นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

My Mind: ดวงตา ณ ดวงใจ(ได้ 1 ใน 6 ของเรื่องที่แหวกแนวโดนใจนิยายเด็กดี)

++ รีไรท์ ++ เรื่องรักละเมียดละไมของสาวน้อยตาบอดกับพี่เลี้ยงแสนดี ความแปลกใหม่ของเนื้อเรื่อง ความใสของตัวละคร จะทำให้คุณอ่านไป ยิ้มไป ได้กำลังใจไป...

ยอดวิวรวม

35,214

ยอดวิวเดือนนี้

94

ยอดวิวรวม


35,214

ความคิดเห็น


322

คนติดตาม


264
เรทติ้ง : 91 % จำนวนโหวต : 9
จำนวนตอน : 136 ตอน
อัปเดตล่าสุด :  10 เม.ย. 64 / 23:30 น.
นิยาย My Mind: ǧ ǧ( 1 6 ͧͧǡⴹ㨹硴)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องราวของชีวิตพลิกผันของเด็กสาวที่เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและฐานะต้องมาตาบอดจากอุบัติเหตุ  

sds

ออมรู้สึกว่าในโลกมืดของเธอยังมีแสงสว่างที่ส่องนำทางให้เธอก้าวย่างได้อย่างมั่นใจ

และหวังว่าแสงนี้จะนำพาเธอไปตลอดเส้นทาง  

นิยายเรื่องนี้.. แม้จะเป็นเรื่องราวของผู้หญิง 2 คนเป็นรักใสสะอาดที่ท่านจะรู้สึกว่า เถ้าป็นคุณเองก็คงอดที่จะตกหลุมรักใครอีกคนโดยไม่คิดว่าเขาจะเป็นเพศใด  นิยายเรื่องนี้จึงเหมาะกับนักอ่านที่ชอบแนวละมุนอบอุ่นหัวใจ  หรือ ท่านที่อยากชาร์จแบตเติมกำลังใจให้ตนเอง..

....

ดวงตาอาจจะมีความสำคัญในการมองเห็นแต่ ‘ใจ’ สามารถเห็นได้มากกว่าตาเสียอีก 

ถึงตาคุณจะบอดคุณก็แค่ไม่เห็นภาพต่างๆแต่ถ้า ‘ใจคุณบอด’ ต่อให้คุณตาดีคุณก็จะไม่เห็นอะไรเลย 

                                                                  ....


“การปกปิดความรู้สึกมันเป็นวิธีของพี่มายด์ แต่การเปิดเผยความรู้สึกมันก็เป็นวิธีของออมเช่นกัน เราต่างคนต่างเลือกในสิ่งที่เราพอใจที่จะทำ..

.. ปรกติออมเป็นคนรักษาคำพูด รักษาสัญญา ควบคุมความคิดและการกระทำของตนเองได้อย่างดี แต่พี่มายด์รู้ไหมคะตั้งแต่ออมสนิทกับพี่ ออมกลับรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้แทบไม่ได้เลย” ออมพูดออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ

..แม้กระทั่งตอนนี้ออมลงมาที่นี่ บอกใจที่ไม่รักดีให้รอเจอพี่พรุ่งนี้เช้าก็ได้ แต่ใจมันก็ชวนแขน ชวนขา ให้เดินมาเคาะประตูห้องนี้  แล้วไอ้ใจที่ไม่ยอมเชื่อฟังนี้มันกำลังบอกออมว่า..    ”

หมดสิ้นแล้วความยับยั้งชั่งใจหน้าหวานเคลื่อนเข้ามาหาหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างกันบนเตียง  เจ้าของใจที่ไม่รักดีพูดเบาๆ ออกมาว่า

“ใจมันบอกว่า..  รักเหลือเกิน..”

--------------------------------

   นิยายเรื่องนี้อาจจะ ไม่มี หลายๆ อย่างที่ คุณคุ้นเคย ตามที่พบเห็นในนิยาย

   ก็เชื่อว่า  "มีบางอย่าง" ที่เมื่อคุณอ่านแล้วจะ "ไม่รู้สึก" ว่าเสียดายเวลาอ่าน

                                                            


จากการเข้าร่วมประกวดนิยาย ทุกเรื่องที่ได้รับการคัดเลือกว่าแหวกแนวล้วนเป็นแนวแฟนตาซีทั้งสิ้น

แต่เรื่องนี้.. เป็นแนว girls' love  ที่เราไม่คิดว่ากรรมการจะเลือกด้วยซ้ำไปแต่ก็อยากส่งไปอยู่ดี
กรรมการเลือกให้ผ่าน.. ด้วยว่ามีความแตกต่างจากเรื่องทั่วไปที่น่าสนใจในประเด็นที่ไม่มีนักเขียนกล้าเขียน  

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเป็นแนวหญิงรักหญิง ซึ่งในความเป็นจริงแนวรักเพศเดียวกันจะถูกปัดตกเสียมากกว่า
เหตุผลที่ผ่านนั้น.. ทำให้ผู้เขียนปลาบปลื้มจนต้องอ่านความเห็นของกรรมการซ้ำแล้วซ้ำอีกไปแรมเดือน


และดีใจว่า..  อย่างน้อยก็มีผู้มากประสบการณ์เห็นคุณค่าของเรื่องนี้โดยมองข้ามเรื่องของเพศกำหนด


ถ้าท่านอยากทราบว่าเรื่องนี้ โดนใจกรรมการอย่างไร... คงต้องลองอ่านดูนะคะ 



sds

 

มี  eBook น้องออมกับพี่มายด์ โหลดอ่านฟรีต้อนรับ COVID19  สามารถกดโหลดได้นะคะ

            เป็นฉบับเวอร์ชั่นแรกที่อัปโหลดให้อ่านในเด็กดีนี้ที่ได้กดปิดการอ่านไว้ เนื่องจากจะปรับแก้ทำเป็น e book ฉบับที่ท่านกำลังอ่านอยู่เป็นเวอร์ชันสองที่รีไรท์ครั้งใหญ่   สำหรับท่านที่ไม่เคยใช้งานของ MEB  ท่านต้องไปโหลดแอ๊ปของเขาลงเครื่องก่อน ถึงจะเข้าอ่านได้นะคะ ก็ไม่ยุ่งยากเลยค่ะและไม่มีค่าใช้จ่ายเลย

                     ขอแบ่งปันนิยายที่ไม่เหมือนเรื่องใดๆ แด่คุณนักอ่าน ด้วยความยินดียิ่ง จากผู้เขียนนะคะ 


http://image.dek-d.com/27/0346/2427/116239511




http://s11.flagcounter.com/more/SUbJ/

{ winter dark theme }

สารบัญ 136 ตอน อัปเดตล่าสุด 10 เม.ย. 64 / 23:30136 ตอน

ตอน
ชื่อตอน
สถานะ
อัปเดตล่าสุด

ผลงานอื่นๆ ของ ริญญดา

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...
2

วิจารณ์จาก MrPoseidonSon


อันดับแรก ผมต้องขอบอกก่อนว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะทำให้นิยายของคุณเสื่อมเสีย คำวิจารณ์ทั้งหมด มาจากความคิดของผู้วิจารณ์ นั่นก็คือ MrPoseidonSon แต่เพียงผู้เดียว ถ้าคำวิจารณ์นี้ ทำให้ผู้เขียนนิยายรู้สึกแย่ ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ

ตลอดเวลาเกือบ 5 ปีที่ทุกครั้งเวลาผมเข้าเวปเด็กดี ผมจะรู้สึกถึงหน้าที่ที่ผมต้องทำให้กับนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเกือบทุกครั้ง ผมก็จะพยายามมองข้ามแล้วปล่อยมันไป แบบ...ไม่ต้องทำก็ได้นะ ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรก็ตาม มันแปลกที่ guilty ก็ยังเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อผมเข้ามาที่เวป ดังนั้น แม้ว่าเจ้าของนิยายอาจไม่ต้องการคำวิจารณ์อีกแล้ว แต่ผมขอลบความรู้สึก guilty ที่เกิดขึ้นด้วยการทำงานชิ้นนี้ให้เต็มที่นะครับ

เรื่องย่อ
ความใจร้อนของออม ที่ทำให้สูญเสียแม่และดวงตาของตนเองในอุบัติเหตุเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จัก มายด์ ฝ่ายสนับสนุนนิสิตพิการ ที่พ่อเธอจ้างมาเพื่อให้มาสอนและดูแลออมในการดำเนินชีวิตหลังจากนี้ หลังจากที่ ออมได้รู้จักมายด์ เธอได้มีความรู้สึกที่ดีให้กัน แต่ด้วยเพศสภาพที่เหมือนกัน อาจกำลังทำให้ความรักครั้งนี้มีปัญหา...ติดตามเรื่องราวได้ในเรื่องครับ

โครงเรื่อง
ผู้เขียนเริ่มด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่เป็นผลกระทบต่อเส้นเรื่องหลัก วิธีการนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมใช้ ทำให้มีความตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผู้เขียนกระชับเรื่องราวหลังจากอุบัติเหตุภายใน 3 ตอนแรก ถึงแม้ว่าจะบรรยายความรู้สึกสูญเสียของออมบ้าง แต่กระนั้น 3 ตอนนี้ ยังไม่สามารถทำให้ผมรู้จักตัวละครได้ดีมากเท่าไหร่ (ผมจะไปอธิบายจุดนี้เพิ่มเติมตรงหัวข้อ ตัวละคร นะครับ) หลังจากที่เรื่องดำเนินได้มาสักพัก ผมเริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวค่อนข้างเป็นเส้นตรง อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของเรื่องราวกลับอยู่ที่ความรู้ในการดูแลผู้พิการทางสายตาและความละมุนของการใช้ชีวิตซะมากกว่า ซึ่งองค์ประกอบของสองสิ่งนี้นำไปสู่เป้าหมายของเส้นเรื่องนั่นก็คือ ความรัก ผมรู้สึกว่าผู้เขียนได้แทรกความรู้สึกของออมและมายด์ได้ค่อนข้างละเมียดทีเดียวครับ ไม่ได้ยัดเยียดว่า ฉันรักแล้ว แต่ทำให้ตัวละครรู้สึกเรื่อย ๆ จนมาถึงความขัดแย้งในอารมณ์ ถึงแม้ผู้เขียนจะมีปมขึ้นมาให้เห็น แต่ผมมองว่ามันเป็นแค่สถานการณ์หนึ่งเท่านั้น เพราะจุดนี้ผมคาดหวังจะเห็นความขัดแย้ง อยากเห็นดราม่าที่จะกระชากอารมณ์ เห็นความเจ็บปวดจนตระหนักได้ว่า นี่แหละความรัก ซึ่งอาจจะทำให้นิยายมีโทนสีมากขึ้น เพราะนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ โทนเรื่องค่อนข้างสะอาดจนผมรู้สึกว่า อะไรบางอย่างมันขาดหายไป
(ผมแนะนำให้ลองใส่ตัวละครผู้ชายอีกตัวในฐานะแฟนมายด์ลงไป จะมีอะไร ๆ สนุกรออยู่มากมาย นอกจากความรู้ที่จะได้จากนิยายเรื่องนี้เลยครับ)

