Heart Assistant...ผู้ช่วยหัวใจ

ตอนที่ 2 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 เม.ย. 52

บทที่ 1

          เฮ้ย กอล์ฟ เที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกัน เสียงของผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยชวนคนที่ยังนั่งเคาะแป้นพิมพ์โดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

            พวกนายไปกินกันเถอะ ฉันยังไม่หิว คนที่ยังนั่งทำงานตอบโดยที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการบ้างานของเขาทำเอาเพื่อนร่วมงานถอนหายใจ

            เออ ไม่หิวก็ไม่หิว งั้นพวกฉันไปกินข้าวก่อนนะ จบประโยค เพื่อนร่วมงานของคนบ้างานก็เดินออกไป

            เมื่อเพื่อนร่วมงานหายไปแล้ว ดนัยก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปมองทางที่เพื่อนร่วมงานเดินหายไป...วันนี้ไม่รู้เขาเป็นอะไร รู้สึกเบื่อที่จะไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมงาน ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง...มือใหญ่ที่วางอยู่บนเม้าท์ขยับให้ลูกศรที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เลื่อนไปที่กากบาทสีแดงก่อนที่เขาจะคลิกออกจากโปรแกรมแล้วชัตดาวน์

            แขนยาวแข็งแรงทั้งสองข้างยืดขึ้นสุดแขนพร้อมกับบิดลำตัวไปทางซ้าย ทางขวา เพื่อยืดเส้นยืดสายหลังจากนั่งอยู่หน้าจอตั้งแต่เช้าก่อนจะหาวออกมา

            ...ทำไมง่วงอย่างงี้เนี่ย...เขาคิดในใจก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปหาร้านกาแฟดื่ม

 

            บนถนนที่ทอดยาวซึ่งขณะนี้เต็มไปด้วยรถยนต์คันใหญ่วิ่งกันไปมาเพราะเป็นช่วงพักเที่ยงผู้คนจึงออกมาหาข้าวกลางวันทาน ร่างสูงเดินทอดหุ่ยอยู่บนฟุตบาท ตาสีน้ำตาลคมเข้มมองสำรวจทางเดินข้างหน้าเผื่อจะเจอร้านกาแฟ และแล้วเขาก็เจอเป้าหมาย

            โมเมย์ คอฟฟี่ป้ายไวนิลเล็กๆ ที่ต้องอยู่ริมฟุตบาทยื่นไปตรงถนนเล็กน้อย มีชื่อร้านปรากฏอยู่บนป้าย

            ...มีร้านกาแฟตั้งอยู่ตรงนี้ด้วยหรือนี่...เขาคิดด้วยความแปลกใจ ทั้งๆ ที่ทางนี้เขาก็ผ่านทุกครั้งที่มาทำงาน แต่ไม่เคยรู้ว่ามีร้านกาแฟตั้งอยู่ อาจเป็นเพราะเขารีบมาทำงานทุกวัน (sora_paradise : เพราะตื่นสาย 555) ก็เลยไม่ทันสังเกตสิ่งรอบตัว

            เมื่อเจอร้านที่อยู่ใกล้ที่ทำงานแล้ว เขาจะรอช้าอยู่ทำไม เขาผลักประตูเข้าไปในร้านทันที

            แต่...พระเจ้าช่วย! ทำไมคนมันเยอะอย่างนี้...

            เขาแทบจะอุทานออกมา ถ้าสายตาไม่หันไปเจอป้ายบอกว่า ห้ามส่งเสียงดังเขาถอนหายใจเบาๆ ร้านที่คิดว่าอยู่ใกล้จะได้ไม่ต้องเดินไกล แต่กลับคนเยอะยังกับว่านัดกันมานั่งยังไงอย่างงั้น เขามองสำรวจหาเก้าอี้ว่างเพื่อขอร่วมโต๊ะถึงแม้ว่าจะมองดูตะกละเพราะยังไงก็จะดื่มกาแฟที่นี่ให้ได้ แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ แล้วเขาก็พบที่ว่าง

            เอ่อ...ขอโทษนะครับ ขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยคนได้มั้ยครับ ดนัยเอ่ยถามเมื่อเดินมาถึงเก้าอี้ว่างแล้วพบหญิงสาวนั่งอยู่

            เชิญค่ะ หญิงสาวตอบโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตา สายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโน้ตบุ๊คพร้อมกับมือบางทั้งสองข้างเคาะแป้นพิมพ์ไปด้วย

            ...เหมือนอาการบ้างานของเขาไม่มีผิด...คิดแล้วเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออกจากใต้โต๊ะแล้วนั่งลง ดนัยหันไปสั่งกาแฟและขนมปังกับเด็กเสิร์ฟก่อนจะหันมาพิจารณาใบหน้าที่เห็นเพียงแค่ปลายจมูกขึ้นไปเพราะมีโน้ตบุ๊คเครื่องเล็กบังอยู่

            ...ผมสีดำเงางามแสกข้างพร้อมกับติดกิ๊บน่ารักกันผมหล่นลงมาปิดบังใบหน้าอยู่หนึ่งตัว คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเหมือนกำลังใช้ความคิด ดวงตาสีน้ำตาลใสกลมโต จมูกโด่งสวย...

