Fic Vampire twilight : About her who stranger.

ตอนที่ 2 : คำนิยามสำหรับเวเลอนีล ซัน ดี.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 968
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    16 พ.ค. 62

02

 


อย่างหนึ่งที่เจคอบ แบล็กไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้นั้น คงเป็นเด็กสาวที่ดูแก่กว่าเขาตรงหน้า—แหงล่ะว่าเขาจะพูดไม่ออก ไม่เคยมีใครที่เห็นคนรถแฉลบไปกับพื้นถนนแล้วนิ่งดูดาย เขายอมรับว่าทำรถเธอพังจริง แต่นอกจากสามัญสำนึกการถามไถ่และความเป็นห่วงแล้ว เจคอบได้รับความเฉยชามาเต็มๆ เอาจนพูดไม่ออกเลย


และนอกจากจะไม่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ตอนนี้บนรถมอไซต์ของเขาก็มีคนนั่งซ้อนกับซากจักรยานพังๆ เพิ่มมาอย่างละอัตรา เด็กหนุ่มจำใจต้องพาแขกกะทันหันเข้าไปในเขตป่าสงวน โชคดีเหลือเกินที่ตอนนี้คนอื่นไม่อยู่ พวกนั้นคงกำลังไปหาผาสูงๆ สักที่เพื่อกระโดดน้ำเล่นก่อนวันจันทร์ที่จะมาถึงนี้


และมันก็เป็นครั้งแรกอีกนั่นแหละที่เจคอบจะให้ใครสักคนนอกจากเบลล่าซ้อน—โอเค ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่มันก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ เด็กหนุ่มรู้สึกเกร็งไปหมด สาเหตุหนึ่งมาจากคนข้างหลังที่ไม่ว่าเขาจะขับช้าขับเร็วยังไง หล่อนก็ไม่เอื้อมมือมาจับเขาไว้เพื่อความปลอดภัยเลยสักนิด ในขณะที่มืออีกข้างก็เหน็บจักรยานของตัวเองเอาไว้อย่างมั่นคง


มั่นมากอย่างบอกไม่ถูก—และนั่นเขาไม่ได้หมายถึงมือของเธอที่จับจักรยานด้วย


แล้วพอรถเคลื่อนตัวมาจอดอยู่ที่หน้าโรงซ่อมของเขา เด็กสาวแปลกหน้าก็ลงทันทีตั้งแต่ที่เจคอบไม่ได้ลงขาตั้งรถ


“นายพักอยู่ในเขตป่าสงวน?”


“ใช่”


“แล้วจักรยานฉันจะได้เมื่อไร?”


คำถามนี่ออกจะทะลุกลางป้องไปสักหน่อย เจคอบพาอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน บอกให้วางมันลงในพื้นที่ว่างที่มีแต่กล่องเครื่องมือรายล้อม “โครงเหล็กงอหมดแล้ว ฉันคงต้องใช้เวลา ไม่น่าจะเกินสามวัน”


พอเห็นความบู่บี้ของเจ้าเศษเหล็กแล้วก็เกิดความสงสารขึ้นมาไม่ได้ น่าอนาถใจที่แม้แต่เหล็กแข็งๆ นี่ก็ยังพังในขณะที่ตัวเขากลับมีแค่รอยขีดข่วน


“ได้ อีกสามวันฉันจะมาใหม่”


แต่ไม่มีเวลาให้เขาได้พักคิดเลยสักนิด อีกฝ่ายทำท่าจะเดินออกไป ดูก็รู้ว่าจะเดินกลับแบบไม่ขอให้เขากลับไปส่งด้วย


“เดี๋ยวสิ!” เจคอบเรียก “เธอจะกลับอย่างนี้เลยเหรอ?”


คำตอบคือการหันมาพยักหน้าแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่า แล้วมันติดปัญหาตรงไหนไม่ทราบ?


บอกเลยว่าเขาไปไม่เป็น


“มันไกล—ฉันหมายถึงว่าจากที่ๆ เจอเธอมาที่นี่มันไกลมาก แล้วบ้านเธออยู่ตรงไหน?” เจคอบมองหน้าอีกฝ่าย เขาไม่ได้คิดไปเองว่ากำลังโดนมองเหมือนเป็นคนขี้เสือก


แต่ขอโทษ—นี่มันความหวังดี


“ไกลออกไปอีก ฉันเดินกลับได้”


บ้าดิ!


