<จบ> Crystal Fall [ชีวิตต่างโลกที่แสนซวยของเฟลิกซ์] Vol.1-2-3

ตอนที่ 28 : Ch.26 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคสอบสวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 พ.ค. 59

มีการเพิ่มประโยคช่วงท้ายใน Ch.24 เพื่อเชื่อมโยงในตอนนี้ ณ 31/5/2559 แนะนำกลับไปอ่านช่วงที่สองสาวเฟลิกซ์กับทอมมี่เล่นหน่มน้มกันนะจ๊ะ :)


Crystalfall: Fake/Brave

คริสตัลฟอร์: เฟค/เบรฟ

Ch.26 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคสอบสวน

“หาข้อมูลง่ายเป็นบ้า”

รอนบ่นหลังจากใช้ดินสอจดข้อมูลลงม้วนคัมภีร์เสร็จ

เวลาหมอนี่ตั้งใจดูดีใช้ได้เลยนะเนี่ย

ลีนี่แอบคิดในใจอย่างงั้น เธอจ้องรอนไม่กระพริบพอเขาเงยหน้าขึ้นมาแกล้งทำเป็นมองอย่างอื่น ตอนนี้ทั้งคู่กำลังเดินไปรอบๆ เขตการศึกษานี่เพื่อหารุ่นพี่เรย์ลี่ก่อนที่ห้องเรียนเด็กปีหนึ่งจะเลิก ที่ทำแบบนี้เพราะว่าให้เฝ้ามองดูในห้องเรียนคงไม่ได้ประโยชน์อะไรรอให้เป้าหมายออกมาแล้วค่อยตามไปน่าจะดี

ระหว่างนี้ก็หาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กใหม่ด้วย อาจจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อเช้าช่วงวัดพลังเลยตามใครต่อใครเหมือนจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเธอไปหมด แต่ก็คัดพวกโม้ๆ ออกไปบ้างแล้ว

“แต่ทำไมถึงไม่ได้เรื่องที่พักของคนนั้น ไม่ได้พักอยู่หอปีหนึ่งหรือเนี่ย?”

รอนพูดกับตัวเอง นิ้วที่จับดินสอแกว่งไปมาซึ่งแลดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่สำหรับลีนี่แล้วทุกอย่างที่เป็นเขาล้วนสำคัญ

มันเป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่เธอเริ่มตกหลุมรักรอนที่มีนิสัยหยาบกระด้างแต่ไม่ได้แสดงมันออกมามากนัก จนแล้วจนรอดเพื่อนชายอีกสองคนสังเกตเห็นในที่สุดเลยขอร้องพวกเขาว่าถ้ามีโอกาสช่วยให้อยู่สองต่อสองกับรอนบ่อยๆ หน่อย

ผ่านมาหลายครั้งหลายหนแต่ยังไม่มีความคืบหน้าสักทีเพราะรอนเป็นพวกซื่อบื้อ

แต่พรุ่งนี้ต้องเอาเหล้าของดีที่เก็บไว้ให้บาร์เบสขอบคุณสำหรับครั้งนี้ซะแล้ว

ลีนี่วางแพลนไว้ก่อนที่จะเดินชนรอนเพราะเจ้าตัวหยุดเดิน

“โอ้ย!

“ลีนี่...เธอคิดว่าเด็กใหม่จะไปพักที่ไหนได้นอกจากหอพักรวมปีหนึ่ง?”

“งืม...ขอคิดแป๊บ”

จู่ๆ มาให้คิดเลยเนี่ยนะ...

ลีนี่ไม่พอใจนิดหน่อยแต่ก็ทำตาม...ก่อนที่จะส่ายหัว รอนเบ้ปาก

“ว่าแล้ว เธอไม่มีประโยชน์จริงๆ”

“แล้วที่ฮอลล์ล่ะ? ฉันเป็นคนเห็นนะ!

“มันส่วนอันนั้นไป อันนี้ก็ส่วนนี้”

“เชอะ หาเรื่องว่าฉันก็บอกมา” ลีนี่เบ้ปากบ้าง

“เปล่าสักหน่อย”

“หรือติดใจเสน่ห์ฉันแล้วทำเป็นเขินแสดงท่าทีก้าวร้าวออกมาแทน รู้ไหมนั่นยิ่งทำให้สาวออกห่างจากตัวนายนะ”

ลีนี่หวังดีพูดแหย่แบบนั้นไป...ที่จริงหมั่นไส้ด้วย รอนหรี่ตาใส่ก่อนที่จะเขกหัวเธอ

“โอ้ย! เจ็บนะ!

“หยุดความคิดพุ่งซ่านสักที รีบๆ มองหารุ่นพี่เร็วๆ”

เชอะ เจ้าบ้าเอ๋ย! เมื่อไรจะรู้ตัวสักทีเนี่ย! คงจะสนใจแม่ปีศาจทอมบอยนั่นมากกว่าสินะ!