ตัวละคร
ความเชื่อมั่นในตัวเองที่สูงจนเกินไปทำให้ตัวละครที่ชื่อ ออม เกิดอุบัติเหตุ ผู้เขียนดึงบุคลิกของคนในสังคมยุคปัจจุบันมาในนิยายได้ค่อนข้างดีครับ หลาย ๆ ครั้งของอุบัติเหตุเกิดมาจากความประมาท และความประมาทนี่แหละที่มาจากความมั่นใจจนเกินไป หลังจากเหตุการณ์ของอุบัติเหตุผ่านไป ทำให้เธอกลายเป็นผู้พิการทางสายตา จังหวะชีวิตแบบนี้ของเด็กอายุวัยนี้ ถือเป็นแรงกดดันค่อนข้างมากนะครับ และสำหรับผม รู้สึกว่าผู้เขียนยังไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความกดดันมากพอให้กับ ออม ให้เห็นอย่างเด่นชัด เราแค่รับรู้ว่า ออมรู้สึกแย่และทำร้ายตัวเอง แต่ภาพที่ออกมายังไม่ชัดแจ้งดั่งแสงตะวัน
นอกจากคำบรรยายไม่กี่บท นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกว่าแค่บทบรรยายในความเชื่อมั่นของออมในตอนแรก อาจจะยังไม่มากพอที่จะทำให้ผมรู้จักออมได้แบบนั้นจริง ๆ ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบระหว่าง “ออม” ก่อนอุบัติเหตุและ “ออม” หลังอุบัติเหตุ ผมมองว่าไม่สมเหตุสมผลในความใจร้อนเลยทีเดียว เพราะหลังจากรู้จักออมหลังอุบัติเหตุ ตัวละครนี้น่ารักเลยทีเดียว น่าจะได้รับความรักและการอมรมมาเป็นอย่างดี แต่พอตัดภาพมาที่อุบัติเหตุต้นเรื่องปุ๊บ ทำไมคนนี้ถึงได้ใจร้อนมากเพียงนี้ พอจะนึกออกใช่ไหมครับ ดังนั้นควรจะมีสตอรี่มาให้เห็นบ้าง อาจจะบรรยายผ่านบทใดบทหนึ่งของนิยายก็ได้ครับ คล้ายภาพ flashback อะไรแบบนี้
และสืบเนื่องมาจากนิสัย ออม ต้นเรื่อง ผมคาดหวังที่จะเห็นอารมณ์ของความรักที่พลุ่งพล่านแบบนั้นในตอนท้าย ๆ เรื่องเหมือนกัน แต่ก็ยังมองไม่เห็น รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้เปลี่ยนตัวตน จากหน้ามือเป็นหลังมือ ในแง่การพัฒนาการของตัวละคร ผมมองว่ามันปุ๊บปั๊บไป ยังไม่ real พอ

มายด์ ถือเป็นตัวละครที่มีสุขุมและรอบคอบพอตัว สามารถสังเกตได้จากวิธีการเลือกรับงาน เธอไม่ได้ใช้ เงิน เป็นตัวตั้ง หากแต่เธอประเมินแล้วว่า สิ่งที่เธอทำไปจะไม่เสียแรงเปล่าและสามารถช่วยใครสักคนให้มีความหวัง ทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นแรร์ไอเท็มในสังคมยุคปัจจุบันจริง ๆ ครับ ดังนั้น มายด์คือตัวละครที่ค่อนข้างแบน ไม่ซับซ้อนและค่อนข้างอ่านง่าย แม้บางครั้งจะมีโมเมนต์ของการยับยั้งชั่งใจ แต่ก็ไม่ได้น่าแปลกใจมากนัก

ส่วนตัวละครอื่น ๆ เช่น พ่อของออม หรือแม่ ของออม คาแร็กเตอร์มาไม่หวือหวามากมายครับ เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ จึงไม่แปลกใจที่มีลูกสาวแบบ มายด์และออมได้ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะชักจูงให้ผู้อ่านคิดว่า พ่อของออมมีความรู้สึกต่อมายด์แบบใด แต่ท้ายสุด ตัวละครนี้ก็ยังราบเรียบเหมือนเดิม

โดยปกติแล้ว นิยายที่มีจำนวนตัวละครน้อยแบบนี้ จะทำให้เราสามารถโฟกัสความซับซ้อนของตัวละครได้ชัดมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า ตัวละครกลม แต่ในเรื่องนี้ ผมอาจต้องพูดว่าตัวละครสำคัญในเรื่องค่อนข้างเป็นระนาบเดียวกันหมด ไม่ค่อยได้เห็นความผันผวนของอารมณ์มากนัก เลยทำให้ตัวละครเหมือนกระดาษที่มีโทนสีเพียง 1-2 โทน

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เขียนสนใจนะครับ ผมมีทฤษฎีหนึ่งแนะนำโดยที่ไม่ต้องยุ่งกับนิยายมากนัก ตัวละครที่จะทำให้ ออม มีความซับซ้อนมากขึ้น ก็คือ พี่ดอม ผู้เขียนสามารถเพิ่มบทของผู้ชายคนนี้เข้าไปได้ช่วงแรกของนิยาย แล้วก็นำเขาออกไปจากนิยายได้ในช่วงแรกเช่นกัน อาจจะให้เขากลับมาดูแลออมช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วทำให้เขาคิดว่าออมก่อนหน้านี้กับตอนนี้ต่างกัน ผมว่าสนุกแน่ เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจตัวตนของออมมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับนิยายส่วนหลังเลยครับ ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้น้ำหนักของการหายตัวไป ของดอม ดูมีเหตุผลมากอีกด้วย

การใช้ภาษา
ภาษาในนิยายเรื่องนี้ เป็นภาษาเรียบง่าย มีสำนวนประปรายในแต่ละบท อาจจะไม่ใช่นิยายที่มีคำบรรยายมาสเตอร์พีชเท่าไหร่ แต่ข้อดีก็คือ ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจบทบรรยายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดสำคัญต่าง ๆ ของแต่ละตอนได้ค่อนข้างไว However, according to my opinion…คำฟุ่มเฟื่อยหรือคำซ้ำ มีค่อนข้างถี่ ทำให้ผมลดความสนใจในแต่ละตอนได้ประมาณหนึ่ง และเท่าที่เห็น ผู้เขียนไม่ได้ re-write นิยาย ดังนั้นผมเลยค่อนข้างแน่ใจว่า นิยายเรื่องนี้น่าจะไม่ได้ถูกต่อยอดในการทำเป็นรูปเล่มหรือเพื่อการพาณิชย์แต่งอย่างใด ผมรู้สึกเสียดายเล็กน้อยครับ เพราะมีองค์ความรู้บางอย่างที่ดีในนิยายนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลใกล้ตัวของผู้พิการทางด้านสายตา

แก่นเรื่อง
ผู้เขียนมีข้อคิดดี ๆ ผ่านตัวละครมาเป็นระยะ ทำให้นิยายเรื่องนี้ เป็นนิยายที่ดีเรื่องหนึ่ง นี่ยังไม่นับความรู้ของการดูแลผู้พิการทางด้านสายตานะครับ อย่างไรก็ตาม ผมยังได้ข้อคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเข้าใจและการให้กำลังใจ ปมของตัวเอกของเรื่องที่เจอหนักมากครับ แต่เพราะความเข้าใจจากคนรอบข้าง ความรักของคนในครอบครัว ทำให้เธอผู้นี้สามารถผ่านอุปสรรคที่หนักอึ้งไปได้ ซึ่งในสังคมยุคปัจจุบัน มีคนท้อแท้ในชีวิต เราเห็นว่ามีข่าวการฆ่าตัวตาย ข่าวเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นนิยายเรื่องนี้ ถ้าได้ต่อยอด จะเป็นนิยายน้ำดีเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้บุคคลที่ท้อแท้สิ้นหวังตระหนักว่า หากยังไม่สิ้นหวัง ยังมีความหวังรออยู่เบื้องหน้าครับ....


>>อ่านต่อ
1

แหวกแนวนิยายรักทั่วไป ที่จะทำให้คุณไม่สิ้นศรัทธาในคำว่า 'รัก'

1. โครงเรื่อง : จากเด็กสาวผู้มีพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ และ รูปสมบัติ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งย่างเข้าสู่วัยสาว (ยี่สิบต้นๆ) แล้ววันหนึ่งเธอก็ต้องมาสูญเสียดวงตา และบุคคลอันเป็นที่รักไปในเวลาเดียวกัน แต่นั่นไม่ร้ายเท่า ความตายที่คร่าชีวิตแม่ของเธอไปนั้น มันเกิดจากความประมาทของเธอแต่เพียงผู้เดียว แล้วแบบนี้เธอจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อความสมบูรณ์แบบที่เคยมีและความรักความเมตาที่เคยได้รับจากแม่บังเกิดกล้าได้เลือนหายไปพร้อมๆกัน ทว่าในความโชคร้ายที่เธอเชื่อว่าร้ายแรงที่สุดในชีวิตที่เคยพบเจอมา มันก็ยังหลงเหลือความโชคดีอยู่บ้าง นั่นคือเธอมีพ่อที่รัก ห่วงหาอาทร และเป็นกำลังใจให้เธอเสมอมา อีกทั้งยังพร้อมที่จะเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่เคยขาดหายไปจากชีวิตเธอให้กลับมาสมบูรณ์พร้อมดังเดิม แม้วันนี้ดวงตาของเธอจะยังมืดบอดอยู่ แต่พี่เลี้ยงที่พ่อเธอส่งมาให้ยารักษากายให้เธอสู้ต่อไป และเป็นดังแสงสว่างนำทางใจให้เธอผ่านพ้นความมืดมนไปได้อย่างราบรื่น

การซึมซับคุณงามความดี และยอมรับทัศนคติเชิงบวกของพี่เลี้ยงสาวได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ยิ่งทำให้เธอรู้สึกพิเศษกับพี่เลี้ยงมากยิ่งขึ้น ความผูกพันที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความรู้สึกมากมาย ทั้งอยากอยู่ใกล้ อยากพูดคุย อยากพบเจอ อยากทำมากกว่ากอด เธอเข้าใจมาโดยตลอดว่าความรู้สึกเหล่านั้นเรียกว่าอะไร แต่พี่เลี้ยงของเธอกลับไม่ยอมจำนนเช่นเธอนี่สิ แล้วแบบนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวตาบอดอย่าเธอกับพี่เลี้ยงสาวเจ้าแม่หลักการจะลงเอยเช่นไร รักหรือไม่ ช่วยตอบที

2. ตัวละคร: ในที่นี้ขอพูดถึงตัวละครหลักๆสามตัวที่เราคิดว่าพอจะจับอารมณ์ของเขาและเธอเหล่านั้นได้ จะว่าไปแล้ว ตัวละครหลักๆก็มีสามตัวจริงๆนั่นแหล่ะ

                ออม : ขอเรียกเธอคนนี้ว่าเป็นตัวเอกลำดับที่หนึ่งของเรื่อง ผู้สูญเสียดวงตาและแม่ไปพร้อมๆกัน และเธอยังเป็นต้นเหตุทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมายในชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง ตอนแรกๆบอกได้เลยว่าเธอขี้โวยวาย อ่อนแอ และไร้เหตุผล แต่ตอนหลังๆกลับกลายเป็นคนขี้อ้อน แข็งแรง และออกแนวโหดนิดๆ เรารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้มีอารมณ์แปรปรวนสุดๆ ไม่ค่อยคงที่สักเท่าไหร่ เดี๋ยวร่าเริง เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวโกรธ ทั้งที่เรื่องบางเรื่องไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ แต่เธอก็สามารถนำมาเป็นอารมณ์ในการเกรี้ยวกราดได้ซะงั้น อาจเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้นซึ่งนำมาด้วยความสูญเสียจึงส่งผลให้อารมณ์ของเธอแปรปรวน

