เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 9 : ช่วงแรกของนิยายกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์(มีสาระกว่าที่คิด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,931
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    20 ก.ย. 54

อ้วนเสี้ยวตัวจริงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์

หลังจากที่พูดเรื่องสงครามกวนตู้มาแล้ว  ผมก็ขออนุญาตพาท่านมารู้จักกับแม่ทัพทั้งสองฝ่ายนั่นก็คืออ้วนเสี้ยว(หยวนส้าว) และโจโฉ(เฉาเชา)ในแง่ของประวัติศาสตร์ซักพัก ก่อนจะไปเรื่องสงครามครั้งอื่นๆ และตัวละครที่จะวิเคราะห์ต่อไป  สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้ "วาย" แต่อย่างไร  แต่ถ้ามีใครอ่านแล้วจะคิดก็เป็นสิทธิ์ของท่านครับผมไม่สามารถจะว่าอะไรได้  มาดูกันว่าคนสองคนนี้โคจรมาพบกันได้อย่างไร

 <แมวน้อยโจโฉ

พงศาวดารว่าระบุโจโฉเป็นลูกขุนนางใหญ่ที่มีชีวิตสุขสบาย  แต่ก็คงมีน้อยคนที่ทราบเช่นกันว่าข้อมูลนี้ถูกจัดทำขึ้นในสมัยพระเจ้าโจผี(เฉาพี้)ซึ่งน่าจะเพื่อให้ฐานะของตนดูดีขึ้้น  และประกาศว่าตนเป็นบุตรแห่งหงสา(ตำนานบางเรื่องก็ไปกันใหญ่เลยครับ กลายเป็นว่าความจริงแล้วโจโฉไม่ใช่คนแต่เป็นพญาหงส์แปลงกายมา  คนเขียนเรื่องหงสาจอมราชันย์คงอ่านเจอแล้วเปลี่ยนสุมาอี้ให้เป็นหงส์แทน) แต่พอยุคสุมาเอี๋ยนก็มีการทำให้โจโฉที่ยิ่งนานวันยิ่งสูงส่งจนแตะไม่ได้กลับเป็นคนธรรมดาอีกครั้ง  โดยระบุว่าโจโฉนั้นเป็นลูกอนุและแม่เป็นโสเภณี  บางคนสนุกกับการทาสีโจโฉก็เลยไปไกลถึงขั้นว่าโจโฉเก่งเรื่องร้องเพลงและบทกวีเพราะมีแม่เป็นหญิงร้องรำทำเพลง" ทั้งที่หลักฐานร่วมสมัยคือประวัตินักเรียนทุนที่ถูกส่งให้ทางราชการพิจารณาและคำพูดของเจ้าตัวเค้าเองก็ระบุชัดว่า "โจโฉ เกิดและอยู่ในความดูแลของมารดาที่เป็นหญิงชาวนาที่เมืองพ่ายและเป็นลูกนอกสมรสของโจโก๋(เฉาซง)" ไม่ว่าแม่ของโจโฉจะทำนาปี นาปรัง หรือนาหว่าน เธอก็คือชาวนาครับ ไม่ใช่นาเปลือยตามที่ใครๆ ยัดเยียดให้เธอเป็น

ส่วนอ้วนเสี้ยวนั้นเกิดมาในตระกูลขุนนางที่สืบเชื้อสายติดต่อกันมายาวนานและเป็นตระกูลวีรบุรุษ นั่นคือตระกูลหยวน  เค้ามีบางสิ่งที่เหมือนโจโฉอย่างมากก็คือเค้าเป็นลูกคนโตของตระกูลเช่นเดียวกับที่โจโฉเป็น  และขณะเดียวกันก็มีข่าวลือลับๆ ด้วยว่าแท้จริงแล้วเค้าเป็นลูกนอกสมรสเหมือนกับโจโฉ ฐานะของทั้งคู่จึงด้อยกว่าน้องๆ ของตัวเอง นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเค้ากลายเป็นเพื่อนกันในเวลาต่อมา

