(จบแล้ว) 90 วัน รัก ไสย ไสย (Yaoi)

ตอนที่ 14 : Day 59 : ในใจนั้นมีคำตอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    2 ก.ย. 61



Chapter 14

/Day 59/  ในใจนั้นมีคำตอบ



ห้องแดงเป็นเหมือนอาณาเขตหวงห้ามในความคิดของขุนสมุทร


เขาไม่เคยอยากเข้าใกล้ห้องนี้เลย นับตั้งแต่ได้ยินเสียงวิญญาณมากมายกรีดร้องในห้องนี้เมื่อครั้งมาอาศัยอยู่ ณ คฤหาสถ์แห่งนี้ครั้งแรกเมื่อตอนเป็นเด็ก และนั่นคงไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีสำหรับใครก็ตามยกเว้นพ่อของเขา


...ชลชลัช ตติยะฤกษ์ ผู้นำตระกูลหลิวใช้ห้องนี้เป็นห้องทำงานโดยมีเพียงโต๊ะทำงาน โซฟากำมะหยี่สีเลือดนกที่ตั้งตระหง่านอยู่ท้ายห้อง และกระถางต้นไผ่กวนอิมสองต้นขนาบหน้าประตู


“สิญจน์บอกว่าแกจะมา แต่ไม่ได้บอกว่าจะพาคนอื่นมาด้วย”


“ผมแจ้งคุณสิญจน์แล้ว”


“ฉันก็ไม่ได้สงสัยอะไรแกนี่” เสียงทุ้มแต่กังวาลอย่างผู้ใหญ่กล่าว ขุนสมุทรรู้ดีว่าพ่อของเขาไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องจุกจิกดังนั้นเรื่องของปัง...ก็คงจะไม่เป็นไร


แม้จะเป็นเพราะอุบัติเหตุ แต่เรื่องที่เขาตกอยู่ในอาคมคู่รักก็ไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างปลาแดงจะพอใจแน่


“ทำไมผมมาอยู่นี่” อันที่จริงเขาอยากจะถามว่าคนที่เป็นห่วงอยู่ที่ไหนมากกว่า 


“แกมาอยู่ที่นี่เพราะความอ่อนหัด แต่สิญจน์ก็นะ อย่างแกไม่เห็นจะต้องใช้เขตอาคมขั้นสูงด้วยซ้ำ” เมื่อร่างสูงใหญ่เดินมาหยุดตรงหน้าเขาจึงได้เห็นถนัดตาว่าผู้เป็นพ่ออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำที่ใส่เหมือนกันทุกวันจนแทบจะเป็นเครื่องแบบ ใบหน้าคมคร้ามนั้นไม่ได้ดูต่างจากครั้งสุดท้ายที่เห็นสักเท่าไร ผมสีดำแทรมสีดอกเลายาวถึงกลางหลังถูกมัดขมวดเป็นปมที่ท้ายทอย ในวัยห้าสิบเก้าปีพ่อของเขายังคงดูภูมิฐานและน่ายำเกรงไม่เปลี่ยน


“คุณสิญจน์...ตอนไหนกัน”


“เรื่องนั้นฉันไม่รู้หรอก สิญจน์บอกว่าขอฝากแกไว้ห้องนี้สักพัก” ได้ยินดังนั้นเขาก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ต่อ เป็นเขาด้วยซ้ำที่กลัวจะถูกซักไซ้เรื่องอื่น ขุนสมุทรพยักหน้ารับรู้ก่อนลุกขึ้นยืนเตรียมเดินออกจากห้องแต่กลับถูกเรียกไว้ก่อน 

“ไม่เจอตั้งนาน อยู่คุยกันอีกหน่อยสิ” ผู้เป็นพ่อไม่ได้รอคำตอบ “เพื่อนเราเป็นใคร?”


ปัง...ไม่ใช่เพื่อน


แม้จะเกิดจากเรื่องสุดวิสัย แต่สำหรับเขา...ก็เป็นคนรัก


“รุ่นน้องที่มหาลัย มีธุระก็เลยพามาด้วย”


“ธุระ? ธุระอะไรที่ทำให้แกพาคนนอกมาที่บ้าน บ้านที่ตัวแกเองยังไม่อยากกลับมาเลยเนี่ยนะ” สายตาของพ่อไม่ต่างจากเครื่องจับเท็จ “นี่กำลังร้อนรนเรื่องไอ้หนูนั่นอยู่ล่ะสิ”


“ไม่ใช่เรื่องที่พ่อต้องสนใจหรอก” เมื่อได้ยินเขาตัดบทดังนั้นพ่อก็เงียบเสียง ขุนสมุทรค้อมศีรษะเบาๆ อีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องโดยไม่ลังเล คุณสิญจน์คิดจะทำอะไรเขาไม่รู้แต่ที่แยกเขาออกมาแบบนี้คงต้องเกี่ยวกับปังแน่ แค่คิดความรู้สึกบางอย่างก็แน่นในอก เขาหวาดหวั่นเสียยิ่งกว่าตอนที่ตื่นมาในห้องแดงเมื่อครู่เสียอีก


ต่อให้เป็นคุณสิญจน์ก็เถอะ ถ้าปังของเขาเป็นอะไรไปแม้แต่นิดล่ะก็...เขาไม่ปล่อยไว้แน่!


