เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 39 : อ้วนเสี้ยว-อ้วนสุด สองขุนพลใหญ่แห่งตระกูลหยวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,910
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    12 พ.ค. 55

อ้วนเสี้ยว-อ้วนสุด สองขุนพลใหญ่แห่งตระกูลหยวน
 
อ้วนเสี้ยว

ฟังชื่อบทความแล้วคงรู้สึกเหนื่อยใจนะครับ เพราะอ้วนเสี้ยวเหมือนจะแปลว่า "อ้วนเพียงเสี้ยวเดียว" คนอะไรอ้วนทั้งทีก็อ้วนแค่เสี้ยวจะอ้วนให้มันเต็มๆ ก็ไม่ได้ แถมยังครองเมืองชื่อ "เงียบกุ๋น" อันแปลว่า "เงียบเหมือนป่าช้า" ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเป็นใหญ่ไม่ได้ ก็เล่นไม่เอาไหนทั้งชื่อคนและชื่อเมือง แล้วแกยังมีน้องชายชื่ออ้วนสุดซึ่งฟังดูแล้วอยากจับไปลงกินเนสบุ๊คซะให้เข็ดในฐานะคนที่ "อ้วนที่สุดในโลก" พี่น้องคู่นี่ไม่เป็นที่ถูกใจแฟนๆ สามก๊กมากนักเพราะบทบาทที่ดูน่าขบขันในสามก๊กฉบับหลอกว้านจง ยิ่งในเรื่องจอมราชันย์อหังการยิ่งไม่ต้องพูดถึง  ทั้งความจริงสองคนนี้เป็นบุคคลที่น่าสนใจมาก เพราะเริ่มแรก ทั้งคู่คือตัวตั้งตัวตีสำคัญในการต่อสู้กับสิบขันทีและสองหัวหน้าใหญ่เพื่อขจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดินในฐานะทายาทตระกูลหยวน(อ้วน)ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค

อ้วนเสี้ยวเป็นบุตรนอกสมรสเช่นเดียวกับโจโฉ ต่างแต่ว่าเป็นลูกของเมียน้อยในบ้าน เนื่องด้วยบิดาที่นอนกลางวันสะดุ้งตื่นมาเพราะฝันเห็นมังกรบนฟ้า จึงคิดว่าเป็นนิมิตรที่ตนจะได้ลูกชายจึงรีบกระวีกระวาดไปหาเมียหลวงเพื่อผลิตลูกโดยด่วนก่อนจะถูกถีบกระเด็นเพราะคุณนายเธอไม่มีอารมณ์ พอเหลือบไปเห็นสาวใช้นางหนึ่งที่เดินผ่านมาพอดี จึงความนางเข้าหลืบเพื่อร่วมผลิตเด็กทารก ในปี ค.ศ. 152 ปีมะโรง, เด็กชายอ้วนเสี้ยวจึงได้ลืมตาดูโลกด้วยผ่านช่องคลอดของหญิงนิรนามผู้นี้นี่เอง ส่วนอ้วนสุดผู้น้องก็คลานตามออกมาในปี่ถัดไป แต่จากท้องเมียหลวง ซึ่งแม่ของอ้วนสุดคงเกลียดอ้วนเสี้ยวอยู่ไม่น้อย จึงมักเสี้ยมสอนลูกว่า "อ้วนเสี้ยวไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของเจ้า ไม่ต้องไปแสดงความนับถือหรอก" เหตุผลพื้นๆ คือสาวนิรนามที่ถูกพ่ออ้วนเสี้ยวลากเข้าไปนั้นเธอมีสามีอยู่แล้วครับ และมีลูกสาวอยู่ก่อนแล้วด้วย(พี่สาวของอ้วนเสี้ยวคนนี้ ต่อมาแต่งกับคนตระกูลหยาง และให้กำเนิดเอียวสิ้ว) นี่จึงเป็นการเล่นชู้แบบไม่ต้องสงสัย แม้จะเชื่อได้ว่าอ้วนเสี้ยวเป็นลูกแท้ๆ เพราะคุณแม่ไม่ได้มีอะไรกับผัวเธอนานแล้วเนื่องจากผัวเธอเดินทางไปต่างเมืองก็ตาม ด้วยสภาพทั้งหมดนี้อ้วนเสี้ยวจึงมีฐานะต่ำกว่าน้องๆ ทุกคนในตระกูล แต่ดีที่ช่วงแรกๆ ของชีวิต อ้วนสุดไม่ได้ตั้งแง่กับอ้วนเสี้ยว

