เฮฮาประสาสามก๊ก

ตอนที่ 38 : ชีวิตรักของโจโฉ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,993
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    5 พ.ค. 55

ชีวิตรักของโจโฉ
 

เมื่อพูดถึงเรื่องความรักแล้ว ในนิยายเรื่องสามก๊กไม่ค่อยมีตัวละครใดจะยุ่งเรื่องผู้หญิงมากนัก เว้นลิโป้กับตั๋งโต๊ะที่ฆ่ากันแย่งเตียวเสี้ยน--เสี้ยนหนามที่ทิ่มตำความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจนขาดสะบั้นได้แม้จะเป็นพ่อลูกบุุญธรรมก็ตาม ซามมาเอลสงสัยมากว่าทำไมเด็กสาววัยสิบหกจึงปั่นหัวลิโป้และตั๋งโต๊ะได้ เพราะความสวยไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะมัดผู้ชายได้ การที่เธอทำให้ชายที่ร่วมสังวาทสองคนกัดกันเหมือนหมาเดือนสิบสอง เป็นไปได้ว่าเธอต้องเสียเอกราชมาแล้วหลายครั้งจึงมีความช่ำชองในกีฬาประเภทนี้มาก.. แต่นอกจากสองคนนี้แล้ว อีกคนที่แง้มไว้ในเรื่องก็คือโจโฉผ่านกลอนที่ข่งเบ้งท่องยั่วจิวยี่

เมื่อนักเขียนแซ่หวังเขียนเรื่อง "โฉมหน้าที่แท้จริงของโจโฉ-คนที่น่ารังเกียจ" ขึ้นมาผมก็สนใจที่จะค้นคว้าเพิ่ม แต่เมื่อศึกษาแล้วเกิดข้อขัดแย้งกับผู้เขียนหลายอย่าง ถึงโจโฉที่ทำตัวสมถะแต่แอบกินอาหารหรูหรา(แค่นี้ก็เป็นประเด็นด้วย ขนาดกูยังแอบกินเลย) ถึงขนาดมีบทกวีเขียนถึงรสชาติของปลาหลายชนิด ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยจริงจะกินปลาหลายชนิดขนาดนั้นได้รึ? ทั้งๆ ที่เป็นช่วงกลียุค ซึ่งผมว่า ไม่ฟุ่มเฟือยก็กินได้ เพราะโจโฉมาศึกผาแดงต้องกินปลาเป็นธรรมดา(อยู่บนเรือจะให้กินหมูรึไง) รสของอาหารบางชนิดถามคนเคยกินก็ได้ ไม่ต้องกินเองหรอก ผมเองก็มีความรู้เรื่องอาหารดีๆ จากการถามเช่นกัน หวังบอกว่าโจโฉชอบเป๋าฮื้อแต่เท่าที่ผมพบอาหารโปรดของโจโฉที่มีหลักฐานชัดเจนคือจิงหยวน(เมล่อน)และโซว(โยเกริตส์) และหวังก็บอกว่าเมียโจโฉไม่เคยมีความสุข ซึ่งซามมาเอลเห็นว่ามีสุขก็แปลกสิเพราะโจโฉเป็นประเภทแล่นม้าไปนำหน้าเวลาบุก-รั้งท้ายเวลาถอย น่าสงสารที่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะเป็นหม้ายเมื่อไหร่ และที่หนักที่สุดคือ เฮียหวังบอกว่าโจโฉไม่เคยแต่งงาน ซึ่งผมแย้งขาดใจและต้องนำมาเขียนให้อ่าน  แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณที่ทำให้ผมต้องไปค้นประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของโจโฉมาเช่นกัน ซึ่งผมมั่นใจว่าแม่นกว่าผู้เขียน เพราะผมจะพิจารณาตามช่วงเวลาที่หลักฐานปรากฏเพื่อให้ชัวส์เป็นข้อมูลจริงไม่ใช่แต่งขึ้นภายหลัง

 
ภรรยาคนแรกของโจโฉมีนามว่าเต็งฮูหยิน ในบทกวีเรียกว่า "สุยเจิง" ซึ่งทำให้คนสับสนมานักต่อนัก ในจอมราชัยญ์อหังการ สุยเจิงเป็นเด็กสาวผิวคล้ำที่ตายที่บ้านเตียวเยียง ผมก็เอาให้แน่ใจว่าสุยเจิงก็คือเต็งฮูหยินจริงๆ แม้จะไม่รู้ว่าโจโฉมีคำว่า "โอโมเร" เหมือนในมังกะหรือไม่? แต่ที่แน่ชัดคือ เป็นเรื่องจริงที่เธอเป็นคนต่างชาติ ซึ่งคนจีนไม่น้อยที่คิดไม่ถึงเพราะคิดว่าโจโฉเกลียดชังคนต่างชาติ พ่อสุยเจิงเป็นลูกครึ่งอินเดียที่มีฐานะและแม่ของเธอก็เป็นอินเดียแท้ สุยเจิงจึงเป็นแขกเต็มขั้นและชื่อจริงอาจจะไม่ใช่สุยเจิงด้วยซ้ำ ซึ่งอธิบายว่าทำไมนักประวัติศาสตร์บางท่านตีความว่าโจโฉไม่ได้แต่งงาน เพราะธรรมเนียมแขก "ฝายหญิงต้องเอาสินสอดไปให้ฝ่ายชาย" และโจโฉก็แต่งงานอย่างถูกต้องในธรรมเนียมของคนอินเดีย แต่พึงสังวรณ์ด้วยว่าคนจีนโบราณมองคนต่างชาติเป็นพวกไร้อารยธรรม ยิ่งฝ่ายปรปักฏ์กับโจโฉยิ่งไม่ต้องพูดถึง! โจโฉถึงถูกตีตราว่าถูกพ่อแม่ฝ่ายหญิงบังคับให้แต่ง(โดยการจ้าง)ด้วยประการฉะนี้... อีกอย่าง ลูกชาวนาวัยสิบห้า คงไม่มีเงินไปขอตามธรรมเนียมจีนแน่ๆ แม่สุยเจิงก็ไม่ยอมรับโจโฉตอนแรกเพราะอยู่ในวรรณะกษัตริย์(หมายถึงขุนนางครับ ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์) ขณะที่โจโฉของเราเป็นชาวนาซึ่งถือเป็นวรรณะต่ำสุดของอินเดีย(ไม่ใช่จันทานนะ เพราะจันทานไม่ถือเป็นวรรณะ)... แต่โจโฉก็ไปยืนตากฝนเฝ้าอยู่หน้าบ้านทุกวันจนพ่อของสุยเจิงพอใจ ยกลูกสาวให้