****


***


**


แล้วทำไมไอ้ตัวป่วนมันถึงได้นั่งหน้าแฉล้มอยู่อย่างนี้ล่ะ!


ขุนสมุทรรู้สึกถึงแรงเต้นตุบที่ขมับเมื่อเห็นคนที่เขาเป็นห่วงแทบตายกำลังนั่งจิบชาสบายใจเฉิบอยู่ในห้องโถงเล็กชั้นล่างราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรทั้งสิ้น แถมคนที่วางเขตอาคมใส่เขายังนั่งยิ้มอยู่ฝั่งตรงข้ามเหมือนกำลังคุยกันถูกคอเสียด้วย


“คุณสิญจน์!” ความโกรธทำให้เสียงที่เปล่งออกมาดุดันจนตัวเองยังต้องชะงัก “คิดจะอะไรกันแน่!?”


“พี่ขุน!” ปังตอตาโตเหมือนทุกครั้งที่ตกใจ แบบที่เขาคิดว่าน่ารักเหมือนหมาชิวาว่า “ลงมาจนได้ คุยอะไรกับคุณพ่อตั้งนาน”


“…” ขุนสมุทรเงียบกริบ


“…” ปังตอได้แต่รอฟัง


“…เอ่อ…” เป็นคุณสิญจน์ที่พูดขึ้นมา “คุณท่านขึ้นไปพักใหญ่แล้ว คุณขุนตื่นนานหรือยังครับ?”


“เจอกับพ่อแล้วงั้นหรอ?” คำถามนั้นส่งไปยังปังตอโดยไม่ได้สนใจสิ่งที่คุณสิญจน์ถามก่อนหน้าแม้แต่น้อย แต่คนที่ต้องตอบก็ยังคงทำหน้าอยากรู้อยากเห็นเหมือนต้องการคำตอบที่ตัวเองถามไปก่อนเช่นกัน


สรุปว่านี่มีแต่คนอยากถามแต่ไม่มีใครอยากตอบอะไรเลยสินะ!


“เฮ้อ!” ขุนสมุทรยกมือขึ้นเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าด้วยความว้าวุ่นใจ ทำไมอะไรๆ ก็ปั่นป่วนแบบนี้ “มากับพี่” พูดได้แค่นั้นเขาก็คว้าแขนไอ้ตัวป่วนลากกลับห้องไปด้วยกัน ช่างเรื่องคุณสิญจน์ไปก่อน ไม่ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรอย่างน้อยตอนนี้ปังตอก็ปลอดภัย พ่อเองก็ไม่ได้เซ้าซี้เรื่องปังอย่างที่ิคาดไว้ แต่ที่ยังไงก็ปล่อยไว้ไม่ได้คือไอ้อาการไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนในความดูแลนี่แหละ 


ดูสิ! ข้างแก้มมีครีมเปื้อนอยู่ด้วย นี่กินสโคนมาด้วยใช่ไหมเนี่ย!?


“นี่รู้ตัวไหมเนี่ยว่าพี่เป็นห่วงแค่ไหน!?”


****


***


**


เสียงพี่ขุนดัง 180 เดซิเบล ระดับสูงสุดแบบที่กระดูกค้อน ทั่ง โกลนแทบจะไหลไปรวมกัน แต่ประโยคนั้นกลับทำให้หัวใจชุ่มชื่นกว่าเดิมเสียอีก เป็นห่วงล่ะสิท่า 


“ไม่ต้องมายิ้มทะเล้น รู้รึเปล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” คุณชายหมอผีเสียงเข้ม


“คุณสิญจน์เอาผีตัวโย้ เอ้อ...เงาภูติ มาลากผมไปแล้วบอกว่าพี่ขุนโดนอาคมหมดสติด้วย”


“แล้วเราก็ยังนั่งคุยกับเขาสบายใจเฉิบเนี่ยนะ!?”


