เมื่อตะวันเคียงดาว - เมื่อตะวันเคียงดาว นิยาย เมื่อตะวันเคียงดาว : Dek-D.com - Writer

    เมื่อตะวันเคียงดาว

    ร่วมบันทึกความประทับระหว่างการเดินทางไปกับ Trip & Love ตามรอยแห่งรัก

    ผู้เข้าชมรวม

    1,695

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    3

    ผู้เข้าชมรวม


    1.69K

    ความคิดเห็น


    5

    คนติดตาม


    0
    หมวด :  ซึ้งกินใจ
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  14 เม.ย. 49 / 21:47 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ

      ‘ถ้าดวงอาทิตย์ขี้เหงาบอกกับดวงดาวขี้อ้อนว่าจะไม่ทิ้งให้อยู่ดวงเดียวอีกแล้ว...ดวงดาวจะตอบว่าอะไร’

      ‘เมื่อตะวันเคียงดาว...เมื่อนั้นพระอาทิตย์จะได้คำตอบ’

       


      การเดินทางจากขนส่งอำเภอแม่สายโดยรถที่ทางรีสอร์ทส่งมารับนั้น ใช้เวลาเดินทางร่วมชั่วโมงเนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกลและถนนหนทางนอกจากจะคดเคี้ยวเลี้ยวลดแล้ว ยังเป็นทางขึ้นดอยอีกต่างหาก แต่โชคยังดีที่ถนนได้รับการปรับปรุงเป็นถนนลาดยางเสริมคอนกรีตหมดแล้ว ไม่เหลือทางลูกรังให้เห็นแต่อย่างใด ไหนจะยังวิวทิวทัศน์ทั้งสองข้างสองที่เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่


      ไม่ว่าความเจริญจะเข้ามาเยือนดอยแม่สลองแห่งนี้มากเพียงไหน แต่ธรรมชาติที่นี่ก็ยังคงงดงามอยู่เสมอ ด้วยทางการและชาวบ้านต่างก็ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ผืนนี้ ต่างก็ร่วมมือกันอนุรักษ์ป่าผืนนี้ให้คงความสมบูรณ์ให้มากที่สุด

      ทำให้ดอยแม่สลองแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และถนนลาดยางที่อำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนดอยแห่งนี้ได้ใช้เดินทางไปยังตัวจังหวัดเชียงรายได้สะดวก เป็นการผสมผสานธรรมชาติและความเจริญเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

      เอื้อมดาวที่กำลังเดินทางไปพักที่ ตะวันเคียงดาวรีสอร์ทหันออกไปมองสองข้างทางด้วยความเพลิดเพลิน ถ้าไม่มีเสียงของผู้โดยสารอีกคนที่ดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ไม่รู้ว่าหล่อนไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้กับตานี่ เพราะหล่อนต้องนั่งคู่กับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ ตั้งแต่หล่อนขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองมายังสนามบินเชียงรายซึ่งอยู่ในตัวเมือง

      หลังจากนั้นก็ต้องนั่งรถเมลล์คู่กันมาอีกจากตัวเมืองเชียงรายจนถึงขนส่งอำเภอแม่สาย และยังต้องนั่งต่อไปด้วยกันอีกจนถึงที่พัก ด้วยเหตุผลที่ว่าจุดหมายปลายทางของคนทั้งคู่คือที่เดียวกัน ไม่รู้ว่า...อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้

      และที่สำคัญก็คือ อาการปวดหัวที่หายไปนานแล้วกลับมารบกวนหล่อนอีกครั้ง จะว่าเป็นเพราะตื่นเต้นจากการเดินทางก็ไม่น่าจะใช่ ด้วยก่อนหน้านี้หล่อนเดินทางไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ กับเพื่อน ๆ ออกจะบ่อย ๆ ไม่เห็นมีปวดหัวเลย หรือว่า...สาเหตุจะมาจาก เพื่อนร่วมเดินทางปากมากคนนี้

      ดังนั้นแผนการเดินทางเที่ยวต่างจังหวัดหลังจากงานแต่งของนีรชาเพื่อนสนิทกับธันยธรณ์จึงกร่อยไปทันที คนยิ่งกำลังเซ็ง ๆ จากการถูกบรรดาเพื่อน ๆ แซวเรื่องที่รับช่อดอกไม้ในงานแต่งได้ ทำให้หล่อนยิ่งต้องรีบออกต่างจังหวัดแทบจะทันที

      ตอนแรกหล่อนตั้งใจจะลงไปหาเที่ยวที่ภูเก็ตแต่เพราะแรงยุของปลายฟ้า รวมถึงบรรดาญาติคนอื่น ๆ ที่แนะนำและกล่อมให้หล่อนไปเที่ยวเชียงรายแทน ไหนจะเป็นธุระจัดการจองตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักให้ที่ ตะวันเคียงดาวรีสอร์ททำให้หล่อนต้องตกกระไดพลอยโจนมาที่นี่ ทุกอย่างก็ดีอยู่หรอกถ้าไม่มีเพื่อนร่วมเดินทางที่บังเอิญเจอกันบนเครื่องและบังเอิญว่ามีปลายทางเดียวกัน

      “สวัสดีครับ ผมอาทิตย์ คุณกำลังจะไปเที่ยวที่เชียงรายหรือครับ ผมก็กำลังจะไปที่นั้นพอดี ผมพักที่ ตะวันเคียงดาวรีสอร์ทแล้วคุณล่ะครับไปเที่ยวคราวนี้มีโปรแกรมจะไปไหนบ้างครับ” คำแนะนำตัวอันยาวเหยียดของชายร่างสูง อายุน่าจะมากกว่าหล่อนสักสองสามปี

      เอื้อมดาวมองหน้าคนพูดด้วยความรำคาญก่อนจะตอบออกไปว่า “สวัสดีค่ะ ดิฉันต้องการความสงบกรุณาเงียบสักพักได้ไหมคะ”

      ไม่รู้ว่าผู้ชายที่นั่งข้าง ๆ เป็นบ้าไปหรือเปล่า เพราะหลังจากหล่อนพูดจบอาทิตย์ก็ฉีกยิ้มมากกว่าเดิมอีก “ผมดีใจที่คุณยอมพูดกับผมอีก ตอนแรกผมนึกว่าคุณจะไม่ยอมพูดกับผมเสียแล้ว”


      “ประสาท” หล่อนบ่นก่อนจะเอนหลังพิงกับเบาะพร้อมกับหลับตาไม่สนใจคนข้าง ๆ


      อาทิตย์ก็ทำตัวตามที่เอื้อมดาวขอร้องโดยการเงียบไปสักพักจริง ๆ ก่อนเสียงทุ้ม ๆ จะดังขึ้นมาข้างหูอีกรอบ แม้ว่าหล่อนจะแสดงกริยาว่ารำคาญคนพูดมากแค่ไหน แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจยังคงพูดต่อไปเรื่อย ๆ จนหล่อนอยากจะหาอะไรยัดปากให้หยุดพูดเป็นการถาวร ผู้ชายอะไร...พูดมากอย่างกับผู้หญิง แล้วเอื้อมดาวต้องทนฟังเสียงของอาทิตย์พูดตั้งแต่ขึ้นเครื่องยันนั่งรถไปยังรีสอร์ท โอ๊ย...จะบ้าตาย มาเที่ยวคราวนี้จะหาความสงบเจอไหมนี่

       
      +++++++++++++++


      “คุณครับ ถึงแล้วครับ” เสียงนายอาทิตย์เอ่ยเมื่อรถเลื่อนมาจอดหน้าอาคารไม้ชั้นเดียว

      เอื้อมดาวลงจากรถพร้อมกับมองสำรวจไปรอบ ๆ รีสอร์ทประมาณห้าสิบกว่าหลังสร้างมาจากไม้ในแบบสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ลดหลั่นกันตามไหล่เขา ระหว่างตัวเรือนที่พักแต่ละหลังจะมีแปลงดอกไม้เมืองหนาวไม่ว่าจะเป็นกุหลาบหลายหลากสี คาร์เนชั่น เยอบีร่า นอกจากนั้นยังมีแปลงผักหลายชนิดที่ปลูกไว้ให้แขกที่มาพักมาเลือกไปทำอาหารรับประทานกันเอง

      หล่อนยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเดินเข้าไปเช็คอินด้านใน ไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่มาพักที่นี่ เหมือนอย่างที่ฝันไว้ไม่มีผิด แต่หล่อนต้องชะงักเหมือนเอ็ดใจอะไรบางอย่าง หล่อนเคยฝันไว้อย่างนั้นหรือ พอคิดมาถึงตอนนี้เหมือนหัวจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ ทำให้หล่อนถึงกับเซแต่ยังดีที่อาทิตย์เข้ามาประคองไว้ทัน


      “เป็นอะไรบ้างครับ ถ้าคิดมาก ๆ แล้วปวดหัวผมว่า อย่าเพิ่งคิดอะไรดีกว่านะครับ ทำใจให้สบายแล้ว...” เขาต้องหยุดพูดเมื่อเห็นหญิงสาวมองหน้าด้วยสายตาคำถาม “คือ...ผมเดาเอานะครับ เห็นคุณเดินกุมขมับอยู่ ผมว่ารีบเข้าไปข้างในดีกว่านะครับ”


      “คุณเอื้อมดาว ใช่ไหมค่ะ” เสียงพนักงานต้อนรับกล่าวทันทีที่เห็นเอื้อมดาวเดินเข้าไปติดต่อเคาน์เตอร์เช็คอินของทางรีสอร์ท หล่อนได้แต่ยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับพยักหน้าเป็นคำตอบ “ทางเราได้จัดเตรียมห้องพักและโปรแกรมทัวร์ไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ เชิญตามมาทางนี้เลยนะคะ ส่วนกระเป๋าทางเราได้นำไปเก็บที่ห้องพักเรียบร้อยแล้วค่ะ” พนักงานคนดังกล่าวพูดพลางพร้อมกับเดินออกมาจากด้านหลังเคาน์เตอร์นั้น และเดินนำหน้าเอื้อมดาวออกไปยังที่พัก โดยมีอาทิตย์เดินตามไปติด ๆ ทำให้หญิงสาวมองหน้าด้วยความไม่พอใจ


      “แหม...ก็บ้านพักของเรามันไปทางเดียวกันไงครับ” ตอบอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับยักคิ้วให้


      โอ๊ย...มันจะบังเอิญมากไปหรือเปล่า

       
      ++++++++++++++


      ที่พักของเอื้อมดาวเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดเล็ก สร้างมาจากไม้สักทองทั้งหลัง บริเวณระเบียบรอบ ๆ ตัวบ้านประดับด้วยดอกเอื้องผึ้งซึ่งเป็นกล้วยไม้พื้นเมืองของทางเหนือ ช่อดอกสีเหลืองส้มห้อยระย้าเป็นพวงยาวลงมาตามแนวดิ่ง มองดูไกล ๆ ประหนึ่งใครเอาผ้าม่านมาขึงไว้เป็นแนวยาว ตัดกับแปลงดอกไม้หลายหลากสีด้านล่างที่แข่งกันผลิบาน ไหวเอนลู่ลมเล่นทำให้บ้านไม้หลังน้อยดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา

       


      ‘ดาวอยากจะมีบ้านอยู่บนดอยรู้หรือเปล่า อยู่ริมหน้าผาเลยก็ยิ่งดี ขอแค่บ้านไม้หลังเล็ก ๆ รายล้อมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ มีกล้วยไม้หลากสีแขวนไว้ตามแนวระเบียง...อ้อ แล้วระเบียงนี่ ต้องยื่นออกไปทางหน้าผาด้วยนะ เวลาว่าง ๆ เราสองคนจะได้มานั่งชมวิวกันไง’

       


      เอื้อมดาวชะงักเท้าอยู่กับที่ ก่อนมองสำรวจบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งรีสอร์ทหลังนี้เหมือนที่ตนวาดฝันไว้ไม่มีผิด แต่...หล่อนฝันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่และกับใคร ทำไม...เมื่อมาถึงที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูคุ้นตา เหมือนที่ฝันไว้ไม่มีผิด เมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว


      “ดาวปวดหัวมากหรือเปล่า อย่าพยายามคิดอะไรตอนนี้เลยนะ...ผมไม่ได้รีบอะไรหรอก ผมรอได้” อาทิตย์รีบเข้ามาประคองให้หญิงสาวนั่งบริเวณระเบียงหน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าเอื้อมดาวหลับตาและกุมขมับตนเองไว้ โดยที่ประโยคหลังชายหนุ่มพูดเสียงเบาแทบกระซิบ


      “ขอบคุณค่ะ ฉันค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว...คุณไปพักผ่อนเถอะไม่ต้องห่วงฉัน” เอื้อมดาวรีบพูดทันทีที่ตั้งตัวได้ เพราะหล่อนไม่อยากอยู่ใกล้ชายหนุ่มมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่ารังเกียจหรือรำคาญนายอาทิตย์เหมือนตอนแรกที่พบกัน แต่เป็นเพราะ...ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งปวดหัว เหมือนกับว่าหล่อนจะนึกอะไรบางอย่างออก อะไรบางอย่างที่เหมือนกับเป็นความฝัน บางอย่างที่หล่อนยังคิดไม่ออกเสียที


      “คุณเข้าไปนอนพักข้างในก่อนดีกว่า ตอนเย็นผมจะมาปลุกไปทานอาหารค่ำ...ใต้เงาจันทร์และแสงระยิบระยับแห่งดวงดารา แล้วพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปเที่ยว...รับรองโปรแกรมทัวร์คราวนี้ต้องถูกใจคุณแน่” เมื่ออธิบายจบอาทิตย์ก็เดินกลับไปยังที่พักของตน ปล่อยให้เอื้อมดาวมองตามหลังด้วยความสงสัย พร้อมกับนึกทบทวนคำพูดของชายหนุ่ม


      พรุ่งนี้ผมจะพาไปเที่ยว
      ...หมายความว่าอย่างไร ทำไมอาทิตย์ถึงได้พูดคุยกับหล่อนได้อย่างสนิทสนม เหมือนกับว่า เคยรู้จักกันมาก่อน

       


      ‘ถ้าดาวกลับมาที่นี่อีกครั้ง เราจะฉลองมื้อพิเศษด้วยอาหารมื้อค่ำ ภายใต้เงาจันทร์และแสงระยิบระยับแห่งดวงดารา บนระเบียงริมผาที่ประดับประดาด้วยกล้วยไม้นานาพันธุ์ออกดอกห้อยระย้าเป็นพวงยาว หยอกเย้าเล่นกับสายลม แข่งกันกับดอกไม้เมืองหนาวหลายหลากสีชูช่อบานสะพรั่งจนเต็มลาน...พี่สัญญา’


       
      คำพูดของใครบางคนที่ดังแผ่วมาตามสายลมที่พัดผ่าน เอื้อมดาวยืนนิ่งอยู่กับที่...คำพูดของใคร ทำไมตั้งแต่มาถึงที่นี่ หล่อนจึงรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกับว่าความทรงจำบางอย่างที่เลือนหายไปเมื่อสองปีก่อนได้กลับคืนมาอีกครั้ง ความทรงจำสำคัญก่อนประสบอุบัติเหตุ แต่หญิงสาวยืนอยู่ได้ไม่นานเมื่ออาการปวดหัวเริ่มรุนแรงขึ้น ทำให้ต้องรีบเข้าไปในบ้าน ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกับเตียงนุ่มและผล็อยหลับไปไม่รู้ตัว

       


      เอื้อมดาวเผลอหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเคาะประตูดังอยู่ไม่หยุด หล่อนจึงลุกขึ้นนั่งสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองก่อนจะเดินไปเปิดประตู เพื่อดูว่าใครเป็นคนมารบกวนเวลานอนของตนเช่นนี้


      ภาพของนายอาทิตย์ในชุดพื้นเมืองถือดอกเอื้องแชะไว้ในมือ ยืนฉีกยิ้มอยู่หน้าประตู ทำให้หล่อนรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ส่งมือไปรับดอกเอื้องที่ชายหนุ่มมอบให้แทบจะทันทีที่เขายื่นมาให้


      “ขอบคุณค่ะ ว่าแต่คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ”


      “อ้าว...คุณ ลืมไปแล้วเหรอว่าเราสองคนมีนัดทานข้าวกันน่ะ” อาทิตย์รีบตอบก่อนจะดันร่างบางเข้าไปในห้อง และผลักเข้าไปในห้องน้ำอย่างถือวิสาสะ “น่า...รีบอาบน้ำแต่งตัวก่อนเถอะ”


      โดยไม่ยอมฟังเสียงประท้วงของหญิงสาวแม้แต่น้อย เมื่อประตูห้องน้ำปิดลง ชายหนุ่มแววตาของชายหนุ่มที่ดูร่างเริงอยู่เสมอเริ่มมีแววหม่นลง เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมา


      “ผมเองนะ รีบมาได้แล้ว...อ้อ อาหารทุกอย่างเสร็จแล้วใช่ไหม ดี...งั้นรีบมาเร็ว ๆ อย่าช้า...ไม่อย่างนั้นเดือนนี้งดเชอร์วิสชาร์ตไม่รู้ด้วย” พอพูดจบก็เดินออกไปรอหญิงสาวที่ระเบียงบ้าน ดวงตาเหม่อลอยมองภาพวิวตรงหน้า ด้วยสายตาครุ่นคิด

       


      ‘พี่จะปลูกบ้านบนนี้ให้ดาว ไม่ดีกว่า...พี่จะปลูกทั้งบ้านและสร้า
      งรีสอร์ทไว้ที่นี่ ดาวจะได้ทำงานอยู่ใกล้พี่ ไม่ต้องเที่ยวหางานทำในโรงแรมใหญ่ ๆ ในเมือง มีแต่มลพิษ สู้มาเป็นแม่เลี้ยงดูแลกิจการของเราดีกว่า’ น้ำเสียงสดใสของชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวสุขภาพดีเหมือนกับคนเหนือทั่วไป เอ่ยกับคนรักของตนถึงอนาคตที่ได้วาดฝันไว้


      ‘จะบ้าเหรอพี่ทิตย์...เงินลงทุนไม่ใช่น้อย ๆ นะ แค่บ้านบนดอยดาวก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องถึงกับสร้า
      งรีสอร์ท หรอก...หรือว่า ใจคอจะไม่ปล่อยให้ดาวออกไปเห็นแสงสีความเจริญในเมืองบ้างเลยหรือไง...ห๊ะ’ เสียงประชดของหญิงสาวร่างบางแทบจะปลิวลมได้นั้นเอ่ยขึ้น เพราะแผนการแต่ละอย่างของชายคนรักทำกันได้ง่าย ๆ เสียที่ไหน


      ‘พูดอย่างนี้แสดงว่าหนูดาวกำลังดูถูกนายอาทิตย์คนนี้นะครับ’ เอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนจะดึงตัวหญิงสาวมายืนใกล้ ๆ แล้วหมุนร่างบางให้หันไปมองภาพไร่ชาเบื้องหน้า ‘คุณผู้หญิงเห็นไร่ชาโน่นไหมครับ...แล้วคุณผู้หญิงรู้ไหมครับว่าตอนนี้กำลังยืนอยู่บนที่ของใคร และที่สำคัญคุณผู้หญิงรู้ไหมครับว่า กำลังยืนคุณกับใครอยู่’


      หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจกับคำพูดหยอกล้อของคนรัก ชายหนุ่มแสร้งถอนหายใจหนัก ๆ อย่างเหนื่อยใจก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น ‘ที่แถวนี้...จากตรงนี้ไปจนถึงไร่ชาสุดลูกหูลูกตาโน่น มีเจ้าของที่ใคร ๆ แถว ๆ นี้เรียกว่า พ่อเลี้ยงอาทิตย์ไงครับ’


      คราวนี้หญิงสาวปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเต็มเสียง ‘เหรอคะ...ไม่บอกไม่รู้น่ะนี่’


      ‘โธ่...ดาวจ๋า’ เสียงชายหนุ่มตัดพ้อเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเชื่อของหญิงสาว ‘ดาวคิดว่าพี่พามาที่นี่ทำไมล่ะจ๊ะ ถ้าไม่ได้พามาดูอนาคตที่เรากำลังจะสร้างด้วยกันที่นี่’


      ใบหน้านวลแดงระเรื่อขึ้นทำให้ชายหนุ่มยิ้มให้อย่างเอ็นดู ก่อนจะหมุนตัวให้หญิงสาวหันมาเผชิญหน้ากับตน และพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม ‘ดาวจะว่ายังไงจ๊ะ พอจะอยู่ที่นี่ได้ไหม...มันอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนอย่างในกรุงเทพมากนัก แต่พี่รับรองว่า พี่จะทำให้ดาวมีความสุข ดาวจะมาอยู่ที่นี่กับพี่ไหม’


      ‘คนเขามีพ่อมีแม่ อยู่ดี ๆ จะชวนลูกสาวเขามาอยู่บ้านป่า ขอพ่อแม่เขาหรือยัง’ ก้มหน้าตอบ


      ‘งั้น...ถ้าคุณอาอนุญาต ดาวก็ตกลงใช่ไหม’ ชายหนุ่มรีบรวบรัด


      ‘บ้า...ดาวยังไม่ได้ตอบตกลงอะไรสักหน่อย’ พูดจบพยายามเบี่ยงตัวหนี แต่ถูกชายหนุ่มจับไหล่ทั้งสองข้างไว้ ก่อนจะเลื่อนมือมาเชยคางมนให้สบตาตนเองอย่างคาดคั้นเอาคำตอบอยู่ในที ‘เอาไว้ขึ้นมาอีกครั้ง...ดาวจะกลับมาให้คำตอบนะคะ’