อ้วนเสี้ยวมักถูกเขียนให้มีบทในนิยายและการ์ตูนคล้ายๆ กันและน่าหัวเราะ ทั้งที่ในความเป็นจริงอ้วนเสี้ยวนับว่ายิ่งใหญ่มากสุดในยุคนั้น  ช่วงแรกๆ อ้วนเสี้ยวก็มีบทบาทมากกว่าโจโฉ ในฐานะขุนนางฝ่ายบู๊ที่เก่งกล้าสามารถและเป็นสมาชิกกองทัพมหาดเล็กพิเศษที่จัดตั้งเพื่อความมั่นคงของราชสำนัก อ้วนเสี้ยวมีอำนาจรองจากเกียดสิดที่เป็นผู้บัญชาการสูงสุดแค่คนเดียวขณะที่โจโฉเป็นเพียงที่ปรึกษาหรือขุนพลผู้จัดการกองทัพ(คือขุนพลเสนาธิการที่เรียกว่ากุนซืออ่ะนะ)ที่ขึ้นต่ออ้วนเสี้ยวโดยตรง  จากตรงนี้จะเห็นว่าโจโฉต่างจากที่เรารู้มาครับท่าน ก่อนที่เค้าจะเป็นโจโฉที่เรารู้จักชีวิตราชการเค้าบุ๋นมากกว่าบู๊ เป็นนายกองแค่วันเดียวก็ถูกย้ายไปเป็นนายอำเภอ ผู้ว่า และราชเลขา มีส่วนในการปราบโจรผ้าเหลืองช่วงสั้นๆ ก็ไปเป็นผู้ว่าอีก แล้วก็ออกจากราชการ เมื่อถูกเรียกตัวกลับมาก็มาเป็นกุนซือของอ้วนเสี้ยวอย่างที่เห็น  ทำไม? เพราะโจโฉตัวเล็กเกินกว่าจะได้รับความไว้วางใจให้ควงกระบี่ออกรบเองรึไง?

 
^อ้วนเสี้ยวมักถูกมองในฐานะนักรบยอดแย่เมื่อเทียบกับโจโฉ ทั้งที่ในประวัติศาสตร์จริงอ้วนเสี้ยวเป็นนักรบที่เก่งกาจเหี้ยมหาญ และเหนือกว่าโจโฉในหลายๆ ด้าน แต่ที่โจโฉชนะในที่สุดเพราะโจโฉนั้นมีคุณสมบัติของทั้งนักรบและเสนาธิการ(กุนซือ)อยู่ในตัว จึงมีระบบความคิดที่แยบยลและรอบครอบกว่า

ทั้งคู่อาจจะรู้จักกันอย่างผิวเผินในช่วงแรกๆ ที่โจโฉรับราชการเนื่องจากความอหังการ บังอาจไปถอนหงอกขันทีจูเซอะ เลยดังระเบิดและย้ายเป็นว่าเล่นซึ่งตำแหน่งที่ถูกย้ายไปรับก็เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งหมด  แต่ก็อหังการตลอดเส้นทางกระทั่งเป็นราชเลขาจึงไม่ให้สร้างชื่อได้อีก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อขุนนางฝ่ายบู้จากตระกูลสูงกับขุนนางฝ่ายบุ๋นที่เป็นหลานบุญธรรมของขันที(เคยใหญ่)และลูกนอกสมรสของอดีตแม่ทัพใหญ่ที่ปัจจุบันเป็นหมาหัวเน่า  เป็นไปได้มั้ยว่าอ้วนเสี้ยวรู้สึกดีกับโจโฉเพราะเป็นลูกนอกสมรสเหมือนเค้าแล้วคงนึกสงสารเพราะพ่อของโจโฉไม่ได้ยอมรับเป็นลูก แม้ยอมรับภายหลังแต่ก็ไม่เคยสนใจหรือเยี่ยมเยียน อ้วนเสี้ยวมีตำแหน่งสูงกว่าโจโฉมาตลอดแม้แต่อายุมากกว่าด้วย  โจโฉจึงมีความรักใคร่ผูกพันธ์และเกรงอกเกรงใจมากขึ้นไปอีก


