(จบแล้ว) 90 วัน รัก ไสย ไสย (Yaoi)

ตอนที่ 13 : Day 58 : ความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 107 ครั้ง
    25 ส.ค. 61


Chapter 13

/Day 58/  ความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน



ผมตื่นมาอีกครั้งด้วยอาการปวดหัวถึงขีดสุด มองสำรวจไปรอบๆ ก็รู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ที่ห้องพักห้องเดิมอีกแล้ว เส้นขนทุกอณูพร้อมใจกันลุกซู่เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าก่อนจะหมดสติไปผมเห็นอะไร



…@#$%^&^%$#…


แมร่งเอ๊ย! แล้วกูเห็นอะไรเข้าไปวะนั่น!?



“ขอโทษนะครับที่ถือวิสาสะพาตัวมา แต่ดูแล้วคุณขุนคงไม่ปล่อยให้ผมคุยกับคุณปังตามลำพังแน่นอน” เสียงอ่อนโยนพูดเรียบเรื่อยดังขึ้นจากเก้าอี้อีกฝั่งของห้อง คุณสิญจน์ในชุดเสื้อคลุมผ้าแพรตัวยาวกำลังนั่งไขว้ขาจิบชาอย่างสบายใจ ผมสะดุ้งจนตัวไปชิดติดพนักโซฟา


กูยังจำได้ติดตานะเว้ย ว่ามึงพกอะไรมาด้วย ไอ้คุณสิญจน์!


“ขอโทษอีกครั้งแล้วกันนะครับ กับวิธีการพาตัวมาแบบนั้น” คนอายุมากกว่าค้อมหัวนอบน้อมจนผมเองสะเทือนใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ยังไม่ใจอ่อนหรอก ก็ไอ้วิธีการแบบนั้นที่ว่าน่ะมันพาผีมาหลอกไม่ใช่หรือไง 


รับไม่ได้โว้ย!


“คุณทำแบบนี้ทำไม แล้วพี่ขุนอยู่ไหน” ถึงจะพยายามทำเสียงขึงขังที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก็ไม่วายต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความประหม่าอยู่ดี


“คงจะหลับลึกอยู่น่ะครับ ไม่ใช่ว่าคุณขุนจะไม่เป็นห่วงคุณหรอกนะครับ” คุณสิญจน์ตอบ “แต่ถูกกับดักอาคมทำให้หมดสติไป”


“…เชี่ยไรเนี่ย” ไม่พูดคำนี้ก็ไม่รู้จะพูดคำไหน นี่พี่ขุนมันพาผมมาบ้านตัวเองจริงหรอวะ ทำไมอันตรายกว่าตอนบุกออฟฟิศไอ้อังคารอีกล่ะวะ! ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อคุณสิญจน์ก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา ผมตีหน้าเข้มสู้สุดชีวิต ก็ไม่รู้จะหนีไปไหนได้นี่ พี่ขุนก็หายหัวไปอีก


คนที่ดูอ่อนกว่าวัยนั่งลงฝั่งตรงข้าม สองมือประสานบนตักในท่วงท่าที่ดูสง่างาม 

               “ผมมีเรื่องอยากจะสอบถามแล้วก็แจ้งให้คุณปังทราบ เท่าที่ผ่านมาคุณขุนไม่เคยพาใครมาที่นี่มาก่อน คุณปังเลยถูกคุณท่านจับตามองเข้าแล้ว”


…คุณท่าน...หมายถึงพ่อแม่ของพี่ขุนงั้นหรอ?...


“เพราะเป็นเลขาผมเลยมีหน้าที่รายงานทุกอย่าง ทราบมาว่าเมื่อวานนี้พวกคุณไปพบคุณเคลวินจากตระกูลหยวน ดูท่าว่าจะมีเรื่องบางอย่างที่กำลังทำร่วมกันอยู่สินะครับ” แม้แต่เรื่องที่พวกเราไปเจออังคารก็รู้สินะ ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดเพราะที่อีกฝ่ายพูดว่าเมื่อวาน แปลว่าผมหลับจนเลยมาถึงอีกวันหนึ่งแล้ว


“ไอ้เงาดำตัวสูงลีบนั่นมันอะไร” ถ้าไม่ถามเรื่องนี้ให้เคลียร์กูนอนไม่หลับไปอีกสามวันเจ็ดวันแน่ “ผี...พรายใช่ไหม?”


