[END] SCENT : SILVER BULLET [OMEGAVERSE]

ตอนที่ 5 : SILVER BULLET [4]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 493 ครั้ง
    15 ก.ค. 62

-4-


“เงินสดจากการทำงานของไค ฉันจะแบ่งส่วนหนึ่งไว้ให้ใช้ ส่วนที่เหลือเก็บเข้าบัญชีเดิมนะ” 

“…” คนฟังนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเนือยๆ

มิคาเอลดึงปึกเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ส่วนที่เหลือโยนไว้ที่เดิม รอเอาไปใส่เข้าธนาคารตามที่ทำมาโดยตลอด ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ปิดบังคนที่ไม่เคยถามคำถามใดๆ เลยสักครั้ง เพราะหลังจากแบ่งส่วนเสร็จสรรพแล้วก็รีบหันไปยิ้มให้ไคทันที

“ฉันจงใจปิดบังทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับไคเพราะไม่อยากให้คนทางนั้นเข้ามายุ่งเกี่ยว การใช้บัญชีธรรมดาที่มีชื่อและประวัติเราอยู่ในนั้นไม่ปลอดภัย เพราะถ้าพวกมันรู้ชื่อคนสำคัญของฉันเมื่อไหร่ ไคจะเป็นอันตรายทันที” 

“…อืม”

“บัญชีที่เราใช้ร่วมกัน ฉันให้คนทำขึ้นมา เพราะงั้นพวกมันจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเราทั้งนั้น ถ้าจะพลาดก็คงพลาดตรงที่ฉันเลือกมาทำอาชีพที่ต้องเปิดหน้าเปิดตาแบบนี้”

เรื่องอาชีพคงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่ตอนนั้นมั่นใจจนเกินไป ชั่วขณะหนึ่งถึงได้ลืมนึกถึงอนาคตของไคไปเสียสนิท หากไม่ใช่เพราะมาทำอาชีพประเภทนี้ มิคาเอลมั่นใจว่าคงไม่มีใครตามตัวเขาเจอแน่นอน และการจะพาไคหนีไปสุดขอบโลกก็ไม่ได้ยากเย็นเลย

เอาเถอะ... 

ในช่วงชีวิตของมิคาเอลมีแต่ความสมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดครั้งหนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นบทเรียน แต่มั่นใจได้เลยว่าเขาจะไม่มีทางปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองแน่

“อีกไม่นานเราอาจต้องเปลี่ยนที่อยู่กัน” 

“…”

ไคไม่ได้ตอบอะไรนอกจากจ้องใบหน้าของคนพูดนิ่งงัน คล้ายกำลังบอกอะไรบางอย่าง ซึ่งก็น่าแปลกเหมือนกันที่มิคาเอลเข้าใจความหมายที่อีกคนต้องการสื่อได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด

“ไครู้ทันฉันเสมอ” ว่าจบก็ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาด้านข้างไค แนบชิดสนิทจนร่างกายแทบไร้ช่องว่าง และการที่คนตัวโตกว่ายกแขนข้างหนึ่งขึ้นพาดพนักโซฟาก็เป็นการเปิดทางให้เขาตรงเข้าไปกอดเกี่ยวเรือนร่างแข็งแรงนั่นไว้ได้อย่างง่ายดาย 

มิคาเอลเอนศีรษะซบแผงอกกว้างแสนอบอุ่น สูดดมกลิ่นหอมประจำกายของไคเข้าจนเต็มปอด ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ไม่เคยนึกเบื่อการได้อยู่ข้างกายคนคนนี้ เขาชอบเวลาไคนอนนิ่งๆ ให้กอด ชอบเวลาไคตั้งใจวาดภาพ ชอบเวลาไคสูดกลิ่นหอมๆ ของอาหาร ชอบทุกอย่างที่เป็นไคไปหมด

ชอบจนคิดว่ายังไงก็เสียไปไม่ได้...

“เอาจริงๆ ฉันก็ยังไม่ได้ตัดสินใจหรอกว่าจะเปลี่ยนที่อยู่หรือจะบินกลับไป ‘บ้านเก่า’... ไคคิดว่ายังไงบ้าง”

ถึงในสายตาของคนอื่นจะคิดว่านี่เป็นสิ่งที่เขาควรคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่สำหรับมิคาเอล ความเห็นเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะยกเรื่องอะไรขึ้นมาพูดของไคล้วนสำคัญที่สุด หากเขาคิดแล้วว่าจะย้ายที่ หลีกเลี่ยงทุกอย่างไปเรื่อยๆ แต่ไคบอกว่าให้กลับไปจัดการ ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามนั้น  

“สโตรกานอฟ” 

แล้วคนไม่ค่อยพูดก็เอ่ยชื่ออาหารที่อยากกินออกมาช้าๆ จะเรียกว่าตอบไม่ตรงคำถามก็ใช่ แต่จะบอกว่าเลือกหนทางให้แล้วก็คงไม่ผิด หากไคบอกว่าอยากกินอะไร มิคาเอลย่อมต้องสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ แล้วสโตรกานอฟ (Stroganoff) ที่อร่อยที่สุดและดีที่สุดจะอยู่ที่ใดได้ หากไม่ใช่ประเทศต้นกำเนิดของมัน

“เข้าใจแล้ว”

“…งาน”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” มิคาเอลหันไปจับมือไคที่พาดอยู่บนโซฟามาวางโอบลงบนไหล่ตัวเอง “ถ้ากลับไปที่นั่น...ฉันมีที่ที่แสนพิเศษให้ไคนั่งวาดรูป อุปกรณ์ทุกอย่างจะต้องพร้อมแน่นอน”

“…”