“ฉันไปส่งดีกว่า” เด็กหนุ่มยืนยัน “อย่าว่าอย่างงั้นอย่างนี้เลยนะ ที่นี่ช่วงพลบค่ำมันไม่ค่อยปลอดภัย แถมพึ่งมีข่าวว่ามีชาวประมง ถูกสัตว์ร้ายขย้ำตายเมื่อสามสี่วันก่อนด้วย คงปล่อยให้ผู้หญิง—“


เจคอบมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของอีกคนที่กำลังกอดอกมองเขา “—กลับบ้านคนเดียวไม่ได้”


เขาไม่ได้ใจร้ายใจดำขนาดที่จะปล่อยเธอไปแบบนี้ได้—หรือถ้าจะว่าอีกแบบ เรื่องเทคแคร์คน เขาออกจะถนัดอยู่นิดๆ ล่ะนะ


“แถวนี้มีสัตว์ร้ายด้วย?”


“เธอย้ายมาจากที่อื่นเหรอ?—โทษที พอดีสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่คุ้นหน้า” เขาว่า ยื่นมือไปให้ “เจคอบ แบล็ก”


เห็นว่าอีกฝ่ายเลิกคิ้ว พึมพำออกมาอย่างแปลกใจว่า “แบล็ก?” แล้วหลุดเสียงว่า “โอ้ ตายล่ะ”


ปฏิกิริยาน่าสนใจ แต่ตอนนี้มือเขายังค้างอยู่ “แล้วเธอคือ?”


เด็กสาวยื่นมือมาจับ “เวเลอนีล”


เจคอบเลิกคิ้ว “แค่เวเลอนีล?”


เธอกระตุกยิ้มมุมปาก “ฉันยังต้องสานสัมพันธ์กับนายไปอีกสามวัน เพราะฉะนั้น—ใช่ แค่เวเลอนีลเฉยๆ”


และเป็นอีกข้อหนึ่งที่เจคอบเห็นความแปลกแยกออกมาจากผู้หญิงคนนี้—เวเลอนีล คนที่พึ่งได้พบและคนที่ใจจืดใจดำที่สุดในฟอร์ค


และเธอเป็นคนที่เดาอารมณ์ยากพอๆ กับเบลล่า


พวกเธอมีผมสีดำขลับเหมือนกันแต่เจคอบชอบเบลล่าที่ปล่อยผมมากกว่าเวเลอนีลที่ตัดผมสั้นแล้วรวบตึง เธอระแค่ผมด้านหน้าที่ไม่ยาวพอจะมัดขึ้นให้ย้อยลงมาตามโครงหน้าเรียวของตัวเองอย่างใส่ใจเท่านั้น และที่สำคัญ ดวงตาสีดำขลับของเธอไม่ได้สะท้อนความประหม่าหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาควรจะเห็นจากเด็กสาวทั่วไปเวลาอยู่ต่อหน้าผู้ชาย เจคอบรู้สึกเหมือนโดนสำรวจ และมันมีแค่นั้นจริงๆ ที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเวเลอนีล


“ได้ งั้น—ต้องไปส่งเธอก่อน”


“ไม่ต้อง เสียเวลาไป-กลับ นายนั่งซ่อมจักรยานฉันไปก่อนก็ได้ อีกสักพักค่อยกลับ” เวเลอนีลเดินไปสำรวจรอบๆ “แค่อย่าสนใจฉันก็พอ จะอยู่เงียบๆ จนนายลืมเลยล่ะ”


เจคอบคิดว่าเธอต้องเป็นไบโพลาร์แน่ๆ บคิดว่าเธอต้องเป็นไบโพลาร์เ จนนายลืมเลยล่ะ"ก่อนก็ได้ อีกสักพักค่อยกลับ"นกลับเ้นที่ว่างที่มีเจะขับช้าขับเร็วยังไง หล่อนก็ไม่เ


เด็กหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ตัวโปรดก่อนจะเริ่มสำรวจอาการของจักรยานเจ้าปัญหาอีกรอบ หล่อนไม่ได้ทำอย่างที่ว่ามาได้จริงๆ นักหรอก แม้เจคอปจะรู้สึกว่าเสียงฝีเท้าจะเบาแค่ไหนก็ตาม สมาธิของเขาถูกแบ่งไปครึ่งหนึ่งกับการเดินไปรอบๆ โรงซ่อมแห่งนี้


