Rule no.1: "Don't be too emotional."

ตอนที่ 3 : 2 | Hi Jane

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63,520
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,325 ครั้ง
    21 พ.ย. 62

Chapter 2

Hi Jane


 

Just so you know.

I shouldn't replied you back in that day.

Shouldn't be seduced by your smile and those eyes.

Should never ever think for a second that maybe you're a good guy.

'Cause those things never fade away from my mind.

And that’s a lie. That’s a lie...


 

ตลอดทั้งสัปดาห์ไม่มีเรื่องอะไรจะฮอตในหมู่นักศึกษาไปกว่าเรื่องอื้อฉาวของที ผู้ที่ตอนนี้พ้นสภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไปแล้ว ผลสรุปออกมาว่าทียักยอกเงินชมรมจิตอาสากับแอบล็อบบี้งบของสโมสรนักเรียนไปใช้เองจริงๆ และยังทำมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้วด้วย นอกจากนั้นก็คือความจริงถูกเปิดเผยออกมาอีกสิ่งว่า ทีไม่ได้เป็นลูกเศรษฐีจากโคราชอย่างที่พวกเราเข้าใจ ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ภาพที่ทีสร้างขึ้นมาหลอกลวงทุกคน ทีใช้ชีวิตอย่างคนมีเงินด้วยเงินของชมรมมาตลอด

ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้เกิดแดงออกมาได้ยังไง แต่เท่าที่ผมเห็นคือคนส่วนใหญ่ไม่สงสารทีเลย ออกจะสมน้ำหน้าด้วยซ้ำ นั่นทำให้ผมออกจะสะท้อนใจหน่อยๆ เพราะตัวผมเองนั้นเป็นเพื่อนกับมัน เคยขนาดที่มันนั่งติวข้อสอบให้ผมจนผมได้ A และมีความทรงจำร่วมกันอีกหลายๆ อย่าง ผมจึงอดที่จะรู้สึกหดหู่และเห็นใจทีไม่ได้ แม้จะรู้ว่าทีผิดจริงๆ ก็ตาม ไอ้แก๊ปเองก็เหมือนกัน พวกเราไม่รู้หรอกว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ทีทำบ้าๆ อย่างนั้นลงไป ส่วนเรื่องพรากผู้เยาว์...พวกผมรู้มาตลอดว่าทีมีแฟน เพราะมันก็ไม่ได้ปิดบัง แต่แค่ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่มอสอง

“ยังคิดเรื่องไอ้ทีอยู่เหรอ"

แก๊ปถามผมขึ้นมา คงเพราะเห็นผมถอนใจเฮือกแล้วเฮือกเล่าอยู่ในห้องสมุด ไม่สามารถจดจ่อกับการอ่านหนังสือเรียนได้เต็มที่สักที ผมพยักหน้า

“อืม อย่าว่างั้นงี้เลยนะ ยังไงมันก็เพื่อนกูว่ะ กูอดสงสารมันไม่ได้"

“กูก็เหมือนกัน แต่พ่อกูบอกว่าอย่าไปยุ่ง เดี๋ยวจะติดร่างแหไปด้วย คดียักยอกเงินนี่มันไม่ใช่เล็กๆ ตำรวจกำลังสงสัยเลยว่าทีทำคนเดียวหรือมีคนสมรู้ร่วมคิด"

“เฮ้อ เป็นอย่างนี้ไปได้ไงวะ ว่าแต่มันก็ทำมาตั้งนานอ่ะ ทำไมจู่ๆ ถึงเพิ่งโดนจับได้"

แก๊ปยักไหล่ "กูก็ไม่อาจรู้ได้ว่ะ ฟ้าคงจะมีตานั่นแหละ หรือไม่มันก็สะเพร่า มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก"

“นี่มึงมีอะไรปิดบังกูรึเปล่าเนี่ย มึงต้องบอกกูนะแก๊ป อย่าให้กูมาช็อกอย่างนี้อีก"

“ไอ้สัดนี่ ปิดบังห่าอะไรล่ะ มึงก็เคยไปนอนบ้านกูไหม นอกจากมีไอ้เกียร์ที่หน้าเหมือนกูอย่างกับแกะอีกคน กูก็ไม่มีเรื่องน่าสนใจอย่างอื่นในชีวิตแล้ว"

“โหย พูดซะ...”

“มึงก็เหมือนกัน มึงมีอะไรแอบซ่อนกูรึเปล่าอะเจน"

“ก็แย่ล่ะ” ผมแยกเขี้ยวใส่มัน ก่อนจะถอนใจอีกรอบ “เรื่องทีแม่งทำให้เราระแวงกันเองจริงๆ ว่ะ"

“เฮ้อ ก็มันเรื่องใหญ่อ่ะมึง ใครจะไปคิดว่าคนที่ดูเพอร์เฟ็กต์อย่างมันจะจริงๆ เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นแบบนี้ เท่ากับมันหลอกเราทุกอย่างเลยนะ ไม่มีอะไรที่จริงเลย"

“เออดิ เหลือแต่เรื่องเรียนเก่งนี่แหละที่จริง"

“อือ ว่าแต่เจน นี่มึงได้เริ่มเรียนวิชาแอ๊บนอมอล*บ้างยัง?" (Abnormal Psychology)

“ไม่เลย" ผมส่ายหน้า "อาจารย์แคนเซิลสองคลาสแรกเพราะติดประชุมที่ต่างประเทศ ส่วนสองอาทิตย์ถัดมาคือกูป่วย กูจะได้เริ่มเรียนเป็นครั้งแรกวันนี้แหละ"

“โห แคนสองคลาสแบบนี้ เมคอัพยับแน่ๆ"

“เออดิ แล้วนี่ก็เท่ากับเขาเรียนกันไปตั้งสี่ครั้งแล้วอ่ะ กูต้องตามเนื้อหาหัวหมุนแน่นอน แต่ต้องเอาใบรับรองแพทย์ไปยื่นให้อาจารย์ดูก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวหมดสิทธิ์สอบ"

“รีบไปยื่นนะ แต่แอ๊บนอมอลสนุกอ่ะ กูเรียนเทอมที่แล้วรู้สึกว่าดี เลยมาแนะนำมึงต่อนี่ไง"

“ถึงมึงไม่แนะนำก็มีคนอื่นบอกอีกเยอะเลย เสียดายที่เทอมที่แล้วกูลงไม่ทัน ไม่งั้นได้เรียนด้วยกันไปแล้ว"

วิชา Abnormal Psychology หรือที่นักศึกษาเรียกย่อสั้นๆ กว่าแอ๊บนอมอล ไม่ใช่วิชาบังคับสำหรับเมเจอร์ของผม มันเป็นหนึ่งในวิชาเลือกเสรีสำหรับเด็กบริหารอย่างเรา คือจะเรียนก็ได้ไม่เรียนก็ได้ แล้วก็สามารถเลือกเรียนตอนชั้นปีไหนก็ได้ อย่างไรก็ตาม มันเป็นวิชาที่ค่อนข้างจะป็อปปูล่าร์มากๆ นักศึกษาแห่กันจองทุกเทอมจนเต็มภายในพริบตา เทอมที่แล้วผมพลาด แต่น้ำขิง เชอร์รี่ และแก๊ปลงได้ทัน ทุกคนบอกว่าจะถอนวิชาออกเพื่อรอเรียนกับผม แต่ผมเองที่เป็นฝ่ายบอกทุกคนว่าไม่เป็นไร ให้เรียนกันไปเถอะ

“เจน น้อยใจอีกป่ะเนี่ย เดี๋ยวจะมางอนอีกรึเปล่าว่าพวกกูเรียนกันไปก่อนไม่ยอมรอ ทำให้มึงต้องเรียนคนเดียว"

“อะไร ก็กูเป็นคนบอกให้พวกมึงไม่ต้องถอนเอง จะน้อยใจได้ไงล่ะ กูไม่ใช่พวกอ่อนไหวอย่างนั้นสักหน่อย"

“...”

“กูเห็นนะว่ามึงกลอกตา ไอ้แก๊ป"

“อ่ะครับๆ ไม่อ่อนไหวก็ไม่อ่อนไหว" แก๊ปยกสองมือขึ้นโบกข้างตัวใส่ผมที่มองมันตาเขียว "แล้วนี่ทำไมมึงยังไม่ไปเรียนอีกอ่ะ"

“หือ?”

“แอ๊บนอมอลเทอมนี้เรียนสี่โมงไม่ใช่เหรอ" แก๊ปบุ้ยใบ้ไปที่นาฬิกาบนผนังห้องสมุด "นี่ก็สี่โมงเจ็ดนาทีแล้วนะ"

“...เชี่ยยยย!”