      ‘หวังว่าคงเป็นคำตอบที่พี่ต้องการนะ’

       



      ทั้งภาพและเรื่องราวในอดีตที่ยังคงวนเวียนอยู่ภายในหัวใจของอาทิตย์ไม่เคยลบเลือน แม้ว่าหญิงสาวคนนั้นจะจำเขาไม่ได้เลยก็ตามที


      ‘เอาไว้ขึ้นมาอีกครั้ง...ดาวจะกลับมาให้คำตอบนะคะ’


      ใช่...คำตอบ ที่เขารอคอยมานานถึงสองปีเต็ม รอวันที่หญิงสาวจะกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อให้คำตอบ แต่ดูเหมือนว่า ระยะทางและระยะเวลาที่เขาเฝ้ารอคำตอบมันช่างยาวนานเหลือเกิน แต่เขาก็ยังรอ...รอด้วยความหวังว่า สักวันหนึ่งหญิงสาวจะกลับมาให้คำตอบ...ที่เขาต้องการ


      “ป้อเลี้ยงครับจัดโต๊ะเสร็จแล้ว ป้อเลี้ยงจะให้เด็กอยู่ช่วยไหมครับ” เสียงผู้จัดการห้องอาหารกล่าวขึ้น เมื่อลูกน้องจัดโต๊ะอาหารตามที่ผู้เป็นนายสั่งเสร็จ


      “ไม่ต้องหรอก กินเสร็จแล้วผมจะเรียกขึ้นมาเก็บเอง...ตอนนี้คุณมีอะไรก็ไปทำเถอะ”


      ผู้จัดการห้องอาหารพยักหน้าก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องให้กลับไปทำงานที่เดิม แต่ก่อนที่จะเดินกลับไปนั้น ยังไม่วายหันมาแซวผู้เป็นนายเล่น “งานนี้ถ้าพวกเราได้แม่เลี้ยง...อย่าลืม รางวัลให้พวกเราด้วยนะครับ”


      “เถอะน่า...ไม่ลืมหรอก” แม้จะฝืนน้ำเสียงให้ฟังดูสดชื่นอย่างไร แต่ความที่เคยร่วมงานกันมานานทำให้คนแซวรู้ว่า ผู้เป็นนายนั้นกลุ้มใจเรื่องอะไรอยู่


      “โชคดีจะครับ...ความดีต้องตอบแทนป้อเลี้ยงแน่ ไม่ต้องเป็นห่วง”


      “ขอบใจ”


      เมื่อเอื้อมดาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมาด้านนอก ก็พบว่าตรงระเบียงมีโต๊ะอาหารสำหรับรับประทานกันสองคนตั้งอยู่ หล่อนได้มองด้วยความสงสัยก่อนจะได้ยินเสียงทุ้ม ๆ ที่ดังมาจากด้านหลัง


      “ดินเนอร์ของเราไงจ๊ะ ผมให้คนจัดมาเองแหละ” อาทิตย์ตอบ และรีบพูดต่อทันทีที่เห็นหน้าหญิงสาวเริ่มง้ำงอมากขึ้น “ไม่ลำบากอะไรเลย...คุณไม่ต้องทำหน้าซาบซึ้งบุญคุณมากขนาดนั้นหรอก ผมเต็มใจ”


      “บ้า”


      “น่า...เอาน่า ไหน ๆ ก็จัดมาแล้ว เชิญคุณผู้หญิงนั่งก่อนครับ” พูดพลางพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ให้ เอื้อมดาวจึงจำใจทิ้งตัวนั่งลงไป ทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้จักแต่ทำไมหล่อนถึงรู้สึกคุ้นเคยกับนายอาทิตย์นี่อย่างประหลาด เหมือนกับว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน และก็เร็วเท่าความคิดทำให้หล่อนกล้าเอ่ยปากถามออกไป


      “เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าคะ”


      แต่คำตอบที่หล่อนได้รับกลับทำให้ต้องตกใจแทน เมื่ออาทิตย์ยิ้มกว้างขึ้นมาทันทีที่ได้ยินประโยคคำถามดังกล่าว ไม่ใช่ยิ้มเฉพาะมุมปากแต่ยิ้มนี้ยังออกมาจากแววตาอีกด้วย ก่อนจะปรับให้เป็นปกติและพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


      “ครับ...ผมว่าเราคงเจอกันในฝัน หรือไม่ก็...ในห้วงแห่งความทรงจำที่ถูกลืม”


      แม้เอื้อมดาวจะรู้สึกโกรธเมื่อได้ยินประโยคแรก แต่ประโยคถัดมากลับฟังดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับว่าชายหนุ่มมีเรื่องราวอะไรไม่สบายใจอยู่


      ‘ในห้วงแห่งความทรงจำที่ถูกลืม’


      ทำไม...ประโยคนี้มันถึงสะท้อนใจหล่อนยิ่งนัก เหมือนกับว่าอาทิตย์กำลังตัดพ้อใครบางคนอยู่และใครคนนั้นคงหนีไม่พ้น ตัวหล่อนเอง ทำไม...เอื้อมดาวถึงคิดว่าเป็นตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งรู้จักกับชายหนุ่ม แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับคอยย้ำว่า ไม่ใช่...หล่อนรู้จักเขามานานแล้ว


      เมื่อยิ่งคิดก็เหมือนกับว่าสมองกำลังจะระเบิดออกมา เอื้อมดาวถึงกับต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับอีกครั้ง ทำให้อาทิตย์ถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความเป็นห่วง


      “ดาว...เป็นอะไรหรือเปล่า อย่าพยายามคิดอะไรตอนนี้เลยนะ...ผมขอโทษ”


      “ทำไม หมู่นี้ฉันปวดหัวบ่อย ๆ ก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นอย่างนี้เลย” บ่นพึมพำกับตัวเอง “สงสัยไม่ถูกกับอากาศเย็นบนยอดดอยอย่างนี้ ถึงได้ไม่สบายเอาง่าย ๆ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง”


      “แปลกนะ...ที่คนเราชอบโทษดินฟ้าอากาศว่าเป็นตัวทำให้ไม่สบาย ทั้ง ๆ ที่ร่างกายของเรานั่นแหละ กำลังประท้วงว่า ฉันต้องการพักผ่อนนะ” เอื้อมดาวหัวเราะด้วยความชอบใจกับเสียงแหลมสูงของชายหนุ่มที่ประชดในประโยคสุดท้าย


      “แหม...ก็ความผิดคนเราเท่าเส้นผมนี่คะ ใครล่ะจะมองเห็น” คราวนี้เป็นทีของอาทิตย์ที่ชะงักและมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างตกตะลึง

       


      ‘พี่ทิตย์นะพี่ทิตย์...รู้ก็รู้ว่าดาวไม่ถูกกับอากาศเย็น ๆ ยังจะพาดาวมาตากน้ำค้างชมวิวบนยอดดอยอีก คอยดูนะถ้าเกิดดาวไม่สบายขึ้นมา พี่ทิตย์ต้องรับผิดชอบด้วย’ เสียงบ่นประหรอกประแหรกของหญิงสาวที่เดินตามเขามา ทำให้ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าชะงัก ก่อนจะหันมาคว้าข้อมือบางให้เดินตามเร็วขึ้น


      ‘เฮ้ย...คนเรานี่ก็แปลกนะ ชอบโทษดินฟ้าอากาศว่าเป็นตัวทำให้ไม่สบาย ทั้ง ๆ ที่ร่างกายของเรานั่นแหละ กำลังประท้วงว่า ฉันต้องการพักผ่อนนะ กรุณาพาฉันไปสูดอากาศบริสุทธิ์สักทีเถอะ ฉันจะแย่อยู่แล้ว’


      แหมจะอดขำกับน้ำเสียงประชดของคนรักไม่ได้ แต่หญิงสาวจะแสดงให้เขารู้ไม่ได้ ‘แหม...พี่ทิตย์ขา ก็ความผิดของคนเราเท่าเส้นผมนี่คะ ใครล่ะจะมองเห็น...ไม่รู้แหละ ถ้าพี่ทิตย์ไม่โทษดินฟ้าอากาศ งั้นดาว...ก็โทษพี่ทิตย์นั่นแหละที่เป็นตัวการทำให้ดาวไม่สบาย’


      ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ กับอาการไม่ยอมลงให้ใครของหญิงสาว ก่อนจะดึงร่างบางให้มายืนหันหน้าไปทางขอบฟ้าที่กำลังจะสว่างขึ้นด้วยลำแสงของตะวันเช้าวันใหม่


      ‘โห...สวยจังเลยค่ะ พี่ทิตย์’ อุทานอย่างตื่นเต้น


      ‘ทีนี้ทำมาเป็นพูดเพราะ ทีเมื่อกี้ยังว่าเราอยู่เลย...เฮ้ย ผู้หญิงหนอผู้หญิง ช่างเข้าใจยากจริง ๆ’ คราวนี้เป็นทีของชายหนุ่มบ้าง เขาจึงแสร้งตัดพ้อคนรักด้วยความน้อยใจ


      ‘ถ้าผู้หญิงเข้าใจยาก พี่ทิตย์ก็เปลี่ยนใจไปทำความเข้าใจกับผู้ชายด้วยกันสิคะ ดาวจะได้กลับบ้าน’ พูดจบก็หมุนตัวกลับ เดือนร้อนถึงคนน้อยใจต้องตามง้อ


      ‘โธ่ดาวจ๋า...ดาวก็รู้นี่จ๊ะว่าพี่บ่นไปอย่างนั้นเอง อย่างอนพี่สิจ๊ะ’


      ‘พี่ทิตย์ขา...พี่ทิตย์ก็รู้นี่คะว่าดาวก็พูดไปอย่างนั้นเอง ให้พี่ทิตย์ตามง้อไงจ๊ะ’


      เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของหนุ่มสาวคู่หนึ่งก็ดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศบนยอดดอยที่ถูกปกคลุมไปด้วยไอหมอกขาว ตัดกับแสงสีทองของดวงตะวันที่ลอยพ้นยอดเขาสูงขึ้นเรื่อย ๆ สลับกับเสียงร้องของมวลหมู่นกที่เริ่มบินออกจากรัง

       


      “คุณคะ...คุณ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เอื้อมดาวเรียกพร้อมกับสะกิดแขนคีรีเบา ๆ เมื่อเห็นชายหนุ่มนั่งเหม่อ ไม่ยอมพูดยอมจาผิดจากเดิมที่คุยไม่หยุดปาก