^เด็กสาวชาวต่างชาติคนรักแรกของโจโฉ ประวัติศาสตร์จริงได้แต่งงานกัน แต่ในจอมราชันย์ดันตายซะงั้น
 
บางท่านอาจจะช๊อกถ้าผมบอกว่า ก่อนหน้านั้นโจโฉไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงอื่นเลยนอกจากสุยเจิงจนกระทั่งเป็นนายอำเภอตุ้นชิว  จึงเริ่มมีคนแนะนำให้หาภรรยารอง เนื่องจากแต่งกับสุยเจิงจนห้าปีกว่าแล้วยังไม่ลูกด้วยกัน แถมเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่ทำให้ภรรยาสุดสวยมีลูกไม่ได้ แต่โจโฉก็ไม่ยอมหามาเพิ่มเพราะไม่อยากให้เมียรักลำบากใจ ในที่สุดสุยเจิงนี่เองที่หาเมียน้อยให้สามี นั่นคือเล่าชีที่ให้กำเนิดโจงั่งและลูกสาวอีกสองคน แต่เมื่อโจโฉอายุได้ยี่สิบสี่ก็ต้องทำศพให้เล่าชี แล้วหลังจากนั้น หากไม่นับเกร็ดตำนานที่เขียนขึ้นสมัยหลังแล้วก็ไม่ปรากฏว่าโจโฉจะยุ่งกับผู้หญิงคนไหนอีก(น่าตกใจมาก) ส่วนเต็งสุยเจิงก็รับเอาโจงั่งและลูกสาวอีกสองคนมาเลี้ยงดั่งลูกตัวเอง... จนกระทั่งก่อนที่โจโฉจะถูกส่งไปปราบขบถโพกผ้าเหลือง โจโฉได้ไถ่ตัวเด็กหญิงเปี้ยน--ลูกขุนนางที่ถูกจับมาขายที่หอนางโลมหลังพ่อแม่ตายเพราะอาญาแผ่นดิน เธออายุเพียงสิบสองเท่านั้น ซึ่งน่าเชื่อว่าจะไม่เคยต้องมือชาย แม่เปี้ยนคนนี้โจโฉให้เธอมารับใช้ภรรยาสุดที่รัก จนกระทั่งเมื่อเธออายุสิบห้า โจโฉจึงถือว่าเธอได้ไถ่ตัวแล้วและให้เธอเป็นอิสระ แต่เธอไม่ยอมไป สุยเจิงจึงเชียร์ให้โจโฉรับเธอเป็นภรรยาน้อย ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้ให้กำเนิดโจผีตอนอายุสิบหก ตามด้วยโจเจียง โจสิด โจเปียว และ โจเจี๋ย ตามลำดับ พงศาวดารกล่าวถึงเปี้ยนสีว่าเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยและจิตใจดี และเต็งฮูหยินก็รักและสนิทสนมกับเธอมาก ขนาดว่าบางทีก็ลืมโจโฉไปเลย(ชักมีกลิ่นดอกลิลี่)

เปี้ยนฮูหยิน เด็กสาวเชื้อสายขุนนางที่ถูกขายให้หอนางโลมตอนเด็ก ด้วยคำๆ นี้ เธอจึงเป็นผู้หญิงที่เจียมตัวมาก


เล่าฮูหยิน ภรรยาอีกคนของโจโฉที่ตายตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ(มีแต่สาวๆ เนอะ มิน่า มันถึงไม่ค่อยแก่ เพราะมันสูบพลังจากเมียๆ นี่เอง)