“มึงรีบไปเลยเจน เอาใบรับรองแพทย์ไปยื่นด้วยนะ ไม่งั้นได้ F แน่มึง"

“เออๆๆๆ แล้วเจอกันพรุ่งนี้" ผมกระวีกระวาดเก็บข้าวของ มัวแต่คิดเรื่องไอ้ทีอยู่ในใจจนลืมเวลาไปหมดสิ้น แก๊ปโบกมือให้ขณะพลิกชีทไปอีกหน้า

“เออ บาย"

กว่าผมจะไปถึงหน้าห้องเรียนก็สี่โมงสิบสองนาทีเข้าไปแล้ว ตายโหง ขาดเรียนไปหลายครั้งแล้วยังดันมาสายอีก ผมรีบเปิดประตูเข้าไปแล้วยกมือไหว้อาจารย์ที่อยู่หน้าห้องก่อนสิ่งใดอื่น ก่อนจะก้มตัวรีบเดินมุดๆ ไปหาที่นั่งที่ยังเหลืออยู่ข้างหลังอย่างรวดเร็วที่สุด

“ไงไอ้เจน"

“อ้าว มึงก็เรียนเหรอฤกษ์" ผมทักเพื่อนร่วมรุ่นที่สะกิดผมจากด้านซ้าย รู้สึกใจชื้นขึ้นมาที่เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาในคลาส

“อือ ดีใจว่ะที่เห็นมึง นึกว่ากูจะเป็นปีสองคนเดียวในคลาสนี้แล้ว"

“หา นอกจากกูกับมึงไม่มีปีสองคนอื่นเลยเหรอ" ผมถามฤกษ์อย่างตกใจ

“ไม่มีอ่ะ ลงไม่ทันกันอ่ะดิ โดนพวกปีสูงๆ แย่งลงไปก่อนแล้ว แล้วมึงก็ป่วยไปใช่ไหม เลยไม่ได้มาเรียนเลย กูนี่ห่อเหี่ยวมาก นั่งเรียนคนเดียว ไม่รู้จักใคร"

“โหย... เออๆ เนี่ย กูมาล่ะ ต่อไปนี้ก็นั่งด้วยกันไง" เรียนคนเดียวมันเปลี่ยวนะครับ

“เค"

“Okay, now it’s already quarter past four.” (เอาล่ะ สี่โมงสิบห้านาทีแล้ว)

อาจารย์สาวหน้าห้องกล่าวเมื่อเข็มนาทีตีเวลาตรงสี่โมง สิบห้านาที อันเป็นเวลาที่สายที่สุดที่นักศึกษาสามารถเข้าเลทได้ หากช้ากว่านี้จะถูกเช็กว่าขาด

“I will begin checking attendance.” (อาจารย์จะเช็กชื่อแล้วนะ)

เธอคลิกเปิดไฟล์รายชื่อนักศึกษาในชั้นเรียนขึ้นฉายบนจอใหญ่ แล้วพูดใส่ไมค์อีกครั้ง

“As I told, I really have a problem remember these long Thai names, so I’m gonna call you guys by your nicknames as I always did. Start with Jeans.” (อย่างที่เคยบอก อาจารย์มีปัญหากับการจำชื่อไทยยาวๆ พวกนี้มากเลย เพราะอย่างนั้นอาจารย์จะเรียกแค่ชื่อเล่นของพวกเธอเท่านั้นนะ เริ่มจากยีนส์)

อาจารย์ซาแมนธาเริ่มเรียกชื่อรุ่นพี่ปีสี่คนแรก รายชื่อนั้นเรียงรหัสนักศึกษาจากปีสูงสุดสู่ปีต่ำสุด และเรียงจากเลขน้อยไปมาก

“Yes.” (ค่ะ)

“Moss.” (มอส)

“I’m here.” (ตรงนี้ครับ)

หลังจากนั้นอาจารย์ก็ขานชื่อไปอีกประมาณสองสามชื่อ ผมนั่งใจลอยไปก่อนเพราะรู้ว่าอีกสักพักโน่นกว่าจะถึงชื่อตัวเอง ก็ผมอยู่ปีสอง และตามที่ฤกษ์บอก ปีหนึ่งก็ไม่มีใครลงทันเลย ฉะนั้นชื่อผมต้องอยู่ท้ายสุดโน่นนั่นแหละ

“Jane.” (เจน)

“Yes. / Present!.” (ครับ / มาครับ!)

“...?”

ทั้งห้องงงเมื่อได้ยินเสียงคนมากกว่าหนึ่งตอบรับพร้อมกัน ผมเองก็งงมากเมื่อเห็นอีกมือหนึ่งชูอยู่จากแถวที่สอง อาจารย์ซาแมนธาเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมพิวเตอร์ ก่อนผมจะต้องตัวแข็งทื่อเมื่อผู้ชายคนนั้นหันหน้ามามองผมที่นั่งอยู่แถวสุดท้าย

ผมลมหายใจกระตุก รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่ววินาทีเมื่อได้สบประสานสายตากับดวงตาสีดำสนิทนั่นอีกครั้ง ก่อนเสียงอาจารย์ซาแมนธาที่เอ่ยใส่ไมค์จะนำผมกลับสู่ความจริง

“You are Jennalee who has been ill for the past two weeks right?” (เธอคือเจนอารีย์ คนที่ป่วยไปสองสัปดาห์ก่อนใช่ไหม)

“Yes...” (ครับ...)

“Don’t worried. I have already heard from another professors. You can still be in my class.” (ไม่ต้องห่วง ฉันได้ยินมาจากอาจารย์ท่านอื่นๆ แล้วล่ะ เธอยังเรียนวิชาฉันได้)

“Thank you ma’am.” (ขอบคุณครับอาจารย์)

“Okay, so we have 2 Janes right here...” (โอเค แปลว่าเรามีเจนสองคนตรงนี้...)

แม้จะพูดใส่ไมโครโฟนแต่เหมือนว่าเธอจะพึมพำกับตัวเองมากว่า นิ้วมือเรียวของอาจารย์สาวคลิกเมาส์ลงล่างสุดของไฟล์ excel แล้วจึงพิมพ์ชื่อเล่นผมใส่วงเล็บต่อท้าย

Jane...

“Wonderful. I will continue checking names. Sam.” (เรียบร้อย ฉันจะเช็กชื่อต่อละนะ แซม)

“Present.” (มาครับ)

...ใช่แล้ว

มีเจนสองคนตรงนี้


 


 

ผมรู้ว่าพี่เจนคนนั้นอยู่ปีสี่ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเขาก็เรียนอยู่บริหารธุรกิจเหมือนกัน

ไม่คิดด้วยว่าจะได้มาเรียนวิชาเดียวกันอย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวันก่อนที่ผมเพิ่งได้ฟังเรื่องราวสุดมหัศจรรย์เกี่ยวกับตัวเขามา

อย่างที่บอก ผมไม่ได้เชื่อทั้งหมดนั่น ผมคิดจริงๆ ว่ามันออกจะโอเว่อร์ไปหน่อย แม้เรื่องรถของพ่อพี่แดนจะดูเป็นความจริงก็ตาม แต่มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เขาอาจจะแค่ซื้อขายกันปกติ

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็มีเรื่องในข่าวลือที่ปฏิเสธไม่ได้

...อย่างเช่น เรื่องที่พี่เจนคนนั้นมีรังสีอันตรายแผ่ออกมาจริงๆ

ผมฟังจับใจความในสิ่งที่อาจารย์สอนได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนใหญ่เหมือนแค่ฟังมันผ่านหู เพราะในหัวมันเอาแต่ขบคิดเรื่องของเจนอีกคนขณะที่ได้นั่งมองแผ่นหลังของเขาอย่างนี้ มือผมจับปากกา แต่ผมกลับแทบไม่ได้จดโน้ตเลย

ผมยอมรับ ว่าผมอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเขา ปกติผมไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน แต่คงเป็นเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดันมาชื่อเจนเหมือนกันกับผม นั่นล่ะเหตุผลข้อแรกที่ทำให้ผมสนใจเขาขึ้นมา อาจดูเป็นเหตุผลเล็กๆ แต่แสนสำคัญ ก็มันไม่บ่อยหรอกนะที่ผมจะเจอผู้ชายที่ชื่อเจนเหมือนกัน

ส่วนเหตุผลข้อสองน่ะเหรอ ก็เขามันน่าสนใจน่ะสิ

ไม่ใช่สนแบบนั้น แต่ผมอยากรู้ให้กระจ่างว่าอะไรจริงอะไรไม่จริงบ้าง อยากค้นหาว่าภายใต้ดวงตาสีดำกับรอยยิ้มเยาะนั่นซ่อนเร้นอะไรเอาไว้...

