Rule no.1: "Don't be too emotional."

ตอนที่ 2 : 1 | Rule No.1 : “Don’t be too emotional.”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156,689
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,286 ครั้ง
    1 ธ.ค. 62

Act 1: องก์ที่ ๑:

Illusion : ภาพมายา


 



 

.. อย่ามองตาได้ไหม

ถ้าเธอไม่แคร์

อย่าจูงมือได้ไหม

ถ้าเธอไม่รัก

อย่าบอกว่าคิดถึง

ถ้ามันไม่จริง

โปรดอย่าทำให้ฉัน

รักเธอ ..


 

.

.

.
 

Chapter 1

Rule No.1 : “Don’t be too emotional.”


 

That’s my problem.

I think too much and I feel too deeply.

What a dangerous combination.”

- Anonymous


 

สามเดือนที่แล้ว...

“หวัดดีเจน"

“หวัดดีน้ำขิง!”

“เฮ้ย เป็นไงบ้างวะเจน"

“สบายดีแล้วจัส”

ผมตอบทุกคนเสียงใสหลังจากที่เพื่อนๆ ที่เห็นหน้าผมต่างก็พากันเข้ามาทักทาย บ้างก็เข้ามาถามไถ่อย่างเป็นห่วง เพราะผมป่วยหนักถึงขั้นนอนโรงพยาบาลไปเกือบสองอาทิตย์ หลังจากออกมาก็หยุดพักที่บ้านอีกหลายวันกว่าจะได้กลับมาเรียนตามปกติได้ มันก็แค่ไข้หวัดใหญ่...แต่กลับทำผมซมจนเหมือนจะตายเอาซะอย่างนั้น ('แค่' ไข้หวัดใหญ่ที่ไหน มัน 'ตั้ง' ไข้หวัดใหญ่ต่างหาก ไข้หวัด 2009 ด้วย! -- เจตนินทร์ น้องชายของผมยืนยันอย่างนั้นในวันหนึ่งที่มันมานอนเฝ้าผม)

ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งในโรงอาหารหลังจากได้ข้าวกะเพราหมูกรอบไข่ดาวไม่สุกจากร้านป้านับเงิน ตักข้าวเข้าปากได้เพียงคำเดียวก็รู้สึกได้ว่ามีคนมานั่งข้างๆ แล้วยังเอาแขนมันพาดบ่าผมอีกต่างหาก

“ว่าไงวะพวก หายหน้าหายตาไปนาน คนแถวนี้คิดถึงกันหมด"

“คิดถึงจะแย่ มึงไม่โผล่ไปเยี่ยมกูที่โรงพยาบาลเลยนะ ไอ้แก๊ป"

ผมหันไปโวยมัน ก่ำกึ่งจะน้อยใจนิดๆ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแค่เล่นแง่ไปอย่างนั้น

“โหยย เพื่อน ไม่น้อยใจน่า มึงก็รู้ว่าโปรเจ็กต์ที่อาจารย์สั่งสุมหัวทับกูขนาดไหน"

“แต่กูเห็นมึงไปโผล่ในไอจีสตอรี่น้องหว่าหวา ที่ DND”

“แหม นั่นก็คลายเครียด"

“ไม่ต้องมาพูดเลยไอ้เพื่อนเวร"

ผมสะบัดไหล่ให้แขนมันกระเด้งออก แต่แก๊ปก็ยังคงเป็นแก๊ป มันหน้าด้านเอากลับมาวางที่เดิมได้เสมอ

“แหม ตัวก็แค่นี้แต่เปรี้ยวตลอดเลยนะมึง"

“ส่วนมึงก็เลวตลอดเลยนะแก๊ป"

“มึงกลับมาอย่างนี้กูก็ดีใจอ่ะ สรุปนัดแข่งบอลพรุ่งนี้คือมึงยังลงเหมือนเดิมใช่ไหม ถ้ามึงยังไม่ไหวก็บอกได้นะ เดี๋ยวกูโทรเรียกคนอื่นมาเปลี่ยนตัว"

“เปลี่ยนไรล่ะ กูอยู่นี่แล้วไหม กองหน้าต้องมีกูสิ แข่งกับวิศวะเลยนะเว้ย"

“โอเค ทุกคนเขาก็ไม่อยากเปลี่ยนหรอก ความหวังก็อยู่ที่มึงนี่แหละ"

“เออ ห้ามเปลี่ยนเลย กูอยู่นี่แล้วไง อะไรวะ กูป่วยแค่นิดหน่อยมึงถึงกับจะเปลี่ยนตัวกูเลยเหรอ"

“โอ๊ยย ไอ้เจนเอ๊ย อ่อนไหวเก่งจริงๆ นะมึงเนี่ย" ไอ้แก๊ปยีหัวผมจนยุ่งก่อนจะผลักทีหนึ่ง ผมยกมือขึ้นลูบป้อยๆ "ก็บอกอยู่นี่ไงว่าไม่อยากเปลี่ยนกันหรอก แต่ทุกคนเขาก็เป็นห่วงมึงไหม ป่วยหนักมาขนาดนี้เกิดไปเตะแล้วเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง เอ้า กินข้าวไป กูไปเข้าเรียนล่ะ แล้วเจอกันเย็นนี้ มีซ้อมนะ"

“อืม"

“แล้วอย่าอ่อนไหวให้มันมากนักไอ้เปี๊ยก ไม่งั้นจะอยู่ในโลกนี้ยาก"

“มึงจะไปไหนก็ไปเลยไป"


 


 

“...สรุปคือยังไง ติดต่อทีได้ไหม"

ผมถามทั้งทีมหลังจากที่เรารออยู่ตรงนี้นานพอที่ฟ้าจะเริ่มมืด แก๊ปส่ายหัวขณะที่คนอื่นๆ ยังพยายามกดมือถือ

“ไม่ได้เลยว่ะ มันไม่ตอบเลยทั้งไลน์ทั้งโทร"

“อะไรวะ มันเป็นโกลนะ เป็นโกลที่ดีที่สุดในชีวิตของกูแล้วด้วย มันหายไปอย่างนี้ได้ยังไง พรุ่งนี้ก็แข่งแล้วด้วย" ผมกับอีกหลายๆ คนร้อนใจ

“ไม่มีเวลาแล้ว" เอิร์ธ เพื่อนอีกคนพูดขึ้น "ซ้อมกันเลยเถอะ ฟ้าชักเริ่มจะมืด เดี๋ยวไอ้ทีก็คงโผล่มาเองแหละ"