“ส่วนงานของฉัน...ในเมื่อเลิกกลางคันไม่ได้ก็คงต้องใช้ให้เป็นประโยชน์” 

สัญญางานเพียงสองปีที่มียังไม่สิ้นสุดลง และมิคาเอลไม่อาจยกเลิกมันได้เอง แม้เขาจะไม่ได้แคร์อะไรงานนี้นักก็ตาม คงต้องโทษความหัวไวของเจ้าของโมเดลลิ่งที่ดูจะรู้ทันไปหมด ถึงได้ร่างสัญญาพิเศษที่มีระยะเวลาสั้นผิดปกติ แต่ครอบคลุมส่วนอื่นๆ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ออกมา

เลือกรับงานเองได้ ทำตัวเป็นอิสระได้ ขอแค่ทำยอดถึงกำหนดสิ่งอื่นๆ ล้วนไม่มีปัญหา แต่ถ้าหายไปเมื่อไหร่ต้องชดใช้ค่าเสียหายมหาศาล หากเป็นเมื่อก่อนจำนวนเงินเท่านั้นคงไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อนอะไร แต่ตอนนี้เงินทั้งหมดที่หาได้เองและเก็บสะสมไว้ล้วนมีค่า

ถ้าวันหนึ่งไคอยากได้เกาะอะไรสักเกาะแล้วเงินมีไม่พอจะทำอย่างไร

“ขอโทษนะที่เหมือนบังคับให้ทำนั่นทำนี่ตามที่ฉันต้องการไปหมดทุกอย่าง” คนที่ไม่เคยพูดคำว่าขอโทษมาก่อนในชีวิตเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างรู้สึกผิด

ใช่ว่าเขาไม่รู้เรื่องที่ตัวเองแทบไม่เหลือทางเลือกที่ถูกต้องให้ไคเลย อันที่จริงแค่ส่งไคไปที่อื่น ยอมแยกกับไค ปรับเปลี่ยนประวัติให้เขาสักหน่อยก็หมดปัญหาแล้ว แต่มิคาเอลเห็นแก่ตัว ยังคงอยากยึดคนคนนี้ไว้ข้างกาย แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะไม่เคยได้ยินความรู้สึกของอีกฝ่ายก็ตาม เขาจึงเหลือทางเลือกให้เพียงสองทาง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องไปต่อด้วยกันเท่านั้น 

โชคดีที่ไคไม่ได้ปฏิเสธ...

ต่อให้ยังไม่เข้าใจความคิดของไคก็ไม่เป็นไร ขอแค่ไม่ปฏิเสธ ยังคงเลือกอยู่ข้างกันต่อทั้งที่รู้ว่ามันอันตรายขนาดนี้ก็พอแล้ว

“…อืม” เสียงตอบรับแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู พร้อมกันกับที่อ้อมแขนแข็งแกร่งออกแรงรัดแน่นขึ้นเล็กน้อยราวกับอยากบอกว่ารับรู้ถึงความรู้สึกนั้นแล้ว เพียงเท่านั้นมิคาเอลก็หลับตาลงและยิ้มอย่างเป็นสุข 

ไคมักจะเป็นอย่างนี้เสมอ เป็นคนคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าต่อให้แสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาให้เห็นมากเพียงใดก็ไม่เป็นไร ดังนั้น...จะเสียไปไม่ได้เด็ดขาด

“เดี๋ยวฉันติดต่อโรมันเสร็จแล้วเราไปเก็บข้าวของจำเป็นกันก่อนเถอะ ยิ่งอยู่เฉยๆ นานๆ ยิ่งไม่ปลอดภัย รีบเตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่า ที่นี่คงเป็นความลับอีกไม่นาน”

“…เชื่อ?”

“เชื่อไม่ได้หรอก” มิคาเอลผละกายออกเพื่อให้สบตาไคได้สะดวก จากนั้นก็อธิบายสิ่งที่เขาคิดอย่างตรงไปตรงมา “แม่ของโรมันเป็นพวกเลี้ยงไม่เชื่องมาแต่ไหนแต่ไร ตอนนี้ไม่มีตาแก่นั่นคอยควบคุมความประพฤติแล้ว ยังไงแม่นั่นก็ต้องโผล่หางมาให้เห็นสักวัน” 

“…”

“ส่วนตัวโรมันก็เป็นพวกอ่อนแอที่ไว้ใจไม่ได้เพราะตัดแม่ไม่ขาด จะฟังคำสั่งก็ไม่เชิง จะปฏิเสธก็ไม่เต็มปาก... แต่คงไม่กล้าทำอะไรเราในตอนนี้ เพราะยังต้องอาศัยฉันจัดการขวากหนามอยู่” 

คนที่แม้แต่ความสามารถในการกำจัดศัตรูยังไม่มี ต้องพึ่งพาคนอื่นแบบนี้ มีหรือตาแก่นั่นจะยอมให้ดูแลตระกูล ต่อให้ไม่มีมิคาเอลก็ยังต้องหาทางเลือกอื่นอยู่ดี

“ที่บอกโรมันเป็นเพราะฉันต้องการรู้ว่าเจ้านั่นคิดจะทำอะไรและเชื่อถือได้มากขนาดไหนเท่านั้น แต่จะไม่มีการร้องขอให้ช่วยอะไรโดยเด็ดขาด”

มิคาเอลหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดส่งข้อความตอบรับเรื่องการกลับไปจัดการเรื่องคาราคาซังทางฝั่งนั้นให้โรมันรับทราบ จากนั้นจึงโทรออกไปหาเบอร์ซึ่งไม่ได้ถูกเมมไว้ในเครื่อง ทว่ากลับจำได้อย่างแม่นยำเป็นลำดับถัดไป

“ส่งเครื่องบินมารับฉันในอีกสามวัน”