มีเกร็ดพงศาวดารที่น่าสนใจสองเรื่อง เรื่องแรก... ตอนที่โจโฉเป็นผู้ว่าเมืองจี้หนาน โจโฉได้ใช้กระบอกไล่ตีพวกผีสางเทวดาจนชาวบ้านลุแก่โทสะ บุกเข้าไปลากคอโจโฉและลูกเมียออกมาจากบ้านไปที่บึง บันทึกกล่าวว่าโจงั่งเกือบจมน้ำตายเพราะชาวบ้านที่โกรธแค้น ส่วนโจโฉก็ถูกจับกดน้ำถึงกับหมดสติ แต่เกิดฟ้าฝ่าแล้งลงมาใส่คนกำลังจะฆ่าโจโฉต่อหน้าต่อตา โจโฉจึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกชาบูกันมากจนต้องลาออกเพื่อหนีคนที่ตามปิดทองแก้บน และจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขาไม่กล้าพาลูกเมียมาอยู่ด้วยเมื่อถูกเรียกให้กลับมารับราชการอีกครั้งเพราะเห็นว่าไม่ปลอดภัย ส่วนเรื่องที่สองคือ หลังการรวมพลปราบตั๋งโต๊ะล้มเหลว โจโฉได้อุปการะกลุ่มนางรำที่ร้านที่พวกนางเคยอยู่ถูกรื้อ โดยให้เป็นนักดนตรีประจำกองทัพ หนึ่งในนั้นคือ "ไล่เอ็งยี" ที่ถูกลือซุบซิบว่าเป็นนางบำเรอของโจโฉ แต่คิดอีกทีไม่น่าใช่เพราะเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ถัดมาคือ ไล่เอ็งยีไปมีความสัมพันธ์กับทหารคนหนึ่งแล้วโจโฉไม่สนใจเลย แปลว่าอะไร? ธรรมชาติผู้ชายถ้าได้มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงแล้วมักหึงหวงและอยากให้เธอเป็นของตนคนเดียว อย่างไรก็ดีชายผู้นั้นทำผิดวินัยทหารโจโฉจึงต้องลงโทษ ไล่เอ็งยีจึงขอชีวิตให้ โดยจะยอมตายแทน แต่ขอเวลาสามเดือนที่จะฝึกนักร้องคนใหม่เป็นการตอบแทนโจโฉที่มีเมตตา โจโฉก็ตกลง หลังจากนั้นสามเดือน โจโฉก็เรียกทหารคนนั้นให้มาพบและรับผิดชอบไล่เอ็งยี แต่เขากลับบอกว่าเขาแค่นึกสนุกเท่านั้น ไม่ได้จริงจัง ไล่เอ็งยีถึงกับร้องไห้ด้วยความอับอายและโจโฉก็โกรธจัดจนจะฆ่าทิ้ง แต่ไล่เอ็งยีห้ามไว้ โจโฉจึงไสหัวคนผู้นั้นไปแล้วปลอบว่าเธอไม่จำเป็นต้องตาย ผู้ชายดีๆ ยังมีอีกเยอะ ฯลฯ แต่ไล่เอ็งยีเป็นผู้หญิงใจเด็ดครับ  กราบโจโฉสี่ครั้งแล้วผูกคอตายในคืนนั้น ซึ่งบันทึกระบุว่าโจโฉถึงกับร้องไห้ทีเดียวเพราะสงสารเธอ

ไล่เอ็งยี ลือกันวันเป็นนางบำเรอของโจโฉ แต่เท่าที่ศึกษาดูดีๆ เธอเป็นผู้หญิงที่ทระนงมาก ตอนที่โจโฉมาพบ เธอระบุชัดจะไม่เป็นคณิกาและทาส โดยให้เหตุผลว่าทำใจไม่ได้ โจโฉจึงรับเป็นนักดนตรีแทน จึงไม่น่าจะมาเป็นนางบำเรอของโจโฉ คนคงเขียนเรื่องจากการที่โจโฉร้องไห้เพื่อเธอ

จากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจโฉจะมีผู้หญิงอื่นอีก เขามักจีบไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ และเขายังรักและให้เกียรติสุยเจิงสูงมาก... จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาหลงเสน่ห์ที่เจ๋าซื่อหว่านให้และรับเธอไว้ในฐานะบรรณาการที่กาเซี่ยงส่งมา จนต้องเสียงโจงั่ง โจอันบิ๋น เตียนอุยและเสีย....? เขาก็มีปัญหากับสุยเจิง เพราะเธอโกรธที่เขาเห็นแก่ความสุขจนทำให้โจงั่งต้องตาย โจโฉเข้าโหมดง้ออย่างอดทนแต่เธอเปิดห้องหนีไม่ยอมพูดด้วย ตอนนี้เองที่โจโฉเริ่มมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นมากขึ้น แต่จะเชื่อหรือไม่ ยกเว้นเปี้ยนสี... เขาไม่เคยอยู่กับผู้หญิงคนไหนทั้งวันทั้งคืน และไม่ปล่อยให้อาวุธอยู่ห่างตัวอีก ความขี้ระแวงของเขาจึงเริ่มกลายเป็นเรื่องฮือฮามาก และมีครั้งหนึ่งที่เขาประกาศแบบเมาๆ ว่า "ขอเพียงข้ากับสุยเจิงกลับเป็นเหมือนเดิม ให้เลิกยุ่งกับผู้หญิงอื่นเลยก็ยังได้" เปี้ยนสีจึงกลายเป็นคนกลางที่ทำให้ครั้งคู่กลับมาคุยกันได้อีกครั้ง แต่ก็ห่างเหิน เพราะโจโฉปรบมือข้างเดียว แต่โจโฉก็อดทนและสุภาพนุ่มนวลมาก แล้วเรื่องก็ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อโจโฉรับกาเซี่ยงกับเตียวสิ้วเป็นพวก หลักฐานร่วมสมัยระบุว่า "เต็งฮูหยินตะโกนด่าและทุบตีโจโฉแรงมาก ทุกคนพังประตูเข้าไปและพบโจโฉมีเลือดออกจากจมูกและปาก แล้วเต็งฮูหยินก็ออกจากบ้านไปในคืนนั้นและไม่เคยกลับมาอีก ส่วนโจโฉก็นั่งร้องไห้ที่มุมห้องจนเช้า" โห... เป็นการสมานฉันท์ที่แลกมาด้วยความทุกข์จริงๆ เพราะในสายตาของสุยเจิงคือ "คุณไม่รักลูกเลย"

