[END] SCENT : SILVER BULLET [OMEGAVERSE]

ตอนที่ 6 : SILVER BULLET [5]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 392 ครั้ง
    27 ก.ค. 62

-5-


เมื่อกำหนดการเดินทางเวียนมาถึง นายแบบหนุ่มผู้ยังคงทำตัวเหมือนเดินอยู่บนรันเวย์ตลอดเวลาแม้จะถูกเพ่งเล็งชีวิตก็จัดการเก็บข้าวของ พาคนสำคัญนั่งรถที่มีลูกน้องห้อมล้อมอย่างเข้มงวดไปที่สนามบิน เครื่องบินส่วนตัวสุดหรูซึ่งถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพได้กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง หลังจากต้องจอดทิ้งไว้เป็นเวลานาน เพราะเจ้าของลืมมันไปเสียสนิท 

สถานการณ์บนเครื่องบินส่วนตัวในเวลานี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ในส่วนของผู้เป็นนายใช้คำว่าโลกนี้มีแต่เราสอง มองอะไรก็เป็นสีชมพูไปหมดก็คงไม่ผิดนัก ทว่าบรรดาลูกน้องที่อยู่ด้านหลังและต้องเห็นการแสดงออกแปลกๆ ของเจ้านายที่สุดจะไม่คุ้นเคย ใช้คำว่ามืดมนยังน้อยเกินไป

“ไคหิวหรือยัง เอาขนมไหม หรือจะกินข้าวเลยดี”

“…”

“ถ้ายังไม่หิวก็พิงฉันเถอะ ไคไม่ได้นั่งเครื่องมานาน มึนหัวก็นอนได้เลยนะ” ว่าจบก็ดันศีรษะของคนตัวสูงข้างกายให้วางพาดลงบนบ่าตัวเอง น้ำเสียงแม้จะไม่ได้แสดงออกชัดนัก แต่ก็ยังสัมผัสถึงความอ่อนโยนนุ่มนวลที่ทำให้คนฟังด้านหลังขนลุกขนชันไปหมดทั้งตัวได้อยู่ดี

หลังใช้เวลานานเกินครึ่งวัน ในที่สุดพวกเขาก็เดินไปถึงจุดหมายปลายทางที่ผู้เป็นนายเพิ่งบอกลูกน้องเมื่อก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่ชั่วโมง ทำเอาลูก้าต้องโทรติดต่อนั่นนี่จนหัวปั่นไปหมด ชื่อที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินอีกครั้งทำให้ทุกคนเผลอกลั้นหายใจอยู่นานด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทว่าเมื่อเห็นมิคาเอลเอาใจไคสารพัด คำถามมากมายก็จางหายไป

ท่านมิคาเอลถึงขั้นยอมกลับไปเผชิญหน้ากับนายเก่าของพวกเขา หากไม่ใช่เพราะจะกำจัดความยุ่งยากในอนาคตเพื่อใครคนหนึ่งแล้วจะเป็นอะไรไปได้อีก 

ทั้งที่แสดงออกชัดเจนว่าชาตินี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยแล้วแท้ๆ...

“รายงานเรื่องฉันไปหรือยัง”

“ไม่ได้รายงานครับ” ลูก้าที่นั่งอยู่เบาะหน้าตอบกลับอย่างรวดเร็ว “แต่คิดว่าทางนั้นน่าจะรู้ตั้งแต่ท่านผ่านน่านฟ้าเข้ามาในเขตนี้แล้ว”

มิคาเอลพยักหน้ารับเงียบๆ แล้วหันไปมองคนตัวสูงตาปรือข้างกายโดยไม่สนใจอะไรอีก พอเห็นไคตั้งท่าจะหลับต่อก็ยอมให้พิงอย่างเอาอกเอาใจ โชคดีที่คนด้านหน้าทั้งคู่เริ่มคุ้นชินกับการกระทำพวกนี้แล้วจึงไม่ได้สยดสยองมากเท่าช่วงแรกๆ 

หลังจากใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงไปกับการเดินทาง ในที่สุดคฤหาสน์สุดหรูหลังโตที่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศก็ปรากฏเข้าสู่สายตา มิคาเอลยังคงมีสีหน้าเฉยชา ไม่สนใจสิ่งอื่นใดแม้จะเริ่มมองเห็นคนในชุดสูทมากมายหลายคนที่เฝ้าอยู่แทบทุกจุดของตัวคฤหาสน์แล้วก็ตาม

รถยนต์คันหรูที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเร่งด่วนทันทีที่รู้ว่าจุดหมายของนายคืออิตาลี ไม่ใช่รัสเซียแบบที่ควรจะเป็นมุ่งหน้าเข้าไปด้านในเขตประตูรั้วสูงตระหง่านโดยไม่มีใครขัดขวาง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าในขบวนเดินทางมีใครอยู่ในนั้นด้วย 

ข่าวสารรวดเร็วสมกับเป็น ‘แองเจโล’ 

แล้วยิ่งรู้ว่าผู้ที่มามีศักดิ์เป็นอะไรกับ ‘นายหญิง’ ไม่แปลกเลยที่ตลอดทางการ์ดในชุดดำทุกคนจะก้มศีรษะให้เขา

“ท่านครับ” ลูก้าส่งเสียงเตือนเจ้านายที่นั่งอยู่ด้านหลังเมื่อรถจอดลงหน้าทางเข้าคฤหาสน์เรียบร้อยแล้ว กระทั่งได้สัญญาณเป็นการพยักหน้า เขาถึงลงจากรถไปมองสังเกตการณ์ก่อนจึงหันไปเปิดประตูให้เจ้านายอีกที

ภายนอกตัวคฤหาสน์ที่นอกจากจะมีการ์ดชุดดำยืนประจำตามจุดต่างๆ และเมดที่ยืนเรียงเป็นทางยาว ยังมีร่างสง่างามของหญิงสาวสูงอายุผู้หนึ่งยืนน้ำตาคลออยู่ด้วย วินาทีที่มิคาเอลก้าวเท้าลงจากรถและเบี่ยงสายตามามอง เธอแทบจะโผกายเข้าไปหาเขา ติดอยู่ตรงที่ถูกชายวัยกลางคนข้างกายรั้งแขนไว้ สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงการยืนมองเขาก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาหาพร้อมผู้ชายตัวสูงแปลกหน้าที่เธอไม่เคยพบเจอเท่านั้น

“มิคาเอล ลูก...”

