คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย º¡Ż

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
การปะทะกันระหว่าง7พรานกับสัตว์ปีศาจในป่าลึก

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 ส.ค. 63 / 20:40


พรายบรรลัยกัลป์

          อ้าว! อ้ายหนุ่ม เข้ามาสิ ดูแล้วเอ็งคงจะเป็นพรานหนุ่มจากหมู่บ้านข้าง ๆ ละสิท่า มางานศพของอ้ายไผ่มันใช่ไหม ฮ่าๆๆๆๆ เข้ามา เข้ามา มาร่วมวงกัน คืนนี้ยังอีกยาวไกล มาฟังเรื่องราวเก่า ๆ จากพรานแก่อย่างข้าดีกว่า เอ็งรู้จักเจ้าเฒ่าไผ่มันใช่ไหม เอ็งเป็นญาติห่าง ๆ กับมันงั้นเหรอ? โอ้...งั้นข้าก็ต้องเสียใจด้วย สมัยก่อนมันก็เคยเป็นพรานหนุ่มอย่างเอ็งเนี่ยแหละ มันเป็นเพื่อนร่ำเรียนวิชามาด้วยกันกับข้า แต่ชะตามันช่างอาภัพนัก ต้องมากลายเป็นคนบ้าไปซะอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นเอ็งคงจะได้เรียกมันว่าจอมพรานไปแล้ว หากมันยังเป็นคนปกติอยู่น่ะนะ

          โอ้! เอ็งต้มเหล้าป่ามาอย่างนั้นรึ ดี ๆ คืนนี้อากาศหนาวใช่ย่อย มาดื่มเหล้าแกล้มด้วยเรื่องราวเก่า ๆ กันเถอะ

          เอ็งรู้ไหมว่าทำไมที่นี่ถึงถูกเรียกว่าหมู่บ้านเกิดพราน ใช่ เอ็งจะรู้ ถ้าเอ็งเป็นพรานทีเกิดในระแวกนี้ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการให้กำเนิดพรานป่าผู้มากฝีมือ ว่ากันว่าตั้งแต่โบราณนานนม หมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ถูกก่อตังขึ้นโดยพรานผู้แก่วิชา แล้วลูกหลานของจอมพรานผู้นั้น ก็ให้กำเนิดลูกหลานพรานผู้เก่งกาจมากมาย อย่างที่เอ็งรู้ พรานที่ดีนั้นหาใช่ต้องเก่งเรื่องพงไพรเพียงอย่างเดียว แต่พวกเรายังต้องเชี่ยวชาญเรื่องของศาสตร์มืดอีกด้วย เพราะพวกสัตว์ป่าหาใช่ภัยร้ายเพียงอย่างเดียวในพงไพร แต่ยังมีพวกภูติผีปีศาจที่คอยรอจังหวะจับคนที่หลงเข้าไปกินเป็นอาหาร พวกโหงพรายร้ายที่จองจะสิงสู่เหล่าคนเป็น พวกยักษ์ร้ายที่หวงถิ่นอาศัยของพวกมัน แล้วไหนจะพวกหมอผีชั่วที่ลุ่มหลงในวิชาอุบาทว์ ที่คอยมองหาคนผู้โชคร้ายที่จะใช้ลองวิชาชั่ว ๆ นั่นจึงทำให้เหล่าพรานที่นี่แตกต่างจากที่อื่น เพราะพรานแห่งหมู่บ้านเรานั้นจะมีวิชาที่สืบต่อกันมาในครอบครัว บางคนก็รับลูกศิตย์เพื่อให้สืบทอดวิชา นั่นจึงทำให้พวกเราแตกฉานในไสยเวทมากกว่าที่อื่น

          แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อสมัยก่อน ไม่แปลกที่เอ็งจะเข้าใจว่าหน้าที่ของพรานคือหาของป่ากับล่าสัตว์ นั่นก็เพราะในป่าสมัยนี้อันตรายมันเทียบไม่ได้เลยกับสมัยก่อน สมัยนี้การมีอยู่ของเสือสมิงแทบจะเป็นตำนานปรัมปรา ผิดกับสมัยก่อนที่พวกเราเจอจนเป็นเรื่องปกติ คงเป็นเพราะพวกเราไปถางป่าเพื่อทำที่เพาะปลูกนั่นล่ะ ที่ทำให้ป่าไม้เหลือน้อยลงน้อยลงทุกที เฮ้อ...เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิงนัก

          แต่เอาเถอะ เศร้าไปก็เท่านั้น มันเป็นเรื่องของยุคสมัยล่ะนะ กลับมาที่เรื่องเก่า ๆ อย่างที่พรานเฒ่าอย่างข้าถนัดดีกว่า ข้าขอแนะนำตัวนะ ตัวข้านั้นชื่อดิน เป็นพรานที่ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากพ่อ พ่อของข้าชื่อพรานเงิน ท่านจากไปนานแล้ว ท่านเคยเป็นพรานที่เก่งกาจทีเดียว ยิงมาหมด เสือ กระทิง กวาง สมิง แม้แต่พวกผีที่หายากอย่างกองกอยพ่อข้าก็เคยเห็นมาแล้ว มีวิชาอาคม สามารถสะกดป่าเพื่อไม่ให้สิ่งทีเป็นอาถรรพ์เข้ามากร่ำกราย สามารถร่ายวิชากำบังตนเพื่อซ่อนตัวจากสัตว์ป่า มีสัตว์อาคมที่ช่วยระวังภัยที่ซุ่มซ่อน แต่แม้จะเก่งแบบนั้น พ่อก็มักพูดเสมอว่าสิ่งที่พ่อรู้เป็นเพียงแค่หากอึ่งเมื่อเทียบกับพรานสิง

          พูดถึงพรานสิงก็เหมือนพูดถึงตำนาน ท่านเป็นดั่งอาจารย์ของพ่อ เป็นคนถ่ายทอดวิชาให้กับท่าน และเป็นจอมพรานอย่างไม่ต้องสงสัย เผลอ ๆ อาจจะเก่งกว่าพ่อกับข้าในตอนนี้เสียด้วยซ้ำ ว่ากันว่าแม้อสูรป่าที่ทำร้ายชาวบ้านจนถึงความตายมานับไม่ถ้วน หากวันใดต้องมาเจอกับพรานสิง ก็ต้องเป็นอันได้ปราชัยสิ้นชื่อลงต่อหน้าจอมพราน สมิงท่านก็ยิงมานับร้อย พวกโหงพรายต้องเกรงใจเมื่อพรานสิงเข้าป่า ท่านแตกฉานศาสตร์ลี้ลับยิ่งกว่าใคร แม้แต่หมอผีที่ว่าแกร่งกล้าในอาคมก็ต้องเผ่นป่าราบเมื่อเจอท่าน พรานสิงจอมพราน

           แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า ไม่มีใครไร้เทียมทาน พรานสิงเองก็เช่นกัน ข้ายังจำได้ถึงสีหน้าอันหวาดกลัวของพรานสิงในวันนั้นได้ไม่เคยลืม

          มันเริ่มขึ้นเมื่อคืนหนึ่ง เกิดไฟประหลาดลุกวาบในป่าลึก เหล่าพรานที่ไปล่าสัตว์กับหาของป่าหายสาบสูญไปทีละคน เมื่อส่งคนไปตามหาตอนกลางวันก็ไม่พบคนที่หายไป พบเพียงแต่ร่องรอยของไฟไหม้ที่ลากยาวไปเป็นทาง

          จนพวกเรามารู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรก็เป็นอีกคืนหนึ่ง