โถ.. สุยเจิง อย่าโกรธสามีเธอเลยนะ เพราะเขาน่ะไม่ได้เสียแต่ลูกหรอก ขนาดตัวเขาเองยังรักษาไม่ได้เลย 

สุยเจิงหย่าขาดกับโจโฉก็จริง... แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งเธอ เขาส่งเสียเลี้ยงดูเธอผ่านพ่อแม่เพราะตัวเธอคงไม่ยอมรับ และเขาก็ยังไปเยี่ยมเธอบ่อยๆ เพื่อขอให้เธอกลับบ้าน สุยเจิงไม่ยอมพูดกับโจโฉเลย ไม่มองหน้าด้วย แต่จะพูดคุยสนิทสนมกับเปี้ยนสี(สามก๊กวันนี้ไม่เฮฮาแล้วครับ ออกแนวดราม่า) ซึ่งเปี้ยนสีก็น่ารัก นั่งต่ำกว่าสุยเจิงและเรียกว่าพี่หญิงทุกคำ ครั้งเดียวที่เธอโต้ตอบคำพูดของโจโฉคือตอนที่โจโฉขออนุญาตยกเปี้ยนสีเป็นเมียเอก ซึ่งสุยเจิงตอบด้วยการพยักหน้า ช่วงที่มีปัญหากับสุยเจิงโจโฉเริ่มไปหาผู้หญิงมากขึ้นราวกับจะเพื่อลืมความทุกข์ แต่สุดท้ายก็วกกับมาที่ขอคืนดีกับเธอแม้ว่าเวลาจะฝ่านไปจนทั้งคู่อายุเหยียบหกสิบแล้วโจโฉก็ไม่ย่อท้อ มีครั้งหนึ่งที่เขาบอกเธอว่า "ข้าไม่เสียใจที่ไม่ยกโทษให้ ขอเพียงบอกข้าซักนิดว่าเจ้าไม่ได้เกลียดข้าก็พอ เพราะถ้าเจ้าเกลียดข้าคงทนมีชีวิตต่อไปไม่ได้..." ปาดน้ำตาก่อนเล่าต่อ... พอโจโฉอายุหกสิบห้าเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ เขาก็บอกว่า "ข้าต้องไปพบเจ้างั่งที่ปรโลกแล้ว รู้สึกละอายใจเหลือเกินที่เอาแม่มาคืนให้ไม่ได้" มีนักเขียนบางคนเชื่อว่าโจโฉรักซัวบุ้นกี้จากการที่เค้ายอมเสียเงินจำนวนมากไถ่เธอกลับมา แต่เมื่อพิจารณาจากวิธีที่เขาปฏิบัติกับผู้หญิงแล้ว ผมรู้สึกว่าไม่แปลกเลย แต่กับสุยเจิงนี่... โจโฉเคยเขียนกวีตัดพ้อรำพันต่อสุยเจิงด้วยว่า "...ใยเจ้าใจร้าย ทิ้งข้าเดียวดาย ใจข้าสลาย แทบตายเพราะเจ้า..." และวันที่โจโฉใกล้จะตายคนที่เขาอยากพบที่สุดก็คือสุยเจิงนั่นเอง เพราะมีช่วงหนึ่งที่เขาเรียกหาสุยเจิงเหมือนเพ้อเพราะพิษไข้ด้วย

ผมรู้ว่าโจโฉคือนักรัก... แต่นี่คือมุมที่น้อยคนจะหยิบมาเขียน... ผมเชื่อว่าเติงฮูหยินนี่แหละคือที่สุดในชีวิตรักของโจโฉ

ส่วนอันนี้เป็นเกร็ดเพิ่มเติมครับ เกี่ยวกับรูปโฉมของยอดนักรักผู้นี้... เมื่อก่อน ผมคิดว่าโจโฉมีตาที่แคบและยาว ตามแบบที่หลอกว้านจงบรรยาย... ปรากฏว่าตัวจริงผิดจากวรรณกรรมยังก่ะคนละคน เพราะจดหมายที่เขาเฉียวเขียนไปหาเพื่อนได้บรรยายรูปลักษณ์ของโจโฉไว้ว่า ตอนที่เห็นโจโฉครั้งแรก คิดว่าเด็กผู้หญิงแต่งตัวเป็นชาย จนกระทั่งเมื่อเขาถามว่า "ท่านคือเขาซินแสใช่หรือไม่ ข้าจะรับราชการ ช่วยทำนายชะตาข้าด้วย" จึงรู้ว่าเขาเป็นผู้ชาย สำหรับผู้ชายแล้วโหวเฮ้งของเขาด้อยนัก ตัวเล็กมาก ผอมบาง แขนขาเรียวเล็ก คอเรียวระหง ตาโต! เสียงเพราะ ถ้าเป็นปล่อยให้เข้าวังอาจจะกุมฮ่องเต้ ยิ่งถ้าเป็นหญิงยิ่งล่มบ้านล่มเมืองทีเดียว เขาเฉียวจึงมองเขาอย่างดูถูก จนโจโฉพูดว่า "ข้าได้ยินว่าท่านชำนาญในการพิจารณาลักษณะคนยิ่งนัก มีคนบอกข้าแล้วสองคนว่าถ้าข้ารับราชการจะดี ข้ออยากให้แน่ใจว่าข้าเป็นคนเช่นไร" ตอนนั้นเขาเฉียวจึงพบว่าเสียงของโจโฉแจ่มใส-กังวาลและมีอำนาจ ท้ายประโยคหนักแน่น[มีอุดมการณ์และรับผิดชอบสูง] เขาพบว่าโจโฉ มีแขนขาที่ยาวกว่าคนอื่นๆ เมื่อเทียบลำตัว[คิดการใหญ่] นิ้วมือนิ้วเท้ายาว[ฉลาดรอบคอบ] ดวงตาใหญ่-ใสสะอาด-สวยงาม-มีชี่เฉียบคมและนิ่งสงบมาก[ตามังกร-สูงส่ง] ท่าทางเขานิ่งสงบผิดกับอายุ ไม่ว่าจะลุกหรือนั่งลง และเขาเฉียวยังพบว่า แสงระยิบระยับที่แขนขาตอนเดินผ่าแดดมาแท้จริงแล้วคือแสงสะท้อนจากขน คือมีขนที่เส้นเล็กอ่อนนุ่ม-มีสีจางและค่อนข้างยาวรวมทั้งคิ้วที่บางละเอียดแต่ดูคล้ายดาบ[นิสัยขัดแย้งกัน ทั้งอ่อนโยนและโหดเหี้ยม] เขาเฉียวจึงแน่ใจว่าเขาพบมหาบุรุษเข้าแล้วจึงทำนายว่า "ตัวเจ้าเป็นขุนนางที่จงรักภักดีในยามสงบ และเป็นผู้กอบกู้บ้านเมืองในยามกลียุค เจ้าเหี้ยมหาญเด็ดขาดพอสำหรับหน้าที่ทั้งสอง" เปิดวรรณกรรมใหม่ดิ๊ มันว่าโจโฉ คิ้วเล็ก ตาเล็ก-ลิ้งกลอกระแวดระวังนี่หว่า(เอาเถอะ หลอกว้วนจงไม่ได้เขียนหนังสือธรรมะ เราไม่ต้องไปซีเรียสกับมันดีกว่า)
 