“แล้วถ้าไม่โผล่มาจนพรุ่งนี้เลยล่ะ” ผมตั้งสมมติฐานที่น่าหวั่นเกรงมากที่สุด แก๊ปเดินมาตบบ่าผม

“กูจะไปลากไอ้เกียร์มาเป็นโกลให้เราเอง เกียร์มันใช้ได้น่า มึงก็รู้ ถึงจะไม่เทพเท่าทีก็เหอะ" แก๊ปหมายถึงพี่ชายฝาแฝดของมัน

“อืมๆ" ผมพยักหน้าแล้วจึงเริ่มวิ่งเหยาะๆ ไปกลางสนามพร้อมกับคนอื่นๆ

“แต่แปลก...” ชินที่วิ่งข้างๆ กันเอ่ยขึ้น "ไอ้ทีมันไม่ใช่คนอย่างนี้เลย มันไม่ใช่คนที่จะหายไปติดต่อไม่ได้อย่างนี้"

ผมพยักหน้าแข็งขัน ทีมีฉายาว่าพ่อทุกสถาบัน เพราะมันเป็นคนตรงเวลา มีความรับผิดชอบสูง และเก่งในการจัดการชีวิตมาก ทีเป็นทั้งประธานสโมสรนักเรียน ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รองประธานชมรมดำน้ำ และเหรัญญิกชมรมจิตอาสา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสามารถรักษาเกรดเฉลี่ยให้ได้ 4.00 อยู่ทุกเทอม การที่หายไปติดต่อไม่ได้แบบนี้จึงถือว่าน่าประหลาดใจ

เฟิร์สยักไหล่ "เอาเหอะมึง โตๆ กันแล้ว จัดการชีวิตตัวเองว่ะ แต่กูว่านะ เดี๋ยวมันก็โผล่มา อาจจะแค่ยุ่งมากๆ อยู่หรือนอนหลับไปก็ได้"

ผมที่วิ่งเหยาะๆ อยู่พยักหน้าแม้ในใจจะยังรู้สึกติดใจกับเรื่องนี้อยู่ แต่เอาเถอะ ผมน่าจะคิดมากไปเองมากกว่า

“...ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ"

ผมพึมพำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าขณะวิ่งวอร์มไปรอบๆ สนาม เป็นคำสั่งของไอ้มิกซ์ กัปตันทีมที่ชอบบังคับให้พวกเราวิ่งจนอ้วกแทบแตกทุกครั้งก่อนได้ซ้อมจริงๆ ผมพบว่าผมกังวลใจเรื่องทีกว่าที่ตัวเองคิด เพราะวิ่งมาได้สามรอบครึ่งแล้วผมก็ยังหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลย มันเป็นอะไรไหม หรือว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกับมัน หรือที่บ้านมันมีปัญหาเลยถูกเรียกตัวกลับไปกะทันหัน อย่างเช่นว่าพ่อหรือแม่เสีย

หากจู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าเหมือนจะถูกจู่โจม ผมมองไปบนอัฒจันทร์ เห็นกลุ่มผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งเอกขเนกอยู่บนนั้น แล้วก็เห็นว่ามีคนหนึ่งในกลุ่มมองมาที่ผม อันที่จริงมันก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะมีคนมองพวกเราสักคน เพราะเรากำลังเคลื่อนไหวทำกิจกรรมที่ดูน่าสนใจที่สุดในสนามแห่งนี้ แต่เป็นสายตาของไอ้หมอนั่นต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกยังไงไม่รู้ ผมเห็นเขาจ้องผมมาตั้งแต่ตอนผมวิ่งวอร์มรอบแรกแล้ว แต่ไม่ได้สนใจ คิดว่าเดี๋ยวเขาก็คงจะไปมองอย่างอื่นเอง แล้วผมก็มัวแต่คิดเรื่องทีด้วย แต่เปล่า...จนตอนนี้เขาก็ยังมองผมเหมือนจิ้งจกเล็งแมลง จ้องเหมือนตอนที่ศาสตราจารย์สเนปจ้องแฮร์รี่ในภาคห้องแห่งความลับ ทำให้ผมอดครุ่นคิดไม่ได้ว่าหรือผมเคยไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจรึเปล่า แต่ก็ไม่... ผมนึกอะไรไม่ออกทั้งนั้น ผมเป็นเพียงโนบอดี้คนหนึ่งของมอ ผมไม่เคยมีปัญหากับใคร ไม่เคยก่อเรื่อง และผมก็ไม่ได้โดดเด่นถึงขนาดที่จะมีคนมาสนใจด้วย

ผมตัดสินใจไม่สนใจผู้ชายคนนั้นที่ผมไม่รู้จักและวิ่งต่อ เพราะว่าบางทีมันอาจจะไม่มีอะไรจริงๆ ก็ได้ ผมอาจจะแค่บังเอิญเป็นจุดพักสายตาของเขา หรืออะไรทำนองนั้น แต่เมื่อผมวิ่งมารอบที่หก กลับอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตาเขาบ้าง สายตาเราประสานกันเต็มเปา

“...!”

“เชี่ย ไอ้เจน!”

เสียงแก๊ปที่วิ่งตามหลังผมมาร้องโวยวายเมื่อผมสะดุดฝีเท้าคะมำลงกับพื้นหญ้า

“อะไรของมึงเนี่ยเจน เอ้า ลุกไหวไหมมึง จับมือกูนี่"

“ไหวๆ... ไม่เป็นไร น่าจะแค่ถลอกนิดหน่อย"

“มึงเพิ่งป่วยมาด้วย ยังไม่หายดีแน่ๆ โน่น มึงไปพักข้างสนามโน่นเลย ไปเลย"

“พักบ้าอะไรล่ะ กูแค่สะดุดนิดเดียว มึงอย่ามาโอเว่อร์"

ผมผลักแก๊ปออกอย่างฉุนๆ มันเป็นอะไรนะจะให้ผมเป็นคนป่วยตลอดไปอยู่ได้ ก่อนผมจะเงยหน้าขึ้นมองบนอัฒจันทร์อีกครั้ง

...ผู้ชายคนนั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว...