“นั่นคือเงาภูตครับ เป็นวิญญาณจากความมืด ไม่ใช่ผีพราย” เอาเข้าไป ได้คำตอบแล้วหลอนกว่าเดิมอีกกู ผมนั่งนิ่งไม่ได้จะคีพคูลแต่คือกูเดธอินไซด์ไปแล้ว


“ขอโทษอีกครั้งนะครับ” ถ้าจะขอโทษกันขนาดนี้ก็อย่าทำตั้งแต่แรกสิโว้ย ผมถอนหายใจเฮือก คุณสิญจน์สุภาพเสียจนผมเป็นฝ่ายรู้สึกผิดเสียเอง


“คุณสิญจน์มีอะไรที่ต้องคุยกับผมก็พูดมาเลยดีกว่า แต่ขอร้องเลยว่าอย่าให้ผมเห็นมันอีก ไอ้เงาภูตอะไรนั่นน่ะ” คนฟังยิ้มเย็น 


“ผมไม่รับปากจะดีกว่าครับ” เวร! ให้มันได้อย่างนี้สิ “ยังไงก็ขอความร่วมมือในการพูดความจริงนะครับ เพื่อตัวคุณเอง” 


“ผมไม่รับปากจะดีกว่าครับ” ผมกวนตีนยอกย้อน ดวงตาอ่อนโยนของอีกฝ่ายหรี่ลงเล็กน้อยพร้อมกับมุมปากที่ยกขึ้นเหมือนพึงพอใจ 


“พอจะเข้าใจคุณขุนขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ” คุณสิญจน์ว่า “คุณน่ะ ทำไมถึงมาที่นี่ รู้เรื่องของตติยะฤกษ์มากแค่ไหน?”


“แทบไม่รู้เลยต่างหาก รู้แค่ว่าทำธุรกิจส่งออกสินค้าไสยศาสตร์และอาคม” อันนี้ผมพูดความจริง “แล้วพี่ขุนก็รับจ็อบเป็นหมอผีด้วย” คุณสิญจน์พยักหน้าตั้งอกตั้งใจฟัง แล้วก็เกิดความเงียบขึ้น


“แล้วยังไงอีกครับ”


“ยังไง? ผมรู้แค่นี้แหละครับ” พอพูดออกไปก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยจริงๆ ตามเขามาถึงจีนทั้งที่รู้เรื่องของเขาแค่หยิบมือเดียว แถมยังเป็นหยิบมือของภูเขาน้ำแข็งเหนือมหาสมุทร ส่วนที่ลึกลงไปใต้น้ำทั้งลึกและดำมืดอย่างที่ไม่อาจมองเห็น


คุณสิญจน์ขมวดคิ้ว สีหน้าครุ่นคิด “แล้วเรื่องคุณเคลวิน หยวน ล่ะครับ”


“คนของตระกูลหมอผีสายมนต์ดำที่ความจริงแล้วเป็นพันธมิตรกับตติยะฤกษ์” คุณสิญจน์พยักหน้า อีกฝ่ายเดินกลับไปที่โต๊ะข้างเก้าอี้มุมห้องที่ตอนแรกนั่งเขานั่งอยู่แล้วหยิบเซ็ตน้ำชาจากตรงนั้นย้ายมาไว้ที่โต๊ะกลางห้องแทน ทุกอย่างดูเอื่อยเชื่อยเรียบเรื่อยเหมือนไม่ได้ลักพาตัวผมมา


“น้ำชาไหมครับ?” ความใจเย็นนี่มันอะไรวะ ชักจะหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว “คุณเป็นใครกันแน่ มาจากตระกูลไหนหรือเปล่า?” พอได้ยินคำถามแบบนั้นผมก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา และถึงจะเผลอเสียมารยาทขำไปอย่างนั้นคุณสิญจน์ก็ยังรอฟังนิ่งๆ


“ปรวัตร ติณสุขเจริญ มาจากตระกูลตลาดสดพ่วงร้านขายหมูครับ” สิ้นคำตอบสีหน้าของคุณสิญจน์ก็เปลี่ยนไปทันที ความกังวลระคนสงสัยฉายชัดในแววตา “อาชีพเสริมไม่ใช่หมอผีแต่เป็นสับหมูครับ”


“ผมงงไปหมดแล้ว คุณกับคุณขุนมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไง ถึงจะบอกว่าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันก็เถอะ เขาไม่ใช่คนที่จะพาใครก็ได้มาที่นี่”



…อาคมคู่รัก...ในใจผมรู้อยู่แล้วว่าคำตอบมันคือสิ่งนี้ แต่ผมไม่คิดจะบอกคุณสิญจน์ อันที่จริงผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าเขาจะไม่รู้เพราะขนาดไอ้บ้าอังคารที่เป็นคนตระกูลอื่นยังรู้เลย หรือที่อังคารรู้จะเป็นเพราะความขี้เสือก ก็ขนาดส่งผีพรายตามติดผมขนาดนั้นไอ้บ้านั่นจะรู้ทุกเรื่องก็ไม่แปลก

 

แล้วจากที่พี่ขุนห้ามผมพูดเรื่องอาคมคู่รักก่อนหน้านี้ ถ้าเดาไม่ผิดก็คงเป็นตามนั้น คนของตติยะฤกษ์ยังไม่รู้เรื่องที่ผู้สืบทอดของตัวเองตกอยู่ในอาคม คุณสิญจน์มองตาผมเหมือนกำลังประมวลผล บอกตามตรงว่าแม้อีกฝ่ายจะดูใจดีแต่เมื่อถูกผู้ใหญ่มองจ้องแบบนี้ผมก็เกร็งเหมือนกัน