                มายด์ : ขอเรียกเธอคนนี้ว่าเป็นตัวเอกลำดับที่สองของเรื่อง รับบทเป็นพี่เลี้ยงผู้มีจิตใจเอื้ออารีต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเธอเข้ามาชโลมใจตัวเอกลำดับที่หนึ่งให้ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางที่มืดบอด ขอบอกเลยว่า อ่านลักษณะนิสัยและการกระทำของผู้หญิงคนนี้ในตอนต้นๆแล้วรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่ห้าวๆลุยๆ มั่นใจในตัวเองสูง และใจดีมีเมตตา แต่พออ่านไปอ่านมาในบทท้ายๆกลับกลายเป็นว่าเธอเป็นคนอ่อนโยน ไม่มั่นคง แถมยังอ่อนไหวง่ายอีกต่างหาก

ตอนกลางเรื่องไปจนท้ายเรื่องเรามีความรู้สึกว่าตัวละครเอกทั้งสองมีนิสัยใจคอรวมถึงการกระทำแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ราวกับเป็นคนเดียวกันแน่ะ ต่างกันนิดๆก็ตรงที่ออมออกอาการเอาแต่ใจและเริ่มรุกหนักขึ้นพอสมควร แต่ก็สามารถแยกแยะหรือเอาใจเขามาใส่ใจเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่มายด์ก็แลดูจะพูดน้อยลงไปมาก และออกอากาสับสนจนหลุดมาดนักจิตวิทยาสาววัยใกล้เลขสามบ่อยๆ บอกเลยว่า ตอนที่สองสาวเค้ากุ๊กกิ๊กกัน แทบแยกนิสัยใจคอไม่ออกเลยว่าใครออมใครมายด์ เราว่ามายด์น่าจะนิ่งกว่านี้นะ จะได้สมเป็นผู้ใหญ่ และเป็นเรื่องยากสำหรับออมที่จะพูดหรือแสดงความต้องการของตนลงไป

              คุณพ่อ : สารภาพจากใจจริง นี่ถ้าคุณไม่เขียนเอาไว้ว่า แม่ของออมอายุปาเข้าไปจะห้าสิบปีแล้ว เราคงคิดว่าพ่อของออมคงจะอายุไม่เกินสี่สิบ อ่านๆไปแล้วรู้สึกว่าคุณพ่อคนนี้ยังดูหนุ่มและหล่อมากถึงมากที่สุด จนสามารถนำมาเป็นพระเอกของเรื่องได้เลย เพราะนอกจากท่านจะอบอุ่น ใจดี มีเมตาแล้ว ท่านยังแอบมีมุขเด็ดๆหรือคำพูดแปลกๆมายอกเย้าสองสาวให้ขำเล่นๆอีกต่างหาก ที่สำคัญ ท่านยังมีสายตาระยิบระยับต่อพี่เลี้ยงของลูกสาวซะด้วยสิ สรุปว่าคาแร็กเตอร์คุณพ่อเหมาะสมโดนใจอาจจะไม่ค่อยสมวัยไปบ้างแต่ก็สมควรให้อภัยในความพอเหมาะพอดีกับบทบาทที่ได้รับ และการถ่ายทอดอารมณ์ที่มีความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่แปรปรวน ไม่ขึ้นๆลงๆ ถือว่าเป็นตัวละครที่เขียนออกมาได้ดีและน่าประทับใจมากค่ะ

3. การใช้ภาษา: อ่านจากภาพรวมทั้งหมดแล้ว บอกได้คำเดียวว่าคุณแต่งได้ดีมาก อีกทั้งภาษาที่ใช้ก็ง่ายๆ ไม่มีคำหรือประโยคพิเศษที่ทำให้อ่านแล้วไม่เข้าใจ สำนวนภาษาก็ดี ลำดับเหตุการณ์ได้ต่อเนื่อง ลื่นไหล ไม่วกวน เนื้อหาอาจจะหนักในช่วงแรก แต่ก็ผ่อนคลายในช่วงหลัง โดยรวมแล้วถือว่าเขียนออกมาได้เป็นธรรมชาติดี ไม่เหมือนกับการอ่านนิยาย แต่เหมือนกับการได้เห็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริงในสังคมโดยมีเด็กสาวตาบอดเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวซะมากกว่า เราว่าหายากนะ ที่ใครสักคนจะเขียนตัวละครสักตัวให้มีชีวิต และคุณริญญดาก็คือบุคคลที่หาตัวจับยากในวงการงานเขียนเลยก็ว่าได้ รักษาและพัฒนางานเขียนดีๆต่อไปนะคะ

คำแนะนำเพิ่มเติม

เรื่องนี้แปลกแหวกแนวทั้งด้านความรักและการจรรโลงใจคนตาดีที่ต้องกลายมาเป็นคนตาบอดก็จริง แต่เรามีความรู้สึกว่าช่วงต้นๆเรื่องคุณมีการนำเสนอชีวประวัติของบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางสายตาเข้ามาแทรกมากเกินไปสักนิด จนช่วงแรกเราคิดว่าตัวเองกำลังอ่านสารคดีบุคคลสำคัญหรือบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่มีลักษณะพิเศษมากกว่ากำลังนั่งอ่านนิยาย ดังนั้นในช่วงต้นเรื่องจึงไม่ค่อยดึงดูดให้อยากอ่านสักเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่ได้ ไม่ใช่นิยายที่คุณแต่ง แต่เป็นประวัติคนสำคัญที่นักอ่านสามารถหามาอ่านได้ตามอินเทอร์เน็ต แต่ถึงแม้ช่วงต้นเรื่องคุณจะเน้นหนักไปทางบุคคลสำคัญมากกว่าตัวละครก็จริง แต่ข้อมูลที่คุณลงไว้ก็เป็นประโยชน์ และเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนตาดีหลายๆคน (โดยเฉพาะเรา) ที่ยังไม่เคยรู้จักอีกโลกแห่งความมืดมิดของคนบกพร่องทางสายตา ทว่าร่างกายและจิตใจของเค้ากลับสว่างสดใสยิ่งกว่าคนตาดีบางคนซะอีก นอกจากนี้การค่อยๆสอดแทรกประวัติคนสำคัญที่มีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง โดยไม่ใส่รายละเอียดลงไปหมดในบทเดียว จะง่ายต่อการทำความเข้าใจ และนักอ่านจะไม่เคร่งเครียดกับเนื้อหามากจนเกินไป ช่วยให้นักอ่านผ่อนคลายอารมณ์หนักๆลง จนเกิดความอยากรู้และอยากติดตามอ่านเนื้อหาของเรื่องต่อไปเรื่อยๆ

พอจบความตึงเครียดและแรงบีบอัดจนแน่นของประวัติบุคคลสำคัญอันเกี่ยวข้อกับเนื้อเรื่องไป ช่วงกลางๆไปจนกระทั่งจบเรื่องก็เต็มไปด้วยความหวานละมุน อบอุ่นหัวใจ เชื่อว่านักอ่านหลายๆคนที่อ่านพ้นบทที่แปดไปได้ คงจะหายหน้านิ่วคิ้วขมวดลงได้ และหันมายิ้มแก้มปริกันทั่วหน้า เพราะสิ่งที่คุณๆทั้งหลายจะได้รับคือความน่ารักกุ๊กกิ๊กระหว่างตัวเอกลำดับที่หนึ่งและสอง 

บทที่3 (ได้เวลาทำใจ) ฉากที่ออมคิดน้อยใจโชคชะตาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เราคิดว่าน่าจะใส่เป็นเสียงเอะอะโวยวายอย่างถึงที่สุดมากกว่าการนั่งคิดไปเองนะ เพราะคนที่กำลังทุกข์ ขาดสติ และคิดว่าตัวเองขาดที่พึ่ง มักจะโวยวายหรือระบายออกมาจนสุดเสียง ไม่ใช่ทำลายข้าวของจนพังไปข้างแต่กลับมานั่งคิดน้อยใจโชคชะตา แบบว่า การกระทำกับอารมณ์แปรปรวนมันกำลังสวนทางกัน

            บทที่45 (จำนนใจ...) สงสัยจังเลยค่ะว่า ตัวเอียงที่คุณใส่ลงไป สื่อความหมายว่าอะไร เป็นความคิดหรือว่าเป็นอะไร ไม่เห็นระบุหรือใส่คำอธิบายไว้เลย จู่ๆคำพูดของอีกคนก็เอียงแต่อีกคนก็ปกติดี อ่านแล้วงงๆ เหมือนบทพูดกับเนื้อเรื่องที่ดำเนินอยู่ ณ ขณะนั้น เป็นคนละฉากกัน

ดูเหมือนว่าบทสุดท้ายซึ่งเป็นบทสรุปของความรักครั้งนี้ คุณริญญดาจะมีการเล่าเรื่องหรือลำดับเหตุการณ์ที่ค่อนข้างโดดไปโดดมาอยู่มากเลยค่ะ อารมณ์ของตัวละครทั้งสองค่อนข้างวกวน นอกจากนี้ความคิดความอ่านของตัวละคร ก็ออกแนวกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ อ่านแล้วรู้สึกว่าอารมณ์กับเนื้อหาขาดความต่อเนื่อง ขาดความสัมพันธ์กัน และออกจะยืดเยื้อไปหน่อย ถ้าเป็นไปได้ก็ตัดความคิดซ้ำๆของตัวละครออกไปบ้างก็ได้ค่ะ

เราคิดว่าความรักของคนทั้งคู่เกิดขึ้นเร็วเกินไป แม้จะเป็นความรักฉันพี่น้องและค่อยๆแปรเปลี่ยนไปเป็นชู้สาวก็ตามที เราจึงอยากให้คุณเอ่ยถึงผู้ชายที่เคยเป็นแฟนออมเข้ามาร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอ ดึงความเป็นชายและนิสัยที่แท้จริงของเค้าออกมาเปรียบเทียบกับมายด์ เพื่อให้นักอ่านได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งของเพศตรงข้าม ว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ถึงทำให้ออมเปลี่ยนใจไปชอบเพศเดียวกันได้โดยไม่มีเงื่อนไข ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปี ถ้าทำแบบนี้เราคิดว่ามันน่าจะดูสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น

