The Legend of Blue Fire (มังกรผู้เฝ้าหอคอย)

ตอนที่ 61 : ตอนที่ 59 ตามหาชิ้นส่วน+รูปวาดโคเล็ต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,670
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 719 ครั้ง
    30 ก.ย. 63


           



          ความตั้งใจแรกที่หวังจะไปพบหน้าเจ้าหญิงน้อยที่ไม่ได้เจอมานับเดือนต้องสลายไปจากหัว แล้วเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเพื่อนทหารที่เคยทำภารกิจร่วมกันมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างโคเล็ตแทน


แต่การตามหาตัวโคเล็ตนั้นยากกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย เพราะหลังจากนึกได้ว่าควรหาคำตอบเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บลูไฟเออร์จากเพื่อนทหารตน เนียร์ก็ออกมาจากปราสาทเทเนบริส ตรงดิ่งไปยังค่ายทหารที่ตนเคยอาศัยเป็นบ้านหลังที่สองและฝึกฝนมาหลายปีเพื่อตามหาโคเล็ต เนียร์คิดว่านางคงอยู่ในหน่วยไหนสักหน่วยของกองทัพเมื่อนางได้บรรจุทหารแล้วหลังภารกิจที่ป่าดำ


ทว่าคำตอบที่ได้จากเพื่อนรุ่นเดียวกันกับนางกลับบอกว่าโคเล็ตไม่ได้อยู่ในหน่วยปฏิบัติการหลักของทหาร แต่นางขอย้ายตัวเองไปอยู่ในหน่วยสนับสนุนย่อยอย่าง กองบันทึกซึ่งทำหนาที่หลักเป็นผู้จดบันทึกเหตุการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ ในเหตุการณ์สำคัญโดยเฉพาะในสนามรบ และทำหน้าที่คล้ายหัวสมองเบื้องหลังกองทัพ คิดแผนการรบอีกทีหนึ่ง


ซึ่งหน่วยสนับสนุนย่อยนั้นเป็นเสมือนกองหลังที่คอยทำหน้าที่ช่วยเหลือหน่วยปฏิบัติการหลักของทหารที่เป็นกองหน้า ซึ่งจะมีแยกเป็น หน่วยพยาบาล หน่วยเสบียง หน่วยยุทโธปกรณ์ หน่วยขนย้าย และกองบันทึก ทหารฝึกหัดที่ได้บรรจุสามารถเลือกเข้าหน่วยย่อยได้ตามความสมัครใจ โดยแต่ละหน่วยย่อยมีแบบทดสอบในการสอบเข้าหน่วยแตกต่างกันไป


และเท่าที่รู้กองบันทึกน่าจะโหดหินที่สุด เพราะไม่รู้ต้องอ่านหนังสือกี่พันเล่มถึงจะสอบผ่าน และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากองคือเหล่าเสนาธิการของจอมมาร ทหารที่เข้าหน่วยไปก็เหมือนผู้ช่วย เด็กฝึกงาน หรือลูกมือของเหล่าเสนาธิการทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งถ้าทำดีพอก็อาจถูกเสนอชื่อเพื่อเข้ามารับตำแหน่งเสนาธิการแทนผู้ที่จะเกษียญตัวเอง หรืออาจสามารถเลื่อนเป็นเสนาธิการคนใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องรอใครลาออก หากเหล่าเสนาธิการที่ดำรงตำแหน่งปัจจุบันทั้งหมดและจอมมารเห็นชอบพร้อมกัน


 และที่ตั้งหลักของกองบันทึกนั้นอยู่ในหอประวัติศาสตร์ แยกห่างออกไปจากค่ายทหารไม่ไกลมาก โดยที่นั่นจะเป็นที่พักหลักของเหล่าเสนาธิการ เสนาบดี และพวกขุนนางที่มีตำแหน่งใหญ่โตใต้อำนาจจอมมาร ดังนั้นมันจึงเป็นสถานที่ใหญ่โตราวปราสาทเกือบทั้งหลัง


เนียร์ต้องหุบปีกกลางอากาศเมื่อบินมาถึงจุดหมาย ก่อนทิ้งกายลงหน้าทางเข้าของหอประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นทางเดินหินแกรนิกสีขาวที่ปูเป็นทางยาวต้อนรับ ที่นี่ไม่มีประตูหรือกำแพงปิดกั้นเหมือนปราสาทหรือค่ายทหาร มีแค่ภาพผืนป่าที่เกิดจากต้นไม้สูงใหญ่อายุหลายร้อยปีเป็นฉากเบื้องหลังตัวอาคารสีขาวและเงินที่ดูสวยแปลกตาด้วยรูปทรงของตัวตึกที่เหมือนผลึกแก้วที่แทงขึ้นมาจากพื้นดิน


เนียร์ต้องก้าวเหยียบบนพื้นหินแกรนิกที่เล่นลวดลายด้วยตัวพื้นหลักเป็นสีขาวแต่ขอบเป็นเทาอมฟ้าและตรงกลางเป็นสีแดงราวพรมกษัตริย์ ซึ่งที่ด้านข้างของทางเดินยาวยังมีทางน้ำไหลพร้อมด้วยน้ำพุที่พ่นขึ้นอากาศตลอดการก้าวผ่าน รวมทั้งรอบบริเวณอาคารยังปกคลุมด้วยสวนกว้างที่ประดับไม้พุ่มซึ่งถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงตัวหมากรุก ทั้งม้า เรือ อัศวิน คิง ควีน บิชอป และเบี้ย กระจายอยู่ทั่วพื้นหญ้าสีเขียวสดที่ถูกตัดเรียบเสมอกันเหมือนพื้นพรม


และเมื่อก้าวขึ้นไปยังบันไดหินอ่อนสีขาวสามขั้นก็จะมาถึงพื้นระเบียงครึ่งวงกลม พร้อมพบกับประตูทางเข้าบานคู่ใหญ่โตที่ทำจากโลหะเงินเงางามเหมือนเกราะที่เธอใส่เวลานี้ ขณะมีทหารสองนายผู้เป็นยามอารักขาอยู่หน้าประตูเป็นด่านแรกรอต้อนรับอยู่


เนียร์ต้องแจ้งประสงค์ในการมากับทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าประตู ก่อนหนึ่งในนั้นจะเข้าไปรายงานคนมีอำนาจสั่งการข้างในแล้วให้เธอรออยู่ด้านนอกในศาลาพักที่อยู่ตรงสวนข้างตัวอาคาร


เนียร์ยอมรับว่าว้าวุ่นใจและกังวลไม่น้อยกับการมาพบโคเล็ตเมื่อไม่ได้เจอกันเลยหลังจบภารกิจที่ป่าดำ เธอยังพอจำได้ว่ามังกรสาวพันธุ์มาเบิลวิงค์ไม่ค่อยชอบตนนักตอนเริ่มต้น และแม้ในระหว่างการร่วมงานกันความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอจะดีขึ้น และเป็นอะไรที่ดูใกล้เคียงกับคำว่าเพื่อนมากที่สุดแล้วในตอนท้าย ทว่าก็ไม่มีอะไรรับประกันว่านางจะยินดีมาพบตน โดยเฉพาะในช่วงเวลางานเช่นนี้ ที่สำคัญเสนาธิการหัวหน้าหน่วยของนางอาจไม่อนุญาติให้นางออกมาพบตน...


“นั่นมัน... ใหม่เอี่ยมจนแสบตาเลยน่ะนั่น”


        หลังยืนคอยด้วยความกระวนกระวายอยู่พักใหญ่ มังกรสาวก็ต้องสะดุดกับเสียงทักทายกึงล้อเลียนและคล้ายจะติดหมั่นไส้นิดๆ ที่ลอยมา ก่อนเธอจะเห็นคนที่กำลังรอคอยเดินตรงมายังตนบนศาลาไม้สีขาว


ซึ่งโคเล็ตยังคงรวบผมสีทรายเป็นมวยกลางศีรษะและปักปิ่นเงินแท้รูปปีกนกซ้อนกันสามชั้นบนมวยผม ขณะเขาสีขาวขุ่นเหมือนหินอ่อนที่แทรกกลุ่มผมสีทรายข้างศีรษะทั้งสองข้างยังคงเอกลักษณ์ของมังกรมาเบิลวิงค์ พร้อมเอกลักษณ์อีกหนึ่งอย่างคือแว่นทรงวงรี่บนใบหน้าที่ดูน่ารัก  


ทว่าปีกสีขาวบนหลังที่เคยเห็นเมื่อครั้งแรกนั้นกลับไม่ปรากฏ ซ้ำโคเล็ตไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบทหารอย่างที่คาด


โคเล็ตเหมือนต้องเก็บปีกบนหลังตนเพื่อใส่ชุดกระโปรงแขนยาวพองสีขาวสะอาดที่ตัวกระโปรงยาวเลยเข่ามาครึ่งท่อนขา และแม้แต่รองเท้าบูทหุ้มข้อของนางก็ยังเป็นสีขาว ทว่ามือสองข้างกลับอยู่ใต้ถุงมือหนัง ซึ่งดูเข้ากับชุดกันเปื้อนที่สวมทับด้านบนที่เป็นหนังสัตว์สีน้ำตาลเช่นกัน พร้อมบนอกยังปักตราสัญลักษณ์รูปดอกกุหลาบเป็นลายนูน บ่งถึงเครื่องหมายของทหารที่ได้บรรจุแล้ว


นั่นคงเป็นเครื่องแบบของคนในกองบันทึกสินะ...