อารมณ์แข็งกร้าวภายในของลีนี่เออล้นออกมาแสดงผ่านสีหน้า รอนเลยเข้าใจผิดไปอีกอย่างหนึ่ง

“อย่าโกรธเรื่องไร้สาระ...รีบๆ กระพือปีกสลัดน้ำได้แล้ว จะได้บินหาไวๆ”

ที่เขาพูดนั้นก็มีส่วนถูกอยู่ ตอนแรกกะจะบินขึ้นหารุ่นพี่เรย์ลี่ถ้าไม่ใช่ว่าเผลอสะดุดลงบ่อน้ำพุกลางทางเดินเข้าจนปีกเปียกไปหมดเลยบินไม่ค่อยจะได้ เวลาสลัดก็รู้สึกเจ็บๆ ชอบกล

“รุ่นพี่!?

รอนเอ่ยขึ้น ลีนี่ที่สนใจปีกตัวเองอยู่หงายหน้ามองหาพบว่ารุ่นพี่เรย์ลี่เพิ่งจะเดินออกมาจากโรงพยาบาลในเขตการศึกษาแห่งนี้ ทั้งสองคนต่างวิ่งเข้าไปหา

“รุ่นพี่! ไปอยู่ไหนมาถึง—”

รอนหยุดถามลงเพราะเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของรุ่นพี่ตัวเอง...เป็นครั้งแรกของทั้งสองคนที่ได้เห็นอีกด้านของคนอารมณ์ดีตลอดเวลา

“มาเรียรู้สึกแบบนี้ตลอดเวลาเลยหรอ...หือ? รอน? ลีนี่?” ปฏิกิริยาของเรย์ลี่ตอบสนองช้ามาก “เอ่อ...มีอะไรหรอ”

“คือเรื่องนักล่ามานาครับ”

“อ๋อ...ถึงไหนแล้ว” เรย์ลี่ถามทั้งๆ ที่คิ้วยังตก

“ได้คนต้องสงสัยแล้วครับ บาร์เบสกับคิรินสะกดรอยตามอยู่ ส่วนผมกับลีนี่มาหาข้อมูลของเด็กใหม่ที่ถูกเพ่งเล็งครับ”

“แล้วเด็กนั่นเป็นใคร”

“เธอชื่อว่าเฟลิกซ์ครับ”

ชื่อนั่นเหมือนกระตุ้นต่อมบางอย่างของเรย์ลี่ให้ดีขึ้น รอนอธิบายต่อ

“หลังจากนี้เราคงต้องคุ้มกันเด็กใหม่นั่นไม่ก็ใช้เธอเป็นเหยื่อล่อพวกนั้น”

“ท่านพี่เองหรอ ฮ่าๆๆๆๆ”

เรย์ลี่ตอบสนองด้วยการหัวเราะเบาๆ แต่เป็นการหัวเราะที่แฝงไปด้วยความเศร้าชอบกล ทั้งคู่ไม่รู้ว่าทำไมรุ่นพี่ตัวเองต่างจากที่เคยเป็น

“ไม่ต้องทำอะไรกับท่านพี่นั่นหรอก ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว”

“รู้จักกันหรอคะ?” ลีนี่ถาม

“ใช่ๆ รู้จักดีเลยล่ะ...แล้วตอนนี้ท่านพี่อยู่ไหนละ?”

“เอ่อ อยู่ห้องเรียนครับ อีกประเดี๋ยวก็จะเลิกคลาสแล้ว”

“งั้นไปกันเถอะ จะพาไปรู้จักแน่ะ”

เรย์ลี่ยิ้มออกมาแล้วเดินนำไปแต่ทั้งคู่ยังตะลึงไม่หายเพราะเห็นรอยยิ้มที่ฝืนทนความเจ็บปวดบางอย่างไว้

“รอน...รุ่นพี่เขาเป็นอะไร”

ลีนี่ถาม รอนหันไปมองโรงพยาบาลทางที่เรย์ลี่เดินออกมาอีกครั้ง

“มีเรื่องแย่เกิดขึ้นกับรุ่นพี่แน่ๆ”

[หลายนาทีต่อมา]

“คิดถึงห้องเรียนปีหนึ่งจัง”

ลีนี่ชะเง้อมองทั้งสามห้องที่เรียงติดกันตรงทางเดินยาว ตอนนี้เธอ รอนและรุ่นพี่ยืนพิงผนังใกล้ทางออกของอาคารและห้อง C ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว รอพวกเด็กใหม่ที่น่าจะใกล้เลิกเรียนแล้ว เรย์ลี่ที่ดูเหมือนจะดีขึ้นก่อนหน้านี้กลับทำสีหน้าหมดอาลัยตายอยากอีกครั้ง

ในที่สุดลีนี่ทนไม่ไหว...

“รุ่นพี่! เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ หน้าซีดมากเลยค่ะ”

“หือ? หน้าเรย์ลี่แสดงออกขนาดนั้นเลยหรอ”

รุ่นพี่พูดแล้วเอาสองมือตบหน้าตัวเองเบาๆ แล้วไม่ยอมปล่อยมันลงอย่างกับว่าไม่อยากให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้มือทั้งสองนี้ มีเพียงน้ำเสียงที่ขุ่นมัวกว่าปกติ

“นี่ทั้งสองคน...ถ้าต้องแบกความรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นคนก่อไว้ พวกเธอจะจัดการความรู้สึกนั้นยังไง...มันเจ็บปวดเจ็บใจและแก้ไขอะไรไม่ได้เลย”

เป็นคำถามที่ชวนอึดอั้นชอบกล

“คง...”