“ไม่จำเป็นต้องเรียกแบบนั้น” เจ้าของชื่อตัดบทเป็นภาษาเดียวกันอย่างเย็นชา ตามองผู้ให้กำเนิดที่ตั้งท่าจะร้องไห้โดยไร้ซึ่งความสนใจใดๆ ทั้งสิ้น “รีบๆ คุยธุระให้จบ ฉันจะได้ไปจากที่นี่เสียที”

“มิคาเอล!”

“อย่าค่ะ” แอนโทเนียส่ายหน้าไม่ให้สามีพูดอะไรต่อ เธอพยายามคลี่ยิ้มที่ทำได้ยากเย็นเต็มทน ก่อนจะหันกลับไปหาลูกชายแท้ๆ อีกครั้ง “แม่ให้คนเตรียมพื้นที่หลังสวนไว้แล้ว ตามมาได้เลยจ้ะ”

มิคาเอลพาไคเดินตามหลังมารดาผู้ให้กำเนิดกับสามีใหม่ของเธอไปอย่างเฉยชา จะมีก็แค่ตอนหันไปยิ้มให้ไคหรือถามว่าง่วงไหมเท่านั้นที่ดูอ่อนโยนกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด... ชัดจนแม้แต่แอนโทเนียที่เดินนำอยู่ด้านหน้าและหันมามองเป็นพักๆ ยังรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง

พื้นที่บริเวณสวนด้านหลังคฤหาสน์เป็นแปลงดอกไม้กว้างขวางขนาดใหญ่ ที่ว่างตรงจุดหนึ่งมีโต๊ะเก้าอี้กับอาหารว่างมากมายวางเอาไว้เพื่อใช้รับแขก และหนึ่งในเก้าอี้ทั้งสี่ตัวนั้นก็มีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว การได้เห็นคนที่ไม่ได้เห็นมานานทำให้ดวงตาของมิคาเอลทอประกายเย็นเยียบขึ้นเล็กน้อย ทว่าเพียงไม่นานก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

นายหญิงของแองเจโลนั่งลงข้างชายชราก่อนเป็นลำดับแรก แต่ในขณะที่สามีของเธอกำลังจะนั่งลง ผู้มีสายเลือดแองเจโลอยู่ในกายครึ่งหนึ่งพลันทรุดกายลงนั่งแทนที่ พร้อมดึงแขนไคให้นั่งลงด้านข้างอย่างรวดเร็ว เมื่อเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ไม่พอเนื่องจากแอนโทเนียไม่คิดว่าจะมีคนมาเพิ่มอีกคน ชายหนุ่มที่ถูกแย่งที่นั่งหน้าตาเฉยจึงอาการโมโหขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

“แก!”

“หยุด” เมื่อเห็นสามีคิดหันไปหาเรื่องลูกชาย นายหญิงของแองเจโลก็เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ท่าทีแตกต่างจากตอนคุยกับมิคาเอลโดยสิ้นเชิง “คุณเข้าไปรอในบ้านก่อนเถอะค่ะ ฉันคุยกับลูกเสร็จแล้วจะตามเข้าไป”

“แต่…”

“ฉันบอกว่ายังไง”

คนฟังกำมือแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมภรรยาจึงต้องประคบประหงมไอ้ลูกนอกคอกนี่นัก ทั้งที่มันก็ไม่ได้ให้ความเคารพเธอเลยสักนิด แต่เพราะรู้ดีว่าสถานะของตนไม่อาจเถียงอะไรได้ เนื่องจากแค่แต่งเข้าแองเจโลก็ถูกครหาว่ามาเกาะแอนโทเนียกินอยู่แล้ว เขาจึงทำได้เพียงหมุนกายเดินเข้าไปบ้านไปตามคำสั่งของเธอเงียบๆ

ไม่ได้รู้เลยว่าที่ภรรยาทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะต้องการปกป้องบุตรชาย...แต่จะปกป้องเขาต่างหาก

“แม่ขอโทษด้วยนะจ๊ะที่เขาทำตัวไม่สุภาพ”​ แอนโทเนียคลี่ยิ้ม จากนั้นจึงสั่งให้บรรดาสาวใช้กับการ์ดที่ยืนอยู่ถอยห่างออกไปเพื่อให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาเป็นส่วนตัวมากขึ้น

“เอาหมาข้างถนนมาอยู่ในบ้านแบบนี้ ไม่แปลกที่จะไม่รู้จักประมาณตัวเอง”

รอยยิ้มบนใบหน้าสวยสง่าที่กาลเวลาไม่อาจทำอะไรได้ของแอนโทเนียฝืดเฝื่อนไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือโมโหแต่อย่างใด เพราะเอาเข้าจริงสิ่งที่มิคาเอลพูดก็ไม่ใช่เรื่องโกหก หากเทียบกันดูแล้ว...ชายผู้นั้นที่เธอเลือกก็นับเป็นเบต้าธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีอะไรดีจริงๆ 

หากก็เพราะรักไปแล้วจึงไม่อาจตัดใจทิ้งได้ลง คิดเพียงขอแค่เขาไม่สร้างความเดือดร้อนให้ก็พอแล้ว

“แล้วนี่ไม่คิดจะแนะนำคนข้างๆ ให้แม่รู้จักหน่อยเหรอจ๊ะ”

โชคดีที่แอนโทเนียเป็นคนฉลาด เธอรับรู้ได้ถึงความรู้สึกพิเศษของมิคาเอลที่มีต่อไคได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เขาจึงลืมเลือนทุกอย่างแล้วหันไปถามคนข้างกายเป็นภาษาไทยแทบจะทันที

“ไค หิวหรือเปล่า” 

ไคส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า ไม่คิดพูดทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองคนตรงหน้า เพราะเขาก็ไม่ได้รู้ภาษาอิตาลีอยู่แล้ว หรือจริงๆ ต้องบอกว่าแทบไม่สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ จะมีหันไปมองบ้างก็แค่ตอนมิคาเอลถามหรือสะกิดเรียกเท่านั้น

“ไร้มารยาท” ชายชราซึ่งนั่งเงียบดูสถานการณ์มานานเอ่ยขึ้นลอยๆ อย่างจงใจต่อว่า ดวงตาเย็นชามองหลานแท้ๆ ที่ไม่ได้เลี้ยงดูมาด้วยตัวเองนิ่งงัน แม้อายุจะล่วงเลยไปมาก หากก็ยังสร้างบรรยากาศกดดันออกมาได้ สมกับที่เคยเป็นอดีตผู้นำแสนยิ่งใหญ่ของแองเจโล

ทว่าเมื่อคู่สนทนาคือมิคาเอล... มิคาเอลคนนั้นที่เกิดมาเพื่อเป็นใหญ่ คำพูดของชายชราที่แสนชิงชังก็เป็นได้เพียงเสียงบ่นน่ารำคาญซึ่งฟังดูไม่เข้าหูเป็นอย่างยิ่ง

“พูดมากจริงๆ กลัวไม่ตายดีหรือไง” หากไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องจัดการธุระให้เรียบร้อย มิคาเอลคงหยิบปืนขึ้นมายิงหัวชายแก่ตรงหน้าไปแล้ว คิดว่าเขาไม่รู้หรือไงว่าถ้อยคำต่อว่านั่นมันไม่ได้หมายถึงตัวเองคนเดียว แต่ยังหมายถึงคนข้างกายด้วย

คนที่เขาไม่อนุญาตให้ใครแตะต้องทั้งนั้น...

“พอเถอะ ทั้งคู่เลย” แล้วก็เป็นแอนโทเนียที่ขัดขวางการโต้เถียงแสนดุเดือดของคนทั้งคู่เอาไว้ เธอสบตาบิดาตัวเอง อ้อนวอนผ่านแววตาขอให้ท่านไม่ทำให้เรื่องแย่ยิ่งไปกว่านี้ เพราะเพียงแค่เรื่องในอดีตก็ทำให้มิคาเอลเกลียดชังเธอมากพอแล้ว หากไม่ใช่เพราะท่านรู้จากคนสนิทเองว่ามิคาเอลกำลังมาที่นี่ เธอก็ไม่คิดบอกด้วยซ้ำ

บรรยากาศมาคุระหว่างสองตาหลานที่ต่างคนต่างไม่ยอมรับกันยังคงวนเวียนอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เพราะมิคาเอลไม่เคยให้ค่ากับคนคนนี้ ทั้งยังไม่อยากอยู่นานนัก เขาจึงหันหน้าไปหาแม่แท้ๆ ของตัวเองแล้วเอ่ยเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว

“รู้เรื่องหมดแล้วใช่ไหม”

“…ลูกพูดถึงเรื่องอะไรจ๊ะ”

“อย่าทำเป็นไขสือหน่อยเลย ไม่ใช่ว่าให้คนคอยตามสืบเรื่องของฉันอยู่หรือไง” ชายหนุ่มแสยะยิ้มเหยียดหยามเมื่อเห็นแอนโทเนียหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย “ชาลอฟเธอก็เคยไปเหยียบมาแล้ว ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนคลอดฉันออกมาได้ ไม่แปลกที่จะมีสายสืบคอยรายงานข่าวให้ฟัง...”

“…”

“ไหนจะอดีตลูกน้องตัวเองที่ยกให้ฉันพวกนั้นอีก”

“พวกลูก้าไม่มีทางทรยศลูกแน่นอน เรื่องนั้นแม่รับรองได้” แอนโทเนียรีบอธิบาย เพราะไม่อยากให้ลูกชายของเธอละทิ้งความเชื่อใจที่มีต่อการ์ดชุดสำคัญซึ่งเธอเคยมอบให้เขาไป 

คนพวกนั้นนับถือนายเพียงคนเดียว และเมื่อนับถือเขาถึงขั้นยอมเอ่ยคำสาบานต่อมิคาเอลแล้ว ยังไงก็ไม่มีวันทรยศแน่นอน

“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ” คนฟังโคลงศีรษะ ขณะหยิบมือข้างหนึ่งของไคมาวางบนตักแล้วบีบนวดไปมาอย่างอ่อนโยน

“แม่รู้สถานการณ์ทางนั้นแล้ว ลูกอยากให้แม่ช่วยหรือเปล่า เรื่องนี้แม่จะคุยกับลุงของลูก...”