          คืนนั้นพรานหม่อง พรานในหมู่บ้านกลับมาจากป่าด้วยสภาพที่น่าเวทนา เสื้อผ้าไหม้ไฟหายไปจนแทบเปลือย แทบทุกส่วนของร่างกายเป็นแผลไหม้อย่างรุนแรง ผมบนหัวส่วนใหญ่ถูกไฟไหม้หงิกงอ ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดชีวิตมาได้ในสภาพนั้น พรานตะโกนเหมือนคนเสียจริตถึงบางอย่างที่กำลังเผาป่าอยู่

          “มันมาแล้ว...มันมาแล้วววว มันจะเผาทุกอย่างจนวอดวาย”

          มันตะโกนแบบนั้นก่อนสลบไป ลูกเมียของมันพามันไปรักษาในบ้าน บาดแผลไฟใหม้รุนแรงถึงขนาดเกินความสามารถของสมุนไพรที่จะเยียวยา พวกเราจึงลงความเห็นว่าต้องพามันไปรักษาในเมือง แต่อนิจจา แผลไฟไหม้ของมันช่างเลวร้ายนัก มันร้องเพราะพิษไข้ก่อนจะจากไปอย่างทรมาน

          พรานสิงเมื่อได้ข่าว ก็ตามพรานตะวันกับพ่อขึ้นไปบนเรือนของพรานหม่อง ก่อนที่ทั้งสามคนจะลงมาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด ข้าที่ได้เห็นสีหน้าของพ่อแบบนั้นก็คิดที่จะเข้าไปถาม หลังจากที่ทั้งสามแยกกัน

          ตอนนั้นข้าอายุสิบเก้า เป็นวัยที่จะเข้าป่าได้แล้ว ข้าเข้าไปถามพ่อถึงเรื่องที่พวกเขาคุยกัน พ่อข้าตอบว่า

          “เมียของมันเล่าให้พวกพ่อฟัง ว่าอ้ายหม่องก่อนที่จะตาย มันพร่ำเพ้อถึงถึงช้างตัวหนึ่งที่ตัวลุกเป็นไฟ มันไล่ตามพรานหม่องราวกับจะกินมัน แต่มันก็รอดมาตายที่บ้านมันเนี่ยแหละ”

          ช้างที่ตัวลุกเป็นไฟ ข้าไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อนนับตั้งแต่ฝึกวิชาพราน ข้าจึงถามพ่อไปว่า

          “ช้างที่ตัวลุกเป็นไฟ มันตัวอะไรกันล่ะพ่อ พ่อเคยได้ยินไหม?”

          พ่อของข้าถอนใจ พลางส่ายหัว

          “ไม่ พ่อก็ไม่เคยได้ยินอะไรแบบนั้นมาก่อน แต่ที่แน่ ๆ พวกพรานที่หายไป กับไฟป่าตอนกลางคืนต้องเป็นฝีมือมันแน่”

          พ่อตอบข้าก่อนจะเดินจากไป เพราะพรานสิงที่อยู่ห่างไปราวยี่สิบก้าว กำลังตะโกนเรียกให้พ่อเข้าไปหา พรานตะวันก็อยู่ตรงนั้นด้วย ข้ามองไปที่ทั้งสาม ก็เห็นพรานสิงกำลังกระซิบบางอย่างกันอย่างจริงจัง จากนั้น ทั้งสามก็แยกย้าย พ่อย่างสามขุมมาทางข้า แกคำสั่งกับข้าแทบในทันที

          “อ้ายดิน เอ็งไปเรียกอ้ายไผ่มา คืนนี้พวกเราต้องเฝ้ายาม เรียกมันเสร็จก็ไปเตรียมของแล้วไปนอนเอาแรงซะ”

          ข้าเกือบลืมเล่าเรื่องของอ้ายไผ่ อ้ายไผ่นั้นมันเป็นเด็กกำพร้า แม่มันตายตั้งแต่คลอดมัน ส่วนพ่อมันก็ตายตั้งแต่มันเป็นเด็ก มันจึงถูกเลี้ยงมาโดยน้าและน้าสะใภ้ ทั้งคู่ไม่มีลูก จึงรักมันดั่งลูกแท้ ๆ มันไฝ่ฝันอยากเป็นจอมพรานเหมือนอย่างผู้เฒ่าสิง จึงขอฝากเป็นศิตย์ ผู้เฒ่าสิงรับมัน แต่เพราะไม่ค่อยมีเวลาสอน ท่านจึงฝากฝังมันให้เป็นผู้ช่วยของพ่อ มันจึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกับข้าไปโดยปริยาย เมื่อต้องหาของป่าและล่าสัตว์ พวกข้าทั้งสาม จึงมักเข้าป่าไปด้วยกันเสมอ

         กลับมาที่เรื่องของข้าต่อ วันนั้น พรานสิงมอบหมายให้พวกเราเฝ้ายามหมู่บ้าน ระหว่างที่พรานตะวันกับพรานสิงไปล่าเจ้าผีร้าย พวกเราทำตามที่พรานบอก โดยได้รับคำสั่งผ่านพ่อของข้าอีกที

          ในวันนั้นพวกข้าทั้งสามช่วยกันจัดเตรียมกระสุนปืนไรเฟิลมาให้มากที่สุด ก่อนจะพาไปพักผ่อน แล้วมาเจอกันที่เพิงณ.ชายป่าพร้อมไรเฟิลคลละกระบอกในตอนพลบค่ำ คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด แสงสว่างเพียงอย่างเดียว มาจากกองไฟที่พวกเราจุดขึ้นเพื่อคลายความหนาว เป็นเรื่องที่แปลกมากในคืนนั้น ที่พวกสิงสาราสัตว์ที่ปกติพวกมันจะออกหากินตอนกลางคืนจะพากันร้องระงม แต่คืนนั้นเงียบสนิท ราวกับพวกมันกำลังซุ่มซ่อนอยู่ เหมือนรู้ว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ผ่านไปราวสองชั่วยาม อ้ายไผ่ก็สังเกตเห็นแสงวาบประหลาดที่สว่างขึ้นในป่าลึก มันชี้ไปที่แสงนั้น

          “อ้ายดิน! น้าเงิน! ดูตรงนั้นสิ!”

          ข้ากับพ่อมองไปที่แสงไฟสีเหลืองส้มที่วาบบนท้องฟ้าอยู่ไกล ๆ ตามมาด้วยเสียงปืนไรเฟิลที่ดังพร้อม ๆ กันสองกระบอก ไม่ผิดแน่ ข้าคิด เสียงนั้น ต้องเป็นเสียงปืนของ พรานทั้งสองเป็นแน่ ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันแล้วในตอนนี้ 

          เสียงปืนยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ เจ้าแสงนั้นก็เคลื่อนที่ตามเสียงปืนราวกับสัตว์ร้ายกำลังไล่กินทั้งสอง พวกข้าได้แต่เอาใจช่วยให้พรานทั้งสองเอาชนะเจ้าอสูรร้ายตนนั้นได้สำเร็จ  แต่พวกข้าก็ต้องใจหาย เมื่อจู่ ๆ เสียงปืนนั้นเหมือนจะดังอยู่แค่กระบอกเดียว มันทำให้พวกเราคิดไปต่าง ๆ นา ๆ ถึงเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้น หรือจะมีพรานคนใดคนหนึ่งเพลี้ยงพล้ำให้เจ้ากับอสูรร้าย และยิ่งกลัวขึ้นไปอีกเมื่อเสียงปืนที่ดังกระบอกเดียวได้เงียบหายไปไม่มีเสียงลั่นปืนใด ๆ อีก

