Dream Catcher ฝันลวงโลก

ตอนที่ 3 : Begin 2 Clones in Black Market

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,178
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    1 พ.ค. 60

2

Clones in Black Market

 

          ฉันตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกมัดติดกับเตียง

            ห้องที่ฉันอยู่เป็นห้องสีขาวโล่ง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยนอกจากเตียงเหล็กที่ฉันนอนอยู่ตอนนี้ ฉันไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ดูจากลักษณะของเตียงแล้ว ฉันน่าจะอยู่ในโรงพยาบาล ประตูอัตโนมัติทำด้วยกระจกสีขุ่นทำให้ฉันมองเห็นเงาคนสองคนกำลังยืนคุยกันหน้าห้อง ดูไม่ออกว่าใคร แต่เมื่อฉันลองหยุดดิ้นอย่างบ้าคลั่งเหมือนคนเสียสติจากสายสีดำที่รัดตัวฉันไว้แน่น ฉันถึงได้ยินเสียงพวกเขาแว่วเข้ามาในห้อง

            “อะไรนะ ไม่ได้งั้นเหรอ!” เสียงเอมิลี่เกรี้ยวกราด

            “ปอดของเธอไม่ดี” ฉันเดาว่าน่าจะเป็นหมอผู้ชายมีอายุ “ผมตรวจร่างกายเธอแล้ว เธอมีแนวโน้มว่าจะเป็นมะเร็งปอดเหมือนกับคุณ”

            “เป็นไปได้ยังไง!” น้ำเสียงหล่อนเหมือนไม่อยากเชื่อ

            “คุณเลี้ยงเธอไว้ในบ้าน มิสซิสโอเรน คุณก็น่าจะรู้ดีว่าการสูบบุหรี่ มันจะส่งผลอันตรายไปต่อคนใกล้ชิดขนาดไหน แทนที่คุณจะให้เธอได้สูดอากาศบริสุทธิ์เพราะปอดของเธอสำคัญต่อคุณมาก แต่คุณก็กลับทำลายตัวโคลนของคุณเองด้วยการพ่นควันบุหรี่ให้เธอสูดดมด้วย”

            ฉันเห็นเงาเอมิลี่ดูช็อกไปอย่างคาดไม่ถึง หล่อนคงไม่ทันคิดเรื่องนี้ แต่ก็แน่ล่ะ หล่อนเกียจคร้านเสียขนาดนั้น จะให้มาดูแลเอาอกเอาใจฉันอย่างดิบดีก็คงทำไม่ได้ มันคงขัดกับบุคลิกและตัวตนของหล่อนอย่างรุนแรง เอมิลี่คงไม่สามารถฝืนทำแบบนั้นได้แน่ ฉันรู้

            “แล้วฉันต้องทำยังไง” หล่อนถาม น้ำเสียงอ่อนแรง

            “เราผ่าตัดเปลี่ยนปอดให้คุณไม่ได้” หมอตอบ “ถ้าฝืนทำต่อ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการผ่าเอาปอดของคุณขึ้นมา แล้วยัดมันใส่ลงตามเดิม ปอดของเธอไม่มีประโยชน์ต่อคุณอีกแล้ว ผมว่าคุณควรพาเธอกลับบ้านดีกว่า”

            “ไม่!” หล่อนกรีดร้องขึ้นมาทันที ถอยหลังไปหนึ่งก้าว “ฉันจะไม่เอานังสารเลวนั่นกลับไปเด็ดขาด!

            หมอดูผงะเล็กน้อย

            “มันเกือบฆ่าสามีฉัน!” ตัวเอมิลี่สั่นเทาด้วยความโกรธ “หน้าจอร์จเป็นรอยบากก็เพราะมัน ฉันจะไม่ให้มันมาเหยียบบ้านฉันอีกแล้ว คุณจะเอามันไปทำอะไรก็เชิญ ฉันขอขายโคลน!

            โอ้ ไม่ หล่อนจะทำแบบนั้นไม่ได้นะ

            ฉันส่ายหน้า แต่พวกเขาไม่มีวันรับรู้

            “คุณคิดดีแล้วเหรอ มิสซิสโอเรน” หมอถามเหมือนไม่แน่ใจ

            “ฉัน-ต้อง-การ-ขาย-มัน” หล่อนย้ำทีละคำอย่างชัดเจน

            ฉันละสายตาจากประตูอัตโนมัติ ความรู้สึกสิ้นหวังก่อตัวขึ้น พยายามมองไปรอบห้องอีกครั้งเผื่อว่าจะเจอบางสิ่งที่อาจช่วยฉันได้ แต่ก็ไม่พบอะไร

            เอมิลี่กับหมอชายคนนั้นเดินหายไปจากบริเวณหน้าประตูกระจกสีขุ่นแล้ว ฉันเลยไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันอีกหลังจากนั้น แต่ถ้าให้เดาก็คงเป็นข้อตกลงเรื่องการขายโคลนแน่ เพราะที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นคลินิกเถื่อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กลัวกฎหมาย และถ้าจะให้เดาอีกข้อ ที่นี่คงเป็นสถานที่ที่ให้กำเนิดฉันด้วย

            ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันต้องมานอนรอ บางสิ่ง อยู่เป็นชั่วโมงโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันไม่รู้ว่าหลังเอมิลี่ขายฉันให้คลินิกเถื่อนแล้วพวกเขาจะทำยังไงต่อ ชำแหละฉัน? ผ่าร่างออกเป็นชิ้นส่วนแล้วแยกขาย? หรือเก็บใส่โหลไว้ทดลอง? ฉันไม่รู้เลย และไม่อยากจะรู้ด้วย แต่สิ่งเดียวที่ฉันอยากอ้อนวอนพวกเขาคือถ้าคิดจะกำจัดฉัน ได้โปรดอย่าทำให้ฉันทรมานเลย

            สมัยเรียนอยู่เกรดหก ฉันเคยอ่านประวัติศาสตร์เขตปกครองอเมริกายุคปฏิวัติหลังสงครามโลกครั้งที่สาม สมัยที่ดรีมแคชเชอร์เพิ่งก่อตั้งใหม่ๆ เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่โคลนนิ่งถูกทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย แล้วก็เกิดปัญหาโคลนเถื่อนระบาดทั่วอาณาจักรจนรัฐบาลต้องสั่งกำราบ ในหนังสือบรรยายถึงความสยดสยองของทารกโคลนที่ต้องพบจุดจบตั้งแต่ลืมตาดูโลกได้ไม่กี่นาที มันเป็นเรื่องราวที่สะเทือนขวัญสำหรับฉันมาก ตอนนั้นฉันอายุสิบสองแล้วแต่กลับนั่งร้องห่มร้องไห้ให้กับเรื่องราวในประวัติศาสตร์เมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน แน่นอน เพื่อนทุกคนในห้องต่างหัวเราะฉันที่ทำตัวตลก เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าฉันเองก็เป็นเด็กโคลนเหมือนกับทารกเหล่านั้น

            ตอนนั้นฉันอุตส่าห์ขอบคุณสวรรค์ที่ตัวเองเกิดมาหลังยุครัฐบาลปราบโคลนเถื่อน

            แต่ว่าตอนนี้โอกาสที่ฉันจะมีชีวิตรอดอีกครั้งคงไม่มาถึงอีกแล้ว

            ฉันหลับตาปล่อยร่างกายไปตามธรรมชาติ ไม่พยายามดิ้นรนกับเจ้าสายสีดำที่รัดตัวฉันแน่นราวกับหนวดของหมึกยักษ์ แล้วสูดลมหายใจเข้าออกแช่มช้า วิธีนี้มันช่วยให้ฉันสงบได้อย่างน่าประหลาด

            หลังจากจิตใจสงบลงจนใกล้จะหลับเต็มที จู่ๆ ประตูอัตโนมัติก็เปิดออก ฉันได้ยินเสียงจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบชายชุดดำปกปิดใบหน้าสามสี่คนกำลังเดินเข้ามา ฉันตกใจเล็กน้อยเพราะคิดว่าคนที่จะเข้ามาทำ บางสิ่ง กับฉันควรจะเป็นหมอมากกว่า ฉันเริ่มออกแรงดิ้นอีกครั้งอย่างไม่ไว้ใจ คนพวกนี้ไม่ใช่หมอ พวกเขาเป็นใครไม่รู้ สายสีดำรัดร่างฉันแน่นอีกครั้ง ฉันดิ้นแทบตายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย คนชุดดำจับแขนฉันไว้มั่น ในมือเขามีเข็มฉีดยา ปลายแหลมของมันทิ่มลงกับแขนฉันอย่างไม่ปรานี ฉันกรีดร้องไม่เป็นภาษาขณะรับรู้ได้ถึงสารแปลกปลอมหลั่งไหลเข้ามาในร่าง ก่อนที่สติและการรับรู้ทั้งหมดจะดับหายไปอย่างรวดเร็ว

 

          ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องอีกแห่งหนึ่ง

            มันเป็นห้องสีขาวโล่งๆ ไม่ต่างจากห้องเก่าที่จากมา หากแต่ที่นี่ฉันไม่ถูกจับมัดติดกับเตียงอีกแล้ว ในห้องนี้แคบกว่าที่เดิมนิดหน่อย แต่ก็มีเฟอร์นิเจอร์ให้เห็นบ้าง ถัดจากเตียงมีชุดโต๊ะเก้าอี้พอให้ไปนั่งทำอะไรบนนั้น และมุมห้องอีกฝั่งก็มีโถส้วมติดตั้งไว้ ไม่มีฉากกั้น ฉันเข้าใจว่านี่คงเป็นห้องขังที่ไหนสักแห่งเพราะเห็นประตูเหล็กซึ่งใช้ระบบป้องกันหนาแน่นและเปิดออกจากข้างนอกได้อย่างเดียว

