Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 2 : Begin 1 The Girl from Cloning

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    1 พ.ค. 60

1

The Girl from Cloning

 

            ปี ค.ศ.2160 ปัจจุบัน

            โรงงานฆ่าสัตว์น่ะเหรอ คุณคิดว่าไงล่ะ

            ถ้าคิดว่าแย่มันก็แย่ แต่ฉันทำงานอยู่ที่นี่ โรงฆ่าสัตว์ภายใต้ชื่อ เคตัลเจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารสด สโลแกนที่นี่คือ สดสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพแน่นอนว่าเคตัลคงไม่ได้โม้แน่เพราะตอนนี้ฉันอยู่ในชุดคลุมสีขาวที่ผ่านการฆ่าเชื้อ ใบหน้าฉันมีผ้าปิดปากปิดจมูกไว้ ผมสีบรอนซ์เข้มรวบตึงไปข้างหลัง มือหยิบมีดหั่นชิ้นส่วนเนื้อวัวเพื่อตัดแต่งให้สวยงาม จากนั้นก็ส่งขึ้นรางเลื่อนให้แผนกต่อไปจัดการห่อมันเป็นสินค้า

            โรงงานฆ่าสัตว์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันเรียกมันว่าโบราณสถาน เพราะขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมอื่นใช้ระบบเครื่องจักรและหุ่นยนต์เต็มรูปแบบแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังใช้แรงงานจากคนอยู่

            อันนา สาวผิวสีน้ำตาลร่างอวบอูมที่ยืนแล่เนื้ออยู่ข้างฉันบอกว่า เป็นเพราะอาหารที่อร่อยต้องมาจากฝีมือมนุษย์ เครื่องจักรนั้นไม่สามารถทำได้ เริ่มตั้งแต่กรรมวิธีฆ่าวัว จะทำอย่างไรไม่ให้สัตว์เครียดก่อนตาย ไม่อย่างนั้นเนื้อจะไม่นุ่มอร่อย การแล่เนื้อ เลาะกระดูกออกจนเกลี้ยง ตัดแต่งเนื้อให้เป็นรูปทรงสวยงามเวลาทอดออกมาจะได้ดูน่ารับประทาน ทั้งหมดนี้มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ และเพราะแบบนี้เคตัลถึงอยู่ได้ทั้งที่ต้องจ่ายค่าแรงให้พนักงานจำนวนมาก แต่เนื้อวัวที่อร่อยไม่เหมือนใครจึงทำให้ทุกคนยอมควักเงินซื้อสินค้าของเคตัลกันหมด

            พนักงานในโรงฆ่าสัตว์ที่นี่ได้รับสวัสดิการอาหารและน้ำเป็นอย่างดี รวมไปถึงมีแท็บเล็ตหน้าจอโฮโลแกรมบริการให้พนักงานทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับการดูรายการต่างๆ ตามใจชอบขณะที่มือก็ปฏิบัติการฆ่า ผ่า แล่ เฉือนไปด้วย วิธีนี้ได้ผลมาก ทำให้พนักงานมีความตั้งใจทำงานมากขึ้นโดยพวกเขาแทบไม่รู้ตัว เพราะการทำงานโดยที่เราไม่รู้สึกเบื่อ จำเจ หรือคอยกังวลว่าเมื่อไหร่จะครบแปดชั่วโมงสักที มันก็ทำให้เรารู้สึกสนุกกับงานไม่น้อย

            และขณะที่ฉันยืนแล่เนื้อไปอยู่ตอนนี้ สายตาก็จดจ้องรายการทีวีบนหน้าจอโฮโลแกรมสามมิติไปด้วย เจฟฟรีย์ นักข่าวมาดกวนโอ๊ยกำลังไปสัมภาษณ์วัยรุ่นที่เดินทางมาสมัครดรีมแคชเชอร์ ฉันดูรายการนี้เพราะชอบมองเวลาเจฟฟรีย์จิกตาใส่กล้องขณะยื่นไมค์ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบคำถาม โดยเฉพาะเวลาที่มีเด็กมาสมัครดรีมแคชเชอร์แต่ละปี มักมีอะไรให้น่าขันเสมอ