“Okay, I will give an assignment. We are going to do a Movie Character Analysis base on what I taught all of you.” (เอาล่ะ อาจารย์จะให้งานทำหน่อยนะ เราจะมาทำการ วิเคราะห์คาแรกเตอร์ตัวละครจากภาพยนตร์ ตามบทเรียนที่อาจารย์ได้สอนพวกคุณ)

อาจารย์ซาแมนธาเริ่มอธิบายถึงงานที่พวกเราต้องทำ คือการวิเคราะห์คาแรกเตอร์ตัวละครจากภาพยนตร์เรื่องใดก็ได้ ให้วิเคราะห์ว่าตัวละครนั้นมีความผิดปกติหรือความบกพร่องอะไรทางจิต อาจเป็นโรค หรืออาจเป็นแค่อาการเฉยๆ โดยจะให้จับคู่กันทำ ผมกับฤกษ์เริ่มเขียนชื่อกับรหัสนักศึกษาลงบนหัวกระดาษทันที

“No no! We will do a lucky drawn. I want everybody to make new friends not just stick in your old group since we are now in psychology class. So you can study about your new friends as well.” (ไม่ๆ เราจะจับสลากเลือกคู่กัน อาจารย์อยากให้นักศึกษาทุกคนทำความรู้จักเพื่อนใหม่ไม่ใช่แค่อยู่แต่เพื่อนกลุ่มเดิมๆ ของตัวเอง ยังไงเราก็อยู่ในวิชาจิตวิทยากัน พวกเธอจะได้ศึกษาเกี่ยวกับเพื่อนใหม่ด้วยไง)

“เวร งั้นเราก็ต้องแยกกันน่ะสิ" ฤกษ์พูด ผมพยักหน้า รู้สึกเซ็งๆ เหมือนกัน เมื่อกี้เรากำลังจะเลือกหนังกันแล้วด้วยซ้ำ

แล้วอาจารย์ซาแมนธาก็ให้นักศึกษาจำนวนครึ่งหนึ่งฉีกมุมกระดาษออกมา (ผมเป็นหนึ่งในนั้น เพราะเขาเอาครึ่งหลังห้อง คลาสนี้มีแค่ยี่สิบสองคนพอดี) แล้วก็เขียนชื่อลงไปพร้อมกับพับมันให้เรียบร้อย แล้วเธอก็เดินเอาแก้วกาแฟมาให้พวกเราหย่อนชื่อของตัวเองลงไปจนครบ จากนั้นก็ปิดฝาแก้วแล้วเขย่าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเธอก็ให้รุ่นพี่ปีสามที่นั่งอยู่หน้าสุดเป็นคนหยิบคนแรก

“เมล์ อ๊ายย ดีใจจัง ได้คู่กันอ่ะ บังเอิญมากๆ"

...โชคดีจริงๆ แฮะ จับได้ชื่อเพื่อนตัวเอง

พวกที่นั่งแถวหน้าหยิบไปเรื่อยๆ ขณะที่ผมใช้เวลานี้รีบเร่งลอกโน้ตจากฤกษ์ กลัวว่าถ้าได้ไปคู่กับรุ่นพี่แล้วไม่มีความรู้เลยจะถูกโขกสับ จนกระทั่งชื่อของตัวเองถูกเรียก

“เจน"

ผมเงยหน้าขึ้นทันที

...ไม่จริงน่า

“Oh. Jane got Jane.” อาจารย์สาวอุทานอย่างประหลาดใจไม่แพ้ใคร "Such a coincidence!” (บังเอิญอะไรอย่างนี้)

ให้ตาย...

“Jennalee, come to Jane quickly. So you guys can start the assignment.” (เจนอารีย์ ย้ายที่นั่งมาหาเจนเร็วๆ จะได้เริ่มทำงานกันสักที)

“Yes ma’am.” (ครับ อาจารย์)

ผมเก็บกล่องดินสอและพับสมุดเดินขึ้นไปนั่งที่โต๊ะเลกเชอร์ข้างๆ เจนอีกคน จู่ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นเร็ว เหงื่อชุ่มมือ เพราะถึงแม้เราจะเคยบังเอิญพบกันมาก่อน...สองครั้ง... โอเค สามครั้ง... แต่เราก็ไม่เคยได้มีบทสนทนาอะไรกันจริงจังเลย แล้วนี่ผมควรจะทำยังไงล่ะ ผมควรจะเป็นฝ่ายที่พูดก่อนไหมเพราะยังไงผมก็เป็นรุ่นน้อง

“สวัสดีครับ น้องเจน"

“...!”

ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อเขาเป็นคนที่ทักผมก่อนอย่างไม่คาดฝัน แถมยังส่งยิ้มหวานไร้พิษภัยมาให้ด้วย ดวงตาทั้งสองข้างของเขาโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ทั้งน้ำเสียงและภาษากายดูเป็นมิตร แล้วเขาก็เอ่ยสิ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจอีกครั้ง

“เพิ่งเคยได้คุยกันเลยเนอะ พี่เคยเก็บบอลให้เราจำได้ไหม"

“...เอ่อ ครับ จำได้"

ให้ตายเถอะ ทำตัวไม่ถูกแล้ว ผมไม่คิดจริงๆ ว่าเขาจะเป็นคนเฟรนด์ลี่อย่างนี้ คิดว่าจะเป็นพวกขรึมๆ น่ากลัวๆ ซะอีก

“แล้วเป็นไง วันนั้นแข่งชนะรึเปล่า"

“อะ อ่อ ชนะครับๆ" ผมตอบออกไปอย่างซื่อตรงทั้งที่ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้บ้าไอ้บออยู่คนเดียวยังไงไม่รู้

“เอายังไง เลือกหนังเรื่องไหนกันดี มีหนังอะไรในใจไหม"

“ยังไม่ได้เลือกเลยอ่ะครับพี่เจน แต่มีที่คิดไว้คืออลิซ จาก Alice in Wonderland”

เขายิ้ม นัยน์ตาสีดำนั่นพร่างพราวอย่างคนนัยน์ตาสวย

“ก็น่าสนใจดีนะ เก็บไว้ก่อนก็ได้" พี่เจนจดชื่อภาพยนตร์ที่ผมบอกลงในสมุด ลายมือของเขาเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่จะติดตวัดหาง ผมสังเกตว่าเขาเขียนแบบตัวเขียนด้วย "แต่ไม่เอาฮันนิบาล เล็กเตอร์ พี่ว่าคนอื่นต้องเลือกกันเยอะแน่ๆ เดี๋ยวถูกเปรียบเทียบแล้วคะแนนมันต้องไปแข่งกัน"

“ครับ ผมก็คิดว่างั้น เมื่อกี้ตอนนั่งกับเพื่อนเห็นพวกพี่ข้างหน้าเลือกฮันนิบาลกันไปตั้งสองคน"

เพราะฮันนิบาล เล็กเตอร์เป็นหนึ่งในตัวละครของประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ดที่โดดเด่นเรื่องอาการทางจิตสุดๆ แทบจะเรียกได้ว่ายืนหนึ่ง ข้อมูลก็หาง่ายมากๆ

“เจนมีเรื่องอื่นอีกไหม พี่จะลิสต์ไว้ก่อน แล้วเราค่อยมาเลือกกัน"

“ก็... ถ้าที่คิดออกตอนนี้เลยก็จะมี Split อ่ะครับ" ผมเอานิ้วเคาะแก้มไปด้วยขณะพูด ยังคงค้นสมองเพื่อคิดหาเรื่องอื่นๆ

“อื้ม แต่อันนั้นมันจะชัดเจนเลยนะว่าเขาป่วยเป็นโรคหลายบุคลิก เราจะหาแง่มุมอื่นเอามานำเสนอได้ยาก แต่พี่จะจดไว้ก่อนแล้วกัน"

“ครับ ผมก็แค่ลองเสนอเฉยๆ คงต้องกลับไปหาข้อมูลเพิ่มอีก เพราะ Split นี่ก็โดนโจมตีเยอะเลยจากจิตแพทย์กับผู้ป่วยจริงๆ ว่ามันไม่ค่อยโอเค"

เรานั่งลิสต์ชื่อตัวละครและชื่อภาพยนตร์กันจนท้ายชั่วโมง รวมถึงคุยถกกันด้วยว่าตัวละครตัวไหนเป็นอะไรและเด่นด้านไหน ผมรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าเราเข้ากันได้ง่ายมากกว่าที่คิด เพราะผมคิดว่าเขาจะต้องเป็นคนน่ากลัวๆ ซะอีก แต่จริงๆ แล้วเขาก็เป็นคนธรรมดาที่นิสัยดีคนหนึ่งเลย และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกผิดเป็นบ้าที่เคยมองเขาในแง่ลบมาก่อน เป็นเพราะข่าวลือบ้าๆ ไร้สาระพวกนั้นแท้ๆ แล้วก็เพราะลุคของเขาด้วย แบบนี้สินะฝรั่งเขาถึงบอกว่า Don’t judge a book by its cover.