4. แก่นเรื่อง: โดยรวมของเรื่องนี้ตามที่เราเข้าใจ นักเขียนน่าจะต้องการขอเป็นส่วนหนึ่งในกำลังใจ หรือเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับใครหลายๆคนที่เคยตาดี แล้วจู่ๆต้องกลายเป็นคนตาบอด ให้ลองหันมามองโลกในอีกหลายๆแง่มุม เพื่อดำรงชีวิตต่อไป แม้จะไร้ซึ่งสายตาในการนำทาง แต่ไม่จำเป็นว่าคนคนนั้นต้องทำให้หัวใจตนต้องมืดบอดไปพร้อมๆกับดวงตา นอกจากนี้การที่นักเขียนไม่ใช้พี่เลี้ยงที่เป็นผู้ชายมาดูแลหญิงตาบอด ก็เพราะผู้เขียนน่าจะจงใจและคิดในแง่ความเป็นจริงที่ว่า คนตาบอดเป็นหญิงยังไงซะพ่อแม่ก็ต้องหาพี่เลี้ยงที่เป็นหญิงสิถึงจะถูก ไม่ใช่จับผู้ชายมาดูแลลูกสาว อยู่มาวันหนึ่งตานางเอกหายบอด พระนางได้รักกัน และนิยายก็จบบริบูรณ์ ทว่าเรื่องนี้ต้องการสะท้อนถึงความเป็นจริงในสังคมที่ว่า หญิงตาบอดก็ย่อมมีคนดูแลเป็นหญิงเช่นกัน ซึ่งการดูแลไม่ใช่แค่การจับจูงคนบกพร่องทางสายตาให้เดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่ชนข้าวของ แต่เป็นการฝึกทักษะและประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆให้สามารถใช้งานได้คล่องแคล้วมากยิ่งขึ้น เพื่อทดแทนประสาทการมองเห็นที่ขาดหายไปต่างหาก นอกเหนือจากนี้สิ่งที่มากกว่าคำว่าพี่เลี้ยงกับเด็กตาบอด นั้นคือความรักที่เกิดขึ้นกับใจคนสองคน ซึ่งมันไม่ใช่ความเพ้อฝันทางความคิด มันไม่ใช่สิ่งผิด หรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทว่ามันเป็นแรงศรัทธาในรักของหัวใจสองดวงนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นหญิงกับชาย ชายกับชาย หรือ หญิงกับหญิง ทุกคนย่อมมีความรักต่อกันได้ หากทั้งสองฝ่ายเปิดใจยอมรับมัน และคนสองคนที่มีทั้งเพศและหัวใจที่ตรงกันจะยอมรับความรู้สึกของตนและคนที่ตนรักได้หรือไม่ นักอ่านทั้งหลายคงต้องตามลุ้นตามเป็นกำลังใจให้เธอทั้งสองได้ใน ‘My Mind : ดวงตา ณ ดวงใจ

นิยายเรื่องนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนสังคมของโลกมืดและโลกสว่าง รวมไปถึงความรักหลากหลายรสที่ก่อเกิดกับคนหลากหลายเพศได้เป็นอย่างดี อ่านแล้วรู้สึกประทับใจแนวความคิดของนักเขียนมากค่ะ นอกจากคุณจะมีส่วนในการเปิดโลกทัศน์ของนักอ่านที่สมบูรณ์พร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจ ให้รู้จักอีกมุมมองหนึ่งของบุคคลผู้มีความบกพร่องทางด้านร่างกายแล้ว นิยายเรื่องนี้ยังเป็นอีกหนึ่งแรงกำลังใจให้ผู้บกพร่องทางกายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ตา หู ปาก หรือใจบอด ฯลฯ ได้เรียนรู้การมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าผ่านทัศนคติอันสวยงามไร้พิษภัยของตัวละครทั้งหมด...

 

>>อ่านต่อ
ดูทั้งหมด(2)

คำนิยม Top

"วิจารณ์จาก MrPoseidonSon"

(แจ้งลบ)

อันดับแรก ผมต้องขอบอกก่อนว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะทำให้นิยายของคุณเสื่อมเสีย คำวิจารณ์ทั้งหมด มาจากความคิดของผู้วิ... อ่านต่อ

อันดับแรก ผมต้องขอบอกก่อนว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะทำให้นิยายของคุณเสื่อมเสีย คำวิจารณ์ทั้งหมด มาจากความคิดของผู้วิจารณ์ นั่นก็คือ MrPoseidonSon แต่เพียงผู้เดียว ถ้าคำวิจารณ์นี้ ทำให้ผู้เขียนนิยายรู้สึกแย่ ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ตลอดเวลาเกือบ 5 ปีที่ทุกครั้งเวลาผมเข้าเวปเด็กดี ผมจะรู้สึกถึงหน้าที่ที่ผมต้องทำให้กับนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเกือบทุกครั้ง ผมก็จะพยายามมองข้ามแล้วปล่อยมันไป แบบ...ไม่ต้องทำก็ได้นะ ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรก็ตาม มันแปลกที่ guilty ก็ยังเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อผมเข้ามาที่เวป ดังนั้น แม้ว่าเจ้าของนิยายอาจไม่ต้องการคำวิจารณ์อีกแล้ว แต่ผมขอลบความรู้สึก guilty ที่เกิดขึ้นด้วยการทำงานชิ้นนี้ให้เต็มที่นะครับ เรื่องย่อ ความใจร้อนของออม ที่ทำให้สูญเสียแม่และดวงตาของตนเองในอุบัติเหตุเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จัก มายด์ ฝ่ายสนับสนุนนิสิตพิการ ที่พ่อเธอจ้างมาเพื่อให้มาสอนและดูแลออมในการดำเนินชีวิตหลังจากนี้ หลังจากที่ ออมได้รู้จักมายด์ เธอได้มีความรู้สึกที่ดีให้กัน แต่ด้วยเพศสภาพที่เหมือนกัน อาจกำลังทำให้ความรักครั้งนี้มีปัญหา...ติดตามเรื่องราวได้ในเรื่องครับ โครงเรื่อง ผู้เขียนเริ่มด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่เป็นผลกระทบต่อเส้นเรื่องหลัก วิธีการนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมใช้ ทำให้มีความตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผู้เขียนกระชับเรื่องราวหลังจากอุบัติเหตุภายใน 3 ตอนแรก ถึงแม้ว่าจะบรรยายความรู้สึกสูญเสียของออมบ้าง แต่กระนั้น 3 ตอนนี้ ยังไม่สามารถทำให้ผมรู้จักตัวละครได้ดีมากเท่าไหร่ (ผมจะไปอธิบายจุดนี้เพิ่มเติมตรงหัวข้อ ตัวละคร นะครับ) หลังจากที่เรื่องดำเนินได้มาสักพัก ผมเริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวค่อนข้างเป็นเส้นตรง อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของเรื่องราวกลับอยู่ที่ความรู้ในการดูแลผู้พิการทางสายตาและความละมุนของการใช้ชีวิตซะมากกว่า ซึ่งองค์ประกอบของสองสิ่งนี้นำไปสู่เป้าหมายของเส้นเรื่องนั่นก็คือ ความรัก ผมรู้สึกว่าผู้เขียนได้แทรกความรู้สึกของออมและมายด์ได้ค่อนข้างละเมียดทีเดียวครับ ไม่ได้ยัดเยียดว่า ฉันรักแล้ว แต่ทำให้ตัวละครรู้สึกเรื่อย ๆ จนมาถึงความขัดแย้งในอารมณ์ ถึงแม้ผู้เขียนจะมีปมขึ้นมาให้เห็น แต่ผมมองว่ามันเป็นแค่สถานการณ์หนึ่งเท่านั้น เพราะจุดนี้ผมคาดหวังจะเห็นความขัดแย้ง อยากเห็นดราม่าที่จะกระชากอารมณ์ เห็นความเจ็บปวดจนตระหนักได้ว่า นี่แหละความรัก ซึ่งอาจจะทำให้นิยายมีโทนสีมากขึ้น เพราะนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ โทนเรื่องค่อนข้างสะอาดจนผมรู้สึกว่า