“ก็แล้วจะให้ทำยังไงเล่า” เป็นเขาที่ขึ้นเสียงกลับ “เขาบอกว่าพี่จะไม่เป็นไร ที่พาตัวผมไปก็เพราะมีเรื่องอยากคุย” ไม่รู้ว่าผมแสดงสีหน้ายังไงออกไปพี่ขุนถึงได้ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า เราสองคนนั่งลงคนละฝ่ั่งของโซฟา

 

“คุณสิญจน์คิดว่าเราเป็นแฟนกัน เอาจริงๆ ก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง”


“บ้านนี้ไม่มีอะไรเล็ดลอดหูตาคุณสิญจน์ไปได้หรอก แต่ที่เขาทำมันไม่ถูก คิดจะวางเขตอาคมตรงไหนก็ได้หรือไง มันอันตรายมาก” ผมพยักหน้า ไอ้ที่คิดว่าพี่ขุนจะไม่ให้ความร่วมมืออะไรสักอย่างก็เลยทำใหสลบจบๆ ไปเสียนี่ก็ไม่รู้ว่าคุณสิญจน์ดูละครมากไปหรือเปล่า


แถมกว่าพี่ขุนจะลงมาจากห้องนั้นก็บ่ายกว่าแล้ว เมื่อคืนหลังจากที่คุยกับคุณสิญจน์เรียบร้อยผมก็กลับไปที่ห้อง ถึงจะนอนไม่หลับแต่วันนี้ก็ตื่นแต่เช้า นอกจากจะได้แต่นั่งรอพี่ขุนแล้ว


…ก็ได้ทำตามที่ตกลงกับคุณสิญจน์ไว้เมื่อคืน…


“แล้วเขาทำอะไรหรือเปล่า เราไม่เป็นไรใช่ไหม?” ผมพยักหน้าหงึกหงัก


“ร่างกายอ่ะปลอดภัยดี แต่สติปัญญาเหมือนโดนกระทืบอ่ะ เปิดโลกมิติลี้ลับมาก จะไม่เชื่อก็ไม่ได้เพราะเห็นมาแล้วกับตา” ผมตอบตามจริง “พอคุณสิญจน์คิดว่าผมเป็นแฟนพี่ ผมเลยขอร้องให้เล่าเรื่องครอบครัวพี่ให้ฟัง ไม่รู้สิ เขาบอกว่าเขาอยากช่วย”


พี่ขุนเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ 999 ไม่รู้ว่าฟังแบบนี้แล้วหายโกรธคุณสิญจน์รึเปล่า


“เราเจอพ่อพี่แล้วใช่ไหม?”


“คุณชล...เขามองหน้าผมแล้วไม่พูดอะไรเลย เกร็งแทบตาย” จู่ๆ พี่ขุนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ลุกมานั่งข้างๆ แล้วรวบตัวผมไปกอดกระทันหัน “พี่ขุน...”


“ปัง” เสียงนั้นกล่าวเบาหวิว “มีแค่เรื่องของเราเท่านั้นที่พี่อยากเลือกเอง” ผมไม่ตอบอะไร เพียงแต่เอื้อมมือไปสัมผัสไหล่พี่ขุนเบาๆ อาคมคู่รักทำให้ผมสัมผัสความรู้สึกของพี่ขุนได้ ความเศร้าและเจ็บปวดแผ่ตัวปกคลุมผู้ชายตรงหน้า เรื่องที่คุณสิญจน์เล่าไหลเข้ามาในหัว คนรอบตัวพี่ขุนมีแต่ถูกเลือกสรรมาแล้วเท่านั้น


…ยกเว้นผม...


“ถ้าพี่เลือกผมแล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรได้รึเปล่า?” ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงได้ถามออกไปแบบนั้น แต่ผมไม่ได้รับคำตอบมีเพียงอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้นเท่านั้น “เป็นผมน่ะดีแล้วใช่ไหม?” 


“พูดอะไรไม่สมกับเป็นเราเลย” พี่ขุนว่าพลางจับหัวผมโยกเบาๆ เดี๋ยวนี้แมร่งอ่อนโยนจังวะ แบบนี้มันยิ่งหวั่นไหวนะเว้ย


“เรื่องของพ่อน่ะช่างเถอะ ยังไงอีกสามวันเราก็จะไปจากบ้านนี้แล้ว” ผมเหยียดตัวนั่งหลังตรงทันที อันที่จริงพี่ขุนบอกไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าเราจะไปแต่ดันเกิดเรื่องวุ่นๆ เสียก่อน 



…ตามหาพี่จอม...



ภารกิจหลักที่พาเรามาถึงที่นี่


“ที่ไหน?” ผมถามสั้นๆ


“ทะเลสาบหมื่นดารา” ไม่น่าถามเลยกู เพราะถามไปก็ไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน “พี่เองก็ไม่เคยไปหรอกนะ แต่ก็เป็นที่เที่ยวที่ดังอยู่เหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าคนอย่างพี่จอมจะอยู่ที่นั่น” 


“แล้วทำไมถึงรู้ว่าเป็นที่นั่นล่ะ?”


