Forte's Side Story : When I met you in that place. - Forte's Side Story : When I met you in that place. นิยาย Forte's Side Story : When I met you in that place. : Dek-D.com - Writer

    Forte's Side Story : When I met you in that place.

    โดย rugear24

    -อาจจะมีพิมพ์ถูกพิมพ์ผิด จัดหน้าแปลกๆ ลำดับเหตุการณ์มั่ว บลาๆๆ ก็ช่วยแนะนำกันด้วยนะค่ะ-

    ผู้เข้าชมรวม

    81

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    1

    ผู้เข้าชมรวม


    81

    ความคิดเห็น


    2

    คนติดตาม


    1
    หมวด :  แฟนตาซี
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  22 ก.ย. 56 / 19:12 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    สวัสดีค่ะ นี่ก็เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกล่ะเนอะ (ฮา)
    หลังจากที่ดองเค็มเรื่องยาวมานาน เราก็แต่งเรื่องสั้นเสร็จแล้ว เฮ้!!!! (มันน่าดีใจตรงไหนเนี่ย....)
    แต่เอาเป็นว่า เรื่องสั้นเรื่องนี้จะจบแบบไม่รู้เรื่องไปหน่อยนะคะ แบบว่ามันก็เรื่องสั้นแหล่ะเนอะ แถมเป็นไซด์สตอรี่ด้วย ก็เลยมีแค่เนื้อหาเกี่ยวกับตัวละครที่มีชื่อว่า "ฟอร์เต้" พ่อหนุ่มน้อยที่เต้มไปด้วยปริศนาอารุงตุงนังเต็มไปหมดตะละลา~~~~~~~~ แต่ถ้าทุกคนอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้จบ อาจจะมีความรู้สึกว่าพอจะเดาทางเนื้อเรื่องออกก็ได้นะคะ ส่วนเรื่องยาวที่พ่อหนุ่มน้อยคนนี้จะไปปรากฏตัวต่อก็คงต้องลุ้นต่อไปนะคะ (ฮา)

    ถ้ามีปัญหาติชมอะไรสามารถเม้นทิ้งไว้ได้นะค่ะ เดี่๋ยวเราจะเข้ามาส่องดูยามว่างเองค่ะ ก็.... สุดท้ายนี้ก็ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ ^^

    ปล. ที่ร่ายมานี่มันเกี่ยวกับนิยายมั้ยเนี่ย~~~~~~~~~~~~~ TWTO


    ด้วยรักและห่วงใย
    Rugear Ruguz
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ
           เสียงฝีเท้าดังก้องไปจนทั่วคฤหาสน์หลังงาม เสียงฝีเท้านั้นฟังดูร้อนรนราวกับกำลังหนีจากอะไรบางอย่าง หญิงสาวอายุราวสามสิบต้นๆในชุดกระโปรงแขนยาวที่ชายกระโปรงยาวลากพื้นสีครีมที่ขอบแขนเสื้อและชายกระโปรงมีผ้าลูกไม้ประดับอยู่ เธอกำลังวิ่งพลางกอดของบางอย่างไว้แนบอกราวกับกลัวที่จะทำหลุดหายไปที่ไหน และแม้จะดูเหนื่อยหอบ แต่ปากของเธอก็ยังคงพึมพำบางอย่างอย่างแผ่วเบาแผ่วเบา
           'ได้โปรด........ ขอแค่ลูกเท่านั้น........'
           เธอยังคงวิ่งต่อไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าไปยังห้องๆหนึ่งที่เป็นห้องว่างๆโล่งๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูมืดครึ้มน่ากลัว กลางห้องมีสัญลักษณ์บางอย่างวาดเอาไว้ สัญลักษณ์นั้นเป็นรูปดาวหกแฉก รอบๆเป็นวงกลมที่มีตัวอักษรประหลาดๆบางอย่างเขียนเอาไว้ เธอเดินเข้าไปกลางห้องนั้นช้าๆ ก่อนจะนั่งลงตรงกลางสัญลักษณ์นั้น แล้วจุมพิตสิ่งที่เธอกอดมาอย่างแผ่วเบา
           "ขอแค่ลูก...... ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป......." เธอกล่าวพร้อมน้ำตาที่ไหลเอ่อนองหน้า ต่อจากนี้เธอคงจะไม่ได้เห็นเด็กคนนี้เติบโตอีกต่อไปแล้ว.....
           "La Farus de Arapragama. Dell Aman ta La bilasti a. Men Della Brovilla Den Me li ano. Ve Lass Par ti Vel di Ame dia lia. Karman De Ve Le bilen Sati me dile miri a. Mo Dell Apaloss Mor Gre vilia. Danden Dello Amani as Dapel Dagolass...." เธอพึมพำคาถาบางอย่างทั้งน้ำตา พร้อมกับที่สัญลักษณ์บนพื้นเรืองแสงสีขาวสว่างสดใส น้ำตายังคงไหลรินลงมาจากดวงตาของเธอ ก่อนที่เธอจะก้มลงกัดตรงคอของสิ่งที่เธอกอดเอาไว้มาโดยตลอด.... สิ่งนั้นคือร่างของเด็กน้อยคนหนึ่ง... ร่างนั้นไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดที่ถูกกัดตรงคอ ไม่มีการร้องไห้ ไม่มีการลืมตา ไม่มีการดิ้นใดๆทั้งสิ้น ซ้ำยังหลับตาพริ้ม หญิงสาวไม่ได้เพียงกัด แต่เธอกำลังดื่มเลือดของเด็กน้อยอยู่ เธอดื่มเลือดของเด็กน้อยไปสักพัก จนสัญลักษณ์ที่อยู่บนพืนนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มราวกับเลือด เธอจึงถอนคมเขี้ยวออกจากคอของเด็กน้อย แผลที่ถูกกัดนั้นมีเลือดไหลรินเป็นสาย ซึ่งสายเลือดนั้น ค่อยๆเคลื่อนตัวเลี่ยนเป็นรูปสัญลักษณ์เดียวกันกับบนพื้น
           "อะไรกัน นี่ถึงกับต้องใช้คาถาต้องห้ามเพื่อเอาชีวิตรอดงั้นเหรอ? พวกแกนี่มันช่างน่ารังเกียจจริงๆซะด้วยสิ" เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นตรงประตู ซึ่งอยู่ข้างหลังหญิงสาว เธอสะดุ้งตกใจ ก่อนจะหันไปมองข้างหลังอย่างหวาดกลัว แล้วเธอก็ได้เห็นว่ามีชายร่างสูงโปร่ง ดูกำยำล่ำสันยืนกอดอกพึ่งขอบประตูอยู่ตรงนั้น เขาสวมผ้าคลุมผืนใหญ่สีน้ำเงินเข้มจนเกือบจะดำ นอกจากนั้นแล้วยังสวมหมวกปีกใบใหญ่ดูพังๆราวกับเป็นคนเร่ร่อนพเนจร หมวกใบนั้นปิดหน้าของเขาจนมิด ทำให้ไม่รู้ว่ามีหน้าตาอย่างไร แต่ดูจากลักษณะแล้ว น่าจะเป็นชายหนุ่มอายุราวสามสิบปลายๆเห็นจะได้ เมื่อเขาพูดจบก็เลิกพิงขอบประตู ก่อนจะเดินย่างสามขุมเข้าไปหาหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงกลางสัญลักษณ์ประหลาดที่ตอนนี้แสงกำลังจางลงอย่างช้าๆ
           " 'คำสาปนิรันดร์' งั้นรึ? หึ พวกที่เอาแต่ระรานมนุษย์อย่างพวกแกนี่ ช่างเข้าใจคิดของพรรค์นี้ขึ้นมานะ....."
           "เราไม่เคยไประรานใครนะ!!!!! ไม่สิ... ใช่อยู่ว่าเมื่อก่อนเราไปทำร้ายพวกเจ้ามนุษย์มามาก แต่........ ตอนนี้พวกข้าไม่เคยคิดที่จะไประรานอะไรเจ้าแล้วนี่!!!!!!!!!!! แล้วเหตุใดกัน....... ทำไม....... ทำไมต้องมาทำร้ายพวกข้าด้วย.........." หญิงสาวกอดร่างเด็กน้อยในมือไว้แน่น พร้อมกับที่น้ำตายังคงหลั่งรินไม่ขาดสาย ใบหน้าของเธอฉายแววโกรธแค้น และไม่เข้าใจอย่างชัดเจน
           "เหอะ........ แล้วยังไง? แกทำให้คนนับร้อยนับพันต้องเจ็บปวดเพราะการคงอยู่ของพวกแก ชีวิตนับพันนับหมื่นที่แกพรากไป ไม่คิดบ้างรึไงว่าชีวิตพวกนั้นมีความหมายกับใครบ้าง? แล้วพอพวกแกถูกระรานคืนบ้าง ก็กลับมาร้องขอชีวิตเช่นนั้นรึ? ไร้สาระสิ้นดี....." พูดจบชายคนนั้นก็หยิบปืนลูกโม่กระบอกหนึ่งออกมาจากเอวทางด้านหลัง พร้อมกับจ่อเข้าที่กลางหน้าผากของหญิงสาว
           "ถ้าจะโทษก็โทษกรรมที่แกก่อเอาไว้ซะเถอะนะ" 
                ปัง!!!!!!
           เสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์ พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ทรุดลงนอนกับพื้น ดวงตาสีทองของเธอเบิกกว้าง รูตรงกลางหน้าผากที่เกิดจากกระสุนปืนมีเลือดไหลออกเป็นสาย ร่างในอ้อมกอดของเธอหล่นลงพื้น แต่กระนั้นร่างนั้นก็ยังคงหลับตาพริ้ม ทั้งยังไม่ส่งเสียงร้องเหมือนเด็กทารกทั่วๆไปอีกด้วย ชายนิรนามหันปากกระบอกปืนไปที่ร่างของเด็กทารกคนนั้น ก่อนที่จะยิงลูกกระสุนใส่ร่างนั้น จนร่างของเด็กทารกเจิ่งนองไปด้วยเลือด.....
       