[ครับท่าน]

การออกคำสั่งและตอบรับเป็นไปอย่างรวดเร็วเมื่อทางฝั่งผู้เป็นลูกน้องรู้จักนิสัยใจคอของเจ้านายดีอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปีแล้วก็ตาม และมันก็ทำให้มิคาเอลพึงพอใจพอสมควร เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ คนของเขาก็ยังเป็นคนของเขาอยู่วันยันค่ำ

“อีกสามวันเราจะเดินทางกันโดยเครื่องบินส่วนตัวของฉันเอง” มิคาเอลหันไปบอกไคที่นั่งนิ่งจ้องหน้าเขาอยู่ จากนั้นจึงส่งยิ้มจางๆ ไปให้อีกฝ่าย พร้อมยกมือขึ้นลูบแก้มซีดเซียวอย่างอ่อนโยน “ไคอยากกินคาโบนาร่าต้นตำหรับหรือเปล่า”

“…อืม”

“งั้นเราคงต้องแวะไปเยี่ยมคนรู้จักของฉันสักหน่อย”



เช้าวันแรกก่อนต้องเดินทางไปต่างประเทศโดยไร้กำหนดกลับ มิคาเอลตื่นนอนแต่เช้า ก่อนเวลาปกติที่ไคจะตื่นครึ่งชั่วโมง เขาจัดการตัวเองจนเรียบร้อยแล้วจึงลงไปทำอาหารทิ้งไว้ให้ไค วันนี้ไม่อาจอยู่คอยบอกอรุณสวัสดิ์ได้เนื่องจากมีงานคงค้างที่เคยรับไว้และต้องเคลียร์ให้เสร็จก่อนเดินทาง เลยทำได้เพียงกดจูบลงบนหน้าผากของคนหลับสนิทก่อนจะแยกตัวมา

แม้ในเวลานี้จะไม่อยากทิ้งให้ไคอยู่คนเดียวเท่าไหร่ ทว่าด้วยความจำเป็นเขาจึงต้องยอมให้เป็นเช่นนั้น ส่วนเรื่องความปลอดภัย...

“ท่านมิคาเอล” 

“รถพร้อมแล้วครับ”

ทันทีที่เปิดประตูออกจากห้อง ชายหนุ่มสองคนที่ยืนเฝ้าประตูห้องอยู่ก็เอ่ยปากขึ้นเป็นภาษาอิตาลีอย่างรู้ใจ โดยที่มิคาเอลไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมา เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าคนพวกนี้รอคอยคำสั่งมาโดยตลอด ขอแค่เอ่ยปากว่าต้องการใช้งาน ต่อให้อยู่ไกลสุดขอบโลกก็จะรีบมาหาในทันทีอยู่ดี

“แบ่งคนเฝ้าที่นี่ไว้ให้ดี ห้ามให้คนของฉันเป็นอะไรไปเด็ดขาด”

“ครับท่าน”

มิคาเอลเดินตามการนำทางของการ์ดคนหนึ่งเข้าไปในลิฟต์ด้วยสีหน้าเย็นชาที่ดูน่ากลัวขึ้นหลายระดับยามต้องกลับมาเป็น ‘ตัวเอง’ อีกครั้ง ความรู้สึกราวกับถูกภาระน่ารำคาญวางกดลงบนบ่า หลังจากห่างหายไปนานทำให้อารมณ์ภายในไม่คงที่เท่าไหร่นัก

ยามขึ้นไปนั่งบนรถคันหรูในฐานะเจ้านายที่เบาะหลัง ความไม่คุ้นชินเพราะเป็นคนขับรถเองมานานทำให้ชายหนุ่มเผลอขยับกายอย่างรำคาญใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามมองไปด้านหน้าและด้านหลัง เห็นรถของลูกน้องที่คอยดูแลขับประกบ เขาถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเพื่อควบคุมอารมณ์ 

อันที่จริงการมีคนมาติดตามมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าหงุดหงิดอะไรเท่าไหร่ แต่การมีคนมาติดตามในฐานะ ‘มิคาเอล ชาลอฟ’ ต่างหากที่ทำให้เขาหงุดหงิดเช่นนี้

“ถ้าฉันไม่ได้เป็นคนของชาลอฟแล้ว พวกนายจะทำยังไง” ผู้เป็นนายเอ่ยถามลอยๆ คล้ายกำลังพูดคุยเรื่องทั่วไป ใบหน้าเย็นชาดูไม่ออกว่าคิดอะไร ทว่าคนสนิทที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างลูก้ารู้ดีที่สุด ว่าเจ้านายของเขาไม่เคยพูดเรื่องล้อเล่นเลยสักครั้ง

“เจ้านายของพวกเราคือท่านครับ”

หมายความว่าขอแค่มิคาเอลต้องการ... ไม่ว่าจะเป็นชาลอฟหรือไม่ พวกเขาก็ยังยินดีรับใช้

“อืม” มิคาเอลรับคำในลำคอ ไม่ได้แปลกใจกับท่าทีของคนสนิทเท่าไหร่ เพราะคำปฏิญาณที่คนของเขาให้ไว้ ไม่ใช่การปฏิญาณเพื่อรับใช้ชาลอฟ แต่เป็นการรับใช้มิคาเอลคนนี้คนเดียวเท่านั้น 

นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนทางนั้นไม่กล้าดูถูกมิคาเอลทั้งที่ยังไม่เคยเห็นความสามารถ และคิดจะกำจัดเขาให้ไวที่สุดก่อนจะได้ตั้งตัว ในกลุ่มคนที่แย่งชิงอำนาจของชาลอฟ เขาคือผู้ที่มีคนในสังกัดน้อยที่สุด ทว่าทุกคนล้วนแล้วแต่จงรักภักดีและมีความสามารถ ยามเมื่อมิคาเอลเลือกเดินจากมา ลูกน้องของเขาจึงกระจายตัวหายไปคล้ายเป็นเพียงเงาที่ไม่อาจจับต้อง ไม่มีใครตามหาพบ แต่เมื่อเจ้านายต้องการก็มารวมตัวกันได้อย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยจากไปไหน นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวและน่าจะทำให้คนทางนั้นเป็นกังวล

ก็นะ... คนที่ไม่ได้มาจากชาลอฟ จะให้ไว้ใจเต็มที่ก็ไม่ได้อยู่แล้ว และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ทีมของมิคาเอลหายตัวไปได้โดยไม่มีคนในชาลอฟกล้าตามล่า รวมถึงไม่มีความคลางแคลงสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น

คนนอกจะเข้ามาทำงานในชาลอฟได้อย่างไร... หากไม่ใช่ว่าผู้นำเห็นชอบด้วยแล้ว 

“ท่านมีเรื่องกังวลใจ... ผมพอจะให้คำตอบได้หรือเปล่าครับ” ลูก้าถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ แม้จะถูกดวงตาเย็นเยียบคู่นั้นจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง เพราะเขารู้จักมิคาเอลมานานจึงรู้ว่าการมองเช่นนั้นไม่ได้หมายถึงความไม่พอใจ แต่กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

“นายคิดว่าถ้าฉันประกาศถอนตัว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาลอฟอีก คนทางนั้นจะยอมไหม” 

“ขออนุญาตตอบตามตรง ไม่มีความเป็นไปได้เลยครับ” 

“ว่าต่อ”

“สถานการณ์ในชาลอฟตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง หนึ่งคือฝั่งคุณโรมันที่พยายามจะผลักดันท่าน กับอีกฝั่งที่มีคุณอังเดรย์เป็นผู้นำ พวกเขาแสดงท่าทีชัดเจนว่าอยากกำจัดท่านแบบถอนรากถอนโคนเพื่อให้ครอบครองชาลอฟได้อย่างสมบูรณ์ ยังไม่นับพวกสายเลือดรองที่พยายามหาโอกาสทำร้ายท่านเพราะไม่พอใจที่ท่านเป็นผู้รับสิทธิ์โดยชอบธรรมอีก”

“เพราะสายเลือดของฉันสินะ” มิคาเอลหัวเราะในลำคอเบาๆ ยังคงคิดเหมือนเดิมคือคนพวกนั้นช่างน่ารำคาญ เป็นอัลฟ่าชั้นสูงยังไม่พอใจ พอมีสายเลือดของคนต่างชาติไหลเวียนอยู่ในกายบ้างก็ยกมาเป็นประเด็นได้อีก

แต่หากจะโทษใคร ก็คงต้องโทษมารดาผู้ให้กำเนิดที่ดันยัดเยียดลูกน้องพวกนี้มาให้เขาละมั้ง พอเห็นคนต่างชาติเดินไปเดินมาในตระกูล พูดกับเขาเป็นภาษาอิตาลีไม่ใช่รัสเซีย พวกมันก็เลยหงุดหงิดจนแทบบ้า กล่าวหาว่าเขาเป็นพวกพันธุ์ผสมเพื่อให้ตัวเองดูดี

อ่อนแอแล้วยังไม่รู้จักเจียม...

“ใช่ครับ” ลูก้าตอบอย่างตรงไปตรงมา จากนั้นจึงอธิบายต่ออย่างรวดเร็ว “ส่วนเรื่องที่ท่านถาม ผมคิดว่าคนฝั่งนั้นไม่ยอมแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าท่านจะยอมทิ้งอำนาจทั้งหมดจริงๆ ทางที่ดีที่สุดมีแต่ต้องให้แน่ใจว่าตายไปแล้วเท่านั้น อีกอย่างคือคุณโรมันต้องยกเรื่องท่านผู้นำขึ้นมาอ้างแน่นอน ถ้าทิ้งตระกูลไปเฉยๆ เผลอๆ อาจเป็นฝั่งนี้เองที่ตามเล่นงานท่าน”

“สรุปแล้วการกลับไปจัดการชาลอฟด้วยตัวเองน่าจะดีที่สุดสินะ”

“เกรงว่าคำตอบคือใช่ครับ... ส่วนเรื่องหลังจากนั้น ขออนุญาตเรียนว่าท่านคงต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง”

 หรือต่อให้มีคนตัดสินใจให้ ถ้าท่านบอกว่าไม่ก็คือไม่อยู่ดี...

“ถ้านายเป็นอังเดรย์แล้วฉันบอกว่าจะรับตำแหน่งเพื่อยกทุกอย่างให้อีกที เราจะได้จากกันอย่างสงบ นายจะยอมไหม” มิคาเอลยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงเฉยชา เหมือนแค่ถามไปอย่างนั้นเพราะเขาเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้

“หากเป็นผม ขอเพียงไม่ต้องต่อสู้กับท่านก็เพียงพอแล้วครับ”

“หืม…”

“เรียนตามตรงว่าคนที่อยากตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่านคงไม่มีคำใดใช้อธิบายได้เหมาะสมยิ่งไปกว่าคำว่า ‘โง่’ และผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นหากผมเป็นคุณอังเดรย์ ไม่ว่าจะได้รับข้อเสนอใดมาก็คงตอบรับโดยไร้ซึ่งคำถาม” ลูก้ายกนาฬิกาขึ้นมองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่แพ้ผู้เป็นนาย ทุกคำที่พูดล้วนแล้วแต่เป็นความจริงที่ไม่ใช่การประจบประแจงแต่อย่างใด 

