Be your Bee รักนี้ตลอดไป

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 เจ้าผึ้งน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 พ.ค. 59

บทที่ 1

เจ้าผึ้งน้อย

 

               ไม่นานนักหลังจากขับรถแล่นผ่านตัวเมืองมาเด็กสาวก็เดินทางมาถึงบ้านหลังใหม่ของเธอเสียที มือเรียวเล็กเอื้อมไปเปิดประตูรถพร้อมกับก้าวลงมาอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินอ้อมไปยังท้ายรถเพื่อช่วยแม่ของเธอย้ายข้าวของเข้าบ้านใหม่


               เดี๋ยวลูกถือกระเป๋าของลูกแล้วไปเปิดประตูรอแม่ก่อนนะหญิงสาวผมสีดำตรงยาวพูดขึ้นพร้อมกับล้วงหากุญแจในกระเป๋าถือของตนและส่งให้ลูกสาวสุดที่รัก เด็กสาวพยักหน้าหงึกหงักเล็กน้อยก่อนจะรับกุญแจที่ห้อยรวมกับตุ๊กตาหมีขนาดเท่าฝ่ามือมา ร่างเล็กกะทัดรัดมุดเข้าไปลากกระเป๋าเป้สีม่วงสดคู่ใจออกมาจากท้ายรถเพื่อสะพายก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปไขเปิดประตูบ้านตามคำสั่งของผู้เป็นแม่


               กึก...กึก


               มือเรียวเล็กไขประตูสีขาวสะอาดไปมาแต่ดูเหมือนว่าลูกกุญแจจะไม่สามารถบิดให้ลงล็อคได้เลย เด็กสาวจึงจำเป็นต้องใช้มืออีกข้างที่ว่างยกขึ้นมาและทุ่มแรงทั้งหมดไปในการไขประตูบ้าน


               กริ๊ก!!


               ดูเหมือนความพยายามทั้งหมดจะไม่สูญเปล่าเมื่อเสียงปลดล็อคดังขึ้น เด็กสาวใช้มือดันบานประตูเข้าไปอย่างช้าๆ ก่อนจะชะเง้อมองอยู่ด้านหลังโดยไม่คิดแม้แต่จะย่างกรายเข้าไปด้านใน แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้าไปทำให้เห็นสภาพของด้านในตัวบ้านได้ชัดเจนขึ้น ทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปด้านในก่อนจะแยกไปตามห้องเต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นบ่งบอกให้ทราบว่าไม่ได้มีคนอาศัยอยู่ที่นี่นานแล้ว


               เอาล่ะ เข้าไปข้างในกันเถอะยังไม่ทันที่จะได้สำรวจอะไรไปมากกว่านี้เสียงของผู้เป็นแม่ก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน หลังจากที่หญิงสาววัยทำงานเดินเข้าไปเด็กสาวก็ไม่รอช้ารีบเดินตามผู้เป็นแม่เข้าไปติดๆ โดยทันที


               เมื่อได้เข้าไปในตัวบ้านเด็กสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านหลังนี้ช่างกว้างกว่าจากที่มองเห็นเพียงภายนอกคงเป็นเพราะสีของผนังที่เป็นสีขาวสะอาดจึงให้ความรู้สึกเช่นนั้น


               แม่จ้างแม่บ้านให้เข้ามาทำความสะอาดแล้วเดี๋ยวอีกสักพักพวกเธอก็คงมาถึง ส่วนลูกก็ไปเก็บของข้างบนแล้วไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะเมื่อเดินเข้ามาถึงส่วนบันไดขึ้นชั้นสองของตัวบ้านหญิงสาวผู้เป็นแม่ก็พูดบอกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความเอ็นดูพร้อมกับยื่นของบางสิ่งให้


               ซิลเวีย


               ดวงตากลมโตทอดมองชื่อตัวเองที่ถูกขีดเขียนลงบนแผ่นป้ายสีแดงสดด้วยความสงสัยก่อนจะรับมาอย่างงงๆ