รอนเอ่ยขึ้นแล้วหยุดลงเพราะคิดว่าสิ่งที่จะพูดต่อไปคงไม่มีประโยชน์แล้วลีนี่คิดหนักอยู่สักพักก่อนที่จะบอก

“ถ้าเป็นฉัน...คงจะแบกความรู้สึกนั่นไว้เต็มอกค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้รุ่นพี่ผละมือออกจากใบหน้าที่มีแต่คราบน้ำตา ทั้งสองเริ่มรู้ตัวว่าเป็นเรื่องยุ่งยากเสียแล้ว ลีนี่ที่ถูกคาดหวังคำตอบจากเรย์ลี่อยู่อธิบายต่อ

“คิดว่าเป็นสิ่งเดียวที่จะทำได้ แบกมันไว้เป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้มันเกิดขึ้นทั้งตัวเองกับคนอื่น”

“นั่นสินะ พูดเหมือนมาเรียเลย”

รุ่นพี่พูดถึงใครบางคนที่ทั้งสองคนไม่รู้จักและทั้งสองไม่คิดจะถามว่าเป็นใครด้วยเพราะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรจะถามตอนนี้ ลีนี่คิดในใจอย่างสุดซึ้ง

อยากแบ่งความเจ็บปวดจากรุ่นพี่จัง...

และแล้วเด็กใหม่ทั้งสามห้องเดินออกมาพร้อมกันหลังจากมีเสียงนาฬิกาบานใหญ่ที่หอสมุดดังขึ้นครบชั่วโมง รุ่นพี่รีบเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าตัวเองและยิ้มกว้างอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ

“เอาล่ะ! ตามมาเลย! ไปหาท่านพี่เถอะ...ท่านพี่ข๊าาาาาาาาาา ท่านพี่! ในที่สุดหาตัวเจอสักที”

รุ่นพี่วิ่งออกไปกอดเอวเฟลิกซ์...ส่วนทั้งสองคนยังคงตะลึงกับการเปลี่ยนอารมณ์ของเรย์ลี่ไม่ทัน

“นี่รอน...รุ่นพี่เขา—”

“ไม่ว่ารุ่นพี่เจอเรื่องอะไรมา ถ้าพวกเราช่วยได้...ก็จะช่วยกันใช่ไหม”

เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของลีนี่ที่รอนห่วงคนอื่น เลยตบกลางหลังถูกใจ

“นี่แน่ะ! แหงสิ เรย์ลี่เป็นรุ่นพี่ที่ดีของพวกเรานิ! ป่ะ! เราไปกันได้แล้ว”

ลีนี่ลากแขนรอนอย่างที่เคยทำเป็นประจำไปหารุ่นพี่ที่คุยกับเด็กใหม่ที่ตกเป็นเป้าหมายของพวกนักล่ามานา ดูเหมือนมีอีกคนอยู่ด้วยเป็นสาวผมยาวแดง หน้าอกไซส์ C ไม่ก็ D ได้กำลังวิ่งตามรุ่นพี่ที่ลากเฟลิกซ์ไปคนละทางเช่นกัน

“รุ่นพี่เขาจะไปไหนเนี่ย!

รอนและลีนี่ใช้เวลากว่าห้านาทีกว่าจะตามรุ่นพี่กับอีกสามคนทัน

ตอนนี้พวกเขามาอยู่ตรงหน้าโรงอาหารของหอพักบุ๊คกิ๊งอีกครั้ง

“รุ่นพี่! แฮ่ก แฮ่ก”

ทั้งสองคนต่างหอบ ที่เป็นอย่างงั้นเพราะความเหนื่อยสะสมที่ตามหารุ่นพี่ตั้งแต่แรกแล้วและรุ่นพี่พาวิ่งวนสองสามรอบทำไมก็ไม่รู้ รุ่นพี่ที่เพิ่งจะรู้ตัวเดินเข้าปลอบ

“รอน! ลีนี่! ขอโทษนะ! ไม่คิดว่าพวกเธอจะแข็งแกร่งน้อยขนาดนี้”

“รุ่นพี่วิ่งไวเกินไปต่างหากครับ! แล้วพามาที่—”

รอนหงายหน้าขึ้นมาบอกแล้วชะงักเพราะเพิ่งเห็นอีกคนที่เป็นเผ่าปีศาจนอกจากเรย์ลี่และเฟลิกซ์ นัยน์ตาฟ้าใสซื่อกำลังมองเขาอย่างคุ้นตา ผมยาวสีแดงอยู่ในชุดนักเรียนสีส้มแถบขาวของที่นี่ เป็นคนๆ เดียวที่เคยเจอกันในลิฟต์สามเดือนก่อนและเป็นคนที่เขาตามหามานานแต่มีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปมากนอกจากผมที่ยาวขึ้นจนต้องอ้าปากพูดและชี้นิ้วตรงนั้นที่เป็นคัพ D

“ทำไมหน้าอกเธอโตขนาดนั้นล่ะ!

