Fic Prince of The Walt Disney (Adam x Eric) - My Love รักแท้ฉันอยู่ไหน

ตอนที่ 2 : Adam x Eric ตอนที่ 2 รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    21 ก.ค. 58

               “น่าเบื่อ...เสียงพึมพำดังออกมาจากริมฝีปากเรียวทันทีเมื่อกลับเข้าห้องเรียบร้อย ร่างโปร่งล้มตัวนอนแผ่บนเตียงนุ่มก่อนจะถอนหายใจออกมาหนักๆ ทีนึง

               ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาเริ่มพูดคำนี้จนติดปากแต่คำตอบที่ได้ก็รู้ดีอยู่แก่ใจแม้ว่าใจนั้นอยากให้ทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน อยากจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเธอคนนั้นอยู่ในอ้อมอก...แต่ช่างน่าเศร้าที่โลกที่เขาอยู่คือความจริง...โลกที่ความรักของเขาไม่ใช่รักแท้...ไม่ใช่รักชั่วนิรันดร์

               กลิ่นอะไรระหว่างที่นอนเล่นคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จมูกขาวเนียนก็รับรู้ถึงกลิ่นหอมที่ลอยมาแตะจมูกเขาอย่างแผ่วเบา ร่างโปร่งตัดสินใจลุกขึ้นไปหาต้นตอของกลิ่นนั้นทันที เมื่อมองออกไปทางหน้าต่างก็พบคำตอบทันทีว่ากลิ่นหอมนั้นมาจากไหนเพราะภาพตรงหน้าก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจน ภาพสวนดอกกุหลาบสีแดงสวยสดที่บานสะพรั่งท่ามกลางค่ำคืนที่มีดวงดาวมากมายประดับแต่งแต้มผืนฟ้าสีดำสนิท ความงดงามราวกับทุกสิ่งนั้นหลุดออกมาจากภาพวาดชวนให้ความเศร้าหมองเมื่อครู่ถูกพัดพาจากไปทันที

               ร่างโปร่งตัดสินใจลงไปเดินเล่นที่สวนทันที เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าสวนที่นี่งดงามเพียงใด ยามเมื่อสายลมพัดให้กลีบดอกสีสดนั้นปลิวไปตามลมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปหา...ราวกับต้องมนต์สะกด

               ปลูกดอกไม้เยอะเชียว น่าจะเยอะกว่าปราสาทของเราเสียอีกเอริคที่เดินในสวนเล่นพึมพำออกมาอย่างขำๆ อาจเป็นเพราะปราสาทของเขาอยู่ริมทะเลจึงไม่สามารถปลูกดอกไม้ได้มากมายได้เหมือนดั่งที่นี่ แต่ความงามที่ขาดหายไปก็ถูกชดเชยด้วยมหาสมุทรสีครามอันแสนงดงามไม่แพ้กัน

               สงบดีจัง...ร่างบางหยุดยืนนิ่งก่อนจะหลับตาคู่สวยสีฟ้าอ่อนลง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาอย่างเผลอตัวดังแผ่วอย่างผ่อนคลาย เนื้อผิวกายขาวเนียนสัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่าน กลิ่นหอมจากรอบข้างที่โชยเข้ามานั้นช่วยทำให้รู้สึกโล่งอย่างน่าประหลาด...

               มาทำอะไรที่นี่เสียงทุ้มที่ดังขึ้นอย่างไม่คาดคิดกระชากอารมณ์ที่กำลังดื่มด่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็วทำให้ร่างโปร่งเสียการทรงตัวเซไปด้านข้างด้วยความตกใจ

               ผมแค่อยากลงมาเดินเล่นเท่านั้นหรือว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวคุณ ถ้าใช่ต้องขอโทษด้วยผมไม่ได้ตั้งใจจะมารุกล้ำนะร่างโปร่งที่หันไปทำท่าเลิกลั่นก่อนจะตอบกลับไปเสียระรัวไม่หยุดจนน่ากลัวว่าจะเผลอกัดลิ้นตัวเองขาดใจเสียก่อน คิ้วสีน้ำตาลของร่างแกร่งขมวดเข้าหากันอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกไปเหมือนกับสัตว์ป่าตัวน้อยที่กำลังสั่นกลัว

               เปล่าอดัมตอบมาอย่างสั้นๆ ได้ใจความ คำตอบที่ได้ทำให้ร่างบางรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก

               เอ่อ งั้นผมขอตัวก่อนนะเอริคพูดพร้อมเดินหนีทันที เขารู้สึกไม่อยากอยู่ชมดอกไม้หรือเดินเล่นต่อแล้ว ตอนนี้บรรยากาศทั้งหมดดูน่าอึดอัดเสียมากกว่าคำว่าผ่อนคลายด้วยซ้ำเหมือนกับบรรยากาศที่เขารู้สึกได้ขณะนั่งทานอาหารเย็นตอนนั้นเลย และร่างโปร่งก็ไม่ชอบมันเท่าไหร่นัก

               แต่เจ้าพึ่งลงมาเอง ไม่มาเดินเล่นด้วยกันก่อนล่ะอดัมพูดชวนอีกฝ่ายก่อนเดินนำหน้าไป

               ครับเอริคที่ไม่กล้าปฏิเสธจึงจำใจเดินตามอีกฝ่ายไป ระหว่างเดินอยู่นั้นเขาก็เหลือบมองดูใบหน้าคมเข้มของอีกฝ่ายไปด้วย ถึงจะดูหน้าเกรงขามมากในสายตาเขาตอนแรกแต่พอมามองดูอีกทีแล้ว ร่างโปร่งกลับคิดว่าคนตรงหน้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศแสนอึดอัดนี้ผ่อนคลายลงอยู่ดี

               คุณอดัม ผมเข้าใจว่าไม่ควรถามแต่พอบอกเหตุผลหน่อยได้มั้ย ว่าทำไมคุณถึงไม่ต้องการให้ใครนั่งตรงที่นั้น ทั้งที่มันไม่มีใครนั่งอยู่เลยเอริคที่เก็บความข้องใจไว้ไม่ไหวถามขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ อีกฝ่ายที่ได้ยินเหลือบมองคนตัวเล็กกว่านิ่งอย่างครุ่นคิด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากพูดถึงสักเท่าไหร่และก็ไม่เคยมีใครกล้าถามถึงมันอีกด้วย...ช่างน่าขัน คนที่เขาไม่คาดคิดว่าจะกล้าถามกลับเป็นฝ่ายถามเขาเสียได้

               หึ ถ้าเจ้ากล้าถามข้าก็ยินดีตอบ ที่จริงข้าเองก็ควรบอกเจ้าตั้งแต่ทีแรกว่าที่ตรงนั้นเคยเป็นที่ของหญิงสาวอันเป็นที่รักของข้า ข้าจึงไม่ต้องการให้ใครมานั่งตรงนั้นแทนที่นางอดัมพูดออกมาเสียงนิ่ง แต่ภายในแววตานั้นกลับสะท้อนไปด้วยความเศร้าหมองอย่างปิดไม่มิด

               เคย?” เอริคทวนคำนั้นซ้ำอีกครั้งด้วยความสงสัยเพราะวันนี้ที่ร่างโปร่งสังเกตเห็น เมื่อตอนเย็นอาหารยังคงพึ่งถูกเสิร์ฟบนโต๊ะตรงที่ของหญิงผู้นั้นอยู่เลย

               อืม แต่ตอนนี้นางไม่อยู่แล้วและทุกอย่างมันก็เป็นเพราะตัวข้าเองอดัมพูดพลางเอามือลูบกุหลาบสีแดงสดที่บานอยู่อย่างแผ่วเบา เจ้าดอกไม้สีแดงสดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาได้พบกัน แต่เมื่อมีจุดเริ่มต้นทุกอย่างก็ย่อมมีจุดสิ้นสุดและเวลานีเขาทั้งสองก็เดินมาถึงจุดนั้น...จุดที่หัวใจไม่อาจรักกันได้อีก

               ...เอริคมองอีกฝ่ายโดยไม่ตอบอะไร ยิ่งได้ฟังร่างโปร่งก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตนกำลังมองเงาสะท้อนในกระจกบางทีเขากลับอดัมอาจจะเหมือนกันมากเลยก็ได้

               แต่ข้าก็จะรอ ข้าเชื่อว่าสักวันนางต้องกลับมาร่างสูงที่พร่ำบ่นเรื่องทุกข์ใจออกมาชะงักในทันทีเมื่อสังเกตเห็นใบหน้าขาวหม่นของผู้ร่วมสนทนา

               เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหมหรือเจ้ายังรู้สึกแย่อยู่อดัมถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นร่างโปร่งที่ฟังเขาปรับทุกข์เมื่อครู่แสดงสีหน้าปวดใจขึ้นมา