 


 

ทีไม่ได้โผล่มาตลอดการซ้อมเมื่อวาน แล้วก็ไม่ได้โผล่มาตลอดทั้งวันนี้ รวมถึงยังไม่มีใครติดต่อทีได้ แก๊ปโทรตามเกียร์ที่อยู่อีกมหาวิทยาลัยให้มาเป็นโกลแทนทีเรียบร้อย มันไม่ใช่การแข่งใหญ่ของมหาวิทยาลัย เป็นการแข่งที่เราจัดกันเอง เลยสามารถเอาคนนอกมาแทนได้ แต่ถามว่าทำไมซ้อมกันจริงจังกันขนาดนี้...ก็ศักดิ์ศรีมันเรื่องใหญ่สำหรับผู้ชายนี่ครับ

“เอาไงดี ซ้อมกันก่อนพวกวิศวะมาไหม" ผมเอ่ยอย่างตื่นๆ นิดหน่อย เรายังมีเวลาอีกประมาณชั่วโมงครึ่งกว่าจะแข่งจริง

“ก็อยากนะ แต่กลัวจะเหนื่อยหมดแรงก่อน มิกซ์มึงว่าไง?” ชินหันไปถามกัปตันทีม

“ซ้อมเตะลูกโทษก็แล้วกัน จะได้ไม่เหนื่อยมาก แล้วได้ดูเทคนิคเกียร์มันด้วยว่ารับเก่งแค่ไหน เพราะนอกจากแก๊ปกับเจนก็ไม่เคยมีใครเล่นกับเกียร์มาก่อน"

“ได้ๆ"

ทุกคนรับคำ จากนั้นก็ต่อแถวกันซ้อมเตะลูกโทษ ผมอดไม่ได้ที่จะถามเรื่องที่ติดค้างในใจ

“มิกซ์ มึงติดต่อทีได้ยังอ่ะ"

มิกซ์ส่ายหน้า "ไม่เลยว่ะ มันหายไปแบบ หายไปเลย กูไปเคาะห้องมันเมื่อเช้ากับเมื่อบ่ายก็ไม่มีคนตอบ"

“รู้สึกแปลกๆ จัง" ผมพึมพำ

“กูก็รู้สึก ทีมันไม่เคยเป็นแบบนี้เลย กะว่าถ้าพรุ่งนี้ยังหามันไม่เจอกูจะโทรไปหาพ่อมันที่โคราช กูมีเบอร์อยู่"

“เออๆ ฝากด้วยนะ มึงสนิทกับทีที่สุดเลยนี่..."

“ไอ้เจน เตะ!”

“ฮะ?”

“ตามึงแล้ว!”

“อ๋อๆ!”

ผมรีบหันหน้าไปทางโกลหลังจากที่หันหลังไปคุยกับไอ้มิกซ์อยู่นาน และด้วยความลนทำให้เท้าซ้ายของผมทำงานผิดพลาด นอกจากจะเตะไม่เข้าโกลแล้ว มันยังพุ่งไกลไปผิดทิศโดยสิ้นเชิงจนเลยออกนอกสนามไปเลย

ผมยกสองมือขึ้นปิดปากตัวเอง ตาเบิกโพลง

“ขอโทษ!”

“ไอ้เหี้ยเจน มึงจะเตะไปดวงจันทร์รึไง ไปเลยมึง ไปเก็บ!”

“เออๆ"

ผมรีบวิ่งหน้าเริ่ดด้วยความตกใจไปยังทิศที่ลูกบอลพุ่งไป ให้ตายเถอะ มาทางนี้หวังว่าจะไม่ลงไปในบ่อน้ำนะ ไม่งั้นผมต้องแย่แน่ๆ

ผมเร่งฝีเท้าวิ่งตามลูกบอลที่เห็นแล้วว่ากำลังกลิ้งหลุนๆ ด้วยความเร็วอยู่ตรงหน้า มันกำลังมุ่งตรงไปทางบ่อน้ำจริงๆ ซะด้วย ไม่นะๆๆ ผมได้แต่ภาวนาในใจซ้ำๆ ขณะเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ทำไมมหาวิทยาลัยต้องทำตรงนี้เป็นทางลาดเอียงไปทางบ่อน้ำด้วยวะเนี่ย ดูสิ ลูกบอลกลิ้งเร็วกว่าเดิมไปอีก!

ผมรู้สึกเหมือนประสาทจะเสียเวลาที่ต้องลุ้นอะไรแบบนี้ จะทันไม่ทัน จะได้ไม่ได้ เป็นช่วงเวลาที่ผมเกลียดมาก แต่ในขณะที่ผมกำลังประสาทกินอยู่ ลูกบอลก็หยุดลงเพราะชนเข้ากับเท้าใครคนหนึ่ง ผมเบรกฝีเท้าตัวโก่ง

ใครคนนั้นกำลังนั่งกดมือถืออยู่บนม้านั่งริมบ่อน้ำ เขาชะงักเมื่อมีลูกบอลกลิ้งมาโดนเท้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกง ผู้ชายร่างสูงในชุดนักศึกษาคนนั้นก้มลงมองลูกบอลของผม ก่อนเขาจะหยิบมันขึ้นมาถือไว้ด้วยสองมือ ผมชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าเขาเป็นใคร

ใช่แล้ว เขาคือคนเดียวกับที่ทำให้ผมสะดุดล้มเมื่อวานนั่นแหละ

ความบังเอิญนี่มันเหลือเชื่อเลยจริงๆ

ผมเม้มปากขณะมองหน้าเขา นี่มันอาจจะฟังดูโง่นิดๆ แต่ว่าเป็นความจริง เมื่อวานตอนที่สายตาเราประสานกัน ผมรู้สึกเหมือนไฟช็อต และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสะดุดล้มลง

...จู่ๆ ผมก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาจนปลายนิ้วมือชานิดๆ ขณะที่ต้องสบตากับผู้ชายที่ตัวเองไม่รู้จักคนนี้ ใจหนึ่งผมรู้สึกเหมือนว่าผมเคยเห็นหน้าเขามาก่อนที่ไหนสักที่ แต่อีกใจก็รู้สึกเหมือนผมไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลยในชีวิตจนกระทั่งเมื่อวาน

เขามีรูปร่างสูง หุ่นออกผอมบางแต่ดูแข็งแรง ดวงตาคมสีดำสองชั้น หางเฉี่ยวขึ้นนิดๆ นิดเดียว...และมีเส้นผมสีดำขลับ จมูกของเขาโด่ง แต่แก้มตอบ คางไม่ยาวมากแต่สมส่วนสุดๆ เขาดูหล่อแบบมีเอกลักษณ์ดี หล่อแบบหน้าไม่โหลน่ะ ผมคิดว่าผมไม่ค่อยเห็นหน้าอย่างนี้เท่าไหร่ แถมยังเป็นคนที่แผ่รังสีเย็นๆ ได้อย่างน่าประหลาดอีกต่างหาก นอกจากนั้นเขายังสวมจี้รูปแม่กุญแจด้วย แปลกดี ผมไม่เคยเห็นจี้แบบนี้เลย

