เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 8 : ศึกใหญ่ตอนที่หนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,648
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    10 ก.ย. 54

ศึกใหญ่ตอนที่หนึ่ง

ต้องทำความเข้าใจหน่อยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อาจจะมีสาระประวัติศาสตร์มากกว่าที่ผ่านมา  ผิดกับหลายๆ ตอนที่เป็นเพียงเกร็ดเล็กเกล็ดน้อย  บางตอนก็ไร้สาระเกินกว่าจะเอามาเขียน(แต่ก็หน้าด้านเขียน)  เพราะฉะนั้นอาจจะเผลอเหยียบตาปลาใครบางคนก็เป็นได้  เพราะมีทั้งคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์  และคนที่คุ้นเคยกับนิยายสามก๊กมาอย่างยาวนาน  จนให้หลับตาพูดก็พูดได้เป็นฉากๆ กับคนที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับสามก๊กเลย  เพราะงั้น  ถ้าไปเผลอสะดุดมัจฉาเนตรของกลุ่มใดก็ต้องขอโทษด้วยครับ

 
^สงครามกวนตู้ ศึกที่วัดว่าโจโฉจะเกิดหรือจะดับ


ศึกใหญ่ในสามก๊กมีอยู่สามครั้งซึ่งครั้งแรกก็คือ "กวนตู้" ศึกระหว่างอ้วนเสี้ยว(หยวนส้าว)ปะทะโจโฉ(เฉาเชา)ที่รบกันยาวนานหลายปีจนลูกๆ พากันโตหมด  ศึกนี้ได้ชื่อว่าศึกใหญ่เพราะเป็นศึกที่ทำให้รูปแบบการเมืองในยุคนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างสุดจะคาด  และวุ่ยก๊กก็ต่อตั้งขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กินพื้นที่เกือบ70% ของทั้งประเทศ  ส่วนศึกที่สองก็คือ "ผาแดง" ระหว่างโจโฉกับจิวยี่(โจวหวี่ย์)สุดหล่อ  แต่เป็นกลับเป็นศึกที่แทบไม่มีการรบเกิดขึ้นแม้จะเสียเวลากันเกือบปีเพราะดันเกิดโรคระบาดทำให้ตอนท้ายแม่ทัพทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันเผาเรือเพื่อยับยั้งโรคระบาดก่อนจะจับมือเป็นพันธมิตรกันในภายหลัง  ทว่าศึกนี้กลับถูกใส่สีตีไข่มากที่สุดเนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสามอาณาจักรและเพื่อเชิดชูข่งเบ้งและบังทองผู้ไม่มีบทบาทในความจริงแต่ดันมีบทในนิยาย  และศึกสุดท้ายที่ไม่ขอเอ่ยชื่อเนื่องจากเป็นศึกสุดอัปยศของพระเจ้าเล่าปี่  ศึกนี้ใช้เวลาเดินทัพเป็นปีแต่เมื่อรบจริงกับเสร็จสิ้นในเวลาไม่ถึงเจ็ดวัน(-"-)  หลังจากนั้นท่านมังกรก็พยายามอย่างมากที่จะตีวุ่ยก๊กแต่นักประวัติศาสตร์ก็ไม่ถือเป็นศึกใหญ่

ศึกทั้งสามนี้เป็นศึกที่กำลังน้อยชนะกำลังมากเหมือนกัน  และ หลังเสร็จศึกก็มีแม่ทัพของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจบชีวิตในระยะเวลาอันสั้นเหมือนกัน  เพียงแต่ศึกผาแดงผ่าเพื่อนออกมานิดหน่อย  เพราะแม่ทัพที่ตายดันเป็นฝ่ายที่ได้ชื่อว่าชนะศึก  แถมคนที่ได้ชื่อว่าแพ้ดันเจริญเอาๆ  ยิ่งกว่านั้นยังเป็นศึกที่คนตายในสงครามน้อยที่สุด(ผมกำลังพูดถึงประวัติศาสตร์นะ ไม่ใช่นิยาย)เพราะคนส่วนใหญ่ตายเพราะโรคระบาด