ประโยคนั้นเล่นทำให้สี่สาวคนเงียบกริบ

เวรล่ะ เผลอพูดตรงไป...

“นาย! ที่ลิฟต์นั่น!

สาวผมแดงที่จำเขาได้ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าควรดีใจกับปฏิกิริยาแบบนั้นหรือเปล่า แต่ดูเหมือนเพื่อนสาวข้างๆ ตัวเองจะไม่ค่อยปลื้มอย่างหนักแต่ยังไม่ทันจะทำอะไรเธอนึกอะไรขึ้นมาได้ มองดูตัวสาวปีศาจผมแดงแล้วบางอ้อกระซิบข้างหูรอน

“อ๋อ...คนๆ นี้ที่บาร์เบสบอกใช่ไหม ทอมบอยตรงไหนใหญ่เอาเรื่องนะ สเปคนายแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม ของฉันก็มีนะยะ ถึงจะเล็กกว่าหน่อยก็เถอะ”

“แล้วทำไมเธอต้องเอานมทิ่มแขนด้วย!

“พูดตรงไปย่ะ!

รอนโดนลีนี่เคาะกะโหลกหนึ่งที

“เฮ! รู้จักกันด้วยหรอ?”

รุ่นพี่เรย์ลี่โพลงขึ้นมา สาวปีศาจผมแดงตอบแทน

“แค่เคยขึ้นลิฟต์ด้วยกันเฉยๆ ครับ”

“แล้วทำไมต้องพูดลามกกับทอมมี่ด้วย”

น้ำเสียงที่จริงจังที่สุดตกเป็นของเด็กใหม่ที่ถูกนักล่ามานาจับตามอง เธอชื่อว่าเฟลิกซ์ พอมาดูใกล้ๆ แล้วถึงสังเกตตัวตนเธออย่างชัดเจน ไว้ผมขาวไม่สั้นไม่ยาว นัยน์ตาสีแดงที่มีความเป็นผู้ใหญ่สูง หุ่นราวกับกระดานไม้โต้คลื่นแต่ที่เด่นก็คือแขนซ้ายไซบอร์กของเธอที่ใหญ่ไม่สมกับรูปร่าง มันมีหินสีรุ้งอยู่ที่ต้นแขนอีกด้วย

รอนยังนึกเหตุผลไม่ออกแต่สาวผมแดงที่ถูกเรียกว่าทอมมี่ตอบแทนให้

“คือเขาจะพูดแบบนั้นไม่แปลกหรอกครับ สามเดือนก่อนที่เจอกันตอนนั้นหน้าอกผมมันยังเล็กอยู่เพราะกระบวนการกลายร่างอย่างที่รู้ยังไม่เสร็จดี...ตอนนั้นรู้สึกว่าจะใหญ่กว่าของเฟลิกซ์นิดหน่อยนะครับ”

“ทอมมี่! ไม่ต้องพูดถึงของฉันก็ได้!

เฟลิกซ์ตะโกนหน้าแดงแก้เขิน ทอมมี่หัวเราะชอบใจและมันเป็นภาพที่รอนอยากเห็นพอดี ซึ่งภาพนั้นทำให้รอนแทบเคลิ้ม

สวยกว่าเดิมเยอะเลย

“รอน

ลีนี่กระซิบน้ำเสียงแสบแห้งด้วยสีหน้ายิ้มแย้มที่มีเปลวไฟแห่งความโกรธเผาอยู่รอบๆ

“อะไรของเธอเนี่ย!?

“เอาล่ะ!” รุ่นพี่เรย์ลี่ร้องขึ้นมาอีกรอบ “มาแนะนำให้รู้จักก่อนดีกว่า คนนี้เฟลิกซ์เป็นท่านพี่ที่นับถือของเรย์ลี่เอง ส่วนอีกคนชื่อว่าทอมมี่จ้าและทั้งสองชายหญิงนี่เป็นรุ่นน้องที่น่ารักของฉันเองทำงานด้วยกันอยู่ตอนนี้ ผู้ชายรอน ผู้หญิงมีปีกลีนี่”

“อือ” เฟลิกซ์ตอบสั้นๆ แค่นั้น

“ยินดีที่ได้รู้จักนะทั้งคู่ครับ” ทอมมี่ก้มหัวเล็กน้อย

“เช่นกันครับ” รอนยิ้มรับ

“เช่นกันค่ะ...หือ!? ทำไมคุณทอมมี่ถึงพูด [ครับ] ล่ะ?”