          กว่าจะรู้ผลเวลาก็ผ่านมาถึงรุ่งสาง 

          ด้วยแสงสว่างจาง ๆ ข้าที่เพิ่งตื่นขึ้นมาจากการหลับยาม ก็ต้องตาสว่างเมื่อเห็นพรานสิงเดินกระเพลกออกมาจากชายป่า ที่น่าเศร้าที่สุดเลยคือแกเดินออกมาจากป่าเพียงคนเดียว สภาพของพรานสิงไม่สู้ดี ด้วยเสื้อผ้ามีรอยไหม้เป็นหย่อม ๆ มีแผลพุพองที่แขนและใบหน้าซีกซ้าย มือขวาถือไนเฟิลเดินมาที่พวกข้าด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

          เมื่อเห็นพรานสิง อ้ายไผ่ก็ตะโกนบอกข่าวให้กับทุกคนในหมู่บ้านให้ได้ทราบ

          “พรานสิงกลับมาแล้วว พรานสิงกลับมาแล้ววว”

          ชาวบ้านคนแรกที่มาถึงที่นี่คือพรานจันทร์ ข้ากับอ้ายไผ่เรียกแกว่าน้าจันทร์ แกเป็นน้องชายของพรานตะวัน สนิทกับพ่อของข้าเช่นเดียวกับพราตะวัน เมื่อเดินมาถึง น้าจันทร์ก็ตะโกนถามพรานสิงเพราะแกไม่เห็นพรานตะวันออกมาด้วย

          “พ่อสิง...แล้วพี่ตะวันล่ะ?”

          พรานเฒ่าไม่ตอบ แกหลบหน้าไม่สบตากับน้าจันทร์ ทุกคนรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรานตะวัน น้าจันทร์ทรุดเข่าลงไปร้องให้โฮในทันที พรานสิงมองไปที่สภาพอันแสนปวดร้าวของพรานตะวันด้วยสีหน้าที่นิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ข้าก็เดาไม่ได้        

          พรานสิงหันมาทางพวกข้า

          “พวกเอ็ง...นี่สำคัญมาก มารวมตัวกันที่บ้านข้าทุกคน”

          พรานมากมายและชาวบ้านที่ไม่มีใจจะสนเรื่องงานไร่เพราะอยากรู้ราวที่เกิดขึ้น ได้มารวมตัวกันอยู่ที่บ้านพรานสิงในวันนั้น

          พวกข้ารวมตัวกันบนแคร่ไม้หน้าบ้านพรานสิง คนที่อยู่ตรงนี้ประกอบด้วยข้า อ้ายไผ่ พ่อ พรานจันทร์ และที่มาทีหลังก็มี พี่ไม้ พรานหนุ่มที่มีอายุแก่กว่าข้าสองปี เขาเป็นพรานหนุ่มเลือดร้อนที่มาจากหมู่บ้านต่างถิ่น มาขอวิชาจากพรานสิง มีฝีมือฉกาด เสียแต่เป็นคนที่มุทะลุ พี่ไม้มีผู้ช่วยติดตามมาด้วยหนึ่งคน อ้ายนี่มันไม่ใช่พราน แต่ก็เป็นคนในหมู่บ้านนี้แหละ มันมีอายุน้อยกว่าข้าปีนึงเห็นจะได้ มันชื่ออ้ายบุญ ใจมันน่ะอยากเป็นพราน แต่พ่อแม่มันที่เป็นคนธรรมมะธรรมโมก็ค้านหัวชนฝา เพราะไม่อยากให้ลูกฆ่าสัตว์ แต่กระนั้นมันก็แอบเข้าป่ากับอ้ายไม้อีกจนได้ แรก ๆ ก็ถูกตีก้นลายจนข้ากับคนอื่น ๆ เห็นจนชินตา แต่นั่นก็ไม่ทำให้มันเลิกเข้าป่า จนหลังๆพ่อแม่ชักเอือมๆเลยปล่อยเลยตามเลย

          ที่แคร่นั้นระงมไปด้วยเสียงคร่ำครวญของพรานจันทร์

          “โฮ...พี่จันทร์ ทำไมด่วนจากฉันไปแบบนี้ล่ะพี่”

          พ่อข้า ที่เป็นเพื่อนสนิทของพรานตะวันผู้ล่วงลับ กัดฟันพูดออกมาอย่างเคียดแค้น

          “อ้ายจันทร์ เอ็งอย่าร้องให้เลย มัน..อ้ายช้างผีริยำ กูจะเอามันลงนรกให้ได้”

          พี่ตะวันพูดขึ้นด้วยความอหังการ

          “เดี๋ยวข้านี่แหละ จะเอางามันมาเซ่นศพของน้าตะวัน”

          ตอนนั้นข้าที่ยังหนุ่ม เป็นหนุ่มที่คะนองไม่แพ้พี่ไม้นักหรอก ในใจข้าจึงกระหายเลือดของอ้ายช้างผีตัวนั้นยิ่งนัก

          “ใช่! ข้าก็จะช่วยด้วย ใช่ไหมวะอ้ายไผ่”

          อ้ายไผ่ยิ้มกว้างให้ข้า

          “ถูกต้องแล้วสหาย! พวกเรานี่แหละจะส่งอ้ายช้างตัวนั้นลงสู่นรก!”

          ในตอนนั้นเอง พวกข้าก็ได้ยินเสียงแหบๆของพรานสิงตะโกนอย่างแหบแห้งลงมาจากบ้านยกสูง

          “จะไม่มีใครไปล่ามันทั้งนั้นแหละ!!”

          เราทุกคนหันไปที่บนบ้านอย่างพร้อมเพรียง บนนั้น เราเห็นพรานสิงที่ยืนอยู่บนบ้าน กำลังมองมาที่พวกเราในสภาพที่ร่างกายท่อนบนเต็มไปด้วยผ้าพันแผล เส้นผมและเคราบางส่วนอยู่ในสภาพหงิกงอเพราะถูกไฟไหม้ ใบหน้าดูอิฐโรยและซีดเผือดมีแผลพุพองเล็กน้อย พ่อของข้าที่เห็นจึงถามอาการด้วยความเป็นห่วง

          “พ่อสิงเป็นอย่างไรบ้าง?”

          พรานสิงส่ายหัวน้อย ๆ แกค่อย ๆ เดินลงบันไดบ้านมาที่พวกเรา พ่อรีบเข้าไปคุมใกล้ๆ เพราะเกรงว่าพรานสิงจะตกบันไดด้วยความอิฐโรย

          “ข้าไม่เป็นไร ใครไปเอาเหล้าป่ามาให้ข้าที...” เมื่อได้ยินคำสั่งดังนั้น อ้ายบุญ ลูกไล่ของพี่ไม้ก็รีบไปเอาหม้อสุราอย่างกระตือรือร้น พรานสิงลงจากบ้านมานั่งบนแคร่ที่พวกเราอยู่ ข้าลุกให้พรานสิงนั่งแทนข้า จากนั้นแกก็พูดขึ้น “พวกเอ็งยังไม่รู้จักมันดีพอ...กระสุนอย่างเดียวเอาชนะมันไม่ได้หรอก..”