ซึ่งหลังสำรวจเพื่อนทหารอยู่ชั่ววินาที เนียร์ก็คิดได้ว่าอะไรที่ควรทำเป็นอย่างแรก เธอก้มหัวเล็กน้อยให้เพื่อนทหารของตนทันที พร้อมเงยมาว่า


“ขอโทษที่ข้ามารบกวน”


โคเล็ตเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยกับท่าทางและสายตาของเนียร์ที่ส่งความเกรงใจมาให้ ก่อนเธอจะพ่นลมออกจมูก แล้วกอดอก “เจ้าคิดว่าข้าจะกินหัวเจ้าเหมือนตอนแรกที่เจอกันงั้นเหรอ ถึงข้าจะไม่ได้ชอบมังกรเลือดผสมแบบเจ้า แต่ข้าก็ไม่เคยลืมบุญคุณคนที่ช่วยชีวิตตัวเองหรอกนะ” เธอเว้นคำไปเล็กน้อยเพื่อถอนหายใจอีกรอบ “อีกอย่าง ตำแหน่งอัศวินชั้นพิเศษอย่างเจ้าก็ไม่ควรมาก้มหัวให้ทหารที่เพิ่งบรรจุแบบข้าด้วย”


“ก็จริง แต่ตอนนี้ข้าก็ยังไม่ใช่นี่หน่า” เธอยังไม่ได้เข้าพิธี และยังไม่มีแม้แต่เข็มกลัดบ่งฐานะ ดังนั้นตามหลัก เธอก็ยังเป็นแค่ทหารฝึกหัด


“ก็ไม่กี่วันอยู่ดี แถมเครื่องแบบเจ้าก็เปลี่ยนใหม่แล้วด้วยนิ” โคเล็ตเถียงพร้อมก้าวมาเผชิญหน้ากับเนียร์ ก่อนจะมองมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าวูบหนึ่ง แล้วว่าเสียงกลั้วหัวเราะออกมาอย่างเสียไม่ได้ “หลังจบภารกิจที่ป่าดำนั่น ข้าก็คิดว่าหัวหน้าทีมอย่างเจ้าควรจะได้รับอะไรบ้าง... แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นไอ้นี่น่ะนะ” 


ครั้งนี้เนียร์ปั้นหน้าไม่ถูกนักกับคำพูดของโคเล็ตและนัยน์ตาสีเขียวที่ฉายความสงสัยชัดเจนนั่น เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายสาเหตุที่ตนได้ตำแหน่งนี้มาได้อย่างไรและมันไม่ใช่เรื่องที่ควรอธิบายเลยแม้แต่น้อย พลางเป็นฝ่ายย้อนถามเพื่อนทหารตนบ้างเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะมาอยู่ที่นี่เหมือนกัน”


“ขอบคุณภารกิจนั่นที่ทำให้ข้าบรรลุว่าตัวเองเหมาะกับอะไร และแน่นอนว่าไม่ใช่งานภาคสนาม” โคเล็ตเบ้หน้าตอบ แสดงความแขยงต่อภารกิจที่ป่าดำอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งเนียร์คงตำหนินางไม่ได้ เพราะภารกิจที่ป่าดำครั้งนั้นมันเกินมือทหารฝึกหัดที่เพิ่งรับมอบหมายงานครั้งแรกไปมากจริงๆ


หากการที่ได้เห็นว่าโคเล็ตแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา และดูเป็นตัวของตัวเองเช่นนี้แล้ว เนียร์กลับรู้สึกสบายใจมากขึ้น เพราะอย่างน้อยมันเป็นสิ่งที่บอกว่ามังกรสาวพันธุ์มาเบิลวิงค์ไม่ได้เกลียดเธอจนไม่คิดจะคุยด้วยหรือซ่อนตัวตนจริงๆ หลังท่าทางห่างเหินอย่างตอนแรก  


และนั่นทำให้เนียร์เอ่ยต่อบทสนทนาของนางได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น


“แต่เหมือนเชสเตอร์จะไม่มีปัญหากับการเป็นอัศวินนะ”


“ก็แค่อัศวินปลายแถว” ครั้งนี้โคเล็ตว่าเหยียดทันที ชัดเจนว่าหงุดหงิดไม่น้อยที่เพื่อนทหารได้ดีกว่าตน ทว่าก็ดูไม่ใช่การดูถูกอย่างจริงจังอะไรมาก และแม้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหมาป่าหนุ่มจะยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่หากในเวลาเดียวกันก็คล้ายว่าพวกเขาจะสนิทกันมากขึ้นยามที่นางบ่นออกมาต่อว่า “เพิ่งได้เลื่อนขั้นแรก ก็เป็นเหมือนข้ารับใช้ของอัศวินที่ยศสูงกว่าอยู่ดี และกว่าเจ้านั่นจะสอบเลื่อนระดับตัวเองได้ ก็คงต้องรอได้ภารกิจซวยๆ ที่ดันโชคดีทำสำเร็จอีกซักสองหรือสามครั้ง เพราะรับรองว่าสมองระดับเจ้านั่นไม่มีทางผ่านแบบทดสอบวัดระดับได้ด้วยตัวเองแน่ๆ คงได้เป็นอัศวินชั้นล่างสุดตลอดกาลนั่นแหละ”


“พวกเจ้าเจอกันบ่อย?”


“แน่ล่ะ เจ้านั่นถูกใช้มาเอาบันทึกเก่ากับแผนที่ที่นี่ประจำเวลาท่านเคออสต้องเขียนรายงาน... เด็กเดินเอกสารชัดๆ” มังกรสาวมาเบิลวิงค์ว่าเสียงขึ้นจมูกแล้วกรอกตาขึ้นยามกล่าวถึงเพื่อนทหารอีกคนในภารกิจป่าดำ


ทว่าเมื่อสิ้นคำพูดนั้นโคเล็ตก็เงียบไปไปชั่วขณะจ้องมองมังกรลูกครึ่งบลุไฟเออร์ตรงหน้า ก่อนเธอจะเปิดยิ้มกว้างด้วยนัยน์ตาสีเขียวทีมีประกาย และวินาทีต่อมาเนียร์ก็ต้องแปลกใจเมื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก้าวเข้ามาพร้อมอ้าแขนกอดรอบคอของเธออย่างแนบแน่น


“ข้าไม่เคยคิดว่าจะคิดถึงมังกรลูกผสมอย่างเจ้าจนได้เห็นหน้าอีกครั้งนี่แหละ” โคเล็ตกล่าวด้วยเสียงที่ฟังเครือเล็กน้อยราวคนที่กลั้นสะอื้น ทว่าก็เต็มไปด้วยความยินดีอย่างไม่ปิดบัง “ตอนที่เห็นว่าเจ้าถูกค้างคาวพวกนั้นรุมกลางอากาศ ข้านึกว่าจะไม่ได้เห็นมังกรโง่ๆ อย่างเจ้าอีกแล้วซะอีก”


เนียร์ที่ยืนนิ่งงุนงงและแปลกใจไปชั่วขณะค่อยๆ คลี่ยิ้นขึ้นบางๆ พร้อมในอกแผ่ซ่านด้วยความตื้นตัน ไม่คาดคิดว่าเพื่อนทหารตนนี้จะคิดถึงและเป็นห่วงตนมากขนาดนี้ ชั่วชีวิตเธอมีสิ่งที่เรียกว่า เพื่อนน้อยมากทั้งที่มันคือคำที่เธอปรารถนาจะพบเจอมากที่สุด แต่เพราะการเป็นมังกรจึงทำให้คำนี้หาได้ยากยิ่ง ดังนั้นการได้ เพื่อนมาเพิ่มนั้นมันจึงไม่ต่างกับการที่เธอได้รางวัลที่คุ้นค่ากับภารกิจในป่าดำนั่นแล้ว


คนถูกกอดเป็นฝ่ายยกมือสองข้างวางบนหลังของเพื่อนตนเพื่อส่งความอบอุ่นตอบกลับอ้อมกอดนั่น พลางงึมงำขึ้นใหม่ “ขอโทษ” เธอเว้นช่วงคำไปชั่วขณะ “ตอนนั้นข้าบาดเจ็บหนัก และมีภารกิจบางอย่างให้ต้องทำต่อทันที”


“แอบได้ยินเรื่องภารกิจลับของเจ้าจากเสนาธิการแอกเซิลอยู่บ้าง” โคเล็ตคล้ายอ้อมแขน แล้วก้าวถอยออกมาพูด “และเพราะเจ้าเคยช่วยชีวิตเขา เขาเลยยอมให้ข้าออกมาคุยกับเจ้าได้ทั้งที่อยู่ในเวลางาน... ถึงจะดูหงุดหงิดนิดหน่อยก็เถอะ”


เนียร์นึกถึงใบหน้ามีอายุที่ดูดุและบึงตึงผสมความหยิ่งทะนงของเสนาธิการดาร์กเอลฟ์ที่ตนเคยช่วยมาจากฝูงค้างคาวดินขึ้นมาได้ในฉับพลัน... เขาคงเป็นหัวหน้าหน่วยกองบันทึกที่โคเล็ตสังกัดอยู่สินะ


“ข้าขอโทษด้วยที่มารบกวน” เนียร์รีบเอ่ยขอโทษซ่ำหลังคิดทวนในหัว เธอยังไม่ลืมว่าดาร์กเอลฟ์ตนนี้ไม่ได้ชอบหน้าตนนักเมื่อเขาเป็นคนไล่ต้อนเธอในท้องพระโรงด้วยข้อหากบฏมาแล้วครั้งหนึ่ง


ทว่าโคเล็ตกลับแค่โคลงศีรษะอย่างไม่ถือสา ทว่าก็ปนอาการเบื่อหน่ายนิดๆ ที่ถูกเรียกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ตามนิสัยลูกขุนนางที่ค่อนข้างถือตัวและไม่คิดเกรงใจใคร พลางตอบรับง่ายๆ แค่ว่า “ก็นะ... ว่าแต่เจ้ามีอะไร”


เนียร์เริ่มมีสีหน้ากลัดกลุ้มเมื่อถูกยิงเข้าประเด็นสำคัญ ก่อนเริ่มต้นบทสนทนาที่ตั้งใจไว้แต่แรกด้วยการเปรยช้าๆ ว่า


“วันนี้... ข้าเจอเจ้าหญิงคลอเล็ตต้า”


“อ๊ะ! นังหน้าไหวหลังหลอกโรคจิตนั่น!


มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ถึงกับสะดุ้งนิดๆ ตกใจผสมงุนงงเมื่อเพื่อนทหารตรงหน้าสบถอย่างหัวเสียออกมาฉับพลันทันทีหลังเธอเอ่ยชื่อของเจ้าหญิงมังกรแห่งหุบเขาอาเดลีน


“เจ้ารู้จักเจ้าหญิงเหรอ” มังกรสาวต้องมุ่นหัวคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ แม้จะพอรู้ว่าคลอเล็ตที่เป็นลูกขุนนางในอาณาจักรมังกรนั่นต้องรู้จักเจ้าหญิงคลอเล็ตต้าธิดาของประมุขอาณาจักรไม่มากก็น้อย แต่คำเรียกที่ร้ายกาจนั้นมันออกจะเกินคำว่ารู้จักมากไปซะหน่อย


“ยิ่งกว่ารู้จัก พ่อข้าเป็นที่ปรึกษาในกษัตริย์ทาดิโอ้ พ่อของนาง ซึ่งแน่นอนว่าข้ารู้จักยัยนั่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ถูกบังคับให้เป็นเพื่อนเล่นนางร่วมกับพวกลูกขุนนางคนอื่น แล้วบอกได้เลยนะ ถ้าเจ้าคิดว่าตอนที่เจอข้าครั้งแรก และข้าดูเป็นนางร้ายแล้ว กับยัยนั่นเจ้าต้องคูณไปเลยอีกพันเท่า... แม่นั่นมันอสรพิษในร่างมังกรชัดๆ” โคเล็ตร่ายรายละเอียดออกมาราวอัดอั้นมาเนินนาน แล้วยังระบายด้วยอารมณ์ที่ดูพลุ่งพล่านอย่างสุดทน “คิดว่าข้าออกจากหุบเขาอาเดลีนมาเป็นทหารเพื่ออะไรล่ะ รู้ไหมว่าข้าต้องทนรองมือรองเท้านังโรคจิตนั่นกี่ปี สมัยก่อนข้าไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตไหนร้ายไปว่ามังกรอีกแล้ว จนเจอกับยัยเจ้าหญิงนั่น... สงสัยตอนที่นางอยู่ในไข่ คงมีนางกำนัลสักคนเผลอทำไข่นางตกแล้วไม่ยอมบอกใคร แม่นั้นเลยดูไม่ปกติแบบนั้น”


เนียร์ยืนอึ้งไปไม่น้อยกับคำต่อว่าเจ้าหญิงมังกรอย่างไร้ความเคารพและไม่เกรงใจจากปากของคู่สนทนา กระนั้นไม่นานโคเล็ตก็เหมือนปรับอารมณ์เดือดดาลของตนลงมาได้ด้วยข้อสงสัยหนึ่งที่นางคงเพิ่งตระหนักได้ แล้วเอ่ยถามออกมาใหม่


“ว่าแต่ ยัยนั่นทำอะไรเจ้า”


คนถูกถามสูดหายใจลึกอย่างลำบากใจและปลงอนิจจังไปพร้อมกัน “ดูเหมือน... นางจะเกลียดข้ามาก”


“หึ นางก็เกลียดทุกคนนั้นแหละ ดีไม่ดีอาจจะเกลียดตัวเองด้วย ถึงพยายามกดหัวทุกคนแบบนั้น” โคเล็ตยังคงไม่วายเอ่ยเหยียดเจ้าหญิงผู้เป็นหัวข้อสนทนาอย่างร้ายกาจอีกหน ทว่าก็ชะงักไปนิดยามเนียร์เอ่ยต่อคำพูดเธอว่า


“เว้นราชาเลจินอฟ”


โคเล็กถอนหายใจและกรอกตาขึ้นข้างบนด้วยสีหน้าแหยงๆ อย่างเข้าใจความหมาย ขณะต้องยอมรับ “ก็จริง” จบคำนางก็กลับมามองหน้าเนียร์ พลางว่า “แล้วประเด็น?”


คนถูกถามก้มหน้าลงนิดและปรายตามองไปทางหนึ่งอย่างลังเลชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจกล่าวช้าๆ ด้วยความรู้สึกกังวล “วันนี้... ข้าทำนางโมโหมาก... และนางพูดบางอย่าง เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของบลูไฟเออร์ ในสมัยของจอมมารลำดับที่สอง... ราชาลูเซี่ยน”


“อา...”


เนียร์ตวัดหน้าสูงเลิกคิ้วกับเสียงอุทานของโคเล็ตที่หลุดออกมาทันทีหลังเธอพูดจบ เพราะปฏิกิริยานั้นมันบ่งบอกว่ามังกรสาวมาเบิลวิงค์รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไรโดยที่ไม่ต้องอธิบาย ซึ่งมันทำให้เนียร์ต้องถามฉับไว


“เจ้ารู้เรื่องนี้เหมือนกันงั้นเหรอ”


“ใช่สิ” โคเล็ตโคลงศีรษะตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร


แต่เนียร์กลับรู้สึกเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม “มันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า”


“มันเป็นแค่เรื่องซุบซิบนินทาในหมู่พวกมังกรพันธุ์จักรพรรดิ โดยเฉพาะพวกชนชั้นสูง ไม่ได้มีสาระอะไรหรอก มันเหมือนกับ... เวลาเราคิดอะไรไม่ออกแล้วในวงสนทนา เราก็จะเอาเรื่องนี้มาคุยกัน เพื่อความสนุกปาก และความสะใจ อะไรประมาณนั้น”


“สะใจเหรอ”


โคเล็ตพลันเม้มปากเงียบงันไปชั่วขณะ เพราะเธอเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอใช้พูดคำที่แย่ไปหน่อยในการเปรียบเทียบ และมันทำให้คู่สนทนาเสียความรู้สึกไม่มากก็น้อย


แม้สำหรับเธอเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บลูไฟเออร์นั่นอาจเป็นเรื่องหาสาระอะไรไม่ได้ ทว่ากับมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ตรงหน้าคงไม่ใช่ อีกอย่างเธออาจชอบแดกดันและประชดประชัน และไม่สนว่าตนจะใช้วาจาร้ายแรงแค่ไหนกับคนที่ไม่ชอบหน้า ทว่านั่นก็ไม่ใช่กับคนที่เป็นเพื่อนและกำลังจริงจังกับบทสนทนานี้


มังกรสาวพันธุ์มาเบิลวิงค์ต้องคิดหาคำมาอธิบายใหม่อีกรอบอย่างลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นใหม่ “คือ... เท่าที่ข้ารู้ พวกมังกรพันธุ์จักรพรรดิ ไม่ค่อยจะชอบบลูไฟเออร์อย่างพวกเจ้าสักเท่าไหร่ พวกเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องพ่อเจ้าในแง่วีระบุรุษ ความจริงพวกเขาไม่พูดถึงเลยด้วยซ้ำ และบ่อยครั้งที่ชอบยกเรื่องที่จอมมารลำดับที่สองสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเจ้ามาพูดคุยกันอย่างออกรสในงานสังสรรค์ต่างๆ... แต่มันไม่ได้มีมูลอะไรที่จับต้องได้ มันเป็นแค่ความเกลียดชังกับอคติของคนกลุ่มหนึ่งที่มีต่อบลูไฟเออร์อย่างพวกเจ้า พวกเขาอาจแค่แต่งมันขึ้นมาเพื่อสนองปมด้อย สร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง ก็แค่นั้น”


“แล้วถ้ามันไม่มีมูลเลย ทำไมพวกเขาถึงพูดได้ล่ะ” เนียร์ยังคงค้าดคั้นด้วยสีหน้าและสายตาที่จริงจังไม่คลาย


โคเล็ตเพียงถอนหายใจ “ข้าก็ไม่รู้เนียร์ เรื่องของจอมมารลำดับที่สองน่ะมันแทบไม่เหลืออยู่เลย ประวัติศาสตร์ที่เหลืออยู่ของพระองค์ที่พอจะจับต้องได้ ก็มีอยู่แค่ช่วงหลังอภิเษกกับราชินีไปแล้ว และช่วงนั้นพระองค์ก็ผ่อนปรนขึ้นมาก ไม่ได้เหี้ยมโหดอย่างก่อนหน้า แถมเรื่องที่ว่าพระองค์ฆ่าล้างหลายเผ่าพันธุ์นั่นก็เป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปาก ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมถูกเติมแต่งไปหลายส่วน”


เนียร์จำต้องเงียบไปอึดใจพร้อมความยุ่งเหยิงบนหว่างคิ้วเมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ ก่อนจะเลือกตั้งข้อสังเกตอื่นที่อาจช่วยไขความสงสัยของตนได้บ้างว่า “งั้นเจ้าพอจะเดาออกไหมว่าทำไมมังกรพันธุ์จักรพรรดิ โดยเฉพาะในราชวงศ์ถึงเกลียดบลูไฟเออร์นัก”


“อาจจะเพราะไออีชาล่ะมั้ง” ครั้งนี้โคเล็ตให้คำตอบเร็ว


นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่มีคนโยนบาปให้ไออีชา ซึ่งเนียร์ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมอดีตอัศวินชั้นพิเศษตนนี้จะต้องมารับกรรมกับเรื่องนี้อะไรนักหนา “มันเกี่ยวอะไรกับไออีชา”


“เจ้าไม่รู้เหรอว่ามีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าราชาลูเธอร์ จอมมารลำดับที่หนึ่งหลงรักไออีชามาก่อน” โคเล็ตตอบทันที “และเพราะพระองค์รักนางถึงได้ทำให้มียศอัศวินชั้นพิเศษขึ้นมา และแต่งตั้งให้นางเป็นอัศวินชั้นพิเศษน่ะ” สิ้นคำพูดครั้งนี้โคเล็ตก็ต้องหยุดคำไปนิด และเริ่มไล่นัยน์ตาสีเขียวหลังแว่นตาทรงวงรี่มองคู่สนทนาในเครื่องแบบทหารตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอีกครั้งเมื่ออยู่ๆ เธอก็เกิดสะกิดใจอะไรบางอย่างยามพูดถึงการแต่งตั้งยศอัศวินชั้นพิเศษและความสัมพันธ์ระหว่างจอมมารลำดับที่หนึ่งกับไออีชา


โคเล็ตกลับมามองนิ่งที่หน้าเนียร์ด้วยนัยน์ตาสีเขียวหรี่แคบจับพิรุจอยู่สองสามวินาที แล้วตั้งข้อสังเกตออกมาอย่างเสียไม่ได้ว่า “ใช่... และตอนนี้เจ้าเองก็ถูกจอมมารลำดับที่หกแต่งตั้งยศให้เป็นอัศวินชั้นพิเศษเหมือนกัน”


มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ถึงกับสะอึกอึ้งไปฉับพลันกับสายตาเฉียบที่แสดงความสงสัยเคลือบแคลงมาที่ตนชัดเจน แต่ก่อนที่เนียร์จะปล่อยให้เพื่อนทหารตรงหน้าขุดคุ้ยเรื่องของตนแทนจนได้คำตอบ เธอก็ต้องรีบเอ่ยต่อคำพูดของนางฉับไว


“ข้าเคยได้ยินเรื่องไออีชากับจอมมารลำดับที่หนึ่งมาก่อนแล้ว” เนียร์ต้องดึงหัวข้อสนทนากลับมาเรื่องเดิมด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ พลางสำทับเรื่องราวที่เคยได้ฟังมาจากราชาเลจินอฟให้อีกฝ่ายฟัง “แต่ไออีชาตาย แถมไม่ได้ตอบรับความรักของพระองค์ด้วย และสุดท้ายคนที่พระองค์อภิเษกด้วยก็คือเจ้าหญิงที่เป็นมังกรพันธุ์จักรพรรดิอยู่ดี มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะต้องมาเกลียดไออีชา ทั้งทีฝ่ายพวกเขาคือคนที่ได้พระองค์ไปครอบครอง”


ความเงียบโรยตัวทั้วศาลาพักกลางสวนหลังจบคำพูดของเนียร์ครั้งนี้ โคเล็ตที่ตอบคำถามของมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ได้เสมอกลับไม่มีคำตอบเช่นที่ผ่านมา คล้ายว่านางเองก็ไม่เข้าใจเรื่องราวนี้มากนักเช่นกัน และไม่เคยนึกถึงประเด็นนี้มาก่อนหรือไม่ก็แค่ไม่เคยสนใจเพราะตนไม่ได้แยแสกับเรื่องซุบซิบเหล่านี้จึงไม่คิดหาเหตุผลอะไรกับมัน


