดขนาดนี้”

รอนยังคงหาคำตอบไม่ได้ พวกเขาทั้งสี่คนตอนนี้ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่หน้าสำนักงานใหญ่พิทักษ์ความสงบแห่งสถาบันนิวส์ไลฟ์อยู่เกือบอยู่ใจกลางของเขตการศึกษานี้ ซึ่งพอมีคนเดินผ่านไปผ่านมาทั้งๆ ที่ไม่ควรจะมี คงเป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเทอมประจำปีหลังเลื่อนเพราะภาวะสงครามมาหลายเดือนเลยวุ่นวายกันตั้งแต่เช้า

แต่เรื่องนั่นไม่สำคัญหรอก...ที่สำคัญก็คือเมื่อไร ไอ้คนเรียกจะมา ให้ยืนเข้าแถวรอมาเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงแล้ว

“เฮรอน...นายคิดว่าวันนี้แม่สาวทอมบอยคนนั้นของนายจะโผล่มาหรือเปล่า”

จู่ ๆ บาร์เบสพูดถึงเรื่องที่เขาเคยเจอผู้หญิงเผ่าปีศาจคนหนึ่งในลิฟต์หอสมุดเมื่อสามเดือนก่อน รอนขมวดคิ้วกับคำถามนั้น

“อะไรของแกวะ”

“เฮ้ยๆๆ อย่าแกล้งทำเป็นลืมเซ่...นายออกจะปลื้มแม่นั่นจะตายไปไม่ได้หรอ ถึงจะไม่ได้เจอกันตั้งแต่ตอนนู้ก็เถอะ”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับวันนี้ด้วย?”

“อ้าว? วันนี้เปิดเทอมไง พวกเด็กๆ ปีหนึ่งที่เข้ามาใหม่มากันพร้อมหน้าใช่ไหมล่ะ ไม่แน่เธอคนนั้นอาจจะมาเรียนก็ได้”

“พูดอย่างกับรู้ว่าเธอเป็นเด็กใหม่”

“ท่าทางอ่อนโลกขนาดนั้นดูแปบเดียวก็รู้แล้ว...นายไม่สนใจที่จะไปหาเจ้าตัวหรือ?”

“คุยอะไรอยู่ ขอแจมด้วยสิ!

ลีนี่ที่หูผึ่งฟังไม่ถนัดมานานโดดเข้าวง รอนกรอกตาขึ้นฟ้า

“ไม่มีอะไร เรื่องไร้สาระ”

“เรื่องนั้นไงลีนี่ ที่เคยเล่าให้ฟัง” บาร์เบสบอกลีนี่ “ปีศาจสาวทอมบอยที่เจ้ารอนมันแอบชอบ”

“อ๋อ”

“เฮ้ย!” รอนสะดุ้ง “แกสัญญาแล้วไม่ใช่หรือไงว่าห้ามบอกคนอื่น!

“ลีนี่ใช่คนอื่นที่ไหนล่ะ” เจ้าของชื่อยื่นหน้าเข้าใกล้เขา “งืม...ท่าทางจะจริงอย่างที่ว่า อยากจะเห็นหน้าแม่นั่นแล้วสิ”

“อย่าเลยลีนี่!

“โอ้ว มีปกป้องหล่อนด้วย” ลีนี่พูดแล้วมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ ก่อนที่จะหันไปถามคิรินซัง “คิรินคิริน! นายรู้จักสาวๆ ทุกคนในเมืองนี้ใช่ม่ะ?”

“โอ้แน่นอน” คิรินซังตอบรับอย่างดี

“งั้นบาร์เบส...บอกเขาหน่อยสิ”

ลีนี่ให้บาร์เบสกระซิบบอกรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งรอนไม่ชอบให้เป็นแบบนี้เลยซักกะนิด พอคิรินซังได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วใช้สมาธินึกอยู่นานสองนานจนได้คำตอบ

“เหมือนจะเคยเห็นอยู่นะครับ แต่นั่นเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว”

“ที่ไหน!!

รอนออกหน้าถามไม่คิดอะไรทั้งนั้น คิรินซังบอกเท่าที่รู้

“แถวชุมชนเมืองล่ะครับ เคยเห็นเดินไปพวกตลาดมืดอะไรด้วย”

“ตลาดมืด!? หล่อนเข้าไปทำอะไร?”

“อ่า ไม่รู้สิครับ...เอ่อ...”

กว่ารอนจะรู้ตัวเขากระชากเสื้อคิรินซังถามอีกแล้ว...เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วปล่อยมันลงเดินกลับที่เดิม

“รอน...เห็นนายจริงจังแบบนี้ไม่บ่อยนะ”

ลีนี่ยังคงถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงปะปนกวนแต่สีหน้าเธอเหมือนจะเอาจริง

“เรื่องของฉัน”

“โอะๆๆๆ ทะเลาะกันเองไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ”

เสียงคนนอกที่เสริมเข้ามา ซึ่งทั้งสี่คนไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองอย่างใดแต่กลับดีใจมากกว่า เพราะนั่นเป็นเสียงของคนที่พวกเขารู้จักเป็นอย่างดีและไม่ได้เจอกันนานแล้วด้วย

“รุ่นพี่เรย์ลี่!