ลีนี่เกิดสงสัยขึ้นมา เจ้าตัวที่ถูกถามเหมือนจะผงะหลังไปนิดหนึ่งก่อนที่จะบอก

“มันติดปากตั้งนานแล้วครับ”

“งั้นหรอครับ”

รอนพูดลอยๆ ออกมาแล้วจ้องตาทอมมี่ไม่เลิกละ แน่นอนว่าทอมมี่จ้องกลับอย่างงๆ แต่ดูเหมือนมันจะสร้างความเข้าใจผิดแก่ลีนี่ เธอเลยกอดเอวรอนเป็นการแสดงถึง [บางอย่าง] แล้วหรี่ตาจ้องทอมมี่แถมแยกเขี้ยวด้วย เฟลิกซ์และเรย์ลี่ดูเหมือนจะเข้าใจเลยแอบขำ ส่วนคนถูกกอดรู้สึกรำคาญ

“ลีนี่ เธอทำอะไรของเธอ”

“เปล่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา แค่อยากให้ใครบางคนรู้ไว้”

ลีนี่ย้ำเรื่องนั้นชัดเจน ทอมมี่ที่ดูไม่ออกตอนแรกก็เริ่มเข้าใจแล้วเลยพูดตรงๆ ไม่ให้เข้าใจผิด

“เอ่อ...คุณลีนี่ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ คุณรอนไม่ใช่สเปกผมหรอก”

เหมือนได้ยินเสียงกระจกแตกดังเปล้งขึ้นมา เรย์ลี่แทบลงไปนอนกลั้นขำ เฟลิกซ์กระซิบบอกถึงเรื่องที่ทอมมี่พูดตรงไปหน่อย ส่วนลีนี่ค่อยๆ หงายหน้าดูรอนที่หน้าซีดเผือกไร้สติไปแล้วเลยเขย่าตัวเขาให้ได้สติ

“รอน! รอน! ทำใจดีๆ ไว้นะรอน!

“อ๋อ สรุปว่าฉันโดนเล็งหัวใช่ไหม? เป็นอย่างที่พนักงานกิลด์คนนั้นพูดเลย”

เฟลิกซ์ตัดพ้อตามที่เรย์ลี่อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟัง ตอนนี้ทั้งห้าคนมานั่งอยู่ภายในโรงอาหารหลบมุมในสุด

“ผมเองก็ไม่ได้ตรวจสอบดูพลังของเฟลิกซ์เต็มที่สักครั้ง” ทอมมี่ว่า “ตอนเช้าที่วัดพลังผมตกใจอยู่เหมือนกันที่ทำให้คริสตัลเอนเนอจี้ถึงกับระเบิดได้”

“ก็ท่านพี่แกร่งกล้ามากความสามารถเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่แมวมองเห็น หุหุ”

“แมวมองแบบลักพาตัวสูบมานาจนหมดอย่างงั้นฉันไม่เอาด้วยหรอก!

เรย์ลี่หลอกเย้าแต่เฟลิกซ์ไม่เล่นด้วยอยู่ดี

ดูสนิทกันจัง

ลีนี่ที่นั่งดูทั้งสามคนที่พูดคุยเป็นกันเองอย่างสนุกสนานพิจารณาความสัมพันธ์พวกเขา ก่อนที่จะจับยัดขนมปังใส่ปากรอนที่ป่านนี้ยังคงช็อกไม่หาย

ใจเสาะจริงๆ เจอผู้หญิงปฏิเสธหน่อยก็เป็นงี้ล่ะ

เธอถอนหายใจแล้วนั่งดูสามคนตรงหน้าเรื่อยๆ จนอดใจไม่ไหวที่จะถาม

“ขอโทษนะคะที่ขัดจังหวะ...คุณเฟลิกซ์ดูไม่เหมือนเด็กใหม่เลยนะคะ?”

คำถามนั้นทำให้คนถูกถามเลิกคิ้วแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แลดูผ่านอะไรมาเยอะ

“เล่าไปเธอก็ไม่เชื่อหรอก”

ความตึงเครียดที่พุ่งขึ้นมาทำให้ลีนี่รับมือไม่ทันจนต้องแอบสะกิดรอนแต่ไม่ว่าจะสะกิดแรงไหนเขาก็ยังไม่รู้สึกตัว

ทำไมเรากลัวขึ้นมาล่ะ...

“ท่านพี่! อันนี้อร่อยนะ!

จู่ๆ รุ่นพี่ยัดกุ้งชุบแป้งทอดเข้าปากเฟลิกซ์เฉยจนนางสำลัก

“เรย์ลี่! จะฆ่าฉันหรือไง!?

“ขอโทษด้วยข๊า! เรย์ลี่ไม่ได้ตั้งใจ เห็นว่าอร่อยก็ป้อนให้”

“นั่นไม่ได้เรียกป้อนโว้ย!

พอมองทั้งสองคนเล่นกันแล้วลีนี่โล่งใจขึ้นมา

ท่าทางเราจะคิดมากไปเอง

“จริงสิ แล้วได้นัดสองคนนั้นที่ไหนเวลาไหน”

จู่ๆ รุ่นพี่ลากเข้าเรื่องงานซะอย่างงั้น ลีนี่ตอบ

“ตอนเย็นที่ร้านออริน่าค่ะ”

“หือ!? นัดซะไกลเชียว คราวหลังเอาที่มันใกล้ๆ กว่านี้ไม่ก็กรมสอบสวนเลยนะ เข้าใจไหม”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“งืม เหลืออีกสองชิ้น”

แล้วรุ่นพี่ก็วกกลับมาเรื่องอาหารบนโต๊ะที่มีอยู่สามจานและสิ่งที่เหลืออยู่กุ้งชุบแป้งทอดอีกสองชิ้นซึ่งทำให้เรย์ลี่คิดหนัก ลีนี่เห็นแบบนั้นเลยอดรู้สึกเหนื่อยใจแทนไม่ได้