“จดหมายที่อังคารได้รับ พี่เห็นภาพที่นั่น ตอนแรกก็ไม่รู้จนต้องมาเสิร์ชหาอีกที” พี่ขุนตอบ ผมนึกตามถึงวันที่ไปเจอไอ้อังคารที่ร้านกาแฟแถวควานไจ่เซี่ยงจื่อ วันนั้นพี่ขุนสัมผัสจดหมายที่อังคารยื่นให้แล้วยืนยันว่ามันมาจากพี่จอม ผมมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความไม่เชื่อ แค่จับกระดาษใบเดียวก็รู้เนี่ยนะ เกินไปป่าววะ


“ไม่ว่าใครถ้ามีรอยสลักของผู้สืบทอดก็จะเห็นภาพเหมือนกัน เพราะงั้นอังคารถึงเอามันมาให้พี่” ชั่วครู่นั้นอีกฝ่ายจ้องลึกลงไปในแววตาผม ผมรู้ว่าพี่ขุนพูดความจริง


“แล้วถ้าพ่อพี่ได้จดหมายนั่นไป...” 


“เขาก็จะรู้ว่าวันนั้นพี่จอมไม่ได้ตาย” พี่ขุนตอบ “แต่ถ้าอังคารอยากให้จอมนทีกลับมาเป็นตติยะฤกษ์จริงๆ คงไม่ไปหาพี่ถึงกรุงเทพฯ หรอก คงไปหาพ่อพี่ไปแล้ว” ผมคิดตาม จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า ถ้าอังคารอยากให้ปลาแดงไปตามหาตัวลูกชายกลับมาก็คงเอาจดหมายมาที่คฤหาสถ์นี้แทนที่จะไปวุ่นวายกับพี่ขุนอย่างที่เจ้าตัวทำ


“แต่หมอนั่นก็ไม่คิดวางมือง่ายๆ ด้วย เพราะอย่างนั้น...” พี่ขุนล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบสร้อยข้อมือเล็กๆ ออกมา “เอามือมานี่สิ” เมื่อเห็นผมยังเงอะงะอีกฝ่ายเลยถือวิสาสะดึงข้อมือไปสวมให้ ใจผมเต้นแรงขึ้นมา อยู่ๆ ก็โรแมนติกหรอวะ อารมณ์ไหนของมึงวะพี่ขุน ผมมองใบหน้าอมยิ้มของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ


แต่เดี๋ยวก่อน...ทำไมไอ้สร้อยข้อมือนี่มันมีตุ๊กตาเด็กตัวเล็กๆ ห้อยอยู่ด้วยวะ


ไม่น่าไว้ใจสัสๆ!


“นี่มันอะ..”


“เอาน่า” พี่ขุนตัดบท มือหนาตบไหล่ผมปุๆ เหมือนปลอบใจ “บางอย่างไม่รู้จะดีกว่า”


ฟังแบบนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจสิโว้ย!


“พี่เองก็ใส่เหมือนกัน เห็นมั้ย?” ไม่ว่าเปล่าเจ้าตัวยังชูข้อมือซ้ายขึ้นมาให้เห็นว่าสวมกำไลที่มีลักษณะเป็นลูกประคำไม้อยู่รอบข้อมือ 


“แบบนี้มันเท่กว่าตุ๊กตาไม่ใช่หรือไง แน่จริงแลกกันดิ”


ไม่รอให้ผมทักท้วงคุณชายหมอผีก็ฉุดผมลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปยังเตียงนอน “นอนกันเถอะ” พี่ขุนหาวหวอด ดึงผมให้ลงไปนอนข้างๆ “เพราะเมื่อคืนคุณสิญจน์มาวุ่นวายแท้ๆ วันนี้ก็พักผ่อนให้มากๆ” 


เรื่องระหว่างคุณสิญจน์กับผมเมื่อคืน...ก็ยังบอกพี่ขุนไม่ได้เหมือนกัน...


“แล้วเรื่องที่เราจะไปทะเลสาบอะไรนั่นกัน จะไม่เป็นไรจริงๆหรอ?”


“ไม่รู้เหมือนกัน” ตอบตามมีตามเกิดอีกเหมือนเคย ผมถอนหายใจเฮือก มองไอ้หมอผีที่พร้ิมตาหลับไปก่อนดูท่าจะง่วงมาก ไหนคุณสิญจน์บอกว่าเมื่อคืนพี่ขุนหลับเพราะกับดักอาคมไปแล้วไง เมื่อกี้ก็เพิ่งจะตื่นไม่ใช่หรอ แต่ก็ช่างเถอะ ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายเจออะไรมาบ้าง 