เอาล่ะ แต่นี่ไม่ใช่เวลาพิจารณารูปลักษณ์ของใคร ผมมีการแข่งขันสำคัญที่ต้องไปต่อ

“...ขอบคุณที่เก็บให้ ขอบอลคืนด้วยครับ"

ผมตัดสินใจเอ่ยออกไปหลังจากที่เขาก็นิ่งผมก็นิ่ง พลางยื่นมือไปตรงหน้า เอ๊ะ เอาให้สักทีสิวะไอ้นี่ นิ่งเฉยทำไมอยู่ได้ เดี๋ยวพ่อก็สอยลงไปนอนกองซะหรอก (ปากดีไปงั้นแหละ)

เขาเปลี่ยนไปถือบอลด้วยมือขวามือเดียว ก่อนจะยื่นมันมาตรงหน้าเป็นสัญญาณให้ผมต้องไปรับเอง เอาเถอะ...ยังไงก็ได้หมดแหละ จะเขาเอามาใส่มือผมหรือผมเดินไปรับมันก็ไม่ต่างกันนักหรอก

ผมเดินไปหยิบลูกบอลมาจากมือของเพื่อนร่วมสถาบัน นึกโล่งใจแปลกๆ ที่เขาไม่ได้เล่นแง่อะไรแบบที่ทำให้ผมจะหยิบลูกบอลออกมาจากมือเขาไม่ได้ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมต้องประสาทเสียแน่ๆ หมอนี่ยิ่งดูเป็นคนแปลกๆ ยังไงไม่รู้อยู่ ผมโล่งอกจนแทบจะหลุดถอนหายใจออกมา

เสียงคล้ายเสียงหัวเราะหึเบาๆ ดังมาเข้าหู และผมก็ไม่ต้องหาที่ไหนไกลเลยเพราะมันอยู่แค่ตรงหน้าของผม ผมมองรอยยิ้มของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก เพราะมันคือยิ้มเยาะ

ใช่ คำนี้แหละ เขายิ้มแบบเยาะๆ ผมอยู่ ยิ้มแบบที่มุมปากนั้นกดลงไปแค่ข้างเดียว

ผมจะถามเขาก็ได้ว่า 'ยิ้มทำไม มีอะไรน่าตลกเหรอ' หรือแม้แต่ถามไปว่า 'รู้จักกันรึไง ยิ้มบ้าอะไรวะ กวนประสาท'

...แต่ผมก็ไม่ได้ทำ ผมแค่ปล่อยให้มันผ่านไป แล้วถือลูกบอลวิ่งกลับไปที่สนาม

เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่า...เขาจะกลายเป็นคนที่ผมไม่มีวันลืมลงไปทั้งชีวิต


 


 

พวกเราชนะ

แม้จะไม่มีที แต่เกียร์ก็พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นโกลที่โคตรโหด พวกวิศวะเจาะเกียร์ไม่เข้าเลยสักลูก เราชนะไปแบบ 2-0 พูดง่ายๆ ว่าขาดลอย... หลังจากนั้นพวกเราจึงไปปาร์ตี้กันอย่างสุดเหวี่ยงที่ร้านเหล้าจนเรียกได้ว่าผมคลานกลับบ้านแทนเดิน

ผมเปิดขวดชามะนาวดื่ม ไม่รู้ทำไมแต่ทุกครั้งหลังจากเมาหรือแฮงค์ผมจะเปรี้ยวปากอยากดื่มชามะนาวทุกที มันเหมือนเป็น ritual ของผมไปแล้ว

“โอ้โห เป็นไงครับพี่เจน! ไม่คิดเลยว่าจะมึงขุดตัวเองมาเรียนคาบสิบโมงได้"

“แล้วพี่ล่ะครับพี่แก๊ป ผมก็ไม่คิดว่าพี่จะมาเรียนคาบสิบโมงได้เหมือนกัน"

แก๊ปเข้ามาแย่งขวดชามะนาวจากมือผมไปดื่ม มันยังคงเป็นคนเดิมที่สันดานเสียไม่เปลี่ยนแปลง ผมส่ายหน้าอย่างระอา

“ซื้อมาคืนกูด้วย"

“อะไร กูกินไปแค่หนึ่งคำมึงถึงกับจะให้กูซื้อคืนเลยเหรอ"

“หนึ่งคำรวมกันยี่สิบครั้งก็ได้สองขวดแล้วไหม สันดานชอบแย่งของกินชาวบ้านของมึงนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ"

“ไม่รู้ทำไม ซื้อกินเองไม่อร่อย แต่พอได้แย่งคนอื่นนี่อร่อยทู้ก~~ที ฮ่าๆๆๆ"

“หน้าด้านจริงๆ เลย" น้ำขิงที่เดินมากับแก๊ปแต่แรกเอ่ยปากด่าอย่างไม่จริงจังนัก มีเพื่อนๆ ของผมอีกสองคนไม่รวมน้ำขิงช่วยผสมโรงด่าไอ้แก๊ปจนมันชักหน้าหุบ

“เอาน่าๆ เดี๋ยวจะซื้อคืนทุกคนเลย โอเคไหม?”

“ปากดีตลอดแหละมึงอ่ะ ไม่เห็นเคยซื้อคืนใคร" พุฒิตอกกลับ

“จริงๆ วันก่อนแก๊ปเรอใส่หน้าเราด้วย สนิทกันยังไงเราก็เป็นผู้หญิงนะ" เชอร์รี่พูดขึ้นบ้าง

“โอ๊ยๆๆ พอแล้วคร้าบ แก๊ปผิดไปแล้ว" มันยกมือไหว้รอบวง "ว่าแต่หิวข้าวแล้วอ่ะไปกินข้าวกันเถอะ ขอร้านนอกมอได้ไหม แคนทีนตอนเที่ยงคนแม่งอย่างกับหนอน"

“ได้ๆ เดี๋ยวไปรถเราแล้วกัน จอดใกล้ๆ ตรงนี้เอง จะได้กลับมาเรียนคาบบ่ายสองกันได้ทัน"

ทุกคนตกลง แล้วหลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดก็มาอยู่ที่ร้านสเต็กร้านดังแถวนี้ ทุกคนวุ่นวายสั่งอาหารกันเสร็จก็เปิดประเด็นคุย ทั้งเรื่องสอบ เรื่องโปรเจ็กต์ เรื่องเรียน เรื่องของชาวบ้านชาวช่อง เรียกว่ามีหัวข้อให้พูดคุยเต็มไปหมด

“ว่าแต่เจนกลับมาหลังจากป่วยแบบนี้ต้องตามงานหัวหมุนเลยอ่ะดิ"