       
           20 ปีต่อมา.....
           "ลิเนีย!!!!!!!! อย่าหนีสิ!!!!!!!!"
           "ฮะๆ ถ้าไม่หนีก็ถูกอัลจับได้สิ แบบนั้นไม่เอาด้วยหรอก" 
           "ลิเนียสู้ๆ ลิเนียสู้ๆ!!!!!!!" 
           เสียงของเหล่าเด็กน้อยที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานดังจอกแจก ท่ามกลางซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง รอบๆมีบ้านที่ดูทรุดโทรมตั้งอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ บ้านบางหลังมุงด้วยหลังคาหญ้าเก่าๆทแลดูอ่อนแอราวกับจะพังลงไปได้ทุกเมื่อ นอกจากเหล่าเด็กน้อยที่พากันวิ่งเล่นแล้ว ยังมีพวกผู้ใหญ่ที่พากันเดินพลุกพล่านเต็มไปหมด บ้างก็กำลังคุยกันอย่างออกรส บ้างก็กำลังลุ้นพนันกันอย่างใจจดใจจ่อ บ้างก็กำลังทำงานบ้าน บ้างก็กำลังวิ่งไปที่ใดที่หนึ่งอย่างเร่งรีบ แต่รวมๆแล้ว ก็เป็นหมู่บ้านที่ดูเรียบง่าย และสงบสุขดี......
       