“ไม่จำเป็น”

แม้แองเจโลจะเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาลอฟ หากงัดข้อคงสู้กันได้อย่างเท่าเทียม ทว่าในช่วงเวลาที่ชาลอฟระส่ำระส่ายเช่นนี้ ไม่ต้องถามเลยว่าใครจะได้เปรียบมากกว่า ทว่าคำตอบของมิคาเอลก็ยังเป็นไม่อยู่ดี

พี่ชายของผู้หญิงคนนี้เป็นผู้นำคนปัจจุบันของแองเจโลแล้วอย่างไร... กับคนพวกนี้ หากไม่จำเป็นเขาจะไม่ยอมยุ่งเกี่ยวด้วยเด็ดขาด ถ้าไม่ใช่เพราะแผนการในอนาคต มีหรือจะยอมมาเหยียบที่นี่ด้วยตัวเอง

“แต่แม่…”

“เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เธอแค่เป็นคนคลอดฉันออกมา จำไม่ได้หรือไง” ดวงตาเย็นชาเบนออกจากมือไคไปมองหน้าแอนโทเนียโดยไร้วี่แววของคลื่นอารมณ์ใดๆ “เรื่องของฉัน ฉันจะจัดการเอง ถ้าจะช่วยก็ช่วยแค่เท่าที่บอกก็พอ”

“…”

“เธอพูดเองไม่ใช่เหรอว่าขอแค่ฉันยอมยกโทษให้จะยอมทำทุกอย่าง”

“แล้วลูกจะยกโทษให้แม่จริงๆ ใช่ไหม”

“ฉันจะยกโทษให้...” มิคาเอลมองภาพมารดาของตัวเองร้องไห้ด้วยแววตาว่างเปล่า “แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป”

หากร้องขอให้ยกโทษ เช่นนั้นเขาก็จะยอมคลายความเกลียดชังที่มี 

แต่อะไรที่เคยเสียไปแล้ว...อย่าหวังว่ามันจะกลับคืนมา

แอนโทเนียก้มหน้าลงร้องไห้เงียบๆ อยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองบิดาของเธอที่ตอนนี้เบนหน้าหนีไปทางอื่นคล้ายไม่ใส่ใจ ทว่าไม่อาจปิดบังความสั่นไหวในดวงตาคู่นั้นได้

เมื่ออายุมากขึ้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็มีมากขึ้นตามไปด้วย และเพราะอย่างนั้นไม่ว่าจะเธอหรือบิดาที่เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่มาก่อนจึงยังคงรู้สึกราวกับมีหินถ่วงอยู่ในใจเสมอมา ไม่อาจขจัดมันออกไปได้สักที แม้รู้ว่าสุดท้ายแล้วไม่มีทางได้รับความเคารพรักจากมิคาเอล ทว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเธอทำกับเขา มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

“ไม่เป็นไรจ้ะ... แค่ยกโทษให้ก็พอแล้ว” 

ขอเพียงยกโทษให้กัน ไม่ว่าอะไรเธอก็ให้ได้ทั้งนั้น

ในตอนแรกมิคาเอลต้องการออกเดินทางต่อทันทีหลังเสร็จธุระเนื่องจากเขาไม่อยากอยู่ที่นี่นาน ไม่ว่าแอนโทเนียจะคะยั้นคะยอให้อยู่ต่อสักวันสองวันอย่างไรก็ไม่คิดตอบรับ ทว่าเพราะอีกฝ่ายเอาเรื่องการทำตามความต้องการของเขาต้องใช้เวลา อย่างน้อยก็หนึ่งวันมาพูด อีกทั้งไคยังกระตุกชายเสื้อน้อยๆ ส่งสายตาบอกว่าหิวและง่วงมาให้ สุดท้ายเขาจึงต้องยอมพักค้างคืนที่คฤหาสน์แองเจโลอย่างเสียมิได้

“คาโบนาร่าที่เพื่อนลูกอยากกินได้แล้วจ้ะ เรื่องรสชาติไม่ต้องเป็นห่วง แม่ให้เชฟจากภัตตาคารมาจัดการด้วยตัวเอง ไม่มีทางผิดหวังแน่นอน”

“ไม่ใช่เพื่อน...” มิคาเอลขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำไม่น่าฟัง ซึ่งแอนโทเนียก็จับเค้าอารมณ์นั้นได้อย่างรวดเร็วสมกับที่คอยสังเกตความพอใจหรือไม่พอใจของเขามาโดยตลอด เธอจึงรีบเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ไม่วกกลับไปพูดเรื่องสถานะของคนทั้งคู่อีก เพราะมาถึงตอนนี้ หากเดาไม่ออกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

ทว่านายหญิงของแองเจโลไม่มีทางรู้เลย ว่าถ้อยคำที่มิคาเอลใช้พูดต่อในใจนั้นมันเกินความคาดหมายของเธอไปไกลเพียงใด

สำหรับมิคาเอล ไคไม่ใช่เพื่อนและไม่มีทางเป็นเพื่อน..

เขาคือ ‘ว่าที่ผัว’

พูดให้ไพเราะหน่อย ไคคือสามีในอนาคตของมิคาเอลเท่านั้น ให้ได้เพียงสถานะนี้สถานะเดียว

แรงสะกิดแผ่วเบาที่ขาทำให้มิคาเอลที่กำลังคิดอะไรอยู่ในใจหลุดออกจากภวังค์ รอยยิ้มที่คิดไปเองว่าอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยอัตโนมัติ ยามหันไปหาไคซึ่งนั่งทำหน้านิ่งอยู่ด้านข้าง

“มีอะไรหรือเปล่าไค” ปากถามไปนั่น แต่สายตากลับกวาดมองอาหารบนโต๊ะโดยอัตโนมัติเพื่อหาข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่ไคต้องการ และเขาก็พบมันในเวลาไม่กี่วินาที “ไปเอาซอสมะเขือเทศมา”