ผมที่ได้นอนไปบ้างแล้วขยับจะลุกไปนั่งเล่นโทรศัพท์แต่ถูกวงแขนนั้นรั้งเอาไว้


“อยู่เถอะ” อีกฝ่ายกระซิบแผ่วโดยไม่ได้ลืมตา ในระยะใกล้กันขนาดนี้ผมสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆ ได้ชัดเจน ระหว่างที่มองใบหน้านั้นผมได้แต่นึกถึงเรื่องที่ไม่ได้บอกคุณสิญจน์ เรื่องที่พี่ขุนไม่ให้ผมพูดถึง


ว่าระหว่างพวกเรามีอาคมคู่รักผูกมัดเอาไว้...และมันจะจบลงในเก้าสิบวัน


****


***


**


สี่วันหลังจากนั้นเราออกเดินทางไปหางโจว แน่นอนว่าเราบอกคุณสิญจน์ว่าเป็นธุระของผมก็เท่านั้น โชคดีที่ทั้งผมและพี่ขุนไม่ได้เจอปลาแดงอีกหลังจากเรื่องวันนั้น ซึ่งพี่ขุนก็ดูไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ที่พ่อไม่อยู่บ้านเลย เจ้าตัวพูดเองด้วยว่ามาครั้งนี้ไม่คิดจะได้เจอพ่อด้วยซ้ำ


ผมเพิ่งรู้ทีหลังว่าพี่จ้าวเป็นคนจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินและอะไรต่างๆ ให้ทั้งหมด พี่ขุนบอกว่าไม่ได้เล่าให้พี่จ้าวฟังทั้งหมดว่ากำลังทำอะไรแต่ผู้เป็นพี่ก็ยินดีช่วย


กำแพงของทั้งสองคนจะลดลงหรือเปล่าผมเองก็ไม่รู้ แต่ว่ามันก็เป็นสัญญาณที่ดีแหละมั้ง


“ต่อเรืออีกหรอเนี่ย?” หลังจากนั่งรถมาเกือบสองร้อยกิโลก็พบว่าเราต้องมาต่อเรืออีก ผมที่รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมานิดหน่อยทิ้งตัวนั่งเอนหลังบนม้าหินอ่อนขณะรอเรือเฟอร์รี่รอบถัดไป


“เดี๋ยวเห็นวิวแล้วจะหายเหนื่อย” ยังจะยื่นมือถือโชว์รูปที่เสิร์ชจากกูเกิ้ลให้ดูอีก นี่ก็ไม่ได้อยากงี่เง่าหรอกนะแค่เมารถนิดหน่อย 


ผมแกล้งฉีกยิ้มจนปากแทบถึงใบหูแบบโคตรเสแสร้ง


“กวนตีน” อ้าวเฮ้ย ด่าแรงเฉย “แต่ก็น่ารัก”


“ไม่ได้มาเที่ยวดูวิวสักหน่อย จริงจังนะเว้ย” ผมกลบเกลื่อน ถึงจะดีใจที่ได้มาด้วยกันอยู่ก็เหอะ แต่ใครจะไปทำดี๊ด๊าได้ลงในเมื่อภารกิจหลักยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง 


เราจะหาพี่จอมเจอไหม? ถ้าเจอแล้วพี่ขุนจะเป็นยังไง? พี่จอมจะกลับไปบ้านตติยะฤกษ์? หรือเปล่าหรือว่าไอ้อังคารจะมาไม้ไหน? เอาเป็นว่าคำถามคาใจยังคงยาวเป็นหางว่าว 


ขณะที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกถึงสายตาที่มองอยู่และพอหันไปสบตา ถึงได้ทันเห็นว่าพี่ขุนมองผมด้วยสายตายังไง มันทั้งอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรู้สึก



…รัก…



“ปัง พอกลับไทย เราสองคนคบ...”


“ระ เรือมาแล้ว!” แล้วกูจะลนทำเพื่อ! ผมลุกพรวดชี้มือไปที่เรือเฟอร์รี่ที่กำลังเข้าจอดเทียบท่า นักท่องเที่ยวทยอยเดินขึ้นเรือตามบัตรคิว พี่ขุนอมยิ้มแล้วลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย 


“หนีได้ก็หนีไป” อีกฝ่ายยิ้มกริ่มชวนหวั่นไหว พี่ขุนเดินนำไปก่อนปล่อยให้ผมที่ยังยืนสติหลุดรีบคว้ากระเป๋าแล้วตามไป หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเพียงคิดถึงสายตาและคำพูดเมื่อนาทีก่อน 



เหมือนจะ...ขอคบจริงๆ หรอวะ?