      “เปล่าครับ...เอ่อ ทานข้าวกันเถอะ เดี๋ยวอาหารเย็นหมดของโปรดคุณทั้งนั้น” อาทิตย์ตักข้าวและกับให้เอื้อมดาวก่อนจะตักให้ตนเอง ก่อนจะอธิบายต่อเมื่อเจอกับสายตาคำถามของหญิงสาวเข้า “...แหม ดาว...เอ๊ย คุณก็ มันเป็นหน้าที่ของทางรีสอร์ทเขาน่ะ ที่ต้องรู้ว่าแขกชอบหรือไม่ชอบอะไร คิดมากไปได้”


      “คุณพูดอย่างกับทำงานที่นี่อย่างนั้นแหละ”


      อาทิตย์อมยิ้มอย่างขำ ๆ ก่อนจะตอบคำถามหญิงสาว “อ้าว...ผมยังไม่ได้บอกเหรอ ว่าผมเป็นผู้จัดการที่นี่ ดูแลกิจการของรีสอร์ทแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อ...รอวันที่เจ้าของตัวจริงกลับมา”


      “มิน่าล่ะ...ถึงได้ขี้เก๊ก” เอื้อมดาวพึมพำกับตัว ทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย “เปล่า...ไม่มีอะไรค่ะ” รีบปฏิเสธก่อนเสรีบยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบ


      “เป็นไง...อาหารอร่อยไหม” อาทิตย์พยายามชวนคุย และก็ยิ้มอย่างดีใจเมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้าชอบอาหารที่ตนจัดให้ “งั้นเราเปลี่ยนมาคุยเรื่องโปรแกรมทัวร์วันพรุ่งนี้ดีกว่า...ผมกะว่า จะพาคุณไปเที่ยวดอยตุง ไปมนัสการพระธาตุดอยตุงก่อน แล้วเราค่อยไปต่อที่พระหนักดอยตุง...คุณว่าดีไหม”


      “เดี๋ยวนะคะคุณอาทิตย์ คุณพูดว่า...เรา อย่า บอกนะคะว่าหมายถึงคุณกับฉัน” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย


      “ก็ใช่สิครับ...อ้าว ผมคงลืมบอกไป ว่าพรุ่งนี้ผมจะเป็นไกด์นำเที่ยวให้คุณเอง” เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเอื้อมดาว ทำให้อาทิตย์รีบอธิบายต่อ “คือว่าพรุ่งนี้ไม่มีใครว่างนะครับ ผมเลยรับอาสาพาคุณไปเอง...คุณดาวอย่าทำหน้าอย่านั้นสิครับ คือพอดีผมรู้จักกับคุณปลายฟ้าน่ะครับ คุณฟ้าฝากผมให้ดูแลคุณดี ๆ เพราะคุณไม่ค่อยจะ...แข็งแรง เท่าไหร่” ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง


      “ฉัน...ฉัน ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” หญิงสาวพูดจาอ่ำอึ้ง ก่อนจะขอตัวกลับเข้าห้องแต่ต้องชะงักเพราะถูกมือใหญ่รั้งไว้ เอื้อมดาวค่อย ๆ ชักมือกลับ พร้อมกับมองหน้าอาทิตย์อย่างงง


      “ดาว พี่...เอ่อ ผมขอโทษที่ทำให้คุณไม่พอใจ”


      “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะคะ” พูดจบก็รีบเข้าไปในบ้าน โดยไม่ทันสายตาที่มองตามด้วยความห่วงใยและระคนเสียใจอยู่ในที


      “พี่จะทำทุกทางให้ดาวจำพี่ให้ได้”


      เมื่อประตูปิดสนิทเอื้อมดาวยืนกุมหน้าอกอย่างตกใจ กับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวเร็วผิดปกติ หล่อนไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนมาในชีวิต เพียงแค่สัมผัสเดียวจากชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักไม่นาน แต่กลับรู้สึกเหมือนคุ้นเคยมานาน สัมผัสอบอุ่นที่หล่อนมักจะฝันถึงเสมอ


      “คุณอาทิตย์ คุณเป็นใครกันแน่...เราเพิ่งพบกันหรือว่า เคยเจอกันมาก่อน” เอื้อมดาวได้แต่เฝ้าถามตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ ทิ้งตัวนั่งบนเตียงนอนนุ่มพร้อมกับยกมือกุมศีรษะไว้แน่น


      ทำไมช่วงนี้หล่อนถึงปวดหัวบ่อยอย่างนี้ ทั้ง ๆ อาการเหล่านี้หายไปนานแล้ว แต่ทำไม...ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงที่นี่ อาการปวดหัวเหมือนจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ ถึงได้กลับมาอีก เหมือนเมื่อครั้งที่หล่อนเพิ่งออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ


      ...ทำไม...

       


      ++++++++++++++++

      แสงตะวันสาดส่องเข้ามาในห้องผ่านทางหน้าต่างที่มีผ้าม่านบาง ๆ กั้นอยู่ ทำให้ห้องนอนดูสว่างมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่สามารถปลุกเจ้าของห้องที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงนอนใหญ่ให้ตื่นขึ้นมาได้ เนื่องด้วยฤทธิ์ยาที่เอื้อมดาวกินเข้าไปก่อนนอนเมื่อคืน


      ร่างบางจึงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงทันทีที่ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง หลังจากพยายามข่มตานอนหลายทีแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงเมื่อตอนหัวค่ำ ทำให้หล่อนต้องกลับไปพึ่งยาอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ใช้มาแล้วเป็นปี


      เอื้อมดาวจำได้ลาง ๆ ว่า หล่อนเคยประสบอุบัติเหตุจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสองปีก่อน ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอยู่นาน กว่าหมอจะอนุญาตให้กลับมาพักรักษาตัวต่อที่บ้านได้ แต่หล่อนก็ใช้เวลาเกือบปีในการเข้าออกโรงพยาบาลเพื่อทำกายภาพบำบัด จนสามารถกลับมาเดินเหมือนปกติได้อีกครั้ง แม้ว่าจะมีอาการปวดบริเวณต้นขา และสะโพกคอยรบกวนอยู่เป็นประจำก็ตาม


      นอกจากอาการทางกายที่ทำให้เอื้อมดาวต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว อาการทางสมองก็ทำให้หล่อนทรมานไม่น้อย เพราะเมื่อครั้งได้สติใหม่ ๆ หล่อนจำอะไรไม่ได้เลย...จำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง แต่หล่อนถือว่าตัวเองยังโชคดีกว่าใครอีกหลาย ๆ คนมาก ที่สามารถเรียกความทรงจำบางส่วนกลับคืนมาได้ ด้วยความร่วมมือของทุกคนในครอบครัวและการรักษาอย่างถูกวิธี ทำให้เอื้อมดาวค่อย ๆ จำอะไรได้ขึ้นมาทีละนิด จนสามารถจำเรื่องราวได้เกือบทั้งหมด


      ยกเว้น...ทุกเรื่องก่อนหน้าจะประสบอุบัติเหตุ และเหตุการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่ตนได้รับเท่านั้น เป็นเรื่องที่หญิงสาวจำไม่ได้เลย และทุก ๆ ครั้งที่เอื้อมดาวพยายามจะนึกถึง หล่อนจะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง บางครั้งถึงกับอาเจียนออกมา ทำให้ทุกฝ่ายต่างลงความเห็นกันว่า...เมื่อจำไม่ได้ ก็ให้ลืมมันไปซะ


      แม้เอื้อมดาวจะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ แต่ก็ทนอาการปวดหัวไม่ไหวทำให้เลิกล้มความตั้งใจไปเอง โดยที่ไม่รู้ว่าการกระทำของตนเอง...เป็นเหตุให้ใครคนหนึ่งเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วงและเจ็บปวดใจทุกครั้งยามที่หล่อนมองมาเหมือนเป็นคนอื่น


      ก๊อก...ก๊อก


      เสียงเคาะประตูเบา ๆ ก่อนจะดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อคนอยู่ข้างในด้วยความเป็นห่วง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนภายในห้อง ทำให้อาทิตย์ที่มาปลุกเอื้อมดาวไปทานอาหารเช้าด้วยกันนั้น ถึงกับร้อนใจด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าหญิงสาวจะเป็นอะไรไป


      “ดาว...ดาว” เสียงเรียกชื่อสลับกับเสียงทุบประตูหนัก ๆ ของอาทิตย์ไม่ได้ทำให้ร่างบางบนเตียงนุ่มขยับตัวเลยแม้แต่น้อย “ดาว...เปิดประตูให้พี่เดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นพี่จะเปิดเข้าไปแล้วนะ”


      เมื่อเห็นว่าไม่เสียงตอบรับจากคนข้างใน อาทิตย์จึงตัดสินใจใช้กุญแจสำรองของตนไขประตูเข้าไป ที่จริงแล้วบ้านพักหลังที่ทั้งเขาและเอื้อมดาวพักอยู่นั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรีสอร์ทแต่เป็นบ้านพักส่วนตัวที่เขาตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อหญิงสาวโดยเฉพาะ เพื่อให้หล่อนได้พักอยู่ที่นี่เวลามาทำงาน ส่วนบ้านจริง ๆ นั้น อยู่ในบริเวณไร่ชาถัดจากรีสอร์ทไปไม่กี่กิโลนี่เอง


      อาทิตย์สร้างทุกอย่างที่นี่ขึ้นมาด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น และเหตุผลนั้นก็คือ...เพื่อรอคอยการกลับมาของ เอื้อมดาว คนที่เขารักอย่างสุดหัวใจ


      “ดาว...เป็นไงบ้าง ดาว...ตื่นมาคุยกับพี่สิ อย่านิ่งอย่างนี้” อาทิตย์รีบถลาเข้าไปช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นมาแนบกับอกทันทีที่เปิดประตูเข้ามาแล้วเจอร่างบางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ด้วยความกลัวว่าจะต้องสูญเสียหล่อนไปอีก ซึ่งครั้งนี้เขาคงทนไม่ได้


      “ฮือ...คนกำลังหลับสบาย ขอนอนต่ออีกนิดนะคะ...พี่ทิตย์”


      คราวนี้อาทิตย์ถึงกับนิ่งด้วยความตะลึง เมื่อได้ยินน้ำเสียงงัวเงียตอบกลับเขา โดยเฉพาะคำสุดท้ายที่เอื้อมดาวเรียกเขา...พี่ทิตย์

       


      ‘ดาว...ดาว ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทันกัน’ ชายหนุ่มพยายามปลุกหญิงสาวที่นอนคดคู้อยู่ใต้กองผ้านวมหนา ให้ลุกขึ้นเพื่อออกเดินทางตามโปรแกรมที่ได้วางไว้


      ‘คนกำลังหลับสบาย ขอต่ออีกนิดนะคะ...พี่ทิตย์’ อาทิตย์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับความขี้เซาของคนตรงหน้า


      ‘ไม่ได้...จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องตื่นแต่เช้าสิ ไม่ใช่ตื่นสายอย่างนี้...ไม่ได้ พี่ไม่ยอมเหมือนวันก่อนแล้วนะ ถ้าดาวยังไม่ยอมลุกจากที่นอนภายในห้านาที พี่จะปล้ำตอนนี้แหละ...’