นอกจากนั้น พี่เจนแทบไม่ให้ผมเขียนอะไรเลย เขาอาสาจดเองทุกอย่าง แถมยังทำเป็น bullet points ซะเรียบร้อย ผมรู้สึกดีใจชะมัดที่ได้เขาเป็นพาร์ตเนอร์ ดีใจจนน้ำตาจะไหลเลยแหละ เพราะงานนี้ตั้ง 15% ของคะแนนทั้งหมด ตลอดชีวิตของการเป็นนักศึกษาผมค้นพบว่าการมีเพื่อนร่วมกลุ่มที่ขี้เกียจ ไม่ออกความเห็น ไม่กระตือรือร้น รวมถึงไม่ช่วยทำงานแต่จะมาเกาะเอาคะแนนคือสิ่งที่น่าร้องไห้ที่สุด

“เอาเป็นว่าตอนนี้เราเลือกมาได้เจ็ดคนนะ เดี๋ยวเรากลับไปหาข้อมูลกันแล้วค่อยมาคุยอีกทีว่าจะเอาคนไหนกันแน่" พี่เจนสรุปหลังจากนับนิ้ว ผมผงกศีรษะ

"ได้ครับพี่เจน"

"พี่ขอไลน์กับจีเมล์เราหน่อย เดี๋ยวพอพี่เริ่มทำลง google docs แล้วจะได้แชร์ไปให้"

"ได้ครับ เอามือถือพี่เจนมาเลย"

เขายื่นไอโฟนของตัวเองให้ผม ผมจึงแอดไอดีไลน์ของตัวเองให้เขา แล้วก็พิมพ์จีเมล์ลงไปเป็นข้อความแชทนั่นแหละ ผมเห็นความหวังอันสดใสตรงหน้ากับวิชาแอ๊บนอมอลนี่ซะแล้วสิ

“เจนส่งตารางเรียนมาให้พี่ด้วย พี่จะได้รู้ว่าเราว่างตรงกันตอนไหนบ้าง ได้นัดมาทำให้เสร็จๆ"

“อ่อ .. ได้ครับ" เขารีบจัง เดดไลน์อีกตั้งนาน

“โทษทีนะ พี่ปีสี่แล้ว งานมันเยอะมาก เลยคิดว่าอันไหนทำได้ก็รีบทำให้เสร็จก่อนจะดีกว่า จะได้ไม่ไปอัดเอาช่วงใกล้มิดเทอม"

“อ๋อ ครับ ใช่ๆ ผมลืมไปเลยว่าพี่เจนปีสี่แล้ว ก็ว่าทำไมรีบจัง"

“เจนไม่ลำบากใจอะไรใช่ไหมที่พี่อยากรีบทำให้เสร็จ"

เขาช้อนสายตามองหน้าผม ดูเหมือนจะอ้อนๆ และแฝงไปด้วยความเกรงใจนิดๆ เป็นสายตาอย่างที่เราจะใช้เวลาอยากจะแสดงว่าเราเองก็ลำบากใจแต่ไม่มีทางเลือก

“ไม่ลำบากเลยครับ! ดีซะอีก ยังไงเดี๋ยวพี่นัดผมมาแล้วกัน ผมส่งตารางเรียนให้ในไลน์แล้ว"

มือใหญ่หยิบไอโฟนตัวเองขึ้นมาดู ก่อนเขาจะเก็บมันเข้ากระเป๋ากางเกง แล้วหันมาพูดกับผมทั้งรอยยิ้ม

"ไม่ต้องเครียดนะเจน ทำกับพี่เก็บ A แน่นอน"

จริงๆ แล้ว... เจนคนนี้...

...ก็ไม่ได้แย่เลยนี่นา

 

ผมลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยคิดมากเรื่องพี่เจน เพราะหลังจากนั้นเวลาเราเดินสวนกันเขาก็จะโบกมือทักทายผมอย่างเป็นมิตรสุดๆ (แม้จะอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่ดูน่ากลัวทั้งหลายพวกนั้น) ผมเองก็จะยกมือสวัสดีเขาเช่นกัน ถึงเราจะไม่ได้สนิทสนมอะไรกันขนาดนั้นแต่เขาไม่ใช่คนในความลับสำหรับผมอีกต่อไป เขาก็แค่นักศึกษาปกติธรรมดาคนหนึ่ง ฉายานักล่าวิญญาณบ้าอะไรนั่นเพ้อเจ้อสิ้นดี

แล้วตอนนี้เราก็กำลังนั่งตรงข้ามกันอยู่ที่สตาร์บัคส์ ต่างฝ่ายต่างนั่งทำส่วนของตัวเอง จะมีเงยหน้าขึ้นมาตอนคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้าง ก็คือคุยเรื่องงานนั่นแหละ

เราไม่ได้คาดหวังว่าจะทำเสร็จภายในวันนี้ เพราะรู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็หวังว่าจะมีอะไรคืบหน้าให้ชื่นใจบ้าง

ผมแอบลอบมองใบหน้าของรุ่นพี่ตรงหน้าเป็นการพักหลังจากที่พิมพ์ไปได้หน้าหนึ่ง วันนี้พี่เจนใส่แว่น ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขามีปัญหาด้านการมองเห็นจนกระทั่งวันนี้นี่แหละ แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าสั้นหรือเอียง หรือทั้งสองอย่าง แต่มันก็ดูเหมาะกับเขาไปอีกแบบ ทำให้เขาดูโตขึ้นอีกนิด เป็นเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่ชัดเจนขึ้นแตกต่างจากเวลาที่ผมเห็นเขาในชุดนักศึกษา เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินเข้มมีลายทางสีขาวพาดกับกางเกงยีนส์ การแต่งตัวของเขาทำให้ผมที่ใส่เสื้อยืดกางเกงบอลคีบแตะมารู้สึกอายมาก วันหลังผมจะแต่งให้ดีกว่านี้เยอะๆ เลย ก็ผมไม่คิดว่านัดมาทำงานวันอาทิตย์จะต้องแต่งอะไรมากมายนี่ ปกติเพื่อนๆ ก็มักจะอยู่ในสภาพนี้กันหมด

ว่าแต่พี่เจนดูดีจริงๆ ว่ะ ผู้หญิงคนไหนเข้าร้านมาก็มองเหลียวหลังกันหมดเลย คนหล่อนี่ใส่อะไรมันก็หล่อเว้ย แถมยังหุ่นดีตัวสูงอีก อิจฉาเป็นบ้า ผมชอบหุ่นสูงเพรียวแต่มีกล้ามแบบนี้มากกว่าหุ่นแบบ bulk เยอะ อย่างนั้นมันดูหนาๆ น่ากลัวยังไงไม่รู้

“เจนมีอะไรรึเปล่า" เขาถามขึ้นมาทั้งที่ยังรัวนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ด

“...อะ ครับ?”

“เรามองหน้าพี่อยู่"

“พี่รู้ได้ไง!?”

“เห็นเงาสะท้อนจากนี่" เขาชี้นิ้วไปที่โทรศัพท์มือถือข้างๆ ตัวทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากจอแล็ปท็อปของตัวเอง ผมรู้สึกอายขึ้นมาจนใบหน้าเห่อร้อนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา

“ว่าไง มีอะไรรึเปล่า"

“เปล่าหรอกครับ เจนแค่ไม่เคยเห็นพี่เจนใส่แว่นเลย เลยสงสัยว่าสายตาสั้นหรือเอียง"

เราสนิทกันมากขึ้นจนผมแทนตัวกับเขาด้วยชื่อตัวเองแล้ว ฉะนั้นบางทีรูปประโยคจะงงมาก มีเจนนี้และเจนนั้น ยังดีที่เขาเป็นพี่เจน ส่วนผมเป็นแค่เจน

เขายิ้มมุมปากน้อยๆ แต่ยังคงจดจ่อกับหน้าจอคอมพ์ตัวเอง

"เอียงนิดเดียว แค่ข้างล่ะเจ็ดสิบ ไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่พอใส่แล้วมันทำให้ไม่ต้องเพ่งพวกตัวอักษรมาก พี่เลยจะใส่เฉพาะเวลาพิมพ์งานอย่างนี้แหละ"

"อ๋อ...” จะได้ทำงานได้นานขึ้นสินะ

“แค่นั้นเหรอ"

“ก็... อายด้วยอ่ะครับที่เจนแต่งตัวมาชิวมาก เหมือนไม่ให้เกียรติพี่เลย"

“ไม่ต้องคิดมากหรอก พอดีพี่มีธุระต่อเลยแต่งออกมาทีเดียว ถ้าแค่ทำงานเฉยๆ ปกติพี่ก็ไม่ได้ต่างจากเจนนักหรอก"

“อ๋อ”

“หมดแล้วใช่ไหม"

“ครับ”

“เรานี่ชอบมองพี่นะ"

“แล้วกัน! พี่ต่างหากที่มองเจนก่อนอะ!”