หมายถึงต่อให้อาคมคู่รักหมดเวลาลงก็จะคบกันหรอ สมองประมวลผลทุกความเป็นไปได้ระหว่างที่เรือแล่นออกไปท่ามกลางเวิ้งน้ำ


“หรือจะพูดว่าขอครก?” ซึ่งไม่เมคเซ้นสัสๆ


“พึมพำอะไรอยู่คนเดียว หืม?” ผมสะดุ้ง “ไม่เมาเรือใช่ไหม?” ยิ่งแสดงความเป็นห่วงก็ยิ่งหวั่นไหวสิโว้ย ผมส่ายหน้าดิก วินาทีนี้มีเรื่องให้คิดจนเวียนหัวแทนเมารถเมาเรือแล้ว 


จู่ๆ มืออุ่นก็มาสัมผัสกลางหน้าผากแล้วตีแก้มผมเบาๆ


“เช็คดูว่าเป็นไบโพลาร์รึป่าว เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวขมวดคิ้วอยู่นั่น”


“ไอ้พี่ขุน!” ผมต่อยแขนอีกฝ่ายแรงๆ พี่ขุนร้องโอดโอยแต่ก็ยังหัวเราะ พออีกฝ่ายชวนคุยไอ้บรรยากาศทะแม่งๆ ก่อนหน้านี้ก็ดีขึ้น ผมมองวิวระหว่างทาง ผืนน้ำสีฟ้าเข้มสาดซัดอยู่รอบด้าน 

     

        ผมมองแผ่นพับที่ได้ก่อนขึ้นเรือ ที่เรียกว่าทะเลสาบหมื่นดาราเพราะที่นี่เป็นอ่างเก็บน้ำที่ปล่อยน้ำลงมาในหุบเขาจนภูเขาที่โผล่พ้นน้ำนับร้อยพันดูกลายเป็นเกาะแก่งกระจายอยู่บนผืนน้ำ ได้ยินว่าตอนกลางคืนแสงดาวจะสะท้อนลงผืนน้ำจนแทบแยกฟ้ากับน้ำไม่ออก 


เรือเฟอร์รี่ลัดเลาะไปตามเส้นทางผ่านเกาะสีเขียวบนผืนน้ำสีฟ้า ผมสูดอากาศสดชื่นเต็มปอด


“สวยชะมัด” ได้ยินพี่ขุนพูดแบบนั้นผมก็หันกลับไปตั้งใจจะแซวกลับ แต่เมื่อเห็นคนพูดเพียงแต่ทอดสายตาออกไปไกลจึงได้แต่มองตาม


“อืม สวยจริงๆ นั่นแหละ” พอผมตอบแบบนั้น มือก็ถูกคนข้างๆ วางมือกุมทับเอาไว้ พี่ขุนไม่พูดอะไร บางครั้งการใช้ความเงียบเติมเต็มคำตอบก็ไม่เลวเหมือนกัน


เกือบชั่วโมงหลังจากนั้นก็มาถึงเกาะใหญ่ซึ่งเป็นแผ่นดินหลักของทะเลสาบ ถึงที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นไร่ชาแต่ก็มีร้านรวงต่างๆ พร้อมสรรพไว้บริการนักท่องเที่ยว เราเดินขึ้นเนินเขาไปยังโรงแรมซึ่งพี่จ้าวจองไว้ให้ ดูแล้วราคาก็คงไม่ใช่เล่นๆ ห้องใหญ่ซีวิวขนาดนี้ มีระเบียงอีกต่างหาก ผมยืนเกาะรั้วระเบียงดูวิวด้วยความฟินถึงขีดสุด


“จองห้องแบบนี้ให้สงสัยคิดว่าเราสองคนทนไม่ไหว จะมาถอนอาคมคู่รักล่ะมั้ง” พี่ขุนกระตุกยิ้มมุมปาก แววตาดูชั่วๆ ยังไงชอบกล เอ...เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าผมจำไม่ผิดตอนที่ต้องอาคมคู่รักวันแรกๆ เคยเค้นถามไปว่าทำยังไงถึงจะถอนอาคมนี้ได้แล้วก็ได้คำตอบมาว่า




…‘มีเซ็กซ์กัน แล้วทุกอย่างก็จะจบ’...




“เอาจริงๆ ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเหมือนกันนะ น้องปังว่ายังไงครับ” ไอ้พี่ขุน ทำไมเสือกพูดครับด้วย! แล้ววิธีการเรียกโคตรน่าขนลุกนั่นอีก ผมชูนิ้วกลางให้ก็หัวเราะตอบกลับมา 


“เปลี่ยนใจก็บอกล่ะ” มือหนายกขึ้นเสยผมที่ตอนนี้โดนลมโกรกจนไม่เป็นทรง แต่พออีกฝ่ายเอามือขยี้ไปมากลับดู...หล่อเซอร์กว่าเดิมอีก ผิวแก้มที่แดงเพราะตากแดดมานั่นก็น่ามองชะมัด


ผมสะบัดหัวไล่ความคิดและพอเห็นผมทำแบบนั้นอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นจากโซฟาเดินดุ่มๆ ออกมาที่ระเบียง หน้าตามุ่งมั่นยิ่งกว่าตอนปราบผีเสียอีก!