           "โอ๊ย!!!!" เด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งไปชนกับคนคนหนึ่งจนล้มก้นจ้ำเบ้า เมื่อเด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นก็พบชายคนหนึ่งยืนชำเลืองมองเธอด้วยหางตา ชายคนนั้นสวมชุดดูภูมิฐาน ใบหน้าดูเย่อหยิ่งจนเข้าขั้นกวนประสาท เขามีผมสั้นติดหนังหัวสีดำสนิท และดวงตาสีม่วงอ่อน ดูๆแล้วอายุน่าจะราวๆสามสิบถึงสี่สิบปีได้
           "ข....... ขอโทษค่ะ หนู......... ไม่ได้ตั้งใจ........" เด็กน้อยพูดขอโทษด้วยใบหน้าหวาดกลัว พร้อมกับที่ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา เธอพยายามที่จะลุกขึ้นหนี แต่ก็กลัวจนไม่สามารถที่จะลุกขึ้นได้ ชายคนนั้นย่อตัวลงมองเด็กน้อย พร้อมกับพูดด้วยใบหน้าที่แสดงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจน
           "เฮ้ ไอ้เศษสวะ แกเป็นคนจากสลัมสินะ?" ชายคนนั้นพูดพลางดึงผมของเด็กน้อยเบื้องหน้าอย่างแรงจนเด็กน้อยร้องเสียงหลงน้ำตาไหลนองด้วยความเจ็บปวดระคนตกใจ
           "เฮ้ย แกไม่รู้สินะว่าชั้นเป็นใคร? ไอ้ตัวสกปรกอย่างแกเนี่ย..."
           "ปล่อยมืออกจากเด็กคนนั้นนะครับ!!!" 
           "หา?" ชายที่กำลังหาเรื่องเด็กอยู่ยังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขัดขึ้นเบื้องหลัง เมื่อเขาหันไปดู ก็เห็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกคนหนึ่งที่ใส่ชุดมอมแมมจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ผมสีน้ำตาลอ่อนกระเซอะกระเซิง ดวงตาสีเหลืองอร่ามจ้องมองชายปริศนาไม่กระพริบ
           "โฮ่..... ใจกล้าไม่เลวนี่ไอ้หนุ่ม....." เขาพูดพลางปล่อยผมของเด็กในมือ เด็กน้อยเมื่อหลุดออกจากพันธนาการแล้ว ก็ยังคงยืนสั่นแบบกลัวๆ
           "พวกนายกลับไปหาพวกผู้ใหญ่เถอะครับ" เด็กหนุ่มหันไปยิ้มให้เด็กน้อยข้างหลัง เด็กน้อยเอง เมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปนิดนึง ก่อนที่เพื่อนๆจะพากันตะโกนเรียก เธอจึงวิ่งตามเพื่อนๆออกไป
           "ใจดีจังนะไอ้หนู ไม่ได้รู้อะไรเล้ย~~~~~~~~~ ว่าจะตายๆกันไปหมดอยู่แล้วแท้ๆ"
           "คุณหมายความว่ายังไงกันครับ?" เด็กหนุ่มถามด้วยใบหน้านิ่งเฉย พลางจ้องหน้าชายเบื้องหน้า
           "หึๆ ฮะ ฮ่าๆๆๆๆ โอย~~~~~~~~ จะขำตายว่ะ นี่แกไม่รู้รึไงกัน ว่าเดี๋ยวนี้น่ะนะ พวกรัฐบาลน่ะมันจะพากันมาทำลาายสลัมพวกนี้ทิ้งหมดแล้วโว้ย!!!!!!!!!!! แหม....... ก็พวกนี้มันเป็นแค่พวกสวะมารวมหัวกันนี่หว่า เกิดมีพวกจอมเวทย์มาอยู่ด้วยก็แย่สิวะ ฮะๆๆๆๆ" ชายคนนั้นหัวเราะ ส่วนเด็กหนุ่มก็เพียงแต่มองชายคนนั้นนิ่งๆ จนกระทั่งชายคนนั้นสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จึงหยุดหัวเราะ แล้วจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาโหดเหี้ยม 
           "เหอะ เห็นแกแล้วมันหงุดหงิดจังวะ..... ฆ่าทิ้งซะดีมั้ยเนี่ย......." ชายคนนั้นพูดพลางหรี่ตาลง  พร้อมกับทำท่าจะหยิบอะไรบางอย่างออมาจากข้างหลัง แต่ทว่า......
           "ชั้นเองก็เหมือนกันนะ เห็นหมาบ้ามันมาเห่าหอนให้คนฟังแบบนี้แล้ว หงุดหงิดชะมัดเลยล่ะ" เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับที่เธอค่อยๆเดินเข้ามาจากด้านหลังของเด็กหนุ่ม เธอมีผมยาวถึงเอวสีน้ำตาล ใส่เสื้อเกาะอกสีดำ กระโปรงยาวเหนือเข่าสีแดง ทับด้วยเสื้อโค้ตสีแดง
           "ก......... แก.......... แก.........." ชายที่ทำท่าหาเรื่องเมื่อตะกี้ตกใจพร้อมกับตัวสั่น ก่อนจะชี้ไปหาหญิงสาวคนนั้น แล้วจากนั้นก็วิ่งหนีไปที่ไหนสักแห่งอย่างรวดเร็ว
           "......" เด็กหนุ่มมองหญิงสาวด้วยความสับสนเป็นเวลานาน จนหญิงสาวถอนหายใจแล้วเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
           "นายจะมองชั้นอีกนานรึเปล่าน่ะ?" เธอพูดด้วยใบหน้าเย็นชา ก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้สติ แล้วก้มหัวขอโทษขอโพยอย่างร้อนรน
           "ข..... ขอโทษครับ......... เอ่อ....... ก็........ ขอบคุณมาก....... ครับ........." เด็กหนุ่มก้มหน้าลงพร้อมเกาคออยู่อย่างนั้น ฝ่ายหญิงสาวชุดแดงก็ยังคงมองเด็กหนุ่มต่อไปซักพัก ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเงียบๆ เมื่อรู้สึกว่าหญิงสาวปริศนาคนนั้นเดินจากไปแล้ว เด็กหนุ่มก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้น แล้วมองตามเบื้องหลังของเธอไป จนเธอหายลับไปจากสายตา เขาจึงได้หันหลังเดินกลับออกไปจากตรงนั้น.......
       