“สุดๆ เลยล่ะ" ผมตอบน้ำขิง "ทั้งเนื้อหาที่เรียนทั้ง assignment นั่นแหละ ทำไม่ทันเลย รู้สึกเหมือนจะโดนทับตาย"

“โหย แต่ก็ยังมีเวลาไปเตะบอลนะ"

“มันไม่เหมือนกั๊นนน" ผมลากเสียงตอบเชอร์รี่

“เออ ว่าแต่มีใครเจอทีบ้างไหม ทีไม่เข้าเรียนมาสามวันแล้วนะ ที่สโมก็ถามหากันตลอด" น้ำขิงถามขึ้น ผมส่ายหน้าหวือ

“ไม่รู้เลย อย่างที่เรากับแก๊ปเล่านั่นแหละ ทีไม่ได้มาแข่งบอล แล้วก็หายไป"

“ใช่ เราได้คุยกับมิกซ์เมื่อเช้า มิกซ์มันบอกว่ามันจะโทรหาพ่อไอ้ทีวันนี้แหละ เดี๋ยวพวกเราคงได้รู้กัน" แก๊ปเอ่ยบ้าง

“กูไม่อยากเชื่อเลยว่าคนอย่างไอ้ทีจะโดดเรียนสามวันรวดแบบนี้ ดูไม่ใช่มันที่สุด" พุฒิออกความเห็น พวกเราที่เหลือพยักหน้า มันดูเป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ นั่นแหละ

พวกเราถกกันเรื่องทีสักพักหนึ่งก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องงานกลุ่ม ก่อนที่โทรศัพท์แก๊ปจะดังขึ้น มันขอตัวออกไปคุยข้างนอกร้านเพราะในนี้เปิดเพลงค่อนข้างดัง แล้วในจังหวะที่แก๊ปผลักประตูร้านออกไป กลุ่มนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้าสวนมา

ให้ตายสิ

ไม่อยากจะเชื่อเลย...

นายผมดำคนนั้นเดินเข้ามากับเพื่อนๆ ของเขา ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่โต๊ะใหญ่ซึ่งอยู่ถัดจากโต๊ะของผมประมาณสามโต๊ะ อีกครั้งที่สายตาเราสบประสานกัน คราวนี้ผมไม่ได้หนี เขาเองก็ไม่ได้หนี ก่อนผมจะเห็นรอยยิ้มที่มุมปากนั่นอีกครั้ง รอยยิ้มที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาทั้งที่ไม่มีอะไรน่าขำ

เป็นอีกครั้งที่ผมนึกคันปากอยากจะถามออกไปจริงๆ ว่ายิ้มบ้าอะไร

แต่สุดท้าย... ผมก็ไม่ได้ถามเขาอีกตามเคย

หรือเขาจะนึกตลกในโชคชะตาที่เราต้องมาบังเอิญเจอกันอีกแล้ว

ผมไม่รู้ รู้แต่ว่าผมไม่ชอบรอยยิ้มนั่นเอาซะเลย เพราะมันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ทุกที มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับตอนกำลังจะป่วย ครั่นเนื้อครั่นตัวและร้อนๆ หนาวๆ ไปทั้งร่าง หรือว่านี่ผมกำลังจะเป็นไข้อีกครั้งจริงๆ

เขายกสองมือขึ้นกอดอก เอียงคอมองผมทั้งที่ยังยิ้มอย่างนั้นเหมือนสนใจว่าผมจะทำยังไงต่อไปกับเขา ผมจะต่อสู้ในเกมจ้องตานี้ต่อไปหรือจะหลบเลี่ยงไปเหมือนทุกที แต่ที่แน่ๆ...การที่ได้มองตาเขามันทำให้ผมรู้สึกปั่นป่วนในท้อง อะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวเขา...มันประหลาด มันทำให้ผมสนใจ... ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่งเหมือนผม และความจริงก็คือว่า...จนบัดนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร

แล้วที่สำคัญก็คือ เขามองผมก่อน

ที่สนามบอลนั่นน่ะ เขามองจนผมที่วิ่งรู้สึกตัว คิดเอาเองแล้วกันว่าเขานั่งสูงขึ้นไปตั้งกี่เมตร แปลว่าสายตาเขามันต้องแรงแค่ไหน ผมที่อยู่ข้างล่างถึงรู้สึกได้

เขาเริ่มก่อนนะ

ฉะนั้นผมก็ไม่ได้ผิดอะไรนี่ ถ้าผมจะมองเขากลับบ้าง

“...เจน... ไอ้เจน!”

“อ่อ ว่าไงพุฒิ"

“มึงมองอะไรอ่ะ"

“ก็มอง... มองคนเฉยๆ"

“มึง อย่าไปมอง หลบตาได้เลยยิ่งดี โดยเฉพาะคนตรงกลางนั่นน่ะ"

“...? ทำไมวะ?”

ผมอดถามออกมาไม่ได้ ก็คนตรงกลางมันคือนายคนนั้นที่เก็บบอลให้ผมเมื่อวาน คนที่ผมเพิ่งจะจ้องตาไปเมื่อกี้นี้เลย

พุฒิเลียริมฝีปาก ท่าทางลำบากใจ ก่อนมันจะเงยหน้าขึ้นมองเชอร์รี่กับน้ำขิง พวกเธอไม่ได้สนใจเรากำลังกรี๊ดนักร้องเกาหลีในโทรศัพท์อยู่ มิหนำซ้ำทั้งคู่ยังใส่หูฟังกันคนละข้างอีกต่างหาก พุฒิค่อยๆ เอ่ยอย่างระมัดระวัง เสียงเบาเสียจนผมต้องเงี่ยหูฟัง

“เอาเป็นว่า... เขาไม่ใช่คนที่เราควรจะไปยุ่ง มึงรู้แค่นี้ก่อนแล้วกัน"

“ทำไมวะ เขาเป็นอะไร ทำไมมึงถึงพูดแบบนี้"

“...”

“พุฒิ?”