“อะไรของพี่ อื้อ!”


เชี่ยยย! มึงนึกอยากจะจูบก็จูบหรอวะ แบบนี้ก็ได้หรอวะ!


“วิวสวยขนาดนี้ ไม่จูบเราตอนนี้ก็เสียดายแย่” พี่ขุนยิ้มกว้างเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร แล้วไอ้คุณชายหมอผีก็โน้มใบหน้าลงมาอีกรอบ ไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนขโมยจูบไปอีกครั้ง คราวนี้มันแนบแน่น อ่อนหวานและชวนเคลิ้มเมื่อถูกเรียวลิ้นไล่ต้อนจนต้องจำยอม ผมเอนตัวจนแทบจะหล่นจากระเบียงถ้าไม่มีแขนข้้างหนึ่งมาโอบรั้งไว้ สองมือกำแขนเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น 


เมื่อถอนใบหน้าออกห่างเพียงเล็กน้อยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ก็กระซิบข้างหู


“เสียวไหม” เชี่ย...ถามอะไรเนี่ย ผมเดาว่าหน้าตัวเองคงแดงไปถึงหู อีกฝ่ายหัวเราะหึ “หมายถึงเสียวตกน่ะ” ไม่ว่าเปล่าพี่แกเล่นปล่อยมือที่เกี่ยวรอบตัวไว้วูบหนึ่งทำผมเอาร้องเสียงหลง


“พี่ขุน!” ผมผลักอกอีกฝ่ายออกห่าง พี่ขุนหัวเราะกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋ม “เออ ขำได้ขำไป อย่าให้ถึงคราวผมบ้างล่ะ” 


“จะจูบคืน?”


“จะถีบให้ร่วง!” ผมแยกเขี้ยวซึ่งมันคงไม่ได้ทำให้ดูน่ากลัวแต่อย่างใดเพราะไอ้หมอผียังคงยิ้มกว้าง พี่ขุนขยับมาจับตัวผมหันกลับไปมองวิวเบื้องหน้าแล้วท้าวตัวคร่อมผมเอาไว้ ปลายคางอีกฝ่ายทิ้งน้ำหนักลงบนไหล่ 


“ทำหน้าเหมือนชิวาว่าอีกแล้ว เดี๋ยวก็โดนจูบอีกหรอก” ผมล่ะคร้านจะต่อปากต่อคำ 


เราอยู่ในท่านั้นพักหนึ่ง จ้องมองเวิ้งน้ำด้านหน้าด้วยความรู้สึกที่แม้แต่ตัวเองก็มั่นใจ มันไม่ใช่อาคมคู่รัก ไม่เหมือนกับความรู้สึกตื่นเต้นที่แล่นปราดเมื่อได้แตะต้องกันและกัน ไม่ใช่อารมณ์ที่อยากกระโจนใส่ทุกครั้งที่ได้เจอ ไม่เหมือนจิตใจที่ถูกบังคับให้คิดถึงทุกวันเวลาที่อาคมออกฤทธิ์



สิ่งที่เป็นอยู่นั้น...อบอุ่นและเรียบง่าย...



“วันนี้พักก่อน พรุ่งนี้นัดคนนำทางไว้แล้วคงต้องออกเรือสำรวจทั้งวัน จนกว่าจะเจอ” ปลายเสียงเบาหวิวทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป เมื่อมองออกไปยังผืนน้ำและหมู่เกาะมากมายเบื้องหน้า ที่เกาะใดเกาะหนึ่งเราเชื่อว่าพี่จอมอยู่ที่นั่น 


ท่ามกลางความรู้สึกหวานล้ำที่ได้สัมผัส ส่วนลึกในใจก็รู้ดีว่ามีเรื่องหนักหน่วงรออยู่ 


“ขอบคุณที่มาด้วยกัน” พี่ขุนกระซิบ


“สำนึกบุญคุณไว้ด้วยล่ะ เกิดเป็นคนต้องรู้จักกตัญญู” ได้ทีกูละ อยากทำเป็นโรแมนซ์นัก ผลลัพธ์คือคนที่ยืนอยู่ด้านหลังรวบวงแขนกอดผมแน่นจนส่งเสียง ‘แอ่ก’ ออกมา โอ้ย! กระดูกกูหักหมดแล้วมั้ง


“อย่างเรามันต้องเจอแบบนี้ อ่อนโยนด้วยไม่ชอบ”


“หน้าตาเหมือนโจรแต่อ่อนโยนต่อจุดซ่อนเร้นงี้หรอ?” ผมลอยหน้าลอยตาทั้งที่ยังลูบแขนตัวเองที่โดนรัดเมื่อครู่ป้อยๆ แววตาพี่ขุนเป็นประกายเหมือนขโมยแสงสะท้อนมาจากผืนน้ำเบื้องล่าง