“เฮ้อ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณขุนชอบผู้ชาย”


เดี๋ยว! นี่สรุปความได้ว่าแบบนี้งั้นหรือ ผมอึกอัก จะปฏิเสธก็พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ

 

“แบบนี้คงยิ่งลำบาก คุณท่านน่าจะไม่ปล่อยไปง่ายๆ ผมจะทำยังไงกับคุณที่ยังไม่รู้อะไรเลยแบบนี้ดีนะ” ผมนิ่งเงียบ จะว่าไปนี่มันเป็นโอกาสดีเลยไม่ใช่หรือยังไง 


“ถ้าอย่างนั้นเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ คุณสิญจน์” เพราะกลัวจะทำร้ายความรู้สึกเลยไม่เคยถามพี่ขุนมาตลอด “เรื่องของทั้งสามคนจ้าวนารา จอมนที ขุนสมุทร ถ้าผมจะต้องเจอกับเรื่องรับมือยาก ผมก็น่าจะมีสิทธิรู้ว่าต้องรับมือกับอะไรใช่ไหมครับ” 


อยากรู้เพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่ง อยากเข้าใจเพราะต้องการเป็นคนที่พึ่งพิงได้


ผมไม่อยากเป็น ‘ใครก็ได้’ เป็นคนนอกที่คุณสิญจน์บอกว่าพี่ขุนจะไม่มีวันพามาที่นี่


ผมสบสายตามองประเมิณจากผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความแน่วแน่


“งั้นจากนี้...คุณเองก็ถอยหนีไม่ได้แล้วเหมือนกันนะครับ” น้ำเสียงนิ่งตอบรับ ดูเหมือนผมกำลังจะได้คำตอบที่ต้องการ



****


***


**



ในยุคที่ความเชื่อ ศรัทธา และไสยศาสตร์หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว นักปราบวิญญาณตระกูลหลิวโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่่วแคว้น ชื่อเสียงว่าสามารถกำจัดความชั่วร้ายและอำนาจมืดมิดด้วยวิชาบทสวดแห่งสายน้ำทำให้เขามั่งคั่ง ทว่าความโด่งดังกลับดึงดูดพันธมิตรและศัตรูให้ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นอกจากตัวเขาแล้วยังมีผู้ใช้วิชาคาถาอาคมอีกมากที่ต้องการผลประโยชน์จากใช้วิชาคุณไสย ผู้สืบทอดคนหนึ่งของตระกูลหลิวจึงตัดสินใจหลีกหนีความวุ่นวายไปยังเมืองไทยพร้อมทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่ง


นั่นคือต้นกำเนิดของตระกูลหลิวที่ยังคงดำเนินกิจการปราบวิญญาณด้วยบทสวดเรื่อยมา ผู้สืบทอดบ้างก็มีพลังวิญญาณติดตัวมาแต่กำเนิด บ้างก็ไม่มี ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปยุคสมัยแห่งการทำธุรกิจสินค้าไสยศาสตร์เครื่องรางของขลังจึงได้เริ่มขึ้นเพื่อให้กิจการดำเนินไปได้แม้ไร้ผู้สืบทอดที่มีพลัง 


และเมื่อสกุลเปลี่ยนเป็น...ตติยะฤกษ์... ยุคที่สามแห่งตระกูลหลิวก็เริ่มขึ้น เป็นช่วงที่กิจการหลักคือการนำเข้าและส่งออกสินค้าไสยศาสตร์และอาคม ตติยะฤกษ์กลายเป็นตระกูลที่มีเครือข่ายพันธมิตรในการจัดหาสินค้าที่แข็งแกร่ง ชื่อเสียงในวงการยิ่งขยายกว้างและผู้สืบทอดก็ยังมีพลังวิญญาณในสายเลือดที่เข้มข้น 


รอยสลักรูปปลามังกรคือสัญลักษณ์ของผู้สืบทอดของตระกูลหลิวแห่งสายน้ำ


ชลชลัช ตติยะฤกษ์ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘ปลาแดง’ มีลูก 3 คนเป็นผู้สืบทอด ฝาแฝดชายหญิงจอมนทีและจ้าวนารา ลูกชายคนเล็กขุนสมุทร


น่าเสียดายที่จ้าวนาราไร้ซึ่งพลังวิญญาณแตกต่างจากพี่น้อง และเพราะลูกชายคนโตนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณที่โดดเด่นจนแม้แต่ตระกูลพันธมิตรยังหวั่นเกรง ทุกความสนใจจึงรวมอยู่ที่จอมนทีเพียงคนเดียวเท่านั้น



…จนกระทั่งเขาตาย...