“แหม่ๆ ฉันไม่ได้เป็นผู้กล้าสักหน่อย ไม่ต้องพร้อมใจพูดพร้อมกันก็ได้”

เรย์ลี่เท้าเอวหลิ่วตาให้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเธอ

“รุ่นพี่หายไปไหนมาครับเนี่ย!?” บาร์เบสพุ่งเข้าหาคนแรก “ได้ข่าวว่ากลับมาตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้วนี่ครับ?”

“งานยุ่งๆ แน่ะ มีแต่เรื่องปวดหัวใจจะขาดให้ได้” เรย์ลี่เกาหัว

“รุ่นพี่ใช้น้ำหอมอะไรคะ? กลิ่นละมุ่นจัง” ลีนี่สนใจอีกเรื่อง จมูกเธอดมแทบจะรอบตัวรุ่นพี่เธอ

“ดอกไม้แถวๆ ตอนใต้แหละ ผ่านทางเลยเก็บมากลั่นเป็นน้ำหอมไว้”

“แล้ว...รุ่นพี่เป็นคนเรียกพวกผมมาหรือเปล่าครับ?”

รอนเข้าเรื่องเป็นคนแรก เรย์ลี่มองเขาก่อนที่จะมองทุกๆ คน

“ใช่...เรย์ลี่เรียกเอง นับแต่นี้พวกเธอทั้งสี่คนถูกย้ายมาประจำการกรมสอบสวนที่สำนักงานใหญ่นี่ภายใต้การดูแลของเรย์ลี่”

มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด ทั้งสี่คนกระโดดดีใจกันยกใหญ่แม้แต่คนที่ไม่ค่อยแสดงออกมากนักอย่างรอนก็ยังดีใจมากๆ เพราะเขานับถือรุ่นพี่เรย์ลี่เป็นหนึ่งในดวงใจหลายๆ เรื่องและอีกอย่างเธอเป็นถึงหนึ่งในสิบสองอัจฉริยะนักเวทย์แห่งยุค

“เอาล่ะ เอาล่ะ ใจเย็นๆ หยุดก่อน” เรย์ลี่ควักมือลงทั้งสองข้าง “รู้หรือเปล่าว่าการที่ให้พวกเธอมาอยู่ด้วยกันและอยู่กับเรย์ลี่นี่...หมายความว่ายังไง”

ทั้งสี่คนต่างส่ายหน้าทำให้คนที่คาดหวังจะได้คำตอบให้ชื่นใจเอามือกุบหน้าผาก

“พวกเธอนี่จริงๆ เลย...แกล้งมึนกันใช่ไหมเนี่ย”

“ฮ่าๆ ครับๆ” คิรินซังไม่รู้ว่าคิดแบบนั้นจริงๆ หรือไม่แต่เขาตามน้ำไปก่อน

“เฮ้อ...จะบอกให้ก็ได้ ที่ให้มารวมตัวกันเพราะมีงานที่ต้องใช้ความไว้ใจและอาจจะมีสายในกรมเรา มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่เรย์ลี่ไว้ใจ...เอ่อ...ทำไมทำตาโตแบบนั้นด้วยล่ะ?”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ!/ค่ะ!

“งั้นเราไปหาอะไรทานกัน เดี๋ยวจะเล่าเรื่องงานให้ฟัง”

“นักล่ามานา!?

รอนทวนคำที่เรย์ลี่บอกกลางโต๊ะอาหารในโรงอาหารของหอพักบุ๊คกิ้ง

“สายรายงานมาว่าพวกเขากำลัง เล็งหาใครบางคนมาหลายเดือนแล้ว แต่ดูเหมือนจะล้มเหลวหาตัวไม่เจอนะ รู้ไหม...มันหมายความว่ายังไง”

เรย์ลี่ลองเชิงทั้งสี่คน...ลีนี่ที่มีไหวพริบกว่าใครตอบก่อน

“มีคนที่มีพลังเวทย์ไม่ก็มานาสูงอยู่ในเมืองนี้ใช่ไหมคะ?”

“แต่นั่นก็มีกันเยอะแยะไม่ใช่หรอ?”

บาร์เบสว่า เรย์ลี่เลยเฉลย

“คนที่เจ้าพวกนั่นเล็งไว้น่าจะเป็นเด็กใหม่ ไม่ก็เป็นคนที่ยังไม่เชี่ยวชาญเวทย์มากนักแต่มีมานาในตัวสูงเลยมีการเคลื่อนไหวกันยกใหญ่และข่าวล่าสุดที่เรย์ลี่ได้มาพบว่าพวกเขาส่งคนมาแฝงอยู่ในเขตการศึกษาแล้วเรียบร้อย”

“ถ้าอย่างงั้น อาจจะเด็กใหม่เพราะมีผู้กล้ามาด้วยปีนี้” รอนแสดงความเห็น

“ก็มีความเป็นไปได้สูงนะ” เรย์ลี่พยักหน้า “เดิมทีพวกนั้นเล็งเด็กใหม่กันเป็นประจำอยู่แล้วซึ่งที่ผ่านๆ มาไม่มีใครมีมานาสูงมากเท่านั้นเอง เพียงแต่คราวนี้พวกเขาค่อนข้างมั่นใจว่ามีเด็กใหม่อย่างว่าจริงๆ”

“งั้นเราก็หาเด็กใหม่ที่มีมานาเยอะๆ รายคนเลยแล้วคุ้มครองเขา...ก็น่าจะจบเรื่องได้นะครับ” คิรินซังพูด

“ไม่ง่ายขนาดนั้น อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจพลังพวกเขามีแต่คริสตัลเอนเนอจี้อันใหญ่ๆ ที่ขนไปไหนก็ลำบากแถมต้องมีอาจารย์ตามคุมดูแลและป้ายกิลด์ที่ตรวจได้ที่เฉพาะสมาคมเท่านั้น”

“แล้วอย่างงี้จะหาตัวก่อนเจ้าพวกนั้นยังไงคะเนี่ย?”