มีเรื่องเล่ากันว่าอ้วนเสี้ยวเคยพาโจโฉไปเที่ยว  อ้วนเสี้ยวแอบฟันสาวแล้วให้โจโฉเป็นต้นทาง ปรากฏว่าโจโฉดันไปเจอสาวเลยเกี้ยวพาราสีเพลิน กว่าจะรู้ว่านักเลงเจ้าถิ่นมาก็จวนตัวเต็มทีแล้วจึงแตกกระเจิงทั้งเจ้านายและลูกน้อง โจโฉอาศัยรูปร่างมุดลอดขาหลบไปตามซอกเล็กๆ ได้ มีอ้วนเสี้ยวที่กระโดดออกจากห้องทั้งที่แต่งตัวไม่ค่อยเรียบร้อย(รีบ)ต่อสู้นิดหน่อยแล้ววิ่งหน้าตั้งตามเจ้าตัวเล็กแต่ดันไปติดที่กอไผ่ซะงั้นแล้วยังเสื้อผ้าหลุดลุ่ยมันเลยเกี่ยวไปหมด(-"-)  ตอนนั้นเองโจโฉเห็นท่าไม่ดีก็ตะโกน "เฮ้ย! ไอ้แมวขโมยมันติดอยู่ก่อไผ่นี้!" เท่านั้นแหละครับ มีรอยขีดข่วนย่อมดีกว่าถูกกระทืบหมดลายนักรบเลยพุ่งออกมาจนได้ ไม่ทราบว่าตอนนั้นทั้งคู่เป็นขุนทหารกับราชเลขาหรือรองแม่ทัพกับกุนซือ ทราบเพียงว่าสาวที่โจโฉได้พบคือนางเปี้ยนสี(แม่โจผี)นั้นเอง แต่เนื่องจากเหตุการณ์ค่อนข้างรั่วพอควร จึงมีคนไปเล่าว่าเรื่องสมัยเด็กแทนและภายหลังก็มีการแต่งเติมจากจีบสาวก็เลยกลายเป็นปล้นตัวเจ้าสาวไป  แต่แม้จะเสียฟอร์มจากไหวพริบสุดแสบในครั้งนั้น  อ้วนเสี้ยวก็ยังคงเป็นยอดขุนพลเสมอ

 <โจโฉ(ชุดแดง)ในตำแหน่งกุนซือร่วมกับตันเหลิม

 <โจโฉกับนางเปี้ยนสี(แม่โจผีกับโจสิด)

ก่อนโจโฉจะเป็นโจโฉที่เรารู้จักแกเคยฟันคนในสนามรบหรือไม่? แม้ประวัติจะระบุว่าเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น เพราะโจโฉไม่เคยบาดเจ็บในสนามรบจนตอนนำทัพตามตีตั๋งโต๊ะครั้งแรกจึงได้บาดเจ็บเจียนตายและหลังจากนั้นก็บาดเจ็บมาตลอด(นับเป็นแม่ทัพที่หกคะมำคว่ำคะเมนที่สุดในยุคนั้น)  ผมเห็นว่าถ้าโจโฉควงกระบี่เองก็ควรบาดเจ็บตั้งแต่รบกับพวกผ้าเหลืองเพราะพวกนี้ใหญ่และซับซ้อนกว่าในนิยายมาก  หรือบางทีแกอาจจะฟันเฉพาะพวกผ้าเหลืองที่เฉียดเข้าใกล้(กุนซือบ้าดีเดือดที่ใกล้ชิดสนามรบ)  อย่างไรก็ตาม, เมื่อความจริงที่ถูกมองข้ามถูกเปิดเผยแล้ว  หากมีใครถามถึงสุดยอดกุนซือสมัยสามก๊กอีก จะมีใครคิดใส่ชื่อโจโฉลงไปบ้างมั้ยครับ จากที่เคยใส่แต่ ข่งเบ้ง บังทอง กุยแก สุมาอี้ ฯลฯ