          ในตอนนั้น พรานสิง แสดงท่าทีหวาดกลัวต่อบางอย่าง อย่างที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาทั้งสองของแกเบิกกว้าง ตัวแกสั่นจนข้าสังเกตุได้ ข้าไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นพรานสิงกลัวอะไรเช่นนี้ ในตอนนั้นเอง เป็นตอนที่อ้ายบุญหิ้วเหล้ามาที่แคร่ที่พวกเรานั่ง เมื่อเหล้าวางลงบนแคร่ พรานสิงไม่รอแก้ว แกยกหม้อดินเผาดื่มมันเข้าไปราวกับกำลังกระหายอย่างรุนแรง แกวางหม้อเหล้าแล้วเล่าถึงประสบการณ์อันน่าขนพองที่แกประสบมา

          “ตอนนั้น...ข้าแกะรอยป่าไหม้ไปกับอ้ายตะวัน สภาพทุกอย่างในบริเวณนั้น จากที่เคยเป็นป่ารกทึบที่เขียวชอุ่ม กลับกลายเป็นรอยไหม้ลากเป็นทางยาว พวกข้าที่ลุยซากเศษขี้เถ้าไป ก็เห็นพวกนกแสกกับกวางนอนไหม้ดำอยู่แถวนั้นก็มี”พรานสิงหลับตาลง กระดกหม้อเหล้าอีกครั้ง ที่เป็นครั้งแรกที่พวกเราเห็นแกดื่มหนักขนาดนี้ แล้วแกก็เล่าต่อ “พวกข้าลุยกองขี้เถ้าไป ยิ่งไกลขึ้น ขี้เถ้าบนตีนของพวกเราก็ยิ่งอุ่นขึ้น ร้อนขึ้น จนพวกข้าทนไม่ไหว ต้องอ้อมตามไปทางด้านข้างแทน” 

          พอแกเล่าถึงตรงนี้ แกก็เงียบไปครู่หนึ่ง แกกัดกรามลั่นจนทุกคนได้ยิน ตอนนั้น พี่ไม้ที่ใจร้อนอย่างรู้เรื่องราวต่อก็ถามขึ้น

          “แล้วไงต่อล่ะพรานสิง?”

          แก่เล่าต่อ ตอนนั้นข้าสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวในน้ำเสียงของพรานสิง

          “ข้าสะกดรอยไปจนเห็นไฟที่ไหม้อยู่ที่ป่าด้านหน้าไกล ๆ ตรงนั้นไฟลามกว้างเหมือนเห็นนรกไม่มีผิด ควันหนาทึบจนพวกข้าต้องเอาผ้ามาปิดจมูก พวกข้าฝ่ากองเพลิงเป็นหย่อมๆ จนตอนนั้น ข้าก็เห็นมัน...” พรานสิงตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัดขณะเล่า “มันเป็นช้าง...ช้างไม่ผิดแน่ ตัวใหญ่มาก ผิวหนังเป็นถ่านแดงร้อน งาของมันลุกไหม้ไปด้วยเปลวไฟ งวงของมันหายใจเอาไฟแดงวาบออกมาเป็นจังหวะ เสียงร้องของมัน โอ้ มันร้องไม่เหมือนช้างทั่วไป มันทุ้ม ก้อง และร้องยาวโหยหวน แต่ที่น่ากลัวที่สุด ตา...ตาของมัน เป็นแสงสีเหลืองวาบเหมือนดวงอาทิตย์ แต่บางครั้ง มันก็เปลี่ยนเป็นสีแดงสว่างเหมือนตะวันยามเย็น ในตามีแววหิวโหยน่ากลัว โอ้ มันน่ากลัวจริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน...”

          พรานสิงกระดกเหล้าอีกครั้ง ท่ามกลางความเงียบของพวกเราและเหล่าชาวบ้าน ที่อยากรู้เรื่องต่อ

          “ตอนนั้น ข้ากับอ้ายตะวันเตรียมยกปืนขึ้น ปืนที่พวกข้าถือนั้น สามารถล้มช้างได้ภายในสองนัด ข้าสองคนเล็งไปที่มัน ข้าบอกอ้ายตะวันให้เตรียมพร้อม เมื่อข้าแน่ใจว่าข้าจะยิงโดนมันแน่ ๆ ข้าลั่นไกทันที อ้ายตะวันก็ยิงตาม”

          ข้าจำได้ถึงเสียงปืนยิงไล่ติดต่อกันสองนัดที่ทั้งข้า พ่อ และอ้ายไผ่ได้ยิน มันต้องเป็นตอนนั้นแน่ ๆ ข้าฟังพรานสิงเล่าต่อ

          “..โอ้ ตอนนั้นข้ามั่นใจว่าข้ายิงเข้าจุดตายแล้วแน่ ๆ เพราะข้าเห็นกระสุนวิ่งเข้ากระทบกับหัวของมันจนเกิดสะเก็ดไฟ ข้าไม่อยากเชื่อ มันไม่เป็นไรเลยแม้แต่น้อย อ้ายช้างปีศาจตัวนั้นหันมาทางทิศที่พวกข้าอยู่ มันรู้ตำแหน่งของพวกข้าแล้ว ดวงตาของมันสว่างวาบมองมาทางเรา ตอนนั้นหัวใจข้าเหมือนลงไปอยู่ตาตุ่ม มันคำรามด้วยสียงโหยหวน ก่อนที่จะวิ่งมาทางพวกเรา ข้าเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งให้อ้ายตะวันวิ่งทันที ข้าทั้งสองวิ่ง วิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ ระหว่างวิ่งก็กันไปยิงมันเป็นระยะ โดนบ้าง ไม่โดนบ้าง แต่ถึงโดนไป มันก็ไม่ต่างจากเขวี้ยงก้อนดินใส่หินผา ข้าจึงตระหนักแล้วว่าปืนในมือพวกเราทำอะไรมันไม่ได้เลย ความร้อนจากตัวมันไล่มาจนหลังข้าเริ่มอุ่น มันวิ่งเร็วกว่าที่คิด เร็วกว่าช้างทั่วไป แล้วเมื่อนั้น อ้ายตะวัน....”

          น้าจันทร์ถาม

          “พี่ตะวัน...พี่ตะวันเป็นอะไร?!”

          พรานสิงมองน้าจันทร์ด้วยดวงตาแสนเจ็บปวด ก่อนจะพูดขึ้น

          “มันล้มลง เหมือนมันสะดุดกับอะไรบางอย่าง เจ้าช้างปีศาจมันมาหยุดยืนใกล้ๆกับอ้ายตะวัน ความร้อนจากตัวมันเลวร้ายมาก ถึงขั้นย่างผิวของพี่เอ็งจนแทบสุก ตะวันร้องอย่างปวดแสบปวดร้อน มันยืนดูพี่เอ็งดิ้นอย่างทรมาน ก่อนที่จะใช้งวงที่แดงร้อนของมันคว้าเอาร่างของอ้ายตะวันขึ้นมา ไฟลุกไปทั่วร่างเผาพี่เอ็งทั้งเป็น จากนั้น ข้า...ข้า แทบไม่เชื่อ...”

          น้ำตาคลอทั้งหน้าของน้าจันทร์ที่ได้ยินจุดจบที่น่าสงสารของพี่ชาย แกถามทั้งน้ำตาว่า

          “มัน!...มันทำอะไรกับพี่ข้า?!”

          พรานสิงตอบด้วยเสียงสั่นเครือ เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายของพรานสิง

          “มันคว้าร่างพี่เอ็งขึ้น แล้วยัดเข้าไปในปากของมัน ปากที่ไม่น่าจะกินคนได้ มันก็ยัดเข้าไปจนร่างของพี่เอ็งพับงอ เสียงกระดูกแตกของพี่เอ็งยังดังอยู่ในหูข้าอยู่เลย...”