ลีนี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา ชายอีกสามคนที่เหลือต่างตกอยู่ในสภาพเดียวกัน...เรย์ลี่ที่ปล่อยให้คิดเองอยู่นานเห็นว่าพวกเขาไม่น่าจะคิดออกแล้วเลยบอกให้จบๆ ไป

“ที่จริง...พวกเธอจะได้รู้พร้อมๆ กับพวกนั้นแหละ ยังจำกันได้ไหมพวกเธออยู่ปีหน้าวันแรกเปิดเทอมทำอะไรกันบ้าง”

“ก็...นั่งฟังคนแก่บ่น ไปดูห้องเรียนรับกำหนดการบลาๆ แล้วไปวัดพะ—”

บาร์เบสชะงักลงเพราะรู้คำตอบที่เรย์ลี่จะสื่อแล้ว อีกสามคนก็รู้สักตัวเช่นกัน...คนที่เป็นรุ่นพี่หลิ่วตาเป็นการให้สัญญาณเริ่ม

“งั้นรีบๆ ทานเข้า เราจะไปฮอลล์นั่นกัน”

“เอส...ธาตุน้ำ มานาระดับสอง ความเชี่ยวชาญต่ำ!

เมื่อเจ้าหน้าที่บนเวทีที่ตรวจดูหินคริสตัลเอนเนอจี้แล้วประกาศให้รับรู้กันสี่สิบคนที่นั่งสังเกตการณ์อยู่เสร็จ คนสามของห้อง C เดินกลับเข้าหลังเวทีไป รอน บาร์เบส ลีนี่ คิรินซังและเรย์ลี่ พวกเขานั่งกระจายตามที่ต่างๆ คอยสอดส่องทุกคนที่นั่งอยู่ไม่ให้รู้ตัว

สิ่งที่รุ่นพี่เรย์ลี่ให้ทำนั้นก็คือหาคนที่กำลังใช้เวทย์ [ติดตาม] ใส่เด็กใหม่ที่เป็นเป้าหมายซึ่งพวกโจรนักฆ่านักล่านิยมใช้กัน โดยวิธีที่จะรู้ว่าคนไหนใช้เวทย์ก็คือดวงตาของคนใช้นั้นจะมีประกายสีฟ้าขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีวิธีอย่างแล้วเพราะมันเป็นเวทย์สากลที่ไม่ทิ้งร่องรอยหรือไอเวทย์ไว้เลยนอกจากตอนที่กำลังใช้...และคนที่ถูกเวทย์ [ติดตาม] เล่นงานจะรู้สึกตัวได้ว่ากำลังถูกใครจ้องมองอยู่ถ้ามีทักษะจับกลิ่นอายเวทย์มากพอ

นับตั้งแต่ห้อง A ถึง ห้อง C ช่วงต้นนี้ยังไม่มีใครมีมานาสูงๆ มากพอให้เป็นเป้าหมายนอกจากคนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าของห้อง A ซึ่งไม่มีใครที่นั่งมีปฏิกิริยาใช้เวทย์นั่นเลย

มันเป็นคนไหนกันแน่วะ

และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่รอนกำลังจับตามองอยู่ด้วยก็คือ...สาวปีศาจทอมบอยคนนั้น ไม่รู้ว่าเธอจะปรากฏตัวที่นี่หรือไม่? เขาแอบหวังลึกๆ อย่างงั้นเพราะยังอยากจะพูดคุยกับเธอคนนั้นอีก

และแล้วเวลาก็ผ่านไปจนถึงคนที่สิบห้าของห้อง C ซึ่งเหลืออีกสองคนเท่านั้น

“ฟรานซิส...ธาตุไฟ มานาระดับสาม ระดับความเชี่ยวชาญปานกลาง”

เด็กนี่น่าสนใจอยู่

แล้วรอนก็แอบมองสายตาคนรอบตัวไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใดเลยมองหน้าคนในทีมที่เหลือต่างส่ายหน้าไม่พบเช่นกัน

ไม่ใช่ว่าได้ข่าวผิดมาหรือไง

รอนคิดอีกแง่ไว้ก่อน...สักพักจู่ๆ เรย์ลี่ลุกเดินมาหากระซิบบอกเขา

“ฝากที่เหลือด้วย เรย์ลี่มีธุระด่วน”

“ธุระ!? แล้วจะให้ทำยังไงถ้าเจอล่ะ?”