ในชาลอฟมีคนเพียงไม่กี่คนที่เคยเห็นความสามารถของมิคาเอล และส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันไปเองว่าบารมีของเขาเกิดจากการมีลูกน้องเก่งกาจ แต่ผู้ที่ติดตามใกล้ชิดมาโดยตลอดเช่นลูก้าย่อมรู้ดีว่าความจริงเป็นเช่นไร

คนคนนี้...ขอเพียงใฝ่สูงกว่านี้อีกสักนิด การจะขึ้นไปเหยียบบนจุดสูงสุดของอำนาจนั้นไม่ได้ยากเย็นเลย

น่าเสียดายที่อีกฝ่ายยอมทิ้งทุกอย่างเพียงเพราะผู้ชายคนหนึ่ง

แถมยังเป็นอัลฟ่าเหมือนกันอีกต่างหาก

“โง่จริงๆ นั่นแหละ...” มิคาเอลพึมพำด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ แล้วก็เงียบไปไม่ได้พูดอะไรอีกจนถึงปลายทาง พอมีคนคอยดูแลทำตามคำสั่งเช่นนี้แล้ว เขาก็ไม่ใส่ใจเรื่องงานใดๆ อีก เพียงโยนเรื่องทุกอย่างไปให้ลูก้าก็เป็นอันจบ 

“ท่านจะให้ผมแสดงตัวว่าเป็นใครครับ”

“ผู้จัดการส่วนตัวแล้วกัน ทำตัวให้ชินล่ะ ตอนไปรัสเซียฉันจะรับงานที่นั่นด้วย”

“ครับท่าน”

ยามมิคาเอลลงจากรถโดยมีผู้จัดการหน้าตาดีเดินตามหลังเข้าไปด้านในด้วย บรรดาทีมงานที่ปกติก็ร้อนรนอยู่แล้วกลายเป็นร้อนรนหนักกว่าเก่า ยิ่งยามรู้ว่าคุณมิคาเอลที่ไม่เคยมีผู้จัดการมาก่อนยอมรับคนมาช่วยทำงานแล้ว พวกเขายิ่งตกใจจนแทบสิ้นสติ กระทั่งใครบางคนบอกว่าน่าจะดี เพราะจะได้ไม่ต้องติดต่องานไปหลอนไปผ่านทางเมลที่คุณมิคาเอลตอบเองนั่นแหละ ความดีใจจึงเข้ามาแทนที่...

แต่ไม่นานนะ

“ไม่ทราบว่าพวกคุณจะให้นายแบบใส่ชุดนี้จริงๆ เหรอครับ” 

“…”

“ผมคิดว่าไม่เหมาะ เสื้อผ้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้จะเหมาะสมได้ยังไง แถมการตัดเย็บยังแย่มากอีกต่างหาก ผมพอจะเข้าใจได้ว่างานนี้ต้องการขายอะไร แต่พวกคุณไม่คิดว่าเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องสำคัญเหรอ”

“…”

หลังจากถูกตำหนิอย่างตรงไปตรงมาจนทีมงานกินจุดกันไปหลายราย ในที่สุดการทำงานก็เริ่มขึ้นและจบลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนายแบบคือมิคาเอลที่แสนสมบูรณ์แบบและจับจุดทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งยามมีผู้จัดการส่วนตัวหน้านิ่งคอยยืนอยู่หลังกล้อง สะกิดไม่ให้ช่างภาพหลงมัวเมาไปกับเสน่ห์อันยากจะต้านทานของนายแบบ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยิ่งง่ายดายมากขึ้นไปอีก

“ท่านครับ” 

“อย่าลืมตัว” มิคาเอลตวัดสายตาไปมองลูก้าที่เดินเข้ามาหาระหว่างที่เขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเชิงตำหนิ ซึ่งฝ่ายนั้นก็รีบผงกศีรษะขอโทษแทบจะทันที เพราะลืมไปว่าเวลานี้พวกเขายังอยู่ในเขตกองถ่ายที่มีพวกสอดรู้สอดเห็นเยอะอยู่

“ขอโทษด้วยครับ คุณมิคาเอล”

“อืม มีอะไร”

“ทางกองเข้ามาเกริ่นถึงเรื่องการถ่ายแบบชุดต่อไปในเดือนข้างหน้าที่ยังอยากได้คุณเป็นนายแบบเหมือนเดิม”

“งานที่ไทยหลังจากนี้ปฏิเสธไปให้หมด”

“ได้ครับ”

เมื่อได้รับคำยืนยันจากผู้เป็นนาย ลูก้าก็หมุนกายเดินออกไปจากห้องแต่งตัวโดยไม่ถามอะไรทั้งสิ้น ปกติเขาก็เป็นแบบนี้เสมอ หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือจำเป็น เมื่อได้รับคำสั่งแค่ทำตามก็พอ ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากไปกว่านั้น แล้วก็เพราะมีนิสัยที่รู้จุดยืนของตัวเองเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับมิคาเอลมา เขาจึงไม่เคยถูกตำหนิหรือทำให้เจ้านายไม่พอใจเลยสักครั้ง

มิคาเอลเป็นพวกขี้รำคาญและเสพติดความสมบูรณ์แบบ ถ้าไม่ใช่ไคก็อย่าหวังว่าอีกคนจะยอมอ่อนข้อให้เลย ดังนั้นถ้าไม่อยากมีปัญหาด้วยก็มีแต่ต้องโอนอ่อนไปตามน้ำ รวมถึงพยายามไม่ทำอะไรโง่ๆ ให้เห็นเท่านั้น

“ลูก้า” 