เราจะพูดถึงศึกกวนตู้ก่อนซึ่งเป็นศึกที่เจ้ามือกินเรียบเมื่อมวยรองที่เล็กกว่าทั้งกองกำลังและตัวแม่ทัพกลับสามารถล้มยักษ์ได้  เมื่อโจเมิ่งเต๊อะนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้สูงเจ็ดเชี๊ยะ(161 cm)อย่างที่หลอกว้านจงเขียนไว้ครับ  แต่สูง "ไม่ถึง" เจ็ดเชี๊ยะ ต่างหาก  จึงมีคนทำวิจัยเรื่องนี้กันแข็งขันก่อนจะพบว่าน้องโฉตัวจริงมีความสูงแค่หกเชี๊ยะแปดชุน(156.4 cm!?) เท่านั้น  แล้วยังผอมบอบบางด้วยคงหนักไม่เกินสี่สิบห้าโลหรอก  ส่วนอ้วนเสี้ยวที่สูงซักแปดเชี๊ยะ(184 cm)และรูปร่างบึกบึนก็ควรมีน้ำหนักอย่างต่ำแปดสิบโล แล้วพี่แกยังมีไพร่พลมากกว่าตั้งสิบเท่า  งานนี้จึงไม่มีใครก็กล้าต่อรอง  ดูยังไงโจโฉก็จอดสนิท(แค่กระโดดทับก็แย่แล้วครับ  เพราะลำพังน้ำหนักของอ้วนเสี้ยวก็เท่ากับโจโฉสองคนรวมกัน) แรกๆ โจโฉก็ไม่แน่ใจที่จะลองดีกับอ้วนเสี้ยวหรอกครับ  แต่พอมาคิดอีกที... ชื่ออ้วนเสี้ยวนั้นแปลว่าอ้วนเพียงเสี้ยวเดียว แถมมีเมืองหลวงเป็นเมืองเงียบกุ๋น(เงียบเหมือนป่าช้า)  เมื่อมันห่วยสนิททั้งชื่อคนชื่อเมืองมันก็ย่อมชัดเจนว่าหากโจโฉใจแข็งซักหน่อยก็คงเอาชนะได้  และยังไม่นับกุยแกที่แฉ เอ้ย! แจกแจงความเหนือกว่าของโจโฉต่ออ้วนเสี้ยวออกมาเป็นฉากๆ ซึ่งเมื่อโจโฉได้ฟังก็เกิดกำลังใจท่วมท้น วางแผนทำศึกกับอ้วนเสี้ยวอย่างไม่ย่อท้อจนชนะในที่สุด  ซึ่งคำของปราญ์ชผู้นี้ในประวัติศาสตร์กับนิยายออกจะต่างกันบ้าง  แต่ผมขอยกจากประวัติศาสตร์(ฉบับเฉินโซ่ว)มาดังนี้ครับ เพื่อที่ท่านผู้อ่านจะได้เห็นบุคลิกลักษณะจริงๆ ของอ้วนเสี้ยวและโจโฉชัดเจนกว่าอ่านจากในนิยาย
 <โจโฉกับอ้วนเสี้ยว มีหลายคนเชื่อว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก นั่นเป็นเรื่องที่แต่งเพิ่มทีหลังครับ แต่สำหรับหลักฐานร่วมสมัยนั้นไม่มีอะไรยืนยันว่าทั้งคู่เป็นคู่หูกันมาแต่เด็ก แต่โจโฉรู้จักและผูกพันธ์กับอ้วนเสี้ยวเมื่อเข้ามาทำงานในวัง