ตัวเล็ก แขนขายาว ตาโต!?

ส่วนอีกคนคือหาญซิ่น ดูเป็นคนที่โคตรธรรมดา แต่มีมีตาที่แคบและยาวเป็นพิเศษ ส่วนตาดำก็เล็กมาก ซึ่งก็คือ "ตานกหลวน-บารมีอันยิ่งใหญ่" ในตำรานรลักษณ์นั่นเอง แหม... แปลว่าตามหลักการอ่านคนมีรายละเอียดกว่าที่คิดนะเนี่ย! สำหรับคนที่สนใจ ตอนนี้มีหนังสือเกี่ยวกับการอ่านคนแบบชาวจีนวางแผงแล้วครับ มีเรื่องของโหวเฮ้งโจโฉและหานซิ่นด้วย คราวหน้าผมจะเอาเรื่องอ้วนเสี้ยว-อ้วนสุดมาแบ่งปันกันนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

478 ความคิดเห็น

  1. #463 REBYE (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 20:19
    โจโฉอาภัพรักจัง😢
    #463
    0
  2. #381 หงษ์ปีกราตรี (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2556 / 23:00
    ชอบมากๆเลยค่ะ
    #381
    0
  3. #360 Cao Cao (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 15 เมษายน 2556 / 23:05
    ในเรื่องสามก๊กนี้ ตัวละครแต่ละคน ค่อนข้างเห็นแก่ตัวกันมาก และเป็นกัน ทุกคน จะมากน้อยก็ลดหลั่นกันไป ว่าใครทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขมากกว่ากัน



    เริ่มจาก ก๊กที่1 สามเจนเนอเรชั่น ซุนเกี๋ยน ซุนเซ็ก ซุนกวน ดินแดนของพวกเขา ค่อนข้างห่างไกล 2 ก๊กแรก ดังนั้น จะรวมไม่รวมกับเขา ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ ดังนั้น จึงมีกล่าวกันน้อยกว่าเพื่อน แต่ ก๊กนี้ ก็พึ่งหลุดจาก อาณาจักร โกคุรยอของเกาหลีได้ไม่นานนัก เพราะ ทัมด็อก หรือ กวางแกโท มหาราช กษัตริย์องค์ที่ 19 ของราชวงศ์โกคุรยอ และเป็นมหาราชองค์แรกของเกาหลี ขยายดินแดนมาถึงส่วนนี้ได้



    ก๊กที่2 โจโฉ คนนี้ โดนด่าเป็นทรราชย์โดยพวกเจ้าเมืองต่างๆ ที่ต่างก็อยากเป็นใหญ่ทั้งนั้น ประชาชนไม่ค่อยจะด่าโจโฉกัน เพราะบริหารบ้านเมืองได้ดี พร้อมกับการขยายอาณาเขตก็ทำได้ดีเหมือนกัน ต้องการ รวมประเทศเหมือนกัน โจโฉคนนี้ เป็นคนมองการณ์ไกล เป็นคนที่มีระเบียบแบบแผน สร้างระบบต่างๆขึ้นมาพร้อมกับแผนเพื่อกระทำการต่างๆ อีกทั้งยังสร้างระบบสหกรณ์ข้าวให้กับบ้านเมือง จนทำให้บ้านเมืองมั่งคั่งไม่อัตคัต ประชาชนไม่มีบ่น ระบบสหกรณ์นี้เองที่ เหมาเจ๋อตุง นำมาใช้กับจีนในช่วงที่เหมาฯ ชนะ เจียงไคเช็คได้ และ เริ่มระบบคอมมิวนิสต์ในระบบเหมาฯ ซึ่งเป็นระบบคอมมิวนิสต์เดียวที่ไม่ล้มเหลว จนจีน ยิ่งใหญ่มากในขณะนี้ โจโฉเป็นคนรับความจริง ยอมรับฟังการด่าทอเพื่อจะปรับปรุงตัวเอง เป็นคนเก่งทุกอย่างในตัวเอง ไม่ว่าจะ บุ๋น บู๊ กาพย์กลอน ดนตรี ให้รางวัล Best all around ได้เลย เรื่องที่ฆ่าแปะเฉีย ลองเป็นคุณดูสิ คนระดับ นายกรัฐมนตรี แบบ ตั๋งโต๊ะ ตามล่าให้ค่าหัว ทั้งบ้านเมือง ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ไม่ระวังก็ตายไปแล้ว เป็นคุณจะทำไง ปล่อยให้เขาฆ่าตายงั้นรึ ซึ่งก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ ว่า แปะเฉีย จะทำแบบนั้น หรือเปล่า แต่ ยุคนั้น ร้อนเป็นไฟ ขนาดพ่อแม่ยังขายลูกกิน อนึ่ง โจรโพกผ้าเหลืองในสมัยนั้น ถ้าศึกษาวิเคราะห์ดีๆ จะเห็นได้ว่า เป็นการลุกฮือของประชาชน กลุ่มโจรนี้ จะมีอาวุธ เป็นจอบเสียม มีดพร้า ทั้งนั้น เพราะ บรรพชนของพระเจ้านเต้ กันเอง