เจคอปได้ยินแม้แต่เสียงหายใจของเธอ เวเลอนีลเป็นคนที่ทำทุกอย่างได้เบามากเหมือนพยายามที่จะไม่รบกวนเขา—แต่ก็นั่นแหละ ใครจะรู้ว่าสำหรับคนที่ปากร้ายใส่ตั้งแต่ยังไม่รู้จักชื่อจะทำแบบนั้นอย่างที่เจคอบคิดจริงๆ


เพราะต่อมาเมื่อเธอหาเก้าอี้เหมาะๆ ได้ เจคอปได้ยินเสียงไม้ลั่นเป็นอย่างสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจของอีกฝ่ายจะกลายเป็นสม่ำเสมอ


เด็กหนุ่มมองคนที่หลับไปแล้วก่อนจะส่ายหัว เอาเป็นว่าเขาจะซ่อมเศษเหล็กนี่เสร็จให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน

 

 



และอย่างที่—เท่าไรแล้วก็ไม่ทราบที่ทำให้เจคอบเสียความมั่นใจในการต้องหันหน้ามามองเวเลอนีลเพื่อความชัวร์ เธอพยักหน้า “จอดตรงนี้แหละ”


“แต่นี่มัน—“ เขาพูดค้างไว้ มองป้ายอันใหญ่ๆ ที่เขียนตั้งไว้แทบจะตั้งเป็นแนวรั้วว่า เขตป่าอนุรักษ์ ห้ามเข้า


มันเป็นเขตที่ พวกเขา อยู่กัน


เจคอบมองด้วยความไม่แน่ใจ แต่ท่าทางของเด็กสาวไม่มีท่าทางจะล้อเล่นเลยสักนิดที่จะเดินเข้าไปยังทางเล็กๆ ที่ถูกถางเป็นทางเอาไว้ ป้ายเล็กๆ ที่แกะสลักอย่างสวยงามตั้งไว้ข้างๆ ป้ายห้ามเข้าเช่นกัน


บ้านซัน ห้ามเข้า


เจคอบหลุดเสียงออกมาว่า “ว้าว”


พอจะเข้าใจแล้วว่าเรื่องเป็นมายังไง เจคอบเคยได้ยินหลายคนที่เอ่ยถึงคนบ้านนี้หนาหูพอๆ กับพวกคัลเลนที่ย้ายมาที่นี่เมื่อสองสามปีที่แล้ว แต่เขาเคยวิ่งผ่านบ้านหลังนี้ มันร้างมาก่อนที่พวกคัลเลนจะย้ายมาซะอีกและพ่อเขาก็ไม่ค่อยจะพูดถึงเรื่องนี้เท่าไรนัก ไม่มีใครพอใจที่มีคนเส้นใหญ่สร้างบ้านส่วนตัวไว้ในเขตป่าอนุรักษ์หรอก


มาตอนนี้สิ ตรงหน้าเขาคือลูกสาวเจ้าของบ้านที่เป็นที่ลือชื่อเชียวนะ


“ขอบใจที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น”


“ฉันเปล่าคิดแบบนั้นนะ” เขาว่า รู้สึกทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นว่าเธอกำลังยิ้มแล้วหรี่ตามองมาที่เขาเหมือนรู้ทัน


และใช่—เวเลอนีลคงรู้แล้วว่าเขากำลังคิดอะไร


“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ใครๆ ก็ต้องคิดแบบนั้น” เธอยักไหล่ ไม่แยแส “กลับไปได้แล้ว อีกสามวันฉันจะไปเอาจักรยานเอง”


เจคอบไม่ได้รู้สึกไปเอง หล่อนสร้างอาณาเขตขึ้นมากั้นเขาซะแล้ว


เด็กหนุ่มรู้สึกหน้าชาปนอับอายนิดๆ อันที่จริงมันไม่ควรเป็นแบบนี้ด้วยซ้ำในเมื่อคนที่ควรละอายจะเป็นเธอมากกว่า


“แล้วเธอจะเข้าไปในบ้านยังไง?” หาคำถามแก้เก้อ


เจคอบไม่เคยบอกเธอ เขาเคยเข้าไปแถวละแวกนั้นบ่อย และมันไกลจากที่นี่มาก แต่เธอแค่เอาไฟฉายออกมาจากกระเป๋า “ฉันมีเพื่อนแล้ว”


ไฟฉายไม่ใช่เพื่อน—เจคอบต้องกลอกตาไปมาอีกรอบ “ฉันไปส่งได้นะ”


“นายมาส่งฉันแล้ว พ่อคิ้วบ์บอย”


เด็กหนุ่มหูผึ่งทันที “คิวบ์บอย—อะไรนะ? ไม่!