การหายสาบสูญไปในแม่น้ำหมินเจียงของจอมนที ตติยะฤกษ์ เมื่อสามปีก่อนเป็นเหมือนตัวจุดชนวนระเบิดเวลาที่เหล่าศัตรูซึ่งเพ่งเล่งตติยะฤกษ์มาเนิ่นนานเริ่มขยับตัวเพื่อล้มล้างอิทธิพลของปลาแดง



“เดี๋ยวๆ ขอเวลานอกครับ” ผมยกมือขัดจังหวะคุณสิญจน์เหมือนนักเรียนขออนุญาต “คือ...” ผมถึงกับพูดไม่ออก นี่กูไม่ได้อยู่ในรายการแก๊งการ์ตูนมหาสนุกใช่ไหมวะ การเอาข้อมูลแฟนตาซีมาเล่าแบบไม่มีสาราณุกรมอ้างอิงนี่โคตรไร้ความรับผิดชอบต่อสามัญสำนึกของคนฟังฉิบหาย

 

“นี่เชื่อได้จริงๆ ใช่ไหมครับ?” เป็นใครก็คงคิดแบบนี้ทั้งนั้น


“ไม่มีอะไรเกินจริงหรอกครับ แต่ถ้าให้ผมเล่าละเอียดกว่านี้ล่ะก็ไม่แน่ใจว่าคุณจะยังฟังได้อยู่ไหม” คุณสิญจน์ตอบพร้อมมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย แต่มันไม่ได้ทำให้ผมอุ่นใจขึ้นเลย “เอาเป็นว่าผมจะข้ามเรื่องธุรกิจไป ถ้าคุณอยากรู้แค่เรื่องของคุณขุน”



…ขุนสมุทร ตติยะฤกษ์...ขึ้นเป็นผู้สืบทอดหลังการตายของพี่ชายคนโต รอยสักน้ำมันรูปปลามังกรถูกประทับลงแผ่นหลังของเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ตั้งแต่วันแรกที่จอมนทีตายและถูกส่งตัวกลับไปที่ไทยทันทีโดยมีจ้าวนาราที่เข้ามาดูแลเรื่องธุรกิจของครอบครัวติดตามไปด้วย


“มันเป็นเรื่องของความปลอดภัย ผู้สืบทอดที่เหลืออยู่จะเป็นอะไรไปไม่ได้ ถ้าเป็นที่ไทยอะไรๆ ก็ควบคุมง่ายกว่า” คุณสิญจน์กล่าว 


“พี่จ้าวก็ด้วยงั้นหรอครับ?” คราวนี้อีกฝ่ายส่ายหน้า


“คุณจ้าวควรจะอยู่ที่นี่เพื่อศึกษางานแต่เธอเลือกที่จะตามคุณขุนกลับไป ถึงจะดูเป็นคนแข็งแบบนั้น แต่ผมที่เห็นทั้งสามคนมาตั้งแต่เด็กรู้ดีว่าเธอน่ะเปราะบางยิ่งกว่าใคร” ปลายเสียงถอนหายใจ ถึงตอนนี้นัยน์ตาของคุณสิญจน์กลับหม่นลงราวกับกำลังนึกถึงอดีต 


          “เป็นลูกคนเดียวที่ไม่มีพลังวิญญาณ คุณคิดว่ายังไงล่ะครับ?”


ผมคิดตาม สำหรับครอบครัวที่สืบทอดวิชาคุณไสยแบบนี้ คำตอบที่ได้ก็ดูจะมีแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น


“ถึงตอนนี้คุณเองก็คงเข้าใจแล้วใช่ไหม? สถานะของคุณขุนไม่ใช่ว่าใครจะเข้าใกล้ก็ได้ ตั้งแต่เด็กก็มีแต่คนที่เราเลือกแล้วว่าเหมาะสมให้คบหาเท่านั้น ถึงจะกลับไปที่ไทยแต่ผมไม่เคยได้รับรายงานเรื่องเพื่อนสนิทที่มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เขาวางตัวเว้นระยะจากทุกคนได้อย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอด จนกระทั่ง...”


“…ดีเยี่ยม...” ผมโพล่งขึ้นขัดจังหวะ “เว้นระยะได้ดีเยี่ยมเนี่ยนะ” ในอกมันร้อนวูบเมื่อได้ยิน ความโกรธจากไหนไม่รู้ไหลปะทุจนไม่สามารถหยุดปากตัวเองได้ 


        “ถ้าแค่เพื่อนสนิทยังมีไม่ได้ล่ะก็ จะมีชีวิตเป็นของตัวเองได้ยังไงกัน”


“เราก็ไม่ได้ห้ามครับ แต่คุณขุนเลือกแบบนั้นเอง”