อะไรบางอย่างมันขาดหายไป (ผมแนะนำให้ลองใส่ตัวละครผู้ชายอีกตัวในฐานะแฟนมายด์ลงไป จะมีอะไร ๆ สนุกรออยู่มากมาย นอกจากความรู้ที่จะได้จากนิยายเรื่องนี้เลยครับ) ตัวละคร ความเชื่อมั่นในตัวเองที่สูงจนเกินไปทำให้ตัวละครที่ชื่อ ออม เกิดอุบัติเหตุ ผู้เขียนดึงบุคลิกของคนในสังคมยุคปัจจุบันมาในนิยายได้ค่อนข้างดีครับ หลาย ๆ ครั้งของอุบัติเหตุเกิดมาจากความประมาท และความประมาทนี่แหละที่มาจากความมั่นใจจนเกินไป หลังจากเหตุการณ์ของอุบัติเหตุผ่านไป ทำให้เธอกลายเป็นผู้พิการทางสายตา จังหวะชีวิตแบบนี้ของเด็กอายุวัยนี้ ถือเป็นแรงกดดันค่อนข้างมากนะครับ และสำหรับผม รู้สึกว่าผู้เขียนยังไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความกดดันมากพอให้กับ ออม ให้เห็นอย่างเด่นชัด เราแค่รับรู้ว่า ออมรู้สึกแย่และทำร้ายตัวเอง แต่ภาพที่ออกมายังไม่ชัดแจ้งดั่งแสงตะวัน นอกจากคำบรรยายไม่กี่บท นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกว่าแค่บทบรรยายในความเชื่อมั่นของออมในตอนแรก อาจจะยังไม่มากพอที่จะทำให้ผมรู้จักออมได้แบบนั้นจริง ๆ ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบระหว่าง “ออม” ก่อนอุบัติเหตุและ “ออม” หลังอุบัติเหตุ ผมมองว่าไม่สมเหตุสมผลในความใจร้อนเลยทีเดียว เพราะหลังจากรู้จักออมหลังอุบัติเหตุ ตัวละครนี้น่ารักเลยทีเดียว น่าจะได้รับความรักและการอมรมมาเป็นอย่างดี แต่พอตัดภาพมาที่อุบัติเหตุต้นเรื่องปุ๊บ ทำไมคนนี้ถึงได้ใจร้อนมากเพียงนี้ พอจะนึกออกใช่ไหมครับ ดังนั้นควรจะมีสตอรี่มาให้เห็นบ้าง อาจจะบรรยายผ่านบทใดบทหนึ่งของนิยายก็ได้ครับ คล้ายภาพ flashback อะไรแบบนี้ และสืบเนื่องมาจากนิสัย ออม ต้นเรื่อง ผมคาดหวังที่จะเห็นอารมณ์ของความรักที่พลุ่งพล่านแบบนั้นในตอนท้าย ๆ เรื่องเหมือนกัน แต่ก็ยังมองไม่เห็น รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้เปลี่ยนตัวตน จากหน้ามือเป็นหลังมือ ในแง่การพัฒนาการของตัวละคร ผมมองว่ามันปุ๊บปั๊บไป ยังไม่ real พอ มายด์ ถือเป็นตัวละครที่มีสุขุมและรอบคอบพอตัว สามารถสังเกตได้จากวิธีการเลือกรับงาน เธอไม่ได้ใช้ เงิน เป็นตัวตั้ง หากแต่เธอประเมินแล้วว่า สิ่งที่เธอทำไปจะไม่เสียแรงเปล่าและสามารถช่วยใครสักคนให้มีความหวัง ทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นแรร์ไอเท็มในสังคมยุคปัจจุบันจริง ๆ ครับ ดังนั้น มายด์คือตัวละครที่ค่อนข้างแบน ไม่ซับซ้อนและค่อนข้างอ่านง่าย แม้บางครั้งจะมีโมเมนต์ของการยับยั้งชั่งใจ แต่ก็ไม่ได้น่าแปลกใจมากนัก ส่วนตัวละครอื่น ๆ เช่น พ่อของออม หรือแม่ ของออม คาแร็กเตอร์มาไม่หวือหวามากมายครับ เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ จึงไม่แปลกใจที่มีลูกสาวแบบ มายด์และออมได้ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะชักจูงให้ผู้อ่านคิดว่า พ่อของออมมีความรู้สึกต่อมายด์แบบใด แต่ท้ายสุด ตัวละครนี้ก็ยังราบเรียบเหมือนเดิม โดยปกติแล้ว นิยายที่มีจำนวนตัวละครน้อยแบบนี้ จะทำให้เราสามารถโฟกัสความซับซ้อนของตัวละครได้ชัดมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า ตัวละครกลม แต่ในเรื่องนี้ ผมอาจต้องพูดว่าตัวละครสำคัญในเรื่องค่อนข้างเป็นระนาบเดียวกันหมด ไม่ค่อยได้เห็นความผันผวนของอารมณ์มากนัก เลยทำให้ตัวละครเหมือนกระดาษที่มีโทนสีเพียง 1-2 โทน อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เขียนสนใจนะครับ ผมมีทฤษฎีหนึ่งแนะนำโดยที่ไม่ต้องยุ่งกับนิยายมากนัก ตัวละครที่จะทำให้ ออม มีความซับซ้อนมากขึ้น ก็คือ พี่ดอม ผู้เขียนสามารถเพิ่มบทของผู้ชายคนนี้เข้าไปได้ช่วงแรกของนิยาย แล้วก็นำเขาออกไปจากนิยายได้ในช่วงแรกเช่นกัน อาจจะให้เขากลับมาดูแลออมช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วทำให้เขาคิดว่าออมก่อนหน้านี้กับตอนนี้ต่างกัน ผมว่าสนุกแน่ เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจตัวตนของออมมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับนิยายส่วนหลังเลยครับ ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้น้ำหนักของการหายตัวไป ของดอม ดูมีเหตุผลมากอีกด้วย การใช้ภาษา ภาษาในนิยายเรื่องนี้ เป็นภาษาเรียบง่าย มีสำนวนประปรายในแต่ละบท อาจจะไม่ใช่นิยายที่มีคำบรรยายมาสเตอร์พีชเท่าไหร่ แต่ข้อดีก็คือ ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจบทบรรยายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดสำคัญต่าง ๆ ของแต่ละตอนได้ค่อนข้างไว However, according to my opinion…คำฟุ่มเฟื่อยหรือคำซ้ำ มีค่อนข้างถี่ ทำให้ผมลดความสนใจในแต่ละตอนได้ประมาณหนึ่ง และเท่าที่เห็น ผู้เขียนไม่ได้ re-write นิยาย ดังนั้นผมเลยค่อนข้างแน่ใจว่า นิยายเรื่องนี้น่าจะไม่ได้ถูกต่อยอดในการทำเป็นรูปเล่มหรือเพื่อการพาณิชย์แต่งอย่างใด ผมรู้สึกเสียดายเล็กน้อยครับ เพราะมีองค์ความรู้บางอย่างที่ดีในนิยายนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลใกล้ตัวของผู้พิการทางด้านสายตา แก่นเรื่อง ผู้เขียนมีข้อคิดดี ๆ ผ่านตัวละครมาเป็นระยะ ทำให้นิยายเรื่องนี้ เป็นนิยายที่ดีเรื่องหนึ่ง นี่ยังไม่นับความรู้ของการดูแลผู้พิการทางด้านสายตานะครับ อย่างไรก็ตาม ผมยังได้ข้อคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเข้าใจและการให้กำลังใจ ปมของตัวเอกของเรื่องที่เจอหนักมากครับ แต่เพราะความเข้าใจจากคนรอบข้าง ความรักของคนในครอบครัว ทำให้เธอผู้นี้สามารถผ่านอุปสรรคที่หนักอึ้งไปได้ ซึ่งในสังคมยุคปัจจุบัน มีคนท้อแท้ในชีวิต เราเห็นว่ามีข่าวการฆ่าตัวตาย ข่าวเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นนิยายเรื่องนี้ ถ้าได้ต่อยอด จะเป็นนิยายน้ำดีเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้บุคคลที่ท้อแท้สิ้นหวังตระหนักว่า หากยังไม่สิ้นหวัง ยังมีความหวังรออยู่เบื้องหน้าครับ.... ย่อ