ช่วยจริงจังกับเรื่องที่ควรจริงจังหน่อยสินะคะ

“อะ! ฝากหน่อยนะ”

เรย์ลี่ยื่นกุ้งชุบแป้งทอดมาให้ลีนี่หนึ่งชิ้นและจิ้มเข้าปากรอนที่ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่อีกหนึ่งชิ้น แล้วรุ่นพี่ช้อนจานทั้งสามไว้หลบมุมจนกลางโต๊ะไม่มีอะไรอยู่แล้วหยิบขวดยาฟื้นฟูมานาขนาดเล็กขึ้นมาดื่ม...แต่พอดูดีๆ แล้วสิ่งที่อยู่ในขวดนั้นไม่น่าจะใช้ยาฟื้นฟูมานาก่อนที่จะสะกิดเฟลิกซ์กับทอมมี่

“ทั้งสองคนช่วยเขยิบตัวสุดทางหน่อยจ๊ะ”

“หือ?/ห๊ะ?

ถึงทั้งสองจะสงสัยแต่ก็ทำตามจนข้างๆ รุ่นพี่มีที่ว่างพอที่จะนั่งได้อีกสองคนแล้วรุ่นพี่เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ

“เอาละคะ! ต่อไปนี้เตรียมรับชมการสอบสวนสดๆ จากเจ้าหน้าที่กันเลยนะคะ!

โครม!!!

กลางโต๊ะมีชายฉกรรจ์ผมน้ำตาลสั้นนอนคว่ำที่ถูกเรย์ลี่คว้าคอเหวี่ยงตัวจากโต๊ะที่นั่งติดกันข้างหลังรุ่นพี่ เขาพลิกตัวนอนหงายจะลุกขึ้นแต่ถูกรุ่นพี่กระโดดคร่อมตัวไว้ก่อน เรื่องไม่คาดฝันนี้เล่นทำให้ทุกคนในโรงอาหารต่างตกใจแม้แต่รอนยังได้สติกลับคืนมา

“ปล่อยนะเฮ้ย! ทำไมยัยผู้หญิงบ้านี่ตัวหนักจังฟ่ะ!

“เรย์ลี่ว่าแกไม่มีสิทธิจะโวยวายอะไรทั้งนั้นนะ”

“อะไรวะเนี่ย! ใครก็ได้ช่วยด้วย! เอายัยนี้ออกไปที!

“งั้นตอบมาก่อน...ทำไมนายสะกดรอยตามท่านพี่ตั้งแต่อาคารเรียนของปีหนึ่ง เรย์ลี่พาวิ่งวนไปจนแน่ใจว่านายสะกดรอยตามจริงๆ”

สิ่งที่รุ่นพี่พูดมานั้นทำให้ลีนี่นึกอะไรออก...ว่าเห็นผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ช่วงวิ่งตามรุ่นพี่แล้ว

งั้นที่วิ่งวนไปมาก็...รุ่นพี่ฉลาดจังเลยคะ!

ประกายความปลื้มปิติปรากฏบนนัยน์ตาลีนี่ก่อนที่จะถูกรอนสะกิดถาม

“เอ่อ...เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”

“นายเงียบๆ ไปเถอะน่า”

หลังจากนั้นเจ้าตัวที่ถูกจับกดตอบอย่างหวั่นๆ

“คือ...อยากจะรู้เฉยๆ ว่ารุ่นน้องสวยๆ พักอยู่ที่ไหน”

“อย่ามาตอแหลนะเมี๊ยว!!

รุ่นพี่ตะคอกใส่หน้าชายคนนั้นเต็มแรงและสรรพนามที่เปลี่ยนไปพร้อมกับร่างกายที่มีออร่าสีดำคุมร่างแล้วที่บานท้ายรุ่นพี่มีหางสีดำงอกขึ้นมา หูที่เคยเป็นมนุษย์กลายเป็นของสัตว์ที่เรียกว่าแมว ปลายนิ้วทั้งสองมือมีเล็บงอกยาวขึ้นมา ทั้งลีนี่และรอนต่างตกใจกับสิ่งที่ได้เห็นไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ารุ่นพี่จะเป็นพวกครึ่งคนครึ่งสัตว์เหมือนกับลีนี่

คนที่ดูจะตกใจและกลัวมากสุดก็คือชายที่ถูกคร่อมตัวอยู่

“เฮ้ยๆๆๆๆๆๆๆๆ!!! ออกไปนะโว้ย! อย่าๆๆๆๆ”

“จะให้โอกาสอีกครั้งนะเมี๊ยว ถ้าขืนยังโกหกอีกครั้งล่ะก็...เล็บคมๆ นี้จะถลกเนื้อนายแห้งหมดตัวแน่เมี๊ยว”

“เธอไม่รู้หรอกว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนโกหก!

“และอีกเรื่องนะเมี๊ยว นายอยู่ในเขตอาคมของเรย์ลี่แล้ว...คงจะรู้ดีใช่ไหมว่าถ้าโกหกเรย์ลี่จะรู้ทันที”

เมื่อรุ่นพี่ขู่แบบนั้น ทุกคนต่างเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ใต้ตัวชายผู้โชคร้ายนั้นมีวงเวทย์หกเหลี่ยมขนาดพอดีตัวเปล่งแสงฟ้าอยู่

“อ๊าก! ตั้งแต่เมื่อไร!?