“เขาเป็นบุคคลอันตราย น้อยคนมากที่จะรู้เรื่องนี้ หรือถึงรู้ก็ไม่แสดงออก ทุกคนตีหน้าซื่อกันหมด นี่คือมุมมืดสุดตีนของมอเราเลย เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีวันมองเห็นด้วยตาเปล่า"

ผมขนลุกแปลกๆ ขึ้นมา พุฒิเพื่อนผมไม่ใช่คนขี้กลัว ตรงกันข้าม มันออกจะเฮ้วๆ ด้วยซ้ำ การที่มันดูมีท่าทางกลัวผู้ชายคนนี้ทำให้ผมอดที่จะหวั่นขึ้นมาไม่ได้ ถึงแม้ผมจะรู้ดีว่าตัวเองนั้นปราศจากซึ่งความผิดนานาทั้งปวงที่จะทำให้ใครมาหาเรื่องหรือหมั่นไส้ แต่ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี อะไรมันก็เกิดขึ้นได้จริงไหม

"เขาเป็นนักเลงเหรอ"

"ไม่ใช่... โธ่ไอ้เจน การเป็นนักเลงมันไม่ใช่มุมมืดสุดตีนของมอเราแน่นอน เรื่องแค่นั้นมันจิ๊บๆ เกินไป เขาเป็นอะไรที่มากกว่านั้นเยอะ"

"...งั้นมึงรู้ไปรู้มาได้ไง ก็มึงบอกว่ามันลับสุดยอดนี่" ผมถามมันเสียงซีเรียส ระวังไม่ให้น้ำขิงกับเชอร์รี่ได้ยิน

"กูได้รู้มาจากพวกพี่แดน เขา...เออ...เขาเตือนให้กูระวังตัว เพราะกูเกือบจะต้องไปพัวพันกับเรื่องที่ไม่สมควรแล้ว"

“มึงหมายความว่าไง?”

พุฒิหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ ท่าทางลำบากใจ ก่อนจะลดเสียงที่เบาอยู่แล้วให้เบาไปอีก

“มึงเห็นคนที่ผมดำ...ที่ใส่จี้รูปกล่องแม่กุญแจใช่ไหม...”

“เห็น"

“มึงอย่าจ้องเขาตรงๆ อย่างนั้นสิ ไอ้โง่!"

"กูขอโทษๆ"

"เอาล่ะ มึงสนใจแค่คนนั้นพอ คนอื่นก็แค่ลูกกระจ๊อก แค่ลิ่วล้อของเขา"

"อืม"

"เขาชื่อเจน"

“ฮะ?”

ผมตกใจนิดหน่อย ไม่ค่อยเจอผู้ชายที่ชื่อเหมือนตัวเองเท่าไหร่

“ใช่ พี่เขาชื่อเจนเหมือนมึง อยู่ปีสี่แล้ว"

“แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เขาเป็นคนอันตราย"

“...เพราะเขาเป็นผู้ชายใจกว้าง ชอบช่วยเหลือคนอื่น"

“นี่มึงเป็นบ้าเหรอพุฒิ"

“ไม่ เจน กูหมายความว่าเขาช่วยเหลือคนอื่นได้ในทุกๆ เรื่อง...ทุกๆ อย่างเลย...ไม่มีข้อยกเว้น เขายินดีที่จะช่วยทุกคน" พุฒิตอบด้วยเสียงทุ้มลึกยิ่งกว่าเก่า ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจมากกว่าเดิม

“นั่นคือคุณสมบัติของคนดีเลยนะ กูไม่เข้าใจว่านี่มันดาร์กยังไง"

“เพราะพี่เจนช่วยมึงได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งถ้ามึงติด F แล้วอยากเปลี่ยนเกรดให้เป็น A เขาก็ทำให้มึงได้"

“...”

“หรือแม้กระทั่งถ้าพ่อมึงเป็นโรคหัวใจ แล้วต้องการหมอที่ดีที่สุดมาผ่าตัดให้ เขาก็ทำให้มึงได้"

“...”

“มึงอยากได้นาฬิกา Patek Philippe ที่มีแค่สี่เรือนในโลกเหรอ บอกเขาสิ เขาหามาได้"

“...”

“มึงรู้จักแอมป์ใช่ไหม แอมป์ปีเรา"

“...รู้สิ ตอนนี้แอมป์เป็นดาราดังระเบิดไปแล้ว"

“แล้วมึงรู้ไหมว่าทำไมแอมป์มันถึงได้เล่นซีรีส์เรื่องนั้น"

"หมายความว่าไง"

"กูหมายความตามที่ถาม มึงคิดว่าทำไมแอมป์ถึงได้เล่นซีรีส์เรื่องนั้น ทั้งที่มันพยายามเข้าวงการตั้งแต่เด็ก แคสติ้งมาเป็นพันครั้งมันไม่เคยได้บทสำคัญห่าอะไรเลย ขนาดประกวดเดือนคณะมันยังไม่ได้ด้วยซ้ำ"

"มึงอย่าบอกกูนะว่า..."

"ใช่"

“...”

ผมรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำกับสิ่งที่ได้ยิน เต้นแรงเสียจนเหมือนมันจะระเบิดออกมาจากหน้าอก

“พี่แดนบอกกูว่า...คนเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ในมอ...เคยขอความช่วยเหลืออะไรบางอย่างจากพี่เจนคนนี้" เสียงของพุฒิเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ "และไม่มีใครเลย...ที่ไม่ได้ตามที่ขอ"

“...แล้วเขาได้อะไรกลับไป เงินเหรอ"

ผมรู้สึกได้ถึงเสียงที่แหบโหยของตัวเองขณะถาม พุฒิส่ายหน้าช้าๆ นั่นทำให้ผมต้องเค้นเอาคำตอบอย่างหยุดไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นแล้วเขาได้อะไร เขาช่วยคนไปทั่ว แล้วตัวเขาได้อะไรล่ะ หรือเขาแค่ชอบช่วยคนเฉยๆ ทำเพื่อสนองนี้ดตัวเองงี้เหรอ"

“นั่นแหละเจน คือเรื่องที่น่ากลัว"

“...”

“เพราะเขาไม่เคยช่วยใครฟรี"

“...”

“เขาไม่ใช่พ่อพระ ไม่ใกล้เคียงเลยมึง"

“...”

“ฉายาของเขา คือนักล่าวิญญาณ"

“...”

“เขามีกฎของเขาอยู่ คือเมื่อไหร่ที่เขาช่วยใคร แปลว่าคนๆ นั้นติดค้างเขา"

“...”

“เขาจะไม่ได้ขอให้มึงช่วยกลับในทันทีทันใดหรอก บางทีอาจจะเป็นเดือน เป็นปี หรือหลายปีก็ได้"

“...”

“แต่อย่าคิดว่าเขาจะลืมนะ เขาไม่เคยลืมหรอก แล้วเมื่อไหร่ที่เขามาขอให้มึงตอบแทนเขาบ้าง มึงก็ต้องทำ นั่นแหละ แปลว่าวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมึงได้มาถึงแล้ว"

"..."

"แล้วสิ่งที่มึงต้องแลกกลับไป... พี่แดนบอกกูว่า เรียกง่ายๆ มันคือการแลกด้วยชีวิต"

“...”