“เพราะพระองค์เคยรักนางล่ะมั้ง... ” โคเล็ตคาดเดาออกมาในที่สุดอย่างไม่มั่นใจ ทว่าวินาทีต่อมาสีหน้าที่ดูยุ่งๆ ด้วยความลังเลกลับเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างใช้ความคิดขึ้นมาแทนราวกับว่าเธอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนมังกรสาวมาเบิลวิงค์จะค่อยๆ พูดขึ้นใหม่ด้วยบรรยากาศที่ชวนสงสัย “ซึ่งก็น่าแปลกเหมือนกัน เพราะมันก็มีข่าวลือที่ว่ามหาสมุทธน้ำตายักษ์เกิดจากภัยพิบัติของจอมมารลำดับที่หนึ่ง ที่ทรงเสียพระทัยจากการจากไปของไออีชามากจนทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตไปนับล้าน... แต่สุดท้ายดันไปอภิเษกกับเจ้าหญิงมังกรได้เสียอย่างงั้น”


“ก็ไม่ได้แปลว่าจอมมารจะมีรักใหม่ไม่ได้” เนียร์เอียงศีรษะไม่เข้าใจว่าข้อสงสัยของอีกฝ่ายสำคัญยังไง


“เนียร์” โคเล็ตต้องเน้นชื่อเพื่อนของตนด้วยความอ่อนใจ “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้จักคำว่า จอมมารมากแค่ไหนหรอกนะ และข้าไม่อยากพูดคำนี้... แต่เจ้าก็เหมือนคนนอกที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในเทเนบริสแค่ไม่กี่ปี และแน่นอนว่าเจ้าไม่รู้จักว่าการเป็น จอมมารมันเป็นยังไงกันแน่ ดังนั้นเจ้าจะเอาตรรกะปกติของสิ่งมีชีวิตทั่วไปมาตัดสินพระองค์ไม่ได้”


“หมายความว่ายังไง”


“เจ้ามองความยึดติดของจอมมารต่ำไปมากๆ เลยไงล่ะ” โคเล็ตเน้นชัด พร้อมสำทับ “จอมมารไม่มีวันมีรักที่สองได้”


คนฟังมุ่นหัวคิ้วแปลกใจปนอึ้งช็อกเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ฟัง ซึ่งโคเล็ตจำต้องแก้คำเมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงความตกใจของเนียร์เช่นนั้น


“ใช่ คำว่า ไม่มีวันก็อาจจะมากเกินไปหน่อย แต่มันก็เป็นอะไรที่ใกล้เคียงแบบนั้น” เธอพยายามอธิบาย “จอมมารกำเนิดจากรักแท้ใช่ไหมล่ะ ซึ่งมันไม่ใช่แค่การถูกใจ ถูกชะตา หรือแค่สนใจใครสักคนและจะกลายเป็นคนที่พระองค์รักแน่นอน แต่มันเป็นอะไรที่ลึกซึ้งหรือซับซ้อนกว่านั้นมาก ราชินีบางพระองค์เป็นคนที่จอมมารเคยปฏิเสธรักและไม่สนใจใยดีใดๆ หรือบางพระองค์เคยเป็นศัตรูจนทำสงครามกันหลายรอบ หรือมีบางคนที่ดูเป็นคนที่พระองค์ให้ความสนใจหรือถูกชะตามาก แต่กลับไม่ได้เป็นราชีนี”


“ที่ข้าจะบอกก็คือความรักของจอมมารนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายเลย ดังนั้นเมื่อได้มาหรือเจอพระองค์จึงยึดติดมาก มันก็ไม่ต่างอะไรกับการมีรักแรกที่ทุกคนนั้นจะยึดติดกับรักแรกของตนเสมอ เพียงแต่รักแรกของจอมมารนั้นมันไม่ใช่รักของเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มที่มีขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วตามอารมณ์ พระองค์อยู่มาเนินนานเกินกว่าจะฉาบฉวยแบบนั้น ซ้ำละเอียดอ่อนและมีความรู้สึกที่รุนแรงกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไปหลายเท่าเมื่อได้รัก อย่าลืมว่าจอมมารนั้นมีอายุไขไร้สิ้นสุด การอยู่มาเนิ่นนานย่อมทำให้พระองค์ด้านชากับทุกสิ่งเป็นธรรมดา ทว่าหากมีใครที่ทำลายกำแพงนั่นได้นั่นย่อมต้องเป็นคนที่พิเศษมาก และย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งเมื่อมีเพียงหนึ่งเดียวก็ชัดเจนว่าไม่มีใครทดแทนได้และไม่อาจสูญเสียไปได้ ฉะนั้นมันจึงแปลว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะสามารถรักใครได้ใหม่ หรืออย่างน้อยสุดก็ไม่ใช่ในระยะไม่กี่ร้อยปี... พฤติกรรมความรักที่ยึดติดแบบนี้แทบเป็นเหมือนจุดอ่อนหนึ่งของจอมมารเลยด้วยซ้ำ... เจ้าเข้าใจรึเปล่า”


คำถามที่ถูกส่งมาจากเพื่อนทหารตรงหน้าแทบเหมือนลมที่ผ่านหูมังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ เมื่อหลังเธอได้ฟังสิ่งที่คู่สนทนาบอก ภาพพระพักตร์คมที่หล่อเหลางดงามเกินชายใดของจอมมารองค์ปัจจุบันกลับปรากฏขึ้นในหัว พร้อมคำสารภาพรักของพระองค์ในห้องสมบัติชั้นใต้ดิน ตามด้วยเหตุการณ์มากมายที่พระองค์เพียรแสดงออกเสมอว่ารู้สึกเช่นไรกับเธอ ความปรารถนารุนแรงที่เธอรับรู้มาตลอดจากจอมมารแม้เธอจะปฏิเสธพระองค์ไปแล้วก็ตาม


เนียร์รู้สึกว่าตนหายใจได้ไม่คล่องนักกับความจริงข้อนี้จนเริ่มรู้สึกอึดอัดไปทั่วหน้าอกและลำคอ มันเป็นทั้งความกลัว ความรู้สึกผิด ความเสียใจ และความเจ็บปวดอย่างแปลกประหลาดที่ผสมปนเปกันจนตันแน่นไปหมด... มันจะเป็นเช่นไรหากพระองค์ยังคงยึดติดกับเธอกระทั่งวินาสุดท้ายที่เธอต้องกระโดดลงไปในหลุมใต้ดิน สารต่อภารกิจของพ่อ ที่อาจหมายถึงว่าเธอจะไม่มีวันได้กลับขึ้นมาอีกเลย  


มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ลอบกลืนน้ำลายลงคอแห้งพรากและพยายามเค้นเสียงถามกลับไปเพื่อความแน่ใจ


“พระองค์... จะไปรักคนอื่น... ไม่ได้เลยงั้นเหรอ”


“ก็เท่าที่ข้าศึกษาประวัติของจอมมารแต่ละพระองค์มา ก็ใช่ พวกเขาล้วนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ราชินีมาครอบคอง ซึ่งก็ ไม่มีพระองค์ไหนที่พลาดหวัง แล้วไปรักใครคนใหม่มาก่อน”


“แล้วถ้า ไม่สำเร็จ...”


“คงเป็นแบบจอมมารลำดับที่หนึ่งมั้ง”


เนียร์ใจร่วงวูบลงตาตุ่มในวินาทีนั้น พร้อมคำพูดหนึ่งของราชาเลจินอฟที่สะท้อนก้องในความทรงจำ


เจ้าเองก็คงไม่ได้กำลังคิดจะทำให้หัวใจของยักษ์แหลกสลาย เหมือนไออีชาอยู่หรอกใช่ไหม... เนียร์ อาเทนโน่


มังกรลูกครึ่งบลูไฟเออร์ต้องรีบสลัดเรื่องของราชาเลจินอฟออกไปจากหัวตนทันทีก่อนมันจะขยี้ก้อนเนื้อกลางอกตนไปมากกว่านี้และไม่สามารถต่อบทสนทนาที่ต้องการได้ เธอต้องบอกตัวเองว่าตอนนี้เธอมาเพื่อเรื่องของเผ่าพันธุ์บลูไฟเออร์ที่ถูกจอมมารลำดับที่สองสั่งฆ่าล้าง และคนที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาอยู่คือราชาลูเธอร์ จอมมารลำดับที่หนึ่ง กับไออีชา ไม่ใช่ตนกับราชาเลจินอฟ


ซึ่งเมื่อพอจะดึงสติตนกลับมาได้ เนียร์ก็เริ่มตั้งคำถามใหม่ “งั้นอะไรทำให้ไออีชาปฏิเสธราชาลูเธอร์”


“นางคงไม่ได้รักพระองค์ ไม่ก็พวกเขาไม่เคยรักกันเลย แค่มีคนแต่งเรื่องขึ้นมา เพราะไออีชาใกล้ชิดกับราชาลูเธอร์มาก”


เนียร์ชักหัวคิ้วชนกัน “งั้นก็เป็นคนไม่รักกันที่ให้อภิสิทธิ์กับอีกฝ่ายสูงมาก”  


ครั้งนี้โคเล็ตได้แต่ไหวไหล่อย่างจนปัญญาจะหาเหตุผล และนั่นทำให้เนียร์ต้องกล่าวขึ้นใหม่แทน


“เจ้าไม่มีข้อมูล หรือในหอประวัติศาสตร์นั่นไม่มีบันทึกของราชาลูเธอร์ที่เป็นรายรักษ์อักษรเลยงั้นเหรอ”


“เท่าที่ข้ารู้ตอนนี้คือไม่มี มันยังมีพื้นที่ที่ผู้ช่วยฝึกหัดอย่างข้าเข้าไม่ได้ แต่มันก็คงไม่มีอยู่ดี ไม่งั้นคงไม่ได้มีแค่ข่าวลือลอยไปลอยมาโดยที่ไม่มีใครยืนยันอะไรได้แบบนี้ ซ้ำเราไม่มีแม้แต่รูปวาดของพระองค์หรือราชินีคู่บัลลังก์ ซึ่งถ้าไม่มีถึงขนาดนั้นก็แปลว่ามัน... ว่างเปล่า” โคเล็ตตอบ


“แต่มีข้อมูลของจอมมารลำดับที่สองเหลืออยู่” เนียร์ยังคงไม่ยอมแพ้


“ใช่”


“ข้าพอจะ...”