MrPoseidonSon | 23 ส.ค. 61

  • 8

  • 0

"วิจารณ์จาก bluewhale"

(แจ้งลบ)

นวนิยายแนวซึ้งกินใจ จำนวน 45 ตอนจบ เรื่อง My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ ของ ริญญดา เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันระหว... อ่านต่อ

นวนิยายแนวซึ้งกินใจ จำนวน 45 ตอนจบ เรื่อง My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ ของ ริญญดา เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันระหว่าง อมลวัทน์ ภมรพรรณ หรือ ออมสาวน้อยที่ตาบอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ กับ ชลกมล หรือ มายด์ พี่เลี้ยงสาวที่คอยดูแลและเป็นกำลังใจให้ออมดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ นับว่าเป็นนวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวของการดูแลและการใช้ชีวิตของผู้พิการทางสายตาในสังคม ที่มักไม่ค่อยกล่าวถึงตัวละครลักษณะนี้เท่าใดนัก การเขียนเรื่องราวเฉพาะของตัวละครกลุ่มพิเศษกลุ่มนี้ ริญญดา หาข้อมูลเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาและการดูแลมาเป็นอย่างดี จึงสามารถถ่ายทอดให้ผู้อ่านเชื่อได้ ขณะเดียวกันยังเห็นว่า ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องเพื่อสื่อถึงผู้พิการทางสายตามเท่านั้น แต่ต้องการจะถ่ายทอดให้คนรอบๆ ข้างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมให้เข้าใจผู้พิการทางสายตา และเข้าใจวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องในการให้ความช่วยเหลือพวกเขาในวาระต่างๆ ด้วย ซึ่งนับว่าผู้เขียนประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ความน่าสนใจประการหนึ่ง คือ การตั้งชื่อเรื่องว่า My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ นับเป็นการสรุปแนวคิดหลักของเรื่องที่ ริญญดา ต้องการเสนอไว้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าผู้เขียนล่นคำทั้งคำว่า My Mind ซึ่งสามารถตีความหมายได้ในสองระดับคือ การตีความตามตัวอักษร คือ “หัวใจของฉัน” หรือ “ที่รักของฉัน” และยังมีนัยความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำตีความได้อีกระดับว่า “พี่มายด์ที่รักของฉัน” ก็ได้ ขณะเดียวกัน คำว่า “ดวงตา ณ ดวงใจ” ก็เป็นคำที่ผู้เขียนมักนำมาเล่นสลับกันอยู่แล้วโดยตลอดเรื่องเพื่อสื่อความว่า “ตา” กับ “ใจ” สามารถแทนกันได้ และ “ใจ” ยังมีความสำคัญมากกว่าตาเสียดี เช่น “ ‘ใจ’ สามารถมองเห็นได้มากกว่า ‘ตา’ ถ้า ‘ใจ’ บอด ต่อให้ ‘ตา’ ดีก็ไม่เห็นอะไรเลย” หรือ “อีกคนให้ดวงตา ไม่แค่ ‘เปิดตา’ ที่มืดบอด แต่ยังช่วย ‘เปิดใจ’ ที่ไร้เรี่ยวแรงให้มีความหวัง มีกำลังใจชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า” เพื่อต้องการจะสื่อแนวคิดของผู้เขียนที่ว่า แม้จะตาบอด แต่ก็สามารถมี “ดวงตา ณ ดวงใจ” ที่ช่วยทำให้มองเห็นความ “รัก” ได้ ผู้เขียนพยายามแทรก ข้อคิด ความรู้สึก และทัศนคติด้านดีในการมองโลกไว้เป็นระยะๆ ทั้งเรื่องของมุมมองความรักทั้งความรักระหว่างคนในครอบครัว คนรักของคนรัก ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และความรักต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งผู้เขียนมักจะใช้ตัวหนาเพื่อเน้นทัศนคติทางด้านดีเหล่านี้อยู่โดยตลอดเรื่อง ในแง่หนึ่ง การแทรกข้อคิดและมุมมองดีๆ ต่อผู้อ่านนับเป็นเรื่องดี แต่หากมากเกินไปก็จะดูเป็นการยัดเยียดให้กับผู้อ่านได้ ขณะเดียวกันผู้อ่านก็อาจรู้สึกเหมือนกับว่าถูกผู้เขียนสอนอยู่ก็ได้ จนทำให้ปฏิเสธไม่สนใจความคิดดีๆ เหล่านี้ก็เป็นได้ จึงเห็นว่าอาจจะต้องเลือกเสมอบางแนวคิด ซึ่งเป็นแนวคิดที่เด่นจริงๆ เพื่อสร้างความกระทบอารมณ์ให้ผู้อ่านอย่างรุนแรง แม้ว่าเมื่ออ่านเรื่องจบไปแล้วก็ยังจดจำได้ไม่ลืม อีกประการหนึ่ง การแทรกความคิดดีๆ ในเรื่องส่วนใหญ่ ริญญดา มักจะใช้ตัวหนาเพื่อเน้นข้อความ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่โจ่งแจ้งเกินไป เพราะมีการสอดแทรกมุมมองดีๆ ต่อชีวิตไว้เป็นระยะๆ โดยตลอดเรื่องอยู่แล้ว (ในเรื่องจึงเต็มไปด้วยตัวหนา) จึงเห็นว่าหากผู้เขียนไม่เน้นข้อความด้วยตัวหนาและใช้ตัวปกติแทน อาจทำให้ข้อคิดเหล่านี้กลืนไปกับเนื้อเรื่อง และจะช่วยลดอคติของผู้อ่านบางคนที่รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกสอนลงได้ ริญญดา ไม่เพียงแต่กล้าเพียงแต่จะนำเสนอเรื่องราวของผู้พิการทางสายตาและการดูแลเท่านั้น แต่เธอยังกล้าที่จะนำเสนอเรื่องราวของคนทั้งคู่ผ่านความรักของ “หญิงรักหญิง” ซึ่งเป็นแนวเรื่องที่ไม่ค่อยมีผู้แต่งมากนัก ในเรื่องนี้ ริญญดา เน้นการถ่ายทอดให้ผู้อ่านเห็นพัฒนาการทางอารมณ์ ความรัก และความผูกพันของออมและมายด์ สองตัวละครหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งความใกล้ชิดและความผูกพันของคนทั้งคู่นั้นสามารถที่จะพัฒนาเป็นความรักได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ที่เริ่มต้นสานสัมพันธ์ในครั้งนี้คือ ออม หญิงสาวตาบอดผู้หมดหวังที่จะดำเนินชีวิตต่อไป แต่เมื่อมี มายด์ ผู้เข้าใจและเป็นเสมือนความหวังและหลักที่เธอยึดติดเพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข ขณะเดียวกันในระหว่างที่เล่าเรื่อง ริญญดา ยังพยายามที่จะให้ผู้อ่านคล้อยตามและยอมรับความรักของคนทั้งคู่ในหลากหลายวิธี ทั้ง การนำเรื่องราวความรักทั้งในหนังสือซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Yes or No” และการเปิดเปลือยความรู้สึกของตัวละครทั้งคู่ ที่ทั้งสองพยายามต่อสู้กับความรู้สึกผิดในความรักครั้งนี้ แม้ว่าท้ายที่สุดพวกเธอยอมทำตามความต้องการของหัวใจมากกว่าก็ตาม ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ริญญดา ฉลาดที่จบนวนิยายเรื่องนี้เพียงแค่ เมื่อตัวละครทั้งคู่รู้ใจและยอมรับใจตัวเอง และพร้อมที่จะต่อสู้ต่ออุปสรรคต่อไป หากเขียนต่อจะยากมากขึ้น เพราะเรื่องจะไม่ได้เป็นเรื่องของตัวละครสองตัวอีกแล้ว แต่จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติของคนรอบข้าง และค่านิยมของสังคม ริญญดา จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะตัดสินตอนจบของความรักของคนทั้งคู่นี้เอาเอง ในเรื่องของกลวิธีการเขียนนั้น ผู้เขียนใช้การเล่นคำ และการสลับตัวอักษร เป็นกลวิธีหลัก เช่น ‘ตาบอด’ กับ ‘ตาดี’ ‘วันพรุ่งนี้’ กับ ‘วันนี้’ ‘กล้า’ กับ ‘กลัว’ ‘ได้แค่รัก’ กับ ‘รักได้แค่’ ‘ทำให้รัก’ กับ ‘รักทำให้’ และ ‘ได้รัก’ กับ ‘รักได้’ นับเป็นกลวิธีที่น่าสนใจ และสามารถสื่อความคิดที่กระทบใจผู้อ่านได้ แต่กลวิธีนี้จะก่อให้เกิดความประทับใจเมื่ออ่านพบในช่วงแรกๆ แต่ในช่วงหลังเมื่อผู้เขียนยังคงใช้กลวิธีนี้ถี่จนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ เรื่อง ซึ่งเมื่อผู้อ่านจับทางได้แล้ว มนตร์ขลังของการสร้างความประทับใจด้วยกลวิธีนี้ก็คลายลงด้วยเช่นกัน จึงเห็นว่า ริญญดา ไม่ความใช้กลวิธีนี้เพียงกลวิธีเดียว แต่อาจต้องการกลวิธีอื่นๆ เพิ่มเข้ามาช่วยสลับกับกลวิธีนี้ก็จะสร้างให้เรื่องมีมิติละน่าสนใจมากขึ้นได้ สำหรับข้อด้อยที่พบคือ ริญญดา การสร้างตัวละครหลักทั้งหมดเป็นอุดมคติมากๆ ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความดีรอบด้าน ทั้งบุคลิกลักษณะ รูปร่างหน้า ความคิด และอุดมการณ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ ออม และมายด์ โดยเฉพาะมายด์ ซึ่งเป็นตัวละครที่ยากที่จะเชื่อได้ว่ามีคนที่มีคุณลักษณะครบถ้วนเช่นนี้มีอยู่ในสังคมจริง แม้ว่าในช่วงท้าย ผู้เขียนจะสร้างข้อด้อยให้กับตัวละครตัวนี้แล้วก็ตาม ประการต่อมาคือ การเน้นอารมณ์และพัฒนาการในเรื่องความรักของออมและมายด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เนื้อเพลง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสื่ออารมณ์ที่ซ่อนเร้นในใจของตัวละครเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้กับตัวละครด้วย แต่ ริญญดา ใช้กลวิธีนี้ซ้ำมากเกินไป ใช้เพลงมาอธิบายอารมณ์ตัวละครมากถึงประมาณ 4-5 เพลง ซึ่งพบในช่วงกลางเรื่องถึงท้าย ซึ่งทำให้เรื่องไม่กระชับและเหมือนว่าถูกยืดออกไป นอกจากนี้ กลวิธีนี้ยังไม่นิยมนักในการสร้างเรื่อง เพราะหากเรื่องนี้ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์อาจติดปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์เพลงได้ ทั้งนี้ ผู้วิจารณ์เห็นว่า ริญญดา มีความสามารถในการเขียนทั้งบทบรรยายและบทสนทนาอยู่แล้ว ผู้เขียนน่าจะสร้างบทบรรยายขึ้นมาเองก็จะสื่อความได้ตรงใจของตัวละครได้มากกว่าใช้บทเพลงก็เป็นได้ ความผิดพลาดอีกประการที่พบคือ ชื่อตัวละครที่ใช้ไม่ตรงกัน นั่นคือ ชื่อแฟนเก่าออม จริงๆ แล้วชื่ออะไรกันแน่ เพราะในตอนที่ 1 ผู้เขียนบอกว่าชื่อ “ดอม” แต่ในตอนที่ 36 และ 47 บอกว่าชื่อ “โดม” เช่นเดียวกับลูกเพื่อนสนิทของแม่มายด์ที่แต่งงานนั้น แท้ที่จริงเป็นลูกสาวหรือลูกชายกันแน่ เพราะในบทที่ 46 บอกว่า ลูกสาวเพื่อนสนิท แต่ในบทที่ 47 บอกว่า ลูกชายเพื่อนสนิท จึงเห็นว่าผู้เขียนควรตอบสอบประเด็นนี้อีกครั้ง เพื่อแก้ไขข้อสงสัยเหล่านี้ให้ถูกต้อง ประการสุดท้ายคือ คำผิด ซึ่งพบประปราย ทั้งนี้พบว่าคำผิดส่วนใหญ่มักจะเป็นการใช้วรรณยุกต์ตรีผิดพลาด เช่น ผ้ม เขียนเป็น ผ๊ม มั้ง เขียนเป็น มั๊ง ครั้บ เขียนเป็น ครั๊บ แว้บ เขียนเป็น แว็บ น้ะ เขียนเป็น น๊ะ (สำหรับการใช้รูปวรรณยุกต์ตรีและจัตวา มีข้อควรจำง่ายๆ คือ รูปวรรณยุกต์ทั้งสองจะใช้เฉพาะกับอักษรกลาง 9 ตัวเท่านั้น คือ ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป และ อ) และคำเขียนผิดอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ เขียนเป็น เว็ปไซด์ มื้อ เขียนเป็น มิ้อ แท็กซี่ เขียนเป็น แท๊กซี่ หนู (เป็นคำที่มีเสียงจัตวาอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่เครื่องหมายจัตวาเพื่อกำกับเสียงอีก) เขียนเป็น หนู๋ เลิก เขียนเป็น เลิ้ก กะทันหัน เขียนเป็น กะทันหัน ปรากฏ เขียนเป็น ปรากฎ สถานทูต เขียนเป็น สถานฑูต อุตส่าห์ เขียนเป็น อุตสาห์ เกรี้ยวกราด เขียนเป็น เกรียวกราด รสชาติ เขียนเป็น รสชาด กาลเทศะ เขียนเป็น กาละเทศะ เดินเหม่อ เขียนเป็น เดินเหมอ หลงใหล เขียนเป็น หลงไหล ย่อ