มือทั้งสองข้างกำแน่นจนรู้สึกถึงแรงกดจากปลายเล็บ ช่างหัวอะไรก็ตามถ้าที่พูดไปมันจะดูไร้มารยาท “ถ้าแค่คนนอกอย่างผมยังดูออก...พวกคุณก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรอ...” ในอกมันเจ็บแน่น “พ่อแม่ของพี่ขุนคิดอะไรกันอยู่” ผมคิดถึงคุณนายแจ่มฟ้ากับพี่เขียงขึ้นมา ไม่ว่ายังไงก็ต้องดูออกไม่ใช่หรือไงว่าลูกตัวเองกำลังรู้สึกยังไง

 

มันต้องใช้หัวใจแบบไหนกัน ถึงจะบังคับตัวเองไม่ให้เปิดใจกับใครแม้แต่คนเดียว แม้แต่กับพี่จ้าวเองกำแพงของพี่ขุนก็สูงเสียจนผมเองก็ไม่เข้าใจ


“ดังนั้นผมคงต้องพูดตรงๆ ตัวคุณในตอนนี้จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่” คุณสิญจน์ตัดบท แก้วชาในมือถูกวางลงบนจานรอง ทุกท่วงท่าสงบนิ่งราวกับไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ “ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกอะไร เพราะเป็นห่วงคุณขุนต่างหากถึงได้พาตัวคุณมาแบบนี้ ตอนนี้เรื่องที่คุณมาที่นี่คุณชลเองก็ทราบแล้ว ไม่ว่ายังไงเดี๋ยวก็คงได้พบกัน” 



คุณชลที่พูดถึงคงไม่พ้น ชลชลัช ตติยะฤกษ์...พ่อของพี่ขุน ปลาแดงที่ว่า


แต่มาถึงตอนนี้จะปลาแดง ปลาเหลือง ปลาน้ำเงิน ก็มาเถอะ ผมเองไม่มีอะไรจะให้ถอยหนีอยู่แล้ว ภาพเล่มกรมธรรม์ประกันชีวิตลอยขึ้นมา โชคดีที่แม่ทำไว้ตั้งสามกรมธรรม์(เหมือนจะรู้ว่าลูกเสี่ยงตาย!) อย่างน้อยถ้าเป็นอะไรไปคุณนายแจ่มฟ้าก็คงได้เงินก้อนโต


“ผมอยากช่วยพวกคุณจริงๆ” ถึงจะถูกผมพูดจาแย่ๆ ใส่แต่อีกฝ่ายก็ยังมีน้ำเสียงสุภาพไม่เปลี่ยน “ถ้าคุณขุนเลือกคุณ ผมเองก็เชื่อในการตัดสินใจนั้นเช่นกันครับ” 


          เมื่อกี้ยังบอกว่าเป็นตัวปัญหา แต่สุดท้ายก็บอกว่าอยากช่วยเนี่ยนะ ผมควรจะเชื่อดีไหม และถ้าไม่เชื่อผมในตอนนี้จะไปหาพี่ขุนได้ยังไง ตอนนี้ไอ้คุณชายหมอผีไปโดนเขตอาคมอะไรนั่น นอนเป็นผักเน่าอยู่ซอกไหนของบ้านก็ยังไม่รู้เลย


ตรงหน้าคือคุณสิญจน์ เลขาของผู้นำตระกูลหมอผีผู้ที่มีเงาภูตตัวดำสูงลีบเป็นสมุน


ส่วนผมคือปังตอผู้สืบทอดตระกูลเขียงหมู มีพลังเชี่ยวชาญด้านเนื้อสันนอก สันใน เครื่องในไปจนถึงหัวหมู ซึ่งว่ากันตามเหตุผลแล้วความสามารถนี้ไม่ช่วยให้มีชีวิตรอดจากบ้านตติยะฤกษ์ตามหลักทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาวิน 


…สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด...


“งั้นคุณสิญจน์อยากให้ผมทำยังไง“ ฟังก่อนว่าเขาต้องการอะไร ส่วนผมจะเหมาะสมได้เป็นผู้รอดชีวิตไหมค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน



****


***


**



ขุนสมุทรกำลังหลับสนิท เมื่อเหยียบกับดักเขตอาคมในหัวก็วูบหมุนจนพยุงร่างกายไม่อยู่ สุดท้ายก็จมดิ่งสู่ห้วงลึกของความฝันที่ไม่อาจเรียกได้ว่าฝันร้ายหรือฝันดี เพราะมันเป็นเพียงความทรงจำของเขาเท่านั้น


...ความทรงจำที่ทั้งแสนสุขและเจ็บปวด


ในฝันนั้น ตัวเขายังเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กที่หวาดกลัวสิ่งที่คนอื่นไม่อาจมองเห็น เด็กชายที่มักจะร้องไห้อยู่ตลอดด้วยความไม่เข้าใจ แม้จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดแต่คนเหล่านั้นกลับไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่เขาสามารถสัมผัสได้แม้แต่น้อย


คุณพ่อคุณแม่...บอกให้เขาเข้มแข็ง


พี่สาว...มองเขาด้วยสายตาเย็นชาและโกรธเคืองทุกครั้งที่ได้ยินว่าเขาพบเจอกับเรื่องน่ากลัวอะไร


…ไม่อยากเห็น!…ไม่อยากได้ยิน!...ไม่อยากพูดคุยกับใครทั้งนั้น!