ประโยคที่ผมพูดออกไปทำเอาเขาเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมพิวเตอร์ทันที ผมเม้มปากแน่น รู้ตัวว่าหลุดออกไปจนได้ เลยรีบก้มหน้าก้มตาพิมพ์งานต่อ

“พี่น่ะเหรอ"

“...”

“เจน"

“...อืม"

ผมพยักหน้า รู้แล้วว่าไม่สามารถเลี่ยงเขาด้วยการทำเป็นไม่ได้ยินได้ พี่เจนเท้าคางลงกับโต๊ะ แล้วถาม

“วันนี้น่ะเหรอ ตอนไหนล่ะ"

“...”

“หือ?”

“...เปล่า ไม่ใช่วันนี้..."

เขาเลิกคิ้วขึ้น ยังคงยิ้มน้อยๆ

"วันนั้น... ที่สนามบอล"

สิ่งที่ผมพูดออกไปทำให้เขาแย้มริมฝีปากกว้างกว่าเดิม...แต่ก็แค่เล็กน้อย แล้วเขาก็ไม่พูดอะไรเพิ่ม ผมเลยถือโอกาสก้มหน้าก้มตาพิมพ์ระรัวอย่างดุเดือดจนเหมือนแป้นจะหลุดติดนิ้วออกมาได้

พี่เจนไม่ได้คาดคั้นอะไรผมอีก ผมรู้สึกได้ว่าเขามองหน้าผมอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนกลับไปนั่งพิมพ์ส่วนของตัวเองต่อใน google docs ผมเอาสองมือถูเข้าหากันแล้วเพราะหนาวแอร์ที่ตกลงมา แล้วก็ใช้มือลูบไปที่แขนทั้งสองข้าง ให้ตายเถอะ สาขานี้เขาเปิดแอร์ไล่แขกเหรอ ผมรู้สึกหนาวจนปวดกระดูกไปหมด มือแข็งจนจะพิมพ์ต่อไม่ไหวอยู่แล้ว แถมเสื้อยืดกางเกงบอลที่ผมใส่มาก็คือเป็นชุดแบบที่เน้นระบายความร้อน แปลว่ามันไม่สามารถกันหนาวอะไรได้เลยไง

“เอ้า เอาไปสิ"

พี่เจนที่ผมสาบานได้ว่าไม่ได้มองผมเลยสักนิดโยนเสื้อแจ็กเก็ตของตัวเองข้ามโต๊ะมาให้ผม ผมรู้สึกตกใจมาก

“พี่รู้ได้ไงอ่ะว่าเจนหนาว"

“ก็ไม่ได้ดูยากมั้ง ลูบตัวอย่างนั้น" ร่างสูงพูดทั้งที่ยังไล่สายตาอ่าน text บนหน้าจอไปด้วย

“แต่พี่ไม่ได้มองเจนเลยนะ แล้วพี่ก็เก็บไอโฟนเข้ากระเป๋ากางเกงไปแล้วด้วย"

เขายิ้มมุมปากออกมา เอาอีกแล้ว... ยิ้มแบบนี้อีกแล้วนะ

“พี่เก่ง"

“โหย พี่เจน! บอกเจนหน่อยดิ อย่าทำให้คาใจได้ป้ะ"

“อย่าซักไซ้น่ะ รีบๆ ใส่สิเดี๋ยวก็แข็งตายหรอก"

“แต่เจนเกรงใจ..."

“ใส่ๆ ไปเถอะ เย็นเป็นขั้วโลกเหนือขนาดนี้ เสื้อยืดแถมมากับถังสีแบบนั้นมันจะไปกันหนาวอะไรอยู่"

“...พี่เจน...”

เพราะคำพูดตรงๆ ของเขาทำให้ผมต้องรีบใส่เสื้อแจ็กเก็ตคลุมตัวทันทีเพราะอายที่เขามองออกว่ามันเป็นเสื้อยืดของแถม กลิ่นน้ำหอมที่พี่เจนใช้ฟุ้งขึ้นมาตีจมูกผมทันทีที่ผมสวมมัน เป็นกลิ่นอ่อนๆ ที่ได้กลิ่นแล้วรู้สึกแพงมาก... แบรนด์อะไรเนี่ย อยากรู้ขึ้นมาเลยแฮะ คือเป็นกลิ่นแบบที่รู้สึกว่าคนที่มีกลิ่นนี้น่าจะเป็นผู้ชายที่เซ็กซี่มาก

“พี่เจนครับ"

“ว่าไง เจน" เขาไม่เงยหน้าเหมือนเคย

“พี่เจนชื่อจริงว่าอะไรนะ เจนจะได้พิมพ์ที่หน้าแรกสุด"

เพราะผมเห็นว่าเขายังไม่ได้ไปใส่ชื่อจริง นามสกุล กับรหัสนักศึกษาเลย น่าจะง่วนทำส่วนอื่นอยู่

“ชื่อเจนนี่แหละ"

“หือ?”

“Yes. Just Jane.”

“แปลกอ่ะ... ปกติคนชื่อเจนนี่มันจะต้องเป็นเจนที่ย่อมาจากอะไรสักอย่างไม่ใช่เหรอ ถ้าเป็นผู้หญิงก็เจนจิรา เจนสุดา ผู้ชายก็เจนรบ เจนจบ เจนอนันต์ อะไรแบบนี้”

ผมพูดคนเดียว

“อย่างผมยังเป็นเจนอารีย์เลย"

“ก็พ่อแม่พี่ตั้งมาแค่เจน เอาเป็นว่าละแผ่นแรกไว้ก่อน เดี๋ยวพี่ค่อยขึ้นไปพิมพ์นามสกุลเอง แล้วเจนจะตกแต่งอะไรก็ค่อยไปทำ"

“ได้ครับ"

“แล้วเสื้อพี่เราใส่ได้ไหม ยาวไปรึเปล่า" เขาเงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมในที่สุด แล้วก็ไล่สายตามองลงไปที่ตัว ผมพยักหน้า มีใครเคยบอกเขาไหมนะว่าสายตาเขาอย่างกับเลเซอร์ โคตรคม... ขนาดอยู่หลังเลนส์แว่นนะเนี่ย โดนมองทีนี่ตกใจจนเหมือนจะสะดุ้งเลย

“ใส่ได้อยู่ครับ"

“ใส่ได้ก็แย่แล้ว ยาวเลยมือขนาดนั้น เอาแขนมานี่"

“หา?”

พี่เจนไม่รอให้ผมหายงง เขาดึงแขนผมเข้าหาตัวแล้ววางให้แบมือลงบนโต๊ะ จากนั้นก็พับแขนเสื้อขึ้นไปให้สามทบ ทำข้างซ้ายเสร็จก็ย้ายไปทำอย่างเดียวกันกับข้างขวา เขาเอ่ยปากขณะพับ

"ทำไมต้องมาทำให้ด้วยเนี่ย ผู้ชายเหมือนกันไม่ใช่เหรอ"

"นี่ เจนไม่ได้ขอพี่เลยนะ" เอ๊ะ ยิ้มอีกแล้ว เป็นรุ่นพี่ที่บ้าดีแท้ ชอบจริงๆ แกล้งน้องเนี่ย

“เอ้า เรียบร้อยล่ะ"

ผมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นดูเทียบกัน มันตรงกันแบบเป๊ะๆ เลยให้ตายสิ นอกจากพี่เจนจะตาเลเซอร์แล้วยังตาไม้บรรทัดด้วยแน่ๆ คือแบบนี่มันสุดยอดดด ไหนเขาบอกว่าเขาตาเอียงไง