“ได้ ข้าหาให้ได้ ความจริงประวัติศาสตร์ของจอมมารมันเป็นหนังสือเรียนทั่วไป ใครอ่านก็ได้ เราก็เรียนกันมาตั้งแต่เด็ก...” มังกรสาวพันธุ์มาเบิลวิงค์จำต้องหยุดคำแค่นั้นยามเห็นดวงตาคู่โตสีฟ้าน้ำทะเลลึกของอีกฝ่ายมองตรงมาราวกับไม่เข้าใจที่เธอบอกนัก จนเธอต้องหยั่งเชิงเจ้ามังกรครึ่งๆ กลางๆ ตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้ว่า “เจ้าไม่ได้เรียน?”


เนียร์สายศีรษะช้าๆ ตอบ


และนั่นเหมือนจะทำให้เพื่อนทหารในชุดกระโปรงสีขาวหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้อยู่หุบเขาอาเดลีน แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะตัดขาดเรื่องของฝั่งเราขนาดนั้น” นางเริ่มเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่องเล็กน้อย “พ่อเจ้าสอนอะไรบ้าง เกี่ยวกับพวกเราก่อนเจ้าจะมาเป็นทหารเนี่ย”


“ข้ารู้ว่ามีจอมมาร และมีเผ่าพันธุ์ของเหล่าภูต สัตว์ประหลาดและปีศาจที่อยู่ใต้อำนาจของพระองค์ ในฐานะคนของเทเนบริส”


“แล้ว”


คนถูกถามเงียบงันไป เป็นคำตอบชัดเจนว่าเธอไม่ได้เรียนรู้อะไรไปมากกว่าที่บอกไป


“ว้าว... พวกเจ้านี่สมเป็นบลูไฟเออร์จังเลยนะ” โคเล็ตประชดกลับมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองด้วยความหมายที่บ่งว่าบลูไฟเออร์อย่างพวกเธอนี่ช่าง ไม่ใส่ใจ อะไรเลย ก่อนจะตั้งคำถามขึ้นใหม่ “แล้วพ่อเจ้าเข้ากองทัพมาทำไม ถ้าไม่ได้แยแสเรื่องของเทเนบริสขนาดนั้น”


“มันเกิดสงคราม พ่อแค่อยากปกป้องข้ากับแม่” เนียร์ตอบ


“อา... นั่นสินะ...” มังกรสาวมาเบิลวิงค์ครางรับอย่างปลงอนิจจัง แม้จะแฝงความไม่สบอารมณ์มาด้วย ก่อนจะจับจ้องใบหน้าที่มีแผลยาวที่เสี้ยวหน้าด้านหนึ่งของเนียร์ด้วยนัยน์ตาเพ็งพินิจอยู่หลายวินาที แล้วจึงถามขึ้นอีก “แล้วเจ้ามาเป็นทหารทำไม”


“แม่ข้าขอไว้เป็นอย่างสุดท้ายก่อนตาย” อีกฝ่ายตอบแทบจะทันที


“ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจของตัวเอง”


เนียร์สายศีรษะ


“ไม่ได้ตั้งใจ แต่ได้ตำแหน่งใหญ่กันหมด... พวกเจ้านี่มันน่าอิจฉากันจังเลยนะ” เป็นอีกครั้งที่คนเป็นลูกขุนนางจากอาณาจักรมังกรต้องประชดด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ใบหน้ากับสายตาซื่อๆ ของเจ้าลูกครึ่งบลูไฟเออร์ขึ้นมานิดๆ อย่างเสียไม่ได้ หากไม่นานก็กลับเข้าเรื่องเมื่อไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องโมโหอีกฝ่าย เพราะยังไงทุกการตัดสินใจเรื่องเลื่อนยศนี้มันก็เป็นของจอมมารเพียงผู้เดียว “ยังไงก็เถอะ งั้นก็ชัดเจนว่าบลูไฟเออร์อย่างพวกเจ้าไม่มีใครคิดจะทำงานใต้อำนาจใคร ฉะนั้นไออีชาเองก็น่าจะเหมือนกัน ซึ่งนั่นทำให้น่าคิดว่านางเข้ากองทัพทำไมกัน แถมยังกล้าปฏิเสธความรักของจอมมารซะด้วย แสดงว่านางไม่ได้เข้ากองทัพมาเพื่อจอมมารแน่ๆ”


“นางอาจมีคนที่ต้องปกป้อง เหมือนพ่อข้า” เนียร์สันนิษฐาน


“ใครล่ะ... ใครที่สำคัญขนาดที่จะทำให้บลูไฟเออร์อย่างพวกเจ้ายอมทิ้งตัวตนของตัวเอง ทิ้งอิสระ ทิ้งท้องฟ้า เพื่อก้มหัวรับใช้ใครคนหนึ่งได้” โคเล็ตต้องย้อนถามใหม่เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายคิดมากกว่านี้ เพราะคงไม่มีใครรู้เหตุผลว่าทำไมบลูไฟเออร์ถึงยอมรับใช้จอมมารได้ดีเท่ากับคนที่เป็นบลูไฟเออร์อย่างเนียร์เอง


ซึ่งเนียร์ก็จำต้องก้มหน้าทบทวน ย้อนกลับไปถามตัวเองและพ่อของตนในใจอยู่ชั่วขณะ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ “ครอบครัว...”


โคเล็ตเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อได้คำตอบที่ฟังเรียบง่ายกว่าที่คาด พลางคิดว่าตนอาจใช้แค่คำตอบจากบลูไฟเออร์แค่ตัวครึ่งอย่างเนลโล่และเนียร์ที่เป็นลูกครึ่งไม่ได้ แค่บลูไฟเออร์ตนหนึ่งกับลูกสาวที่มีเลือดของเขาอีกครึ่งอาจไม่สามารถเป็นตัวแทนของบลูไฟเออร์ทั้งหมด ฉะนั้นเธอเลยคิดว่าควรหาตัวอย่างเพิ่มด้วยการถามเนียร์อีกครั้งว่า


“ครอบครัวบลูไฟเออร์ของเจ้าเป็นไงบ้าง”


“บลูไฟเออร์พันธุ์แท้ในครอบครัวข้ามีแค่พ่อคนเดียว”


คนฟังรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับคำตอบที่ได้ ก่อนจะว่า “ใช่ แต่เขาคงไม่ได้ถูกเสกขึ้นมาจากอากาศใช่ไหมล่ะ เขาต้องมีพ่อแม่ หรือปู่ย่าของเจ้า ถ้าพวกเขาไม่ได้อยู่กับเจ้า เจ้าก็น่าจะได้เจอพวกเขาสักครั้ง ไม่ก็พ่อเจ้าก็ต้องเคยพูดถึงเรื่องพ่อแม่ของเขาบ้างใช่ไหมล่ะ”


เนียร์ปรายตาคิดชั่วขณะ ก่อนหันมาตอบเนิบช้า “... ไม่”


“อะไรนะ”


“แม่ข้าเคยเล่าถึงตากับยาย และบ้านที่นางอยู่และที่ข้าเกิดและโตก็เป็นบ้านเก่าของตากับยาย” เนียร์ต้องรีบเล่าเมื่อเห็นสีหน้าไม่เชื่อของเพื่อนทหารตน “ซึ่งข้ารู้ว่าพวกเขาแยกตัวออกไปหลังข้าฝักออกจากไข่ไม่นาน เพราะมันไม่ดีนักที่มังกรจะรวมฝูงใหญ่ในพื้นที่อาศัยที่อยู่ใกล้มนุษย์ และดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยชอบพ่อข้าเท่าไหร่ เพราะพวกเขาไม่เคยกลับมาอีกเลย เป็นตายร้ายดีหรือถูกล่าไปแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ข้าก็รู้ว่ามีพวกเขาอยู่... แต่กับฝั่งพ่อ ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องของปู่กับย่ามาก่อน... เหมือนไม่เคยมีพวกเขาอยู่”


“แต่ยังไงเขาต้องมีพ่อแม่ที่เป็นบลูไฟเออร์เหมือนกันใช่ไหมล่ะ และก็ต้องมีต้นตระกูลเป็นบลูไฟเออร์ทั้งหมดถึงจะสืบสายเลือดมาจนถึงเขาที่เป็นบลูไฟเออร์พันธุ์แท้ได้ ฉะนั้นเขาต้องเคยอยู่ในฝูงบลูไฟเออร์พันธุ์แท้มาก่อนสิ” โคเล็ตยังคงพยายามหาคำอธิบาย


ทว่าเนียร์ยังคงให้คำตอบได้แค่ว่า “ไม่รู้สิ เขาไม่เคยพูดถึง”


“แต่เขาก็ต้องเคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับบลูไฟเออร์ให้เจ้าฟังมาบ้างใช่ไหม” มังกรสาวพันธุ์มาเบิลวิงค์เริ่มออกอาการคาดคั้นเมื่อเจ้าลูกครึ่งบลูไฟเออร์ตรงหน้าไม่มีคำตอบอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันจับต้องได้เลย


“ใช่... แต่มันเหมือนเป็นนิทาน หรือเรื่องที่ฟังมาอีกต่อหนึ่ง มากกว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตเขาโดยตรง เพราะเขาไม่เคยพูดสักครั้งว่าตัวเองเคยทำอะไรอยู่ในฝูงบ้าง เล่าถึงแค่องค์รวมของความเป็นบลูไฟเออร์”


สิ้นคำอธิบายนั้นคนถามก็ต้องเงียบงันไปพักใหญ่ พร้อมยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก แล้วใบหน้าน่ารักหลังกรอบแว่นเริ่มแสดงความคิดหนักจนหว่างคิ้วยุ่งเหยิง และเป็นเวลาหลายวินาทีกว่าเธอจะเริ่มกล่าวขึ้นใหม่เนิบนาบด้วยท่าทางที่ยังคงไม่หยุดคิด


“งั้นถ้าเกิดเรื่องที่จอมมารลำดับที่สองสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บลูไฟเออร์เจ้าจริงๆ พ่อเจ้าคงไม่รอดมาถึงตอนนี้หรอกใช่ไหมล่ะ แบบว่าจะเป็นบลูไฟเออร์ตัวเดียวที่รอดจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนได้ยังไง เพราะมังกรไม่ได้มีอายุยืนขนาดนั้น... ซึ่งมันอาจจะใช่ที่พวกเราอายุยืน แต่ค่าเฉลี่ยก็อยู่แค่ 900-1000 ปี ไม่ใช่หลายพันปี พ่อเจ้าคงไม่ใช่ลูกมังกรในไข่ใบเดียวที่รอดออกมาได้แน่”


“ใช่... เจ้าหญิงคลอเล็ตต้าก็บอกว่า พ่อข้าไม่ควรจะรอดออกมาด้วยซ้ำเหมือนกัน” เนียร์ถอนหายใจตอบรับ