            มีเสียงพ่นลมดัง ฟู่ออกมาจากช่องระบายอากาศด้านบน ฉันเงยหน้ามอง เห็นควันสีขาวถูกปล่อยออกมา ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ฉันก็กลั้นหายใจไปแล้ว รู้สึกหวาดระแวงเมื่อเห็นควันค่อยๆ ลอยลงมา ฉันกลัวว่าร่างกายตนเองจะเป็นอะไร พยายามยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาดู แต่มันก็ไม่ทำปฏิกิริยาอะไรกับร่างกายฉัน ผิวหนังยังคงปกติดี ผ่านไปเกือบนาที ฉันก็ทนกลั้นหายใจต่อไปไม่ไหว ยอมสูดรับอากาศที่มีควันสีขาวปนเปื้อนเข้าไป แล้วรอดูปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายตัวเอง

            ยังคงปกติดีทุกอย่าง

            อีกชั่วโมงต่อมา ฉันรับรู้แล้วว่าควันสีขาวนั่นไม่ทำพิษสงอะไรให้ มันแค่ถูกปล่อยออกมา ฉันเดาว่าคงเป็นออกซิเจน เพราะห้องนี้ไม่มีหน้าต่างเลย นอกจากประตูซึ่งมีหน้าต่างกระจกกลมๆ ไว้ให้คนข้างนอกส่องเข้ามาดูว่าฉันยังอยู่ดีไหม

            ผ่านไปหลายชั่วโมงเข้า ก็มีสัญญาณใหม่ปรากฏขึ้น เป็นเสียงหวีดดังๆ ยาวสิบวินาทีพร้อมสัญญาณไฟสีเขียวแถวกำแพงโต๊ะซึ่งฉันไม่รู้ว่ามีอยู่ตรงนั้น และเมื่อลองเดินไปดูใกล้ๆ กำแพงที่เคยเรียบสนิทก็แยกออกเป็นช่องแคบยาว ถาดอาหารถูกส่งออกมาจากช่องแยกนั้น

            ฉันรีบรับมันมาวางไว้บนโต๊ะแล้วนั่งลง จัดการกับเบคอนและไข่ตรงหน้าทันที ท่าทางเหมือนคนหิวโหย แต่ฉันไม่สนใจจะสำรวมกิริยาอะไรแล้วเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เย็นวันที่ฉันทำสเต็กและถูกจอร์แดนลวนลาม

            กี่วันงั้นหรือ?

            ฉันถูกทำให้สลบครั้งแล้วครั้งเล่าจนตอนนี้ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่

            คุกนี่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นที่ไหน ฉันถูกขังไว้โดยไม่มีใครติดต่อสื่อสารด้วย วันทั้งวันมีแต่กิน ถ่าย และนอนคล้ายกับตอนที่ฉันถูกเอมิลี่ล่ามโซ่ไว้ไม่ผิดเพี้ยน

            ฉันควรทำยังไงต่อ?

            ดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือเสียใจที่โคลนเฮงซวยอย่างฉันไม่ตายๆ ไปสักที

          สิบเจ็ดปีแห่งการมีลมหายใจ

            ฉันอวยพรเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของตัวเอง

            หลังจากที่ต้องทนอยู่ในคุกงี่เง่าสักระยะ ฉันก็เริ่มปรับตัวเข้ากับที่นี่ รู้เวลาตื่น เวลาอาหาร เวลาพ่นควันสีขาว และเวลานอน เมื่อใดก็ตามที่ฉันไม่ปฏิบัติตามระเบียบเหล่านี้ สัญญาณไฟสีแดงก็จะปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหวีดดังๆ เป็นชั่วโมง ฉันเคยฝ่าฝืนไปยืนส่องหน้าต่างกระจกกลมๆ หน้าประตูห้องขังไม่ยอมนอนในคืนหนึ่ง เสียงหวีดนั่นก็ร้องดังขึ้นมาจนฉันต้องรีบมุดเข้าที่นอนแล้วเอามือปิดหูไว้ จำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก กว่าเสียงจะเงียบหูฉันอื้อจนแทบหนวกเลยทีเดียว

            เมื่ออยู่ที่นี่จนเป็นเด็กดีได้หลายวัน ในที่สุดฉันก็ได้พบกับผู้คุมเป็นครั้งแรก หล่อนเป็นผู้หญิง สวมชุดดำและแว่นตาดำลึกลับ เดินเข้ามาในห้อง จับฉันใส่กุญแจมือโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็เอาเครื่องบางอย่างมาทาบบนอกฉัน ในเครื่องนั้นมีหน้าจอแสดงผลอะไรสักอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ เมื่อวัดค่าเสร็จแล้ว หล่อนก็ปลดกุญแจ เดินออกไปจากห้อง

            ฉันเริ่มเข้าใจสัจธรรมว่าคุกนี้ไม่มีอะไรที่ฉันสามารถหาคำตอบได้เลยจริงๆ

            กระนั้นฉันก็อยู่แบบนี้มาหลายอาทิตย์แล้ว บทสวดมนต์ สิบเจ็ดปีแห่งการมีลมหายใจยังคงอยู่ จากโคลนหยิ่งผยองตอนนี้ฉันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ ให้พวกเขาควบคุมได้ตามใจ อยากจะทำอะไรก็เชิญ ฉันไม่ต้องคิดซับซ้อนวุ่นวายอีกแล้วนี่นา รอแค่ทำตามคำสั่ง