          ถึงตอนนี้ความเงียบถูกแทนที่ไปด้วยเสียงร้องไห้เป็นเผาเต่าของน้าจันทร์ กับเสียงซุบซิบอย่างหวาดหวั่นของเหล่าชาวบ้าน ส่วนพวกเราก็เงียบไปครู่หนึ่งเพราะพากันขนลุกกับเรื่องเล่าของพรานเฒ่า ก่อนที่พ่อจะถามพรานสิงด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

          “แล้วเราจะเอาอย่างไรดีล่ะพ่อพราน?”

         พรานสิงใช้มือทั้งสองปาดน้ำตา ก่อนจะตอบคำถามของพ่อ

          “ข้านั้น ทั้งแค้นใจ ทั้งกับตัวเองที่ได้ชื่อว่าจอมพรานกลับกลายเป็นมดปลวกเมื่อเจอกับมัน ไม่มีปัญญาที่จะช่วยอ้ายตะวัน แค่เข้าใกล้มันก็ทำให้ข้าได้แผลไฟไหม้แล้ว แล้วก็แค้นอ้ายช้างนรกตัวนั้นที่กินตะวันเข้าไป ข้าจะรักษาตัวก่อน แล้วจะกลับเข้าป่าไปฆ่ามัน ครั้งนี้ข้าจะขอให้พวกเอ็งช่วย ครั้งนี้ตั้งใจจะฆ่ามันให้ได้ ข้าไม่บังคับ หากผู้ใดยังรักชีวิตก็ไม่ต้องไปกับข้า ส่วนเอ็งอ้ายเงินเอ็งมาข้านี่ พรุ่งนี้เอ็งต้องทำงานให้ข้า”

          พรานสิงเรียกพ่อให้ไปใกล้ ก่อนจะกระซิบบางอย่าง เมื่อพ่อได้ยิน พ่อก็ทำสีหน้าแปลกใจแต่ก็พยักหน้าตกลง

          วันรุ่งขึ้นพ่อเข้าเมืองไปแต่เช้า กว่าจะกลับมาอีกทีก็ตอนเย็น พ่อถือห่อผ้าอะไรบางอย่างมาด้วย ตอนนั้นข้ากับอ้ายไผ่กำลังนั่งคุยเล่นอยู่บนบ้าน พอพ่อมาถึงเขาก็เปิดห่อผ้าต่อหน้าพวกข้าแล้วพูดขึ้น

          “พวกเราเจอของหนักแล้วลูกเอ้ย...”

          ในนั้นคือระเบิด! เป็นระเบิดแท่งเหมือนที่พวกคนเมืองใช้ระเบิดภูเขา ในนั้นมีสามแท่ง เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นมัน เจ้าอาวุธมหาประลัยที่พวกเราจะใช้ปราบอ้ายช้างบ้านั่น

          พรานสิงใช้เวลารักษาตัวถึงเจ็ดวัน แม้แผลของแกจะยังไม่หายสนิท แต่ก็แข็งแรงพอที่จะเข้าป่าได้อีกครั้ง

          วันนั้นในตอนเช้า พวกเราเตรียมตัวที่ชายป่าตรงที่พวกเราเคยเฝ้ายาม โดยในมือของแต่ละคนถืออาวุธปะจำตัวเป็นปืนไรเฟิล มีเพียงอ้ายไม้ที่ถือปืนลูกซอง ส่วนอ้ายบุญ มันยืนยันจะตามพวกเราไปด้วย แม้พ่อแม่ของมันจะค้านหัวชนฝา แต่มันก็รบเร้าขอตามมาจนพ่อแม่อ่อนใจ ยอมให้ตามพวกเรามาอย่างห่วงๆ ส่วนพวกเราก็ไม่ขัดข้อง เพราะแม้มันจะไม่ใช่พราน แต่มันก็ตามอ้ายไม้เข้าป่าอยู่บ่อย ๆ ประสบการณ์จึงพอมีอยู่บ้าง พวกเรามอบหน้าที่ให้มันเป็นคนถือระเบิดอยู่ห่างๆ คอยปาใส่มันเมื่อพรานสิงให้สัญญาณ เมื่อทุกอย่างพร้อม พวกเราก็ออกเดินทางในทันที พวกชาวบ้านพากันมาส่งเราที่ชายป่า บางคนเอาข้าวมาให้พวกเราเพื่อเป็นเสบียง บ้างก็อวยพรพวกเราให้มีชัยเหนือปีศาจร้าย บ้างก็หลั่งน้ำตาให้กับพวกเราเพราะกลัวว่าจะเห็นพวกเราเป็นครั้งสุดท้าย

          พวกเราเดินทางอยู่ในป่าที่พวกเราคุ้นเคย แต่มีบางอย่างที่ต่างออกไป สายลมในป่านั้นนิ่งผิดปกติ ไม่มีเสียงใบไม้ไหวใด ๆ ไม่มีเหล่าสรรพสัตว์ใด ๆออกมาหากิน ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง จากที่เคยเป็นป่าที่เปี่ยมไปด้วยชีวิต กลับกลายเป็นป่าเงียบที่วังเวงไม่น่าไว้ใจ ราวกับทั้งป่านั้น กำลังป่วยไข้เพราะการมีอยู่ของช้างปีศาจ พวกเรามาถึงธารน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาตอนเที่ยงวัน ธารน้ำที่พวกเราจะต้องมาวักน้ำดื่มทุกครั้งที่ออกล่า พรานสิงออกคำสั่งกับทุกคนอีกครั้ง

          “พักที่นี่กันพวกเรา” 

          ทุกคนรวมทั้งข้าพากันหามุมประจำตัวที่เราจะพักผ่อนจากการเดินที่เหนื่อยล้า คว้าเอาเสบียงมากินกัน พ่อที่มองไปรอบ ๆ พูดกับพวกเราด้วยน้ำเสียงที่เบาเหมือนกระซิบ

          “แปลกมาก ไม่มีเสียงนกเสียงกาออกหากินเลย พวกมันไปไหนกันหมด?”

          พรานสิงพูดเสียงเครียด

          “คงเพราะอ้ายช้างนรกนั่นแหละ พวกสัตว์ถึงกับไม่กล้าออกหากิน”

          พี่ไม้ออกความเห็น

          “ไม่ได้การ พวกสัตว์ไม่ออกหากิน ป่าค่อยๆถูกทำลายไปช้า ๆ หากเราฆ่ามันไม่ได้ ก็จะไม่เหลือป่าให้พวกเราได้ล่าอะไรกันอีก เดี๋ยวมันได้เจอลูกซองข้า ดูสิมันจะยังทำตัวอหังการได้อีกไหม หากมันเจอกับพวกเรา จอมพรานจากบ้านเกิดพราน”

          คำพูดของพี่ไม้ทำให้พวกข้าฮึกเหิมยิ่งนัก แต่ไม่ใช่กับพรานสิง แกหันมามองพี่ไม้ด้วยดวงตาที่จริงจัง

          “อ้ายไม้! เอ็งอย่าประมาทเป็นอันขาด ข้ารู้ว่าลูกซองในมือเอ็งมันมีอนุภาพที่รุนแรง แต่อ้ายช้างตนนี้มันไม่เหมือนสัตว์ร้ายที่เอ็งเคยเห็นนะ!”