 1. อ้วนเสี้ยวนั้นมากพิธีรีตรอง แต่นายท่านเป็นคนง่ายทั้งการตัดสินใจและปฏิบัติ จึงเหนือกว่าในเรื่องการวางตัวที่ดี
 2. อ้วนเสี้ยวทำตัวเหมือนกบฏ แต่นายท่านรับใช้ฮ่องเต้และเชื่อฟังคำสั่งของแผ่นดิน จึงเหนือกว่าด้วยความจงรักภักดี
 3. ตั้งแต่สมัยฮ่องเต้ฮวนเต้และเลนเต้ ราชสำนักได้ตกต่ำลงจากการทำตามใจมากเกินไป อ้วนเสี้ยวไม่มีความตั้งใจและไม่ใส่ใจที่จะรักษากฎหมายบ้านเมือง แต่นายท่านเอาใจใส่คนทุกคน  ไม่ว่าฐานะใดจึงปฏิบัติตามกฎด้วยดี จึงเหนือกว่าด้านการปกครอง
 4. อ้วนเสี้ยวนั้นภายนอกเหมือนใจกว้างแต่ที่จริงแล้วขี้ริษยา มีลูกน้องชั้นเลิศมากมายแต่กลับไม่ไว้ใจ แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญให้แก่ลูกและเครือญาติเท่านั้น แต่นายท่านภายนอกนั้นแสนธรรมดาและเรียบง่าย ทว่าแท้จริงกลับฉลาดหลักแหลม รู้จักใช้ผู้คนและไว้ใจผู้อื่น ให้ความสำคัญกับความสามารถของคนมากกว่าความเกี่ยวพันธ์ทางสายเลือด จึงเหนือกว่าเพราะน้ำใจกว้างขวาง
 5. อ้วนเสี้ยวมีแผนการมากมายแต่แทบไม่เคยลงมือปฏิบัติปล่อยโอกาสให้ผ่านไปจนช้าเกินกระทำการ แต่เมื่อนายท่านวางแผนแล้วลงมือทำในทันที แล้วยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อีกด้วย จึงเหนือกว่าเรื่องกลยุทธ์
 6. อ้วนเสี้ยวใช้การวาทะศิลป์และพิธีรีตองดึงดูดคนที่มีชื่อเสียง บัณฑิตมากมายชื่นชอบคนที่พูดเก่งและความหรูหราพาจึงกันรับใช้เขา แต่นายท่านเป็นคนอย่างตรงไปตรงมา แต่งกายเรียบๆ ดังนั้นบัณฑิตที่มีใจสัตย์ซื่อและมองทุกสิ่งตามความจริงก็จะเห็นความจริงใจและอยากรับใช้นายท่าน จึงเหนือกว่าด้วยความดี
 7. ถ้าอ้วนเสี้ยวพบคนที่หิวโหยและเหน็บหนาว ก็จะรู้สึกสงสารและผ่านไป คือรับรู้ปัญหาได้จากสิ่งที่เขามองเห็นเท่านั้น ความจริงนายท่านก็ชอบมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เสมอ แต่เมื่อไรที่เป็นเรื่องของบ้านเมืองและประชาชนทั้งแผ่นดิน ความเมตตากรุณาของนายท่านนั้นเหนือกว่าที่คนทั่วไปคาดคิดนัก แม้มองไม่เห็นทุกสิ่ง แต่การตัดสินใจของนายท่านนั้นคำนึงถึงทุกคน จึงเหนือกว่าด้วยจิตใจอันสูงส่ง
 8. เหล่าขุนนางของอ้วนเสี้ยวต่างต่อสู้แข่งขันกันตลอดเวลา ทั้งกล่าวหาใส่ร้ายโจมตีซึ่งกันและกัน แต่นายท่านปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างดีโดยไม่สนใจคำนินทาหรือใส่ร้าย จึงเหนือกว่าเรื่องความเข้าใจ
 9. ไม่มีใครรู้ว่าอ้วนเสี้ยวต้องการอะไร แต่นายท่านปฏิบัติอย่างสุภาพกับคนทั่วไปและใช้กฎหมายกำหลาบคนพาล จึงเหนือกว่าเรื่องการบริหารจัดการ
 10. อ้วนเสี้ยวไม่ใส่ใจเรื่องประสิทธิภาพของกองทัพ แต่นายท่านสามารถใช้คนน้อยพิชิตคนมากได้เพราะทหารทุกคนล้วนเชื่อมั่นศรัทธาในตัวท่าน ทำให้ศัตรูต่างก็เกรงกลัวนายท่านไปด้วย จึงเหนือกว่าเรื่องจัดการกองทัพ

 แต่เมื่อสิบประการนี้ถูกละเลยโดยผู้อ่านและคนเขียนนิยาย  โจโฉจึงกลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาลอย่างยากจะรักษา...!