            “ดรีมแคชเชอร์เป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของผม” เด็กหนุ่มร่างอ้วนพูดด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน เจฟฟรีย์จึงพยักหน้าช้าๆ พร้อมแนะนำให้เด็กคนนั้นไปสมัครรายการเต้นลดน้ำหนักก่อนค่อยมาดรีมแคชเชอร์น่าจะเข้าท่ากว่า

            “ฉันสมัครดรีมแคชเชอร์มาเป็นปีที่หกแล้วค่ะ ปีก่อนหน้ามีแต่คนเก่งทั้งนั้น และฉันเองก็ทำพลาดหลายอย่างด้วย แต่ปีนี้ฉันมั่นใจว่าจะต้องได้เข้ารอบแน่นอน” แม่สาวผมทองบอกด้วยสายตาเป็นประกาย ฉันเห็นหน้าเจฟฟรีย์มองกล้องแล้วรู้เลยว่าเขาคิด อะไรทำให้หล่อนมั่นใจขนาดนั้นแต่เมื่อสาวผมทองพูดจบ เขาก็ได้แต่หัวเราะแล้วอวยพรให้หล่อนโชคดีอย่างที่ปากว่าไว้

            “ทำไมไม่ไปลองสมัครดูบ้างล่ะ” เสียงอันนาพูด ฉันหันกลับมามองหล่อนกำลังถอดถุงมือยาง เป็นสัญญาณให้รู้ว่าได้เวลาเลิกงานแล้ว

            “เงินดีนะ” หล่อนพูดต่อ “ถ้าผ่านเข้ารอบไปได้”

            “จะเป็นนักเรียนเตรียมทหารของดรีมแคชเชอร์ได้ ต้องมีทักษะต่อสู้ และใช้อาวุธเก่ง” ฉันตอบ “ซึ่งหนูไม่มีสักอย่าง”

            “ทำไมจะไม่ล่ะ” อันนาเข้ามาจับมือข้างที่ถือมีดของฉันไว้ “เธอแล่เนื้อทุกวัน ไม่มีใครใช้มีดเก่งไปกว่าเธอแล้ว”

            ฉันนิ่งไปเล็กน้อย อันนาปล่อยมือฉันเป็นอิสระแล้วเดินจากไป ฉันสูดลมหายใจลึก เข้าใจดีว่าหล่อนหมายถึงอะไร ไม่ใช่ทุกคนที่ใฝ่ฝันเป็นดรีมแคชเชอร์เพราะใจรักอย่างเดียว แต่เงินรางวัลมหาศาลนั่นก็เย้ายวนไม่แพ้กัน หลายคนลงสมัครเพื่อขอให้ได้มีกินมีใช้ เพราะการผ่านเข้ารอบแรกได้ นั่นหมายความว่าคุณจะได้ไปอยู่กับครูฝึก อยู่กับทีม อยู่กับดรีมแคชเชอร์ ไม่ต้องหาเลี้ยงเองจนกว่าจะตกรอบออกมา

            น่าเย้ายวนไหมล่ะสำหรับคนที่ต้องเรียนไปทำงานไปอย่างฉัน

            ฉันอายุสิบเจ็ดปี วัยกำลังดีพอจะลงดรีมแคชเชอร์ แต่ฉันเองกลับไม่เคยคิดที่จะไปสมัครมัน สาเหตุเพราะ หนึ่ง ฉันเป็นเด็กที่เกิดจากการโคลนเถื่อน ข้อมูลทุกอย่างที่ว่าฉันเป็นลูกของเอมิลี่กับจอร์แดนนั้นคือของปลอม เอมิลี่เป็นคนต้นแบบฉัน หล่อนกับสามีไม่มีลูก และ สอง ดรีมแคชเชอร์ไม่รับพวกโคลนไม่ว่าจะถูกกฏหมายหรือไม่ก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาและเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่จริงๆ มาสมัคร ไม่ใช่ร่างโคลนจากคนยุคไหนก็ไม่รู้มา เพราะฉะนั้นทุกปีดรีมแคชเชอร์จะต้องมีการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครทุกคนว่าเป็นตัวจริง ไม่ใช่โคลน