“เพราะเมื่อไหร่ที่มึงขออะไรบางอย่างจากผู้ชายคนนั้น แปลว่ามึงได้ขายจิตวิญญาณของตัวเองไปแล้ว"

“...”

“แล้วถ้าเกิดว่ามึงไม่ยอมตอบแทนเขาดีๆ ตามกฎล่ะก็ สิ่งที่มึงจะได้เจอ เลวร้ายยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอีก"

“...”

ผมเงียบกริบขณะรับฟังเรื่องราวต่างๆ จากปากของพุฒิ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังผู้ชายผมดำ ใส่จี้รูปแม่กุญแจที่กำลังเปิดเมนูสั่งอาหารกับพนักงาน ท่าทางของเขาในตอนนี้ช่างธรรมดาและไร้พิษสง ก่อนผมจะหัวเราะออกมาจนได้

“บ้าน่ามึง นี่มันโจ๊กชัดๆ จะมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไง ถ้ามีจริงกูก็ต้องเคยได้ยินมาก่อนสิ พี่แดนเขาแต่งเรื่องรึเปล่า"

“มึง ของแบบนี้มันเป็นคลื่นใต้น้ำ คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงไม่รู้หรอก ที่กูรู้ก็เพราะกูเป็นน้องในแก๊งรถของพี่แดน เขาเล่าเมื่อคืนก่อนนี่เอง เพราะกูอยากแต่งรถเพิ่ม แต่ของที่กูต้องการมันไม่มีในไทย แล้วกูอยากได้มาก เรียกว่ากูจะเป็นจะตายเลยล่ะ"

พุฒิเว้นช่วงดื่มน้ำ ก่อนจะเล่าต่อ

"กูไปบ่นกับไอ้พีท มันบอกให้กูไปขอพี่เจน แล้วมันก็ให้เบอร์พี่เขามากับกู มันบอกว่าอยากได้อะไรให้ขอพี่คนนี้ เขาหามาให้ได้ทุกอย่าง กูยังไม่ทันโทรแต่ไปเล่าให้พี่แดนฟังก่อน เพราะคิดว่าพี่เขาอาจจะอยากสั่งอะไรด้วย จะได้สั่งมาพร้อมกันเลย แต่เขาตกใจมาก ห้ามกูยกใหญ่ กูก็ไม่เข้าใจ จนในที่สุดเขาก็เลยต้องยอมคายเรื่องนี้ให้กูฟัง"

“มึง กูว่านะ มันไม่ใช่แล้ว เหลวไหลว่ะ มึงเงยหน้าดูเขาดีๆ สิ เขาก็แค่นักศึกษาคนนึงเท่านั้นเอง"

ผมคิดถึงตรรกะทั้งหมดทั้งมวลบนโลก เรื่องอย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมเอ่ยต่อ

"ไอ้เรื่องแลกวิญญาณอะไรนี่มันขยะชัดๆ การ์ตูนญี่ปุ่นเหรอวะ มันอย่างกับพวกตำนานสิบสี่รุมหนึ่งอะไรอย่างนั้นที่ชอบลือกันมั่วๆ สมัยเราเรียนมัธยมฯ นี่มึงเชื่อไปได้ยังไง"

“เจน มึงคิดว่ารถ Aston martin DB5 ที่พี่แดนกับพ่อเขารักนักรักหนาหายไปไหนล่ะ"

“...ก็นักการเมืองสักคนมาซื้อต่อไปไม่ใช่เหรอ"

พุฒิยิ้มเย็น

“มึงคิดว่าคนอย่างพ่อพี่แดนที่เล่นรถคลาสสิคมาทั้งชีวิต จะยอมปล่อยรุ่นนั้นออกขายให้คนอื่นเป็นเจ้าของต่อจากตัวเองง่ายๆ เหรอวะ รถที่เจมส์ บอนด์ขับนั่นน่ะ"

“...”

ผมเงียบ จำได้ดีว่าพี่แดนเคยบอกพวกเราว่าอะไร

ว่าพ่อเขารักรถคันนั้นยิ่งกว่าเขาที่เป็นลูกซะอีก

“เขาจะขายมันไป แลกกับการที่ตัวเองต้องช้ำใจ จนกลายเป็นโรคเรื้อรังต้องรักษากับจิตแพทย์เหรอ"

“...”

“ใช่ นั่นแหละมึง ค่าตอบแทนที่พี่เจนขอจากพ่อพี่แดนไป"

“...”

"ส่วนมันไปอยู่ในมือสส.คนนั้นได้ยังไง มึงไปคิดเอาเอง"

“พวกมึง มีเรื่องแล้ว”

ผมที่กำลังนั่งเงียบสะดุ้งเฮือกเมื่อแก๊ปโผล่กลับเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่เคร่งเครียดกว่าปกติมากๆ น้ำขิงกับเชอร์รี่รีบถอดหูฟังออกจากหูทันที ก่อนพุฒิจะเป็นคนถาม

“ทำไมวะ มีเรื่องอะไร"

“เจอตัวไอ้ทีแล้ว มันถูกตำรวจจับ”

“หา?"

“ใช่ มันโดนฝากขังอยู่สามวันแล้ว ข้อหายักยอกเงินชมรมกับพรากผู้เยาว์"

 

 

------

ฮวังซอล

สวัสดีค่ะ วันนี้ฤกษ์งามยามดีซอลเลยแอบมาเปิดนิยายวายเรื่องใหม่ กลิ่นอันตรายแผ่ซ่านไปทั่วเรื่องเชียว 555555

อยากจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราตั้งใจมากๆ และถึงกับลั่นวาจาไว้กับเพื่อนว่ามันคือ The best of me! สำหรับประเภทนิยายรักวัยรุ่น

เราตั้งใจให้รู้สึกลึกลับ เซ็กซี่ น่าค้นหา ดึงดูด พวกนี้คือฟีลลิ่งหลักๆ ที่เราอยากจะหยิบยื่นอย่างดีที่สุดให้คนอ่าน ถ้าใครรู้สึกว่าอ่านแล้วใจเต้นแรง เราจะดีใจมากๆ เลยค่ะ

ยังไงอ่านจบแล้วอย่าลืมคอมเมนต์เป็นกำลังใจ สกรีมในทวิตอย่าลืมติดแท็ก #อย่าขอพี่เจน นะคะ

ส่วนอันนี้ทวิตเตอร์เค้างับ : @seolstuff_

 

ปล. ไม่ดองนะจ๊ะ เพราะแต่งไว้เกินครึ่งเรื่องแล้ว ขอแค่กระแสตอบรับชื่นใจ จะมาให้ไวดั่งลมกรด!