            แต่แล้ววันหนึ่งจุดเปลี่ยนมันก็เข้ามา

            ตอนนั้นฉันนั่งวาดอะไรบางอย่างด้วยนิ้วเปล่าที่บนกำแพงเพื่อชดเชยเวลาแต่ละวันให้หมดไป จู่ๆ ผู้คุมหญิงคนเดิมก็เข้ามาใส่กุญแจมือ พาฉันออกจากห้อง หล่อนเดินเร็วมาก ผลักฉันนำจนหน้าแทบคะมำ ฉันไม่เคยออกจากห้องมาก่อน ระหว่างได้แต่มองห้องขังซ้ายขวาที่มีใบหน้าของชายหญิงโผล่มาดูทางหน้าต่างประตู ฉันไม่เคยเห็นคุกที่ใหญ่ขนาดนี้และเดาว่าพวกเขาเหล่านั้นก็คงเป็นโคลนเหมือนกัน

            ผู้คุมหญิงพาฉันมายังห้องที่มีผู้ชายสองคนนั่งรออยู่ ฉันได้แต่ยืนนิ่งเพราะไม่รู้จักพวกเขามาก่อน คนหนึ่งเป็นชายไว้หนวดปรกเหนือริมฝีปากอย่างสวยงาม สวมชุดสูทเรียบร้อยราวกับเป็นชาวเมืองผู้ร่ำรวย ขณะที่อีกคนเป็นชายมีอายุร่างอ้วนฉุ สวมชุดสบายๆ เส้นผมบนหนังศีรษะบางเหมือนใกล้จะล้านในเร็ววัน ฉันยืนมองคนทั้งคู่นานจนกระทั่งผู้คุมหญิงผลักให้ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้

            ชายที่ไว้หนวดจ้องหน้าฉันก่อนพูด “เธอคือโคลนของเอมิลี่ โอเรนใช่ไหม”

            ฉันพยักหน้า การไม่ได้สื่อสารกับคนอื่นนานทำให้คอฉันแห้งผากจนแทบไม่มีเสียง

            “เด็กนี่เป็นโคลนของผู้หญิงขี้เหล้า” ชายอ้วนพูด “แม่นั่นขายเธอให้หมอคลินิกเถื่อนในราคาห้าพันดอลลาร์ โคตรโง่เลย! แม่นั่นไม่รู้ว่าโคลนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์แบบนี้ราคาสูงมาก หมอคลินิกเถื่อนขายต่อให้ผมในราคาเก้าพันดอลลาร์ ซัดกำไรไปเห็นๆ”

            “แต่ได้ข่าวว่าเธอจะเป็นโรคมะเร็งปอดนี่” ชายไว้หนวดค้านขึ้นมา แต่ชายอ้วนกลับหัวเราะจนพุงกระเพื่อม

            “เธอก็แค่มีแนวโน้มว่าจะเป็นอาการระยะแรกเท่านั้น” เขาบอก “แต่ผมรักษาเธอแล้ว ด้วยการปล่อยยาแบบพิเศษผ่านช่องลมทุกวัน เมื่อเธอสูดดมเข้าไปยานั่นก็จะเข้าไปชำระปอดเธอให้กลับมาใสสะอาดอีกครั้ง” เขายิ้มอย่างชอบใจในผลงานตัวเอง “ตอนนี้เธอแข็งแรงดีแล้ว วางใจได้”

            ชายไว้หนวดหันมามองฉันอีกรอบคล้ายกับจะพิจารณาให้แน่ใจ ผู้คุมหญิงทาบเครื่องวัดค่ามะเร็งตรงปอดฉันอีกครั้ง กระทั่งผลออกมาว่าตรวจพบสารก่อมะเร็งเป็นศูนย์ เขาถึงจะวางใจ

            “งั้นก็ตกลง” เขาหันไปทางชายอ้วน “คนสุดท้ายฉันเอาแม่เด็กนี่แหละ” แล้วก็หันกลับมาสบตาฉันเป็นประกายมุ่งมั่นบางอย่าง “ขอต้อนรับเข้าสู่ดรีมแคชเชอร์ สาวน้อย”

 

            ดรีมแคชเชอร์งั้นเหรอ บ้าไปแล้ว!