            ฉันไม่เสี่ยงตัวเองไปถูกจับขนาดนั้นหรอก แม้ว่าจะอยากหนีจากเอมิลี่มากแค่ไหนก็ตาม

            เอมิลี่เลี้ยงฉันมาเพื่อใช้เป็นอะไหล่ นั่นหมายความว่าหล่อนจะพาฉันไปผ่าตัดย้ายม้าม ตับ ไตเมื่อไหร่ก็ได้ ทุกวันนี้หล่อนสุขภาพไม่ดี เป็นมะเร็งปอดเพราะสูบบุหรี่มาก ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าหล่อนจะเอาอวัยวะส่วนไหนจากฉันไปเป็นส่วนแรก ความจริงแล้วเอมิลี่ควรเลี้ยงฉันแบบไม่ให้รู้สึกตัวตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ เพราะโคลนจะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดและอยากหนีไปจากตัวต้นแบบ แต่การเลี้ยงแบบให้ฉันนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราตลอดชีวิตนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก หล่อนเลยยอมเลี้ยงฉันเหมือนเด็กรับใช้ในบ้านแทน อย่างน้อยข้อดีคือก็ยังสามารถใช้ฉันทำงานบ้านแทนหุ่นยนต์เสียๆ ของจอร์แดนได้ อีกทั้งยังออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงดูทั้งคู่ซึ่งเอาแต่อยู่บ้านเกียจคร้าน

            แต่กว่าที่ฉันจะได้รับอนุญาตให้ออกมาทำงานนอกบ้านได้ มันไม่ง่ายเลย ตั้งแต่เด็กฉันถูกเอมิลี่ล่ามโซ่ไว้ในห้องนอนเพื่อไม่ให้ฉันหนีไปไหน ไม่สอนฉันพูด ไม่สอนให้รู้จักอะไรเลยนอกจากกิน ถ่าย นอน และเชื่อฟังคำสั่งหล่อนเพียงผู้เดียวด้วยแท่งกระแสไฟฟ้า จนวันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่เข้ามาขอค้นบ้านเพราะคิดว่าเอมิลี่กับจอร์แดนเสพยา แต่พวกเขากลับพบฉันถูกขังไว้ในห้องแทน เอมิลี่รีบบอกว่าฉันคือลูกสาวที่ซนมากจนต้องทำโทษด้วยการกักขัง เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อเพราะพวกเขาพบแท่งกระแสไฟฟ้าแบบที่ไว้ใช้ทรมานสัตว์จึงจะยื่นข้อหาให้ แต่หล่อนก็อ้อนวอนจนพวกเขายอมและยื่นข้อเสนอกลับมาว่าจะมาเฝ้าติดตามพฤติกรรมคนบ้านนี้ทุกวัน ทำให้เอมิลี่ต้องจำใจปล่อยฉันวิ่งเล่นในบ้านและส่งฉันเข้าเรียนหนังสือเพื่อไม่ให้พวกเขาสงสัยได้

            ทุกวันนี้แม้เจ้าหน้าที่จะเลิกตามเรื่องไปนานแล้ว แต่เอมิลี่ก็ไม่สามารถจับฉันล่ามโซ่ไว้ได้อีก เพราะฉันมาไกลเกินกว่าคำว่าเด็กโคลนโง่ๆ คนหนึ่งแล้ว ฉันเรียนหนังสือ ทำงาน และเป็นแม่บ้านเก็บกวาดให้พวกเขาเวลาเมา