    ก๊กที่3 เล่าปี่ เป็นคนที่ยกมือไหว้ดะ ทำตัวนอบน้อมตลอดเวลา(ฉายามือประสานสิบทิศเพื่อปิดบังแววตาเจ้าเล่ห์ที่ แกว่งไกวยิ่งกว่าลูกตุ้มนาฬิกา) ทั้งๆที่ตัวเอง อยากเป็นกษัตริย์ ทั้งๆ ไม่มีอะไรที่จะอวดกับเขาได้เลย ไปไหนแนะนำตัวทีร่วมชั่วโมง เพื่อจะให้คนอื่นรู้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ห่างๆ (เกิดยุคนี้ ก็คงได้ เป็น ม.ล.ปลายแถวแหละ) แต่ ในด้าน Public Relation คงต้องให้เกรด เอบวก พี่แก แหละ พวกสามคนพี่น้องร่วมสาบานนี้ เปลือกนอก ดูนอบน้อมจริงใจ แต่ยามที่พวกพี่แกอยู่กันเองสิ นินทาเป็นไฟ เลย ลองดูตอนที่จะไปพบขงเบ้งสิ ว่าเขาอย่างโน้นอย่างนี้ เล่าปี่ ก็แค่ ปรามเป็นจังหวะ หูก็ฟัง สมองก็คิด เออ แล้วก็มาคบกันจนได้ ฝนตกขี้หมูไหล จริงๆ คนอย่างเล่าปี่ นี่ไม่มีอะไรจริงๆ ฟังเสียงเล่าลือ สำหรับ คนที่ไม่มีดีกรีอะไรเลยของขงเบ้งในช่วงเวลานั้น แล้วเชื่อ สมมติถ้าขงเบ้งไม่เป็นอย่างที่คิดหล่ะ มันก็แค่ฝันลมๆแล้งๆ ขงเบ้งหลอกใช้เล่าปี่



    โดยขงเบ้งมองเห็นค่าความนิยมที่เล่าปี่สร้าง ไว้ด้วยหลัก PR ที่ยอดเยี่ยมของเล่าปี่เอง มาเป็น Resource Potential หลัีก ของ **จูกัดเหลียง The Project** เลยแหละ ด้วยการร่วมมือของ เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย และ ตัวอธิการบดีมหาวิทยาลัยอย่างสุมาเต็กโช เอง เริ่มด้วยให้ ซีซี ไปแกล้งทำนายทายทักเรื่องม้าอัปมงคลในซูโจว แล้วบอกถิ่นที่อยู่ของพวก โดยประเมินสถานการณ์ว่า เล่าปี่ ต้องโดนพวกที่อยู่คนละขั้วกับเล่าเปียวเจ้าเมืองซูโจว เล่นงานแน่ และต้องหนี ซึ่งก็หนีแล้วไปตามถิ่นที่ ซีซี ประกาศไว้ ก็ไปเจอ สุมาเต็กโช ปล่อยข่าวเรื่องขงเบ้งอีก หลังจากนั้น ซีซีก็แกล้งเข้ามาพบเล่าปี่ และเข้าร่วมก๊วน เพื่อทำการ Demonstration องค์ความรู้ของ สุมาเต็กโช ยูนิเวอร์ซิตี้ จนเล่าปี่ ติดใจ ตัวซีซี ก็เก่งคำนวณต่างๆ เอาคน สามพัน ชนะ สามหมื่น ของโจหยิน แบบรู้ล่วงหน้าทุกช็อต แต่ไม่รู้ว่าแม่ตัวเองจะโดนโจโฉ ยึดไป เพื่อบีบให้ตนไปเข้าพวก หลังจากตนมองล่วงหน้าว่าจะชนะโจโฉแล้วต้องดังเป็นพลุไปเข้าหูโจโฉ แน่ๆ อีกทั้งยังมีเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนอื่น เข้าร่วมกับโจโฉก่อนหน้านั้นแล้วก็มี เป็นไปได้ไง ที่จะไม่รู้เรื่องนี้ มันก็คือ ซีซี ต้องการละทิ้งเล่าปี่ เพื่อจะได้เข้าแผนที่เล่าปี่จะต้องติดตามหาขงเบ้ง หลังจากลิ้มรสชัยชนะครั้งแรกด้วยการมีกุนซือ ทำให้ เล่าปี่ ต้องไปเข้าหาขงเบ้งถึง 3 ครั้ง นั่นคือ การครอบงำเล่าปี่นั่นเอง ซึ่งพวก ซีซี หรือ สุมาเต็กโช ก็ บอกว่า ขงเบ้งค่อนข้างเลือกนาย(ก็จริง เลือกนายที่คอนโทรลได้ หยั่งโจโฉ คงคอนโทรลไม่ได้ ก็คงไม่ได้ รัน โปรเจคท์)