“รีบๆ พูดมาได้แล้วนะเมี๊ยว!

“ก็ได้ก็ได้ ยอมแล้ว!

ในที่สุดชายนั่นก็ยอมคลายทุกเรื่องออกมา...

เขากับพรรคพวกนักล่ามานาตั้งใจตามหาคนๆ หนึ่งที่เคยปรากฏตัวที่กิลด์ผจญภัยสาขาทางใต้สัปดาห์ก่อน สายของเขาที่แวะเวียนไปที่นั่นบ่อยๆ เจอกับปรากฏตัวของผู้หญิงผมขาวแขนจักรกลที่มีมานาสูงมากเป็นประวัติการณ์ เลยมีการตามล่าค่าหัวสูงแต่แล้วจู่ๆ สาวผมขาวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งมีข่าวลือว่าเห็นเธออยู่ในเขตการศึกษาเมื่อวานสองวานก่อนจนสืบรู้ว่าเธอกลายเป็นนักเรียนเด็กใหม่ที่กำลังเข้ามาศึกษาที่นี่

“แต่ว่าถูกจับได้ซะก่อนนะเมี๊ยว อิอิ”

รุ่นพี่หยอกเย้าชอบใจแต่ลีนี่กลับรู้สึกเหมือนมองข้ามอะไรบางอย่าง

อะไรนะ...มันมีอะไรแปลกๆ...

“เฮ้ย! แล้วคนที่บาร์เบสกับคิรินตามไปละ!? เจ้าคนที่ใช้เวทย์ติดตามนั่น”

รอนเป็นคนพูดถึงสิ่งที่ลีนี่กำลังหาคำตอบอยู่ รุ่นพี่ได้ยินแบบนั้นแล้วกระชากคอชายคนนั้น

“ได้ยินแล้วนะเมี๊ยว! พูดมา!

“คะคะคะคะคือพวกเราคิดว่ายังไงกรมทหารไม่ก็กรมสอบสวนต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ เลยให้อีกคนทำหน้าที่นกต่อ”

“แกจะบอกว่าคนที่ใช้เวทย์ติดตามนั่นเป็นนกต่อ? แล้วนกต่ออะไรวะ! อย่ามาทำให้สับสนนะโว้ย!” รอนตะคอกถาม

“ฮ่าๆๆๆ พวกแกไม่คิดเองเป็นหรือไงวะ ขนาดเวทย์อาคมยังไม่ตอบสนองเลยแสดงว่าข้าไม่ได้โกหก! เวทย์ติดตามมันเหมาะกับการใช้กับพื้นที่ที่เปิดกว้างตามหาเป้าหมายที่เดินทางไกลๆ ได้สะดวก แต่มาใช้กับคนที่ยังไงก็ต้องอยู่ที่นี่ที่สถาบันนี้ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว จะใช้เวทย์ติดตามให้เปลื้องทำไม ฮ่าๆๆๆ มีแต่พวกโง่ไม่มีประสบการณ์เท่านั้นที่ใช้พร่ำเพื่อ!

เรื่องที่ชายฉกรรจ์ว่าเสมือนตบหัวเรย์ลี่ ลีนี่และรอนเข้าอย่างจัง ยกเว้นเฟลิกซ์กับทอมมี่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงรุ่นพี่กำมัดแน่นแล้วทุบเข้าที่ท้องของเขา

“อ๊าก!

“รีบบอกเรื่องนกต่อมาได้แล้วนะเมี๊ยว!

“แค่กๆๆๆ นกต่อนั่นเพื่อล่อเจ้าพวกที่จะขัดขวางพวกเรายังไงล่ะ! ป่านนี้คงทรมานรีดข้อมูลอยู่ล่ะมั้ง! สุดท้ายก็ฆ่าทิ้ง!

“ฆ่าทิ้ง!? อย่าพูดบ้าๆ นะเมี๊ยว! ขืนทำแบบนั้นพวกแกโดนไล่ล่าพลิกแผ่นดินแน่!

“แต่มันก็คุ้มไม่ใช่หรือไง กับคนที่มีมานายิ่งกว่าผู้กล้าคนไหนๆ! เอาไปขายให้พวกที่ต้องการได้ราคาสูงอยู่ได้ร้อยๆ ปีแน่!

เขาตะโกนแล้วหันไปมองเฟลิกซ์ที่ไม่ชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย เธอเดินยกมือซ้ายจักรกลอันใหญ่เข้ามาหาชายฉกรรจ์

“เฮ้ยแก...บอกมาสักทีว่าพาพวกเขาไว้ที่ไหน?”