               อันนี้เป็นป้ายสำหรับแขวนหน้าห้องส่วนตัวของลูก แม่หวังว่าหนูจะชอบมันนะข้อสงสัยที่ก่อขึ้นภายในใจเมื่อครู่พังทลายไปอย่างรวดเร็วราวกับหญิงสาวผู้เป็นแม่อ่านความคิดของเธอออก แต่ซิลเวียก็เพียงแค่พยักหน้าและยิ้มตอบกลับไปเหมือนเคยเท่านั้น


               เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสองและเดินต่อมายังห้องที่อยู่ท้ายสุดของทางเดินเมื่อเปิดเข้าไปก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือห้องส่วนตัวของเธอเอง เตียงเดี่ยวขนาดเล็กตั้งอยู่ติดกับกำแพงข้างประตูพร้อมด้วยโต๊ะเขียนหนังสือที่ถูกตั้งไว้หน้าบานหน้าต่างขนาดใหญ่อย่างพอเหมาะพอดีและตู้เสื้อผ้าไม้สีน้ำตาลอ่อนที่วางไว้ข้างหัวเตียง


               ตุบ!!


               เสียงกระเป๋าคู่ใจและป้ายสีแดงสดที่ถูกหย่อนลงบนเตียงดังขึ้นก่อนจะตามด้วยฝุ่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว ร่างผอมเล็กจามออกมาก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างอย่างร้อนรน


               แค่กๆมือขาวเนียนยกขึ้นมากุมจมูกก่อนจะสำลักฝุ่นออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ทันทีที่หน้าต่างเปิดออกสายลมก็พัดผ่านเข้ามาในห้องอย่างแรงพัดนำฝุ่นที่คละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณลอยออกไปตามลมจนเกือบหมด ผมสีดำหยิกยาวพัดปลิวไปตามแรงลมจนปิดหน้าปิดตาไปหมดทำให้เด็กสาวต้องละมือออกมาจัดผมอันยุ่งเหยิงของตนให้เป็นระเบียบ


               เกร๊ง...เกร๊ง


               เสียงระฆังดังก้องกังวานไปทั่วเมืองประกอบกับเสียงเด็กจอแจที่เริ่มเดินออกมาจากโรงเรียนเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว ซิลเวียชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่างพร้อมกับจ้องมองโรงเรียนที่อยู่บริเวณทางเหนือซึ่งตรงข้ามกับบ้านของเธอด้วยความสนใจ


               ภาพของเหล่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เดินออกมาเป็นกลุ่มหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานเป็นที่ดึงดูดของสาวน้อยเป็นอย่างมาก เมืองนี้เป็นเมืองที่ดีเหมือนกับที่แม่ของเธอบอกไม่มีผิด...ทั้งอบอุ่นเป็นกันเองและน่าอยู่


               แต่ทำไมฉันถึงยังรู้สึก...เป็นส่วนเกินเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นระหว่างเธอกับทุกคน ไม่ว่าจะเอื้อมมืออย่างสุดแขนหรือถาโถมแรงทั้งหมดที่มีใส่กำแพงนี้ไปมันก็เหมือนกับทุกสิ่งช่างไร้ประโยชน์ เธอไม่เคยรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของใครหรือมีใครที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ


               เหมือนโลกใบนี้...มีแค่ฉัน


               ระหว่างที่นั่งมองดูบรรยากาศในเมืองอยู่ซิลเวียก็สังเกตเห็นบางสิ่งอยู่บริเวณที่หางตา ใบหน้าเนียนใสเบี่ยงหันไปยังฝั่งตรงข้ามจากตัวเมืองที่จ้องมองเมื่อครู่ ด้านตรงข้ามที่หันไปคือสนามหลังบ้านของเธอเองซึ่งถัดจากพื้นหญ้าสีเขียวชะอุ่มไปไม่ไกลมากก็คือป่าที่ขึ้นรกหนาทึบเรียงต่อกันยาวจนไปถึงสันเขาที่เป็นจุดสิ้นสุดของเมือง


               แต่สิ่งที่เด็กสาวกำลังใจไม่ใช่ป่าหนาทึบแต่เป็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในป่านั้นต่างหาก ถึงจะเห็นไม่ชัดมากแต่เธอก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่ารกหนานั่น ร่างเล็กวิ่งลงมาจากห้องของตัวเองอย่างรวดเร็วโดยไม่ลืมที่จะแขวนป้ายชื่อของแม่ให้เรียบร้อยก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว


               หนูออกไปเดินเล่นนะคะเสียงใสพูดขึ้นและออกมาจากบ้านโดยผ่านทางประตูด้านหลัง และไม่นานนักหลังจากที่เดินผ่านพื้นที่สวนของตัวเองมา ขาเรียวเล็กหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าบริเวณป่าอย่างสนใจ เมื่อมองจากข้างนอกมันเหมือนจะไม่มีอะไรแต่เธอก็เชื่ออยู่ลึกๆ ว่าสิ่งที่เห็นอยู่ไกลๆ จากข้างบนนั้นต้องซ่อนอยู่ภายในป่าลึกนี้แน่


               ขาเรียวบางเดินวนไปวนมาบริเวณป่าอย่างสับสน แม้ว่าใจหนึ่งอยากจะลองเข้าไปสำรวจแต่ถ้าเกิดหลงขึ้นมาคงได้เป็นเรื่องใหญ่แน่ ในขณะที่กำลังลังเลซิลเวียก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติไป


               แซ่กๆ


               เสียงพุ่มไม้สั่นไหวไปมาไม่ยอมหยุดร่างเล็กจึงเดินเข้าไปใกล้อีกนิดอย่างระมัดระวัง มือเรียวบางยื่นเข้าไปแหวะพุ้มไม้ลงช้าๆ ด้วยความสงสัย


               เฟี้ยว!!


               ยังไม่ทันที่ซิลเวียจะชะโงกหน้าเข้าไปสำรวจในพุ่มไม้สีเขียวชะอุ่มก็มีวัตถุแปลกปลอมบางอย่างลอยข้ามหัวของเธอไปอย่างรวดเร็วก่อนจะกระแทกกับต้นไม้ภายในป่าแล้วเด้งสะท้อนกลับมาหาเธออย่างรวดเร็ว


               “!!!” เด็กสาวเบิกตากว้างก่อนจะก้มหัวลงตามสัญชาตญาณ


               สวบ


               เฮ้ โยนกลับมาให้หน่อยเสียงทุ้มเข้มที่ดังขึ้นมาทำให้ซิลเวียเงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงอย่างสับสน


               ลูกบอลน่ะ ลูกบอลเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันตะโกนพูดบอกซ้ำเมื่อเห็นว่าเด็กสาวไม่มีท่าทีจะขยับเลยแม้แต่น้อย ซิลเวียที่เริ่มดึงสติกลับมาก็หันมองไปยังอีกด้านด้วยอาการงงงวย


               เมื่อหันไปยังพุ่มก็ก็พบลูกฟุตบอลสกปรกจมพ้นพุ่มไม้มาหน่อยๆ เด็กสาวจึงรีบหยิบมันขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพราะเริ่มรู้สึกรำคาญเสียงตะโกนเรียกที่ร้องบอกเธอไม่หยุดตั้งแต่เมื่อครู่


               ฉันได้ยินแล้ว รอเดี๋ยวเสียงหวานพูดร้องบอกในขณะที่กำลังพยายามดึงลูกบอลออกมา


               หวาเด็กสาวร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเห็นบางสิ่งหลุดออกมาพร้อมกับลูกบอล ซิลเวียก้มลงไปมองสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ร่วงหล่นลงมาเมื่อครู่ใกล้ๆ


               ผึ้ง...


               ตายแล้วเหรอ...ซิลเวียพูดขึ้นมาเสียงแผ่วเมื่อเห็นว่าเจ้าผึ้งตัวน้อยไม่ยอมขยับตัวมาสักพักแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะบอลเมื่อครู่กันที่ได้คร่าชีวิตเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้ไปแล้วกันแน่


               เฮ้!! เธอไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไงว่าขอบอลคืนน่ะ!!” เสียงพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิดตามด้วยมือหนาที่ดิ่งตรงเข้ามากระชากบอลจากมือเด็กสาวไปทำให้ร่างเล็กที่ไม่ทันได้ตั้งตัวผงะถอยไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีดำสนิทเงยมองเด็กผู้ชายเมื่อครู่ด้วยความไม่พอใจเท่าไหร่นัก