“ปากดีแบบนี้สงสัยอยากโดนถอนอาคมวันนี้เลย” ไม่ว่าเปล่าแต่เจ้าตัวโผลเข้ามาตะครุบผมอย่างกับเสือจับเหยื่อ 


“เฮ้ยนี่มันกลางวันแสกๆ!” ทั้งที่ส่งเสียงโวยวายออกมาแต่ผมก็รู้ดีว่าตัวเองกำลังยิ้มกว้าง 


ขณะที่กำลังชุลมุนอยู่ที่ระเบียงเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เราสองคนผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ 


ผมมองหน้าและอีกฝ่ายขมวดคิ้วมองตอบแบบที่ดูออกว่าไม่ได้นัดใครมาตอนนี้แน่ๆ พี่ขุนกางแขนดันผมไปอยู่ด้านหลังเหมือนกำลังจะไม่ปลอดภัย 


เดี๋ยวก่อนสิวะ! นี่เพิ่งมาถึงเองนะโว้ย


“ขออยู่สงบๆ สักวันไม่ได้รึยังไง” พี่ขุนเสียงกรอดด้วยความไม่พอใจ 


...ก็แหงล่ะ...ไม่ว่านอกประตูห้องจะเป็นใคร มันก็ขัดจังหวะโรแมนซ์ของคุณชายหมอผีเข้าพอดี!



@@@@@







Writer Talk

   

โถ...โดนจับแยกกันแค่ตอนเดียว กลับมาหวานกันซะขนาดนี้เลย 

ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจมากๆ นะคะ ^^ ยังไงก็จะตั้งอกตั้งใจต่อไปค่ะ (ฮึบ!) 


นอกจากในเด็กดีแล้ว ตอนนี้กระต่ายดำลงนิยายเรื่องนี้ไว้ที่ Readawrite อีกที่หนึ่งนะคะ กำลังทยอยลงล่ะอีกสักพักถึงจะตามในเด็กดีทัน ถ้าใครสะดวกอ่านที่นั่นก็ลิ้งค์นี้เลย >>90วันรักไสยไสย<<


มาคุยกันในทวิตได้น้า บ่นถึงกันได้ที่ #90วันรักไสยไสย นอกจากสัพเพเหระนิดหน่อยแล้วยังชอบอัพมุขของเรื่องนี้ด้วยเด้อ 5555 >>bbblackbunny<<




กระต่ายดำเองจ้า <3

Blackbunny

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

384 ความคิดเห็น

  1. #334 Rmuay Jirasatitkul (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:07
    ปังมันกวนจิงๆ55555
    #334
    0
  2. #307 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 01:40
    พี่ขุ้นนนนนนน
    #307
    0
  3. #268 >haruhi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 08:05
    โอ้ยเขินเด้อ พี่ขุนนนนน
    #268
    0
  4. #267 >haruhi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 07:50
    โอ้ยเขินเด้อ พี่ขุนนนนน
    #267
    0
  5. #237 Prawpak (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 18:06
    ใครมาาาา?
    #237
    0
  6. #212 NJChokdee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 03:56
    อิพี่ขุนก็หื่นเสมอต้นเสมอปลาย เเต่เจ๊ชอบ จัดเลยค่ะน้องปังตอ
    #212
    0
  7. #110 alf_yakusa (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 18:32
    น่ารักมาก ชอบมากเรื่องนี้ สงสารพี่ขุนจังค่ะ แต่ด้วยเนื้อแท้ก็เป็นคนอ่อนโยน น่ารัก น่าคบหา ส่วนน้องปังตอก็เป็นคนจิตใจดี เหมาะสมกันมากๆข่า / แล่นเรือในทะเลสาบพันดารา
    #110
    0
  8. #102 Kyumingming (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 07:45

    เบาหวานขึ้นตาจ้า

    #102
    0
  9. #101 hidden.inthe_'VIBE' (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 22:16
    ตอนนี้เหมือนมาเติมน้ำตาล ชื่นจายยยย~
    #101
    0
  10. #100 Call me 'Michy' (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 19:20
    โอ้ยยย หวานเกินนน ไม่ใช่อาคมแล้วจริงๆนั่นแหละ หน้าพี่ขุนดูเหมือนอยากจะถอนอาคมจะแย่แล้ว แล้วใครมาขัดจังหวะหวานฟ่ะ อุตสาได้หนีมาอยู่สองต่อสองอย่างแท้จริงแล้ว ใคร!?!
    #100
    0
  11. #99 huhh (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 18:47
    ตอนนี้พี่ขุนดีมากกกก ตลกปังโดนว่าว่าทำหน้าเป็นชิวาว่า ขำมาก ปมเยอะแยะไปหมด เดาไม่ออกเลย รอนะคะ
    #99
    0