           "แม่ค่ะ แม่!!!!!!!!!!" เด็กน้อยวิ่งเข้าไปกอดแม่ที่กำลังยืนทำอาหารอยู่ในครัวทั้งน้ำตานองหน้า
           "อ้าว ตายจริง ลิเนีย เป็นอะไรไปจ๊ะลูก ใครแกล้งมาเหรอจ๊ะ?"
           "ฮึก....... ฮึก......." เด็กน้อยชื่อลิเนียยังคงกอดแม่ของเธอไปพลางร้องไห้ไป ส่วนเพื่อนๆที่ตามมาทีหลังก็พากันมองหน้ากัน ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ของลิเนียฟัง
           "ก็แบบว่า........ ลิเนียเผลอไปวิ่งชนคนน่ากลัวๆคนนึงมาล่ะ...."
           "อื้อๆ แล้วคนๆนั้นก็ดึงผมลิเนียด้วย!!!!!!"
           "เห็นแล้วเจ็บแทนเลยครับ...."
           "แล้วก็นะๆ ก็มีฮีโร่มาช่วยไว้ล่ะ!!!!!!"
           "เย้!!!!!!~~~~~~~~ ฮีโร่!!!!!!!"
           "อ้อ ใช่ๆ ฮีโร่ล่ะ ฮีโร่ล่ะ!!!!!!" เหล่าเด็กน้อยพากันเล่าอย่างร่าเริง ส่วนแม่ของลิเนียเมื่อได้ยินก็เกิดสงสัย
           "ฮีโร่...... เหรอจ๊ะ?" แม่ของลิเนียทวนคำพูดของเด็กน้อย ฝ่ายเด็กน้อยเองก็ตะโกนตอบอย่างร่าเริง
           "อื้มๆ ฮีโร่ล่ะ!!!!!!" 
           "แล้ว....... เป็นคนยังไงเหรอจ๊ะ?" แม่ของลิเนียถามด้วยสีหน้ากังวล
           "คนยังไงเหรอ......."
           "ก็ผมยุ่งๆหน่อย........."
           "ใส่เสื้อผ้าเหมือนพวกเราเลยด้วย!!!!!!!!"
           "อ้อ จริงสิๆ"
           "อะไรเหรออัล"
           "ก็พี่ชายคนนั้นน่ะ มีตาสีแปลกๆด้วยนี่"
           "อ่ะ ใช่ๆ สีอะไรนา........"
           "สีเหลืองไง!!!!!!!!! สีเหลืองไง!!!!!!!!" 
           "อ่ะ ใช่เลยๆ สีนั้นล่ะ!!!!!!!!"
           เหล่าเด็กน้อยพากันเถียงกันไปมาอย่างสนุกสนาน ส่วนแม่ของลิเนียเมื่อได้ยินดังนั้นก็หน้าซีด ก่อนที่จะย่อตัวลงชันเข่ากับพื้น แล้วจับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กน้อยที่ชื่อลิเนีย แล้วถามอย่างร้อนรน 
           "ลิเนีย!!!!!!!!! ผู้ชายคนนั้นน่ะ!!!!!!!!!!! ผู้ชายคนนั้นเค้าทำอะไรลูกบ้างจ๊ะ!!!!!!!!!!!! ผู้ชายตาสีเหลืองคนนนั้นน่ะ!!!!!!!!!!!!!!" 
           เด็กน้อยตกใจมากที่จู่ๆ แม่ก็ถามขึ้นมาแบบนั้น แต่เธอก็ยังคงตอบไปโดยดี
           "พ......... พี่ชายเค้าไม่ได้ทำอะไรหนูเลยค่ะ......... เค้า......... เค้าแค่ช่วยให้พวกหนูหนี.......... เท่านั้นเอง......... ค่ะ........."
           "นี่ๆ ทำไมงั้นเหรอครับ? พี่ชายเค้าทำไมเหรอ?"
           "นั่นสิๆ ทำไมต้องทำหน้าเหมือนเจอเรื่องน่ากลัวแบบนั้นล่ะ?"
           เหล่าเด็กๆพากันมองแม่ของลิเนียด้วยความใคร่รู้ แม่ของลิเนียเองก็ทำสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวให้เด็กน้อยฟัง
           "เด็กคนนั้น....... คนที่มาช่วยพวกเธอคนนั้นน่ะ......... เค้าเป็นปีศาจจ๊ะ......."
           "เอ๋!?!!!!!!!! ปีศาจเหรอ!?!!!!!!!!!!!!!!"
           "อะไรกัน!!!!!!! แบบนั้นก็อันตรายน่ะสิ!!!!!!!!!!"
           "ไม่จริงน่า......."
           "น่ากลัว........ น่ากลัว........" เหล่าเด็กๆพากันตกใจ ส่วนลิเนียเองก็ตกใจจนเผลอยืนนิ่งไป ก่อนจะพึมพำเบาๆ
           "แต่........ แต่........ แต่ว่าเค้า.......... ช่วยหนูไว้............. ไม่ใช่เหรอค่ะ?" เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ของลิเนียก็ทำหน้าลำบากใจหนักเข้าไปอีก ก่อนจะบอกว่า
           "มันก็จริงจ๊ะ ที่เค้าคนนั้นช่วยลูกไว้....... แต่ว่านะจ๊ะ......... ต่อไปอย่าไปยุ่งกับคนๆนั้นจะดีกว่านะจ๊ะ ก็อย่างที่ว่า เค้าเป็นปีศาจ......... แถมเป็นปีศาจแบบไหนก็ไม่รู้ด้วย ถ้าไปยุ่งมากกว่านี้มันจะอันตรายนะจ๊ะ" 
           เหล่าเด็กน้อยพากันนิ่งเงียบก่อนจะมองหน้ากันไปมา ส่วนลิเนียเอง ก็ก้มหน้าลงมองพื้น ฝ่ายคุณแม่เห็นอย่างนั้นก็ทำสีหน้าลำบากใจ ก่อนที่จะไล่ให้พวกเด็กๆพากันกลับบ้านไปก่อน แล้วจากนั้นก็พาลิเนียไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน แต่ทว่าเมื่อแม่ของเด็กน้อยพาเธอไปนอนยังเตียงและกำลังจะปิดไฟ เด็กน้อยก็จับแขนเสื้อของแม่ตน แล้วถามแม่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า
           "นี่..... ท่านแม่......... คือ......." เด็กน้อยก้มหน้างุด พลางกำแขนเสื้อของแม่ตนเองแน่น พร้อมกับเมมปาก
           "ลิเนีย....... มีอะไรเหรอจ๊ะลูก ถ้าไม่มี......."
           "คนๆนั้นเค้าเป็นคนไม่ดีจริงๆเหรอคะ?" เด็กสาวเงยหน้ามองแม่ด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย ดวงตากลมโตแวววาวเพราะน้ำตาที่เอ่ออยู่ในนั้น แม่ของเด็กสาวนิ่งไปซักพัก ก่อนจะถอนหายใจอย่างแผ่วเบา แล้วนั่งลงบนเตียงข้างๆเด็กสาว จากนั้นก็เเริ่มพูด
           "ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ ถ้าอยากจะรู้ถึงขนาดนั้น........ แม่ก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรนักหรอกนะ....." แม่ของเด็กสาวหันไปมองทางหน้าต่าง พลางเล่าไป
           "น่าจะซักสิบกว่าปีก่อน........ มีคนเห็นร่างของชายหนุ่มคนนั้นสลบอยู่ข้างๆสลัมของพวกเรา........ เขาบาดเจ็บหนักสนเรียกได้ว่าโอกาสรอดแทบไม่มี คนในสลัมของเราพาเค้ามาที่นี่ พยายามช่วยรักษาเค้า ทั้งๆที่ก็ไม่ได้หวังว่าเค้าจะรอดชีวิต แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้เค้าตายไปเฉยๆ....... แต่รู้สึกว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน ชายหนุ่มคนนั้นก็ฟื้นขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ ไม่เหลือแม้แต่บาดแผลที่มีอยู่เต็มตัวก็หายไปหมด ราวกับไม่เคยมีมาก่อน ตอนนั้นน่ะนะ........ พวกผู้เฒ่าผู้แก่ก็พากันตกใจมากเลยล่ะจ๊ะ.......... เค้าบอกว่า 'เจ้าหนุ่มนี่เป็นปีศาจ มันเป็นปีศาจที่จะมาทำให้หมู่บ้านเราล่มสลาย มันจะมาฆ่าพวกเรา' จากนั้นทุกคนในหมู่บ้านต่างก็พากันหวาดกลัวเค้า มีบางคนพยายามที่จะฆ่าเค้าทิ้ง แต่ทุกครั้งที่เค้าตายไป ไม่กี่วันหลังจากนั้นเค้าก็จะฟื้นขึ้นมา ที่ร่างกายไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน นอกจากนั้นแล้วหลังจากที่เค้าเข้ามาที่นี่ ก็มีคนตายอย่างผิดธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังไม่มีใครที่กล้าเข้าใกล้เค้าอีก.... ก็เลยพากันเข้าใจว่าเด็กคนนั้นเป็นปีศาจที่คอยทำร้ายคนในหมู่บ้านน่ะจ่ะ....." แม่ของเด็กสาวนิ่งไป พลางมองลูกสาวที่เอาแต่ก้มหน้าด้วยความเศร้า
           "ลิเนีย....... แม่รู้นะว่าลูกไม่คิดว่าเป็นเค้า แม่เองก็ไม่คิด แต่.... ถ้าเค้ายังพิสูจน์ตัวเองให้เราเห็นแน่ๆไม่ได้ ก็น่าจะระวังตัวไว้นะลูก......" แม่ของลิเนียกล่าว พลางลูบหัวลิเนียอย่างอ่อนโยน เด็กสาวยังดูกังวลใจอยู่เล็กน้อย แต่สีหน้าของเธอก็ดีขึ้จากเดิมแล้ว
           "งั้น..... แม่ค่ะ แม่เล่านิทานก่อนนอนให้หนูฟังหน่อยได้รึเปล่าคะ?" ลิเนียถามแม่ที่กำลังลูบหัว แม่ของเธอจึงหัวเราะเบาๆ พลางบอกว่า
           "ได้จ๊ะ งั้นแม่จะเล่าให้ฟัง....... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว........."..........
       