‘โอ้โห ทั้งสับสน หวาดกลัว แล้วก็โกรธโลกทั้งใบเลยนะนี่’ ครั้งแรกใบหน้าเปื้อนยิ้มนั่นมองเขา เจ้าของรอยยิ้มพูดสิ่งนี้ออกมา ‘ไม่เจอกันแค่แปปเดียวน้องก็โตขนาดนี้แล้ว เอ้า นี่พี่ซื้อมาฝาก’


หุ่นยนต์สุนัขที่กำลังเป็นที่นิยมถูกยื่นออกมาตรงหน้า หลังจากนั้นเสียงร้องไห้ก็ดังระงมบ้านทั้งหลัง


‘อะไรกัน ขุนตัวแค่นี้ทำไมถึงปล่อยให้โดนหมากัดได้ ดูแลกันยังไง!’ เสียงนั้นตวาดไปยังคนอื่นเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองยื่นให้คือสิ่งที่เขากลัวเป็นอันดับรองลงมาจากพวกวิญญาณ


‘ไม่ต้องกลัวหรอก หมาน่ะไม่ได้ดุร้ายทุกตัวหรอก...พวกวิญญาณก็เหมือนกัน’ 


‘น้องไม่ชอบหมาแล้วก็ไม่กินผักด้วยหรอเนี่ย?’


‘โอ๋กันมากเกินไปหรือเปล่า ขุนน่ะไม่รู้หรือไงว่าตัวเองต้องเจอกับอะไรบ้าง แบบนี้คงต้องสอนกันเข้มงวดหน่อย’


‘เริ่มควบคุมสัมผัสได้แล้วนี่ เห็นไหมว่าเราสามารถต่อต้าน ควบคุมและขับไล่พวกมันไปได้’


‘ฮ่าๆๆ กินหมดเลยนี่ รู้รึเปล่าว่านี่มันผักชุบแป้งทอด’


‘หมาในรูปนี่หรอ? อืม...ไม่ใช่ของพี่หรอก มันเป็นหมาของบ้านเหยียนที่พี่ไปเรียนวิชาด้วยน่ะ ขุนจำเคลวินได้ไหม?’


เสมือนว่าเขาไม่เคยมีชีวิตจนกระทั่งได้เจอพี่ชายอีกครั้งตอนอายุแปดปี พี่จอมถูกแยกไปอยู่ที่จีนเมื่ออายุได้สิบสองปี ทำให้เขาในตอนนั้นที่อายุเพียงสี่ปีต้องอยู่กับพี่จ้าวที่ไทยเพียงสองคน  ด้วยเหตุผลที่เขาได้รู้เพียงว่าอีกฝ่ายที่เป็นผู้สืบทอดต้องแบกรับภาระการฝึกฝนร่วมกับตระกูลพันธมิตร 


จอมนทีเปรียบเสมือนกุญแจที่ไขประตูบานใหญ่แสนหนักอึ้งที่เขาดันทุรังจะเปิดมาตลอดตั้งแต่รู้ความ ทำให้เขาเข้าใจในความสามารถที่ตนเองหวาดกลัว เมื่อเริ่มทำใจได้ว่าต้องเผชิญกับอะไรเขาก็ถูกส่งไปเรียนที่จีนด้วยเช่นกัน ทั้งที่คิดว่าจะได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้ากันเสียทีแต่ทุกอย่างกลับไม่ได้ต่างจากเมื่อครั้งอยู่ที่ไทย พี่จ้าวกับเขายังคงห่างเหิน พ่อกับแม่ยิ่งแล้วใหญ่ แทบไม่มีใครอยู่ติดบ้านเลยด้วยซ้ำนอกจากคนดูแล



ถึงจะไม่ได้หวาดกลัววิญญาณอีก...แต่เขาก็ยังรังเกียจพลังแบบนี้อยู่ดี


เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้ครอบครัวเขาไม่เหมือนครอบครัวทั่วไป 


‘มันจะเป็นแบบนี้นั่นแหละ ตอนนี้เราเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้’ พี่จอมพูดสิ่งนี้เมื่ออายุยี่สิบปี ‘แต่หลังจากนี้เมื่อถึงช่วงเวลาของเรา ขุนต้องเข้มแข็งพอที่จะเลือกเองว่าชีวิตต้องการอะไร’ ดวงตาที่อ่อนล้าและใบหน้าที่อิดโรยของพี่ชายเวลากลับบ้านทำให้เขาเข้าใจว่าเมื่อใช้พลังวิญญาณตนเองจะเป็นเช่นไร แม้จะไม่ได้ถูกคาดหวังเทียบเท่าจอมนที แต่เขาเองก็ต้องศึกษาในสิ่งที่จำเป็นสำหรับการอยู่ในตระกูลนี้อย่างเข้มข้นเช่นกัน


เขาเฝ้ารอ รอเวลาที่เขาจะได้เลือกการเปลี่ยนแปลงของตนเอง


เจ็ดปีหลังจากนั้น...เวลาที่พี่ชายเลือกก็ได้มาถึงก่อน


แม้ใครจะบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเหตุไม่คาดฝัน แต่ลึกๆ ในใจเขากลับรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่จอมนทีเลือกสำหรับชีวิตตัวเอง


…ตาย...เสียดีกว่า...