เจ้าบ้าเหรอ!—มีส่วนไหนที่เหมือนกัน


เวเลอนีลหัวเราะ “นายนั่นแหละคิวบ์บอย” ก่อนจะหันหลังให้ “กลับบ้านไปได้แล้ว นายนั่นแหละที่ไม่ควรกลับบ้านดึก”


ให้ตาย—เด็กหนุ่มคิดในใจ—ถ้าเธอรู้ว่าเขาเป็นอะไรเธอจะต้องไม่พูดแบบนี้แน่


เจคอบมองแผ่นหลังที่หายเข้าไปในความมืดอย่างทำอะไรไม่ได้ เขาฟังเสียงฝีเท้าจนกระทั่งไม่ได้ยินแล้วถึงจะกลับไปที่บ้านของตัวเอง บิลกำลังรอเขาอยู่ที่โซฟา ในมือก็กำลังเลื่อนช่องโทรทัศน์ไปยังช่องกีฬาที่กำลังจะถ่ายทอดสดในไม่ช้า


“วันนี้ไปเจอคนบ้านนั้นมา” เขาว่า “บ้านซัน”


“โอ้...”


ปฏิกิริยาไม่ต่างจากที่คิด


“ฉันนึกว่าพวกเขาจะทิ้งบ้านหลังบ้านนี้ไปแล้วซะอีก"พวกเขาจะทิ้งบ้านหลังบ้านนี้ไปเนม่ได้ เขาฟังเสียงฝีเท้าจนกระทั่งไม่ได้ยินเควรละอายจะเป็นเธอมากกว่า "อก


 บิลลี่ว่า “ลูกไปเจอใครมา”


“เวเลอนีล ซัน” เจคอบยักไหล่ เขาต่อให้ในใจว่า—ผู้หญิงปากร้ายที่สุดในโลก “ทำไมพวกเขาถึงพึ่งมาที่นี่”


“ไม่มีใครรู้ แต่พวกเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดา” บิลลี่ตอบ “คนอื่นๆ ไม่ชอบขี้หน้าเพราะพวกนั้นเส้นใหญ่ ลูกก็รู้ แต่ที่เราควรกังวลคือที่ๆ พวกเขาอยู่มากกว่า”


ใช่...นั่นเป็นสิ่งที่เขากังวลจริงๆ มากกว่าการเจอคนตระกูลนี้ที่หายหน้าไปจากฟอร์คหลายปี


“บ้านพวกนั้นออกจะตั้งอยู่ กึ่งกลาง ไปหน่อย—ถ้าโชคดีพวกคัลเลนก็คงไม่ทำอะไรหล่อน”


“หรือถ้าทำก็เป็นการละเมิดกฎ” เด็กหนุ่มพ่นลมออกมาอย่างหงุดหงิด “ขอแค่หล่อนไม่รู้เรื่องเรากับพวกตัวเย็นก็พอ”


“หรือถ้ารู้—นั่นคงเป็นปัญหา” บิลลี่ต่อท้าย


คงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปิดหูปิดตาหล่อน แบ่งกั้นเธอออกมาจากโลกที่แสนอันตรายในยามค่ำคืน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

79 ความคิดเห็น

  1. #8 Mamorudes (@Mamorudes) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 14:40

    แล้วเขาก็สะกิดนามสกุลนายเหมือนกันไม่ใช่เรอะ เขาคงรู้แหละพ่อคิวบ์บอย555555 ไม่ธรรรมดาหร๊อกนางเอกไรท์แต่ละคน

    #8
    0
  2. #4 Jenniviv (@Hunter010) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 09:37

    ตามมาต่อในนี้ค่ะ ขอพูดเลยนะเจ ฮั่นแน่~ มีเป็นหงเป็นห่วงสาวด้วยนะเรา////

    #4
    1