            ฉันไม่เข้าใจ จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อพวกเขารู้ว่าฉันเป็นโคลน แต่ก็ยังซื้อตัวฉันไปเพื่อพาไปเข้าที่นั่นเนี่ยนะ ฉันอยากจะตะโกนถามพวกเขาแบบนี้มาก แต่ก็ไม่ได้ทำ อันที่จริงฉันขลาดเกินกว่าที่จะทำแบบนั้น โคลนไม่จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิมนุษยชน ขืนพูดอะไรออกไปไม่เข้าหูคนพวกนี้เข้า อาจมีหวังถูกสับแยกชิ้นส่วนเป็นอวัยวะขายตามท้องตลาดก็เป็นได้

            ดังนั้นถ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อ จงเงียบ

            หลังจากชายไว้หนวดเจรจากับชายอ้วนเจ้าของคุกงี่เง่านี่เสร็จ ก็มีคนอีกกลุ่มเข้ามาควบคุมตัวฉันไปแทน พวกเขาเปลี่ยนกุญแจมือเป็นยี่ห้อของพวกเขาเอง ฉันพยายามไม่แสดงอาการตื่นตะลึงเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์รูปตาข่ายดักฝันประทับบนนั้น ฉันถูกพาขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นบนสุด เมื่อประตูเปิดออก ฉันถึงรู้ว่าคุกบ้านี่มันอยู่ใต้ดิน เจ้าหน้าที่จากดรีมแคชเชอร์ส่งฉันขึ้นรถบรรทุกคันหนึ่ง ในมือพวกเขามีแท่งกระแสไฟฟ้าแบบเดียวกับที่เอมิลี่มี ในตู้ท้ายรถนั้นมีหนุ่มสาววัยเดียวกับฉันนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ฉันตะลึงไม่น้อยก่อนจะรีบมองหาที่นั่งจนเห็นที่ว่างพอจะแทรกตัวเข้าไปนั่งได้ ฉันก็ทำทันที

            พวกเขารีบเขยิบให้ฉันนั่ง ฉันหันไปขอบคุณแล้วก็กลับมานั่งเงียบ พยายามเหลือบตามองแต่ละคนที่นั่งมาด้วยกัน พวกเขาเป็นวัยรุ่นทั้งหมด คำนวณคร่าวๆ น่าจะประมาณสักห้าสิบคนได้ และตอนก่อนขึ้นรถมาฉันก็เห็นรถบรรทุกแบบนี้อีกสี่คัน ถ้าคันอื่นบรรจุเด็กวัยรุ่นเหมือนกัน รวมทั้งหมดก็น่าจะถึงสองร้อยคนได้ ตอนนี้รถบรรทุกเริ่มสตาร์ทเครื่องและขับออกเดินทาง ด้วยความที่เป็นรถคันใหญ่และบรรทุกคนจำนวนมาก มันจึงต้องใช้ล้อขับเคลื่อนเหมือนรถสมัยก่อน แรงดันจากสนามแม่เหล็กยังไม่พร้อมสำหรับรถประเภทนี้

            วัยรุ่นทุกคนที่อยู่บนรถมีสีหน้าเงียบเหงาไม่ต่างจากฉัน ที่ข้อมือของพวกเขามีกุญแจมือสวมอยู่เหมือนกัน ฉันเดาว่าพวกเขาคงเป็นโคลนที่ถูกดรีมแคชเชอร์กว้านซื้อมาจากทั่วทุกสารทิศ และตอนนี้ฉันเองก็ยังไม่หายข้องใจเลยว่าองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศทำเรื่องแบบนี้ไปทำไม

            “เฮ้” มีเสียงหนึ่งเรียกขึ้น ฉันหันมามองเด็กหนุ่มผมดำหยักศกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของฉัน “หน้าเธอดูมีคำถามในใจเยอะนะ” เขาว่า

            “มันดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันกะพริบตา

            “ดูออกสิ” เขาหัวเราะน้อยๆ แล้วยื่นมือมา “ฉันจอห์น สแตนลีย์”

            “ทีน่า โอเรน” ฉันส่งมือไปจับกับเขา “นายเป็นโคลนใช่ไหม”

            “ใช่” จอห์นตอบทันที “คนในนี้เป็นโคลนทั้งนั้นแหละ”

            เรื่องนั้นฉันพอเดาได้อยู่แล้ว “นายเป็นโคลนของใคร”

            เขาดูชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามนั้น “ก็จอห์น สแตนลีย์ไง”

            “เขาไม่ได้ตั้งชื่อให้นายใหม่เหรอ

            เขาส่ายหน้า “ไม่มีใครตั้งชื่อให้โคลนตัวเองหรอก ส่วนใหญ่ก็ใช้ชื่อตัวเองตั้งไปเลยเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ฉันเป็นโคลนของลุงจอห์นรุ่นที่สามน่ะ ส่วนรุ่นแรกกับรุ่นที่สองกลายสภาพเป็นอะไหล่ไปแล้ว”

            ฉันอึ้งกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรู้สักพัก ก่อนถามต่อ “แล้วนายรอดมาได้ยังไง”

            “หมอบอกว่าเขาแก่เกินกว่าจะรับการผ่าตัดได้อีกแล้ว” จอห์นพูด “เพราะงั้นเขาเลยขายฉันให้พ่อค้าตลาดมืด เธอเคยเห็นผู้ชายอ้วนๆ เหมือนหมูสกปรกบ้างไหม นั่นแหละเขา พ่อค้าโคลนตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา”