แม้จะได้รับความลำเอียงจากฮูหยินใหญ่ แต่อ้วนเสี้ยวได้รับการปฏิบัติจากพ่ออย่างเท่าเทียมกับพี่น้องคนอื่น ทั้งการศึกษาและเสื้อผ้าอาหาร รวมถึงโอกาสในราชการ ไม่นานอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดก็โดดเด่นขึ้นมาในตระกูลด้วยความสามารถเชิงบู๊ที่เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งเส้นที่ใหญ่มหึมา อ้วนเสี้ยวได้ทะยานขึ้นสู่ตำแห่งนายพลด้วยอายุเพียงสิบแปดปี สร้างความไม่พอใจกับอ้วนสุดเนื่องจากเมื่อตนเข้ารับราชการบ้างกลับไม่ได้ตำแหน่งสำคัญเร็วขนาดนั้น และกลายเป็นปมใจของอ้วนสุดขึ้นมาในภายหลังเพราะทำอะไรก็ไม่ได้เท่าพี่ซักอย่าง บางที่... เราอาจจะต้องยอมรับว่าอ้วนเสี้ยวคงไม่ได้มีดีแค่ชาติตระกูล เพราะถ้าใช้เส้นอย่างเดียวทำไมใต้เท้าอ้วนไม่หนุนลูกทุกคนให้อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ แต่หนุนได้แค่อ้วนเสี้ยวคนเดียว นั่นย่อมหมายความว่าความสามารถของอ้วนเสี้ยวต้องโดดเด่นเหนือพี่น้องทุกคนจนไม่สามารถจะดันลูกคนอื่นๆ ให้มาอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับอ้วนเสี้ยวได้ และเมื่อเวลาผ่านไปอ้วนเสี้ยวก็เริ่มเติบโตในตำแหน่งทางทหารมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฝีมือที่โดดเด่นฉายาว่า "นายพลผู้ว่องไวเหมือนเสือ" ความที่คิดว่าตัวเองแน่นี่เองจึงไม่ยอมรับการเสนอแผ่นการรบของโจโฉที่ถูกส่งตัวมาในฐานะที่ปรึกษา(ซึ่งอาจจะด้วยชื่อ "เฉาเชา" แถมเป็นชาวเมือง "พ่าย" นี่เองที่ทำให้อ้วนเสี้ยวเมิน เพราะทั้ง "เฉา" และ "พ่าย" แบบนี้มันจะไปซักกี่น้ำ) ทำให้โจโฉน้อยใจเสนอตัวเป็นกุนซือชั่วคราวให้กับเล่าปี่ วางแผนการรบจนเป็นที่ฮือฮา ได้ความดีความชอบในการตีประชาชนเสื้อเหลืองจนแตกพ่าย นับเป็นการหักหน้าอ้วนเสี้ยวอย่างรุนแรงมาก ทำให้อ้วนเสี้ยวกีดกันเล่าปี่ไม่ให้ได้ตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวง แต่ก็ยังดีที่กองซุนจ้านวิ่งเต้นให้เล่าปี่ได้เป็นขุนนางท้องถิ่น
 