เสร็จแล้วพี่เจนก็กลับไปจดจ่อกับงานต่อ ผมเองก็เช่นกัน ผมแอบอมยิ้มกับตัวเอง ผมดีใจน่ะที่มีคนใส่ใจผม เพื่อนๆ กับครอบครัวชอบบอกว่าผมเป็นคนอ่อนไหว คิดมาก อะไรนิดอะไรหน่อยก็เก็บมาคิด ถึงปากผมจะคอยปฏิเสธแต่ผมก็รู้อยู่แก่ใจแหละน่าว่าตัวเองเป็นคนยังไง เวลาเจอเรื่องร้ายๆ ทีนึง ผมก็พังนานกว่าใครเขา ชอบคิดวกวนไม่ยอมปล่อยวาง แม่บอกผมตลอดเลยว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะใช้ชีวิตในวันข้างหน้าลำบาก แต่ทั้งหมดนั่นก็แปลว่าเวลาที่มีใครทำดีกับผม มันจะทำให้ผมซึ้งใจมากกว่าคนที่คนทั่วไปเขาซาบซึ้งกัน โดยเฉพาะกับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้

ผมกลับเข้า google docs พิมพ์งานต่อจนเสร็จไปอีกหนึ่งย่อหน้าแล้วจึงเคาะบรรทัดลงไปพิมพ์เล่น กะว่าจะค่อยลบออกทีหลัง


 

Thank you krub P’Jane. ซึ้งจายน้ำตาจะไหล TTOTT เป็นคนดีกว่าที่คิดเยอะเลยนะเนี่ย! ดีใจจังเลยอ่ะะะะะ เจนรักพี่เจนแล้วอ่ะ ฮั่นน่อวววว คนอาไร้ หล่อแล้วยังน้ำใจงาม @#$%^*()


 

ผมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นดูเทียบกัน มันตรงกันแบบเป๊ะๆ เลยให้ตายสิ นอกจากพี่เจนจะตาเลเซอร์แล้วยังตาไม้บรรทัดด้วยแน่ๆ คือแบบนี่มันสุดยอดดด ไหนเขาบอกว่าเขาตาเอียงไง

เสร็จแล้วพี่เจนก็กลับไปจดจ่อกับงานต่อ ผมเองก็เช่นกัน ผมแอบอมยิ้มกับตัวเอง ผมดีใจน่ะที่มีคนใส่ใจผม เพื่อนๆ กับครอบครัวชอบบอกว่าผมเป็นคนอ่อนไหว คิดมาก อะไรนิดอะไรหน่อยก็เก็บมาคิด ถึงปากผมจะคอยปฏิเสธแต่ผมก็รู้อยู่แก่ใจแหละน่าว่าตัวเองเป็นคนยังไง เวลาเจอเรื่องร้ายๆ ทีนึง ผมก็พังนานกว่าใครเขา ชอบคิดวกวนไม่ยอมปล่อยวาง แม่บอกผมตลอดเลยว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะใช้ชีวิตในวันข้างหน้าลำบาก แต่ทั้งหมดนั่นก็แปลว่าเวลาที่มีใครทำดีกับผม มันจะทำให้ผมซึ้งใจมากกว่าคนที่คนทั่วไปเขาซาบซึ้งกัน โดยเฉพาะกับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้

ผมกลับเข้า google docs พิมพ์งานต่อจนเสร็จไปอีกหนึ่งย่อหน้าแล้วจึงเคาะบรรทัดลงไปพิมพ์เล่น กะว่าจะค่อยลบออกทีหลัง


 

Thank you krub P’Jane. ซึ้งจายน้ำตาจะไหล TTOTT เป็นคนดีกว่าที่คิดเยอะเลยนะเนี่ย! ดีใจจังเลยอ่ะะะะะ เจนรักพี่เจนแล้วอ่ะ ฮั่นน่อวววว คนอาไร้ หล่อแล้วยังน้ำใจงาม @#$%^*()


 

Rrrrrrr Rrrrrrr

เป็นมือถือผมเองที่สั่นครืดๆ อยู่บนโต๊ะ ผมละมือจากแป้นพิมพ์แล้วกดรับแนบหู

“ว่าไงว่ะแก๊ป"

[มึง กูเพิ่งเจอไอ้ทีมา]

“ไอ้ทีเหรอ เจอที่ไหน!"

ผมยกอีกมือขึ้นป้องปากเพราะรู้ตัวว่าคงเสียงดังมากเกินไปหน่อย ก็ขนาดที่พี่เจนยังถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองผม

[...ที่ศาลมึง กูรู้มากะทันหันจากไอ้มิกซ์อีกทีว่าศาลจะตัดสินวันนี้แล้ว เลยไม่ได้บอกมึงก่อน มัวแต่รีบกัน]

“เฮ้ย ศาลเลยเหรอ ทำไมมันเร็วขนาดนี้อ่ะ แล้วนี่มึงกำลังจะเข้าไปฟังคำตัดสินกันใช่ไหม?”

[เปล่ามึง... ศาลตัดสินเสร็จไปแล้ว]

"...ผลออกมาเป็นยังไงวะ"

แก๊ปสูดลมหายใจเข้าลึกขณะที่ผมใจเต้นรัว ก่อนปลายสายจะบอก

[ปรับสองหมื่นบาท จำคุกสี่ปี]

“ฮะ!? อะไรวะ ทำไมถึงขั้นติดคุกเลยอ่ะ มันประนีประนอมไม่ได้เหรอ ไม่มีขั้นตอนเจรจาหรือไง มันกับน้องเขารักกันนะเว้ย ฝ่ายหญิงสมยอมนี่"

[ตามกฏหมายต่อให้ฝ่ายหญิงยินยอมก็ถือว่าผิดอยู่ดี เจน น้องเขาเพิ่งสิบสามเอง ไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำอ่ะ แล้วพรากผู้เยาว์มันเป็นคดีอาญา ถอนฟ้องหรือยอมความไม่ได้ ตรงนี้น่ะหนักยิ่งกว่าไอ้ที่ยักยอกเงินมหา'ลัยอีก แล้วบ้านไอ้ทีไม่มีปัญญาจ้างทนายดีๆ มาสู้คดีหรอก]

“มึง แต่ปกติมันก็ต้องมีรอลงอาญาอะไรก่อนไม่ใช่เหรอ นี่ทำไมทุกอย่างมันเร็วแบบนี้"

[กูก็ไม่รู้มึง กูก็คิดเหมือนกันว่าทุกอย่างมันเร็วมาก แต่คำของศาลถือเป็นที่สิ้นสุด เขาคุมตัวไอ้ทีไปแล้ว]

“มึง... แล้วอนาคตไอ้ทีมันล่ะ...”

แก๊ปถอนใจ

[เราทำอะไรไม่ได้ว่ะเจน กรรมของใครของมัน กูก็แค่มาเพราะอยากให้รู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น กูก็ยังเห็นมันเป็นเพื่อน แล้วกูก็โทรมาบอกข่าวมึงแค่นี้แหละ จะวางแล้วนะ]

“อืมๆ"

ผมวางสายลงด้วยความรู้สึกที่หน่วงๆ อย่างบอกไม่ถูก จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนสุขที่เคยมีมาตั้งแต่เมื่อเช้าพลันหายไปดื้อๆ ผมรู้ว่าเพื่อนผมผิดจริง แต่ถึงอย่างนั้นก็อดหดหู่ใจไม่ได้ ไม่น่าเลยที... ไม่น่าเลย... ใครจะไปรู้ว่าคนที่ดูมีอนาคตไกลที่สุดในรุ่น วันนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้ คนที่เมื่อวันก่อนเรายังกินข้าวเตะบอลด้วยกัน มาวันนี้มันกำลังจะต้องไปใช้ชีวิตในคุก

“เรื่องประธานสโมฯ เหรอ"

เสียงของพี่เจนเหมือนเรียกให้ผมตื่นจากภวังค์ที่เข้าไปจมจ่อม ผมขยับนั่งหลังตรง พยักหน้า ไม่แปลกใจที่พี่เจนจะรู้เรื่องนี้เหมือนกัน ก็อย่างที่บอกว่ามันกระฉ่อนฉาวเอามากๆ

“ครับ เรื่องไอ้ที"

“เป็นยังไงบ้างล่ะ" เขามองตาผมไปด้วยตอนถาม ดูตั้งใจรอฟัง

“ก็... ไม่ค่อยดีเลยครับ มันถูกสั่งจำคุกตั้งสี่ปี"

พี่เจนพยักหน้าเป็นการสื่อว่ารับรู้ จากนั้นเขาก็กลับไปง่วนพิมพ์งานต่ออย่างหมดความสนใจในเรื่องของทีอีกต่อไป ขณะที่ผมยังถอนอารมณ์ออกมาไม่ได้

“เจนสงสารทีจังเลยอ่ะพี่เจน เรื่องมันไม่น่าเป็นอย่างนี้เลย"

“เราสนิทกับประธานสโมฯ มากเหรอ"