bluewhale | 16 มิ.ย. 57

  • 6

  • 0

ดูทั้งหมด

คำนิยมล่าสุด

"วิจารณ์จาก MrPoseidonSon"

(แจ้งลบ)

อันดับแรก ผมต้องขอบอกก่อนว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะทำให้นิยายของคุณเสื่อมเสีย คำวิจารณ์ทั้งหมด มาจากความคิดของผู้วิ... อ่านต่อ

อันดับแรก ผมต้องขอบอกก่อนว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะทำให้นิยายของคุณเสื่อมเสีย คำวิจารณ์ทั้งหมด มาจากความคิดของผู้วิจารณ์ นั่นก็คือ MrPoseidonSon แต่เพียงผู้เดียว ถ้าคำวิจารณ์นี้ ทำให้ผู้เขียนนิยายรู้สึกแย่ ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ตลอดเวลาเกือบ 5 ปีที่ทุกครั้งเวลาผมเข้าเวปเด็กดี ผมจะรู้สึกถึงหน้าที่ที่ผมต้องทำให้กับนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเกือบทุกครั้ง ผมก็จะพยายามมองข้ามแล้วปล่อยมันไป แบบ...ไม่ต้องทำก็ได้นะ ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรก็ตาม มันแปลกที่ guilty ก็ยังเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อผมเข้ามาที่เวป ดังนั้น แม้ว่าเจ้าของนิยายอาจไม่ต้องการคำวิจารณ์อีกแล้ว แต่ผมขอลบความรู้สึก guilty ที่เกิดขึ้นด้วยการทำงานชิ้นนี้ให้เต็มที่นะครับ เรื่องย่อ ความใจร้อนของออม ที่ทำให้สูญเสียแม่และดวงตาของตนเองในอุบัติเหตุเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จัก มายด์ ฝ่ายสนับสนุนนิสิตพิการ ที่พ่อเธอจ้างมาเพื่อให้มาสอนและดูแลออมในการดำเนินชีวิตหลังจากนี้ หลังจากที่ ออมได้รู้จักมายด์ เธอได้มีความรู้สึกที่ดีให้กัน แต่ด้วยเพศสภาพที่เหมือนกัน อาจกำลังทำให้ความรักครั้งนี้มีปัญหา...ติดตามเรื่องราวได้ในเรื่องครับ โครงเรื่อง ผู้เขียนเริ่มด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่เป็นผลกระทบต่อเส้นเรื่องหลัก วิธีการนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมใช้ ทำให้มีความตื่นเต้น และลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ผู้เขียนกระชับเรื่องราวหลังจากอุบัติเหตุภายใน 3 ตอนแรก ถึงแม้ว่าจะบรรยายความรู้สึกสูญเสียของออมบ้าง แต่กระนั้น 3 ตอนนี้ ยังไม่สามารถทำให้ผมรู้จักตัวละครได้ดีมากเท่าไหร่ (ผมจะไปอธิบายจุดนี้เพิ่มเติมตรงหัวข้อ ตัวละคร นะครับ) หลังจากที่เรื่องดำเนินได้มาสักพัก ผมเริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวค่อนข้างเป็นเส้นตรง อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของเรื่องราวกลับอยู่ที่ความรู้ในการดูแลผู้พิการทางสายตาและความละมุนของการใช้ชีวิตซะมากกว่า ซึ่งองค์ประกอบของสองสิ่งนี้นำไปสู่เป้าหมายของเส้นเรื่องนั่นก็คือ ความรัก ผมรู้สึกว่าผู้เขียนได้แทรกความรู้สึกของออมและมายด์ได้ค่อนข้างละเมียดทีเดียวครับ ไม่ได้ยัดเยียดว่า ฉันรักแล้ว แต่ทำให้ตัวละครรู้สึกเรื่อย ๆ จนมาถึงความขัดแย้งในอารมณ์ ถึงแม้ผู้เขียนจะมีปมขึ้นมาให้เห็น แต่ผมมองว่ามันเป็นแค่สถานการณ์หนึ่งเท่านั้น เพราะจุดนี้ผมคาดหวังจะเห็นความขัดแย้ง อยากเห็นดราม่าที่จะกระชากอารมณ์ เห็นความเจ็บปวดจนตระหนักได้ว่า นี่แหละความรัก ซึ่งอาจจะทำให้นิยายมีโทนสีมากขึ้น เพราะนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ โทนเรื่องค่อนข้างสะอาดจนผมรู้สึกว่า อะไรบางอย่างมันขาดหายไป (ผมแนะนำให้ลองใส่ตัวละครผู้ชายอีกตัวในฐานะแฟนมายด์ลงไป จะมีอะไร ๆ สนุกรออยู่มากมาย นอกจากความรู้ที่จะได้จากนิยายเรื่องนี้เลยครับ) ตัวละคร ความเชื่อมั่นในตัวเองที่สูงจนเกินไปทำให้ตัวละครที่ชื่อ ออม เกิดอุบัติเหตุ ผู้เขียนดึงบุคลิกของคนในสังคมยุคปัจจุบันมาในนิยายได้ค่อนข้างดีครับ หลาย ๆ ครั้งของอุบัติเหตุเกิดมาจากความประมาท และความประมาทนี่แหละที่มาจากความมั่นใจจนเกินไป หลังจากเหตุการณ์ของอุบัติเหตุผ่านไป ทำให้เธอกลายเป็นผู้พิการทางสายตา จังหวะชีวิตแบบนี้ของเด็กอายุวัยนี้ ถือเป็นแรงกดดันค่อนข้างมากนะครับ และสำหรับผม รู้สึกว่าผู้เขียนยังไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความกดดันมากพอให้กับ ออม ให้เห็นอย่างเด่นชัด เราแค่รับรู้ว่า ออมรู้สึกแย่และทำร้ายตัวเอง แต่ภาพที่ออกมายังไม่ชัดแจ้งดั่งแสงตะวัน นอกจากคำบรรยายไม่กี่บท นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกว่าแค่บทบรรยายในความเชื่อมั่นของออมในตอนแรก อาจจะยังไม่มากพอที่จะทำให้ผมรู้จักออมได้แบบนั้นจริง ๆ ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบระหว่าง “ออม” ก่อนอุบัติเหตุและ “ออม” หลังอุบัติเหตุ ผมมองว่าไม่สมเหตุสมผลในความใจร้อนเลยทีเดียว เพราะหลังจากรู้จักออมหลังอุบัติเหตุ ตัวละครนี้น่ารักเลยทีเดียว น่าจะได้รับความรักและการอมรมมาเป็นอย่างดี แต่พอตัดภาพมาที่อุบัติเหตุต้นเรื่องปุ๊บ ทำไมคนนี้ถึงได้ใจร้อนมากเพียงนี้ พอจะนึกออกใช่ไหมครับ ดังนั้นควรจะมีสตอรี่มาให้เห็นบ้าง อาจจะบรรยายผ่านบทใดบทหนึ่งของนิยายก็ได้ครับ คล้ายภาพ flashback อะไรแบบนี้ และสืบเนื่องมาจากนิสัย ออม ต้นเรื่อง ผมคาดหวังที่จะเห็นอารมณ์ของความรักที่พลุ่งพล่านแบบนั้นในตอนท้าย ๆ เรื่องเหมือนกัน แต่ก็ยังมองไม่เห็น รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้เปลี่ยนตัวตน จากหน้ามือเป็นหลังมือ ในแง่การพัฒนาการของตัวละคร ผมมองว่ามันปุ๊บปั๊บไป ยังไม่ real พอ มายด์ ถือเป็นตัวละครที่มีสุขุมและรอบคอบพอตัว สามารถสังเกตได้จากวิธีการเลือกรับงาน เธอไม่ได้ใช้ เงิน เป็นตัวตั้ง หากแต่เธอประเมินแล้วว่า สิ่งที่เธอทำไปจะไม่เสียแรงเปล่าและสามารถช่วยใครสักคนให้มีความหวัง ทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นแรร์ไอเท็มในสังคมยุคปัจจุบันจริง ๆ ครับ ดังนั้น มายด์คือตัวละครที่ค่อนข้างแบน ไม่ซับซ้อนและค่อนข้างอ่านง่าย แม้บางครั้งจะมีโมเมนต์ของการยับยั้งชั่งใจ แต่ก็ไม่ได้น่าแปลกใจมากนัก ส่วนตัวละครอื่น ๆ เช่น พ่อของออม หรือแม่ ของออม คาแร็กเตอร์มาไม่หวือหวามากมายครับ เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ จึงไม่แปลกใจที่มีลูกสาวแบบ มายด์และออมได้ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะชักจูงให้ผู้อ่านคิดว่า พ่อของออมมีความรู้สึกต่อมายด์แบบใด แต่ท้ายสุด ตัวละครนี้ก็ยังราบเรียบเหมือนเดิม โดยปกติแล้ว นิยายที่มีจำนวนตัวละครน้อยแบบนี้ จะทำให้เราสามารถโฟกัสความซับซ้อนของตัวละครได้ชัดมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า ตัวละครกลม แต่ในเรื่องนี้ ผมอาจต้องพูดว่าตัวละครสำคัญในเรื่องค่อนข้างเป็นระนาบเดียวกันหมด ไม่ค่อยได้เห็นความผันผวนของอารมณ์มากนัก เลยทำให้ตัวละครเหมือนกระดาษที่มีโทนสีเพียง 1-2 โทน อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เขียนสนใจนะครับ ผมมีทฤษฎีหนึ่งแนะนำโดยที่ไม่ต้องยุ่งกับนิยายมากนัก ตัวละครที่จะทำให้ ออม มีความซับซ้อนมากขึ้น ก็คือ พี่ดอม ผู้เขียนสามารถเพิ่มบทของผู้ชายคนนี้เข้าไปได้ช่วงแรกของนิยาย แล้วก็นำเขาออกไปจากนิยายได้ในช่วงแรกเช่นกัน อาจจะให้เขากลับมาดูแลออมช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วทำให้เขาคิดว่าออมก่อนหน้านี้กับตอนนี้ต่างกัน ผมว่าสนุกแน่ เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจตัวตนของออมมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับนิยายส่วนหลังเลยครับ ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้น้ำหนักของการหายตัวไป ของดอม ดูมีเหตุผลมากอีกด้วย การใช้ภาษา ภาษาในนิยายเรื่องนี้ เป็นภาษาเรียบง่าย มีสำนวนประปรายในแต่ละบท อาจจะไม่ใช่นิยายที่มีคำบรรยายมาสเตอร์พีชเท่าไหร่ แต่ข้อดีก็คือ ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจบทบรรยายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถเก็บรายละเอียดสำคัญต่าง ๆ ของแต่ละตอนได้ค่อนข้างไว However, according to my opinion…คำฟุ่มเฟื่อยหรือคำซ้ำ มีค่อนข้างถี่ ทำให้ผมลดความสนใจในแต่ละตอนได้ประมาณหนึ่ง และเท่าที่เห็น ผู้เขียนไม่ได้ re-write นิยาย ดังนั้นผมเลยค่อนข้างแน่ใจว่า นิยายเรื่องนี้น่าจะไม่ได้ถูกต่อยอดในการทำเป็นรูปเล่มหรือเพื่อการพาณิชย์แต่งอย่างใด ผมรู้สึกเสียดายเล็กน้อยครับ เพราะมีองค์ความรู้บางอย่างที่ดีในนิยายนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลใกล้ตัวของผู้พิการทางด้านสายตา แก่นเรื่อง ผู้เขียนมีข้อคิดดี ๆ ผ่านตัวละครมาเป็นระยะ ทำให้นิยายเรื่องนี้ เป็นนิยายที่ดีเรื่องหนึ่ง นี่ยังไม่นับความรู้ของการดูแลผู้พิการทางด้านสายตานะครับ อย่างไรก็ตาม ผมยังได้ข้อคิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเข้าใจและการให้กำลังใจ ปมของตัวเอกของเรื่องที่เจอหนักมากครับ แต่เพราะความเข้าใจจากคนรอบข้าง ความรักของคนในครอบครัว ทำให้เธอผู้นี้สามารถผ่านอุปสรรคที่หนักอึ้งไปได้ ซึ่งในสังคมยุคปัจจุบัน มีคนท้อแท้ในชีวิต เราเห็นว่ามีข่าวการฆ่าตัวตาย ข่าวเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นนิยายเรื่องนี้ ถ้าได้ต่อยอด จะเป็นนิยายน้ำดีเรื่องหนึ่ง ที่จะทำให้บุคคลที่ท้อแท้สิ้นหวังตระหนักว่า หากยังไม่สิ้นหวัง ยังมีความหวังรออยู่เบื้องหน้าครับ.... ย่อ

MrPoseidonSon | 23 ส.ค. 61

  • 8

  • 0

"วิจารณ์จาก bluewhale"

(แจ้งลบ)

นวนิยายแนวซึ้งกินใจ จำนวน 45 ตอนจบ เรื่อง My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ ของ ริญญดา เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันระหว... อ่านต่อ