       
           ....."กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.......... ณ หมู่บ้านอันห่างไกล......... มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น ผู้คนในหมู่บ้านต่างอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข......... ผู้คนในหมู่บ้านต่างไม่เคยมีความเศร้าโศกเสียใจ หรือมีเรื่องทุกข์ใจใดๆเลย แต่ทว่า......" ชายหนุ่มแต่งตัวมอมแมม ผมสีน้ำตาลอ่อนกระเซอะกระเซิง นอนอยู่บนซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างบางอย่าง ดวงตาสีเหลืองอร่ามจ้องมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด พลางเล่านิทานไป ราวกับกำลังมีใครสักคนนั่งฟังอยู่ที่นั่นด้วย 
            "ทางเหนือของหมู่บ้านแห่งนี้ มีทะเลสาบขนาดกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาอยู่แห่งหนึ่ง..... น้ำในทะเลสาบนั้นเป็นสีดำสนิท...... และผู้คนในหมู่บ้านต่างก็เชื่อว่า ทะเลสาบแห่งนี้ ได้รวบรวมความเศร้าโศก และความทุกข์ทรมาณใจของพวกเขาเอาไว้......... และหากได้ตกลงไปแล้ว........ เมื่อกลับขึ้นมาก็จะมีความเศร้าสร้อย ทุกข์ระทมเข้ามาในชีวิตของคนผู้นั้นอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง........ ก่อนที่จะหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ด้วยเหตุนั้น....... ทุกคนจึงพากันขนานนามให้ทะเลสาบแห่งนั้นว่า 'ทะเลสาบแห่งความสิ้นหวัง' และต่างพากันหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ทะเลสาบแห่งนั้น นอกจากนั้นแล้ว........ ยังมีเรื่องเล่าขานว่า หากเข้าใกล้ทะเลสาบแห่งนั้นแล้ว จะมีมือน่าเกลียดน่ากลัวขนาดมหึมาโผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบ และฉุดดึงคนเหล่านั้นลงไปในทะเลสาบแห่งความสิ้นหวังนั้น......" เด็กหนุ่มพูดถึงเพียงเท่านั้นก็เงียบไปสักพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะพึมพำกับตัวเอง
           "แล้วตอนต่อไปของเรื่องเล่านี้น่ะ.........." เขาพูดขึ้น พลางเหม่อมองดวงจันทร์ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่บนท้องฟ้าสีดำราวกับน้ำหมึก
       "มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อกันนะ........ อยากรู้จัง........" เมื่อพึมพำเสร็จ ชายหนุ่มก็จ้องมองดวงจันทร์ต่อไป ก่อนจะหลับตาลงและจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราในที่สุด......
           
           
           ยามเช้าอันสดใสได้มาเยือนอีกครั้ง ชายหนุ่มนิรนาม ผู้มีผมยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงสีน้ำตาลอ่อน สวมเสื้อผ้ามอมๆ ลืมตาขึ้นพลางกระพริบตาถี่ๆ เพื่อที่จะปรับดวงตาให้ชินกับแสงอาทิตย์ยามเช้าอันเจิดจ้านั้น เขาค่อยๆลุกขึ้นช้าๆพลางมองตัวแหน่งพระอาทิตย์เพื่อกะเวลาคราวๆ ตอนนี้พระอาทิตย์ลอยอยู่ห่างจากหัวมากพอสมควร น่าจะเป็นเวลาสายๆซักหน่อย แต่ก็ยังไม่เที่ยงวัน
           "วันนี้จะทำอะไรดีนะ...." เขาพูดขึ้นลอยๆด้วยรอยยิ้ม พลางบิดขี้เกียจไปมา ก่อนจะรู้สึกถึงบางสิ่งผิดปกติ
           "เอะ? เดี๋ยวนะ ปกติ ต้องมีเสียงเด็กๆมาวิ่งเล่นแถวนี้..." ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะมองไปยังทางที่เป็นหมู่บ้าน ซึ่งวันนี้ดูจะเงียบสงบจนผิดปกติ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากซากปรักหักพังที่ใช้นอนต่างที่นอน พร้อมกับก้าวเข้าไปในเมืองช้าๆ... ถึงจะกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นก็เถอะ แต่เขาเองก็กลัวสายตาที่ผู้คนเหล่านั้นจ้องมองเขาด้วยเช่นกัน
           ชายหนุ่มนิรนามเดินเข้าไปใกล้เมืองเรื่อยๆ และในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่เวลาสายป่านนี้ แต่กลับไม่มีใครในหมู่บ้านเลยซักคน แม้แต่พวกเด็กๆที่มักจะมาวิ่งเล่นกันประจำก็หายไป ถ้าไม่ใช่ว่าเพราะเขาเองก็อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้มาได้พอสมควรแล้วล่ะก็ อาจจะเผลอคิดไปว่าเมืองนี้เป็นเมืองร้างไปแล้วก็เป็นได้ 
                  