               มองอย่างนั้นมีปัญหาอะไรรึเปล่าเด็กผู้ชายผมสีน้ำตาลแดงพูดขึ้นอย่างท้าทาย


               ไม่มีอะไรเด็กสาวตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะหันเหความสนใจไปยังผึ้งตัวน้อยที่นอนนิ่งไปต่อ


               ว้าว...นั่นผึ้งนี่นาเด็กผู้ชายร้องขึ้นเสียงดังก่อนจะวิ่งแทรกเข้าไปหาเจ้าผึ้งน้อยอย่างรวดเร็วจนซิลเวียที่กำลังจะลงไปนั่งดูใกล้ๆ เซล้มลงกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้


               เจ็บนะแล้วนั่นนายคิดจะทำอะไร!” ซิลเวียร้องขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไร้มารยาทเมื่อครู่ทำท่าจะหยิบผึ้งน้อยที่นอนนิ่งสนิทขึ้นมา ดวงตาสีน้ำตาลเปลือกไม้หันมาเหลือบมองเด็กสาวอย่างยียวน


               ก็เอาไปอวดเพื่อนน่ะสิเสียงทุ้มตอบกลับมาอย่างสั้นๆ พร้อมกับเอื้อมมือหนาไปหมายจะหยิบจับสิ่งมีชีวิตแสนน่าทึ่งขึ้นมาโดยไม่สนว่ามันจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม


               ว้าว!! มันยังขยับได้นี่นาเด็กหนุ่มร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้นเมื่อสังเกตเห็นขาเรียวเล็กของผึ้งน้อยกระดิกไปมาอย่างอ่อนแรง ทันทีที่ทราบว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ยังมีลมหายใจอยู่ เด็กหนุ่มก็ยิ่งเกิดความรู้สึกอยากจะหยิบจับเจ้าแมลงตัวนี้ไปอวดเพื่อนตนเสียจนตัวสั่น


               อย่าทำมันเลย มันอาจจะต่อยนายได้นะเหมือนคำโต้แย้งของเธอจะไม่มีความหมายอะไรเพราะเด็กหนุ่มนิสัยเสียยังคงเพิกเฉยต่อคำห้ามปรามนั้น ที่จริงเธอไม่จำเป็นต้องสนใจเลยก็ได้เพราะถ้าเข้าไปยุ่งมากกว่านี้อาจจะเป็นตัวเธอเองเสียมากกว่าที่จะมีปัญหา...มันก็แค่ผึ้งไม่ใช่เหรอ ต่อให้มันไม่ตายด้วยน้ำมือเด็กหนุ่มมันก็ไม่น่าจะมีชีวิตรอดอยู่แล้ว


            เพราะอ่อนแอเสียขนาดนี้...ถึงไม่ตายตอนนี้วันข้างหน้าก็ต้องตาย


            เธอก็แค่ต้องเดินจากไป...แล้วลืมมันไป


            เธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเพราะมันไม่ใช่ความผิดเธอ


            มันไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเอาตัวเองมาเสี่ยงกับการโดนเกลียดเพื่อชีวิตเล็กๆ


            ต่อให้มันแหลกสลายไป...มันก็ไม่เกี่ยวกับเธอ


               เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลประกายแดงยิ้มหัวเราะคิกคักก่อนจะเอื้อมมือไปหวังจะจับที่ปีกของมัน ราวกับผึ้งตัวน้อยรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะถูกทำร้ายมันจึงรีบตะเกียดตะกายอย่างอ่อนล้าเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ และทิศทางที่เจ้าแมลงตัวน้อยคลานไปคือตำแหน่งที่ซิลเวียยืนอยู่ ดวงตาสีดำสนิทจ้องมองสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่พยายามดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยสายตาอันเรียบนิ่ง


               ถึงแกจะพยายามแค่ไหน...มันก็ไม่มีความหมาย


            ถ้าฉันช่วย ฉันก็ต้องเป็นฝ่ายเดือดร้อน...ฉันไม่อยากสร้างปัญหาให้กับตัวเอง


            เพราะฉะนั้น...ยอมแพ้เถอะ


               ดวงตาสีดำกลมโตของผึ้งน้อยที่หันมาทางเธอราวกับกำลังเงยขึ้นมาสบตาเธออยู่ ซิลเวียเบี่ยงหน้าหนีอย่างรู้สึกผิดหรือบางทีเธออาจจะคิดมากเกินไป...เจ้าผึ้งตัวนี้คงไม่ได้คิดอะไร บางทีมันอาจจะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเลยมันอาจจะเป็นเพียงแค่สัญชาติญาณก็เท่านั้น