               ผมไม่เป็นไรตอนนี้ร่างโปร่งยังไม่อยากพูดอะไรมากเพราะกลัวว่าตัวเองจะกลั้นความเจ็บปวดที่จุกแน่นเต็มอกนี้ไม่ไหว จิตใต้สำนึกตะโกนก้องว่าอยากจะออกจากที่ตรงนี้เหลือเกินแต่ก็เกรงจะทำให้คนตรงหน้าไม่พอใจ

               เจ้าเห็นข้าโง่ขนาดมองเจ้าไม่ออกเลยหรือ ถ้ามีอะไรที่ข้าพูดไปแล้วขัดใจหรือว่าเจ้าเบื่อก็บอกมาตามตรงก็ได้ร่างแกร่งถามอีกฝ่ายเสียงเข้มเพื่อเค้นให้คนตัวเล็กยอมพูดออกมา เขายอมรับว่าเขาไม่ชอบเลยเวลาที่เห็นใครก็ตามที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเก็บความรู้สึกเอาไว้โดยแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้คิดอะไร แกล้งทำเป็นสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าที่แท้จริง...เหมือนรังเกียจตัวเขา

               ไม่ได้เบื่อแล้วก็ไม่ได้ขัดใจเอริคเลือกที่จะบอกปัดและไม่พูดอะไรต่อ

               การบอกความในใจตัวเองเป็นสิ่งที่ลำบากใจขนาดนั้นเลยหรืออดัมที่เริ่มปลงกับอีกฝ่ายพูดออกมาอย่างตัดพ้อ ถ้าหากรู้สึกอย่างไรก็ควรบอกคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาเพราะการเก็บงำสำหรับเขามันไม่ช่วยอะไรเลยยิ่งเก็บไว้ก็ยิ่งเจ็บยิ่งเก็บมากก็ยิ่งอึดอัด

               ผมไม่ได้ลำบากใจเลยหากต้องพูดมันออกมา เพียงแต่ถ้าผมพูดไปแล้วคุณจะช่วยอะไรผมได้เอริคพูดถามกลับไปโดยหวังว่าอย่างน้อยอีกฝ่ายก็คงเข้าใจว่าเขาไม่ต้องการเล่าให้ฟัง

               อย่างน้อยเจ้าอาจสบายใจขึ้นอดัมพูดต่อโดยไม่สนใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดเหล่านั้นเลย เอริคถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ว่าอย่างไรก็อยากรู้ให้ได้

               “ที่จริงคนรักของผมและลูกทิ้งผมไป...ไปเธอจากไปในสถานที่แสนห่างไกลอาจเพียงเพราะที่นั่นเหมาะสมกับพวกเธอมากกว่า ช่างน่าเสียดาย...สถานที่แห่งนั้นดันไกลเกินกว่าที่ผมจะไปถึงได้แม้ใจนี้อยากจะอยู่กับพวกเธอแค่ไหนก็ตาม อดัม...คุณยังคงมีความหวังที่จะรอคอยแต่ผมไม่มี ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวนั้น...ผมฟังแล้วผมอิจฉาคุณ อิจฉาที่ผมไม่ได้แม้แต่โอกาสที่จะรอคอยเอริคพูดด้วยน้ำเสียงที่ผสมปนเปกันไปหมดทั้งความรัก ความคิดถึง และความเศร้าที่มีอยู่อย่างปริ่มล้น

               เพราะเหตุผลนี้รึเปล่าที่เจ้าจึงมาอยู่ในสวนของข้าได้เมื่อได้ยินคำถามร่างโปร่งเงียบลงไปครู่หนึ่ง เหตุผลที่มาถึงที่นี่ก็ง่ายนิดเดียวเพราะความอ่อนแอ อ่อนแอจนต้องหนี...หนีจากความเป็นจริงมาในที่แสนไกล

               ผมแค่ต้องการไปให้ไกลจากพวกเธอมากที่สุด อย่างน้อยก็ขอเพียงให้ผมทำใจให้ได้ก่อน ขอเวลาให้ผมยอมรับกับความเป็นจริงเหล่านั้น...เดินทางมาหลายวันโดยไม่ได้พักผมจึงเผลอสลบไปเอริคตอบสิ่งที่ตัวเองคาดการณ์เอาไว้ ส่วนร่างสูงก็เพียงแค่พยักหน้านิ่งๆ รับรู้ในสิ่งที่ร่างบางบอก