                  ปึก!!!!!!!!
           "โอ้ย!!!!!!!!"
           "อ่ะ เธอ...." จู่ๆชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนวิ่งชนกับอะไรบางอย่างเข้าจังๆ ก่อนที่จะก้มลงไปมองแล้วพบว่ามีร่างของเด็กผู้หญิงคนนึงล้มลงอยู่กับพื้น
           "พี่........ พี่ชาย......." เด็กคนนั้นคือเด็กที่ถูกคนแปลกหน้าที่เขาเจอเมื่อวานแกล้งเอา ตอนนี้เด็กสาวนอกจากจะล้มก้มจ้ำเบ้ากับพื้น ตาของเธอยังเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและน้ำมูก นอกจากนั้นตายังแดงมากจนน่ากลัว เด็กคนนั้นจ้องมองชายหนุ่มซักพัก ก่อนที่จะเริ่มร้องไห้อีกครั้ง แล้ววิ่งเข้าไปกอดเอวของชายหนุ่มเอาไว้พลางสะอื้นไห้
           "เอะ? ด....... เดี๋ยวสิ เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเธอถึงร้องไห้ล่ะ?" ชายหนุ่มลนลานก่อนที่จะย่อตัวลงไปลูบหัวเด็กสาวที่กำลังร้องไห้ราวกับอดกลั้นมานาน
           "ทุก........ ทุกคน....... ฮึก ทุกคน............ ฮือ..............." เด็กสาวพูดไดเพียงแค่นั้นก็สะอื้นไห้ต่อ ชายหนุ่มทำได้เพียงกอดพลางลูบหัวปลอบเด็กสาวตัวน้อยเท่านั้น 
                  โครม!!!!!!!!!!
           "แฮ่........." สิ่งมีชีวิตหน้าตาคล้ายหมาป่าสีดำเทา ขนาดเท่าผู้ใหญ่ที่มีกล้ามเนื้อ จู่ๆ ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ส่วนเด็กสาวที่กำลังร้องไห้อยู่ก็รีบหลบไปข้างหลังชายหนุ่มแทบจะทันที ใบหน้าของเธอซีดเซียว ทั้งยังตัวสั่นด้วยความกลัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างทั้งยังมีน้ำตาเอ่อล้นออกมาอย่างไม่ขาดสาย
           "จ.... เจ้านี่....... เจ้านี่...... ทุกคน.........." เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่เท่านั้นชายหนุ่มก็พอจะเข้าใจแล้ว
           'เจ้านี่ฆ่าทุกคนสินะ......' ชายหนุ่มขมวดคิ้ว พร้อมกับยืนบังร่างของเด็กสาวเอาไว้จากเจ้าสัตว์ประหลาดที่เหมือนหมาป่านั่น และในขณะที่เขากำลังคิดว่าจะทำยังไงดีนั่นเอง
                 ปัง!!!!!!! 
           เสียงปืนดังขึ้นจากข้างหลังของเจ้าสัตว์ประหลาดหมาป่า และเมื่อมันหันไปมอง ร่างๆหนึ่งก็สะท้อนเข้าสู่สายตาของชายหนุ่ม ร่างนั้นเป็นหญิงสาวอายุราวๆยี่สิบต้นๆ ผมยาวสีดำสนิท สวมเสื้อโค้ทสีแดงที่เปิดให้เห็นเสื้อเกาะอก และกระโปรงยาวเหนือเข่าเล็กน้อยสีดำสนิท ดวงตาสีแดงจดจ้องอยู่บนร่างของสัตว์ประหลาด เธอคนนั้นถือปืนพกสีเงินไว้ในมือข้างขวา ปากกระบอกยังมีควันลอยเอื่อยๆเล็กน้อย ทำให้รู้ว่าเสียงปืนเมื่อครู่ต้องเกิดจากเธออย่างแน่นอน 
           "อะไรกันๆ ชั้นยังไม่เสร็จธุระกับแกนะ เจ้าเวอร์วูล์ฟนี่...." เธอพูดด้วยใบหน้าเฉยชา พลางยกกระบอกปืนขึ้นเล็งไปทางสัตว์ประหลาดตรงหน้า ซึ่งเธอเรียกมันว่าเวอร์วูล์ฟ แต่เจ้าเวอร์วูล์ฟก็ไม่ได้โง่ เมื่อหญิงสาวเล็งปากกระบอกปืนไปหามัน มันก็กระโจนเข้าใส่ชายหนุ่มกับเด็กสาวที่ไร้ทางสู้เบื้องหน้าทันที
           "กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
           "อย่านะ!!!!!!!" เด็กสาวกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ส่วนชายหนุ่มก็หันกลับไปผลักร่างของเด็กสาวให้กระเด็นห่างออกไปจากตรงนั้น และนั่นก็ทำให้ร่างของเขาตกเป็นเป้าของเวอร์วูล์ฟทันที
           "กรรรรรรรรรร!!!!!!!!"
           "อึก!!!!!!" ชายหนุ่มถูกเวอร์วูล์ฟตรงหน้ากระชากคอเสื้อขึ้นตัวลอย แถมคอเสื้อด้านหลังยังกดคอจนเจ็บไปหมด
           "พ.... พี่ชาย!!!!!!" เด็กสาวที่ไร้ซึ่งแรงและพลังทำได้เพียงมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ช่วยตนเอาไว้ถึงสองครั้งสองคราด้วยความรู้สึกที่อยากจะช่วย แต่ในขณะเดียวกันก็หวาดกลัวเจ้าสัตว์ประหลาดตัวโตตรงหน้า
           
                  ปัง!!!!!
           "กรรรรรรรรรรรรร!!!!!!!" 
                 ตูม!!!!!
           "อั่ก!!!!!!!!!" 
           จู่ๆในขณะที่เจ้าเวอร์วูล์ฟกำลังจะใช้ฟันกระชากร่างของชายหนุ่มก็มีเสียงปืนดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนครั้งนี้ทิศทางของกระสุนจะเปลี่ยนจากบนฟ้ามาที่ร่างของเวอร์วูล์ฟแทน มันจึงคำรามลั่นพลางโยนร่างของชายหนุ่มทิ้ง ปล่อยให้ร่างของชายหนุ่มกระแทกกับผนังอาคารเก่าๆแห่งหนึ่งจนเป็นรอยยุบขนาดใหญ่ ซ้ำยังกระอักเลือดออกมาจนย้อมเสื้อยืดมอมๆนั่นเป็นสีแดงไปเกือบครึ่ง
           "พี่ชาย!!!!!!" เด็กสาวใช้ความกล้าเฮือกสุดท้าย วิ่งเข้าไปใกล้ชายหนุ่มที่กำลังนอนกองอยู่บนพื้น เสียงหายใจหอบรวยรินจนไม่น่าจะอยู่ต่อได้นานเท่าไหร่
           "ชั้นบอกแล้วนี่ว่าคนที่มีธุระกับแกคือชั้น..." หญิงสาวหรี่ตามองเวอร์วูล์ฟตรงหน้าที่กำลังครางในลำคอ 
           "ชิ เหลือแค่แกตัวสุดท้ายแล้วแท้ๆ แต่ดันตายยากตายเย็นซะจริง" เธอพูดพลางหยิบปืนพกสีดำอีกกระบอกขึ้นมาปลดเซฟตี้ ก่อนจะเล็งปากกระบอกปืนทั้งสองไปยังร่างของเวอร์วูฟข้างหน้า
           "งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ"
                 ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
           เมื่อพูดจบ หญิงสาวก็ทำการยิงปืนสองกระบอกออกไปติดๆกัน ฝ่ายเวอร์วูล์ฟเอง ก็พยายามกระโดดหลบกระสุนไปมา แต่ก็ยังโดนยิงตื้อไม่เลิก จนได้แต่กระโดดไปมาไม่หยุด
           