            “คุกใต้ดินที่ฉันเพิ่งออกมาน่ะเหรอ

            “อันที่จริงมันไม่ใช่คุกหรอกนะ แต่เป็นฟาร์มเลี้ยงโคลนต่างหาก” เขาแก้ ฉันร้องว้าวอย่างคาดไม่ถึงกับสิ่งที่จอห์นเล่ามาทั้งหมด พลางนึกด่าตัวเองในใจว่าฉันนี่มันโง่นัก เกิดเป็นโคลนแท้ๆ แต่กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย

            “นั่นคือสิ่งที่เธออยากรู้ใช่ไหม” เขาถาม

            “ใช่” ฉันพยักหน้า รู้สึกได้ถึงคิ้วที่คลายปม “ฉันเหมือนกลายเป็นยัยทึ่มไปเลย”

            “ไม่เป็นไร ตอนแรกฉันเองก็ไม่รู้แบบเธอนั่นแหละ แต่อาศัยสก๊อตซื้อตัวฉันมาก่อน เลยได้มานั่งคุยกับโคลนคนอื่นๆ ในรถหมดแล้ว”

            “สก๊อต?”

            “คนที่ซื้อพวกเรามาไง เธอเคยเห็นผู้ชายไว้หนวดงอนๆ แต่งสูทผูกไทหรือเปล่า”

            ฉันเริ่มนึกออก “อ๋อใช่ ฉันเคยเห็นเขา เมื่อกี้นี้เอง”

            “ใช่ นั่นแหละสก๊อต หนึ่งในผู้ช่วยบริหารของดรีมแคชเชอร์และยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกด้วย”

            “เดี๋ยว ว่าไงนะ” ฉันตะลึง “นายกำลังจะบอกฉันว่า สก๊อต คนที่ซื้อเรามาเป็นคนของรัฐบาลงั้นเหรอ

            “ใช่” จอห์นตอบเสียงดัง “เธอไม่รู้หรือว่าดรีมแคชเชอร์เป็นรัฐวิสาหกิจ”

            “เรื่องนั้นฉันรู้ แต่ไม่คิดว่า...ฉันพูดต่อไม่ออก

            “เธอไม่คิดว่าคนของรัฐบาลจะทำเรื่องแบบนี้ใช่ไหม” เขาว่าอย่างรู้ทัน ก่อนจะยิ้มเฝื่อนๆ ให้ฉัน “เธอนี่ทำตัวเหมือนมนุษย์ชะมัด”

            ฉันเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจที่เขาพูด ทำตัวเหมือนมนุษย์ หมายความว่ายังไง ฉันต้องทำตัวให้เหมือนโคลนงั้นเหรอ?

            “พวกมนุษย์มักคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่อง คิดว่าโลกที่ตัวเองอยู่นั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่พวกเขาไม่เคยรู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังมันเป็นยังไง” จอห์นอธิบาย “โคลนถูกซื้อขายเป็นว่าเล่น ทั้งที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ก็เป็นโคลนเถื่อนทั้งนั้น แม้แต่มหาเศรษฐียังทำโคลนเถื่อนเลย แทบไม่มีใครทำโคลนถูกกฎหมายกันแล้ว แต่รัฐก็ทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่คิดจัดการเรื่องนี้เพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาเองก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับโคลนเถื่อนอย่างพวกเรา” เขายักไหล่หลังพูดจบ ส่วนฉันเองก็หมดข้อสงสัยกับเรื่องนี้โดยปริยาย

            “เข้าใจแล้ว” ฉันพูด ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนี่เรากำลังจะไปทำอะไรที่ดรีมแคชเชอร์?”

            “ไปแสดงละคร” จอห์นตอบพร้อมรอยยิ้ม “ในอดีตดรีมแคชเชอร์โด่งดังจนมีผู้สมัครเป็นพันๆ เวลาถ่ายทอดสดผู้ชมก็จะเห็นคนมายืนรอคัดเลือกมากมายจนกลายเป็นที่คุ้นตา แต่ในปีหลังคนมาสมัครน้อยลงมาก ปีไหนได้ถึงห้าร้อยก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่ดรีมแคชเชอร์ไม่ยอมเสียหน้าขนาดนั้น ทุกปีจะต้องมีคนมาสมัครถึงห้าร้อยให้ได้ ฉันเดาว่าปีนี้คงจะได้ยอดผู้สมัครแค่สามร้อยกว่าๆ ถึงต้องกว้านซื้อโคลนอีกสองร้อยคนมาชดเชยยอดที่หายไป”

            ถ้าสิ่งที่จอห์นเล่าคือเรื่องตลก มันก็คงเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก ดรีมแคชเชอร์ผู้ยิ่งใหญ่มีผู้สมัครลงคัดเลือกแค่สามร้อยในปีนี้ แต่ในข่าวที่ฉันดูพวกเขากลับบอกว่ายอดปีนี้คงจะได้เกือบๆ หกร้อยคนอีกตามเคย