พี่เจนเอามือซ้ายดันคานแว่นตาขณะที่มือขวาเลื่อนเมาส์ เขายังคงมองหน้าจอแล็ปท็อปเหมือนเดิม เป็นการแสดงออกชัดเจนว่าโปรเจ็กต์ของพวกเราสำคัญกว่าหัวข้อที่พูดคุยกันอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีมารยาทมากพอที่จะคุยกับผม

“ก็พอใช้ได้อ่ะ คือมันผิดก็จริง แต่คนเราก็คงไม่เลวไปหมดทุกอย่างหรอก อย่างน้อยไอ้ทีก็ดีกับเจนมาตลอด พูดไปแล้วเจนดูเข้าข้างเพื่อนผิดๆ ไหมเนี่ย"

ผมยกแก้วกาแฟเย็นขึ้นดูด ก่อนจะถอนใจอีกครั้ง

"เฮ้อ ว่าแต่ถูกจับได้ได้ไงวะ ทำมาได้ตั้งนานไม่ใช่เหรอ"

"...ก็คงฟ้ามีตาล่ะมั้ง"

ผมไม่ได้มองหน้าพี่เจนอยู่เลยไม่รู้ว่าเขามีสีหน้ายังไงตอนพูดประโยคนั้น

"สงสารมันจังเลยอ่ะพี่ คงเพราะมันเป็นเพื่อนด้วยมั้งเลยรู้สึกโกรธคนไปแจ้งตำรวจจัง อนาคตคนทั้งคนเลยนะ มันน่าจะมีวิธีคุยกันดีๆ ได้สิ"

“แล้วเจนจะบอกว่าคนแจ้งผิดเหรอ คนเราน่ะถ้าไม่มีเรื่องอะไรที่ปกปิดไว้ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้อยู่ดี ถูกไหม"

“...”

ก็จริง...

พี่เจนกด copy ข้อมูลบางส่วนจากอินเทอร์เน็ตมาใส่เพิ่มในไฟล์งานของเรา แล้วใส่เครื่องหมายquotation

“เพราะอย่างนั้นกรณีนี้พี่ไม่สงสารหรอก พี่คิดว่าเขาทำตัวเอง"

“...”

สิ่งที่พี่เจนพูดถึงจะฟังดูเย็นชา แต่ก็เป็นความจริงที่สุด ส่วนหนึ่งคงเพราะเขาไม่ได้เคยรู้จักหรือสนิทสนมอะไรกับทีมาก่อนเหมือนผมเขาจึงไม่ได้รู้สึกร่วมไปด้วย แต่ก็อย่างที่เขาบอก ถ้าทีไม่ได้ยักยอกเงิน และไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ก็ไม่มีใครจะทำอะไรทีได้

“แต่มันก็ยังไงไม่รู้สิ เจนลองคิดเชื่อมโยงเหตุการณ์ดูแล้ว ทุกอย่างมันดูแปลกๆ อ่ะพี่เจน มันเหมือนว่าทีโดนเจาะจงเล่นงานมากกว่า อารมณ์แบบไปกระตุกหนวดเสือเข้าเลยโดนเก็บ บู้ม! ตายเลย"

รอยยิ้มเยาะผุดขึ้นบนเรียวปากหยัก ผมเดาว่าเขาคงขำเสียงระเบิดที่ผมทำ เพราะมันไม่ควรจะมีเหตุผลอื่น

“...คงงั้นล่ะมั้ง อาจจะเป็นเสือตัวใหญ่ก็ได้"

“ทำไมพี่เจนชอบยิ้มเยาะ"

“ยิ้มเยาะอะไร" เขาถามกลับโดยไม่ชะงักจากการพิมพ์ references เลย

“ก็ยิ้ม... ยิ้มแบบนี้อ่ะ ยิ้มเหมือนพวกตัวร้ายโรคจิตในหนัง เจนว่ามันดูน่าขนลุกยังไงไม่รู้ แบบ...เหมือนข่มขวัญคนอื่นอ่ะ มีคนเคยบอกไหม"

“ไม่เห็นจะมีเลย"

“โกหกและ น่ะ ยิ้มแบบนี้ยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่เลย จริงๆ พี่ก็เป็นคนดีใช้ได้นะ แต่ทำไมยิ้มแบบนี้ทีไรดูชั๊วชั่ว ดูแบบสารเลวมากเลย"

"นั่นปากเหรอเจน เคยนั่งๆ อยู่วูบไปเลยไหม"

"แฮะ ไม่เคยหรอก .. เออ พี่เจน เจนปวดฉี่อ่ะ ไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ เดี๋ยวมา ฝากคอมพ์หน่อย" ผมบอกเขาหลังบิดตัวคลายความเมื่อยขบ พี่เจนพยักหน้า

“ได้ ตามสบาย สนิทกันแล้วสิมาฝากของพี่" เขาละสายตาจากคอมพ์ขึ้นมามองหน้าผมจนได้ตอนพูดประโยคหลัง

“แหมมมม ยอกย้อนเก่ง ก็แล้วแต่พี่เจนจะกรุณาน้องเจนเลยครับ"

ผมยกมือขึ้นไหว้เขาแถมยังถอนสายบัวด้วยท่าทางกวนประสาท แล้วจึงวิ่งปรู๊ดออกไปจากร้าน (เรื่องอะไรจะรอให้เขาลุกขึ้นมาเตะ) ผมไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่งก็กลับมา พอนั่งลงได้ไม่ทันไรพี่เจนก็ปิดฝาแล็ปท็อปของตัวเอง แล้วเก็บมันเข้ากระเป๋าพลางลุกขึ้น

“สี่โมงครึ่งแล้ว พี่ต้องไปแล้วอ่ะเจน ธุระสำคัญ เลทไม่ได้เลย เจนจะกลับบ้านเลยไหมเดี๋ยวพี่ได้ไปส่งก่อน"

“อ๋อ ไม่เป็นไรครับ พี่ไปเถอะ เจนว่าจะนั่งทำต่ออีกหน่อย ฟีลกำลังมาเลยอย่างน้อยจะได้จบส่วนนี้"

เขาดูนาฬิกาข้อมือ แล้วก็พยักหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม

“งั้นพี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวตรงไหนที่เจนอยากให้พี่ช่วยรีเช็กก็ไฮไลท์สีเหลืองเอาไว้ได้เลย"

“คร้าบบบ ไว้ใจเจนนี้ได้เลยยยยย"

พี่เจนเขกหัวผมเบาๆ หนึ่งทีโทษฐานที่ลากเสียงกวนโอ๊ย คงเขกรวมกับท่ากวนประสานก่อนผมไปเข้าห้องน้ำด้วย แล้วเขาจึงเอ่ยเร็วๆ พร้อมกับชี้นิ้วใส่เป็นการกำชับ

“ฝากเสื้อพี่ด้วย"

จากนั้นเขาก็ออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว เร็วจนผมแทบไหว้ลาไม่ทัน ผมเดินไปสั่งแซนด์วิชไข่ที่เคาน์เตอร์แล้วจึงกลับมานั่งที่เดิม ผมเคาะสเปซบาร์สองครั้งให้หน้าจอที่มืดไปสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง แล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นจนน้ำแทบพุ่งออกจากปาก


 

Thank you krub P’Jane. ซึ้งจายน้ำตาจะไหล TTOTT เป็นคนดีกว่าที่คิดเยอะเลยนะเนี่ย! ดีใจจังเลยอ่ะะะะะ เจนรักพี่เจนแล้วอ่ะ ฮั่นน่อวววว คนอาไร้ หล่อแล้วยังน้ำใจงาม @#$%^*()

You’re welcome :)


 

You’re welcome...

You’re welcome พร้อมหน้ายิ้มมาจากไหน...?

...

...ไอ้เวรเจนอารีย์... ลืมไปได้ยังไงว่า google docs มันเห็นเหมือนกันทุกอย่างแบบเรียลไทม์!


 

----------------

ฮวังซอล

เจนนนน เด๋อมากลูก เจนโป๊ะแตกกกกกก

อายพี่เค้าไหมมมม?