“ครับท่าน” ลูก้าหันไปก้มศีรษะให้คนที่เรียกชื่อเขาทันทีที่ขึ้นมาบนรถ 

“ให้คนที่เพนท์เฮ้าส์เตรียมตัวไว้ ถ้าไคออกจากห้องให้พาเขาไปที่ภัตตาคาร X โทรไปจองห้องส่วนตัวด้วย เราจะไปรอเขาที่นั่นเลย”

“ครับท่าน”

เมื่อคนสนิทรับคำและหันไปจัดการตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว มิคาเอลก็หยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมา ติดต่อไปหาคนที่แสนคิดถึงอย่างรวดเร็ว เสียงรอสายดังขึ้นเพียงสองครั้ง หน้าจอของเขาก็ปรากฏสัญลักษณ์บ่งบอกว่าทางนั้นรับสายแล้ว เพียงแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาเฉยๆ

“ไค กินข้าวกลางวันหรือยัง”

[…ยัง]

“ไปล้างหน้าตาล้างตาให้เรียบร้อยแล้วเปิดประตูออกไปนอกห้องนะ มีคนของฉันรอรับอยู่แล้ว ฉันจะพาไปกินกุ้งอบวุ้นเส้นที่ภัตตาคาร ไคอยากกินไม่ใช่เหรอ”

[…]

“ไว้เจอกันนะ”

[…อือ]

ลูก้าซึ่งเบนสายตาออกไปมองนอกหน้าต่างตั้งแต่ได้ยินเสียงเล็กเสียงน้อยของเจ้านายยังคงมีสีหน้าตายด้านไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากเป็นคนสนิทคงจะมองออกว่าคิ้วกับมุมปากของเขากระตุกน้อยๆ อย่างอดกลั้น โชคดีที่ตอนนี้มิคาเอลไม่สนใจสิ่งใดนอกจากคนในสาย เขาจึงไม่ถูกเจ้านายแช่แข็งด้วยดวงตาคู่นั้นแบบที่คิด

ไอ้เรื่องอยากไปไหนก็จะไปทั้งที่ถูกหมายหัวอยู่นี่ก็พอจะเดาได้หรอกว่าเป็นนิสัยของเจ้านายผู้ไม่เคยแคร์สิ่งใดบนโลกใบนี้ แต่ถึงขั้นยอมไปนั่นไปนี่แค่เพราะคนสำคัญบ่นอยากกินกุ้งอบวุ้นเส้นเนี่ยนะ...

จะหลงก็ให้มันมีขอบเขตบ้างได้ไหม ไหนจะเสียงงุ้งงิ้งที่ไม่ได้เข้ากับหน้าตานั่นอีก

“มีปัญหาอะไรกับฉันเหรอ”

“…ไม่มีครับท่าน” ท้ายที่สุดคนที่เผลอหันไปมองเจ้านายด้วยแววตาว่างเปล่าก็เบนสายตากลับอย่างยอมจำนน คิดในใจว่าคงต้องเพิ่มทักษะหน้าตายด้านให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตราบใดที่ยังต้องอยู่กับมิคาเอลและไคไปอีกนาน

ภัตตาคารที่มิคาเอลให้ลูก้าจองไว้เป็นภัตตาคารจีนสุดหรูซึ่งมีอาหารจานโปรดของไคที่เขาทำเองไม่ได้อยู่หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเป็ดปักกิ่งที่ไคถึงขั้นเคยเอ่ยปากชมว่าอร่อย และอีกอย่างคือกุ้งอบวุ้นเส้นที่เจ้าตัวนั่งจ้องรูปอยู่ในโทรศัพท์ก่อนนอนเมื่อคืน

และเนื่องจากระยะทางระหว่างคอนโดกับภัตตาคารไม่ได้ไกลเท่าไหร่นัก ตอนที่มิคาเอลเดินทางไปถึง คนสำคัญของเขาจึงลงมาจากรถแบบพอดิบพอดี เพียงเท่านั้นนายแบบผู้แสนสมบูรณ์แบบก็เผยรอยยิ้มออกมาแทบจะทันที ถึงขั้นเกือบลืมใส่หมวกปิดบังตัวตนที่แสนโดดเด่นไปแล้วด้วยซ้ำ ดีที่มีลูก้าคอยดูแลอยู่ด้านข้างเลยไม่ได้พุ่งเข้าไปหาชนิดลืมทุกสิ่ง

“ไค” 

เจ้าของชื่อหันหน้ามาหาอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็ผงกศีรษะให้หนึ่งทีแล้วปล่อยให้มิคาเอลจับจูงเข้าไปด้านในโดยไม่ได้ขัดขืนใดๆ ความดี๊ด๊าผิดปกติของผู้เป็นนายอยู่ในสายตาของลูกน้องทุกคนที่ตอนนี้ขนลุกไปหมดทั้งแขนและขา จะมีก็แค่ลูก้าซึ่งหันไปส่งสัญญาณบอกให้ทุกคนควบคุมตัวเองเท่านั้นที่ดูเป็นปกติที่สุด

รู้ทั้งรู้ว่าผู้เป็นนายติดพันอัลฟ่าคนนี้มานาน แต่พอได้มาเห็นจริงๆ แล้ว...คงต้องบอกว่าเกินคาดไปไกล

ห้องส่วนตัวที่มิคาเอลจองไว้เป็นห้องปิดทึบขนาดใหญ่ มีโต๊ะกลมแบบจีนตั้งอยู่ตรงกลาง ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็มีครบครันชนิดเอาไว้ใช้เลี้ยงสังสรรค์ได้แบบสบายๆ ทว่าภายในกลับไม่มีใครอยู่เลยสักคน แม้แต่พนักงานที่เข้ามาเสิร์ฟอาหารก็รีบหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว คงเพราะลูก้าบอกเอาไว้หมดแล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง

ดังนั้นเมื่ออาหารมาเสิร์ฟจนครบ ภายในห้องอาหารจึงเหลือเพียงมิคาเอลกับไคเท่านั้น ส่วนลูกน้องของเขาล้วนเฝ้าอยู่ด้านนอกทั้งหมด และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้นายแบบหนุ่มผู้หล่อเหลาขยับเก้าอี้ไปแนบชิดคนข้างกายจนตัวแทบจะเกยกันได้โดยไม่ต้องแคร์สายตาใคร

“กินเยอะๆ นะ”

“…” ไคพยักหน้าเนือยๆ หนึ่งครั้งแล้วตั้งท่าจะตักอาหารคำแรกเข้าปาก ทว่าจู่ๆ ก็ชะงักไปกะทันหันเหมือนเพิ่งคิดอะไรได้ จึงเบนสายตากลับไปมองคนที่เกาะแขนเขาไว้ไม่ยอมกินอะไรแทน

“มีอะไรเหรอ”

“…ทำไม”

“ทำไมไม่กินน่ะเหรอ... ฉันแค่อยากดูไคกินก่อนเฉยๆ” มิคาเอลตอบพร้อมรอยยิ้มไม่น่าไว้วางใจอันเป็นปกติ “ไคกลัวฉันจะใส่อะไรลงไปเหรอ ยาปลุกอะไรพวกนั้นหรือเปล่า”

“…”

“ถ้าฉันจะวางยาไค ฉันวางที่ห้องไม่ดีกว่าเหรอ จะมาวางที่ร้านอาหารทำไม... อา แต่จะว่าไปนั่นก็เป็นความคิดที่ดีอยู่นะ ถ้าวางที่ร้านอาหารแล้วค่อยลากกลับไป ไคน่าจะคิดไม่ถึงใช่ไหม”

ในระหว่างที่มิคาเอลกำลังพึมพำกับตัวเอง เจ้าของใบหน้าเฉื่อยชาเสมอต้นเสมอปลายก็หันหน้ากลับไปตักอาหารเข้าปากเรียบร้อยแล้ว ลักษณะท่าทางภายนอกดูคล้ายไม่สนใจ ทว่าทุกคำที่ดังออกจากริมฝีปากได้รูปนั่นกลับรับฟังและจดจำเอาไว้ทั้งหมด 

“ฉันกินด้วยก็ได้ ไคจะได้ไม่ต้องกังวล” 

ปากว่าไปนั่น แต่กลับยังเกาะติดอยู่เหมือนเดิม แค่ยื่นมือไปหยิบตะเกียบที่ใช้ยังไงก็ใช้ไม่เป็นมาถือไว้ แล้วพยายามลอกเลียนแบบท่าทางของหนุ่มเอเชียลูกเสี้ยวไทยจีนญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับมันดีอยู่แล้วเหมือนที่ชอบทำ ในใจไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องใช้ตะเกียบเป็นเลยสักนิด เพราะที่ทำนี่ก็เพื่อ...

“เอา?”

“ลองผักนั่นก็ได้” มิคาเอลตอบอย่างรู้ใจโดยไม่ต้องรอให้ไคพูดอะไรยาวๆ จากนั้นก็อ้าปากรอรับอาหารที่อีกคนคีบมาส่งถึงที่อย่างอารมณ์ดี... และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เขาไม่เคยนึกอยากใช้ตะเกียบเป็นเลยสักครั้ง หรือต่อให้ใช้เป็นก็จะทำเป็นใช้ไม่เป็นอยู่อย่างนี้นี่ละ

คนที่มีมือแต่ไม่ยอมใช้ มีปากเรียกพนักงานให้เอาช้อนส้อมมาให้แต่ไม่ยอมเรียกหลอกล่อให้ไคป้อนข้าวให้ตัวเองอยู่นาน กระทั่งคนป้อนอิ่มไปก่อนแล้วก็ยังอ้าปากคอยเป็นลูกนกไม่หยุด ดวงตางดงามที่เคยเย็นชาเสมอ ในยามนี้เรียกได้ว่าเป็นประกายวิบวับคล้ายอยากออดอ้อนจนเต็มแก่

ติดอยู่อย่างเดียวคือหน้าไม่ให้สุดๆ...

แทนที่จะเหมือนสาวน้อยมีความรักเลยกลายเป็นตัวร้ายเลวทรามแทน

“อิ่มไหม” มิคาเอลยิ้มนิดๆ มองเมินสีหน้าที่อยากบอกว่าไม่อิ่มก็ต้องอิ่มของไคไปโดยสิ้นเชิง “ไคอยากไปไหนหรือเปล่า หรือกลับห้องของเราดี”

“…กลับ”

“ได้ กลับกันเถอะ” 

คนขี้ตามใจจูงมือไคพาเดินออกไปด้านนอกอย่างสบายอกสบายใจ ท่าทางอารมณ์ดีเหมือนโลกนี้มีแต่สีชมพูทำเอาลูก้ากับคนอื่นๆ ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูขนลุกไปหมดทั้งตัว ยิ่งยามขึ้นรถไปเห็นเจ้านายตัวเองกอดแขนแล้วเอนหัวพิงไหล่คนข้างกายอย่างออดอ้อนยิ่งแล้วใหญ่

ลูก้าที่จงใจเปลี่ยนมานั่งเบาะหน้าเบนสายตาออกนอกหน้าต่างโดนอัตโนมัติ ไม่คิดจะหันกลับไปมองหรือสนใจคนสองคนทางด้านหลังอีก แต่ก็ยังไม่วายถูกคำพูดน่ากลัวๆ ของเจ้านายตามหลอกหลอนอยู่ดี

“ฉันง่วงนอนแล้ว เรากลับถึงห้องแล้วนอนกันเลยดีไหม”

“…”

“อาบน้ำพร้อมกันด้วยเลยดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลา”

“…”

อาการหนัก...หนักมากๆ

“จะว่าไปแล้วเรื่องยาปลุก เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันเคยใช้กับไคแล้วนี่นา ตอนนั้นไคขังตัวเองไว้ในห้อง ไม่ยอมให้ฉันเข้าไปหา รู้หรือเปล่าว่าฉันเกือบพังประตูเข้าไปแล้ว”

น่ากลัว...