“ตามติดมันไว้ล่ะกัน”

และแล้วรุ่นพี่เรย์ลี่ก็เดินออกจากฮอลล์ไป อีกสามคนที่เหลือต่างมองหน้ารอนหาคำตอบนั้นซึ่งเขาแบมือแสดงให้เห็นว่าไม่รู้เหมือนกัน

“เอลิมี่...ธาตุดิน มานาระดับหนึ่ง ระดับความเชี่ยวชาญหนี่ง”

เด็กใหม่ที่ถูกประกาศถึงพลังตนเองนั้นทำหน้าผิดหวังแล้วเดินกลับเข้าหลังเวที

เข้าใจความรู้สึกนั้นอยู่...แต่เวทมนต์ไม่ใช่ทุกอย่างหรอก

รอนคิดแบบนั้นเพราะเขาเองก็แทบไม่มีพลังเวทย์อะไร ใช้ไม่ได้แม้กระทั่งคทาเสริมพลังก็ตาม

และแล้วคนสุดท้ายก็เดินออกมา เหมือนจะถูกผลักออกมามากกว่าซึ่งมันทำให้รอนผิดหวังเพราะไม่ใช่สาวปีศาจทอมบอยแต่เขาหรี่ตาจ้องเพราะรู้สึกคุ้นๆ หน้าผู้หญิงคนนั้น เธอมีแขนซ้ายเป็นจักรกลไซบอร์กเลยเป็นที่หือฮาคนในฮอลล์เล็กน้อย

คุ้นๆ เหมือนเคยเจอที่ไหน?

พอหันดูคนที่นั่งอยู่เพื่อจะหาตัวนักล่ามานาแต่ดันเห็นหน้าลีนี่ที่ทำหน้าอึ้งอยู่

ยัยนั่นรู้จักเด็กใหม่งั้นหรือ?

เจ้าหน้าที่บนเวทีประกาศดังเรียกสติเขากลับคืนมา

“ต่อไปจะเป็นการตรวจวัดพลังคนสุดท้าย...เอ่อ...ไม่ทราบว่าชื่อเธออ่านว่าอะไรนะ?”

สาวไซบอร์กพูดกับเจ้าหน้าที่เสียงเบาแล้วเจ้าหน้าที่ก็ประกาศชื่อเธอ

“เธอชื่อเฟลิกซ์ ดิฟเฟอร์!

เฟลิกซ์...ชื่อคุ้นซะมัด

แต่ยังไม่ทันคิดต่อเพราะเสียงซุบซิบหลายๆ คนดังอือซ่าไปทั่วฮอลล์ เจ้าหน้าที่เชิญให้เจ้าตัวเอามือแตะคริสตัล ทันใดนั้นรอนและทุกคนต่างเบิกตากว้างกับสิ่งที่คริสตัลเอนเนอจี้แสดงออกมา มันเป็นพลังเวทย์สีรุ้งอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและมีเปล่งแสงสีขาวแสบตามากขึ้นเรื่อยๆ จนทั้งฮอลล์จะเป็นสีขาวแล้วและมีใครบางคนตะโกนลั่น

“ทุกคนหมอบเร็ว!

สัญชาตญาณมันทำตามคำสั่งนั่นทันที

ตูม!!!!!!!!!!!!!!!

ทุกคนในที่ประชุมต่างหมอบลงพื้นก่อนที่คริสตัลเอนเนอจี้หน้าเวทีจะระเบิดเกิดควันขาวโขมงไปด้วย ทุกอย่างอยู่ในความเงียบราวๆ สิบวินาทีก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น

“รอน! บาร์เบส! คิรินซัง!

ลีนี่กำลังตะโกนเรียกหา พวกเขาทั้งหมดต่างเดินไปรวมตัวที่ลีนี่ตามเสียงทางซ้ายกลางฮอลล์ รอนถามคนแรก รอนถามเธอเป็นคนแรก

“เธอไม่เป็นอะไรนะ?”

“ไม่ล่ะ เหมือนระเบิดนั่นมันแทบไม่มีแรงปะทะเลย”

“ทำไมถึงมันระเบิดดังซะขนาดนั้น”

คิรินซังเท้าเอวถามอย่างสงสัย แต่ยังไม่ทันที่จะไขข้อข้องใจก็มีใครบางคนใช้เวทย์ไล่ควันออกไปส่วนหนึ่ง เป็นคนที่บาร์เบสรู้จักเป็นอย่างดีเป็นผู้หญิงใส่แว่นเผ่าฮาล์ฟเอลฟ์

“อู้ว...นั่นมันอาจารย์มิสเซล”

“ไหนๆๆๆๆ” ลีนี่มองซ้ายขวาก่อนที่บาร์เบสจะชี้ให้ “ท่าทางหยิ่งๆ เหมือนเดิมเลยเนอะ”

“อย่าเอะเสียงดังไป เดี๋ยวโดนตัดคะแนนหรอก”

รอนเตือนเธอไม่ให้ปากพล่อยไปมากกว่านี้เลยแอบได้ยินเสียง ชิ ไม่พอใจใส่แต่เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ตอนนี้ทุกคนที่ควรจะสำรวจตัวเองว่าบาดเจ็บหรือไม่กลับตกตะลึงเด็กใหม่ที่อยู่บนเวทีที่หมอกควันเริ่มจางหายเผยให้เห็นถึงบาเรียสีฟ้าทรงกลมที่เป็นของแปลกปกป้องเธอไว้ทั้งๆ ที่ควรมีรูปร่างหกเหลี่ยมที่เป็นสัญลักษณ์พื้นฐานของเวทมนต์ ลีนี่ผิวปาก