                  แกรก.... 
           หลังจากที่สาดกระสุนไปได้ไม่นานปืนในมือของหญิงสาวก็กระสุนหมดอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเจ้าเวอร์วูล์ฟสบโอกาสก็กระโจนเข้าใส่ร่างของหญิงสาวทันที แต่ทว่าหญิงสาวกลับกระโดดหลบการโจมตีของเวอร์วูล์ฟทัน แล้วจากนั้นเธอก็โยนปืนสีเงินและสีดำในมือทั้งสองกระบอกทิ้ง ก่อนจะหยิบปืนพกสีดำสองกระบอกออกมาปลดเซฟตี้ แล้วยิงกระหน่ำไปที่ร่างของเวอร์วูล์ฟอีกครั้ง ตัดโอกาสโจมตีระลอกสองของเจ้าเวอร์วูล์ฟตรงหน้าไป
           "กรรรร!!!!!!" เจ้าเวอร์วูล์ฟได้แต่กระโดดไปมา แต่แล้วจู่ๆมันก็หยุด แล้วเปลี่ยนจากพุ่งหลบกระสุน เป็นพุ่งเข้าหาชายหนุ่มที่นอนหอยหายใจรวยรินกับเด็กสาวที่ได้แต่นั่นข้างๆพลางจ้องมองเหตุการณ์ด้วยความหวาดกลัว
           "ม่าย!!!!!!!!!!!!" เด็กสาวกรีดร้องสุดเสียง ในขณะที่ร่างของเจ้าเวอร์วูล์ฟกำลังกระโจนเข้าหา ฝ่ายหญิงสาวก็ได้แต่ขมวดคิ้ว พลางวิ่งเข้าประชิดร่างของเจ้าเวอร์วูล์ฟให้ได้มากที่สุด
           'มันรู้ว่าเราจะไม่ยิงถ้ามันอยู่ใกล้สองคนนั้นสินะ!!!' เธอกระโจนเข้าหาร่างของเวอร์วูล์ฟอย่างสุดฝีเท้า ทั้งๆที้เธอเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางทันแน่ ส่วยเวอร์วูล์ฟก็เกร็งฝ่ามือหมายจะใส่เล็บแทงเข้าไปที่หัวใจของเด็กสาวที่กำลังเบิกตาโพลงจ้องมองมันอยู่ แต่ในขณะที่มันกำลังยื่นมือออกไปด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์นั้น....
                  ฉึก!!!!!!
           มือของเจ้าเวอร์วูล์ฟแทงทะลุร่างสูงของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนที่เมื่อครู่ยังนอนกองกับพื้น แต่ตอนนี้กลับใช้ร่างของตนคั่นกลางระหว่างเด็กสาวกับสัตว์ประหลาดตรงหน้า 
           "แค่ก...." ชายหนุ่มไอเป็นเลือดปริมาณมากจนย้อมมือของสัตว์ประหลาดตรงหน้าให้กลายเป็นสีแดงสด
           "หนี.... ไป.... ซะ....." ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่เด็กสาวที่กำลังตัวสั่นด้วยความกลัวกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน
           "อะ.... อึก..... อะ......" เด็กสาวพูดอะไรไม่ออกได้แต่จ้องมองร่างของชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะกรีดร้องแล้ววิ่งหนีจากไปทั้งน้ำตา
           "แก..... แพ้แล้ว.... ล่ะ.... แค่ก" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับไอออกมาเป็นเลือด และจากนั้น....
                ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 
           "กรรรรรรรรรรรรรรรรร!!!!!!!!!"
            เสียงกระสุนกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าก็ดังก้องประสานกัน จนกระทั่งชายหนุ่มไม่รู้สึกตัวอีกต่อไป.....
          
            สิ่งแรกที่รู้สึกถึงก็คือความหนาวเหน็บ....
            สิ่งต่อมาที่รู้สึกได้ก็คือความมืดมิด....
            แล้วต่อจากนั้น..... สิ่งที่เริ่มจะสัมผัสได้ก็คือความเจ็บปวดทั่วร่างกาย....
       
           "อั่ก!!!!!!"
            เจ็บ..... เจ็บไปหมดทั่วตัว.... เจ็บจนอยากจะตายไปซะให้พ้น..... มันช่างเจ็บปวด..... มันช่างทรมาณ.....
       
           "อึก!!!!"
            ช่วยด้วย..... ช่วยด้วย..... ทรมาณ...... ทรมาณเหลือเกิน......
       
           "อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก"
                  ฟึ่บ!!!
            ร่างของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็ใหญ่พอให้กลิ้งเล่นได้ซักตลบสองตลบ ตามเนื้อตัวของเขามีเหงื่อไหลออกมามากจนเสื้อผ้าที่ใส่อยู่เปียกชุ่ม นอกจากนั้น เสื้อมอมๆที่เขาใส่อยู่ตลอด ตอนนี้เปื้อนคราบเลือดจนทั่ว ซ้ำยังมีรอยขาดอยู่แถวๆหัวใจอีกด้วย แม้แต่ผมของเขาก็ยังเปียกเหงื่อจนเหมือนเพิ่งเล่นกีฬามาอย่างหนัก เขาหอบแฮ่กๆ ก่อนจะก้มลงมองมือข้างขวาของตน
           "อีกแล้ว..... สินะ....." เขาพูดขึ้นลอยๆ พร้อมกับยังคงหายใจหอบ โดยไม่รู้ถึงการมาของใครคนหนึ่งแม้แต่น้อย....
       