โจโฉกับเล่าปี่

สองปีหลังการปราบขบวนการเสื้อเหลือง อ้วนเสี้ยวก็ได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพในเดือนที่แปด โดยได้รับแต่งตั้งเป็นขุนพลกองทัพกลาง และยังได้เรียกตัวโจโฉที่ออกจากราชการ-หนีชาวบ้านที่ตามปิดทองและขูดขอหวยกลับมาโดยให้เป็นที่ปรึกษาของอ้วนเสี้ยวโดยตรงในการจัดการกองทัพ การอยู่ใต้บังคับบัญชาโดยตรงนี่เองทำให้โจโฉค่อนข้างเกรงใจอ้วนเสี้ยวแม้จะถูกอ้วนสุด-น้องชายของเจ้านายค่อนแคะตลอดว่าเป็นแค่ "ฝ่ายบุ๋น" ก็ตาม ช่วงเวลานี้เป็นคนมากมายที่ถูกส่งตรงเข้าคุกวัดเหนือแต่ไม่เคยได้กลับออกมาซักคน จนกระทั่งนายพลอองอุ้นได้วิวัฒนาการเป็นคนแรกในรอบร้อยปีกับสามสิบวัน แผนการโค่นเหล่าขันทีจึงเริ่มขึ้น อ้วนเสี้ยวหวังได้รับความร่วมมือจากน้องชายจึงส่ง "ฝ่ายบุ๋น(หมายถึงโจโฉ)" ไปเจรจา ในที่สุดอ้วนสุดก็ตกลง และเกิดการร่วมหัวจมท้ายของเหล่าขุนนางใหญ่และตระกูลใหญ่ๆ ทั้งหลายเป็นอย่างดี ทั้งอองอุ้น โฮจิ๋นและบรรดาน้องๆ ตระกูลอ้วนและลิ้วล้อไปจนถึงตระกูลสุมา แต่อย่างไรก็ดี ผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างเป็นทางการก็ยังคงเป็นโฮจิ๋น อ้วนเสี้ยวจึงพยายามกดดันโฮจิ๋นต่างๆ นาๆ เพื่อให้ทำงานไปโดยราบรื่นและไม่เปลี่ยนใจกลางทางโดยมีอ้วนสุดคอยดักไม่ให้คนที่ลงชื่อเป็นพันธมิตรหักหลังทีหลัง ซึ่งภายใต้การทำงานของสองพี่น้องก็ไปได้ด้วยดี แต่ดูโฮจิ๋นจะเป็นพวกใจเสาะพอควร เมื่อสองพี่น้องอ้วนแนะนำให้ฆ่าพวกขันทีก็ไปเสียเวลากับการหามือสังหาร เมื่อแนะนำให้วางแผนก็เรียกประชุมแล้วโยนหินถามทาง อ้วนเสี้ยวถึงกับหมดความอดทนจนตำหนิกลางที่ประชุมว่า "ถ้าท่านจะเสียหัวก่อนทำงานสำเร็จก็เพราะปล่อยให้แผนรั่วไหล  ในตอนนี้ท่านและน้องชายท่านควบคุมกองทัพที่แข็งแกร่ง  ทหารก็เตรียมพร้อมจะทำตามคำสั่ง ทุกสิ่งอยู่ในมือท่านแล้ว รีบจัดการพวกโสมมนี่ซะที" ได้ฟังดังนั้น โฮจิ๋นก็เลยเข้าเฝ้าไทเฮาผู้เป็นน้องสาวให้จัดการพวกขันที
 