          พี่ไม้หันมายิ้มให้กับพรานสิง ก่อนจะพูดขึ้น

          “พ่อสิงก็กลัวเกินไป เรามากันตั้งเจ็ดคนนะ ไหนจะมีลูกซองและระเบิดอีก จะแพ้มันก็ให้รู้ไป”

          คราวนี้ พรานสิงลุกขึ้นยืน ชี้นิ้วมายังพี่ไม้ ดวงตาเขียวปั๊ด ตะคอกพี่ไม้อย่างเกรี้ยวกราด 

          “ถ้าเอ็งจะมาด้วยแล้วประมาทแบบนี้ก็กลับไปเลย! เพราะเอ็งได้ตายแน่ เราแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน อ้ายตะวันที่เป็นพรานที่ช่ำประสบการณ์ยิ่งกว่าเอ็ง ยังต้องทิ้งชีวิตเป็นอาหารให้มัน แล้วนับประสาอะไรกับเอ็งที่เป็นแค่พรานหนุ่มวะ ห่ะ!?”

          พี่ไม้หน้าซีด พวกข้าก็เช่นกัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก พรานสิงสูดหายใจเข้าลึกจนใจเย็นลง แกพูดต่อ

          “ข้าแค่ไม่อยากให้ใครไปตายอีกแล้ว แค่เห็นอ้ายตะวันโดนมันกิน ข้าก็เจ็บปวดเกินพอ ถึงตอนนี้ข้าก็ยังยืนยันคำเดิม ใครยังรักชีวิต ก็กลับไป ข้าจะไม่ตัดสินว่าขี้ขลาด เพราะข้าเอง ก็ไม่มั้นใจว่าจะพากลับบ้านกันครบทุกคน...”

          ทุกคนไม่มีใครพูดอะไรอีก พรานสิงมองมาที่พวกเราแล้วพยักหน้าด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ก่อนจะพูดขึ้น

          “ดี! ทุกคนเป็นยอดพราน ถือว่าเป็นสหายร่วมล่า กินข้าวกันเสร็จ ออกเดินทางต่อได้เลย”

          เมื่ออิ่มท้อง พวกเราก็พากันสะพายอาวุธเพื่อเดินทางต่อ พวกเราเดินฝ่าทางที่รกชัฏ เลียบผาที่สูงชันกันอยู่ราวสองสามชั่วโมง ในที่สุดก็เจอร่องรอยของมัน ที่เป็นรอยป่าไหม้ที่ลากเป็นทางยาว 

          อ้ายไผ่อุทานเมื่อเห็นสภาพโดยรอบ

           “โห...นี่มันอะไรวะเนี่ย?!”

          พรานสิงพูด

          “หึ! นี่แหละสิ่งที่มันเหลือทิ้งไว้ แค่เพียงมันย่ำผ่าน”

          พ่อพูดพลางมองทางที่รอยนั้นนำพาไป

          “เราต้องตามรอยไหม้นั้นไป ใช่ไหมพ่อสิง”

          พรานสิงพยักหน้า

          “ถูกแล้ว ถ้าตามขี้เถ้าไปเราต้องเจอที่ซ่อนของมันแน่”

          พวกเราตามรอยขี้เถ้าไปในทันที ยิ่งเข้าไปลึก ก็ยิ่งเห็นป่าที่ตายแล้วเพราะไฟ บางจุด ยังมีควันจางๆโชยมาให้เห็นเป็นระยะ เหมือนเดินอยู่ในสนามรบก็มิปาน

          ในตอนนั้นเอง น้าจันทร์ก็สังเกตเห็นอะไรบางบางอย่าง

         “ทุกคน ดูอะไรนั่นสิ”

          ทุกคนมองไปทางเดียวกับที่นิ้วของน้าจันทร์ชี้ไป บนพื้นไกล ๆ นั่นเป็นหลุมยุบ กว้างขนาดบ้านหนึ่งหลัง มีควันโพยพุ่งออกมาตลอดเวลา พ่อของข้าส่งสัญญาณให้พวกเราเงียบแล้วรออยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะเขาก็เดินเข้าไปที่หลุมลึกนั่นอย่างเงียบๆ ข้าเห็นแกมองก้นหลุมอยู่พักหนึ่ง จากนั้นแกก็เดินย่องกลับมาทางที่พวกเรารออยู่

          ด้วยความอยากรู้ ข้าจึงถามแทนทุกคน

          “พ่อ ในนั้นมีอะไร”

          พ่อบอกด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

          “ไม่เคยเห็นเลย หลุมขนาดใหญ่ ลึกจนท่วมหัวข้าได้เลย ที่ก้นหลุม มีไฟที่คุกกรุ่น แล้วตรงที่ไฟลุก ดินกระเพื่อมเหมือนมีตัวอะไรกำลังหายใจอยู่ยังไงยังงั้น...”

          พรานสิงโพล่งออกมาเบาๆ

          “เป็นมันแน่! ตอนกลางวันซ่อนตัวอยู่ใต้ดินอย่างนั้นเหรอ? อ้ายช้างผี!”

          น้าจันทร์ออกความเห็น สีหน้าเปี่ยมแค้น

          “เราเอาระเบิดหย่อนลงไปเลยดีไหม”

          พรานสิงเงียบอยู่ครู่ เอามือลูบคางครุ่นคิด ก่อนที่จะตอบคำถามออกมา

          “ไม่ มันอยู่ใต้ดิน ระเบิดอาจใช้ไม่ได้ผล เรารอให้มันออกมาดีกว่า เอางี้ เมื่ออาทิตย์ตกมันต้องออกมา เราจะซ่อนตัวล้อมหลุมไว้ แบ่งกลุ่มสามกลุ่ม อ้ายจันทร์เอ็งไปคนเดียวเมื่อมันโผล่ออกมาก็ยิงมันเลย ไม่ใช่ให้ตายแต่แค่ดึงความสนใจ ส่วนข้าจะไปกับอ้ายไม้และอ้ายบุญ เมื่อมันไปสนใจอ้ายจันทร์ ข้าจะบอกให้อ้ายบุญจุดระเปิดแล้วเขวี้ยงใส่มันทันที แล้วที่เหลือก็รุมยิงมันได้เลย ส่วนอ้ายเงินเอ็งพาลูกเอ็งกับอ้ายไผ่ไปซ่อนคนละจุดกับข้าคอยยิงเมื่อมีเสียงระเบิดเท่านั้น ทุกคนเข้าใจนะ” 

          ทุกคนมองหน้ากันและกันแล้วพยักหน้าให้พรานสิง เมื่อพรานสิงเห็นดังนั้นก็พูดต่อ

          “ดี เมื่ออาทิตย์ตกดินก็ทำตามแผนเลย...”

          เมื่อท้องฟ้ามืดลง ทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด เจ้าช้างปีศาจตัวนั้นค่อยๆขึ้นมาจากก้นหลุม โอ้...มันช่างน่ากลัวกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้จากคำบอกเล่าของพรานสิง ผิวหนังของมันไม่ต่างอะไรจากถ่านแดงร้อน ดวงตาของมันเป็นสีส้มแดงสลับไปมา งาของมันลุกโชนเป็นไฟ งวงพ่นเอาไฟที่ร้ายกาจออกมาเป็นระยะ เสียงร้องของมันทำให้ข้าเก็บไปฝันร้ายอยู่หลายคืน มันเป็นเสียงที่ทั้งทุ้มทั้งโหยหวนอย่างที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ช้างตัวมาจากนรกแน่ ๆ ข้าคิดแบบนั้น แล้วยังขนาดของมัน ที่ใหญ่เกินกว่าที่ข้าเคยเห็นที่ไหน

          เสียงปืนจากน้าจันทร์ลั่นหนึ่งนัด เป็นสัญญาณว่าแผนที่พวกเราวางไว้ได้เริ่มเดินแล้ว กระสุนกระทบผิวมันเป็นประกายไฟ แต่ราวกับว่ามันไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย มันหันไปจ้องน้าจันทร์ด้วยดวงตาที่สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ เป็นสัญญาณว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน น้าจันทร์ตะโกนด่าทอมัน

          “อ้ายช้างผี! มึงฆ่าพี่ชายกู วันนี้แหละ กูจะส่งมึงกลับนรก!!”