            “สรุปก็คือพวกเขาต้องการให้เราไปเติมคนในห้องคัดเลือกให้เต็มสินะ” ฉันว่า “แล้วครูฝึกหรือคนอื่นรู้หรือเปล่าว่าดรีมแคชเชอร์ซื้อโคลนมาหลอกคนดู”

            “พวกเขารู้แน่ เพราะโคลนจะถูกแยกให้ยืนชิดริมซ้าย ครูฝึกจะมองแต่ฝั่งขวาตลอดเพื่อจะได้ไม่เผลอเลือกโคลนเข้ารอบมา” เขาพูดเสร็จก็ถอนหายใจ “แต่ก็ใช่ว่าเสร็จหน้าที่ง่ายๆ แค่นั้นแล้วเราจะรอดนะ ยังมีปัญหาอื่นอีก”

            “ปัญหาอื่น?” ฉันขมวดคิ้ว

            “ฉันเชื่อแล้วล่ะว่าเธอเหมือนมนุษย์จริงๆ” จอห์นส่ายหน้าคล้ายกับผิดหวัง “เธอคิดว่าสก๊อตยอมซื้อโคลนตั้งมากมายเพียงแค่มาแสดงละครต่อหน้ากล้องรึไง”

            “หมายความว่า...” ให้ตายเถอะ จะว่าฉันโง่ก็ได้ แต่ฉันไม่รู้จริงๆ และคิดไม่ออกด้วยว่าพวกเขาจะทำอะไรเราต่อหลังจากนั้น

            “เขาจะแบ่งเราเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้เป็นหนูทดลองยา นอนเตียงสบายให้พวกนักวิทยาศาสตร์โรคจิตฉีดโน่นนี่ใส่เรา กับกลุ่มที่สองเป็นคู่ซ้อมให้นักเรียนเตรียมทหารที่ถูกดรีมแคชเชอร์เลือก” เขาพูด “อันหลังฟังดูดีนะ แต่ถ้าเป็นคู่ซ้อมแล้วยังไม่ตาย เมื่อมีรอบใหม่มานักเรียนเตรียมทหารเลือดร้อนพวกนั้นก็จะกลับมาฆ่าเราได้ เพราะโจทย์รอบหลังของดรีมแคชเชอร์คือต้องสังหารศัตรูสถานเดียว”

            หลังจากฟังจอห์นพูดจบ ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไง ช็อกรึ? ก็ไม่เพราะฉันช็อกไปแล้วตั้งแต่รู้ว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการซื้อขายโคลนเถื่อน ฉันเดาว่าพวกก่อกบฏเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อนคงรู้สึกแบบเดียวกับฉันในตอนนี้ นั่นคือผิดหวัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วตอนนี้ฉันควรจะรู้สึกอย่างไรล่ะ เสียใจหรือ? ฉันเสียใจมากพอแล้วกับการกระทำของเอมิลี่ บุคคลผู้เป็นตัวต้นแบบของฉัน ฉันอาจจะแอบดีใจตอนที่จอห์นพูดว่า ไม่มีใครตั้งชื่อให้โคลนตัวเองหรอก มันทำให้ฉันคิดว่าอย่างน้อยหล่อนก็ยังสนใจฉันบ้างก็เท่านั้น

            จอห์นคงพูดถูก ฉันนี่ทำตัวเหมือนมนุษย์เสียจริง

            แต่จะแปลกอะไร ในเมื่อตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยเจอโคลนเลย ใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์มาโดยตลอด เขาอาจจะมีจอห์นรุ่นหนึ่งกับรุ่นสองเป็นเพื่อนคุยในวัยเด็กบ้าง แต่ฉันไม่มีเลยสักคน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

675 ความคิดเห็น

  1. #545 Babylynx (@endeye26) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 21:41
    ทีน่าได้เห็นโลกในอีกมุมหนึ่งแล้ว 
    ยังดีที่ได้รู้ก่อนว่าสิ่งที่อาจจะต้องได้พบเจอในอนาคตเป็นยังไง
    ถึงอย่างงั้นชีวิตของร่างโคลนก็ดูจะไม่มีทางมีความสุขได้เลย
    ติดตามตอนต่อไป >>
    #545
    0
  2. #510 <mamiaw> (@pattarawdee) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 20:12
    สนุกคะ จะติดตามต่อไป
    #510
    0
  3. #476 lalipha (@lalipha) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2558 / 18:50
    สนุกมากๆ เลยค่ะ เนื้อเรื่องน่าสนใจมาก
    #476
    0
  4. #304 ~*Mini_Day*~ (@Mini_day) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มกราคม 2558 / 14:54
    สนุกๆ >_<
    #304
    0
  5. #295 Ciel En Roseジン (@jingin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 / 17:10
    ซื้อโคลนมาทำภารกิจ รู้สึกเหมือนจุดจบโคลนอยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกันเลย
    งงว่าแล้วทำไม่ต้องรักษาปอดทีน่าก่อนอ่ะ หรือว่าโคลนที่คัดมาต้องสมบูรณ์แบบ เพราะไม่งั้นอาจมีปฏิกิริยา หากนำไปทดลองยาหรอ