                  ก๊อก ก๊อก ก๊อก 
           "ขอเข้าไปหน่อยได้รึเปล่า?" 
           "เอะ? อะ.... อ๋า!?!!!!!!!!" ชายหนุ่มที่รู้สึกแปลกใจที่มีคนมาหาในห้อง (ซึ่งก็ไม่รู้อีกเหมือนเดิมว่าห้องใคร) หันไปมองร่างของคนที่มาหาได้ไม่นาน ก็มีอันต้องหน้าแดงแปร๋ด พลางเบือนหน้าหนีพร้อมกับเอามือสองข้างปิดหน้าเอาไว้อย่างมิดชิด
                 แกรก.....
           "อะไรของนายน่ะ?" เสียงๆเดิมยังคงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับเสียงถ้วยถูกวางไว้ใกล้ๆกับเตียงที่เขากำลังนั่งหันหลังให้ร่างของคนที่มาหา
           "ย..... ยังไงก็.... ช.... ช่วยใส่เสื้อคลุมทีเถอะครับ!!!!" เขาพูดด้วยเสียงอู้อี้อยู่ในฝ่ามือ ในขณะที่ผู้มาเยือนถอนหายใจยาว 
           "เฮ้อ.... ช่างเถอะน่า รีบๆมากินอะไรซะก่อนจะดีกว่านะ....." หญิงสาวชุดโค้ทแดง ที่ตอนนี้ใส่แค่เสื้อเกาะอกสีดำ กับกระโปรงสีดำยาวเหนือเข่าเล็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย ก่อนที่จะเดินไปผนังห้องข้างๆประตูแล้วกอดอกพลางเอนหลังพิงพนัง
           "ค.... คร้าบ!!!!!!!~~~~~~~" ฝ่ายชายหนุ่มที่กำลังจะหันไปหยิบถ้วยของกินอะไรซักอย่างที่หญิงสาวถือมาให้ ก็ได้แต่ร้องเสียงหลงพลางหันหน้าหนีตามเดิม
           "อะไรกันนักหนาเนี่ย...." หญิงสาวพึมพำ แต่ก็ยังไม่ยอมไปไหน ปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งหน้าแดงหันหลังให้เธออยู่อย่างนั้น
           "...." ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งเงียบกันไปนานมาก จนในท้ายที่สุดหญิงสาวก็ทนไม่ไหว ก่อนจะเดินไปที่เตียงแล้วกระชากผ้าห่มที่อยู่ข้างๆชายหนุ่มมาคลุมตัวตั้งแต่หัวจนถึงตาตุ่ม
           "เอ้า ทีนี้หันมาได้รึยัง?" ดธอถามด้วยน้ำเสียงและใบหน้านิ่งสงบ ส่วนชายหนุ่มที่รู้สึกว่าผ้าห่มข้างๆตัวถูกดึงไปก็หันไปมองหญิงสาวพลางอ้าปากค้างพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ
           ".... ก็กินข้าวไปสิ....."
           "เอะ? อะ ครับ!!!" เมื่อถูกหญิงสาวสั่งชายหนุ่มก็เหมือนจะหายจากอาการตกตะลึงและหันไปหยิบถ้วยใส่ข้าวต้มบนหัวเตียงมาทานในทันที 
           "...." หญิงสาวยืนเอาผ้าห่มคลุมตัวพลางยืนมองชายหนุ่มเงียบๆ ก่อนจะพูดขึ้นลอยๆว่า
           "นายน่ะ.... เป็นอมตะใช่มั้ย?" เมื่อได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็ชะงักไป ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยความสงสัย
           "เป็นอมตะ.... เหรอครับ?"
           "ใช่ ตอนแรกชั้นก็ไม่แน่ใจหรอกนะ แล้วก็เกือบๆจะตัดใจแล้วด้วย แต่ดูเหมือนว่าชั้นจะไม่ได้คิดไปเองนะ" เธอพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางจ้องดวงตาของชายหนุ่มตรงๆ
           "เอะ? ตัดใจ?" ชายหนุ่มทำหน้าสงสัย พร้อมกับมองตอบหญิงสาวตรงๆเช่นกัน ฝ่ายหญิงสาวเอง ก็มองท่าทีของชายหนุ่มแล้วถอนหายใจเบาๆ
           "ความจริงแล้ว......... นายสลบไปสี่วันสี่คืนเต็มๆเลยนะ....."
           "อะ เอ๋!?!!!!!!!!!!!" ชายหนุ่มได้แต่ตกตะลึง เขาไม่รู้ว่าตัวเองสลบไปตอนไหนด้วยซ้ำ จำได้แค่ว่าตัวเองถูกสัตว์ประหลาดนั่นใช้เล็บแทงเข้าที่หัวใจ.... เขาคิดก่อนจะก้มหน้ามองที่เสื้อของตัวเองดีๆ แล้วก็เห็นว่ามันมีรอยฉีกขาดอยู่บริเวณนั้นจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้ฝันไป... แต่เขาตายไปแล้วจริงๆ.....
           "ผม..... ผมเองก็..... ไม่ทราบครับ...." ชายหนุ่มพูดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยพลางก้มหน้ามองถ้วยข้าวต้มในมือเงียบๆ
           "แต่.... ถ้าให้คิด.... จากที่ทุกคนมอง.... อะ..... จริงสิ........ ใช่!!!  ทุกคนล่ะครับ!?!!!" จู่ๆ ชายหนุ่มก็เงยหน้ามองหญิงสายด้วยสายตาเหมือนกำลังคาดหวังคำตอบบางอย่างจากตัวเธออยู่ แต่หญิงสาวก็ได้แต่หรี่ตาลงมองพื้น พลางพูดเสียงเรียบ
           "....... ไม่มีใครรอดหรอก... แม้แต่เด็กผู้หญิงคนนั้น..." เธอขมวดคิ้วพลางเม้มปากด้วยความเจ็บใจ
           "ขอโทษนะ....... ทั้งๆที่น่าจะรอด... แต่สุดท้าย.... เด็กคนนั้น... ก็..." หญิงสาวได้แต่ขมวดคิ้วพลางเงียบ เธอไม่อาจบอกชายหนุ่มตรงหน้าได้ว่าเด็กสาวที่เขาพยายามช่วยไว้ แลกกับชีวิตของตัวเองนั้น.... ถูกฆ่าทิ้งอย่างโหดร้ายทารุณแค่ไหน...
            "อะไร... กัน...." ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ก่อนที่จะก้มหน้างุด ทั่วทั้งร่างของเขาสั่นสะท้าน
            "ช่วยไว้... ไม่ได้งั้นเหรอ...."
            "ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก.... ชั้นผิดเองที่ประมาทไป.... ไม่นึกว่าพวกมันจะไปทำใครในหมู่บ้านกลายเป็นเวอร์วูล์ฟตามพวกมันไปด้วย..."
            "..." ทั้งสองได้แต่เงียบ ต่างฝ่ายต่างก็จมอยู่ในความคิดของตัวเอง จนในที่สุดหญิงสาวก็พูดขึ้นมาลอยๆ
            "... อันฟอร์ซ...."
            "ครับ?"
            "นั่นชื่อของชั้น แล้วนายล่ะ?"
            "เอะ... ชื่อ...." ชายหนุ่มทำสีหย้าลำบากใจพลางก้มหน้ามองพื้น
            ".... ผม... ไม่ทราบ.... ครับ...." เขาตอบพลางก้มหน้ามองพื้น เพราะเขาไม่รู้จริงๆว่าชื่อของตัวเองคืออะไร
            "งั้นเหรอ...." หญิงสาวตอบรับเสียงเรียบ ก่อนจะเงียบไปซักพัก แล้วพูดออกมาลอยๆอีกรอบ
            "... ฟอร์เต้...."
            "ครับ?"
            "นายชื่อฟอร์เต้ งั้นจากนี้ไป... ขอฝากตัวด้วย..." อันฟอร์ซพูดจบก็ก้มหัวลงเล็กน้อย ฝ่ายฟอร์เต้เอง ก็ดูจะตกใจไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ได้สติ แล้วรีบก้มหัวตอบอันฟอร์ซอย่างรวดเร็วจนแทบจะยกถ้วยข้าวต้มในมือขึ้นเหนือหัวได้
            "อะ ครับๆ ขอฝากตัวเช่นกันนะครับ!!!!"
            "จ้าๆ งั้นก็รีบกินข้าวต้มในมือให้หมดซะนะ ให้นายนอนพักอีกซักคืนแล้วพรุ่งนี้เราจะเข้าเมืองกัน"
            "อะ ครับ!!!" ฟอร์เต้พยักหน้ารับอย่างรวดเร็วก่อนที่จะค่อยๆทานข้าวต้มในถ้วยจนหมด อันฟอร์ซเองก็ได้แต่มองพลางส่ายหน้าน้อยๆแล้วยิ้มให้กับฟอร์เต้ ก่อนที่จะเดินไปพักผ่อนในห้องของตน
       
       
       
          -Forte's side story:END-

      นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      คำนิยม Top

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      คำนิยมล่าสุด

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      ความคิดเห็น

      ×