          เจ้าปีศาจร้องด้วยความเกรี้ยวกราด รีบปรี่ตรงไปที่น้าจันทร์ในทันที จนน้าจันทร์ต้องถอยห่าง

          ทันใดนั้นข้าก็ได้ยินเสียงพรานสิงออกคำสั่ง

          “อ้ายบุญเอาเลย!”

          อ้ายบุญรีบเขวี้ยงแท่งระเบิดไปที่ปีศาจตัวนั้น ระเบิดทำงานของมันส่งเสียงก้องดังไปทั้งป่า เป็นสัญญานให้ทุกคนยิงไปที่เจ้าปีศาจ มันล้มลง พ่อตะโกนสั่งทันที

          “ยิง!”

          พวกเราระดมยิงมันที่กำลังนอนอยู่ แต่ข้าก็ต้องตกใจเมื่อกระสุนที่พวกเรายิง ทำอันตรายอะไรมันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย พ่อตะโกนไปที่พรานสิง

          “ระเบิดไม่ได้ผล!”

          พรานสิงที่กำลังลั่นปืนในมือก็ตะโกนกลับมายังพวกเรา

          “เวรเอ้ย! ร่างกายมันแผ่ความร้อนไกลเกินไป ระเบิดเลยทำงานก่อนโดนตัวมัน ข้าลืมคิดถึงข้อนี้”

           จังหวะนั้น พี่ไม้ก็หิ้วลูกซองวิ้งเข้ามาหามัน

          “อ้ายช้างเวรมึงเจอนี่!...”

          เสียงลูกซองในมือไม้ลั่นลูกปลายออกมาจากรังเพลิงติดต่อกันสองนัด นัดแรกทำเอามันแค่สะดุ้ง แต่นัดที่สองเหมือนจะโดนที่ตามัน มันร้องคำรามอย่างเจ็บปวด 

          “เป็นไงล่ะมึง เจ็บไหม!?”

          พรานสิงรีบร้องห้ามบอกให้พี่ไม้กลับไปประจำตำแหน่ง

          “อ้ายไม้! อย่าเข้าไปใกล้มันไปมากกว่านี้ รีบกลับมา!”

          แต่ไม่ทันแล้ว มันชี้งวงของมันไปที่พี่ไม้ แล้วโหมไฟอันร้อนแรงออกมา ด้วยความร้อนอันร้ายกาจจากเปลวไฟ ทำให้พี่ไม้ล้มลงจนลูกซองในมือกระเด็นตกมายังทิศที่พวกเราอยู่ เจ้าปีศาจมันรีบลุกขึ้น ก่อนที่จะไม่รอช้า เดินเข้าไปเหยียบพี่ไม้ที่กำลังนอนบนพื้น ตีนที่เป็นถ่านแดงของมัน เหยียบกลางอกพี่ไม้จนตัวเขาลุกเป็นไฟ พี่ไม้ร้องอย่างเจ็บปวดก่อนจะสิ้นใจ

          “อ้ากกกกกกก”

          ข้าโพล่งชื่อของเขาออกมา ขณะที่กำลังมองดูร่างของพี่ไม้ถูกย่างสด

          “พี่ไม้!”

          ตอนนี้เจ้าช้างปีศาจลุกขึ้นมาทรงตัวได้แล้ว แล้วพร้อมจะเอาคืนพวกเราอย่างเต็มที่ มันใช้งวงพันรอบร่างที่ไหม้เกรียมแล้วยกขึ้นมา ก่อนที่จะเขวี้ยงไปยังตำแหน่งที่พรานสิงอยู่ ร่างของพี่ไม้พุ่งตรงไปยังตำแหน่งของพรานสิงราวกับลูกไฟ พรานสิงที่เห็นดังนั้นก็ตะโกนขึ้น

          “เวรแล้ว! อ้ายบุญ! หลบเร็ว!”

          พรานสิงเอาตัวเข้าบังอ้ายบุญจากร่างที่ลุกไหม้ของอ้ายไผ่ จนร่างของแกโดนเต็มๆ อ้ายบุญล้มลง มันร้องไห้อย่างหวาดกลัว

          “พี่ไม้! พี่ไม้ตายแล้ว! อ้ากกกกกกกก”

          อ้ายบุญรีบหนีออกจากที่ตรงนั้นหายเข้าไปในป่า ทิ้งให้พรานสิงที่นอนบาดเจ็บต้องพเชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ในตอนนั้นน้าจันทร์ก็ตะโกนมาที่พวกเรา

          “พี่เงิน! พี่พาลูกกับอ้ายไผ่กลับไปที่หมู่บ้าน เดี๋ยวข้าจะไปช่วยพ่อสิงแล้วจะตามไป”

          พ่อรีบตะโกนห้าม

     “อย่า! ไม่ทันหรอก”

          พ่อรีบวิ่งไปที่น้าจันทร์หมายจะฉุดรั้งน้าจันทร์ไว้ แต่อ้ายช้างปีศาจรู้ว่าคนทั้งสองกำลังวิ่งมาทางทิศที่มันอยู่ มันจึงหันมา แล้วเอางวงของมันถอนต้นไม้ที่ใหม้เกรียมที่อยู่ข้างๆ โยนไปที่พ่อกับน้าจันทร์ ด้วยพละกำลังที่มหาศาล ขอนไม้ดำเกรียม เข้ากระแทกคนทั้งสองแบบเต็มๆ

          ข้าเห็นทั้งสองล้มลง ข้าจึงตะโกนเรียกพ่อแล้ววิ่งเข้าไปหา อ้ายไผ่ตามข้ามาติดๆ ใจไม่ดีกลัวว่าพ่อจะเป็นอะไรไป ภาพของน้าจันทร์ทำให้ข้าแทบสำรอก เมื่อตำแหน่งที่ขอนไม้ล้มทับ มันทับเข้าที่หัวของน้าจันทร์จนแหลกเละ ดูน่าสยดสยอง ส่วนพ่อโชคดีที่แค่สลบไป แต่เขาหัวแตก มีเลือดไหลออกจากกระหม่อมเป็นทาง

           เจ้าปีศาจย่างสามขุมมาที่พวกข้า ข้ากับอ้ายไผ่ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยิงปืนไปที่มันอย่างไร้ประโยชน์ พวกข้ากล้วจนเยี่ยวแทบราด ยิ่งมันเข้ามาใกล้ ความร้อนจากร่างกายของมันก็ยิ่งเผาผิวข้าจนเริ่มแสบ ตอนนั้นเอง เป็นตอนที่มันก็ชี้ปลายงวงมาที่พวกข้า มันพ่นไฟร้อนใส่พวกเรา ตัวข้าโดนเพียงแค่ถากๆ ส่วนอ้ายไผ่โดนไปครึ่งตัวจนไฟลุก มันรีบล้มลงไปน้อยกลิ้งร้องอย่างแสบร้อน ก่อนที่มันจะสลบไป

           ตอนนั้น ข้ารู้สึกถึงความตายที่หายใจรดต้นคอ ภาพเก่าในอดีตมันหวนมาในหัวเพียงเสี้ยววิ น้ำตาข้าไหลพราก ตัวสั่นเทา เรี่ยวแรงที่มีพาลหายหมด ข้าได้รู้ซึ้งแล้วว่าคนที่กำลังจะตายเขารู้สึกอย่างไร ในตอนที่ข้าคิดแบบนั้นอยู่นั่นเอง เสียงปืนไรเฟิลกระบอกหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลังของมัน

          คนที่ยิงคือพรานสิง มันหันไปหาแกอย่างช้า ๆ ก่อนจะย่างสามขุมเข้าไปหา พรานสิงทิ้งปืนก้มลงหยิบระเบิดสองแท่งที่ตกอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะพเชิญหน้ากับเจ้าปีศาจร้ายเพียงแค่สอง พรานสิงตะโกนขึ้นดังก้องป่าว่า

          “อ้ายช้างนรก! วันนี้กูจะลงนรกไปพร้อม ๆ กับมึง!”