น่ากลัวเกินไปแล้ว



----------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 493 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

565 ความคิดเห็น

  1. #565 della2554 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 10:30
    ทำไมไค พูดน้อยจัง

    แต่ยิ่งงง ว่ามิคาเอลกลับรู้เรื่องแหะ55
    #565
    0
  2. #546 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 19:15
    เคยวางยาแล้วด้วย55555
    #546
    0
  3. #544 WTwinter (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 09:50
    เห้ยยย ยอมพี่แกจริงๆ55555
    #544
    0
  4. #532 NACHI1743 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 21:48
    แง้55555555สงสารลูก้านะคะ555555555
    #532
    0
  5. #514 chalillxx_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:53

    คือชั้นอะน่ะอยากรู้ว่ามันขนลุกขนาดไหนจนไปนั่งจ้องรูปปกดูแล้วก้เออขนลุกจริงว่ะ คือแบบมันไม่ได้เลยอะมิคาเอลคือนายแบบหล่อตัวร้ายมาก แล้วความยิ้มของนายคือแบบเธอมันตัวร้ายตัวร้ายชัดๆ คงจะมีแค่ไคคนเดียวแหละที่มองนายเป้นแมวอะ แต่แบบขำว่ะ ชั้นว่าพระเอกชั้นก็ต้องไม่ทำธรรมดาอะ คือแบบดูนิ่งจนน่ากลัวเลยอินิสัยแบบนี้มันต้องแบบเทพซ่า555+แน่ๆ

    #514
    0
  6. #488 baekbow (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 13:30
    นี่นายเอกของเราจริงๆหรอ ตั้งแต่อ่านมานี่จินตนาการภาพมิคาเอลได้งงมาก เป็นนายแบบที่หล่อมากๆ แต่ชอบทำตัวมุ้งมิ้งกับไค แต่ไรท์ก็บรรยายออกมาว่ามันค่อนข้างจะน่ากลัวมากกว่าน่ารัก เราควรจะเห็นภาพมิคาเอลไปทางไหนดี 55555
    #488
    0
  7. #464 premmiii (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 23:05
    ว้อย 55555555
    #464
    0
  8. #452 min-issaree (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 09:18
    น้อนค้าบบบบ โคตรน่ารักเลยแงงงงเอ็นดูลูก้าด้วย55555555555
    #452
    0
  9. #446 paprawarin03 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 17:38
    น่สรักแบบน่ากลัวอ่ะพี่มิ5555
    #446
    0
  10. #429 mmamaexx (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 12:48
    55555555 สงสารลูก้า
    #429
    0
  11. #426 Fah Skye (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 06:53
    อ่านถึงตอนนี้ก็ยังสงสัยว่าใครเป็นรุกใครเป็นรับ 5555
    #426
    0
  12. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 09:58
    ขำพี่มิ 55555 พี่อยากเป็นเมียทำไมลูกน้องพี่ไม่เข้าใจ
    #406
    0
  13. #374 gamyuyyuy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 21:55
    5555 ทำไมพี่มิร้ายย
    #374
    0
  14. #317 xวาuxวาu (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 11:07
    555555
    #317
    0
  15. #286 Oo แว่นน้อย oO (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 15:47
    5555 พี่มิ รุกสุดๆแล้วนะไค
    #286
    0
  16. #248 ChocoMell (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 19:34
    สงสารพี่ลูก้าจัง

    สู้ๆนะพี่ลูก้า
    #248
    0
  17. #173 demonheart (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 22:33
    อื้มๆ~~น่ากลัว
    #173
    0
  18. #152 FDB88 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 20:08

    55555 ขำพี่มิมาก พี่จะหวานก็ดูลูกน้องด้วยจ้า ขนลุกกันหมดทุกคนแล้วว ขำที่ลูก้าคิดว่าพี่มิอาการหนักมาก เราก็คิดเหมือนกัน 5555

    #152
    0
  19. #59 DayLemons (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 07:55
    นี่มันพี่มิกับน้องไครึปะ แก๊~~~
    #59
    0
  20. #58 mew7367 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 05:54
    พี่มิ..

    จะรู้ตัวมั้ยว่าทำเค้ากบัวกันไปทั่วทั้วพระนครเเล้วววววโดยเฉพาะ

    ลูก้าาาาาาาา5555
    #58
    0
  21. #57 Akachiji (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 13:12

    ลูก้าผู้น่าสงสาร 55555
    #57
    0
  22. #56 เมี๊ยว~ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 08:40
    ในเรื่องนี้น่ากลัวอยู่คนเดียวอ่ะพี่มิ5555555555
    #56
    0
  23. #55 คุณแว่นกลม (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 02:15
    ลูก้าได้คิดแทนเราทุกอย่างแล้ว555 เรื่องยังต้องการตัวร้ายอยู่มั้ย คุณมินี่น่ากลัวที่สุดแล้ว55555
    #55
    0
  24. #54 Cnpt (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 23:35
    เรื่องนี้น่ากลัวแค่คนเดียวอะจริงๆ5555555
    #54
    0
  25. #53 Rujie Taew (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 23:03
    ตัวร้ายเรื่องนี้มีคนเดียวคือพี่มิคนดีของน้องใช่มั้ยคะ 555
    #53
    0