กลับมาที่ศึกกวนตู้อีกรอบ! ระหว่างที่มีสงครามอยู่นี่เอง  อ้วนเสี้ยวส่งทูตมาขอกำลังจากเตียวสิ้วซึ่งเป็นอริกับโจโฉเพราะฆ่าลูกหลานรวมทั้งองครักษ์สุดเลิฟของเค้า  โจโฉเองก็เกือบตายด้วยซ้ำ  แต่เจ้ากระเหรี่ยง(กาเซี่ยง)กลับเอาตีนเหยียบขี้หมาป้ายหน้าทูตแล้วไปจูบปากโจโฉแทน  งานนี้เตียวสิ้วอึ้งสนิทและอึ้งยิ่งขึ้นเมื่อโจโฉโผเข้ากอดและหอมแก้มข้างละสองฟอด(เพื่อให้มั่นใจว่ากลิ่นเข้ากันได้)  เมื่อเจ้าตัวเล็กคนนี้ใจใหญ่เกินกว่าจะจดจำเรื่องเก่าๆ  กาเซี่ยงจึงกลายเป็นหนึ่งเสนาธิการของโจโฉในการรบครั้งนี้ด้วย  แต่ก็ต้องเจียมตัวเช่นกันเพราะโจโฉโอเคแต่คนอื่นเค้าไม่โอเคด้วย(จริงๆ ในประวัติศาสตร์นั้น ไม่ใช่แค่เกือบตายธรรมดา  แต่สภาพโจโฉนั้นแย่จนบรรยายไม่ได้เลยครับ  คือนอกจากจะบาดเจ็บสาหัสจนแทบเสียชีวิตระหว่างการรักษาแล้วจิตใจยังได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรงด้วย  โจโฉเริ่มเป็นโรคปวดหัวและฝันร้าย ตลอดจนละเมอฆ่าคนก็หลังจากเหตุการณ์วิปโยคในครั้งนั้น)  ตอนนี้เอง  เล่าปี่คนดีที่หนึ่งก็เป็นโรคแวบ! หนีจากโจโฉพร้อมกำลังส่วนหนึ่งไปซบอกอ้วนเสี้ยว  ทิ้งน้องชายคนรองที่หนีไม่ทันเพราะมัวแต่ลากง้าวนิลนาคะหนักแปดสิบสองชั่งรวมทั้งภรรยาสองคนไว้ให้โจโฉดูต่างหน้า  ส่วนน้องคนเล็กก็ถูกทิ้งเช่นกันทว่าหนีโจโฉไปตั้งหลักกลายเป็นนายอำเภอคนใหม่ด้วยการเตะนายอำเภอคนเก่าลอยข้ามขอบฟ้าไป  และยังฉลองตำแหน่งนายอำเภอด้วยการฉุดเด็กหญิงแฮหัววัยสิบสองปีมาเป็นภรรยา  ฟังนามสกุลแล้วผมคงไม่ต้องบอกซ้ำว่าเธอเป็นหลานสาวของโจโฉ!

สงครามครั้งนี้อ้วนเสี้ยวสั่งระดมยิงธนูทั้งวันทั้งคืนจนพวกโจโฉโงหัวไม่ขึ้นเพราะต้องหลบในที่กำบัง  ระหว่างนี้พวกเสนาธิการก็ระดมสมองกันมากแต่โจโฉก็ยังไม่กล้าตัดสินใจเพราะแผนทั้งหมดล้วนใช้คนมากแต่เค้าต้องการให้คนของเค้ารอดชีวิตให้มากที่สุด  ส่วนกวนอูครั้งได้เห็นเล่าปี่อีกครั้งก็ตามกลับไปอยู่กับเล่าปี่ซึ่งโจโฉก็ขี้เกียจตามเพราะสงครามกำลังตึงเครียด  ไม่มีการหักด่านห้าหกด่านอย่างในนิยายครับ  และผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะเชื่อว่ากวนอูทำเหมือนในนิยายด้วยเพราะด่านเหล่านั้นกว่าจะผ่านครบต้องใช้เวลาพอๆ กับการขี่ม้าวนรอบประเทศไทย(ขณะที่เล่าปี่กับโจโฉอยู่ห่างกันแค่กรุงเทพกับฝั่งธน ขี่ม้าครึ่งวันก็ถึง) ส่วนโจโฉนั้นก็ได้พบกับเขาฮิวเพื่อเก่าที่หนีมาเยี่ยม  แล้วถูกบีบคอถามเรื่องเสบียงจนในที่สุดก็ต้องบอกความจริงว่าเหลือแค่ประทังหนึ่งเดือนเพราะหายใจไม่ออก  เขาฮิวจึงเสนอแผนปล้นเสบียงให้  และเนื่องจากตอนนั้นมีพวกหนอนบ่อนไส้หลายคนจึงต้องทำการแบบลับๆ โจโฉยกทัพไปเองพร้อมลูกน้องไม่กี่คน  และทำลายเสบียงจนย่อยับ  ส่วนเล่าปี่นั้นหนีอ้วนเสี้ยวไปแล้วครับ