ในตอนที่เริ่มมีสงครามชิงอำนาจ  ตามประวัติศาสตร์จะเห็นชัดๆ เลยว่าอ้วนเสี้ยวคือตัวตั้งตัวตีสำคัญในการชนกับสิบขันทีที่ความจริงมีสิบสองแต่ไม่ไล่ชื่อครับ จำไม่ได้(เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นที่จะจำชื่อคนพวกนี้ให้รกสมอง) มีแนวร่วมสำคัญคือโฮจิ๋น ตระกูลสุมาและตระกูลอ้วน และขอย้ำอีกครั้งว่าตอนนั้นโจโฉคือกุนซือร่วมกับตันเหลิม(เฉินเหลิน)ไม่ได้อยู่ในฐานะนักรบ ใครวาดภาพโจโฉช่วงนั้นต้องไม่ให้ใส่เกราะ  แต่คนที่ต้องใส่เกราะคืออองอุน(หวางหยุน)ครับ จากประวัติศาสตร์จริงจะเห็นว่าในนิยายคาแรคเตอร์ของโจโฉกับอองอุนสลับกัน(-"-)  อองอุนชนกับพวกขันทีตรงๆ และถูกจับไปคุกวัดเหนือสองครั้งแต่รอดมาได้(ปกติตายหมด) เมื่อพวกฝ่ายบู้วางแผนจัดการพวกขันทีแบบล้างบาง โจโฉกับตันเหลิมที่เป็นกุนซือพยายามทักท้วงเกี่ยวกับแผนการแต่ฝ่ายบู๊ไม่ฟังจึงต้องพังพาบไป 

ประวัติศาสตร์บอกถึงความเหี้ยมหาญของอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดเมื่อโฮจิ๋นถูกตัดหัว อ้วนเสี้ยวนำทหารบุกฆ่าคนไม่มีหนวดเคราเรียบ ส่วนอ้วนสุดและพรรคพวกก็นำทหารไล่ฆ่าพวกขันทีและเผาวังครับ โจโฉก็นำทหารเข้าวังเช่นกันแต่ไปดับไฟอารักขาพระญาติและปกป้องชาววัง(ไปคนละทางกับคนอื่นเลย) หลายคนรอดตายเพราะโจโฉแท้ๆ  แต่กระนั้นก็มีคนตายจากการทำการของพวกอ้วนถึงสองพันคนรวมทั้งเด็กๆ หลายคนไม่ใช่ขันทีด้วยซ้ำ  เตียวเยียง(จางย่าง)หนีไปจนมุมแล้วจบลงที่โดดน้ำตาย  ทารกสวรรค์สององค์ก็หนีกระเซอะกระเซิงไปเจอตั๋งโต๊ะจึงถูกพากลับวังแล้วปะทะกับอ้วนเสี้ยว ตั๋งโต๊ะคุมสถานการณ์ได้แต่ยังทำอะไรอ้วนเสี้ยวไม่ได้ทันทีเช่นกันเพราะอ้วนเสี้ยวมีอิทธิพล สุมาฝางจึงคิดแผนที่ไม่มีเตียวเสี้ยนขึ้นมาโดยเลือกโจโฉไปทำหน้าที่เนื่องจากรูปลักษณ์อันเป็นคราบลูกแกะชั้นยอด(โจโฉคงถูกสุมาฝางฝึกทั้งเล่ห์กลและการต่อสู้เพื่อปฏิบัติการเด็ดชีพ)นำไปฝากตัวให้ตั๋งโต๊ะใช้สอย ตั๋งโต๊ะรู้ประวัติปกปิดของเจ้าตัวเล็กที่ใต้เท้าสุมาแย้มมาว่าเห็นอย่างงี้แต่เก่งทั้งบู๊บุ๋นก็แต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกรมทหารม้าและให้รับใช้ใกล้ชิด

ผมขอเสริมนิดหน่อยด้วยว่าตอนที่ตั๋งโต๊ะไปพบฮ่องเต้และตันเล่าอ๋องนั้นได้ถามเหตุการณ์ต่างๆ แต่ฮ่องไม่สามารถบอกอะไรได้นอกจากร้องไห้ขณะที่ตันเล่าอ๋องนั้นเล่าอะไรโดยไม่ตกไม่หล่นแม้แต่น้อยเค้าจึงชื่นชมเจ้าชายองค์นี้และภายหลังก็ปลดฮ่องเต้ออกและยกตันเล่าอ๋องเป็นฮ่องเต้แทนซึ่งก็คือเหี้ยนเต้  ซึ่งผมจะเล่าเรื่องนี้ต่อในตอนต่อไป  รับรองว่ามีอะไรมากกว่าในนิยายแน่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #440 Mandarill (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2557 / 20:25
    อ่านแล้วก็ได้แต่คิดแล้วสงสัย เตียวเสี้ยนนั้นแท้จริงคือโจโฉ?
    #440
    0