            รวมถึงแอบนำแท่งกระแสไฟฟ้าไปทิ้งเพื่อไม่ให้หล่อนกลับมาทรมานฉันได้อีกด้วย

            อาจดูเพ้อฝัน แต่ฉันแค่หวังว่าสักวันหล่อนจะมีเมตตาต่อสิ่งที่ฉันทำบ้างก็เท่านั้น

            ฉันถอดถุงมือยาง เดินผ่านประตูมายังจุดที่มีการพ่นควันฆ่าเชื้อ ฉันดึงผ้าปิดปากออก แกะกระดุมถอดชุดคลุมสีขาวมาแขวนไว้บนราว พนักงานหญิงหลายคนถอดชุดแล้วก็เริ่มปล่อยผม แต่งหน้า เสริมสวยกันตรงนั้น ฉันได้แต่มองพวกหล่อนแล้วก็แกะผมตัวเอง ผูกขึ้นเป็นทรงใหม่ที่ไม่รวบตึงจนเกินไป เสร็จแค่นั้นแล้วก็ออกมา

            ฉันสอดแขนที่สวมนาฬิกาในตู้จ่ายเงิน ภาพโฮโลแกรมปรากฏขึ้นกลางอากาศเป็นประวัติและข้อมูลการทำงานทั้งหมดของฉัน ระบบคอมพิวเตอร์ใช้เวลาคำนวณชั่วครู่ก่อนที่ตัวเลขในบัญชีธนาคารจะเปลี่ยนไป บ่งบอกให้รู้ว่าค่าแรงของฉันถูกโอนเข้ามาเรียบร้อยแล้ว

            เมื่อภาพโฮโลแกรมหายไป ฉันยกแขนออก บอกลาคนที่ยืนต่อคิวรับค่าแรงอยู่ข้างหลังแล้วออกมาจากโรงงาน หน้าที่ของฉันจบไปอย่างหนึ่งแล้ว เหลืออีกอย่างคือกลับไปเป็นแม่บ้านให้กับสองสามีภรรยาตระกูลโอเรน

            ขากลับฉันแวะเข้าตลาดเพื่อซื้ออาหารกระป๋องให้ตัวเอง และซื้อเนื้อวัวยี่ห้อ เคตัลไว้ทำสเต็กสำหรับพวกเขา เอมิลี่ไม่ให้ฉันกินอาหารร่วมโต๊ะมาแต่ไหนแต่ไร และคงทนไม่ได้ถ้าหากฉันได้กินอาหารที่ดีเลิศกว่าหรือเท่าเทียม ฉันต้องพยายามทำตัวด้อยที่สุดเมื่ออยู่ในบ้าน กฎหนึ่งข้อที่โคลนต้องปฏิบัติเสมอมาคือ อย่าทำตัวเด่นเกินต้นแบบของตัวเองแล้วจะรอด

            เอมิลี่กับจอร์แดนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านแออัดที่สุดในนูอาร์ก ฉันนั่งแท็กซี่โฮเวอร์คาร์จากหน้าตลาดไปถึงอพาร์ตเมนต์ รถทุกคันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเพราะไม่มีล้อ ใช้แรงดันจากสนามแม่เหล็กยกตัวขึ้นมาเหนือพื้น เมื่อถึงที่หมายฉันจ่ายค่ารถด้วยการสอดแขนที่สวมนาฬิกาไว้ใต้ตัวเครื่องจ่ายเงินอีกเช่นกัน เงินในบัญชีถูกหักออกไปให้กับโชเฟอร์ ประตูอัตโนมัติเปิดออกทันทีเมื่อการจ่ายเงินเสร็จสิ้น ฉันลงจากรถแล้วตรงไปยังหน้าอพารต์เมนต์ ผ่านเครื่องสแกนร่างกายอัตโนมัติ มันระบุตัวตนและให้ฉันผ่านทันโดยไม่ต้องรอนาน จากนั้นฉันก็เปิดประตูเข้าไป