      ดูเหมือนว่าคำขู่ของชายหนุ่มจะได้ผล เพราะร่างบางรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที ทั้ง ๆ ที่เปลือกตายังคงปิดสนิทอยู่ ‘อย่าเล่นอะไรบ้า ๆ นะ ไม่งั้นดาวโกรธพี่ทิตย์จริง ๆ ด้วย’ ก่อนจะบ่นงึมงำให้เขาได้ยิน ‘ดาวเห็นพระอาทิตย์ทุกวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย เย็น...ตอนกลางคืนก็ยังเห็น แถมบางวันยังตามไปหลอกหลอนถึงในฝันอีก แล้วนี่ยังจะมากวนใจคนกำลังนอนหลับสบายดี ระวังเถอะ...ถ้าวันไหนดาวเบื่อขึ้นมา จะแกล้งทำเป็นลืม จะลบภาพพระอาทิตย์ขี้เก๊กให้หายไปจากใจให้หมดเลย’ หญิงสาวพูดประชดชื่อของคนรัก ทำให้อาทิตย์โยกศีรษะด้วยความเอ็นดู


      ‘จ้า...หนูดาว ถ้าวันไหนหนูดาวเบื่อพี่ก็จะตามตื้อ ถ้าวันไหนหนูดาวลืมพี่ก็จะทำให้หนูดาวจำพี่ให้ได้ อย่าลืมสิจ๊ะว่า พระอาทิตย์ อย่างพี่น่ะ...ขยัน อดทน และมั่นคงไม่เคยเปลี่ยน’ ประโยคหลังเน้นย้ำอย่างมีความหมายเหมือนจะสื่อให้คนรักรู้ว่า รักของเขา มั่นคงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เหมือนแสงตะวันที่สาดส่องจากปลายของฟ้าด้านทิศตะวันออกในทุก ๆ วันยามเช้า


      โดยที่อาทิตย์ไม่เคยรู้เลยว่า จะมีเหตุการณ์เหมือนที่ตนกับคนรักได้หยอกล้อกันเล่นเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่ทำให้หญิงสาวผู้เป็นดวงใจ...ลืมเขาไปจนหมดสิ้น

       


      ความหวังที่ริบรี่แทบจะมองไม่เห็นภายในใจของอาทิตย์ กลับลุกโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าครั้งนี้เอื้อมดาวจะเรียกเพราะจำเขาได้ หรือเพราะเผลอและหลุดปากออกมา...แต่การที่หญิงสาวเอ่ยชื่อเขานั้น แสดงว่าอย่างน้อย...ยังมีเขาอยู่ในความทรงจำที่ลางเลือน


      “พี่จะทำให้ดาวจำพี่ให้ได้” กระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู ก่อนจะสะดุ้งกับเสียงกรีดร้องของหญิงสาวที่ลืมตาขึ้นมาพบว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียว


      “นี่คุณเข้ามาทำอะไรในห้องฉัน คุณเข้ามาได้ไงน่ะ” เอื้อมดาวรีบถามอาทิตย์ทันทีที่ตั้งสติได้ ก่อนจะผลักตัวออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม พร้อมขยับไปจนติดกับหัวเตียงและยกผ้าห่มขึ้นมาปิดจนถึงคอ


      แม้อาทิตย์จะรู้ตัวว่าการเข้าห้องคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเรื่องที่เสียมารยาท แต่เขาก็อดที่จะเสียใจอยู่ลึก ๆ ไม่ได้กับท่าทีที่รังเกียจและมองมาเหมือนเขาเป็นคนไว้ใจไม่ได้ของเอื้อมดาว เพราะเมื่อก่อนนี้แทบเรียกได้ว่าเขาได้รับความไว้วางใจของคนตรงหน้า รวมถึงคนในครอบครัวของหล่อนเป็นอย่างมาก ขนาดเดิน เข้าออกห้องนอนหญิงสาวได้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร


      “พี่...เอ่อ ผมเรียกคุณตั้งหลายครั้งแล้ว แต่คุณไม่ตอบ...ผมกลัวว่าคุณจะเป็นอะไรไป เลยถือวิสาสะใช้กุญแจสำรองเปิดเข้ามา” อธิบายช้า ๆ ก่อนจะตัดบทด้วย “เอาเป็นว่าคุณรีบอาบน้ำแต่งตัวก่อนแล้วกัน เราสองคนจะได้ลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร...เติมพลังก่อนเดินทาง” พูดจบก็เดินออกไปรอที่ระเบียงโดยไม่รอฟังคำตอบของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย เอื้อมดาวได้แต่มองตามด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะลุกขึ้นมาทำตามที่ชายหนุ่มสั่ง...โดยที่หล่อนก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมถึงต้องทำตามคำพูดของอาทิตย์ด้วย


       


      เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย อาทิตย์ก็รับหน้าที่เป็นสารถีขับรถและไกด์นำเที่ยว โดยสถานที่ที่เขาเลือกไปนั้นคือ ดอยตุง สถานที่ที่อาทิตย์พาเอื้อมดาวมาเที่ยวด้วยกันครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน เพื่อฉลองที่หญิงสาวเรียนจบ


      ทั้งคู่รู้จักและเริ่มคบกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย โดยที่อาทิตย์เป็นรุ่นพี่ต่างคณะและเจอกับเอื้อมดาวตอนรับน้อง ขณะชายหนุ่มแวะมาเอากุญแจห้องจากเพื่อนซึ่งเป็นพี่ที่เรียนคณะเดียวกับหล่อน ทำให้ทั้งสองมีโอกาสได้เจอกันเป็นครั้งแรก แต่เจอกันบ่อยขึ้นในเวลาต่อมาเพราะอาทิตย์มักจะหาเหตุมาอ้างเพื่อตีสนิทกับเอื้อมดาวเสมอ จนหญิงสาวใจอ่อนยอมคบกันในฐานะคนรัก จนเมื่ออาทิตย์เรียนจบไปก่อนและกลับมาทำงานที่ไร่ชาของตนที่เชียงราย...นั่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่คบกันมาที่ทั้งคู่แยกจากกัน


      แต่ระยะไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความรักของคนทั้งคู่แม้แต่น้อย จนกระทั่งเอื้อมดาวเรียนจบและขึ้นมาหาอาทิตย์ที่เชียงราย ชายหนุ่มจึงตัดสินใจขอหญิงสาวแต่งงาน แต่เอื้อมดาวขอเวลาทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากวิชาชีพที่ตนเรียนมาเสียก่อน ซึ่งอาทิตย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรจนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนที่หญิงสาวประสบอุบัติเหตุ...อุบัติเหตุจากรถพลิกคว่ำขณะเดินทางมาหาเขาที่เชียงราย


      ดาวจะกลับมาให้คำตอบ


      มาถึงวันนี้อาทิตย์ก็ยังไม่ทราบคำตอบจากเอื้อมดาวอยู่ดี แต่ถ้าให้เขาต้องเลือกระหว่างต้องทนทุกข์ทรมานเพราะการรอคอยคำตอบ กับการทนเห็นหญิงสาวมองเขาเป็นคนอื่น เขายอมเลือกอย่างแรกดีกว่าเพราะอย่างน้อย...เอื้อมดาวยังจำเขาได้


      อาทิตย์ได้แต่หวังว่าการพาหญิงสาวมาที่นี่จะช่วยทำให้จำอะไรได้บ้าง และเขาก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากบรรดาเพื่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นนีรชาเพื่อนสนิทของเอื้อมดาว หรือธันยธรณ์เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเขาที่ขึ้นมาเชิญเขาไปร่วมงานแต่งงานของตนที่กรุงเทพด้วยตัวเอง ด้วยรู้ดีว่าสองปีที่ผ่านมานี้อาทิตย์ปฏิเสธไปร่วมงานสังคมทุกอย่าง ปลีกตัวมาอยู่บนดอยแม่สลองเพียงลำพัง และทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้เพื่อ ก่อร่างสร้างรีสอร์ทตะวันเคียงดาว ขึ้นมาให้ประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้


      รวมถึงความช่วยเหลือจากปลายฟ้าลูกพี่ลูกน้องของเอื้อมดาว ที่เป็นธุระจัดแจงและเกลี้ยกล่อมให้หญิงสาวยอมขึ้นมาเที่ยวเชียงรายอีกครั้ง และต่อจากนี้ไปคงเป็นเรื่องที่อาทิตย์ต้องช่วยตัวเองแล้ว

       




      รถจี๊ปสีดำขับตามถนนลาดยางคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา ท่ามกลางเงาไม้ใหญ่ตามสองข้างทาง ก่อนจะมาหยุดบริเวณศาลาพักร้อนริมทาง ที่มีไว้ให้ผู้มาเยือนได้หยุดพักชมวิว นอกจากนั้นแล้วบริเวณขื่อด้านบนยังติดรูปดอยตุงในอดีต เมื่อครั้งยังเป็นดอยหัวโล้น ไม่มีต้นไม้เหลืออยู่แม้แต่ต้นเดียว และเหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ผู้คนที่นี่  รวมถึงผู้มาเยือนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนีก็คือ ภาพพระราชกรณียกิจและแผ่นป้ายที่ป้ายที่จารึกพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ข้อความง่าย ๆ สั้น ๆ แต่มีความหมายกินใจพสกนิกรทุกหมู่เหล่ามาจนถึงทุกวันนี้


      ‘ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง’


      จากดอยดินแดงไร้ซึ่งต้นหญ้า แปรเปลี่ยนเป็นภูเขาที่มีต้นไม้สูงใหญ่แข่งกันยืนต้นให้เห็นเป็นสง่ามาแต่ไกล สมดังพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านที่ได้ตั้งไว้ไม่มีผิด ใครเลยจะคาดคิดว่าด้วยน้ำพระทัยมิมีที่สิ้นสุดและพระปฏิภาณที่แน่วแน่จะนำพาความร่มเย็นกลับสู่ดอยตุงได้อีกครั้ง


      เอื้อมดาวเงยหน้ามองภาพต่าง ๆ ที่ทางการได้ติดไว้รอบตัวศาลา ก่อนจะเบนสายตาออกไปมองภูเขาตรงหน้า หล่อนยิ้มอย่างขำ ๆ ก่อนจะพูดกับอาทิตย์ว่า “ดูสิ...เหมือนต้นไม้เข้าแถวเลยเน๊อะ”


      “ใช่...คุณก็เห็นรูปแล้วหนิว่าเมื่อก่อนแถวนี้ไม่มีต้นไม้อยู่สักต้น แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า ทำให้มีผืนป่าปกคลุมดอยตุงอีกครั้ง และบริเวณดอยที่คุณเห็นว่าต้นไม้ขึ้นเป็นแถวเป็นแนว อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยน่ะ แสดงว่าบริเวณนั้นเป็นต้นไม้ปลูก ว่าแต่...คุณไม่ถ่ายรูปเก็บไว้เหรอ ต้นไม้เข้าแถวอย่างนี้หาดูที่ไหนไม่ได้นะ” อาทิตย์อธิบายพร้อมกับถาม เพราะเขารู้ดีเอื้อมดาวรักการถ่ายรูปไปไหนมาไหนก็ต้องพกกล้องติดตัวตลอด