“เรื่องในตำราโบราณนั่นเป็นจริงหรอเนี่ย”

เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจเลยได้สายตาที่อยากรู้จากเพื่อนชายทั้งสามเลยเกริ่นเล่าทันที

“นี่เป็นความลับของเวทมนต์โบราณเลยนะ ว่าจะมีลักษณะเป็นวงกลมแบบนั้นแหละ”

“รู้จากไหนมั่ว หรือเปล่า” รอนแย้ง

“เถอะน่า เชื่อฉันเถอะ...ตอนที่ฉันไปช่วยคนจากภัยสงครามในดินแดนของเอลฟ์ได้เห็นอะไรหลายอย่างเยอะแยะเลยล่ะ”

“แล้วแต่เธอเหอะ ตอนนี้ช่วยกันมองหานักล่ามานาก่อน”

รอนหันกวาดมองคนอื่นๆ ตามเดิมโดยที่ไม่เห็นว่าลีนี่ไม่พอใจจนแก้มป่องและแลบลิ้นลับหลังใส่ ทั้งบาร์เบสและคิรินซังที่เห็นท่าทางทั้งคู่อดยิ้มไม่ได้ แล้วทั้งสี่คนก็แยกย้ายนั่งที่เดิมเพื่อจับตามองหานักล่ามานาต่อไป ระหว่างนั้นรอนเพิ่งจะสังเกตเห็นตรงกลางอกผู้หญิงไซบอร์ก

ตรงนั้นคริสตัลฝังอยู่? คริสเมนงั้นหรือ...เริ่มไม่แปลกใจซะแล้ว เจ้าพวกนักล่ามานาต้องมาแน่

แต่จะอยู่ในฮอลล์นี่หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

รอนคิดแล้วจับตามองคนนั่งรอบข้างและสลับมองหน้าเวทีเพื่อไม่ให้คนร้ายรู้ตัว ที่หน้าเวทีนั้นหญิงไซบอร์กที่ยังยืนอยู่บนเวทีคุยกับพวกอาจารย์ทั้งห้าท่านซึ่งเขาไม่ได้ยินคุยอะไรกันจนกระทั่งหญิงไซบอร์กโยนป้ายไม้หกเหลี่ยมแก่พวกอาจารย์ข้างล่าง

ป้ายกิลด์? เด็กใหม่อย่างงี้มีกันแล้วหรือ?

ถึงจะมองเห็นแต่แผ่นหลังอาจารย์ก็รู้สึกได้ว่าพวกเขากำลังจ้องมองป้ายกิลด์นั่นอย่างไม่ลดละจนกระทั่งมีคนเสียมารยาทตะโกนลั่นฮอลล์จากที่นั่งข้างหลังฝั่งซ้ายมือ

“อาจารย์ครับ! พวกท่านกำลังดูอะไรอยู่? ใช่ป้ายกิลด์อ่ะเปล่า?”

นั่นมีเสียงบาร์เบส!?

รอนหันกลับไปดูมันที่ลุกขึ้นชูมือถามข้ามหัวหลายคน อาจารย์มิสเซลที่อยู่ข้างหน้าตะโกนกลับมา

“บาร์เบส!? ไม่สอดรู้สอดเห็นสักวันจะตายไหม!

คำพูดที่ชวนรู้สึกอันตรายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของคนเป็นอาจารย์ แต่ดูเหมือนบาร์เบสเห็นเป็นเรื่องปกติ

“ฮ่าๆ ขอโทษครับ”

เออ...ลืมไป ช่วงปีสองที่อาจารย์คนนี้สอน เจ้าบาร์เบสมันกวนประสาทอาจารย์ประจำเลยนี่หว่า

หลังจากนั้นสาวไซบอร์กกึ่งคริสเมนถูกเรียกให้ลงจากเวทีมาอยู่ตรงหน้าพวกอาจารย์ มีหลายคนในที่นั่งข้างล่างพยายามเงี่ยหูฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกันแต่ยังไม่ทันไรอาจารย์มิสเซลร่ายเวทย์บาเรียกันเสียงครอบคลุมเฉพาะที่ตรงนั้นไปซะก่อนเลยโดนโห่ใหญ่ แต่รอนหัวเราะชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น...

เวลาผ่านไปเกือบๆ ห้านาทีจู่ๆ อาจารย์อ้วนๆ ท้วมๆ ที่เขาจำไม่ได้ว่าชื่ออะไรยื่นบางอย่างให้กับผู้หญิงไซบอร์กคนนั้น มันเป็นสิ่งที่รอนหรือแม้แต่ทุกคนเองที่จับตามองอยู่ตกใจ

คทาไม้ดำแลดูไม่มีอะไรเลยแต่มีลายแปลกๆ สีฟ้าบนคทานั้น ดูเผินๆ เหมือนไม้เท้าสำหรับคนที่ขาไม่แข็งแรง ที่หัวคทาเป็นคริสตัลสีดำมืดมิด ไม่ใช่ว่ามันเสียหรือเสื่อมสภาพแต่มันผนึกตนเองเพื่อรอผู้ที่ [เหมาะสม] หรือ ผู้ที่คู่ควรจะเป็น [ผู้กล้า]

และคทานั่นมันตอบรับกับผู้หญิงไซบอร์กคนนั้น แสงฟ้าที่สว่างจ้าแต่ไม่แสบตากำลังเปล่งแสงยอมรับคนถือมัน

เฮ้ยๆ งั้นก็หมายความว่า...ที่นี่สถาบันนี้มีผู้กล้าถึงสองคน?