            ห้องของทั้งคู่อยู่ชั้นสาม ความจริงแล้วฉันควรขึ้นบันไดตามป้ายรณรงค์ของเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่ว่า หากอยู่ไม่เกินชั้นสี่ กรุณาใช้บันได แต่การกลับจากทำงานเหนื่อยๆ ที่ต้องยืนทั้งวันทำให้ฉันไม่มีเวลาร่วมรณรงค์กับใคร หลังขึ้นลิฟต์มาถึงชั้นสามได้ ฉันก็กดรหัสปลดล็อกประตูห้องเข้ามาในที่สุด

            ข้าวของในห้องยังคงสภาพเละเทะเหมือนเดิมก่อนที่ฉันจะออกไปทำงาน จอร์แดนชอบรื้อเสื้อผ้าออกจากตู้แล้วไม่เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ชุดไหนที่ใส่แล้วก็มักกองไว้กับพื้นตรงนั้น ฉันเห็นร่างเขาเมาแอ้อยู่บนโซฟา ขวดเหล้ากระจัดกระจายเต็มโต๊ะ มีบางส่วนหกเลอะเทอะด้วย ฉันถอนหายใจก่อนเก็บขวดบนโต๊ะไปทิ้ง เสียงขวดกระทบกันคงทำให้จอร์แดนรู้สึกตัว แต่ฉันไม่สนใจ เดินผ่านโซฟาและหายไปในห้องครัว

            เอมิลี่ไม่อยู่ ฉันเดาว่าหล่อนคงออกไปซื้อบุหรี่เพิ่ม จากที่เคยอ่านเจอในตำรา บุหรี่เป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณ หากที่มันยังคงรูปแบบเดิมไม่พัฒนาไปไหนนั่นก็เพราะมนุษย์ยังคงติดใจในรสชาติเดิมของมัน และเอมิลี่ก็จัดเป็นคนกลุ่มนั้น

            ฉันเก็บอาหารกระป๋องของตนเองใส่ในตู้ เสร็จก็หยิบเนื้อสดที่ซื้อไว้ขึ้นมา เตรียมตั้งกระทะย่างกับเตาที่ไม่มีไฟ เพราะใช้ระบบส่งความร้อนขึ้นมาจนสามารถทอดอาหารได้ ฉันหยิบเนื้อวัวมาหั่นตกแต่งให้สวยงามเช่นเดียวกับที่ทำในโรงฆ่าสัตว์ หากแต่ต้องหั่นให้มีขนาดเล็กกว่ามาก เพื่อที่ทั้งสองจะได้รับประทานสเต็กในขนาดพอดีจาน

            จอร์แดนเดินโซซัดโซเซเข้ามาในครัว ฉันหันไปมองเล็กน้อยก่อนย่างเนื้อสเต็กต่อ เมื่อได้เนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบก็ยกมันออกมาวางบนจานที่ตอนนี้มีผักและขนมปังปิ้งประดับอยู่

            “ทีน่า” เขาพุ่งมาเท้าโต๊ะที่ใช้วางจานสเต็ก ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาที่จดจ้องมาเป็นเวลานานกว่าที่เคย

            “ไปรอที่โต๊ะค่ะ” ฉันบอก พลางหันไปถอดผ้ากันเปื้อน

            “ไม่เอาน่า” เขาลากเสียงยานคาง “ในนี้เหลือแค่ฉันกับเธอสองคนแล้วนะ”

            “เดี๋ยวเอมิลี่ก็กลับมา”