ปล2. รับรองว่าพี่เจนจะหลัวมากกกกกกกกกก เอาหัวเป็นประกันค้าบ

ปล3. โนอิมเมจ จิ้นกันตามสะดวก :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.286K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,780 ความคิดเห็น

  1. #3697 Sariei_va (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2563 / 11:31
    โอ้วมายก้อชชชช
    #3,697
    0
  2. #3174 tarun_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 21:53
    พระเอกลึกลับน่าติดตามที่สุดดดด
    #3,174
    0
  3. #3173 tarun_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 21:53
    พระเอกคือไม่ผิดหวัง ตื่นเต้นกับพระเอกอะ ลุ้นๆ
    #3,173
    0
  4. #2983 NutHun_s (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 01:47
    อ่านตอนนี้คือหลอนไม่ไหว น่าติดตามมากๆค่ะ
    #2,983
    0
  5. #2932 PILLOWPILLOW_P (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 09:32
    แค่นี้ก็กลัวแล้วอะ55555
    #2,932
    0
  6. #2917 Fatturtle (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 23:23
    พลอตน่าติดตามมากเลยค่าา
    #2,917
    0
  7. #2830 สาววายกับเจ้าชายอสูร (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 02:21
    อ่านแล้วใจเต้นเลย ด้วยความรักหรอ เปล่า ด้วยความกลัวต่างหาก แอแงงง ชื่อเจนเหมือนกันล่วย
    #2,830
    0
  8. #2802 MmMeMm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 14:23
    กลับมาอ่านรอองก์2อัพต่อ นี่ตะหงิดใจต้องที่เจนเล็กบอกว่า เหมือนเคยเห็นหน้ากันมาก่อนแต่ไม่ใช่เมื่อวาน หรือสองคนนี้เคยเจอกันแล้วแต่เจนเล็กจำไม่ได้ป่าว เจนใหญ่น่าจะจำน้องได้
    #2,802
    0
  9. #2747 monster_evil (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 22:47
    ทำไมเจนไม่บอกบอลหยุด แล้วมันก็จะหยุดเชื่อเรานะเจนทีหลังทำแบบนี้ หยุดโดยไม่มีอะไรมากั้น
    #2,747
    1
  10. #2736 fah_ikon14 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 21:55
    มันคันยุบยิบในใจน่ะค่ะ แบบว่าต่อมเผือกทำงานหนักจริง555555555 แต่ชื่อเจน แค่ได้ยินชื่อก็ใจเต้นแลเวอะ ทำไงดี พี่เจนกะน้องเจนหรอ น่าสนใจๆๆ
    #2,736
    0
  11. #2511 gamnunnapat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 14:47
    ดูมีอะไรมากเลยง่าาา
    #2,511
    0
  12. #2481 Ludeer520 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 08:31
    ภาษาสวยมากกก มันดูน่าค้นหา
    #2,481
    0
  13. #2459 Ice1234567891011 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 22:02

    อันตราย


    #2,459
    0
  14. #2425 tang_thai°°° (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มีนาคม 2563 / 10:11
    คือแบบไม่เคยเจอนิยายแนวนี้เท่าไหร่เลย
    ภาษาสวยมากอธิบายได้แบบเห็นภาพเลยอ่ะ
    #2,425
    0
  15. #2423 kkoawfang22 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 22:15
    เค้าอ่านตอนเเรกเเล้วรสชอบมากเนื้อเรื่องมันดูน่าติดตามมากๆๆ
    #2,423
    0
  16. #2413 CrispyC. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:54
    น่าสนใจมากกกกกกกก นี่เพื่อนแนะนำมา ไม่บอกพลอตไรเลย บอกแค่ว่าดีมาก เลยลองมาอ่านค่ะ ภาษาดี
    #2,413
    0
  17. #2376 SSbts2 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:00
    เห็นคนแนะนำในทวิตเลยตามมาแหละ ว้าวเลย! เป็นบุญมากที่ได้อ่าน บรรยายพระเอกได้น่ากลัวและลึกลับมาก ยิ่งเวลาเจอกันยิ่งชัดมากว่าผู้ชายคนนี้น่ากลัว ขนาดยังไม่รู้เบื้องหลังว่าเป็นคนยังไงยังดูน่ากลัวเลยอ่ะ แต่จังหวะกอดอกยิ้มมุมปากนี่ทำใจสั่นนะ มันได้มากพ่อ! ตอนนี้ยังจับทางนิสัยนายเอกไม่ถูก แต่ดูมีไหวพริบพอสมควรเลยนะ จัดว่าน่าสนใจมากทีเดียว // เราเก็บเรื่องนี้ลงคลังเรียบร้อย ขอบคุณที่แต่งนะคะ ขอให้คุณไรท์มีวันดีๆ ;)
    #2,376
    0
  18. #2344 SRKM2E (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:01
    พระเอกไม่ใช่คนใช่ไหม .... รู้สึกแปลกไตั้งแต่น้องมันบรรยาย
    #2,344
    0
  19. #2328 blueeyes111 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 20:50
    น่าสนใจมากเลยค่ะ หลอนๆนะพระเอก ได้กลิ่นอายซาตาน
    #2,328
    0
  20. #2286 PatumwadeeDaosed (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 19:57
    เรื่องน่าสนใจมากๆๆ แงง จะตั้งใจอ่านสุดๆเลย สู้ๆค่ะ รอเสมอ
    #2,286
    0
  21. #2271 แจนมงกุน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 18:30
    กลิ่นอายซาตานลอยมาเลย~
    #2,271
    0
  22. #2270 mynameoil (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 18:29
    เพิ่งมาตามอ่านตอนแรกก รู้สึกลุ้นมากๆๆๆ ลุ้นการเล่าเรื่องด้วย
    #2,270
    0
  23. #2269 nngg (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 17:11
    แล้วทีนี้เจนที่ขอให้เจนเก็บลูกบอลให้เป็นการขอความช่วยเหลือปะ เก็บบอลให้หน่อยแบบนี้ หรือฉันคิดมากไป
    #2,269
    0
  24. #2250 95MSG (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 01:25
    อหหหห อ่านไประทึกไป พระเอกเป็รใครเนี่ยยยยยย คนใช่มั้ยยย ทำไมถึงมีอำนาจมากมายขนาดนั้นนนน
    #2,250
    0
  25. #2245 Feum23 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 22:03
    อมกกกก เหมือนครตในอนิเมะจริงๆค่ะ ;______; อ่านแล้วร้อนๆหนาวๆมาก แอบน่ากลัวแง้
    #2,245
    0