โฮจิ๋น

ดูจากรูปการโฮจิ๋นคงได้ตำแหน่งสมุหพระกลาโหมโดยการจับฉลากมา จึงช้ากว่าเตียวเยียงที่ส่งขันทีผู้ช่ำชองในชิวหาพาเพลินไปกล่อมไทเฮาซะก่อนหนึ่งก้าว ทำให้แผนเหลวทันที ทำให้อ้วนเสี้ยวหงุดหงิดมาก แต่ครั้งจะตัดหน้าบุกไปจัดการเองก็เหมือนจะไม่ให้เกียรติผู้บังคับบัญชา จึงเสนอให้ระดมพลจากหัวเมืองต่างๆ เข้าเมืองหลวงเลยดีกว่าซึ่งทุกคนก็เห็นชอบด้วย ตันเหลิมค้านหัวชนฝาเพราะเป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่และทำเรื่องใหญ่ให้ใหญ่ยิ่งกว่า ทว่าเสียงของขุนนางฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งท่ามกลายทหารห่ามศึกทั้งหลายก็กลายเป็นเพียงแมลงวันที่ไม่ใครเสียเวลาปัดให้เมื่อย ส่วนโจโฉถึงกับหัวเราะอย่างสุดจะทนและสาดกลางที่ประชุมว่า "มันเป็นไปไม่ได้ที่จะฆ่าขันทีทั้งวัง ที่ต้องทำคือจับไอ้หัวหน้าตุ๊ดมาขังไว้ แล้วใช้มันต่อรองทางการเมืองก็พอแล้ว มิเช่นนั้นข้าว่าท่านจะคงต้องล้มเหลวแล้วล่ะ" ซึ่งหลังจากนั้นหลายเดือนก็มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายซึ่งผมขอข้ามเพราะรายละเอียดเยอะมาก แต่ที่ต้องบอกคือการคาดการของโจโฉนั้นแม่นกว่าเทวดาบางองค์ที่วืดประจำ เพราะการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ทำให้ข้อกล่าวหาว่า "โฮจิ๋นเป็นขบถ" ของฝายเตียวเยียงมีน้ำหนักมากขึ้น ในที่สุดโฮจิ๋นก็ถูกตัดหัวโยนออกมานอกกำแพงเมือง อ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดจึงนำทหารบุกเข้าวัง บันทึกประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ชุลมุนนี้ว่า "---พวกเขาฟันประตูวังหลวง  ในขณะที่เหล่าขันทีพากันหยิบอาวุธขึ้นมาเตรียมต่อสู้  ในเวลานั้นตะวันได้ตกดินไปแล้ว  อ้วนสุดได้จุดไฟเผาประตูของวังตอนใต้เพื่อไล่ต้อน--- เตียวเหยียงและพวกจึงเข้าไปในวังต้องห้ามกราบทูลไทเฮาว่า ทัพผสมของแม่ทัพใหญ่ได้รวมตัวกัน  เผาวังหลวงและพังประตูทางเข้าสู่ที่ทำการขุนนางอาลักษณ์  แล้วบังคับขุนนางที่ยังอยู่ในวังหลวงให้ช่วยพวกเขานำตัวไทเฮา ฮ่องเต้และตันลิวอ๋อง หนีไปในทางลับสู่วังตอนเหนือ---" ผมทราบภายหลังว่าโจโฉอยู่ในวังตอนนั้นและเป็นหนึ่งในขุนนางที่ถูกบังคับด้วย เนื่องจากเข้าเวรดึก นั่นเป็นคำอธิบายว่าทำไมตามบันทึกประวัติศาสตร์โจโฉจึงทำอะไรขัดกับสถานการณ์ทั้งนำทหารคุ้มกันคนออกจากวังและช่วยดับไฟระหว่างที่อ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุดนำทหารเข้าไปไล่ฆ่าทุกคนและเผาวัง ไม่ใช่เพราะมีคุณธรรมอะไรหรอกแต่เนื่องจากพวกมันไม่ได้มาด้วยกันนั่นเอง
 
หลงคิดว่ามันน่ารัก ที่ไหนได้มันแค่ไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา

ระหว่างที่เกิดเรื่อง เตียวเยียงได้ลักพาตัวฮ่องเต้และพระอนุชาหนีไปพบตั๋งโต๊ะตามที่เคยเล่ามาแล้วและจบลงที่โดดน้ำตายหนีตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะได้ฮ่องเต้เหมือนได้แก้วก็มีคนเข้ากับตั๋งโต๊ะมากขึ้นจนกลายเป็นกำลังใหญ่ และยกทัพเข้าเมืองหลวง แม้จะไม่รู้เรื่องอะไรแต่โชคดีที่ท่านอ๋อง-เล่าเหียบทรงสาธยายเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบได้โดยไม่ตกหล่นเหตุการณ์ใด อ้วนเสี้ยว-อ้วนสุดจึงอยู่ในอันตราย(โจโฉจึงยังรอดตัว) โชคดีที่ทั้งคู่ยังมีอำนาจทางการเมืองตั๋งโต๊ะจึงยังจัดการอะไรไม่ได้ ประกอบกับอ้วนเสี้ยวก็กล้าแข็งขนาดพร้อมจะสู้แบบเอาชีวิตกับตั๋งโต๊ะในวังหลวงทีเดียวทำให้ต้องปล่อยไปก่อน แถมอ้วนเสี้ยวก็ยังแสดงอาการไม่แยแสต่ออำนาจตั๋งโต๊ะออกจากเมืองหลวงไปรวบรวมกำลังพลเตรียมต่อต้านแบบเปิดเผย จากตรงนี้จะเห็นว่าภาพพจน์อ้วนเสี้ยวดีกว่าในนิยายมาก ต่อมาเมื่อโจโฉชูธงต้านเผด็จการ อ้วนเสี้ยวก็คือขุนนางใหญ่คนแรกที่ยื่นมือมาให้โจโฉและได้รับความร่วมมือข่งมอผู้ปลอมราชโองการเพื่อรวมกำลังพล