            “ก็ช่างหล่อนสิ!” เขาเสียงดัง

            ฉันได้แต่ส่ายหัวอย่างไม่แยแส แล้วก็คว้าสเต็กทั้งสองจานออกไป รู้ดีว่าจอร์แดนพยายามออเซาะฉันแบบนี้ประจำเวลาเอมิลี่ไม่อยู่บ้าน มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ฉันอายุสิบสอง ตอนนั้นฉันผมยาวและเริ่มแตกเนื้อสาว จอร์แดนจากที่ไม่เคยสนใจไยดีฉันก็เริ่มเรียกฉันเข้าไปหา ตลอดเวลาที่พูดคุยเขาเอาแต่พยายามสัมผัสตัวฉัน จนวันหนึ่งเอมิลี่จับได้ หล่อนเลยจับฉันมาหั่นผมจนสั้นเกรียน และสั่งห้ามเครื่องแต่งกายทุกอย่างที่มันจะทำให้ฉันดูเหมือนเด็กผู้หญิง ตลอดหลายปีมานี้ฉันต้องคอยตัดผมและสวมเสื้อโครงๆ เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจทางเพศจากผู้ชายในบ้านตัวเอง จอร์แดนเองก็คงจะรู้ตัวว่าถูกจับตา จึงเลิกยุ่งกับฉันไปพักใหญ่

            แต่ปีหลังมานี้ฉันต้องออกไปทำงานเพื่อช่วยพวกเขาอีกแรง เอมิลี่จึงจับผิดความยาวของเส้นผมฉันน้อยลง หล่อนไม่พูดอะไรเมื่อเห็นฉันผูกผมออกจากบ้าน ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ และนั่นทำให้จอร์แดนกลับมายุ่งกับฉันอีกครั้ง

            “จอร์จ!” ฉันตกใจเรียกชื่อเขา ทันทีที่รู้สึกได้ถึงแรงกอดรัดจากด้านหลัง ทว่าเขาไม่สนใจ กระซิบเรียกชื่อฉันด้วยเสียงแหบพร่า บอกว่าเขาทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ฉันดิ้นสุดตัว แต่จอร์แดนกอดแน่นขึ้น พยายามเอาหน้ามาซุกซอกคอฉัน ฉันหันหนี ออกแรงดิ้นจนเราถอยกลับไปในครัว ฉันกระแทกร่างเขากับโต๊ะ จอร์แดนร้องลั่นอย่างเจ็บปวด ฉันดิ้นหลุดออกมา แต่เขาคว้าแขนฉันไว้ ฉันเลยหยิบจานฟาดใส่เขา คราวนี้จอร์แดนคว้าแขนอีกข้างได้และกดร่างฉันลงบนโต๊ะ ฉันดิ้น...ดิ้นสุดแรงเกิด พยายามยกขาถีบเขาออกไปแต่ไม่สำเร็จ จอร์แดนกันไว้ได้ทุกวิถีทาง ฉันกรีดร้องจนแทบร้องไห้ เงยหน้ามองหาอุปกรณ์ที่จะมาช่วยชีวิตฉันได้ กระทั่งพบมีดหั่นเนื้อวัววางหมิ่นๆ เกือบจะตกโต๊ะ ฉันจึงออกแรงดิ้นอีกครั้งจนมือข้างหนึ่งหลุดจากการจับกุม จากนั้นก็รีบคว้ามันขึ้นมาตวัดผ่านหน้าเขาเต็มๆ

            “อ๊าก!” จอร์แดนร้องลั่น ฉันรีบลุกถอยออกมายืนตั้งหลัก ขณะที่เขาถอยไปชนกำแพง มือกุมหน้า สบถคำหยาบคายออกมาเป็นชุด

            ทันใดนั้นมีเสียงของผู้หญิงกรีดร้องขึ้นมา เอมิลี่กลับมาแล้ว ทุกครั้งที่เห็นหล่อนมันทำให้ฉันนึกถึงตัวเองตอนอายุสี่สิบ ผมสีบรอนซ์เข้มแห้งกร้าน ผิวหนังเหี่ยวย่น แก้มซูบตอบ และริมฝีปากดำคล้ำจากการสูบบุหรี่มาก หล่อนพาร่างผอมแห้งของตนเข้ามาในห้อง ท่าทางตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้าวของกระจัดกระจาย ฉันถือมืด และจอร์แดนเลือดท่วม มันเป็นภาพที่ชวนเข้าใจผิดอย่างมหันต์

            “เกิดอะไรขึ้น!” หล่อนหวีดร้อง “แกทำอะไรเขา!