    ต้องบอก การเขียนและรันโปรเจคท์ ของขงเบ้ง ใช่ว่าจะทำคนเดียว แต่ทำกันเป็นทีม หยั่ง ซีซี ไปอยู่กับโจโฉ แต่ไม่ช่วย มันก็เหมือนไส้ศึกนั่นแหละ ส่วน บังทอง เข้ากับ ซุนกวน เพื่อทำการปรับนโยบายของก๊กซุนกวนให้เป็นไปตามโปรเจคท์ ของขงเบ้งที่เขียนไว้แล้ว ดังนั้น ขงเบ้ง ค่อนข้างจะรู้ ความเป็นไปในก๊กอื่นมาก ต้องยอมรับ โปรเจคท์ของเขา ดีจริงๆ



    แต่ บ่องตง นะ โจโฉไม่ดีตรงไหน ไม่ดี สำหรับคนที่อยากเป็นใหญ่เหมือนกัน แต่สำหรับประชาชนในก๊กของโจโฉนั้น ประชาชนรักโจโฉ มาก คำถามก็คือ ทำไม ขงเบ้งไม่ยอมไปช่วยโจโฉ ซะ ไม่ช่วยเล่าปี่ มันก็เหลือแค่ 2 ก๊ก ยันกัน ซึ่งถ้าไม่มีขงเบ้งขัดฉากไว้ ซุนกวน ก็ รำๆ จะเข้ากับโจโฉ อยู่แล้ว การที่ ขงเบ้ง ทำเช่นนี้ มันต้องมีทหาร มีคนบาดเจ็บล้มตาย มากมายเท่าไหร่ เพื่อสนองตัณหา ของ ขงเบ้ง และ สุมาเต็กโช ยูนิเวอร์ ซิตี้ ขงเบ้งไม่เคยคิดเหรอ มันคิดอยู่แล้ว แต่ อีโก้ ของมัน สูงมาก แต่ ซุปเปอร์ อีโก้ ต่ำสุดๆ โดยไม่ต้องร่ำสุรา



    เชี่ยสุดๆ ก็ ขงเบ้ง นี่เอง ถ้าขงเบ้ง อยู่เฉยๆ โจโฉ ก็ คงรวมกับ ซุนกวน ได้ไว เล่าปี่ ก็แตกไป เมืองจีนก็เป็นหนึ่งไวขึ้น คนก็ไม่ต้องตายมากมายขนาดนี้ และยิ่งถ้า ขงเบ้ง ปวารณาตัวเข้ากับโจโฉ มันก็จะเป็นหนึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า คนจะไม่ตายกันอีกเยอะแยะแบบนี้ ความรู้ความสามารถของกลุ่ม สุมาเต็กโชยูนิเวอร์ซิตี้ ก็น่าจะช่วยให้จีนในยุคนั้น เจริญรุ่งเรืองแบบสุดๆ เลย ทีเดียว

    ทำหยั่งกะ ขงเบ้งเล่าปี่ ไม่เคยสั่งฆ่าใครยังงั้นแหละ อ้างว่า ภักดีราชวงศ์ แต่ ฮ่องเต้ยังไม่โดนปลด ยังไม่ตาย ยกตัวกันเป็นฮ่องเต้ใหม่เสียแล้ว อีกคนก็ใช่ย่อยเป็น อุปราช **กล้วย** มาตรฐานอยู่ตรงไหนเนี่ย อันนี้ เอาเนื้อๆ จาก วรรณคดีนะ ยังไม่กล่าวถึงพงศาวดาร หรือ ประวัติศาสตร์จีนจริงๆ

    เคยอ่านพงศาวดาร หรือ ประวัติศาสตร์จากจีน โดยตรงบ้างไหม

    เคยรู้บ้างไหมว่า นักเรียนมัธยมปลายของจีน มีแบบเรียนบังคับ บทร้อยกรองของโจโฉ ทำไม เขาไม่ให้เรียนของ ขงเบ้ง ล่ะ

    เคย รู้จัก **ระบบถุนเถียน** ที่โจโฉ สร้างขึ้นมาไหม เขาทำเพื่อใคร ทำเพื่อประชาชนทั้งนั้น ขงเบ้งกับเล่าปี่ มีไหมของดีๆ ที่ ชนรุ่นหลัง นำเอามาใช้ นำเอามาเล่าเรียน

    ระบบถุนเถียน คือ ระบบสหกรณ์ข้าว นั่นคือ การเก็บรักษา(รวมถึงการประกันความเสียหายทุกภัย รวมถึงภัยสงคราม เพราะ ส่งทหารมาช่วยประชาชนทำ ยามที่ไม่มีศึก ได้ทั้งเนื้องานเพิ่มขึ้น และเป็นการรักษาความปลอดภัยจากการปล้นสดมภ์ของก๊กอื่น) และนำออกมาใช้(Co-Operative Inventory) ด้วยวิธี FIFO First in, first out เข้าก่อนออกก่อน เพราะ เป็นของที่เน่าเสีย และถ้าหากประชาชนคนใด ไม่มีที่ทำกิน จะขอจากโจโฉได้ มากเท่าที่มีกำลังทำ รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย แต่แบ่งคนละครึ่งกับกองทัพ เพราะเอ็งมาตัวเปล่า