      “ฉันมีรูปพวกนี้อยู่แล้วล่ะ...” เอื้อมดาวตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด ก่อนจะชะงักด้วยความสงสัยในคำพูดของตน หล่อนมีรูปพวกนี้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยมาดอยตุงมาก่อน...แต่ทำไม เหมือนกับว่าสถานที่เหล่านี้คุ้นตาหล่อนมาก่อน เหมือนเคยมีคนพามาแล้ว


       


      ‘ดาวรีบไปกันเถอะ...เดี๋ยวจะบ่ายเสียก่อน เรายังไม่ได้ขึ้นไปนมัสการพระธาตุเลย ไหนยังเหลือโปรแกรมเข้าชมพระตำหนักดอยตุงอีก ถ้าขืนชักช้าอดเข้าพี่ไม่รู้ด้วยนะ’ อาทิตย์เร่งเอื้อมดาวที่กำลังกดชัตเตอร์ถ่ายภาพต้นไม้เข้าแถว ศัพท์ส่วนตัวที่หล่อนใช้เรียกต้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาใหม่


      ‘โธ่พี่ทิตย์ขา...หนูดาวขอถ่ายรูปแถวนี้อีกแป๊บหนึ่งนะคะ ถ้าเข้าพระตำหนักไม่ได้ เอาไว้ไปคราวหลังก็ได้ ดาวยังต้องมาที่นี่อีก เผลอ ๆ อาจจะอยู่แถวนี้ก็ได้ พี่ทิตย์...ไม่อยากให้ดาวอยู่ใช่ไหมล่ะ ถึงได้เร่งอย่างนี้’ หญิงสาวพูดเสียงออดอ้อนก่อนจะประชดในตอนท้าย


      ‘ถ้าหนูดาวพูดอย่างนี้...แสดงว่า ตอบตกลงแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นหนูดาวจะอยู่เก็บภาพจนถึงเย็นก็ได้ พี่อยู่รอเป็นเพื่อนได้’ ตอบอย่างอารมณ์ดีก่อนจะฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้


      ‘ดาวไม่ได้พูดอย่างนั้นเสียหน่อย...พี่ทิตย์ขี้ตู่เองต่างหาก...ไปดีกว่า’

       



      “คุณ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เพราะเสียงเรียกของอาทิตย์ทำให้เอื้อมดาวได้สติกลับคืนมา หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มอย่างพินิจพิจารณา ขยับริมฝีปากเหมือนจะเอ่ยอะไรออกมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นเม้นสนิท และส่ายหน้าปฏิเสธ “ถ้าคุณไม่เป็นอะไร เราไปกันต่อเถอะ”


      ทั้งคู่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงวัดพระธาตุดอยตุง ซึ่งเป็นวัดสำคัญบนยอดดอยแห่งนี้ อาทิตย์จอดรถตรงลานกว้างบริเวณเชิงดอย ก่อนจะเดินนำหน้าเอื้อมดาวขึ้นบันไดไปนมัสการพระธาตุและตัววัดที่อยู่บนยอดดอย


      ตามทางเดินขึ้นวัดจะมีระฆังแขวนอยู่ตลอดแนว เอื้อมดาวหยิบไม้ตีขนาดเหมาะมือเพื่อใช้เคาะระฆังขณะเดิน แต่ถูกอาทิตย์คว้าข้อมือไว้ก่อน “อธิษฐานก่อนสิครับ คนที่นี่เชื่อกันว่า...ถ้าอธิษฐานพร้อมกับเคาะระฆังทุกใบขณะเดินขึ้นและกลับจากนมัสการพระธาตุ คำอธิษฐานจะเป็นจริง”


      หญิงสาวจริงยกมือขึ้นพนมพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานอย่างที่ชายหนุ่มแนะนำ ก่อนจะลงมือเคาะระฆังไปเรื่อย ๆ โดยมีอาทิตย์เดินมาตามมองร่างบางด้วยความปวดร้าว

       


      ‘พี่ทิตย์ว่า คำอธิษฐานของเราจะเป็นจริงไหมคะ แล้วพี่ทิตย์อธิษฐานขอพรว่าอะไรคะ’ เอื้อมดาวถามด้วยความอยากรู้เมื่อเคาะระฆังใบสุดท้ายเสร็จและวางไม้เคาะไว้ตรงรางด้านล่าง อาทิตย์หัวเราะชอบใจกับอาการเด็ก ๆ ของคนรัก


      ‘ถ้าเราตั้งใจ คำอธิษฐานของเราย่อมเป็นจริงเสมอ’ ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะก้มกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู ‘ถ้าดาวตอบ yes คำอธิษฐานของพี่ก็เป็นจริงแล้วล่ะ’


      ‘บ้า...เข้าวัดเข้าวายังจะพูดเรื่องแบบนี้อีก’ เอื้อมดาวก้มหน้าก้มตาพูด ใบหน้าขาวนวลนั้นค่อย ๆ แดงระเรื่อขึ้นมาเรื่อย ๆ ก่อนหญิงสาวจะเสเดินเข้าไปในวัด แต่ไม่วายได้ยินเสียงทุ้มตะโกนตามหลังมา ‘แล้วดาวล่ะ อธิษฐานอะไรไว้’


      ร่างบางหยุดเดินก่อนจะหันตะโกนตอบกลับมา ‘เอาไว้ดาวจะกลับมาตอบนะจ๊ะ’

       


      อาทิตย์จุดธูปก่อนจะส่งต่อให้เอื้อมดาว จากนั้นก็กล่าวคำนมัสการพระธาตุดอยตุง พระธาตุสีขาวขนาดไม่ใหญ่มากนัก ตั้งตระหง่านเคียงคู่กันสององค์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของผู้คนที่นี่มานานแสนนาน ก่อนจะปักธูปลงบนกระถางด้านหน้า ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพระธาตุก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ และหันมามองคนด้านข้างที่กำลังพนมมือไหว้ พร้อมกับหลับตาอธิษฐานขอพรก่อนจะปักธูป


      “คุณอธิษฐานอะไร...พอจะบอกผมได้ไหม” อาทิตย์ ถามด้วยความอยากรู้


      “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก...แค่ขอให้ฉันจำอะไรบางอย่างได้” เอ่ยเบา ๆ ก่อนจะขยายความต่อเมื่อเห็นชายหนุ่มเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย “เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก ฉันพูดจาเรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้นเอง แล้วคุณล่ะอธิษฐานอะไร”


      “ผมอธิษฐานขอให้คนรักจำผมได้”


      “จำได้สิ...คนรักของคุณต้องจำคุณได้” เพราะแววตาเศร้าของชายหนุ่มที่เอ่ยคำนั้นออกมา ทำให้เอื้อมดาวรู้สึกสะท้อนในใจจึงได้พูดปลอบใจออกไป “ไม่มีผู้หญิงคนไหนจำคนรักของตัวเองไม่ได้หรอก...แม้ว่า บางความทรงจำจะถูกลืมก็ตาม”


      แววตาหม่นหมองกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งและถามหญิงสาวต่ออย่างมีความหวัง “คุณว่าอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ...แล้วคุณล่ะ ถ้าเป็นคุณ...ถ้ามีเหตุทำให้ตัวคุณลืมทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วคุณยังจะจำคนรักของคุณได้ไหม คุณจะยังจำความรักของผู้ชายคนหนึ่งที่มีให้กับคุณได้ไหม” ประโยคสุดท้ายถามด้วยเสียงสั่น ๆ อย่างพยายามจะปรับให้เป็นปกติที่สุด


      เพราะเป็นคำถามที่ตรงกับตนเองอย่างจัง ทำให้เอื้อมดาวนิ่งก้มหน้ามองพื้นก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเบา ๆ แทบจะกระซิบว่า “จำได้สิ...ทำไมจะจำไม่ได้ เพียงแต่ยังคิดไม่ออกเท่านั้นเอง...แต่สักวันหนึ่งฉันต้องจำได้ จำได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญนะ...อย่างน้อย ๆ ช่วงเวลาที่ฉันจำอะไรไม่ได้ ฉันยังมีเขาอยู่เคียงข้างเสมอ...แม้มันจะเป็นเหมือนฝันที่ตื่นขึ้นมาแล้วจะจำอะไรไม่ได้เลยก็ตาม”


      เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทั้งคู่ต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง ก่อนที่เอื้อมดาวจะฝืนทำร่าเริงชวนอาทิตย์เดินออกไปชมวิวรอบ ๆ วัด ก่อนจะเดินทางต่อไปยังพระตำหนักดอยตุง


       


      การจะเข้าชมพระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวงนั้นต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ ๑๐๐ บาท โดยที่เอื้อมดาวเลือกที่จะเข้าชมพระตำหนักก่อน เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะกำหนดเวลาเข้าชมแต่ละรอบอย่างชัดเจน และอีกห้านาทีก็ถึงรอบต่อไปแล้ว เอื้อมดาวกับอาทิตย์จึงยืนต่อคิวรอเข้าชม


      “ป้อเลี้ยงวันนี้ปาแม่เลี้ยงมาแอ่วกา” เจ้าหน้าที่ที่ยืนตรงประตูทางเข้าถามอาทิตย์เป็นภาษาท้องถิ่นด้วยความคุ้นเคยพร้อมกับแซวอย่างสนุกปาก “ท่าจะได๋กิ๋นลาบโวย ๆ นี่ล่ะก้า” (เห็นท่าจะได้กินลาบฟรีเร็ว ๆ นี้เสียล่ะมั้ง เป็นคำถามที่มีความหมายว่า...สงสัยจะมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้)


      เอื้อมดาวมองหน้าคนถามกับอาทิตย์สลับกันไปมา เพราะไม่ค่อยเข้าใจความหมายสักเท่าไหร่ ในขณะที่ชายหนุ่มได้ยิ้มเป็นคำตอบ หญิงสาวยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไรออกไป เสียงเจ้าหน้าที่ผู้บรรยายก็ดังขึ้นมาเสียงก่อน


      “ขอให้ทุกท่านเดินตามมาทางนี้ค่ะ ขอให้ทุกท่านแต่งตัวให้สุภาพและสำรวมกิริยาให้เรียบร้อยเพื่อให้เกียรติสถานที่ด้วยนะคะ”


      นักท่องเที่ยวที่ยืนรออยู่ด้านนอกเดินตามเข้าไปด้วยความสงบ เสียงเจ้าหน้าที่บรรยายส่วนต่าง ๆ ของพระตำหนักและประวัติความเป็นมาอย่างคล่องแคล่ว ทำให้ผู้มาเยือนได้รับความรู้ พร้อม ๆ ไปกับชื่นชมความงามของพระตำหนักไปด้วย