เล่าปี่มีอาถรรผ์ประจำตัวรึเปล่าไม่ทราบ พอมาอยู่กับอ้วนเสี้ยวไม่นานก็ทำให้อ้วนเสี้ยวเริ่มราศีดีจับตาจนแพ้โจโฉยับเยิน!! จึงไม่มีใจจะตามหาเล่าปี่ที่รัก  จุดธูปไล่ด้วย  มึงไปแล้วอย่ากลับมาอีก(T-T) แล้วเล่าปี่ก็มุ่งลงใต้เพื่อกระจายสิริมงคลประจำตัวให้ทุกคนที่ไปขออาศัยอยู่ด้วยอย่างเสมอภาค!?  ส่วนเตียวคับกับเพื่อนๆ ไม้ป่าเดียวกัน อุ๊ย... พูดผิด ดันนึกภาพเตียวคับในDW เป็นเตียวคับกองทัพก็โผล่มาขอสวามิภักกับโจโฉเพราะน้อยใจที่อ้วนเสี้ยวไม่เห็นค่า

โจโฉข้ามมหานทีวิปโยค(แม่น้ำฮวงโห)ไปยึดเมืองต่างๆ ของอ้วนเสี้ยว ส่วนอ้วนเสี้ยวก็เป็นโรคหัวใจพ่ายแพ้(ไม่ใช่อกหักเพราะคิดถึงเล่าปี่นะ! อย่าเข้าใจผิด!) ตายคาที่ไป  หมอหัวโถเองก็ตายช่วงนี้ครับจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รักษากวนอู  ส่วนสาเหตุที่หมอตายเพราะโจโฉเรียกหมอมารักษาแต่หมอไม่มา  บอกว่ารักษาเมียปรากฏว่าทั้งหมดโกหกเพราะหมอไม่สามารถรักษาให้โจโฉหายขาดได้เนื่องจากโรคของโจโฉชั้นเป็นผลมาจากอาการทางจิต(อาจจะเป็นฮิสทีเรีย)  หมอหัวโถเคยตรวจอาการและรักษาด้วยการฝังเข็มให้  แต่ก็บอกเช่นกันว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  หัวโถบอกโจโฉชัดเจนว่าสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดหัวนั้นมาจากภาระที่แบกรับ  วิธีรักษามีเพียงทางเดียวคือต้องทิ้งวุ่ยก๊กไปแล้วไปอยู่ในที่ๆ จะไม่ถูกกระตุ้นให้คิดถึงอดีตหรือเครียด  แต่เมื่อโจโฉไม่ทำตามหมอจึงไม่คิดจะรักษาอีกเพราะรักษาไปก็ไม่มีประโยชน์  จึงถูกจำคุกไว้ก่อนจะป่วยตายในคุกระหว่างโจโฉออกสงคราม... อ้าว ปวดหัวไม่ใช่รึแล้วทำไมไปทำสงครามต่อได้?  คำตอบคือหนังสือปลุกระดมฉบับประวัติศาสตร์ของตันหลิมที่กลายเป็นใบสั่งแพทย์ให้โจโฉหายทั้งๆ ที่นอนเป็นไข้สั่นเหงื่อท่วมมาหลายวัน  ด้วยลีลาการเขียนที่โจโฉอ่านแล้วโกรธจนสั่น  แต่นั้นก็เหมือนจะเป็นการยืนยันการวินิจฉัยโรคของหมอหัวโถด้วยเช่นกัน  เพราะถ้าโจโฉเป็นเนื้องอกก็ไม่น่าจะหายป่วยเพราะถูกด่า