    ระบบนี้ เป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ประชาชน จากการอ่าน สามก๊ก ฉบับนวนิยาย ไม่เคยมีประชาชนลุกฮือเพราะเกลียดโจโฉเลย ไม่มีประชาชนคนใดในก๊กของโจโฉ ด่าทอโจโฉเลย มีแต่ แซ่ซ้องสรรเสริญกันทั้งนั้น นอกจากพวกนักการเมืองขี้อิจฉาของก๊กอื่นๆ ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าพวกเขาไม่ทำหากเกิดเหตุการณ์เยี่ยงที่โจโฉประสบ แม้แต่ อ้องอุ้น ยังเหลิงในอำนาจ แล้วจะบอกให้ โจรโพกผ้าเหลืองที่ ฮ่องเต้อุบาทว์ สั่งให้กำจัดนั้น ก็มาอยู่เป็นประชาชนก็มี เป็นทหารของโจโฉ ก็แยะ จำนวนโจรโพกผ้าเหลือง ร่วม ล้านคน โจรอะไรมันจะมากขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่ประชาชนลุกฮือ ขับไล่ฮ่องเต้อุบาทว์ ที่ เล่าปี่และขงเบ้งพากันปกป้องสายเลือดของเขา

    และระบบ นี้อีก ที่ร่วมๆ สองพันปีต่อมา เหมาเจ๋อตุงกับเติ้งเสี่ยวผิง คู่หูบรรลือโลกของจีนรุ่นใหม่ ยังต้องนำเอาระบบถุนเถียน นำมาปรับใช้ จนทำให้จีนยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้ จนทำให้เผ่าพันธุ์คอเคซอยด์ยุ่งโลก ต้องกลัวประเทศจีน

    #360
    0
  4. #305 LE BASIlIC (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2555 / 22:33
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:35
    #305
    0
  5. #218 ช้างสามขา (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2555 / 15:46
    ขอบคุณอีกครั้ง ที่นำเรื่องสนุก ๆ มาให้อ่านกันครับ ( ^ ___ ^ )







    #218
    0
  6. #163 Iroha (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 / 13:50
    โจโฉ ร้องไห้เป็นด้วย
    #163
    0
  7. #158 XIAHOU DUN (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2555 / 21:24
    ผมล่ะอยากรู้จริงๆว่าท่านไปอ่านมาจากไหน สุดยอดมาก อิมเมจเปลี่ยนเลย ดีนะว่าที่ชอบโจโฉตั้งแต่แรกอ่าน เพราะมันชวนจิ้น มาเจอนี่อีก ช่วยทีเถอะขอรับ ไ่ม่ทราบท่านอ่านจากไหนมา
    #158
    0
  8. #148 ohio-12 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 / 14:09

    งืม........รู้สึกยิ่งอ่านยิ่งแหวกจากนิยายไปมากมาย ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้นี่มันซับซ้อนจริงๆ

    #148
    0
  9. #145 Se7ven (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2555 / 14:50
    @144
    ที่ว่าเป็นปราชญ์ในยุคสงบ  เป็นทรราชในกลียุคใช่มะ

    คนที่วิจารณ์ รู้สึกจะชื่อสี่เส้า นะ เป็นปราชญ์คนนึง ใครที่ได้แกวิจารณ์ ก็เหมือนกับจบปริญา + เกิยตนิยม

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 พฤษภาคม 2555 / 10:20
    #145
    0
  10. #144 LE BASIlIC (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2555 / 10:28
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 7 พฤษภาคม 2555 / 12:44
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:29
    #144
    0
  11. #143 Se7ven (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2555 / 09:25
    @142

    ไม่รู้ว่าแพ้ขนแมวหรือเปล่า
    แต่ที่แน่ๆ มีหนังสืออ้างอิงว่า คอสุมาอี้ หมุนกลับหลังได้
    . . .
    #143
    0
  12. #142 LE BASIlIC (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2555 / 02:43
    _(:3」∠)_

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 พฤษภาคม 2555 / 12:51
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 29 ธันวาคม 2555 / 22:30
    แก้ไขครั้งที่ 3 เมื่อ 30 เมษายน 2559 / 23:29
    #142
    0
  13. #141 ราเบล (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2555 / 22:46
    จริงๆ เกี่ยวกับผู้หญิงในสามก๊กนี่ มีอยู่คนหนึ่งที่ผมสงสัยมาตลอด คือ นางอุ๋ยซี ภรรยาขงเบ้งครับ เพราะผมไม่รู้จริงๆรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ในนิยายบอกว่า เธอหน้าตาแย่มาก แต่ในเกมกลับเป็นคนที่สวย แต่ผิวออกดำแบบแขกและผมทอง ทำให้ผมนึกถึงว่านางอุ๋ยซีจริงๆ เป็นคนต่างชาติรึเปล่าประกอบนางเป็นคนฉลาด ขงเบ้งที่รู้ความงามของนางจึงบอกกับคนอื่นว่า "ข้าไม่ได้แต่งงาน เพราะชอบในรูปกาย แต่ชอบในความฉลาดของนาง" ช่วยตอบทีนะครับ ค้างคาใจมากๆครับ

    ปล.เกี่ยวกับสามก๊กออนไลน์ เรื่องค่าสเตตัสหรืออะไรที่มันเป็นรสชาติของเกม จะไม่ค่อยออกมากนักครับ เพราะโดยส่วนใหญ่จะอิงความสมจริงในเชิงกายภาพมากกว่าครับ (แต่มันจะค่อยๆมีแหละครับ)
    #141
    0