ในนิยายพูดเหมือนกับว่าเป็นความผิดของอ้วนเสี้ยวที่ไม่สามารถควบคุมกองทัพได้ แต่ความจริงถ้าเราพิจารณาสถานการณ์ก็นับว่าอ้วนเสี้ยวน่าเห็นใจไม่น้อย แม้เขาจะเป็นหัวหน้าใหญ่แต่ขุนพลทุกคนมีความสับสนเพราะพวกเขาไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากฮ่องเต้ จึงเกรงว่าจะกลายเป็นขบถซะเอง แล้วยังครอบครัวของเขาที่ถูกประหารด้วย อีกอย่างแม้จะได้รับการยอมรับจากทุกคนให้เป็นผู้นำทัพแล้ว แต่เขารู้ดีว่าเขายังมีปัญหาความสัมพันธ์กับน้องชายที่ในครอบครัวมีศักดิ์สูงกว่า และความจริงคือตอนที่อ้วนเสี้ยวได้รับเลือกเป็นหัวหน้าคนที่ขัดค้านนอกจากเปาซิ่น(ที่อยากได้โจโฉมากกว่า)ก็คืออ้วนสุดนั่นเอง อ้วนสุดไม่พอใจที่ต้องตามหลังพี่ตลอดเวลาใช่หรือไม่ อ้วนสุดในประวัติศาสตร์มีฝีมือในการต่อสู้เหนือชั้นมากคนหนึ่งแต่เป็นคนเก่งแบบชอบฉายเดี่ยวและยโสโอหังมาก เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำมากกว่าพี่ชายเพียงแต่ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ อ้วนสุดนี่เองที่คอยขัดขวางการทำงานของกลุ่มต่างๆ นาๆ เพื่อเลื่อยขาเก้าอี้อ้วนเสี้ยว หลังจากกองทัพโจโฉถูกซีเอ๋งตีแตกพ่ายอ้วนเสี้ยวส่งกองทัพไปรับโจโฉกลับมา และเมื่อโจโฉเสนอแผนอีกครั้งและไม่มีใครเห็นด้วยกับแผนการของเขา จนโจโฉออกจากค่ายไป บันทึกบอกชัดว่าโจโฉ "นำทัพไปตั้งค่ายกับอ้วนเสี้ยวที่โห้ลาย" แปลว่าอ้วนเสี้ยวหมดกำลังใจ--ออกจากค่ายไปก่อนโจโฉด้วยซ้ำ และการที่ทั้งคู่ไปตั่งค่ายด้วยกันอย่างกระหนุงกระหนิงนี่เองที่ทำให้คนรุ่นหลังเขียนเป็นตุเป็นตะว่าโจโฉกับอ้วนเสี้ยวสนิทกันมาแต่เด็ก ส่วนกองทัพธรรมก็แยกย้ายกลับบ้านไป
 

แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่รักกันสุดลิ่มทิ่มประตูหลังก็เป็นอันแตกแยกเมื่ออ้วนเสี้ยวคิดจะสนับสนุนเล่าหงีขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่โจโฉยืนกรานว่าจะปกป้องพระเจ้าเหี้ยนเต้เพราะพระองค์ไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ตกอยู่ในมือคนถ่อยเท่านั้นเอง ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกทางกันไป ซุุนฮกที่รู้การสนทนาของทั้งคู่เห็นว่าโจโฉอุดมการณ์ตรงกับตนจึงเก็บข้าวเก็บของตามโจโฉไป จากบทสนทนาของอ้วนเสี้ยวกับโจโฉจะเห็นว่าทั้งคู่จริงใจต่อแผ่นดินแต่อุดมการณ์ไม่ตรงกันเท่านั้นเอง อ้วนเสี้ยวส่งจดหมายไปขอแนวร่วมจากน้องชาย แต่อ้วนสุดต้องการเป็นฮ่องเต้เองจึงไม่ยอมร่วมเพราะถ้าได้คนเก่งอย่างเล่าหงีมาเป็นฮ่องเต้ตนก็มีโอกาสถึงเป้าหมายน้อยลง สรุปคืออ้วนสุดเองก็รู้เช่นกันว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว อันที่จริงอ้วนสุดระแคะระคายว่าตราหยกอยู่ที่ไหนแต่ยังเอามาไม่ได้เท่านั้นเอง เห็นได้จากตอนที่ซุนเกี๋ยนตายเขาก็ควบคุมลูกเมียซุนเกี๋ยนและบีบคั้นซุนเซ็กต่างๆ นาๆ เพื่อให้ซุนเซ็กมอบตราหยกให้ เพราะงั้นเรื่องจริงจึงไม่ใช่ว่าอ้วนสุดจะโง่ซะเมื่อไหร่ แต่เพราะความโลภทำให้เขาพลาดโอกาสสำคัญไป
 