    ปล.เหมือนจะคิดเยอะไปแฮะ==!
    #295
    0
  6. #251 RinRin_11 (@kaeijang) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 / 21:08
    สงสัยนิดนึง ถ้าผิดพลาดขออภัยด้วย ><

    คือราคาของตัวทีน่าตั้งห้าล้านดอล...ดูเยอะมากสำหรับการซื้อตัวโคลนเพื่อไปสมัครดรีมแคชเชอร์ ซึ่งในมุมปกติโคลนไม่มีทางถูกเลือกอยู่แล้ว จะบอกว่าจ่ายห้าล้านดอลเพื่อโคลนคนหนึ่ง...แล้วโคลนร่วมสองร้อยคนนี่ก็เสียเงินเป็นพันๆล้านดอลเลยงั้นหรอ? เพื่อเอาไปเป็นหนูทดลองกับตัวทดสอบฝีมือในภารกิจต่างๆ? 

    ปล.แค่ติดใจเฉยๆ ไม่มีเจตนาอื่นค่ะ *0*
    #251
    0
  7. #249 ลินอลิน (@alice-secusi) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 / 10:21
    สนุกค่ะ เศร้าอ่ะ สงสารนางเอก มันแบบหดหู่ดี
    #249
    0
  8. วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 / 10:40
    สนุกค่ะ บรรยายน่าอ่าน ทีน่าเป็นผู้ไม่รู้จริงๆแต่ทำหน้าที่ให้ผู้อ่านรู้ได้ดี
    ลุ้นค่ะ ว่าจะเป็นยังไง  อ่านต่อดีกว่าา... คำนับ _-_
    #228
    0
  9. #218 luisme (@luisme) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 11:37
    ชอบบรรยากาศหม่นๆของเรื่องจังค่ะ แอดเก็บ
    มีเวลาจะมาตามต่อนะคะ ^^
    #218
    0
  10. #184 Giftfiiz Oh Ho (@giftfiiz19) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 17:56
    นางเอกเราสู้ต่อไป!!!
    #184
    0
  11. #141 S.BAM (@bam_kasempipat) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 10:58
    ชอบบอ่าา นางเอกสู้ๆ
    #141
    0
  12. #129 akeda (@naamiidaa) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 / 14:43
    สนุกน่ะ ได้อารมณ์ดี 
    #129
    0
  13. #73 `คุณหมาป่า。 (@master-reven) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 / 08:07
    โห ว่าแล้วว่ามันต้องมีเบื้องหลังแน่ๆ อย่างนี้นี่เอง 
    สำหรับโคลนทำตัวเหมือนมนุษย์นี่ให้อารมณ์เหมือนดูถูกปนสมเพชเลยแฮะ แต่ก็เป็นความจริง
    #73
    0
  14. #26 Mystic Irie (@reborn-irie) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 เมษายน 2557 / 11:11
    อย่างนี้นี่เองสินะ รัฐบาลก็มีด้านมืด แต่ประชาชน(มนุษย์)ก็รับรู้เฉพาะด้านดี ขาวสะอาด
    แต่มุมมองของโคลนต่างออกไป คือรู้เรื่องทั้งหมด รู้ว่ารัฐบาลทำเรื่องสกปรกเหมือนกัน
    ส่วนทีน่าก็เติบโตมามีมุมมองความคิดแบบมนุษย์ แต่ก็ยังอยู่ในฐานะโคลน
    #26
    0
  15. #11 Esperanza (@ploy_ch) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 12:28
    ได้รู้เรื่องของโคลนกับรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นด้วย
    อืมมมม โลกมืดเหมือนกันนะเนี่ย 
    ดรีมแคชเชอร์ก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ประชาชนเฝ้าดูสินะ
    แสดงว่ามันต้องมีอะไรๆ เกิดขึ้นแน่เลย

    แต่ก็รู้สึกว่าทีน่าโชคดีกว่าโคลนคนอื่นๆ จริงๆ ด้วยนะ
    อย่างน้อยก็มีชื่อเป็นของตัวเอง
    แต่เอาเป็นว่าออกมาจากร่มเงาของเอมิลี่ก็น่าจะดีกว่า
    แต่ไปเสี่ยงตายในดรีมแคชเชอร์นี่... จะดีมั้ยเนี่ย
    #11
    0
  16. #10 fran (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 11:29
    พึ่งเคยอ่านแนวนี้ สนุกมาก
    #10
    0
  17. #9 คุณหนูชา (@pimlada45) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 08:57
    อัพๆๆๆ สนุก >_<
    #9
    0
  18. #8 ฮัดชิ่ววว~ (@-darkcatz-) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 21:21
    สนุกมากเลย *______* 
    ได้เข้าดรีมแคชเชอร์ด้วยแหละ
    #8
    0
  19. #7 ★SHIRAZ'II★ (@chwly) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 15:08
    ชอบเรื่องแนวนี้นะ น่าติดตามมากๆๆ
    #7
    0