“เขาดูแก่ลงบ้างไหมล่ะตอนที่เจ้าอยู่ด้วย” โคเล็ตหันมาถามใหม่


ซึ่งเนียร์ก็ให้คำตอบชัดเจน “เขาดูอายุมากขึ้นตามวัย”


“งั้นก็ตัดเรื่องเขาเป็นอมตะ หรืออะไรประมาณนั้นไปได้เลย... ถึงแม้ความจริงมันจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วก็เถอะ” โคเล็ดกอดอกถอนหายใจแรงอย่างคิดหนักอีกหน ซึ่งเธอก็ใช้เวลาอยู่สองสามวินาทีในการหาคำตอบด้วยตัวเองในหัว ก่อนจะยอมแพ้แล้วถามซ้ำกับเนียร์ “ถามจริงว่าไม่มีใครที่เป็นคนใกล้ชิดที่รู้จักเขามาก่อนบ้างเลยรึไง ต้องมีใครสักคนที่รู้จักอดีตของเขาบ้างสิ”


เนียร์ยืนนิ่งเงียบไปพักหนึ่งเพื่อใคร่ครวญ และไม่นานจึงได้ชื่อหนึ่งขึ้นมา “... เมอร์เชส”


“อะไรนะ” โคเล็ตอุทานกับชื่อที่ได้ยินแทบจะทันที แล้วถามย้ำให้แน่ใจ “เมอร์เชส?... คนจรแห่งเทเนบริสนั่นน่ะนะ เจ้ารู้จักด้วยเหรอ”


“เขาเป็นเพื่อนของครอบครัว”


คนฟังเลิกคิ้วแปลกใจกว่าเดิม “ยังไง”


“ก็ที่เจ้าถามว่ามีใครบ้างที่ใกล้ชิดหรือรู้จักกับพ่อข้ามาก่อนหน้านั้น ซึ่งมันก็คือเมอร์เชส” เนียร์ตอบ “เขาปรากฏตัวหลังจากพ่อข้าตายไม่นาน และบอกว่าเขาเป็นเพื่อนเก่าของพ่อ”


“แล้วเจ้าก็เชื่อเหรอ”


“สัญชาตญาณข้าบอกแบบนั้น”


“รู้ไหมสัญชาตญาณข้าไม่เคยบอกอะไรเลย จนกว่าจะหาหลักฐานอ้างอินที่จับต้องได้มาให้ครบซะก่อน” มังกรสาวมาเบิลวิงค์ย้อนด้วยรอยตำหนิและคล้ายจะสั่งสอนเพื่อนทหารตนที่ช่างใส่ซื่อจนดูงี่เง่าเกินไปในสายตาเธอ ซ้ำด้วยการเตือนอีกฝ่ายราวกับผู้ใหญ่ที่ดุเด็กเล็กๆ ว่า “พ่อมดนั่นอยู่ฝ่ายไหนยังไม่มีใครรู้เลย อาณาจักรเทเนบริสอาจให้เขาเข้าออกได้ก็จริง แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครไว้ใจเขาสักคน แต่เจ้ากลับเชื่อใจเขาเพราะสัญชาตญาณตัวเองบอกเนี่ยนะ”


“เขาช่วยเหลือข้าและแม่มาตลอด และเป็นคนเดียวที่เป็นเหมือนครอบครัวจริงๆ ที่ข้าเหลืออยู่ ซ้ำเมื่อถึงเวลาที่ข้าต้องการเขาอย่างแท้จริง เขาก็จะอยู่ตรงนั้นเสมอ... ซึ่งใช่ ข้าไว้ใจเขา”


คำตอบที่ยืนยันความคิดตนอย่างหนักแน่น พร้อมนัยน์ตาคู่โตที่มองตรงมาอย่างจริงจังทำให้โคเล็ตต้องนิ่งงันไปชั่วขณะ


บางครั้งเธอก็เกลียดนัยน์ตาโตสีฟ้าน้ำทะเลลึกที่ซื่อตรงนั่นจริงๆ... เพราะแม้มันจะดูไร้เดียงสาและซื่อบื้อในสายตาเธอมากแค่ไหน ทว่ามันกลับมีพลังที่สร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจให้ผู้ที่มองได้อย่างประหลาด ซึ่งความเชื่ออย่างซื่อสัตย์และทรงพลังนั่นก็ทำให้มังกรสาวพันธ์มาเบิลวิงค์ถอดถอนใจอย่างพ่ายแพ้ ก่อนจะว่าเสียงอ่อนลง


“ก็ได้ งั้นเขาเคยเล่าเรื่องพ่อเจ้า หรืออดีตของพ่อเจ้ามาก่อนไหน แบบวัยเด็ก พี่น้อง หรือปู่ย่าของเจ้าน่ะ”


เนียร์เพียงสายศีรษะเป็นคำตอบ “ไม่... เมอร์เชสไม่สามารถพูดความจริงหลายอย่างได้ ซึ่งเรื่องของพ่อข้าคงเป็นหนึ่งในนั้น”


“ทำไม” โคเล็ตต้องหรี่ตาแคบสงสัย


“เขาเป็นผู้แลกเปลี่ยน”


“อะไรนะ!” เหลือเชื่อว่าคนอย่างเธอต้องมาตะโกนด้วยความตกใจเหมือนคนโง่แบบนี้ถึงสองสามครั้ง ซึ่งเธอก็ตาโตแล้วรีบก้าวไปถามอีกฝ่ายด้วยความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจนลิ้นแทบพันกัน “ผู้แลกเปลี่ยนเหรอ จริงเหรอ ยะ... ยังมีเหลืออยู่อีกงั้นเหรอ ยังมีเหลืออยู่ได้ยังไง ข้านึกว่ามันเป็นแค่ตำนานที่ตายไปแล้ว หรือเรื่องเล่าหลอกเด็ก... ถามจริง ผู้แลกเปลี่ยนจริงๆ น่ะเหรอ”


“... ใช่” เนียร์แปลกใจเล็กน้อยเมื่ออาการหัวเสียของโคเล็ตเปลี่ยนเป็นเสนาะสนใจต่อเรื่องของผู้แลกเปลี่ยนอย่างชัดเจนทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอแสดงออกชัดว่าไม่ชอบพ่อมดเฒ่า ทว่าก็พอเดาได้ว่าสำหรับโคเล็ตที่ความรู้คือแหล่งของพลังทั้งหมดในตัว สิ่งแปลกใหม่ที่ได้พบนี้จึงไม่ต่างอะไรกับอาหารอันโอชะสำหรับนาง


มาเบิลวิง์มีความกระหายในความใคร่รู้เสมอ...


ซึ่งโคเล็ตก็ยังคงมีประกายตาตื่นเต้นสนใจเมื่อพูดถึงเรื่องของผู้แลกเปลี่ยนต่อว่า


“งั้นเขามีอายุมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย แถมยังรู้จักพ่อ... !?”


เนียร์เอียงศีรษะฉงนทันใดเมื่ออยู่ๆ โคเล็ตที่กำลังพลั่งพรูคำพูดหยุดพูดเอาเฉยๆ ซ้ำมีสีหน้าเหมือนคิดอะไรสักอย่างได้ขึ้นมาในฉับพลันทันทีนั้นจนเนียร์ต้องเอ่ยถาม “มีอะไรรึเปล่า”


“ไม่รู้สิ มันเป็นอะไรที่แค่แว็บขึ้นมาในหัวน่ะ” โคเล็ตตอบโดยยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากด้วยหว่างคิ้วที่เริ่มชนกันใหม่


ซึ่งนั่นทำให้เนียร์ยิ่งสงสัย “อะไรล่ะ”


โคเล็ตตวัดนัยน์ตาสีเขียวหลังกรอบแว่นไปมองเนียร์ใหม่ พลางว่าอย่างจริงจังกว่าเดิม “ก็พ่อเจ้าอาจไม่ได้อายุหลายพันปีหรือเป็นอมตะก็จริง... แต่ผู้แลกเปลี่ยนอย่างเมอร์เชสไม่ใช่นี่” 


กลายเป็นเนียร์เสียเองที่นิ่งงันในวินาทีนั้น พร้อมความคิดหนึ่งที่ผุงแทรกขึ้นในหัว เข้าใจในสิ่งที่โคเล็ตจะสื่อได้แจ่มชัด ขณะเพื่อนทหารในชุดกระโปรงสีขาวก็ยังคงกล่าวว่า


“คือข้าแค่คิดเล่นๆ น่ะนะ ซึ่งมันคงไม่สมเหตุสมผล... แต่ถ้ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บลูไฟเออร์จริงเมื่อหลายพันปีก่อน และบังเอิญมีผู้แลกเปลี่ยนสักคนขโมยไข่สักใบที่ยังไม่ฝักของบลูไฟเออร์สักตัวออกมาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้สำเร็จ...”


“และร่ายเวทมนต์บางอย่างที่รักษาสภาพไขไว้ไม่ให้ฝัก” เนียร์ต่อคำพูดของเพื่อนตนได้ราวอ่านความคิดของนางออก “ซึ่งด้วยอายุขัยที่ไร้สิ้นสุดของเขาสามารถจะดูแลไข่นั่นได้นานตราบเท่าที่เขาต้องการ ซึ่งอาจเป็นหลายพันปีเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมหรือปลอดภัยพอ ก่อนสุดท้ายจะยอมปลดเวทมนต์และปล่อยให้ไข่นั่นฝักออกมาเมื่อสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว”


ภาพเหตุการณ์ในนิมิตของกษัตริย์อาเกลที่มีพ่อมดเฒ่าอยู่ในนั่นด้วยฉายขึ้นในความทรงจำของเนียร์ ซึ่งมีตอนหนึ่งที่เนียร์จำได้ว่าเมอร์เชสถูกถามถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยอมมาเป็นผู้แลกเปลี่ยน และเขาให้คำตอบเพียงว่ามีบางอย่างที่คุ้มค่าให้เขาย่อมแลกเปลี่ยน... อย่าบอกเธอน่ะว่าสิ่งนั้นคือ...