               “….” หลังจากที่เล่าจบความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง อดัมและเอริคต่างยังคงเดินชมสวนกันต่อโดยไม่มีพูดคุยอะไรกันอีก ความรู้สึกที่อึดอัดในทีแรกเบาบางลงอย่างไม่น่าเชื่อ คงเพราะการสนทนาอย่างเปิดใจทำให้ต่างคนต่างเข้าใจหัวใจที่บอบช้ำของกันและกันมากขึ้น

               เจ้าควรขึ้นไปนอนได้แล้ว ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วนะหลังจากเงียบมานานร่างสูงก็เอ่ยปากขึ้นก่อน

               คุณก็ด้วย แต่ผมเล่าเรื่องของผมไปแล้ว คุณควรเล่าเรื่องของคุณด้วยเหมือนกันนะคนตัวเล็กถามต่อรองขึ้นมา ก็ในเมื่อเขาเล่าให้อีกฝ่ายฟังเสียจนหมดทั้งทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่และจุดเริ่มต้นของปัญหา อีกฝ่ายก็ควรเล่าถึงจุดเริ่มต้นบ้างเพราะจากที่ฟังร่างโปร่งพึ่งทราบเพียงผิวเผินเท่านั้นแต่ยังไม่รู้รายละเอียดเลย

               ไม่ใช่ตอนนี้เด็กน้อยอดัมพูดออกมาสั้นๆ ประโยคนั้นทำเอาคิ้วสีดำขลิบขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ

               ผมไม่ใช่เด็กเอริคว่ากลับไปเสียงเข้มอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ร่างสูงจากสูงกว่าเขาแต่ขนาดตัวของเขาก็ไม่ได้เล็กจนถึงขั้นว่าจะเรียกเป็นเด็กน้อยได้เช่นกัน

               แต่ส่วนสูงก็ใกล้ เอาเถอะถ้าเจ้าไม่ไปข้าไปเองเมื่อพูดจบ ร่างสูงก็   เดินจากไปทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายต่อปากต่อคำต่อ หลังจากที่ร่างสูงเดินจากไป เอริคก็เดินวนในสวนอีกรอบก่อนเดินขึ้นห้องไปโดยไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งบนหอคอยจับจ้องเขาตลอดเวลาที่เขาเดินเล่นอยู่เพียงลำพัง...

               นายท่านขอรับ พรุ่งนี้จะให้รถม้าไปส่งคุณเอริคตอนไหนขอรับค็อกเวิร์ธพูดกับเจ้านายตัวเองอย่างสุภาพ อดัมจ้องมองคนด้านล่างที่กำลังเดินกลับเข้าปราสาทมาพลางครุ่นคิดบางอย่างในหัวไปด้วย

               ไม่ต้อง ให้เขาพักที่นี่ไปก่อนอดัมตอบกลับมาเสียงนิ่ง

               แต่...ชายในชุดสูทอ้วนกลมพูดขึ้นโดยตั้งใจจะคัดค้านเจ้านายตัวเองออกมา เขาไม่ค่อยชอบใจนักหากต้องให้คนแปลกหน้าที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาร่วมชายคาเดียวกัน

               ค็อกเวิร์ธ...เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าเหรอน้ำเสียงเย็นเยียบที่ลอดออกมาบ่งบอกถึงความทรงอำนาจรวมถึงความไม่พอใจที่ถูกคนรับใช้ขัด ร่างอ้วนท้วมที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศนั้นตกใจตัวสั่นอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ก่อนจะรีบโค้งตัวลงทันทีด้วยความเกรงกลัว

               ม..ไม่กล้าขอรับนายท่าน กระผมจะทำทุกอย่างตามที่ท่านต้องการน้ำเสียงสั่นเทิ้มพูดออกมาอย่างติดขัด เมื่อเห็นนายเหนือหัวสะบัดมือไล่ให้ออกไปร่างกลมอวบก็ก้มตัวเดินถอยหลังออกจากห้องไปในทันที

               ปึง!!