‘ตื่นเถอะ’ เสียงเด็กเล็กๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืด ภาพเรื่องราวทุกอย่างพลันกลายเป็นสีดำสนิท


‘มีคนที่เป็นห่วงอยู่ไม่ใช่หรอ’ หัวไหล่รู้สึกถึงสัมผัสเย็นเยียบ เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันที เพียงครู่เดียวดวงตาก็ปรับสภาพจนมองเห็นว่าที่นี่คือที่ไหนและมันทำให้ทั้งร่างชาวาบ เมื่อตื่นจากความมืดดำสนิทเขาก็พบว่ารอบกายล้อมด้วยผนังสีแดงฉาน


ตัวเขากำลังเอนตัวอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเลือดนกที่จำได้ว่าตัวเองไม่เคยอยากเข้าใกล้...ที่ที่พ่อนั่งประจำ ภายในห้องแดง


“ไอ้เด็กกุมารก็ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” เสียงจากด้านหลังทำให้รู้สึกเกร็งยิ่งกว่า “ตื่นก่อนจะถึงช่วงสำคัญเสียได้นะ ขุน” เขาเหยียดตัวนั่งหลังตรงก่อนหันไปเผชิญหน้ากับร่างที่ยืนท้าวพนักโซฟาอยู่ด้านหลัง ลำคอที่แห้งผากเหมือนจะเปล่งเสียงได้ยากกว่าเคย เมื่อดวงตามองประสานจึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายจ้องมองเขาอยู่นานแล้ว


“…พ่อ...”


@@@@@






Writer Talk


ตอนนี้ขมๆ ไม่มีเติมน้ำตาลหวานๆ เลยจ้า ฮืออ หวานบ้างขมบ้างจะได้ไม่เบื่อกันเนาะ (/แว่วได้ยินขุนสมุทรตะโกนมาจากห้องแดงว่าขอหวานบ่อยๆหน่อยโว้ยย T_T ) ตอนนี้เปิดเผยเรื่องในครอบครัวออกมาทีละนิดๆ แต่เรื่องนี้เราเบาสมองเพราะตัวเอกสมองเบา(?) ดังนั้นแล้วจงอย่าเกรงกลัวว่าจะเจอดราม่าอะไรหนักหน่วงเลยนะคะ (55555)

นอกเรื่องแต่อยากเล่าให้ฟัง จริงๆ ช่วงก่อนหน้านี้เราท้อกับการเขียนนิยายมากสักพักล่ะค่ะ คิดว่าใครๆ ก็คงเป็นกัน มันเหมือนเบื่อกิจกรรมที่เราเคยชอบ เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น รู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่ดีหรือดีไม่พอมั่งล่ะ (ที่หายไปเป็นปีนั่นแหละค่ะท่านผู้ชม-->ไปติดการ์ตูนและอะไรอื่นๆ แทนไปเลย) ก่อนหน้านี้หลายปีที่เขียนเรื่องไททัน ลำนำอสูรสีเงิน ยังคิดว่ามีคนอ่านอยู่ก็เลยพยายามมาเรื่อยๆ กับเรื่องนี้เองคิดว่ายังไงก็เขียนจบแน่ๆ (จริงๆเราก็ยังไม่มีเรื่องที่มาอัพแล้วยังเขียนไม่จบเลยนะ ฮึ่ม!) แต่ก็ดันมีช่วงที่หายไปซะนาน 


สุดท้ายนี้ก็เข้าใจแล้วว่าเราก็คงจะเขียนในแบบของเราต่อไป :) คนเราคงจะทำได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อดีในรูปแบบของตัวเองนั่นแหละเนาะ ตอนนี้กลับมาแล้ว แล้วก็มาตั้งสติกับการเขียนอีกรอบ ยังไงก็ขอบคุณคนที่ยังรออ่านเรื่องนี้และเป็นกำลังใจให้กันอยู่นะคะ ถึงสำหรับทุกคนมันอาจจะเล็กน้อยแต่สำหรับคนเขียนที่รอฟีดแบ็คอยู่แล้วมันสำคัญมากๆ แล้วก็ดีใจมากๆ เลยล่ะค่ะ (ไหว้สิบทิศ--> ดึงคอเสื้อพี่ขุนกับปังตอมาไหว้ด้วย /ช่วยกันทำมาหากินหน่อยสิ!) 