อ้วนสุด

ตอนหน้าเราจะคุยเรื่องอ้วนเสี้ยวอ้วนสุดกันต่อ... เพราะยังมีอะไรอีกมากที่ต้องจาระนัยออกมา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #155 LE BASIlIC (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2555 / 07:47

    _(:3」∠)_



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2555 / 08:06
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2555 / 08:33
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 15 พฤษภาคม 2555 / 00:04
    แก้ไขครั้งที่ 4 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:28
    #155
    0
  2. #153 ราเบล (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 / 20:06
    เกี่ยวกับโฮจิ๋นนี่ บอกกันตรงๆเลยครับว่า ไม่ได้ตำแหน่งมาจากการจับฉลาก โฮจิ๋นคนนี้มันเป็นคนขายหมูมาก่อนครับ ที่มีอำนาจเพราะน้องสาวได้ดีเป็นถึงโฮเฮาหรอก ส่วนเรื่องการที่จะให้เล่าง้อเป็นฮ่องเต้แทน ส่วนตัวผมมองว่า อ้วนเสี้ยวมีเหตุผลอยู่สองข้อครับ คือ 1.พระเจ้านเต้มีเชื้อพระเจ้าเลนเต้แถมขึ้นเป็นกษัตริย์มาโดยไม่ชอบธรรม (โดนตั๋งโต๊ะแต่งตั้ง) ไม่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเป็นฮ่องเต้ได้ในขณะนั้น 2.เล่าง้อ (หรือเล่าหงีนั่นล่ะ) อยู่เมืองอิวจิ๋วซึ่งใกล้กับปุดไฮและกิจิ๋ว ดังนั้นจะควบคุมก็ง่ายมาก ถ้าเล่าหงีไม่ไปมีเรื่องกับกองซุนจ้านก่อนอ่ะนะ
    ส่วนเรื่องที่อ้วนเสี้ยวนำกำลังไปตั้งไว้ที่โห้ลาย ในเรื่องสามก๊ก ฉบับการ์ตูนที่แปลโดย เล่าชวนหัว มีกา่รคาดการณ์ไว้ว่า แท้ที่จริงแล้วอ้วนเสี้ยวคิดจะรอดูจังหวะในการฮุบปลาเล็กทั้ง18ก๊กมากกว่า ส่วนตัวเขายังบัญชาการอยู่ที่ค่ายใหญ่ เอาเข้าว่ากันตามจริง เป็นที่น่าสังเกตว่าอ้วนเสี้ยวไม่เคยคิดจะนำกองทัพของตนเองมารบปะทะจริงๆ เป็นไปได้มั้ยว่า เขาคิดจะตัดกำลังหัวเมืองต่างๆโดยที่ตัวเขาเองไม่เสียอะไรเลย (ประมาณว่าถ้าชนะตั๋งโต๊ะได้ก็สบาย แบบตัวเองไม่เสียกำลัง หรือถ้าแพ้ตัวเองก็จะได้จัดการเจ้าเมืองนั้นเจ้าเมืองนี้เพื่อขยายอำนาจต่อไปได้) ส่วนอ้วนสุดนี่ไม่มีความเห็นครับ เพราะความทะเยอทะยานของเขาไม่สามารถจัดการใครได้เลยทั้งชีวิต (ถ้าไม่มีซุนเซ็กช่วยน่ะนะ)
    #153
    0