               เสียงประตูบานใหญ่ที่สลักจากไม้ชั้นเลิศปิดลงเสียงดัง ตามด้วยร่างอ้วนที่อุดมด้วยชั้นไขมันนั่งทรุดเหงื่ออาบทั่วกายด้วยความหวาดกลัว

               ฉันบอกแล้วไงค็อกเวิร์ธว่าให้คุณชายท่านนั้นอยู่ที่นี่ไปก่อนชายร่างผอมสูงที่ยืนรอหน้าห้องมาสักพักเดินเข้ามาบอกกับเพื่อนตัวเองอย่างเยาะเย้ย

               เพราะนายใจดีเกินไปต่างหากลูมิแอร์ ไม่รู้ว่านายท่านคิดยังไงถึงกล้าเอาเด็กสกปรกอย่างนั้นเข้ามาค็อกเวิร์ธพูดด้วยความไม่พอใจแต่ถึงกระนั้นก็ต้องลดระดับเสียงลงไม่เช่นนั้นหัวของเขาอาจจะหลุดจากบ่าโดยไม่ทันรู้ตัวก็ได้

               นายท่านเป็นคนโอบอ้อมอารีไง นายก็อย่าเข้มงวดนักเลยน่าลูมิแอร์พูดกับเพื่อนตัวเองพร้อมตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ

               ถ้าเมื่อก่อนฉันจะเชื่อแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วนะ หลังจากคุณเบลล์ออกจากที่นี่ไปนายท่านก็เริ่มเหมือนเดิมเอาแต่ใจ วางอำนาจ ไม่คิดถึงคนอื่น...ค็อกเวิร์ธยังคงพูดออกมาต่อไปเรื่อยๆ โดยทันสังเกตเลยว่าเจ้าเพื่อนรักตัวดีลูมิแอร์แอบย่องเดินหนีไปแล้ว

               แล้วแถมยัง...ค็อกเวิร์ธที่จะหันไปบอกเพื่อนตัวเองต่อก็ต้องชะงักและหน้าซีดลงเรื่อยๆ

               แถมยังอะไรอดัมพูดพร้อมกับยิ้มเย็นให้ลูกน้องตัวเอง รอยยิ้มเย็นบาดลึกลงไปในใจของค็อกเวิร์ธ ที่กำลังเต้นตุบตับไม่ยอมหยุดคล้ายจะบอกว่าเจ้าของหัวใจดวงนี้ว่า...เอ็งไม่รอดแน่!!

               “ยังเป็นคนน่ารัก หล่อเหลา มีเมตตา...อ๊ะ!! ได้เวลาตรวจตราดูแลความเรียบร้อยในวังแล้วกระหม่อมขอตัว...เมื่อได้ทีร่างอ้วนกลมก็รีบวิ่งแจ้นไปจนแทบจะลงไปกลิ้งเป็นลูกบอลเลยทีเดียว ผู้เป็นนายเหนือหัวที่เห็นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนที่จะกลับเข้าไปพักในห้องตนเองดังเดิม

               ท่ามกลางเตียงนอนกว้างในห้องที่มืดสนิท ดวงตาสีฟ้าเข้มลืมตาเหม่อมองเพดานเงียบๆ พลางนึกถึงคำที่ร่างโปร่งพูดประชดประชันตนในสวนว่าอิจฉาคนที่มีความหวังดังเช่นเขา

 

               บางทีความหวังของข้าก็อาจไม่มีตั้งแต่แรกเหมือนกัน...เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบอย่างแผ่วเบาก่อนจะหายไป ไม่แน่ว่าคนที่เกลียดการใส่หน้ากากอย่างเขาอาจเป็นคนใส่หน้ากากนั้นเสียเอง เป็นคนที่เอาแต่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าตนนั้นยังมีหวังเสมอ...

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ใครจำตัวละครค็อกเวิร์ธได้บ้างเอ่ย?

----------------------------------------------

รีไรท์ใหม่นะคะ

คนที่ไม่อยากรอรีไรท์จะอ่านตนต่อไปเลยก็ได้แต่ศัพท์อาจจะไม่ดีเท่าที่ควร

ต้องขออภัยด้วยนะคะ

ปล.เล่มที่สั่งจองจะเป็นรีไรท์ทั้งหมดนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

24 ความคิดเห็น

  1. #4 .•:*´Lenna`*:•. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 00:37
    ไหนๆก็ชีช้ำไร้ความหวังทั้งคู่ มาเรียนรู้ดูใจให้ไขแจ้งกันเองก็กว่ามั้ยค่ะ คุณชายทั้งสอง เอร๊ยย >///<

    ว่าแต่หนูเบลหลีกหนีลี้ห่างหายไปไหนกันน้อ รึไปเที่ยวทะเล(?)กับแม่เงือกน้อยกลอยใจ(??) #ผิด
    #4
    0