เมื่อถูกกดดันด้วยดวงตาสีเขียวเย็นชา แม้ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคือใคร เมดสาวที่อยู่ด้านหลังก็รีบกระวีกระวาดไปจัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว สีหน้าของมิคาเอลดูไม่สบอารมณ์เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการทำงานของบรรดาสาวใช้ เพราะสำหรับเขา ยามต้องขึ้นโต๊ะใหญ่ช่วงอยู่ชาลอฟ ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็จะมีเครื่องปรุงหรือซอสจัดเตรียมไว้ขึ้นโต๊ะสำหรับเจ้านายเสมอ

โชคดีที่ชายหนุ่มถูกไคดึงดูดความสนใจไปจนหมด เลยไม่มีเวลาไปสนใจข้อผิดพลาดพวกนั้นนานนัก และการที่บนโต๊ะอาหารมีคนอยู่เพียงสามคนคือเขา ไค และแอนโทเนียก็ทำให้ความรำคาญลดลงไปไม่น้อย แม้มันจะดีกว่านี้ถ้ามีแค่พวกเขาสองคนก็ตาม

คาโบนาร่าต้นตำรับดูจะได้รับความสนใจจากไคมากเป็นพิเศษ เมื่อรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของมันทำให้ดวงตาว่างเปล่าดูเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง เมื่อรวมกับอาหารจานอื่นๆ ที่ถูกจัดวางไว้ อย่างไข่คนที่ไคต้องกินกับซอสมะเขือเทศเท่านั้น ความพออกพอใจของเขาจึงยิ่งเพิ่มพูนอย่างเห็นได้ชัด เป็นอันรู้กันว่าอาหารมื้อนี้ผ่านด่านมิคาเอลได้สำเร็จ ถึงเขาจะไม่ได้รู้สึกว่ามันอร่อยอะไรมากมายก็เถอะ

“มิคาเอล...” แอนโทเนียที่รวบรวมความกล้าอยู่นานเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเมื่อเห็นว่าลูกชายของเธอรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว “คือแม่...มีเรื่องอยากจะพูดกับลูกเป็นการส่วนตัวสักนิด”

“…ส่วนตัว?”

แค่ได้ยินว่ามีคนอยากแยกเขาออกจากไค ถึงจะแค่ครู่เดียวก็ตาม มิคาเอลก็แผ่บรรยากาศมาคุดุดันออกจากร่างแทบจะทันที สำหรับคนที่ไม่เคยไว้วางใจใครเลยในชีวิตเช่นเขา การเข้ามาอยู่ในเขตของคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตระกูลที่ไม่ได้สนิทสนมด้วยเช่นนี้ไม่อาจไว้ใจได้โดยเด็ดขาด แล้วนี่มาพูดเหมือนพยายามจะแยกพวกเขาออกจากกัน

 ช่างกล้าจริงๆ...

คนเย็นชาที่เริ่มหัวเสียอีกรอบขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดใจ นึกอยากพูดอะไรแรงๆ ออกไปอีกครั้ง แต่ก็ถูกคนคนเดิมวางมือลงบนหน้าขาเป็นเชิงเรียกให้หันไปสนใจอย่างได้จังหวะเช่นเคย มิคาเอลมองหน้าไคที่ไม่ได้พูดอะไรนิ่งๆ แล้วก็ยกยิ้มจาง ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเดินออกไปด้านนอกโดยไม่ได้เดินตาม

เพียงแค่ใช้ตาสื่อตาก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าคนสำคัญต้องการอะไร 

“เอาล่ะ...” เมื่อควบคุมอารมณ์พร้อมส่งสัญญาณให้ลูก้าเดินตามหลังไคไปเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ดวงตากับท่าทางเย็นชาขึ้นหลายระดับอย่างเห็นได้ชัด “ห้านาที มีอะไรก็พูดมา”



ไคเดินผ่านประตูหลังคฤหาสน์ออกไปที่สวนดอกไม้อีกครั้งพร้อมสมุดเล่มเล็กกับดินสอหนึ่งแท่งที่มิคาเอลเคยซื้อให้และเขาพกติดตัวไว้ตลอด พื้นที่บริเวณสวนด้านหนึ่งซึ่งเล็งไว้นานแล้วถูกใช้เป็นแบบวาดภาพเหมือนฉบับย่อมฆ่าเวลา ก่อนที่ใครคนนั้นจะคุยธุระเสร็จแล้วออกมาหากัน

ชายหนุ่มยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้ง ก้มๆ เงยๆ มองระหว่างสมุดในมือกับสวนดอกไม้เบื้องหน้า ด้านหลังห่างออกไปไม่ไกลมีลูก้าคอยมองสอดส่องดูแลตลอดเวลา ยังไม่นับรวมลูกน้องคนอื่นๆ ของมิคาเอลที่ซ่อนตัวอยู่โดยรอบอีก หากบอกว่าเจ้านายของพวกเขาห่วงคนคนนี้มากกว่าตัวเองก็คงไม่ผิดนัก

ทว่าในช่วงเวลาที่ไคกำลังตกอยู่ในภวังค์นั่นเอง จู่ๆ ร่างโปร่งบางของคนผู้หนึ่งก็เคลื่อนตัวผ่านลูก้าซึ่งซ่อนอยู่หลังต้นไม้เข้าไปหาคนที่ยังยืนนิ่ง ผู้กลายเป็นการ์ดของไครู้แต่แรกว่าคนผู้นั้นเป็นใครจึงหยุดชะงักไปจังหวะหนึ่ง ไม่ได้เข้าไปขัดในทันที แต่พร้อมพุ่งตัวเข้าไปหาทุกเมื่อหากมีเรื่องผิดปกติ