               ช่วยด้วย


               เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ฝ่ามือของเด็กหนุ่มจะยื่นไปถึงก็เหมือนกับมีบางเสียงที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วหัวของเธอ และกว่าจะรับรู้เหตุการณ์ตรงหน้าได้ร่างกายของเธอที่เคยยืนนิ่งสนิทก็กระโจนออกไปโดยไม่รู้ตัว ร่างผอมบางของเด็กสาวตรงเข้าไปผลักเด็กหนุ่มออกอย่างแรงก่อนจะเข้าไปตะครุบป้องกันเจ้าผึ้งน้อยไว้อย่างไม่มีเหตุผล


               ยัยบ้า!! อยู่ๆ มาผลักฉันทำไมร่างสูงที่กระเด็นออกไปและล้มลงกลิ้งไปกับพื้นค่อยๆ ดันตัวเองขึ้นมาก่อนจะร้องโอดครวญด้วยความรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก


               อย่าทำมันนะ...มันกำลังเจ็บร่างผอมเล็กที่ขดตัวไปกับพื้นเพื่อปกป้องสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนซิลเวียเองก็ไม่ทันตั้งตัว ราวกับว่ามีบางสิ่งที่สั่งให้เธอกระโจนเข้ามาปกป้องชีวิตน้อยๆ นี้ไว้


               เธอนี่บ้ารึเปล่า!?” เด็กหนุ่มแปลกหน้าพูดถามขึ้นเสียงสูงด้วยความไม่เข้าใจ ร่างผอมสูงยันตัวลุกขึ้นมาด้วยท่าทีฮึดฮัด ก่อนจะปัดป่ายฝุ่นที่เลอะอยู่ทั่วตัวด้วยความหงุดหงิด


               ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว ผู้หญิงอะไรพิลึกชะมัด!!” คำสบถถูกพูดขึ้นทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนที่เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นจะค่อยๆ จางหายไปเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มใจร้ายคนนั้นได้จากไปแล้ว หลังจากที่เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ซิลเวียจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยันตัวขึ้นจากพื้น


               เด็กสาวปัดฝุ่นที่เปรอะไปทั่วชุดกระโปรงสีขาวตัวโปรดก่อนจะเหลือบมองเจ้าผึ้งตัวเล็กที่ไม่รู้เหมือนกันว่ายืนขึ้นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เท่าที่เด็กสาวสำรวจดูก็ดูเหมือนว่าเจ้าผึ้งตัวนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว


               เขาไปแล้ว...รีบหนีไปเถอะก่อนที่จะโดนตัวอะไรทำร้ายอีกเด็กสาวพูดออกมาโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่ตนได้ช่วยเหลือเอาไว้ แต่เจ้าผึ้งน้อยที่ลุกขึ้นมาได้แล้วก็ยังคงยืนนิ่งสนิทราวกับกำลังจับจ้องเด็กสาวด้วยเหตุผลบางอย่าง


               ฉันต้องไปแล้ว...เมื่อเห็นว่าเจ้าผึ้งไม่ยอมขยับไปไหนเด็กสาวจึงเป็นฝ่ายหันหลังและเดินจากไปก่อน ระหว่างที่เดินมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านของตัวเองเด็กสาวก็หันมาแอบเหลือบมองอยู่เป็นพักๆ แต่ก็พบว่าเจ้าผึ้งน้อยยังคงยืนนิ่งอยู่ที่พื้นเหมือนเดิม


               “…” ก่อนที่มือเรียวเล็กจะเอื้อมไปเปิดประตูหลังบ้านสีขาวสะอาดเช่นเดียวกับตัวบ้าน เด็กสาวก็หันมามองหาเจ้าผึ้งอีกครั้งและแน่นอน...มันยังคงยืนอยู่ตรงที่เดิม


               และทันทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสลงบนลูกบิดเจ้าผึ้งก็บินสูงขึ้นจนซิลเวียสะดุ้งโหยงเพราะเข้าใจว่ามันจะบินเข้ามาต่อยเธอ แต่ดูเหมือนเธอจะคิดผิด...แม้ว่าเจ้าผึ้งจะบินลอยขึ้นมาเหนือพื้นแล้วแต่มันกลับไม่บินจากไปเสียที เด็กสาวจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วออกก้าวขาเพื่อเดินเข้าบ้านไป


               หึ่ง...หึ่ง


               เสียงเจ้าผึ้งตัวน้อยขยับปีกบินขึ้นไปบนฟ้าทำให้เด็กสาวหันกลับมามองและในจังหวะเดียวกันกับที่เธอดึงขากลับออกมาจากตัวบ้าน เจ้าผึ้งน้อยที่กำลังจะบินจากไปก็บินวนกลับมาที่เดิมในทันที


               เอ๊ะ?” เด็กสาวเจ้าของผมสีดำหยิกเป็นลอนสวยร้องขึ้นมาด้วยความแปลกใจกับปฏิกิริยาตอบรับแสนพิลึกของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วนั่น แต่มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้หญิงสาวจึงลองแหย่ขาเข้าไปในบ้านอีกครั้ง


               หึ่ง...หึ่ง


               เมื่อเห็นว่าเด็กกำลังจะกลับเข้าบ้านไปเจ้าผึ้งตัวเล็กทำท่าจะบินจากไปอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าเด็กสาวกระชากขากลับออกมาอีกรอบ มันก็รีบบินกลับมาใหม่โดยทันที


               หึ่ง..หึ่ง..หึ่ง..หึ่ง..หึ่ง


               ภาพของเด็กสาวที่กำลังชักขาเข้าออกอยู่บริเวณหน้าประตูหลังบ้านสลับกับภาพของเจ้าผึ้งตัวน้อยที่บินวนกลับไปกลับมาซ้ำๆ อยู่ตรงที่เดิมยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านมาสักพักใหญ่ๆ จากท้องฟ้าสีฟ้าครามสดใสถูกสาดทับด้วยสีส้มอ่อนของแสงอาทิตย์บ่งบอกว่าเวลาเล่นของสาวน้อยได้จบลงแล้ว...


               กลับบ้านได้แล้วเจ้าผึ้งน้อย คราวนี้ฉันจะเข้าบ้านจริงๆ แล้วล่ะ คิกๆเด็กสาวพูดพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ ออกมาแต่เจ้าผึ้งกลับไม่ยอมบินกลับไปราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เด็กสาวกำลังบอก


               ฉันไม่ได้โกหกนะ ครั้งนี้เข้าจริงๆ แล้วซิลเวียพูดขึ้นเพื่อยืนยันในคำพูดที่ตนได้พูดไปก่อนหน้านี้แต่เจ้าผึ้งก็ยังคงบินอยู่ที่เดิมพร้อมกับจ้องมาทางเธออย่างไม่ละสายตา เด็กสาวที่เห็นดังนั้นจึงส่ายหัวไปมาน้อยๆ ก่อนจะโบกมือลาและเดินกลับเข้าไปในบ้าน


               หึ่ง...หึ่ง


               เป็นผึ้งที่แปลกดี...น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นพูดกับตัวเองอย่างแผ่วเบา นัยน์ตากลมโตสีดำสวยจ้องมองผึ้งตัวน้อยที่บินกลับรังตัวเองไปผ่านทางหน้าต่างในห้องครัวของตนเองด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่เผยออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว


               นานเท่าไหร่แล้วนะ...ที่ตัวเราไม่ได้รู้สึกสนุกขนาดนี้


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนเขียนฉากสุดท้ายนี่แอบขำหน่อยๆ 555 นางเอกเราแอบกวนเหมือนกัน

แต่นั่นแหละพระเอกเรา น่าสงสาร...ออกมาตอนแรกก็ไม่มีบทพูดได้แต่บินไปมาเหมือนตัวประกอบ

ใครชอบก็กดติดตามหรือแวะไปคุยที่เพจได้นะคะ รอความคิดเห็นจากนักอ่านทุกคนเสมอ

จะรีบมาต่อให้นะคะ บายบีปิเอโร่ค่าา

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น