            “คุณฟังฉันนะ เขาเริ่มก่อน...”

            “นังสารเลว”

            “เอมิลี่”

            “หยุดนะ!” หล่อนตะคอกเมื่อเห็นฉันก้าวเท้า เอมิลี่เข้าไปประคองสามี เขาโอดครวญเมื่อหล่อนจับแขนข้างที่เขากุมหน้า ฉันยังคงยืนถือมีดค้างเติ่ง ไม่รู้จะทำยังไง จอร์แดนบาดเจ็บ เอมิลี่กำลังโกรธ อารมณ์หล่อนค่อนข้างรุนแรง ฉันไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากฉันวางมีดลงตอนนี้

            “มัวยืนบื้ออะไรอยู่เล่า โทรเรียกรถโรงพยาบาลสิ!” หล่อนตวาดมาอีกครา ฉันสะดุ้งแต่ยังลังเล สุดท้ายก็ตัดสินใจหันไปทิ้งมีดที่เลอะคราบเลือดลงอ่างล้างจาน เปิดน้ำล้างมือ ท่าท่างเชื่องช้าเหมือนคนเสียสติ แต่ใช่...ฉันคงบ้าไปแล้ว ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปก็ตอนนี้เอง ตอนที่กำลังล้างเลือดจอร์แดนออกจากตัว นี่ฉัน...ฉันทำร้ายเขาหรือ?

            “แกมันฆาตกร”

            ฉันหันไปเมื่อได้ยินลอดไรฟันเสียงของเอมิลี่ แต่ไม่ทันไรก็รู้สึกถึงของแข็งฟาดที่ท้ายทอยอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นปลาบและจางหายไปอย่างรวดเร็ว สติฉันดับวูบ ภาพสุดท้ายที่เห็นคือพื้นห้องขยับเข้ามาใกล้ก่อนที่โลกทั้งใบจะกลายเป็นสีดำ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #661 warat_sariyawut (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 17:41
    แค่ตอนเเรกก็สนุกแล้วค่ะ
    #661
    0
  2. #651 oomironhorse (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 17:26
    สนุกๆ กด fav. โลด
    #651
    0
  3. #544 endeye26 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 17:31
    ไรท์ถ่ายทอดภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตัวละครออกมาได้สมจริงมากเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกสงสารทีน่าเลย
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #544
    0
  4. #498 sisterpla (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 11:53
    เกิดเป็นโคลน ไว้ถ่ายอวัยวะ
    ชอบนะ บรรยายเข้าใจง่ายดี
    #498
    0
  5. #475 lalipha (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2558 / 18:46
    บรรยายได้น่าติดตามมากเลยค่ะ ให้อารมณ์แบบฮังเกอร์เกมเลย สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #475
    0
  6. #363 reading (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 21:18
    บรรยายดีมาก อ่านเพลินสุดๆไปเลยค่ะ เขียนได้น่าติดตามมากๆ

    ปล.ดรีมแคชเชอร์นี่ทำให้เรานึกถึงรายการประกวดพวกเดอะสตาร์อะไรงี้เลยแฮะ
    #363
    0
  7. #355 qxwyf (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2558 / 20:00
    เราชอบคำบรรยายและโครงเรื่องของคุณจัง

    #355
    0
  8. #354 alexiamysmile (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 / 15:43
    ชอบมากกก  อ่านแล้วอ่านอีก เป็นเรื่องที่โดนใจข้าพเจ้ายิ่งนัก~
    #354
    0
  9. #303 Mini_day (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 14:31
    เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ รู้สึกแปลกใจที่ตัวเองพลาดเรื่องนี้ไปได้ยังไง หุหุหุ