“นี่…” หญิงสาวร่างโปร่งส่งเสียงเรียกคนที่เธอมองเห็นจากทางหน้าต่างชั้นบนอย่างอ่อนหวาน ความพึงพอใจในตัวอีกฝ่ายยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เห็นในระยะใกล้ 

มองไกลๆ ว่าดูดีแล้ว... มองใกล้ๆ ยิ่งมีเสน่ห์

น่าเสียดายก็แต่เขาดูไม่สนใจเธอเลย ไม่แม้แต่จะละสายตาออกจากสมุดกับวิวเบื้องหน้าเสียด้วยซ้ำ ทำราวกับไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอันที่จริงนั่นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ไคไม่สนใจเสียงของใครนอกจากมิคาเอล แต่เพราะแซนดร้าไม่ใช่เพียงหญิงสาวโอเมก้าธรรมดา หากเป็นถึงลูกสาวคนเล็กของนายหญิงแองเจโล เธอจึงมีความมั่นใจที่เปี่ยมล้นและต้องการจะดึงความสนใจจากเขาให้ได้

“คุณคะ ฉันคุยกับคุณอยู่นะ” สาวสวยบอบบางทำแก้มพอง เท้าขยับก้าวเข้าใกล้ไคมากขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้อยู่ในระยะอันตรายถึงขั้นให้ลูก้าต้องออกตัว 

ถึงกระนั้นก็ยังมีเพียงความเงียบเป็นคำตอบ...

โชคดีที่แซนดร้าเป็นคนฉลาด แม้จะเกิดเป็นโอเมก้า แต่เธอก็เรียนรู้ขนบธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงมาโดยตลอด มองจากภายนอกก็รู้ว่าคนตรงหน้าน่าจะจมอยู่ในภวังค์ไม่คิดจะสนใจสิ่งใดทั้งสิ้น จึงมุ่งเป้าหมายไปยังเรื่องที่เขาสนใจแทน คิดในใจว่ายังมีเวลาทำความรู้จักกันอีกมากหากเขาคนนี้เป็นแขกของพ่อแม่เธอ 

ที่ไม่เข้าใจก็แค่ทำไมพ่อกับแม่ถึงย้ำไม่ให้เธอลงมาเพ่นพ่านในวันนี้กับพรุ่งนี้ก็เท่านั้น... แม้แต่อาหารยังบอกว่าจะให้คนยกขึ้นไปให้ มองอย่างไรก็แปลกไปหมด ปกติแซนดร้าเชื่อฟังพ่อกับแม่มาก แต่พอเธอเห็นชายหนุ่มคนนี้จากหน้าต่างห้องนอน ความคิดทุกอย่างก็เลือนหายแทบจะทันที

เทียบกับการรอคอยคู่แห่งโชคชะตาที่เป็นเพียงตำนานตามความเพ้อฝันในอดีตแล้ว เมื่อเห็นชายหนุ่มที่ดูสมบูรณ์แบบขนาดนี้มาอยู่ตรงหน้า มันจะไปเทียบกันได้อย่างไร ไม่ว่ายังไงเธอก็อยากลองพยายามดูสักครั้ง

“คุณวาดอะไรอยู่เหรอคะ” 

ในคราแรกแซนดร้าเพียงยกเรื่องเกี่ยวกับการวาดภาพของไคขึ้นมาพูด รวมถึงชมนั่นชมนี่สารพัด แต่ไม่ได้ขยับเข้าไปแนบชิดหรือคิดทำอะไรไม่ดีแต่อย่างใด ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปได้สองสามนาที มือของคนที่กำลังวาดรูปอย่างมีสมาธิก็หยุดชะงัก ดวงตาคู่คมว่างเปล่าเบนไปมองหญิงสาวข้างกาย มีวูบหนึ่งที่ความชิงชังปรากฏขึ้นในดวงตา หากเพียงแวบเดียวก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

คนที่เริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของตัวเองยกมือปิดปากตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตเบิกกว้างคล้ายเพิ่งระลึกได้ว่าตัวเองอยู่ในช่วงฮีท และเธอก็ดันดวงซวยมายืนอยู่กลางพื้นที่โล่งแจ้งแบบพอดิบพอดี 

“ฉัน…” 

ลูก้าเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วเมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ กลิ่นฟีโรโมนหอมกระจายเรียกสัญชาตญาณดิบเช่นนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีโอเมก้าฮีทผิดเวลาเข้าให้แล้ว ปกติการ์ดและอัลฟ่าระดับสูงในตระกูลที่ถูกฝึกฝนมามักอดทนต่อการแพร่กระจายของฟีโรโมนพวกนี้ได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่กับคนธรรมดาเช่นไคนั้น...

เพียงชั่ววินาทีที่กระพริบตา เงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้าลูก้า แซงเขาเข้าไปหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน แต่เป้าหมายของคนผู้นี้กลับไม่ใช่ไคแบบที่ควรจะเป็น

“กรี๊ด!”