          สิ้นเสียงตะโกน แกก็ถือระเบิดวิ่งไปปะทะเจ้าช้างในทันที เจ้าช้างพ่นไฟจากงวงของมัน จนร่างพรานสิงติดไฟลุกท่วม แต่กระนั้นพรานสิงก็ยังไม่หยุดวิ่ง แกวิ่งชนจนงาของมันเสียบทะลุตัวของพรานสิงยกลอยขึ้น จังหวะนั้น เปลวไฟที่ลุกโชน ก็ได้จุดชนวนจนระเบิดทั้งสองจนเกิดระเบิดอย่างรุนแรง

            แรงระเบิดฉีกกระชากงวงกับงาของมันกระจุยไปคลละทิศ เลือดของมันเป็นของเหลวเหมือนเหล็กหลอมเหลวกระเซ็น ร่างของมันโยกโงนเงน ด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะล้มลงสิ้นใจในสภาพที่ไฟลุกท่วมร่างที่แหลกเละของมัน

           ข้าโล่งใจยิ่งนักที่ในที่สุดมันก็ตายเสียที แต่ดูเหมือนข้าจะดีใจเร็วเกินไป เมื่อนั้น บางสิ่งบางอย่าง กำลังชอนใชออกมาจากร่างของมัน เจ้าสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่ประหลาดที่สุดที่ข้าเคนเห็น มันมีรูปร่างเหมือนหนอนพยาธิที่หัวของมันเหมือนหอกแหลม ตัวเรืองแสงสีเหลืองเหมือนเปลวไฟ มันบินได้ และกำลังบินตรงไปยังทิศที่ร่างไหม้เกรียมของพี่ไม้นอนอยู่ มันชอนใชเข้าไปในศพของพี่ไม้ โอ้ ข้าแทบไม่เชื่อ ศพที่ควรตายไปแล้ว กลับลุกขึ้นมาแล้วจ้องมาที่ข้า ผิวหนังที่ใหม้เกรียมค่อยๆแตก กลายเป็นถ่านแดงเหมือนเจ้าช้าง มันพูดขึ้น

          “มนุษย์ พราน พวกเจ้าเรียกตัวเองแบบนั้นใช่ไหม”

          ข้าถามมันกลับไป

          “มึงเป็นตัวอะไร?”

           มันตอบข้า

          “แล้วแต่พวกเจ้าจะเรียก ข้ามาจากแถวนี้แหละ เพียงแต่เป็นสถานที่ที่พวกเจ้าเรียกว่าต่างมิติ...”

          ข้าไม่เข้าใจที่มันพูด จึงถามไปอีก

          “แล้วมึงมาที่นี่ได้อย่างไร มึงเข้าสิงช้างตัวนั้นใช่ไหม”  

          มันตอบด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย

          “ใกล้รอยแตกที่ข้าออกมา บังเอิญที่สัตว์ที่พวกเจ้าเรียกว่าช้างกำลังหากินอยู่ใกล้ๆ ใช่ข้าเข้าสิงมัน เพราะหากข้าจะกินได้ข้าต้องอาศัยร่างของสัตว์อื่น แล้วตอนนี้ข้าหิว ข้าต้องกินเจ้า...”

          ข้าใจหายวูบ ได้แต่คลานถอยหนีอย่างหวาดกลัว ร่างที่อดีตเคยเป็นของพี่ไม้ค่อยๆเดินกระเพลกเข้ามาช้า ๆ ตอนนั้นเองเสียงปืนก็ลั่นดังขึ้นข้างตัวข้า ลูกกระสุนเจาะทะลุร่างของมันจนล้มลง 

          “จะกินลูกกูหรอ กินลูกตะกั่วก่อนเป็นไง”

          คนที่ยิงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อของข้านั่นเอง โอ้ ตอนนั้นข้าดีใจแทบบ้าที่พ่อยังไม่ตาย ข้ารีบลุกขึ้นคิดจะออกวิ่งไปหาพ่อ แต่ไม่ทันที่จะวิ่ง พ่อของข้าก็หยุดไว้เสียก่อน

          “อย่าเพิ่งยังไม่จบ! ดูตรงนั้น”

          พ่อโบ้ยหน้าไปทางร่างอันไหม้เกรียมของพี่ไม้ อ้ายหนอนไฟมันพยายามจะชอนใชออกมาจากศพ เหมือนกับตอนของเจ้าช้าง พ่อรีบสั่งข้า

          “กระสุนพ่อหมดแล้ว! รีบไปหยิบลูกซองของอ้ายไม้มา”

          ข้าทำตามที่พ่อบอกทันที ข้าหยิบมันขึ้นมา เมื่อข้าหันไปข้าก็พบว่า เจ้าหนอนนรกนั่นกำลังลอยดิ่งมาทางข้า ข้ารู้ได้ในทันทีว่าเจ้าหนอนกำลังคิดจะใช้ร่างของข้าเป็นร่างต่อไป แต่ข้าก็รู้ว่านั่นเป็นโอกาสของข้า ข้ารอให้มันเข้ามาใกล้วิถีกระสุน เมื่อได้ที่ ข้าลั่นไก

          กระสุนลูกปลายโดนมันอยู่หลายนัด ร่างของมันขาดเป็นท่อนๆก่อนจะสลายกลายเป็นไฟ ทุกอย่างจบแล้ว ข้ารู้สึกได้ เหมือนกับยกภูเขาออกจากอก คืนนั้น ข้ากับพ่อ พากันหิ้วร่างอ้ายไผ่เข้าหมู่บ้านทันที

          แล้วอย่างที่เอ็งรู้ หลังจากคืนนั้น อ้ายไผ่ก็มีแผลไฟไหม้ครึ่งตัว และต้องกลายเป็นคนเสียจริตไปจนมาตายเอาปูนนี้นี่แหละ ส่วนอ้ายบุญ มันหลงป่าถึงสองวัน จนพวกเราต้องเข้าไปตามหาถึงจะเจอ พอออกมาได้ มันก็ล้มเลิกความคิดที่จะเป็นพรานแล้วไปบวชตลอดชีวิต ส่วนพ่อของข้าก็เป็นพรานอีกราวสิบปี ก่อนจะวางมือ แล้วหันไปขายสมุนไพรป่า แกตายไปนานแล้วด้วยโรคชรา และข้าก็เป็นพรานมาถึงทุกวันนี้นี่แหละ ในใจข้ายังคงระลึกถึงคนที่จากไปเสมอ แม้กระทั่งทุกวันนี้

          เรื่องของข้ามีเพียงเท่านี้นี่แหละ...อะไรนะ เอ็งก็มีเรื่องที่จะเล่าให้ข้าฟังงั้นเหรอ เหล้าหมดแล้วนี่สิ ไปเอาเหล้ามาเพิ่มสิวะ คืนนี้ยังอีกยาวนาน ไหน ๆ เรื่องของเอ็งเป็นอย่างไรรึ ข้ารอฟังอยู่นะ

ผลงานอื่นๆ ของ ออคคูลธีส

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น