“และไข่ใบนั้นคือพ่อเจ้า”


ระหว่างเนียร์และโคเล็ตเกิดความเงียบหลายอึดใจทันใดเมื่อสิ้นข้อสรุปของมังกรสาวพันธ์มาเบิลวิงค์ ขณะนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกกับสีเขียวก็สบประสานกันอย่างสื่อความหมายที่เข้าใจเพียงพวกเธอสองตนพร้อมขนอ่อนบนหลังคอที่ลุกชันขึ้นมา เพราะวินาทีที่ได้คำตอบนั้นออกมามันราวกับว่ากล่องปริศนาใบใหญ่ที่ถูกเก็บมาเนินนานและเชื่อมโยงกับปริศนาอื่นๆ ถูกไขเปิดแล้ว


และแม้จะยังเป็นเพียงการคาดเดาที่ไม่มีมูล ทว่ามันช่างน่าพิศวงที่การคาดเดานี้ฟังสมเหตุสมผลและลงล็อกกับช่องว่างหลายอย่างที่โหวอยู่มากที่สุด ซ้ำเสียงกรงเล็บในตัวเธอยังข่วนตะกุยอย่างบ้าคลั้งราวกำลังกู่ร้องว่าเธอมาถูกทางแล้ว และอีกนิดเดียวเท่านั้นทุกคำถามที่เธอต้องการกำลังจะได้รับคำตอบ


ทว่ายังไม่ทันที่พวกเธอจะได้อ้าปากเพื่อหาข้อสันนิษฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับการคาดเดานี้ เสียงตะโกนไม่ไกลนักจากด้านหลังของโคเล็ตก็ดังขึ้น


“โคเล็ต!” 


ทหารนายหนึ่งที่ทำหน้าที่เฝ้าอารักขาประตูเดินตรงมาตามทางเดินหินที่เชื่อมมาถึงตัวศาลาพักกลางสวน ก่อนที่เขาจะร้องบอกอีกครั้งเมื่อมาหยุดยืนที่หน้าบันไดขึ้น


“หมดเวลาแล้ว เจ้าต้องกลับไปทำงาน”


“บ้าจริง” โคเล็ตสบถกับการถูกคัดบทสนทนาครั้งนี้ ทว่าเธอก็หันกลับมายังเนียร์ด้วยสีหน้าที่ยังเต็มไปด้วยความจริงจัง บ่งบอกว่าเธอยังไม่คิดปล่อยให้เรื่องนี้จบลงครึ่งๆ กลางๆ อย่างแน่นอน “เอาอย่างงี้นะ อีกสองวัน เป็นวันแต่งตั้งยศเจ้าใช่ไหม ข้าจะรีบหาข้อมูลเท่าที่หาได้มาให้มากที่สุด แล้วข้าจะไปเจอเจ้าที่ในงาน”


“เจ้าไปงานด้วยงั้นเหรอ”


“ข้าก็เป็นลูกขุนนางใหญ่นะ แน่นอนว่าต้องได้ไปงานสิ” นางว่าเสียงสูงอย่างไม่พอใจนักกับคำถามของเพื่อนทหารที่เหมือนจะลืมฐานะของนาง แล้วว่าขึ้นใหม่ “เอาว่าข้าจะไปเจอเจ้าที่นั่น และคุยเรื่องนี้ต่อ”


“ขอบคุณมาก” เนียร์ที่ไม่คิดว่าจะได้รับความร่วมมือจากมังกรลูกขุนนางตรงหน้ามากขนาดนี้ต้องรีบเอ่ยขอบคุณออกไป


ซึ่งโคเล็ตก็ไหวไหล่อย่างทีเล่นทีจริง แล้วเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่งขณะกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไปว่า “ใช่ สมควรขอบคุณแล้วย่ะ” 


เนียร์ยิ้มรับการตอบรับแบบถือตัวนั่น พลางมองตามแผ่นหลังของเพื่อนทหารตนด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในการร่วมมือที่ดีเกินคาด และเป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าตนไม่ได้ยืนโดดเดียวอยู่กลางกองปริศนาที่แทบท้วมทับจนหายใจไม่ออกอีกต่อไป  


นี่สินะที่เขาบอกว่าสองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว เพราะเมื่อมีมากกว่ามุมมองเดียวแบบที่ผ่านมา มันจึงทำให้พบข้อสังเกตที่เคยมองข้ามไปหรือนึกไม่ถึงมาก่อนได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่รู้ข้อมูลอะไรมากมายอย่างโคเล็ต บวกไหวพริบของนางด้วยแล้วก็ทำให้ปมเล็กๆ มากมายที่ผูกเชื่อมโยงกันในเรื่องราวทั้งหมดนี้เริ่มคลายออก... เธอเชื่อว่ามันกำลังจะคลายออก


ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึง ณ ขณะนี้เศษชิ้นส่วนเล็กๆ มากมายที่เธอเก็บมาตลอดทางนั้นถูกเอามากองรวมอยู่แทบเท้าตนแล้ว เป็นเหมือนภาพแผนที่ขนาดใหญ่ที่ถูกฉีกออกเป็นเศษเล็ก เศษน้อย ซึ่งเธอมีเกือบทุกชิ้น เพียงแต่เธอยังไม่รู้วิธีเชื่อมโยง จัดวาง และยังไม่เห็นทั้งจุดเริ่มหรือจุดจบของมัน แต่รู้ว่ามันต้องเกี่ยวโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ทำไมไออีชาที่ตายในภารกิจถึงเป็นต้นเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์บลูไฟเออร์ และความเกลีดชังของมังกรพันธุ์จักรพรรดิที่มีต่อบลูไฟเออร์ นางเข้าร่วมกองทัพทำไม และเหตุใดถึงปฏิเสธราชาลูเธอร์


และทำไมราชาลูเธอร์ที่รักมังกรบลูไฟเออร์ตนนี้ถึงขนาดไม่อาจยอมรับการตายของนางได้ และสร้างหายนะจากความโศกเศร้าถึงขีดสุดนั้น ถึงได้อภิเษกกับเจ้าหญิงที่เป็นมังกรพันธุ์จักรพรรดิ ซ้ำสุดท้ายทำไมทั้งพระองค์และราชีนีถึงได้อายุสั้นนักจนทำให้ราชาลูเซี่ยนที่เด็กเกินกว่าจะนั่งบัลลังก์ขึ้นครองราชย์แทน


ซึ่งเมื่อราชาลูเซี่ยนกลายมาเป็นจอมมารลำดับที่สอง อะไรที่ทำให้พระองค์โหดเหี้ยมมากมายเช่นนั้น อะไรทำให้พระองค์สั่งฆ่าหลายเผ่าพันธุ์ รวมถึงบลูไฟเออร์... เกิดอะไรกับพระองค์ในวัยเด็ก เกิดอะไรขึ้นกับพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำไมหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเขาถึงหายไป


และเหนืออื่นใดเมื่อมีการสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธ์บลูไฟเออร์แล้ว พ่อเธอ... เนลโล่ อาร์เทนโน่รอดออกมาได้ยังไง และเมอร์เชสคือคนที่ช่วยเหลือพ่อเธอจากเหตุการณ์ครั้งนั้นจริงรึเปล่า และถ้าจริง เขาทำทำไม เขาเป็นใครถึงยอมอุทิตตนเพื่อมังกรเพียงตัวเดียว แล้วทำไมต้องเป็นมังกรตัวนั้น แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้มังกรตนนั้นเติบโตเพื่อมาจบชีวิตในสงครามที่ใหญ่โตที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ชาติและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนพื้นพิภพนี้


เขารู้ได้ยังไงว่ามันจะเกิดขึ้น เขารู้ได้ยังไงว่าบลูไฟเออร์จะสามารถจบสงครามนี้ได้ และทำไมถึงเป็นบลูไฟเออร์เท่านั้นที่จบได้... เขาเป็นใคร!


เมื่อได้มองภาพรวมทั้งหมดนี้ จะรู้ได้เลยว่ามีบางอย่างในเรื่องราวที่ขาดหายไป บางอย่างที่เป็นเหตุผลสำคัญของการเกิดแต่ละเหตุการณ์ที่ตามมาเป็นลูกโซ่ และเหมือนว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยุ่งวุ่นวายและยังไม่มีคำตอบใดที่แน่ชัดนี้จะมีศูนย์กลางและจุดเริ่มต้นทั้งหมด อยู่ที่มังกรบลูไฟเออร์ตนเดียว ที่ชื่อไออีชา วิวาร์ดิ 








******************************

คุยกับผู้เขียนนิดหนึ่งนะ

เอารูปวาดร่างและลงสีแบบคร่าวๆ ของโคเล็ตมาลงสักนิดครับ ความจริงมีเนียร์กับเจ้าหญิงคลอเล็ตต้าด้วย แต่กำลังลงสีอยู่ เลยคงได้เห็นในบทหน้า ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ยังตามอ่านกันถึงขณะนี้นะครับ คิดว่าผู้เขียนใกล้เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ของเรื่องนี้แล้ว ดังนั้นช่วงนี้จะพยายามปั่นมาลงเรื่อยๆ ในช่วงนี้ก็ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพ ดูแลตัวเองดีๆ นะครับ เจอกันบทต่อไปครับ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 719 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14,396 ความคิดเห็น

  1. #13971 Sawalee2528 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 20:46
    3 เดือนแล้วนะคับ ใจจะขาดแล้วววว
    #13,971
    0
  2. #13964 pim. (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 01:54

    ชั้นมึนยิ่งกว่าเนียร์อีกตอนนี้ แต่ชอบมาก ฮือๆๆ

    #13,964
    0
  3. #13960 Fleur N. Lisberg (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 02:59
    เราว่าเมอเชสคือ จอมมารลำดับที่ 1 รึป่าว แต่กลายมาเป็นผู้แลกเปลี่ยน พอจอมมารลำดับที่ 2 ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ บลูไฟเออร์ เลยไปเอาไข่ออกมา เป็นเนลโล่ พ่อของเนียร์ แต่ช้วยเหลือมากไปกว่านี้ไม่ได้เพราะเป็นผู้แลกเปลี่ยน ตามมานาน ปมก็ยังเยอะ ยังเดาเรื่องไม่ถูกเลย
    #13,960
    1
    • #13960-1 The LightHouse(จากตอนที่ 61)
      25 พฤศจิกายน 2563 / 08:16
      ลุงเมอร์เชสออกจะชิวไปกว่าจะเป็นจอมมารมาก่อน แถมฤทธิ์น้อยกว่ากษัตริย์อาเกลที่เป็นลูกหลานจอมมารแล้วเลือกเป็นผู้แลกเปลี่ยนซะอีก ส่วนตัวคิดว่าเมอร์เชสน่าจะได้รับคำขอของจอมมารรุ่น 1 เพื่อปกป้องสายพันธุ์บลูไฟเออร์ หรือลุงก็เป็นบลูไฟเออร์มาก่อนแล้วอยู่เพื่อปกป้องลูกหลานตนเองไรงี้
      #13960-1
  4. #13959 Noah (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 03:27
    oh it's so complicated plot #ทำเสียงคุณแพรวทานิกา
    #13,959
    0
  5. #13958 zee-za (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 02:49
    ฮืออออ คิดถึงเนียร์รรรร