มิคาเอลใช้ฝ่ามือเพียงข้างเดียวกำลำคอเล็กของแซนดร้าเอาไว้แน่นโดยไม่ออมแรง ดวงตางดงามทอประกายคุกรุ่นน่าหวาดหวั่นจนลูก้าทำได้เพียงหยุดยืนนิ่งและกลั้นหายใจอย่างยากลำบาก 

“มิคาเอล อย่าทำน้อง!” เสียงตะโกนบอกอย่างตื่นตระหนกของแอนโทเนียที่ตามมาทางด้านหลังไม่ได้ทำให้ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของแซนดร้าหยุดความคิดอยากฆ่าคนตรงหน้าทิ้ง เพียงแรงสะบัดมือครั้งเดียวก็ทำให้ร่างบอบบางของเธอกระเด็นออกไปไกลกลายก้าวได้อย่างรวดเร็ว 

แอนโทเนียรีบใช้ยาระงับฮีทฉีดเข้าร่างกายของลูกสาวโดยตรงเพื่อให้ได้ผลไวที่สุด ทว่าแม้จะผ่านพ้นวินาทีแห่งความตายมาแล้วแซนดร้ากลับยังไม่หยุดตัวสั่น ดวงตากลมโตจ้องมองชายผู้มีใบหน้าสมบูรณ์แบบตรงหน้าอย่างหวาดกลัว ยิ่งยามเห็นเขาเช็ดมือที่เพิ่งบีบคอเธอกับผ้าสะอาดที่การ์ดคนหนึ่งยื่นส่งให้ ดวงตาคู่สวยยิ่งสั่นระริก หยาดน้ำสีใสล่วงหล่นอาบสองแก้มโดยไม่อาจห้าม

“ลูก้า” มิคาเอลเรียกคนสนิทเสียงเย็น

“ครับท่าน”

“ไปเตรียมรถ ฉันจะพาไคไปนอนโรงแรม” 

“ได้ครับ” 

ลูก้าลอบมองสีหน้าคนของเจ้านายที่ยังนิ่งสนิทแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นอีกฝ่ายดูคล้ายไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าทั้งสิ้น แต่เนื่องจากมีสิ่งสำคัญต้องทำ เขาจึงไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้นาน ทำได้เพียงก้มศีรษะเงียบๆ แล้วหมุนกายไปจัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

เมื่อได้ยินคำสั่งของมิคาเอลที่มีต่อคนสนิท แอนโทเนียก็ก้มหน้าลงกอดลูกสาวของเธอเอาไว้แน่น ใจนึกอยากรั้งเขาเอาไว้อีกสักหน่อย แต่เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่น่าจะมีผลกระทบใหญ่หลวง เธอเลยไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว ได้แต่สั่งให้ผู้ติดตามมาพาตัวแซนดร้าขึ้นไปพักผ่อนบนห้องเท่านั้น

“มิคาเอล...”

เจ้าของชื่อเมินเสียงเรียกของมารดา หันหน้าไปหาไคที่ยืนนิ่งจ้องมองเขามาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วยกมือขึ้นแตะแก้มอีกฝ่าย ดวงตาดุดันเย็นชาดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนผู้เป็นแม่ที่มองอยู่ด้านหลังอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้

“ไค เป็นอะไรหรือเปล่า”

“…ไม่” คนหน้านิ่งยอมตอบสั้นๆ คำหนึ่งคล้ายอยากให้คนถามสบายใจ แต่เมื่ออีกคนคิดจะปล่อยมือออกเขากลับเป็นฝ่ายจับกุมมือนั้นไว้แทน 

มิคาเอลมองมือที่เกาะกุมกันไว้อย่างอ่อนโยน อารมณ์รุนแรงอยากฆ่าคนทว่าไม่อาจทำได้เพราะยังต้องการประโยชน์จากแองเจโลเมื่อครู่คล้ายถูกปัดเป่าให้จางหายไปอย่างรวดเร็ว

“เราไปนอนโรงแรมกันนะ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะพาไคไปกินสโตรกานอฟสูตรพิเศษ” 

มิคาเอลยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นคนฟังพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็หันกลับไปมองมารดาที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ห่างไปไม่ไกลนักมีลูก้ากับลูกน้องของเขาที่ส่งสัญญาณมาบอกว่าพร้อมแล้วยืนรออยู่ด้วย

“มิคาเอล แม่ขอโทษแทนน้อง...”

“ไม่จำเป็น” มิคาเอลตัดบทอย่างเย็นชา “จำเอาไว้ว่าจะไม่มีครั้งที่สองแน่”

“…”

“พรุ่งนี้หกโมงฉันจะให้คนรอหน้าล็อบบี้โรงแรม ถ้ายังอยากได้ข้อตกลงเดิมอยู่ก็เอาเอกสารมาให้จบๆ อย่าตุกติกน่ารำคาญ” 

“…จ้ะ แม่เข้าใจแล้ว” แอนโทเนียรับคำด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ยอมปล่อยให้ลูกชายที่ไม่ได้เจอหน้ามานานเดินผ่านไปโดยไร้ซึ่งคำร่ำลาใดๆ ขณะที่มิคาเอลไม่แม้แต่จะเหลือบมองมารดาเลยด้วยซ้ำ เขาจูงมือไคเดินจากไปขึ้นรถโดยแทบไม่เสียเวลาหันหลังกลับไปมองคฤหาสน์หลังโตที่แสนชิงชัง 

บรรยากาศเงียบสงบบนรถคันหรูดำเนินขึ้นตั้งแต่ลูก้าปิดประตูรถ เมื่อผู้เป็นนายเอาแต่เล่นฝ่ามือของคนสำคัญ ท่าทางเป็นปกติเหมือนวันนี้ไม่ได้มีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ความเย็นชาที่มีต่อแม่ผู้ให้กำเนิด น้องสาว รวมถึงตาแท้ๆ ไม่ได้เกินความคาดหมายของลูก้า ทว่าสำหรับเขาที่เคยเติบโตมาจากแองเจโล เมื่อได้กลับมาเหยียบอีกครั้งกลับรู้สึกระลึกถึงอยู่ไม่น้อย

และมิคาเอลก็จับความรู้สึกนั้นได้อย่างรวดเร็ว

“อยากกลับไปอยู่กับนายเก่าหรือไง”