สำหรับใครที่ไม่เคยทำงานใน google docs ซอลจะขออธิบายให้ฟังแบบคร่าวๆ นะคะ คือมันคือการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ เรียกว่าเราพิมพ์อะไร เราลบอะไร ฝั่งตรงข้ามจะเห็นหมดเลยค่ะ

 

ภาษาอังกฤษเวลาเปิดทุกบทเราขออนุญาตไม่แปลนะคะ แต่ในเนื้อหานิยายจะแปลให้ตามปกติค่ะ

อย่างที่บอกว่าเรามีแต่งสต็อกไว้ (แต่ยังไม่จบเรื่อง) ช่วงแรกๆ เราจะอัพให้สม่ำเสมอนะคะ ขอเพียงแค่คุณคนอ่านเติมกำลังใจให้เราในแท็ก #อย่าขอพี่เจน และคอมเมนต์เท่านั้นก็พอ มันคือกำลังใจที่ดีที่สุดของเราเลย

เราจะพยายามไม่ให้ขาดตอนไปจนจบเรื่องเลยค่ะ นิยายเรื่องนี้คือยาวแน่นอน แต่จะรักษาความเข้มข้นเอาไว้ไม่ให้บกพร่องอย่างเด็ดขาด อ่านกันให้มันส์สุดลิ่มทิ่มประตูไปเลยยยย~

เรื่องนี้จะมีครบเลยค่ะ ทั้งกุ๊กกิ๊ก ลึกลับ เซ็กซี่ หวานมันส์ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีน้ำหวานมาหล่อเลี้ยงหัวใจ รับรองว่าอ่านเรื่องเดียวได้ครบทุกฟีลแน่นอน

@seolstuff_

 

ปล. ขอบคุณสำหรับท็อป 30 มากๆ ค่ะ


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.325K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,788 ความคิดเห็น

  1. #3781 syn1/9 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มกราคม 2564 / 10:59
    555555555555น่ารักดีจังอะ
    #3,781
    0
  2. #3698 Sariei_va (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2563 / 12:14
    น้องเจนนนนโป๊ะหนึ่งงงง ตื่นเต้นลุ้นไปหมดเลยค้าบบบบบ
    #3,698
    0
  3. #3669 fn_wiphawee789 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 23:18
    ทำไมพี่เจนดูลึกลับแต่มีเสน่ห์จังเลยอ่ะ ส่วนยัยน้องเจนคือเด๋อมากลูกเอ็นดูววว
    #3,669
    0
  4. #3405 น้ำแข็ง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 02:08
    ลึกลับมากเลยค่ะ
    #3,405
    0
  5. #3222 cactus090 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 10:38
    ตอนเเรกที่ทำงานด้วยระบบนี้ตกใจเลยค่ะเเบบเพื่อนพิมพ์ชื่ออยู่นี่ก็นั่งงงมันมาไงวะ โหหห อย่าหาทำนะคะไม่ฟังครูอธิบาย
    #3,222
    0
  6. #3184 tarun_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 22:35
    ไม่รู้ว่าพี่เจนคิดอะไรอยู่ แต่อย่ามาลวงน้องเราก็พอ
    #3,184
    0
  7. #3183 tarun_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 22:34
    อยากวูบค่า เตะหนูเลยยย
    #3,183
    0
  8. #2911 monαβ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 16:24
    อุแงงงงงชอบ แนวนี้คือดีย์กริ้ดดดดดดดกกดกกยอเใวยปเบ้แ
    #2,911
    0
  9. #2851 Naraprinnnt (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 08:12
    เอ็นดู ไอ่น้องง
    #2,851
    0
  10. #2831 สาววายกับเจ้าชายอสูร (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 02:52
    เอาดีๆ พี่เจนอย่ามาหลอกลวงชั้นเลย พี่น่ารักขนาดนี้ ไม่ให้หลงได้ไงก่อน นึกสภาพว่าชั้นนักพิมพ์Google doc กับพี่เค้าแล้วมันก็ชื่นจาย ทูเจนน่ารักมากเลยงับ
    #2,831
    0
  11. #2738 fah_ikon14 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 23:08
    อะ พูดเลยว่าลั่นตอนที่อาจาย์อยากให้เมคเฟรนกะคนอื่นในเซคอะ555555555555 ลั่นเลย มันโคตรจริง ซึ่งถามว่าเราต้องการไหม.. คำตอบคือไม่จ้ะ แต่ถ้าได้พาสเนอร์แบบพี่เจนก็คือประเสิร์ฐมาก ถามว่ามีไหม อีฉันไม่เคยเจอเลยจริง5555555 แต่ชอบอาจารย์นะคะ 5555 มีแซวอะ เจนได้เจนจ้าาาา เอ็นดูความชื่อเหมือนกัน
    #2,738
    0
  12. #2460 Ice1234567891011 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 22:34

    เเต่งดีมากก

    #2,460
    0
  13. #2426 tang_thai°°° (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มีนาคม 2563 / 10:28
    คุณไรท์คือแต่งดีมากกกกกกกกก จะคอยติดตามผลงานนะคะ
    #2,426
    0
  14. #2404 Surawatari Komiko (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:45
    แงงง น้องเจนน่ารักจังเลยย ส่วนพี่เจนดูเป็นผู้ชายรั้ยๆที่ใจดีเวลาอยู่ต่อหน้าน้อง แต่เข้าหาน้องแบบนี้จะล่อลวงน้องละเปล่าคะ
    #2,404
    0
  15. #2395 litleYJM (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:39
    เข้าใจเจนเลย เพราะนี่ก็เคยพิมพ์docในกลุ่ม5555555 โป๊ะแตก เพื่อนล้อ โคตรอาย
    #2,395
    0
  16. #2377 SSbts2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:46
    พี่เจนเป็นคนมีเสน่ห์มากนะ อ่านแค่นี้ยังรู้สึกเหมือนโดนเต๊าะไงไม่รู้55555 แต่ก็รู้สึกว่าเข้าถึงง่ายกว่าที่คิด ตอนแรกนึกว่าจะขี้เก็กเป็นส่วนใหญ่ เห็นแบบนี้แล้วยิ่งน่าสนใจนะ คาแรคเตอร์คุณเค้าจัดว่าเฉียบมาก! ส่วนเจ้าเจน เธอทำไมเป็นเด๋อแบบนั้น เห็นละมันน่าเอ็นดูมาก อารมณ์ยัยตะเร้กตะน้อยต้องมาแล้วแบบนี้ เนื้อเรื่องตอนนี้เหมือนยังไม่มีประเด็นอะไร แต่เราคิดว่าเรื่องทีนี่ไม่ธรรมดาแน่ๆเลย ต้องมีอะไรแน่ๆ ชอบความค่อยๆปูไปทีละนิด ตื่นเต้นดีค่ะ // ปล.รู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะมีประเด็นทางจิตด้วย ถ้ายังไงใส่คำเตือนว่าเนื้อหาอาจเป็น trigger สำหรับผู้อ่านบางท่านก็ดีนะคะ
    #2,377
    0
  17. #2335 Nuttida Chotrangsee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:52
    อ่านแล้วสนุกมากก ติดตามต่อเลยงับ
    #2,335
    0
  18. #2329 blueeyes111 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 21:40
    พี่เจนแลดูเป็นคนดีมาก รู้นะว่าเเอบร้าย อย่าหลอกน้องเจนนน!!
    #2,329
    0
  19. #2287 PatumwadeeDaosed (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 20:22
    ชอบที่มีอิ้งแซมในเรื่องมาก ฟีลมันได้อ่ะ ฮือออ ชอบบ
    #2,287
    0
  20. #2273 แจนมงกุน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 18:54
    ขำน้องเจน55555 นั่น google docs นะ5555555555
    #2,273
    0
  21. #2272 mynameoil (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 18:46
    น้องเจนลู๊กกกกกกกกกกก
    #2,272
    0
  22. #2246 Feum23 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 22:41
    พี่เจนหล่อจริงแหละ T_____T แงเรื่องนี้จะมีดราม่ามั้ยคะ ดูจากครตพระเอกแล้วแบบโห ใจไม่ดีเลย หวังว่าพี่เจนจะใจดีกับน้องหน่อยนะ
    #2,246
    0
  23. #1967 too_prem (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 01:03
    ก็คิดอยู่เลยว่าน้องเจนพิมพ์ไปในgg docsแล้วพี่เจนต้องเห็นแน่นอน555555 หนูรู๊กกกกก
    #1,967
    0
  24. #1899 Midories (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 19:56
    น้องเจนเด๋อ โถ ลูบหัว เป็นเอ็นดู
    #1,899
    0
  25. #1765 BeIsolated (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 00:13
    เหมือนจะมีช่วงนึงที่ทั้งประโยคนั้นซ้ำอยู่สองรอบเลยนะคะ -ตรงที่บอกว่าน้องซึ้งกับอะไรเล็กๆน้อยๆ ละก็ตรงหวีดพี่เจน หรือว่ามันเป็นที่ทรศ. เราหรืออะไรยังไงแงงงงง แต่สนุกมากเลยค่ะ แต่เราก็แอบหมายหัวอิพี่เจนไว้แล้วดูไม่น่าไว้ใจจริงๆ
    #1,765
    0