    ลุ้นกับปริศนามากกกกกก. จะเป็นไงต่อ ทฤษฎีที่โคเล็ตคิด ต้องใช่แน่ๆ เลยยยย
    #13,958
    0
  6. #13957 Tinorfide (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 01:00

    ตอนนี้ดีมากจนลืมไลน์ความรักไปเลยค่ะ ตอนที่แล้วกลุ้มมาก เพราะไม่รู้ว่าจะเข็นให้เนียร์รักเลจี้ได้ไงอะค่ะ ช่างมืดมน

    #13,957
    0
  7. #13955 cicada. (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 04:39
    โอย ตามเรื่องนี้มานานมากค่ะแต่ตอนนี้ทำเอาขนลุกเลย นับถือพี่แบงค์จริงๆค่ะ
    #13,955
    0
  8. #13954 Juju (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 08:50

    เดาเนื้อเรื่อง(ต่อ)


    พระเจ้าใต้โลกน่าจะเกิดพร้อมจอมมารที่1 พลังเลยหักล้างกัน สู้กันกับจอมมารที่1 มีไออีชาร่วมรบและตายในสงครามด้วย พระเจ้าใต้โลกแพ้ในครั้งนั้นทำให้ศูนย์เสียร่าง เหลือแค่พลังบ้างส่วนและเป็นสิ่งชั่วร้ายเพราะสูบเลือดเนื้อและพลังชีวิตของภาชนะ รักแท้ของจอมมารที่1คือไออีชา แต่จอมมารที่สองนี่เกิดได้ไงเดาไม่ออก จอมมารที่1อยู่ถึงแค่จอมมารที่2อายุ 20 ก็ตาย (2ขวบ ของมังกร) น่าจะเพราะไม่อยากอยู่ต่อเพราะไออีชาตาย อาจจะฝืนกฎเพื่อมีจอมมารที่สองเพราะรู้ว่าพระเจ้าใต้โลกยังไม่ตายจริงๆ เลยต้องมีทายาทไว้เผื่อต่อกรกับพระเจ้าใต้โลกตอนที่ฟื้นคืนพลัง และอาวุธที่จะสังหารพระเจ้าใต้โลกได้ก็คืออาวุธเดียวกันกับที่ใช้ฆ่าจอมมารได้(ดาบดำ) เพราะเนียร์เคยใช้ได้ผลกับค้างคาวปีศาจที่พวกพระเจ้าใต้โลกสร้างขึ้นมา

    #13,954
    0
  9. #13953 Juju (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 08:31

    เดาเนื้อเรื่อง


    เราว่า การตายของไออีชาเกี่ยวข้องกับ พระเจ้าใต้โลก ส่วนเมอร์เชสรู้ว่าพระเจ้าใต้โลก กับหลุมที่เนลโล่โดดลงไปคืออะไร เลยพยายามปกป้องบลูไฟเออร์ พาไข่บลูไฟเออร์ฟองสุดท้ายหนี เพื่อที่จะอยู่จนถึงวันที่ต้องให้บลูไฟเออร์ทำภาระกิจ แล้วก่อนเป็นผู้แลกเปลี่ยน เมอร์เชสน่าจะเป็นมังกร อาจจะเป็นบลูไฟเออร์ด้วย เพราะเนียร์บอกว่ารู้สึกคุ้นๆกับ เงาปีกของนกตอนที่เมอร์เชสใช้ว่ายเวทตอนทำพิธีให้ราชาอาเกล แล้วเมอร์เชสก็พูดกับจอมมารว่าอยู่ข้างบลูไฟเออร์เท่านั้น เมอร์เชสยอมเป็นผู้แลกเปลี่ยนเพราะสิ้นหวัง อาจจะเป็นคนรักของไออีชา หรือเป็นคนที่รักไออีชามากๆ พอไออีชาตายเลยสิ้นหวัง แถม จอมมารที่2ยังฆ่าล้างเผ่าพันธ์บลูไฟเออร์อีก ทำให้เมอร์เชสไม่มีทางเลือก ต้องตามหาผู้แลกเปลี่ยนอยู่นานจนตัวเองแก่ ถึงเจอและได้เป็นผู้แลกเปลี่ยนเพื่อปกป้องบลูไฟเออร์ฟองสุดท้าย เนลโล่อายุ20 ต้นๆ ตอนเข้ากองทัพ แปลว่าเมอร์เชสปล่อยให้เนลโล่ฟัก เพราะเดาแผ่นพวกพระเจ้าใต้โลกออกว่าต้องการใช้ร่างของอาเกลเป็นพาชนะ อาจจะรู้จากแผ่นการปั่นป่วนให้เกิดสงครามระหว่างเมือง จนเมืองวอเรนต้องหาคนมาแต่งงานกับเทริซ่า เพื่อปกป้องเมืองพร้อมปกป้องเจ้าหญิง อาเกลอยู่ได้ 200 ปี เนลโล่โตพอดี

    #13,953
    0
  10. #13952 mo2ksrwi3_thawe2.ng (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 08:24
    บทวิเคราห์(คหส.): ทำไมพระเจ้าใต้โลกจึงสกัดจอมมารได้ เพราะคือจอมมาร1 แก้แค้นไออีชา ด้วยการฆ่าบลูไฟเออร์ทั้งหมด โดยทำให้เหมือนตนตาย(ตายจริงๆแต่ยังแค้นจึงสาป?ให้ตนไม่ตาย) และลูกชายที่เด็กเป็นคนทำ

    จอมมาร2คือเมอร์เชส ที่ตามหาบลูไฟเออร์ที่เหลือไปซ่อนจนกระทั่งแก่จึงได้พบกับผู้แลกเปลี่ยน(คอยเฝ้ามอง)
    #13,952
    0
  11. #13951 mo2ksrwi3_thawe2.ng (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 08:06
    บทวิเคราห์(คหส.): ทำไมพระเจ้าใต้โลกจึงสกัดจอมมารได้ เพราะคือจอมมาร1 แก้แค้นไออีชา ด้วยการฆ่าบลูไฟเออร์ทั้งหมด โดยทำให้เหมือนตนตาย(ตายจริงๆแต่ยังแค้นจึงสาป?ให้ตนไม่ตาย) และลูกชายที่เด็กเป็นคนทำ

    จอมมาร2คือเมอร์เชส ที่ตามหาบลูไฟเออร์ที่เหลือไปซ่อนจนกระทั่งแก่จึงได้พบกับผู้แลกเปลี่ยนเฝ้ามอง
    #13,951
    0
  12. #13950 mo2ksrwi3_thawe2.ng (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 11:44
    เมอร์เชส = จอมมาร2 ที่พระเจ้าใต้โลก=ไออีชา กำจัด
    #13,950
    0
  13. #13948 DFranzNo4 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 16:54

    ปมผุดเต็มไปหมดเลย เมอร์เชสเป็นใคร พ่อไออิชา? บลูไฟเออร์? จอมมารอันดับหนึ่ง? แล้วจอมมารอันดับสองไม่ได้เกิดจากรักแท้เลยแปลกๆไปรึเปล่า

    แล้วเนลโล่เป็นบลูไฟเออร์ที่ข้ามกาลเวลามา อาจจะเป็นลูกไออิชาก็ได้ หรือจะไม่ใช่เลยเพราะมีตัวละครที่ยังไม่โผล่ หรือตอนนั้นไออิชาอาจจะไม่ได้ตายจริงๆ แต่เป็นความลับที่เกี่ยวกับบลูไฟเออร์ จอมมารอันดับ1 และพระเจ้าใต้โลก ปวดหัว แงง

    #13,948
    0
  14. #13947 Oneday (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 11:20

    หวังว่าพี่แบงค์คงไม่ใจร้ายเขียนให้โคเล็ตตายหรอกใช่มั้ยยยยย

    #13,947
    0
  15. #13946 Vegaisme (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 08:57

    สนุกมากเลยค่ะพี่แบงค์ ตามมาตั้งแต่บทแรก จนถึงตอนนี้ รู้สึกค่อยๆเข้าใจทีละนิดๆ อยากอ่านบทต่อไปเร็วๆแล้วค่ะ เป็นกำลังใจให้พี่แบงค์นะคะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

    #13,946
    0
  16. #13945 nass_san (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 20:30
    มึนไปหมด

    มันย้อนแย้งสวนทางกันไปหมดเลยค่ะ

    ยังคงตามอย่างต่อเนื่องนะคะ รักษาสุขภาพเช่นกันค่ะ
    #13,945
    0
  17. #13944 HelenSmith (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 17:12

    มมาต่อไวๆนะคะ🥰

    #13,944
    0
  18. #13943 PRINCEZpunch (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 21:52
    กำลังคิดว่า เพราะจอมมารลำดับที่ 1 รักไออิชามาก จนตรอมใจรึเปล่า อาจจะฆ่าตัวตายด้วยอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อปลิดชีวิตจริงๆ ทำให้จอมมาร 2 กำพร้า เพราะว่าคู่ชีวิตตาย เลยตายตามกันไปหมด และเพราะแบบนั้น จอมมารลำดับ 2 จึงแค้นไออิชามาก เพราะตนเป็นตัวแทนของมัฃกรจักรพรรดิ เลยฆ่าล้างเผ่าพันธ์บลูไฟเออร์หรอ

    หรืออีกอย่างคือ เจ้าใต้โลกคือจอมมารลำดับที่ 1 ที่สูญเสียการควบคุมตัวเองไป และรอให้บลูไฟเออร์มาช่วยปลดปล่อยหรอ? เนี่ยยย ปมเยอะมาก เราคิดไม่ตกเลย แงงง
    #13,943
    0
  19. #13942 llostl (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 16:30
    ชอบเรื่องนี้มากค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ :)
    #13,942
    0
  20. #13941 lakkee (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 12:26
    ขอบคุณนะคะ
    #13,941
    0
  21. #13940 lookmena09 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 20:27

    ขอบคุณนะ สนุกดีจ้า เป็นกำลังใจให้นะ
    #13,940
    0
  22. #13938 Back_024 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 23:00

    วาดสวยมากๆเลย//ปมกำลังจะคลี่คลายล่ะอดทนหน่อยนะเนียร์

    #13,938
    0
  23. #13936 mo2ksrwi3_thawe2.ng (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 11:18
    สวยแสบใสมากค่ะ
    #13,936
    0
  24. #13935 ' kazs ? (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 01:09

    เป็นคนไม่สามารถคลายปมได้เลยค่ะ หลายคนดูดีใจอ่ะที่เริ่มมีข้อมูลต่างๆ

    ทางเราขอเป็นฝ่ายชมจนกว่าจะจบเรื่องแล้วกันนะคะ .___.

    #13,935
    0
  25. #13934 PMD-H (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 00:40
    ขอบคุณที่กลับมาจ้าาา นี่รอเล่มจบอยุ่น้าาาา
    #13,934
    0