คำถามราบเรียบดูคล้ายไม่ใส่ใจ แต่ลูก้ากลับสั่นไหวไปทางร่าง รับรู้ได้ในทันทีถึงความไม่สบอารมณ์ของเจ้านาย ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ฝืนพูดเอาใจอะไร เพียงตั้งมั่นในปณิธาณเดิมที่เคยมีมาตั้งแต่ต้น

จริงอยู่ที่พวกเขาทั้งหมดเคยเป็นคนของแองเจโลมาก่อน ทว่านับตั้งแต่ถูกยกให้เป็นการ์ดประจำตัวท่านมิคาเอล และได้เห็นฝีมือกับความสามารถของท่านจนยอมคุกเข่าสาบานตนด้วยตัวเอง วินาทีนั้นเจ้านายของพวกเขาก็ถูกกำหนดไว้ให้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น

“ตอนนี้นายของผมมีเพียงท่านผู้เดียวครับ”

มิคาเอลไม่ได้พูดตอบอะไร เพียงเบี่ยงสายตาออกไปนอกกระจกรถ มองใบหน้าเศร้าหมองของมารดาที่ยังเดินตามมาส่งหายไปจากสายตาด้วยสีหน้าไม่บอกอารมณ์ ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำที่ติดค้างอยู่ในใจออกมาอย่างเงียบงัน

“อย่าทำเป็นเสียใจไปหน่อยเลย” 

ไม่ใช่เธอกับตาแก่นั่นหรือไงที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้...

-----------------------


TALK : ตอนนี้เราเขียนเรื่องนี้จบแล้วนะคะ มีทั้งหมดยี่สิบตอน ต่อไปเราจะมาเจอกันทุกวันเสาร์เด้อ ถ้าลืมอัปไปตบตีทวงในทวิตได้เลยย สัญญา!!

ช่องทางการติดตาม

FB: Chesshire.

Twitter: @Chesshire04

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 392 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

565 ความคิดเห็น

  1. #515 chalillxx_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:00
    มินายแบบปมเยอะมาก
    #515
    0
  2. #489 baekbow (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 14:24
    งืออออออ มิคาเอลผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างกันแน่นะ ถึงได้หล่อหลอมจนโตมาเป็นคนเย็นชาได้ขนาดนี้ ครอบครัวแม่ทำอะไรกับมิคาเอล มิคาเอลถึงไร้เยื่อใยขนาดนี้
    #489
    0
  3. #465 premmiii (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 08:21
    เง้อ ;-;
    #465
    0
  4. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 10:08

    สงสารพี่มิ แต่ในขณะเดียวกันก็ดันไปโฟกัสตรง ‘ว่าที่ผัว’ 55555555
    #407
    0
  5. #287 Oo แว่นน้อย oO (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 17:16
    ความเคะที่แมนมากๆ
    #287
    0
  6. #153 FDB88 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 20:39

    อยากรู้มากเลยว่าพี่มิต้องผ่านอะไรมาบ้างจนพี่ต้องเป็นแบบนี้ และแอบอยากให้มีพาร์ทของไคด้วยค่ะ อยากรู้ความรู้สึกของผู้ชายธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาคนนี้

    #153
    0
  7. #68 Vanuda (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 22:19
    มาต่อนะค่ะ อย่าทิ้งไปเลยเลยชอบมากก
    #68
    0
  8. #67 tanyawikit (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 11:22

    เป็นครั้งแรกที่ได้อ่านแนว Omegaverse

    ถึงกับต้องไปหาเลยนะว่า อะไรเป็นอะไร

    อืมม์ เป็นจินตนาการสุดล้ำเลย

    สนุก น่าติดตามต่อไป รอเสาร์หน้า

    อยากรู้ตัวตน part ไค มากมากเลย

    #67
    0
  9. #66 mew7367 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 08:44
    ปมเรื่องครอบครัวนี่มันเป็นปมที่ละเอียดอ่อนจิงๆๆและมันคงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของพี่มิ

    เเน่ๆๆๆเลย
    #66
    0
  10. #65 ooy1565 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 00:05
    อยากรุ้ปมอดีตของพี่มิมากเลยทำไมถึงเกลียดครอบครัวตัวเองนัก
    #65
    0
  11. #64 เมี๊ยว~ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 23:17
    พี่มิมีปมใหญ่กับครอบครัวอ่ะ คือเดาๆแบบที่ไม่ร้ายแรงก็คิอแม่กับตาทิ้งพี่มิไว้กับพ่อิ่ะ แต่คงเกิดอะไรร้ายแรงกว่านั้นแน่ๆ แบบ จะร้อง มันรู้สึกอึดอัดไปหมด
    #64
    0
  12. #63 punch98line (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 22:47
    ยิ่งอ่านยิ่งทำให้อยากรู้เรื่องราวในอดีตต่างๆที่มันทำให้มิคาเอลต้องเป็นเเบบนี้ ไหนจะไคอีกนิ่งได้ใจมาก5555 บอกเลยโอเมก้าคือไม่มีทางหลุดรอดมาเเตะตัวไคได้เเน่ๆในเมื่อเขามีเจ้าของเก่งมากขนาดนี้
    #63
    0
  13. #62 Rujie Taew (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 22:41
    พี่มิต้องมีปมเรื่องครอบครัวขนาดไหนกันนะ ถึงได้โตมาเป็นแบบนี้ เรื่องมันต้องแย่มากๆเเน่เลยอ่ะ แง~
    #62
    0
  14. #61 Cnpt (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 22:40
    อารมณ์เหมือนเม้นล่างเลย จะร้องไห้ยังไงไม่รู้ เหมือนมิคาเอลเขาผ่านอะไรมาเยอะจริงๆอะ
    #61
    0
  15. #60 earnnaruk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 22:03
    จะร้องไห้อ่ะ ไม่รู้ทำไม
    #60
    0