      พระตำหนักตุงสร้างมาจากไม้ซุงทั้งหลังผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมล้านนากับบ้านพื้นเมืองของสวิตเซอร์แลนด์ ตัวพระตำหนัก ๒ ชั้นบวกชั้นลอยอีกหนึ่ง ที่ประทับแบ่งเป็น ๔ ส่วน โดยแต่ละส่วนเชื่อมติดเป็นอาคารหลังเดียวกัน เสมอกับลานกว้างของยอดดอย ส่วนชั้นล่างจะเกาะตรงไหล่เขา


      ลักษณะเด่นที่มองเห็นมาแต่ไกลคือ กาแลตรงหน้าจั่วและเชิงชายแกะสลักลาย เมฆไหลรอบพระตำหนัก ส่วนภายในโดยเฉพาะบริเวณท้องพระโรง เพดานไม้สนแกะสลักเป็นรูปกลุ่มดาวต่าง ๆ ล้อมรอบระบบสุริยะจักรวาล เรียกว่า เพดานดาว ส่วนผนังตรงเชิงไดจะแกะสลักเป็นตัวพยัญชนะไทย


      ขณะที่เอื้อมดาวเงยหน้ามองเพดานดาวด้วยความเพลิดเพลินอยู่นั้น เสียงทุ้มของชายหนุ่มที่ตนมาด้วยก็ดังขึ้นมาข้าง ๆ หูเบา ๆ ด้วยกลัวว่าจะเป็นการรบกวนคนอื่น “ดวงดาวไม่ว่าจะเป็นบนฟ้า หรือว่าบนเพดาน ไม่ว่าจะสวยงามยังไง แต่ก็อยู่ไกลจนเกินไป...สุดจะไขว่คว้าและ...เอื้อมดาว บนนภามาครอบครอง ที่สำคัญที่สุด...ดวงดารามักหนีหายเมื่อดวงตะวันฉายแสงมาทักทายเสมอ”


      คำพูดเหมือนบอกเล่าเรื่องทั่วไปของอาทิตย์แต่หญิงสาวกลับจับอะไรบางอย่างที่แฝงมากับคำพูดนั้นได้  คำพูดที่เหมือนจะตัดพ้อต่อว่า...ดวงดาราที่หนีหน้าดวงตะวัน


      “ไปกันเถอะ” อาทิตย์เอ่ยชวยเมื่อเห็นเอื้อมดาวนั่งนึก เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แม้เขาอยากให้จำอะไรได้เร็ว ๆ แต่ก็ไม่อยากให้หญิงสาวฝืนตัวเองมากไปกว่านี้ จึงรีบชวนออกไปชมความงามของสวนแม่ฟ้าหลวงด้านล่าง

       


      ‘พี่ทิตย์...สวยจังเลยค่ะ’ เอื้อมดาวพูดขณะเงยหน้ามองเพดานดาวในท้องพระโรง อาทิตย์กลั้นหัวเราะกับอาการตื่นเต้นดีใจเหมือนเด็กเล็ก ๆ ของหญิงสาว ก่อนจะพูดเป็นปริศนาตัดพ้อคนรักอยู่กลาย ๆ


      ‘แต่ไม่ว่าดวงดาราจะสวยงามเพียงใด หรือมีจำนวนมากแค่ไหน...แต่เมื่อยามตะวันฉายแสงเพื่อทักทาย ด้วยเหตุเพราะอยากมีดาราสักดวงอยู่เป็นเพื่อน ผลที่ได้กลับเป็นเพียงความโดดเดี่ยวเพราะดวงดาวเหล่านั้นพากันหนีหายไปจนหมด ทั้ง ๆ ที่อยู่ฟ้าเดียวกันแท้ ๆ กลับไม่มีดาวดวงไหนยอมอยู่เป็นเพื่อนพระอาทิตย์ขี้เหงาสักคน’


      ‘มีสิคะ...ทำไมจะไม่มีดาวดวงไหนอยู่เป็นเพื่อน’ หญิงสาวตอบพร้อมกับสบตาอย่างแน่วแน่ ‘พระอาทิตย์ไม่ยอมสังเกตเห็นเองต่างหากว่า ตอนโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาใหม่ ๆ จะมีดาวดวงหนึ่งสุกสว่างสดใสรอรับการมาเยือนของตะวันเสมอ แม้จะรู้ดีว่าแสงของตนไม่อาจสว่างทานแสงตะวันได้ แต่ดาวดวงนี้ยังรอกล่าวคำทักทายกับดวงตะวันจนสุดกำลังของตน ก่อนจะลาหายไป...และกลับมาเคียงคู่ตะวันอีกครั้งในยามเย็น เพียงเพื่อบอกว่า...แล้วพบกันใหม่วันพรุ่ง จนตะวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ดาวดวงนี้ยังคงคอยตะวันเช้าวันใหม่เสมอ เป็นอย่างนี้ทุกคืนทุกวัน พระอาทิตย์ต่างหากที่ชอบทิ้งให้ดาวดวงนี้รออยู่ดวงเดียว’


      ‘ถ้าต่อจากนี้ดวงอาทิตย์ขี้เหงาบอกกับดวงดาวขี้อ้อนว่า จะไม่ทิ้งให้อยู่ดวงเดียวอีกแล้ว...ดวงดาวจะตอบว่าอะไร’


      ‘เมื่อตะวันเคียงดาว...เมื่อนั้นพระอาทิตย์ก็จะได้คำตอบ’

       


      บริเวณพื้นที่ ๒๕ ไร่ด้านล่างทางขึ้นพระตำหนักดอยตุง เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ถูกออกแบบให้สวยงามตลอดทั้งปี ด้วยแปลงดอกไม้นานาพันธุ์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไม่ซ้ำกันตลอดสามฤดู มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สวนแม่ฟ้าหลวง


      โดยแบ่งเป็นสวนหิน สวนน้ำ
      สวนปาล์ม และสวนไม้ประดับ นอกจากนี้บริเวณกลางสวนยังมีประติมากรรมเด็กยืนต่อตัวกันตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ซึ่งสมเด็จย่าได้พระราชทานนามไว้ว่า ความต่อเนื่อง อันตรงกับพระราชดำริของพระองค์ท่านที่ว่า...ทำงานอะไรก็ตามจะสำเร็จได้ต้องมีความต่อเนื่อง


      อาทิตย์กับเอื้อมดาวใช้เวลาเดินชมสวนแม่ฟ้าหลวงนานเกือบสองชั่วโมงก่อนที่ชายหนุ่มจะชวนหญิงสาวกลับที่พัก แต่ระหว่างที่กำลังขับรถกลับรีสอร์ทนั้น เกิดฝนตกขึ้นมาอย่างหนักทำให้อาทิตย์ตัดสินใจจอดรถข้างทาง เพราะเส้นทางที่ลดเลี้ยวบนไหล่เขาอย่างนี้มักเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย


      แต่เขายังจอดรถได้ไม่สนิท เมื่อเห็นแสงไฟจากรถที่สวนมาพุ่งตรงมาทางรถของเขาอย่างรวดเร็ว อาทิตย์จึงเหยียบคันเร่งและหักพวงมาลัยเพื่อหลบรถคันนั้นได้อย่างทันท่วงที ทำให้ทั้งคู่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะหันมามองคนข้าง ๆ ด้วยความเป็นห่วง


      ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ แววตาหวาดกลัวสุดขีดของเอื้อมดาว ทำให้อาทิตย์ตกใจไม่น้อย เขาตัดสินใจรวบร่างบางเข้ามากอดอย่างปลอบประโลม


      “พี่ทิตย์ดาวกลัว” เสียงพูดเบา ๆ ที่ปนกับเสียงสะอื้นของเอื้อมดาวในอ้อมแขนของเขานั้น ทำให้คนฟังถึงกับหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ...พี่ทิตย์ หูไม่ได้ฝาดไป เอื้อมดาวเรียกเขาว่า พี่ทิตย์


      “ไม่ต้องกลัว...พี่อยู่นี่แล้ว พี่จะไม่ยอมปล่อยดาวให้เป็นอะไรไปอีกแล้ว ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ”


      “พี่ทิตย์” เสียงเรียกชื่ออย่างสั่น ๆ ยังคงดังไม่หยุดก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโอดครวญอย่างทรมานแทน “โอ๊ย...ปวดหัว ทำไมมันปวดหัวอย่างนี้ ช่วยด้วย...ช่วยด้วย พี่ทิตย์ช่วยดาวด้วย...โอ๊ย”


      อาทิตย์ได้แต่พยายามปลอบอย่างไม่รู้จะช่วยคนรักอย่างไรดี เอื้อมดาวดันตัวออกจากอ้อมแขนของเขา มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะอาเจียนออกมา ทำให้เสื้อผ้าของทั้งตัวเองและของชายหนุ่ม รวมถึงเบาะด้านหน้าสกปรก แต่อาทิตย์ก็ไม่ได้สนใจ...เพราะเรื่องสำคัญตอนนี้ก็คือ พาเอื้อมดาวไปหาหมอให้เร็วที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้นอาทิตย์จึงรีบออกรถไปทันทีโดยไม่สนใจว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน


      โชคดีที่ไม่มีรถสวนมาสักคนทำให้เขาพาหญิงสาวมาหาหมอที่คลินิกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหมอได้บอกอาทิตย์ว่าเอื้อมดาวไม่มีอาการอะไรน่าเป็นห่วง เนื่องจากอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงของหญิงสาวน่าจะมีสาเหตุเกิดจากเหตุการณ์บางอย่างไปกระตุ้นความทรงจำที่ถูกลืมให้กลับคืนมาอีกครั้ง


      “หมอจัดยาแก้ปวดให้แล้วชุดหนึ่ง ช่วยบรรเทาอาการปวดได้...พ่อเลี้ยงไม่ต้องเป็นห่วง”


      เมื่อกินยาที่ได้รับเอื้อมดาวก็หลับมาตลอดทางจนถึงที่พัก อาทิตย์ไม่กล้าปลุกหญิงสาวจึงจัดการอุ้มหญิงสาวไปวางบนเตียง ก่อนจะทรุดตัวนั่งบนขอบเตียง มือใหญ่กุมมือเล็กไว้แน่น


      “พี่ขอแค่ให้ดาวปลอดภัย ดาวไม่ต้องจำพี่ก็ได้...เพราะพี่ทนเห็นคนที่พี่รักเจ็บปวดทุกข์ทรมานไม่ได้ อย่าเป็นอะไรไปนะ...พี่ขอร้อง” พูดจบก็หันหลังเดินออกจากห้องนั้นไปทันทีเพื่อให้หญิงสาวได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่วนตัวเองขอเวลาออกไปสงบสติอารมณ์ก่อนกลับมาดูแลเอื้อมดาวอีกครั้ง