อีกคนที่เขาคิดหมายถึงผู้กล้าชายใช้หอกผู้กล้าสองร้อยปีก่อนที่ได้ยินมาว่ากำจัดยักษ์ปีศาจที่ชั่วร้ายที่เมืองบาลาส ส่วนอีกคนก็อยู่ตรงหน้า...รอนกัดฟัน

ไม่แปลกใจที่พวกนักล่ามานาจะมาเล็งตัว

และแล้วเขาก็เห็นปฏิกิริยาแปลกๆ ของผู้หญิงไซบอร์ก เธอเงยหน้าขึ้นมามองทางคนอื่นๆ ที่เข้ามาสังเกตการณ์ดูเด็กใหม่อย่างหวั่นๆ ดวงตาที่เบิกบานราวกับถูกความชั่วร้ายจ้องอยู่...

จ้องอยู่...

พอได้สติเขารีบกวาดมองสามสิบคนที่นั่งอยู่

อยู่ไหน...อยู่ไหน...

จนแล้วจนรอดเขาก็หาไม่เจอ

พลาด!?

รอนเจ็บใจที่ตัวเองมองหานักล่ามานาไม่เจอแต่แล้วหางตาเข้าเห็นลีนี่ที่ส่งสัญญาณมือให้รวมตัวกันที่ท้ายสุดของฮอลล์ พอทั้งสี่คนเดินมารวมตัวกันเริ่มรายงานทีละคน

“ไม่เห็นเลยแฮะ ว่าแต่มันดูตรงไหนนะ?” คำตอบของบาร์เบสที่ชวนเหนื่อยใจ

“เด็กนั่นน่าสนใจจริงๆ” คิรินซังยิ่งแล้วใหญ่

“ทางนี้ไม่เห็น” รอนรายงานไปอย่างงั้น

“ฉันว่าฉันเห็นนะ ผู้ชายเผ่ามนุษย์ผมแดงข้างๆ ผู้หญิงเผ่าปีศาจผมขาวที่มีเขายาวๆ”

ลีนี่ใช้นิ้วโป้งชี้ไปตรงกลางฮอลล์ รอนเห็นแล้วอยากจะเดินไปดูหน้าแต่บาร์เบสหยิบไม้คทาอันสั้นขึ้นมาชี้ไปทางผู้ชายคนนั้นแล้วพึมพำคำร่ายเวทย์ นัยน์ตาของบาร์เบสมีประกายแสงขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนที่จะเริ่มหายใจแรง

“แกทำบ้าอะไร!?” รอนเตือน “ลืมไปแล้วเหรอไงว่ามนุษย์อย่างเราใช้เวทมนต์แต่ละทีควรใช้คัมภีร์เวทย์ ไม่งั้นถึงตายได้”

“โทษที ใจร้อนไปหน่อย...ยังดีที่กะมานาใช้ถูกพอดี”

“อย่าคิดว่าตัวแกมีมานามากกว่าปกติจะทำอะไรได้เพราะแกก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ดี”

“เข้าใจน่า”

“ให้ตายสิ...เอานี่ไป”

ลีนี่ยื่นคัมภีร์เวทย์สีเขียวอันหนึ่งให้ เจ้าตัวรับไปแล้วกำมันเพื่อใช้ทันที...ร่างกายตอบสนองว่ารู้สึกดีขึ้น

“อันนี้เป็นคัมภีร์พิเศษหน่อย มันฟื้นมานาให้ด้วย...คราวนี้อย่าทำอะไรเกินตัวนักสิ ให้ฉันใช้เวทย์ยังจะดีกว่า”

ที่ลีนี่พูดแบบนั้นเพราะเธอไม่ใช่มนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเชื้อสัตว์ปีกที่มีพลังเวทย์และมานาพอสมควร

และแล้วคิรินซังออกความเห็นอย่างหนึ่งที่ชวนใจหาย

“แล้วใช้เวทย์ติดตาม...เจ้าตัวจะไม่รู้สึกตัวหรือ?”

“ไม่หรอก มันเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งของคนที่เพิ่งใช้เวทย์นั่น เขาจะไม่รู้สึกตัวถ้าถูกเวทย์แบบเดียวกันหลายวัน ฉันกำหนดมันให้แสดงบนไม้คทานี่”

บาร์เบสตอบแล้วหันหัวคทาไปทางผู้ชายต้องสงสัย มันเปล่งแสงขึ้นเล็กน้อยพอหันไปทางอื่นแสงหัวคทาก็หายไป

“แล้วยังไงต่อครับ? ดูเหมือนว่าการวัดพลังของเด็กใหม่จบลงแล้ว”

คิรินซังที่พูดอย่างงั้นเพราะเห็นทุกคนเริ่มลุกจากที่นั่งยกเว้นพวกอาจารย์ที่ยังนั่งประชุมกันอยู่ ส่วนผู้หญิงไซบอร์กเดินกลับเวทีไปแล้ว บาร์เบสที่ยังดูเหนื่อยๆ มองหน้าลีนี่กับรอน