ทั้งๆ ที่ใช้แขนซ้ายขู่แล้วชายฉกรรจ์ก็ยังหัวเราะ

“ฮ่าๆๆๆ คิดไว้แล้วว่าจะเป็นแบบนี้เลยไม่ได้บอกเรื่องสถานที่ยังไงล่ะ! เห็นไหม! เขตอาคมยังไม่ตอบสนองแสดงว่าข้าพูดความจริง! ฮ่าๆๆๆๆ”

เสียงหัวเราะของชายฉกรรจ์ทำให้ความอดทนของใครบางคนหมดลง หลังมือของรุ่นพี่ที่เตรียมง้างจะตบสั่งสอนไม่ทันมือซ้ายจักรกลของเฟลิกซ์ที่ปัดร่างผู้โชคดีกระแทกเข้ากับกำแพงจนสลบ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในโรงอาหาร รุ่นพี่วิ่งเข้าไปดูอาการของชายฉกรรจ์แล้วทำหน้าโล่งใจ

“ท่านพี่ค่ะ! คราวหลังอย่าแบบนี้อีกนะเมี๊ยว! ถ้าตายขึ้นมาท่านพี่จะถูกพิจารณาและทางนี้หาทางสอบสวนต่อไม่ได้ด้วยนะเมี๊ยว!

“กะออมแรงไว้แล้วไม่ต้องห่วง” เฟลิกซ์ขยับแขนซ้ายไปมา “ว่าแต่เธอ...หางกับหูนั่นคราวก่อนที่เรือบินนึกว่าภาพหลอน...ของจริงหรอเนี่ย”

“อ๋อ...ไว้คุยที่หลังนะเมี๊ยว” รุ่นพี่ยืนขึ้นแล้วยื่นมือขวาไปทางชายฉกรรจ์เริ่มร่ายเวทมนต์ “มานาจงแปรผัน สายลมจงตอบรับ...พาเนื้อกายนี้ไปยังคุกที่กรมสอบสวนซะ! ชิปปิ๊ง! [Shipping]

 ออร่าปกคลุมโดยรอบชายฉกรรจ์ที่ลอยขึ้นอย่างไร้สติแล้วจู่ๆ ร่างนั้นพุ่งออกไปจากโรงอาหาร ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหลือทิ้งไว้แต่รอยผนังไม้ที่แตกร้าวเพียงเล็กน้อยกับความว่างเปล่าที่ยังไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป

และแล้วก็เป็นรุ่นพี่ที่เอ่ยขึ้นมาก่อน

“ท่านพี่ คุณทอมมี่...ช่วยกลับไปที่พักก่อนเถอะค่ะ วันนี้ห้ามออกไปไหนอีกนะคะและบอกทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับผอ. ด้วย”

“ให้ฉันช่วยเธอจะได้ไหม”

คำเชื่อมั่นว่าตนเองจะช่วยได้ของเฟลิกซ์นั้น ไม่ทำให้รุ่นพี่หวั่นไหวแม้แต่น้อย เธอยกตัวลงเล็กน้อย หูและหางที่คล้ายแมวจางหายไปพอดี

“ขอบพระคุณสำหรับน้ำใจของท่านพี่นะคะ แต่นี่เป็นงานของกรมสอบสวน...เราไม่อยากให้คนนอกยุ่งสักเท่าไหร่”

เมื่อเฟลิกซ์ได้ยินเช่นนั้นเธอพยักหน้าแล้วพาตัวทอมมี่ออกไปจากโรงอาหาร...รุ่นพี่มองไปยังผนังที่ผู้หญิงแขนเหล็กคนนั้นทำไว้แล้วถอนหายใจฮึกใหญ่

“รอน ลีนี่...พวกเราไปตามหาบาร์เบสกับคิรินซังกันเถอะ”

ช่วงคุยกับไรท์เตอร์

จบลงไปแล้วสำหรับ Ch.26 นะจ๊ะ

ตอนแรกกะว่าจะให้ Side Story นี้จบตอนนี้เลยแต่ดันยาวกว่าที่คิดไว้เยอะ ฮ่าๆๆ

(ตอนหน้าสุดท้ายแอคชั่นล้วนๆ)

เรย์ลี่ที่เสียศูนย์เรื่องเซสเซอร์ไปเล็กน้อย ว่าแต่เธอไปได้ยินอะไรเกี่ยวกับเซสเซอร์จากโรงพยาบาลล่ะ?

ยังดีที่ยังพอมีสติกลับมาเรื่องของนักล่ามานาและรอนกับลีนี่มารายงานเรื่องที่พบเจอกับคนที่ใช้เวทย์ติดตามแล้วแบ่งเป็นสองทีม

เรย์ลี่พาทั้งสองรู้จักกับเฟลิกซ์และทอมมี่ แต่ระหว่างนั้นเกิดมีคนแอบสะกดรอยตามเลยถูกจับกดสืบสวนกลางโรงอาหารซะเลย!

และงานก็เข้าเพราะทราบว่าบาร์เบสกับคิรินซังกำลังจะมีอันตราย

เรย์ลี่ รอน ลีนี่จะไปช่วยพวกเขาได้ทันหรือไม่?

โปรดติดตามต่อตอนไปที่มีชื่อว่า

Ch.27 Side Story ตำนานรักกรมสอบสวน I - [นักล่ามานา] ภาคจบคดี

ถ้าชอบก็ Comment ให้กำลังใจกันบ้างเน้อ 1 Comment เท่ากับล้านกำลังใจเลย ฮ่าๆ

53 ความคิดเห็น