       


      ‘ดาวเก็บจัดกระเป๋าจะไปไหนจ๊ะ’ ปลายฟ้าถามเอื้อมดาวที่กำลังจัดกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กของตนอยู่ ก่อนจะเอ่ยแซวเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ‘อ่ะ...อย่าบอกนะ ว่าจะหนีไปอยู่กับผู้ชายน่ะ’


      ‘จะบ้าเหรอ...แค่ไปหาเฉย ๆ ไม่ได้หนีไปอยู่ด้วยกันสักหน่อย ฟ้าพูดอย่างนั้นดาวเสียหายรู้ไหม’ พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาในขณะที่ใบหน้าค่อย ๆ แดงขึ้นเรื่อย ๆ


      ‘จะไปหาพี่ทิตย์ของแกล่ะสิ...ทำเป็นเขิน’ ปลายฟ้าพูดอย่างรู้ทัน และก็รู้ด้วยว่าอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้มีความสำคัญอย่างไรที่ทำให้ญาติของตน ถึงต้องรีบจัดกระเป๋าขึ้นเหนือ ‘นี่...วันเกิดพี่อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ดาวเตรียมอะไรเป็นของขวัญให้ล่ะ ที่ฟ้าเห็นดาวเก็บของใส่กระเป๋านี่ไม่เห็นมีของขวัญอะไรเลย’


      เอื้อมดาวอมยิ้มก่อนจะหันมาตอบอย่างมีความสุขว่า ‘ก็คำตอบที่พี่ทิตย์ต้องการไงจ๊ะ’


      หญิงสาวเดินทางออกจากบ้านด้วยหัวใจพวงโต ตลอดระยะทางจากกรุงเทพจนถึงเชียงราย แม้จะห่างไกลแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทางของเอื้อมดาวเลยแม้แต่น้อย เมื่อนั่งเครื่องมาจนถึงสนามบินเชียงรายแล้ว หล่อนก็เช่ารถขับไปหาอาทิตย์เองโดยตั้งใจว่าจะทำให้ชายหนุ่มตกใจเล่น...และการมาของหล่อนครั้งนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มตกใจจริง ๆ แต่เป็นตกใจแบบแทบสิ้นสติ


      แต่ระหว่างทางที่หล่อนขับรถขึ้นดอยนั้น เกิดฝนตกหนักและมีรถขับสวนมาด้วยความรวดเร็ว ทำให้หักหลบ ด้วยความที่เอื้อมดาวไม่ชำนาญเส้นทาง รถจึงเสียหลักพลิกคว่ำตรงทางขึ้นดอย ห่างจากบ้านของอาทิตย์ไปไม่ถึงกิโล


      หลังจากกะเวลาว่าตอนนี้เอื้อมดาวน่าจะไปถึงบ้านอาทิตย์เรียบร้อยแล้ว ปลายฟ้าจึงโทรเข้าเบอร์บ้านของชายหนุ่มคนดังกล่าว ทำให้เขารู้ว่า...คนรักกำลังเดินทางมา เพื่อให้คำตอบที่ตนต้องการ รู้เพียงเท่านี้อาทิตย์ก็เกิดอาการตื่นเต้น และรอคอยการมาของเอื้อมดาวอย่างใจจดใจจ่อ


      ก่อนที่เด็กในไร่จะวิ่งมาตามว่าเกิดอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำอยู่บริเวณทางเข้าไร่ชาของเขา แค่นั้นก็ทำให้อาทิตย์ใจหายไปแล้วกว่าครึ่ง และอธิษฐานว่า...ขออย่าให้เป็นเอื้อมดาวเลย แต่เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเขาแทบสิ้นสติเมื่อเห็นร่างบางเต็มไปด้วยคราบเลือดนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน...เอื้อมดาว


      เอื้อมดาวถูกนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนจะส่งต่อโรงพยาบาลประจำจังหวัด และส่งต่อโรงพยาบาลในกรุงเทพ โดยที่อาทิตย์อยู่เฝ้าหญิงสาวตลอดเวลา เป็นเวลาเกือบเดือนที่เอื้อมดาวนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่โรงพยาบาล ก่อนจะเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาทีละนิด


      และประโยคแรกที่หญิงสาวพูดเมื่อเห็นหน้าอาทิตย์ก็คือ ‘คุณเป็นใคร’

       


      ร่างบางที่นอนบิดตัวไปมาอย่างทรมานบนเตียงใหญ่ สะดุ้งตื่นทันที...ภาพความทรงจำบางส่วนที่ถูกลืมไปได้หลั่งไหลกลับคืนมาอีกครั้ง เอื้อมดาวขยับตัวนั่งทันที หล่อนจำได้แล้ว...จำได้หมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จำได้แม้กระทั่งสายตาที่มองอย่างเป็นห่วง ก่อนจะเปลี่ยนตกใจและเศร้าสร้อยในเวลาต่อมา เมื่อหล่อนถามออกไปว่า...คุณเป็นใคร


      ชายหนุ่มที่มองหล่อนด้วยความเป็นห่วง ระคนเศร้า ชายที่หล่อนบังเอิญเจอเสมอไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ชายที่ช่วยหล่อนหิ้วของขณะเดินข้ามถนน คนที่ช่วยพยุงยามล้มขณะกำลังหัดเดิน ชายคนนั้นที่แอบเฝ้ามองและติดตามดูแลหล่อนมาตลอดอย่างเงียบ ๆ และครั้งนี้ก็เหมือนกัน เอื้อมดาวกวาดตามองสำรวจรอบ ๆ เพื่อหาคนรัก ก่อนจะลุกขึ้นเปิดประตูออกไป


      สายตาของหล่อนปะทะกับชายร่างสูงที่ยืนหันหลังให้หล่อน “พี่ทิตย์ ดาวขอโทษ”


      เสียงสั่น ๆ ด้านหลังทำให้อาทิตย์ที่กำลังยืนมองตรงขอบฟ้า ดวงตะวันกำลังเลื่อนต่ำลงเรื่อย ๆ พร้อมกับลำแสงสว่างที่กำลังจะจางหาย และดาวดวงหนึ่งที่เริ่มส่องแสงให้เห็นใกล้ ๆ กับดวงตะวัน...เมื่อตะวันเคียงดาว เมื่อนั้นเขาจะได้รับคำตอบที่รอคอย


      อาทิตย์หันมามองตามเสียงเรียก ก่อนจะอุทานด้วยความตกใจและรีบเข้าไปประคองร่างบางที่ยืนพิงประตูไว้ด้วยความเป็นห่วง “ดาว...ออกมาทำไม”


      “พี่ทิตย์ ดาวขอโทษ...พี่ทิตย์ยกโทษให้ดาวนะ” เอื้อมดาวพูดด้วยน้ำตานองหน้า ชายหนุ่มเลื่อนมือเช็คน้ำตาเบา ๆ ก่อนจะถามหญิงสาวด้วยความตื่นเต้น


      “ดาว...จำพี่ได้แล้วใช่ไหม” เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้าเขาจึงรวบตัวเข้ามาก่อน ทำให้ร่างบางถึงกับปล่อยโฮ “อย่าร้องเลยนะหนูดาว...ถ้าเป็นเรื่องที่หนูดาวจำพี่ไม่ได้ พี่บอกไว้เลยนะว่าพี่ไม่มีโทษจะยกให้เพราะว่า...พี่ไม่เคยโกรธดาวเลย แต่พี่โกรธตัวเองต่างหากที่ดูแลดาวไม่ดีพอ”


      เอื้อมดาวส่ายหน้ากับอกกว้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองอาทิตย์ที่ก้มมองอยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก “พี่ทิตย์จะว่าอะไรไหมคะ...ถ้าต่อจากนี้ดาวจะอยู่เป็นภาระให้พี่ทิตย์คอยดูแล”


      อาทิตย์ถึงกับนิ่งกับคำพูดของหญิงสาว...เมื่อตะวันเคียงดาว เขาจะได้รับคำตอบ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วย  ดวงดาวกับดวงตะวัน ณ ปลายขอบฟ้ากำลังส่องแสงคู่กัน


      “พี่จะว่าอะไรล่ะ...ในเมื่อมันเป็นคำตอบที่พี่รอคอยมาตลอดนี่นา” อาทิตย์รีบพูดทันทีที่เห็นดวงตาของหญิงสาวเริ่มเอ่อนองด้วยน้ำตาอีกครั้ง “หนูดาวจ๋า...ชื่อรีสอร์ทนี่ไม่ได้บอกอะไรหนูดาวเลยหรือไงจ๊ะ”


      ‘ตะวันเคียงดาว’


      “พี่ทิตย์” เอื้อมดาวอุทานอย่างตกใจ และก็นึกไม่ถึงว่าความของตนกับอาทิตย์พูดหยอกเล่นกันเมื่อสองปีก่อนจะเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นชัดเจนอย่างนี้ “ถ้าดาวเกิดจำพี่ไม่ได้ขึ้นมาตลอดชีวิต...พี่ทิตย์จะว่ายังไง“


      “พี่จะว่าอะไรได้” อาทิตย์ดันร่างบางให้ออกห่างพร้อมกับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ “ถ้าเกิดดาวจำพี่ไม่ได้จริง ๆ พี่ก็แค่...ทำให้ดาวรักพี่อีกครั้ง ทำให้ให้รักพี่มากกว่าเดิม ไปปล่อยให้ดาวคลาดสายตาพี่ไปไหนอีก เมื่อดาวจำเรื่องเดิม ๆ ไม่ได้ พี่ก็จะสร้างความทรงจำของเราขึ้นมาใหม่...สร้างความทรงจำของรักครั้งใหม่บนอาณาจักรของเราสองคน ที่ตะวันเคียงดาวแห่งนี้”


      เอื้อมดาวโผเข้ากอดอาทิตย์ทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ “พี่ทิตย์ ดาวรักพี่ทิตย์...และดาวดวงนี้จะอยู่เคียงข้างพระอาทิตย์คนนี้ตลอดไป”


      “พี่ก็เหมือนกัน...พี่รักดาว และจะเป็นดวงตะวันที่อยู่เคียงคู่ดวงดาวตลอดไป”


      รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของสองดวงใจที่ดังสอดประสานกัน ก่อเกิดห้วงทำนองแห่งความรักที่เสนาะเพราะพริ้ง บรรเลงไม่รู้จักเบื่อ ความอดทน การรอคอย อาจเป็นเรื่องที่ทุกข์ทรมาน แต่สำหรับดวงใจที่มีรักแท้ และมั่นคง ไม่ว่าจะมีปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ มาขวางกั้น ย่อมฝ่าฟันและก้าวพ้นเรื่องราวร้าย ๆ เหล่านั้นมาได้


      และรางวัลที่รออยู่...ย่อมคุ้มค่าเสมอ

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      ความคิดเห็น

      ×