“เธอกับนาย...ตามไปสืบเกี่ยวกับเด็กใหม่คนนั้นไว้เป็นข้อมูลบอกกับรุ่นพี่ ส่วนฉันกับคิรินซังจะตามผู้ชายคนนั้นไปเอง”

“เฮ้ยๆๆ แกจะไหวหรอนั่น”

รอนแย้งเพราะยังเห็นว่าบาร์เบสท่าทางไม่ค่อยดี

“แบบนี้ล่ะดีแล้ว ของฉันแค่ตาม ของเธอสองคนต้องสืบใช้สมองกันหน่อย ตอนนี้ฉันไม่อยากจะใช้สมองล่ะ”

บาร์เบสว่าอย่างงั้นแล้วหลิ่วตาให้ลีนี่ ซึ่งรอนไม่ได้สังเกต ลีนี่ทำหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วยิ้มอ่อน

“งั้นเจอกันอีกทีตอนไหน?” ลีนี่ถาม

“ตอนเย็นที่ร้านออริน่ามั้ง...ที่จริงรุ่นพี่เรย์ลี่น่าจะอยู่ตรงนี้ เธอไป...”

รอนออกความเห็นทั้งสองเรื่องก่อนที่จะบอกทั้งสามคนว่ารุ่นพี่มีธุระด่วนและไม่ได้บอกว่าจะกลับมาเมื่อไร บาร์เบสฟังเสร็จแล้วเกาหัว

“งานแรกเป็นแบบนี้แย่จัง ป่ะ! ทำงานกันเถอะ เจ้านั่นลุกล่ะ”

“บาร์เบส คิริน...อย่าฝืนตัวเองนะ” ลีนี่เป็นห่วง

“จ๊าๆ ทางเธอขอให้โชคดีเจออีเว้นดีๆ ล่ะกัน”

บาร์เบสพูดบางอย่างกับลีนี่ที่รอนไม่เข้าใจ

“ฉันไม่พลาดอยู่แล้ว!

ลีนี่เอ่ยอย่างมั่นใจแล้วคว้าแขนรอนวิ่งไปทางหน้าเวที

“รีบไปหาข้อมูลเด็กนั่นกันเถอะ!

“เฮ้ยๆ ใจเย็นก่อนสิเธอ!

และท้ายฮอลล์นั่นก็เหลือแต่บาร์เบสกับคิรินซังที่มองทั้งคู่วิ่งไปข้างหน้าเหมือนเห็นคู่รักใหม่

“เจ้ารอนจะรู้ตัวบ้างไหมนั่น”

“ฮ่าๆ ผมว่าไม่หรอก”

“อย่างน้อยช่วยยัยนั่นก็ได้เหล้าขวดหนึ่งล่ะ”

“ห๊ะ!? ติดสินบนกันหรือครับเนี่ย แบ่งให้ผม—”

ทั้งคู่ที่กำลังออกความเห็นเกี่ยวกับเจ้าทึ่มกับสินบน ตกใจยืนนิ่งรอให้ชายผมแดงเป็นเป้าหมายเดินผ่านพวกเขา...ก่อนที่จะแอบตามไป

สัสดีมีเรื่องด่วนอะไรนะ

เรย์ลี่เดินเร่งฝีเท้ากัดฟันเข้าอาคารไม้สองชั้นที่เขียนว่า [กองการสัสดี] และเดินขึ้นชั้นสอง

มีอะไรเร่งด่วนถึงใช้โทรจิตมาล่ะเนี่ย

พอเดินจนถึงสุดท้ายเธอเคาะประตูบานคู่แล้วเปิดเข้าไป

“เรย์ลี่มาแล้วค่ะ”

“หือ!?

เหมือนเธอจะเปิดประตูชนกับเอลฟ์คนหนึ่งจนเกือบล้มลง

“เอ๋! คุณยูกะ!?

“คุณเรย์ลี่!?

“เธอรีบๆ ได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทันเรือออก”

สัสดีผู้ที่นั่งอยู่โต๊ะประจำตำแหน่งเร่งยูกะ หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วก้มหัวเคารพแล้วระหว่างที่เดินสวนกัน ยูกะกระซิบบอกบางอย่างกับเรย์ลี่

“เรื่องนั้นสืบหาไม่เจอเลย”

“ทางนี้เจอกับเฟลิกซ์แล้ว ลองไปคุยกับท่านผอ.เลย เขาจะอธิบายทุกๆ อย่างเอง”

ยูกะเบิกตาโตตกใจก่อนที่จะรีบทำตัวเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้สัสดีสงสัยแล้วออกไปไม่ปิดประตูให้ ซึ่งมันทำให้เรย์ลี่ไม่ชอบใจที่เป็นคนปิดประตูเอง

“ช่างเสียมารยาทซะจริง”

“เจ้าหัวเสียอะไรกับยูกะหรือ?”

สัสดีถามอย่างเยือกเย็นอย่างที่เคย

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ...แค่ไม่ชอบขี้หน้านิดหน่อย”

“งั้นหรือ...”