เอ้า! เผลอแปปเดียวพิมพ์มาซะเยอะขนาดนี้ ยังไงก็ฝากแอคทวิตเตอร์ไว้คุยกันด้วยนะคะ (5555) >> https://twitter.com/bbblackbunny #90วันรักไสยไสย 

<3

กระต่ายดำ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 107 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

384 ความคิดเห็น

  1. #347 SlothSixteen (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 16:20

    สู้ๆจ้า เป็นเหมือนกัน เข้าใจความรู้สึก

    เราอาจไม่ใช่อาหารที่คนส่วนใหญ่นึกอยากกินบ่อยๆ แต่เราจะเป็นเราที่อร่อยที่สุดในแบบของเราเอง


    พูดเองงงเอง #คือตอนนี้หิวว

    #347
    0
  2. #333 Rmuay Jirasatitkul (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:35
    เจ้มจ้นมากตอนนี้
    #333
    0
  3. #306 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 01:26
    ไรท์สู้ๆนะ //ปากำลังใจจจจ
    #306
    0
  4. #287 เด็กหญิง น่วมเนี่ยม (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 16:08

    พพ่อแม่นี่ยังไงนะ

    #287
    0
  5. #236 Prawpak (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 19:19
    เจอคุณพ่อแล้วววว
    #236
    0
  6. #151 Mariza (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 12:52

    เราอ่านรวดเดียวเลยไรต์เป็นกำลังใจให้อัพจนจบนะคะ ภาษาลื่น อ่านไม่สะดุด สนุกมักๆ ชอบแบบไสย ไสย ค่ะ 55555

    #151
    1
    • #151-1 BlackBunny(จากตอนที่ 13)
      31 ตุลาคม 2561 / 14:01
      ขอบคุณค่า ฝากติดตามต่อด้วยน้า
      #151-1
  7. #103 wheel of destiny (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 17:54
    สู้ๆนะคะไรเตอร์ ส่วนตัวคิดว่าสมัยนี้ฟิคดีๆ(ที่เนื้อหาไม่หนักไป กับเรียบเรียงภาษาไม่งงไป)หายากมากๆ แต่เรื่องนี้เป็น 1 ในเรื่องที่ติดตามเลยค่ะ //เพิ่งรู้ว่ามีเรื่องอื่นด้วย 5555 เดี๋ยวปั่นโปรเจคจบเมื่อไหร่จะไปตามนะคะ
    #103
    0
  8. #97 521earl (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 11:45
    ไททันลำนำอสูรสีเงินนั่นสนุกมาก เราร้องไห้ด้วย ซื้อเก็บไว้บนหิ้งเลย 5555 เรื่องนี้ก็ตามต่อ เป็นกำลังใจให้นะไรท์
    #97
    0
  9. #96 Kyumingming (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 06:01

    เป็นกำลังใจให้ค่ะ ตามแค่ต้นและจะตามต่อไป

    ขอบปังตอกะพี่ขุนมากกกกกกกก

    #96
    0
  10. #95 huhh (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 10:10
    เรื่องมันเกือบจะเครียดแต่ปังทำให้มันตลกอะ น้องเอ้ยยย
    /เราติดตามนิยายเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเลยแต่ไม่ค่อย(ไม่เคย)คอมเมนท์เลย ขอโทษนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ รออ่านตลอดเลย เราเข้าใจเรื่องที่ไปนะคะ จะพยายามเม้นท์ให้ค่ะ
    #95
    0
  11. #94 hidden.inthe_'VIBE' (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 19:57
    เป็นกำลังใจให้นักเขียนนะคะ และเอาใจช่วยน้องปังให้ผ่านเรื่องวุ่นวายของบ้านพี่ขุนไปได้อย่างรอดปลอดภัย
    #94
    1
    • #94-1 BlackBunny(จากตอนที่ 13)
      25 สิงหาคม 2561 / 21:30

      ขอบคุณนะคะ ปังตอนี่ต้องเจอเรื่องเดือดร้อนไปอีก อืม...เลยวันที่ 90 แน่ๆ...
      #94-1
  12. #93 Call me 'Michy' (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 14:36
    เอาใจช่วยทั้งไรท์ ทั้งปังกับพี่ขุนเลยค่ะ สู้ๆ ปังช่วยพี่ขุนหน่อยเนอะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #93
    1
    • #93-1 BlackBunny(จากตอนที่ 13)
      25 สิงหาคม 2561 / 14:45
      ขอบคุณมากนะคะ ยังไงฝากติดตามคุณชายหมอผีและเด็กในสังกัดด้วยน้า หลังจากนี้จะเดือดขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ (ขสม: เดือดอีกงั้นหรอ?
      ปังตอ: เดือดร้อนแน่ๆ!)
      #93-1