            และก่อนที่เขาจะบรรยายใบหน้าของเธอจนหมด ดวงตาสีน้ำตาลใสก็เหลือบขึ้นมาสบตากับเขาด้วยความสงสัย และสายตานั้นก็ทำเอาเขาสะดุ้ง

            ขอโทษนะค่ะ หน้าฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ เธอถามเสียงเรียบ ทำให้เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ

            ไม่มีหรอกครับ ผมแค่สงสัยว่าคุณทำอะไรอยู่ ทำงานหรือครับ ดนัยถามเฉไฉ เธอส่ายศีรษะปฏิเสธเบาๆ

            เปล่าค่ะ เขียนนิยายน่ะค่ะ เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม...ที่แม้เห็นแค่ครึ่งใบหน้าก็ทำเอาหัวใจเต้น

            เขียนนิยาย? เขาทวนคำด้วยความสงสัยก่อนที่จะถูกเด็กเสิร์ฟขัดจังหวะเพราะมาเสิร์ฟกาแฟและขนมปังให้เขา เขาเอ่ยขอบคุณกับเด็กเสิร์ฟก่อนจะหันมาถามเธอต่อ คุณเป็นนักเขียนหรือครับ

            เปล่าค่ะ แค่เขียนลงบล็อกน่ะค่ะ ไม่เคยได้ตีพิมพ์ ท้ายประโยคน้ำเสียงเบาลงเหมือนมีอะไรบางอย่างมาทิ่มแทงหัวใจเธอให้เจ็บเพื่อตอกย้ำเหตุการณ์ที่ผ่านมา

            ไม่ลองส่งไปสำนักพิมพ์ดูล่ะครับเผื่อจะได้ตีพิมพ์เขาลองแนะนำ หากหญิงสาวปฏิเสธ

            ไม่ค่ะ ฉันไม่อยากเจ็บซ้ำสอง ดวงตาสีน้ำตาลใสมีรอยปวดร้าวจนดนัยสังเกตได้

            เกิดอะไรขึ้นหรือครับ เล่าให้ผมฟังได้มั้ย ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน กิ่งแก้วเงยหน้าสบตาเขา เมื่อเห็นความจริงใจที่จะรับฟังผ่านทางแววตาเขา เธอก็ปิดโน้ตบุ๊คลง ดนัยจึงได้เห็นใบหน้าของเธอเต็มๆ

            ...น่ารักชะมัด...เขาคิดในใจก่อนจะดึงความสนใจมาที่คำพูดของเธอ

 

            คนสมัยนี้มันโกงกันได้ทุกทางจริงๆ เขาเปรยออกมาเมื่อฟังเรื่องราวของเธอจบแล้ว คุณไม่คิดจะฟ้องร้องหรือครับ

            ไม่หรอกค่ะ ฉันไม่มีหลักฐานน่ะ ไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นคนทำ เธอตอบด้วยรอยยิ้ม...รอยยิ้มที่เยาะหยันตัวเอง

            อย่าท้อนะครับ คุณต้องได้เป็นนักเขียนแน่นอน ชายหนุ่มบอกอย่างมั่นใจ

            ดูคุณมั่นใจจังเลยนะค่ะ หญิงสาวบอกกลั้วหัวเราะ เธอรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้คุยกับเขา...ชายหนุ่มผู้รักความยุติธรรม...

            คุณไม่รู้เหรอ ผมน้องชายของคุณหมอลักษณ์แห่งฟันธงนะ น้องชายหมอลักษณ์บอกพร้อมกับทำท่าฟังธง จนกิ่งแก้วอดขำไม่ได้

            ถ้าคุณเป็นน้องชายหมอลักษณ์จริงๆ ทำไมหน้าไม่เหมือนกันเลยล่ะค่ะ คุณหล่อกว่าเขาตั้งเยอะ คำบอกเล่าของหญิงสาวทำให้เขาไม่กล้าสบตา

            คุณชมว่าผมหล่อด้วย เขินจัง

            และแล้วทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ทั้งที่เพิ่งพบกันครั้งแรกแต่ทำไมพวกเขาถึงไม่รู้สึกแปลกหน้าเลยสักนิด แถมยังคุยกันอย่างสนิทสนมเหมือนรู้จักกันมาก่อน

            คุยกันต่ออีกสักพัก ดนัยก็ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเมื่อรู้ว่าได้เวลาทำงานแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเสียดาย...อยากนั่งคุยต่อ...

            เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ กิ่งแก้วเห็นคนตรงหน้าถอนหายใจ เธอจึงถามออกมา

            ได้เวลาทำงานแล้วน่ะครับ เสียดายจัง เขาก้มหน้าก้มตาเหมือนเด็กอดได้ของเล่น น่าจะได้คุยกันนานกว่านี้

            วันหลังเราต้องได้พบกันอีกค่ะ ถ้าคุณมาที่นี่

            ทำไมครับ เขาขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

            ฉันมาที่นี่ทุกวันค่ะ ...เธอก็ยินดีเช่นกันที่ได้คุยกับเขา ถ้าได้คุยเบาๆ ก็ดี...คำตอบของกิ่งแก้วทำเขายิ้มแก้มแทบปริ

            จริงหรือครับ งั้นถ้าผมมาที่นี่ทุกวัน ผมก็จะได้เจอคุณทุกวันน่ะสิ หญิงสาวพยักหน้ารับ เอ่อ...ผมอยากรู้ชื่อคุณจัง เขาเปรยออกมาอย่างไม่มั่นใจ

            กิ่งแก้วค่ะ เรียกกิ่งเฉยๆ ก็ได้

            ผมดนัยครับ เรียกกอล์ฟก็ได้

            ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะคุณกอล์ฟ เธอบอกยิ้มๆ

            เช่นกันครับคุณกิ่ง งั้นผมไปทำงานก่อนนะครับ เขาบอกพร้อมกับลุกขึ้น เมื่อเธอพยักหน้ารับรู้ เขาก็ส่งยิ้มไปให้เธอก่อนเดินออกจากร้านไป

            ...กิ่งแก้ว...กิ่งแก้วกลางใจ...

--------------------------------------------------

ถ้าชอบช่วยคอมเม้นต์และช่วยโหวตด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
: sora_paradise

11 ความคิดเห็น