สิ่งที่เรย์ลี่พูดไปถือว่าจริงบางส่วนเพราะตอนนี้เธอกับยูกะต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ชะตากรรมที่จำจดเรื่องราวของเฟลิกซ์และมาเรียได้

สัสดีจิบกาแฟแล้วดูเอกสาร เรย์ลี่เห็นเป็นแบบนั้นเลยเร่งเร้า

“เรียกมาด่วนมีอะไรคะ...ตอนนี้เรย์ลี่กำลังปฏิบัติงานอยู่”

“งาน!? งานที่กรมสอบสวนขอร้องให้เจ้าไปช่วยใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ...มีอะไรก็รีบๆ ว่ามาเถอะคะ”

เมื่อสัสดีได้ยินเช่นนั้นเลยแบมือไปทางซ้าย ที่ๆ มีคนหนึ่งนั่งเก้าอี้ติดผนัง ซึ่งเรย์ลี่เพิ่งสังเกตเห็นเจ้าตัว มันทำให้เธอตาโต

“ระหว่างที่ยูกะขอตัวไปสืบความเคลื่อนไหวที่ดินแดนเอลฟ์” สัสดีอธิบาย “ไปเจอเธอโดยบังเอิญ...กำลังถูกขายเป็นทาสอยู่”

“เซสเซอร์...”

ทำไมตะกี้ยัยเอลฟ์ไม่รีบบอกละ? ให้เรย์ลี่เห็นเองหรือไง?

เรย์ลี่เอ่ยอย่างใจหายก่อนที่จะเอามือกุมใบหน้าอย่างหวั่นไหวเพราะสภาพของเซสเซอร์นั่น...มีบาดแผลไปทั่วทั้งตัว เสื้อผ้าเปื้อนและขาดหลุดลุ้ย นั่งตัวสั่นกุมเข่าอยู่บนเก้าอี้ สายตาที่เธอมองเรย์ลี่กับสัสดีนั่นเป็นสายตาของคนที่หวาดกลัวต่อทุกสิ่งและเหมือนจำใครไม่ได้เลย เรย์ลี่เอ่ยปากถามอย่างลืมตัว

“เกิดอะไรขึ้น...”

“เฮ้อ...เธอน่าจะเดาได้ โดนจับเป็นเชลยเพื่อช่วยผู้กล้าอากิตะ”

“ไม่ใช่! เธอช่วยเฟ—”

เรย์ลี่ที่รู้ดีว่าเซสเซอร์ช่วยใครไว้เลยจะตวาดกลับแต่หยุดไว้ก่อนได้เพราะถึงพูดไป สัสดีที่ถูกเปลี่ยนแปลงความทรงจำก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคนที่เซสเซอร์ช่วยนั้นคือเฟลิกซ์ไม่ใช่อากิตะ

“อะไร?”

“เปล่าคะ” เรย์ลี่ไม่กล้าสบตาตรงๆ “แล้วทำไมถึงเรียกเรย์ลี่มา? ทำไมไม่ส่งเธอไปรักษาเลย?”

“ข้าคิดว่าให้คนใกล้ตัวพาไปน่าจะเหมาะกว่า”

เมื่อสัสดีกล่าวเช่นนั้น ความโกรธก่อนหน้านี้ของเรย์ลี่ก็แผ่วลง เธอถอนหายใจแล้วก้มหัว

“ขอบพระคุณที่คิดถึงเรื่องนั้น”

เรย์ลี่เข้าไปใกล้ตัวเซสเซอร์ที่บัดนี้เสียสติจำใครไม่ได้ ถึงแม้จะพาตัวเดินออกจากห้องไปด้วยกันกับเรย์ลี่ก็ไม่ขัดขืนใดๆ ราวกับว่าไม่รู้สึกตัวถึงคนอื่นรอบข้าง ปากของเธอสั่นไม่หยุด ยิ่งทำให้เรย์ลี่รู้สึกสังเวยทนาและโกรธแค้นตนเองที่เป็นต้นเหตุทำให้เซสเซอร์เป็นเช่นนี้และมันทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์หลายปีก่อนที่มาเรียทำเรื่องผิดพลาดจนทำให้เรย์ลี่ออกจากดันเจี้ยนไม่ได้หลายวัน

มาเรียรู้สึกแบบนี้หรือเปล่านะ...

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.25 นะจ๊ะ

ถ้าจะให้ถามว่าทำไมถึงมี Side Story นี้มา ไรทเตอร์เขียนตามไทม์ไลน์เรื่องที่เกิดจ้าและมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยาวอะไรมากเพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะทิ้งเรื่องหลักไปฮ่าๆ

(อีกประมาณตอนสองตอนก็กลับเข้าสู่เนื้อหาหลักแล้ว)

ทีมสอบสวนภายใต้การบัญชาการของเรย์ลี่แบ่งออกเป็นสองทีมเพื่อจับตามองนักล่ามานาและสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กใหม่ที่ถูกเล็งเป็นเป้าหมาย (เฟลิกซ์นั่นเอง)

พวกเขาจะทำได้สำเร็จหรือไม่?

แล้วเซสเซอร์จะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่?

โปรดติดตามต่อตอนไปที่มีชื่อว่า

Ch.26 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคสอบสวน

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

53 ความคิดเห็น

  1. #33 darkhunt (@darkhunt) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 22:05
    เซสเซอร์จะจำเฟลิกซ์ได้ไหมนะ
    #33
    0