    #303
    0
  10. #254 biwbireley (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2557 / 10:18
    อมตะ...
    #254
    0
  11. #248 alice-secusi (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 / 02:18
    ชอบแนวดิสโทเปียมากๆ และไรท์เขียนได้น่าติดตามค่ะ 

    #248
    0
  12. #227 sdc-som-som (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 / 10:14
    ทีน่า จะสงสารดีไหมล่ะเนี่ย ไม่น่าเชื่อใจป้าแกเล้ย
    ลุงนั่นก็หื่นซะ อบายมาก อ่านต่อดีกว่ากำลังโหด ~
    #227
    0
  13. #217 luisme (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 11:30
    ลุ้นตามเลยค่ะ อยากให้ทีน่าหนีออกมาจัง
    #217
    0
  14. #155 tipyota (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 17:45
    น่าสงสาร  น่าสงสาร
    #155
    0
  15. #140 bam_kasempipat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 10:47
    แต่งสนุกมากมายยยยย 
    #140
    0
  16. #128 naamiidaa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 / 14:06
    ชีวิต นางเอกบัดสบ สมถุย ดีเเท้ 

    อ่านเเล้วซะใจ ดี ฮ่า ฮ่า 
    #128
    0
  17. #72 master-reven (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 07:53
    เดี๋ยวไม่ใช่ว่าแม่เจ้าประคุณโทษทีน่าอีกนะ ฮึ่มมม
    #72
    0
  18. #56 little-red-cap (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 20:54
    เหมือนอ่านนิยายฝรั่งเลย ชอบมากๆอะ
    #56
    0
  19. #37 killer199 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 เมษายน 2557 / 08:48
    แต่งเก่งนะค่ะ
    เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #37
    0
  20. #25 reborn-irie (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 10:23
    ขออนุญาตทิ้งหนูทายูยะมาหาทีน่าก่อนครับ
    ตามหาแนวดิสโทเปียดีๆ อ่าน ในที่สุดก็เจอสักที
    สรุปว่าจอร์จเห็นทีน่าแล้วนึกถึงเมียตัวเองตอนสาวๆ หรือแค่หื่นขึ้นกันแน่
    ...ดูท่าจะเป็นอย่างหลังสินะ (ฮา)
    #25
    0
  21. #12 rawinnipar2008 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 16:11
    เพิ่งอ่านคะ สนุกดี เหมือนอ่านนิยายแปล
    #12
    0
  22. #5 ploy_ch (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2557 / 16:24
    จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 555
    นิยายดิสโทเปียที่พลอยรู้สึกว่าเข้าถึได้ต้องเล่าผ่านบุคคลที่หนึ่ง
    เพราะมันเป็นมุมมองของตัวอกคนเดียว และเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าโลกหรือรัฐบาลในยุคนั้นซ่อนอะไรเอาไว้
    (เมาท์มอยนิดนึง; อย่างไดเวอร์เจนท์นี่ตอนอ่านอินเซอร์เจนท์หน้าสุดท้ายจบงี้คือช็อคเลยยยย)
    และอยากบอกว่าเรื่องนี้มันก็ได้ใจอีกแล้วค่ะ
    ชีวิตทีน่าดูอาภัพจริงๆ แต่เอมิลี่กับจอร์แดนก็เกินไปนะ โดยเฉพาะอิตาลุงเจ้าชู้เนี่ย
    ว่าแล้วเชียวว่ามันคงไม่อยากกินแค่สเต็กหรอก
    แต่อื้อหือ... ฟาดหัวอย่างงี้คงจบไม่สวยเท่าไหร่นัก

    ยังไม่อยากเดาเนื้อเรื่องตอนต่อไปค่ะ แต่จะรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
    เจอของถูกใจอย่างนี้ต้องค่อยๆ ละเลียดเพราะมันฟินมากกกกกกกกกกก ^^
    #5
    0