ส่วนบรรดาลูกๆ อ้วนก็พากันผอมซูบซีดหนีไปคนละทิศละทาง! ตอนนี้โจผีติดตามมากับพ่อด้วย  และถึงที่หมายก่อนจึงเข้ามาจัดการกวาดล้างตระกูลอ้วนอย่างยกใหญ่  เนื่องจากระบบของโจโฉเป็นระบบอิงความสามารถ  ใครมีผลงานก็ได้ดี  คนของเค้าจึงแข่งกันสร้างผลงาน  ภาพลักษณ์ของโจโฉจึงพลอยโหดเหี้ยมไปด้วยเพราะบรรดาลูกน้องพยายามสร้างผลงานซึ่งบ่อยครั้งก็ออกจะโหดเหี้ยมไปหน่อย!  ระหว่างนั้นเอง หนุ่มน้อยโจผีสะดุดว๊าบเข้าให้! แม่นางเอียนสีชั่งงามยิ่งนัก! แกเลยอุ้มขึ้นเตียง จับน้องเอียนสีรีไซเคิ้ลทำเมียซะเลย!  ทั้งๆ ที่นางเอียนสีนั้นอายุมากกว่าโจผีตั้งห้าปี(ชอบของเก่าแบบลายครามสินะ (-"-) อาพี้)  ก่อนจะอุ้มไปขอพ่อที่พึ่งมาถึงในหลายวันถัดมาอย่างเป็นทางการ  งานนี้โจโฉถึงกับบ่นอุบเลยครับว่าเหมือนยึดเมืองให้ลูกชาย  ยิ่งมองเห็นลูกสะใภ้งามเหลือหลายยิ่งอยากเขกกบาลลูกชายซักป๊าบแต่ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองได้กระโดดขึ้น(และมองไปรอบๆ ก็ไม่มีเก้าอี้ให้เหยียบ)จึงปล่อยให้เลยตามเลยไป

โจโฉมีคำสั่งให้ฟื้นฟูบ้านเมืองที่ย่ำแย่จากสภาพสงครามอย่างรวดเร็ว  รวมทั้งปฏิรูปการศึกษาตลอดจนสงเคราะห์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม(แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องการตามล่าพวกอ้วนและการป้องกันประเทศจากพวกนอกด่าน)อย่างต่อเนื่องรวมทั้งให้ทหารทำนาเลี้ยงสัตว์ร่วมกับประชาชน  จริงๆ ก็ทำนากันมาตลอดอยู่แล้ว แม้แต่โจโฉก็ลงไปดำนาด้วยตัวเอง! เนื่องจากกองทัพของโจโฉใช้เคียวเกี่ยวข้าวเป็นเกือบทุกคน(น่าเสียดายที่อ่านการ์ตูนเรื่องไหนก็ไม่เห็นพณฯ ท่านทำนา  ยกเว้นเรื่องหงสาจอมราชัญย์!)  ช่วงนี้กุยแกเสียชีวิต  ก่อนตายยังสั่งให้โจโฉรักษาสุขภาพ  แต่ก็ยังวางแผนก่อนตายและคาดการได้ถูกต้องเมื่อหัวของลูกอ้วนคนสุดท้ายถูกส่งมาจากนอกด่าน เป็นอันสิ้นสุดสงครามกวนตู้!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #474 นักชําแหละสามก๊ก (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 19:13

    แซ่อ้วนนี่ย้อนแย้งเนอะ


    อ้วนเสี้ยวแปลว่าอ้วนแค่เสี้ยวเดียวแต่ก็ปาไป80แล้ว


    ส่วนอ้วนสุดแปลว่าอ้วนจนสุดแล้วแต่อ้วนสุดต่างหากที่อ้วนแค่เสี้ยวเดียว(คนเขียนเองยังงงเลย)

    #474
    0
  2. #448 เงามืดแห่งสามก๊ก (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2558 / 22:55
    มิน่าในDW นางเอียนซีถึงดูอายุเยอะจนเหมือนเป็นแม่ของโจผีมากกว่า 555
    #448
    0
  3. #50 Fuoco Penegan (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2554 / 23:02
    เหอๆ "ชื่ออ้วนเสี้ยวนั้นแปลว่าอ้วนเพียงเสี้ยวเดียว" ขนาดอ้วนแค่เสี้ยวเดียวยังปาไป80กว่าโล นี้ถ้าอ้วนเต็มๆคงครึ่งพันได้ละมั้ง
    #50
    0