นวนิยายแนวซึ้งกินใจ จำนวน 45 ตอนจบ เรื่อง My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ ของ ริญญดา เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันระหว่าง อมลวัทน์ ภมรพรรณ หรือ ออมสาวน้อยที่ตาบอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ กับ ชลกมล หรือ มายด์ พี่เลี้ยงสาวที่คอยดูแลและเป็นกำลังใจให้ออมดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ นับว่าเป็นนวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวของการดูแลและการใช้ชีวิตของผู้พิการทางสายตาในสังคม ที่มักไม่ค่อยกล่าวถึงตัวละครลักษณะนี้เท่าใดนัก การเขียนเรื่องราวเฉพาะของตัวละครกลุ่มพิเศษกลุ่มนี้ ริญญดา หาข้อมูลเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตาและการดูแลมาเป็นอย่างดี จึงสามารถถ่ายทอดให้ผู้อ่านเชื่อได้ ขณะเดียวกันยังเห็นว่า ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องเพื่อสื่อถึงผู้พิการทางสายตามเท่านั้น แต่ต้องการจะถ่ายทอดให้คนรอบๆ ข้างที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมให้เข้าใจผู้พิการทางสายตา และเข้าใจวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องในการให้ความช่วยเหลือพวกเขาในวาระต่างๆ ด้วย ซึ่งนับว่าผู้เขียนประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ความน่าสนใจประการหนึ่ง คือ การตั้งชื่อเรื่องว่า My Mind ดวงตา ณ ดวงใจ นับเป็นการสรุปแนวคิดหลักของเรื่องที่ ริญญดา ต้องการเสนอไว้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าผู้เขียนล่นคำทั้งคำว่า My Mind ซึ่งสามารถตีความหมายได้ในสองระดับคือ การตีความตามตัวอักษร คือ “หัวใจของฉัน” หรือ “ที่รักของฉัน” และยังมีนัยความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำตีความได้อีกระดับว่า “พี่มายด์ที่รักของฉัน” ก็ได้ ขณะเดียวกัน คำว่า “ดวงตา ณ ดวงใจ” ก็เป็นคำที่ผู้เขียนมักนำมาเล่นสลับกันอยู่แล้วโดยตลอดเรื่องเพื่อสื่อความว่า “ตา” กับ “ใจ” สามารถแทนกันได้ และ “ใจ” ยังมีความสำคัญมากกว่าตาเสียดี เช่น “ ‘ใจ’ สามารถมองเห็นได้มากกว่า ‘ตา’ ถ้า ‘ใจ’ บอด ต่อให้ ‘ตา’ ดีก็ไม่เห็นอะไรเลย” หรือ “อีกคนให้ดวงตา ไม่แค่ ‘เปิดตา’ ที่มืดบอด แต่ยังช่วย ‘เปิดใจ’ ที่ไร้เรี่ยวแรงให้มีความหวัง มีกำลังใจชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า” เพื่อต้องการจะสื่อแนวคิดของผู้เขียนที่ว่า แม้จะตาบอด แต่ก็สามารถมี “ดวงตา ณ ดวงใจ” ที่ช่วยทำให้มองเห็นความ “รัก” ได้ ผู้เขียนพยายามแทรก ข้อคิด ความรู้สึก และทัศนคติด้านดีในการมองโลกไว้เป็นระยะๆ ทั้งเรื่องของมุมมองความรักทั้งความรักระหว่างคนในครอบครัว คนรักของคนรัก ความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และความรักต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งผู้เขียนมักจะใช้ตัวหนาเพื่อเน้นทัศนคติทางด้านดีเหล่านี้อยู่โดยตลอดเรื่อง ในแง่หนึ่ง การแทรกข้อคิดและมุมมองดีๆ ต่อผู้อ่านนับเป็นเรื่องดี แต่หากมากเกินไปก็จะดูเป็นการยัดเยียดให้กับผู้อ่านได้ ขณะเดียวกันผู้อ่านก็อาจรู้สึกเหมือนกับว่าถูกผู้เขียนสอนอยู่ก็ได้ จนทำให้ปฏิเสธไม่สนใจความคิดดีๆ เหล่านี้ก็เป็นได้ จึงเห็นว่าอาจจะต้องเลือกเสมอบางแนวคิด ซึ่งเป็นแนวคิดที่เด่นจริงๆ เพื่อสร้างความกระทบอารมณ์ให้ผู้อ่านอย่างรุนแรง แม้ว่าเมื่ออ่านเรื่องจบไปแล้วก็ยังจดจำได้ไม่ลืม อีกประการหนึ่ง การแทรกความคิดดีๆ ในเรื่องส่วนใหญ่ ริญญดา มักจะใช้ตัวหนาเพื่อเน้นข้อความ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่โจ่งแจ้งเกินไป เพราะมีการสอดแทรกมุมมองดีๆ ต่อชีวิตไว้เป็นระยะๆ โดยตลอดเรื่องอยู่แล้ว (ในเรื่องจึงเต็มไปด้วยตัวหนา) จึงเห็นว่าหากผู้เขียนไม่เน้นข้อความด้วยตัวหนาและใช้ตัวปกติแทน อาจทำให้ข้อคิดเหล่านี้กลืนไปกับเนื้อเรื่อง และจะช่วยลดอคติของผู้อ่านบางคนที่รู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกสอนลงได้ ริญญดา ไม่เพียงแต่กล้าเพียงแต่จะนำเสนอเรื่องราวของผู้พิการทางสายตาและการดูแลเท่านั้น แต่เธอยังกล้าที่จะนำเสนอเรื่องราวของคนทั้งคู่ผ่านความรักของ “หญิงรักหญิง” ซึ่งเป็นแนวเรื่องที่ไม่ค่อยมีผู้แต่งมากนัก ในเรื่องนี้ ริญญดา เน้นการถ่ายทอดให้ผู้อ่านเห็นพัฒนาการทางอารมณ์ ความรัก และความผูกพันของออมและมายด์ สองตัวละครหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งความใกล้ชิดและความผูกพันของคนทั้งคู่นั้นสามารถที่จะพัฒนาเป็นความรักได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ที่เริ่มต้นสานสัมพันธ์ในครั้งนี้คือ ออม หญิงสาวตาบอดผู้หมดหวังที่จะดำเนินชีวิตต่อไป แต่เมื่อมี มายด์ ผู้เข้าใจและเป็นเสมือนความหวังและหลักที่เธอยึดติดเพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข ขณะเดียวกันในระหว่างที่เล่าเรื่อง ริญญดา ยังพยายามที่จะให้ผู้อ่านคล้อยตามและยอมรับความรักของคนทั้งคู่ในหลากหลายวิธี ทั้ง การนำเรื่องราวความรักทั้งในหนังสือซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Yes or No” และการเปิดเปลือยความรู้สึกของตัวละครทั้งคู่ ที่ทั้งสองพยายามต่อสู้กับความรู้สึกผิดในความรักครั้งนี้ แม้ว่าท้ายที่สุดพวกเธอยอมทำตามความต้องการของหัวใจมากกว่าก็ตาม ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ริญญดา ฉลาดที่จบนวนิยายเรื่องนี้เพียงแค่ เมื่อตัวละครทั้งคู่รู้ใจและยอมรับใจตัวเอง และพร้อมที่จะต่อสู้ต่ออุปสรรคต่อไป หากเขียนต่อจะยากมากขึ้น เพราะเรื่องจะไม่ได้เป็นเรื่องของตัวละครสองตัวอีกแล้ว แต่จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติของคนรอบข้าง และค่านิยมของสังคม ริญญดา จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะตัดสินตอนจบของความรักของคนทั้งคู่นี้เอาเอง ในเรื่องของกลวิธีการเขียนนั้น ผู้เขียนใช้การเล่นคำ และการสลับตัวอักษร เป็นกลวิธีหลัก เช่น ‘ตาบอด’ กับ ‘ตาดี’ ‘วันพรุ่งนี้’ กับ ‘วันนี้’ ‘กล้า’ กับ ‘กลัว’ ‘ได้แค่รัก’ กับ ‘รักได้แค่’ ‘ทำให้รัก’ กับ ‘รักทำให้’ และ ‘ได้รัก’ กับ ‘รักได้’ นับเป็นกลวิธีที่น่าสนใจ และสามารถสื่อความคิดที่กระทบใจผู้อ่านได้ แต่กลวิธีนี้จะก่อให้เกิดความประทับใจเมื่ออ่านพบในช่วงแรกๆ แต่ในช่วงหลังเมื่อผู้เขียนยังคงใช้กลวิธีนี้ถี่จนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ เรื่อง ซึ่งเมื่อผู้อ่านจับทางได้แล้ว มนตร์ขลังของการสร้างความประทับใจด้วยกลวิธีนี้ก็คลายลงด้วยเช่นกัน จึงเห็นว่า ริญญดา ไม่ความใช้กลวิธีนี้เพียงกลวิธีเดียว แต่อาจต้องการกลวิธีอื่นๆ เพิ่มเข้ามาช่วยสลับกับกลวิธีนี้ก็จะสร้างให้เรื่องมีมิติละน่าสนใจมากขึ้นได้ สำหรับข้อด้อยที่พบคือ ริญญดา การสร้างตัวละครหลักทั้งหมดเป็นอุดมคติมากๆ ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความดีรอบด้าน ทั้งบุคลิกลักษณะ รูปร่างหน้า ความคิด และอุดมการณ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ ออม และมายด์ โดยเฉพาะมายด์ ซึ่งเป็นตัวละครที่ยากที่จะเชื่อได้ว่ามีคนที่มีคุณลักษณะครบถ้วนเช่นนี้มีอยู่ในสังคมจริง แม้ว่าในช่วงท้าย ผู้เขียนจะสร้างข้อด้อยให้กับตัวละครตัวนี้แล้วก็ตาม ประการต่อมาคือ การเน้นอารมณ์และพัฒนาการในเรื่องความรักของออมและมายด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เนื้อเพลง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสื่ออารมณ์ที่ซ่อนเร้นในใจของตัวละครเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้กับตัวละครด้วย แต่ ริญญดา ใช้กลวิธีนี้ซ้ำมากเกินไป ใช้เพลงมาอธิบายอารมณ์ตัวละครมากถึงประมาณ 4-5 เพลง ซึ่งพบในช่วงกลางเรื่องถึงท้าย ซึ่งทำให้เรื่องไม่กระชับและเหมือนว่าถูกยืดออกไป นอกจากนี้ กลวิธีนี้ยังไม่นิยมนักในการสร้างเรื่อง เพราะหากเรื่องนี้ได้รับการพิจารณาตีพิมพ์อาจติดปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์เพลงได้ ทั้งนี้ ผู้วิจารณ์เห็นว่า ริญญดา มีความสามารถในการเขียนทั้งบทบรรยายและบทสนทนาอยู่แล้ว ผู้เขียนน่าจะสร้างบทบรรยายขึ้นมาเองก็จะสื่อความได้ตรงใจของตัวละครได้มากกว่าใช้บทเพลงก็เป็นได้ ความผิดพลาดอีกประการที่พบคือ ชื่อตัวละครที่ใช้ไม่ตรงกัน นั่นคือ ชื่อแฟนเก่าออม จริงๆ แล้วชื่ออะไรกันแน่ เพราะในตอนที่ 1 ผู้เขียนบอกว่าชื่อ “ดอม” แต่ในตอนที่ 36 และ 47 บอกว่าชื่อ “โดม” เช่นเดียวกับลูกเพื่อนสนิทของแม่มายด์ที่แต่งงานนั้น แท้ที่จริงเป็นลูกสาวหรือลูกชายกันแน่ เพราะในบทที่ 46 บอกว่า ลูกสาวเพื่อนสนิท แต่ในบทที่ 47 บอกว่า ลูกชายเพื่อนสนิท จึงเห็นว่าผู้เขียนควรตอบสอบประเด็นนี้อีกครั้ง เพื่อแก้ไขข้อสงสัยเหล่านี้ให้ถูกต้อง ประการสุดท้ายคือ คำผิด ซึ่งพบประปราย ทั้งนี้พบว่าคำผิดส่วนใหญ่มักจะเป็นการใช้วรรณยุกต์ตรีผิดพลาด เช่น ผ้ม เขียนเป็น ผ๊ม มั้ง เขียนเป็น มั๊ง ครั้บ เขียนเป็น ครั๊บ แว้บ เขียนเป็น แว็บ น้ะ เขียนเป็น น๊ะ (สำหรับการใช้รูปวรรณยุกต์ตรีและจัตวา มีข้อควรจำง่ายๆ คือ รูปวรรณยุกต์ทั้งสองจะใช้เฉพาะกับอักษรกลาง 9 ตัวเท่านั้น คือ ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป และ อ) และคำเขียนผิดอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ เขียนเป็น เว็ปไซด์ มื้อ เขียนเป็น มิ้อ แท็กซี่ เขียนเป็น แท๊กซี่ หนู (เป็นคำที่มีเสียงจัตวาอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่เครื่องหมายจัตวาเพื่อกำกับเสียงอีก) เขียนเป็น หนู๋ เลิก เขียนเป็น เลิ้ก กะทันหัน เขียนเป็น กะทันหัน ปรากฏ เขียนเป็น ปรากฎ สถานทูต เขียนเป็น สถานฑูต อุตส่าห์ เขียนเป็น อุตสาห์ เกรี้ยวกราด เขียนเป็น เกรียวกราด รสชาติ เขียนเป็น รสชาด กาลเทศะ เขียนเป็น กาละเทศะ เดินเหม่อ เขียนเป็น เดินเหมอ หลงใหล เขียนเป็น หลงไหล ย่อ

bluewhale | 16 มิ.ย. 57

  • 6

  • 0

ดูทั้งหมด

322 ความคิดเห็น

  1. #322 SunisaSuksakhon (จากตอนที่ 103)
    วันที่ 19 มีนาคม 2564 / 17:31
    ต่อเรื่อยไปนะไรน์เราติดตามอยู่
    #322
    1
    • #322-1 ริญญดา (จากตอนที่ 103)
      19 มีนาคม 2564 / 23:54
      มีคอมเมนต์แล้วววววววว

      ขอบคุณมากนะคะ
      #322-1
  2. #321 SunisaSuksakhon (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 19 มีนาคม 2564 / 15:03
    ชอบอ่านมากคับสู้ๆๆนะคับ
    #321
    0
  3. วันที่ 3 มีนาคม 2564 / 20:16

    ริญญดา ❤️

    #320
    1
    • 3 มีนาคม 2564 / 22:58
      ขอบคุณมากๆ ค่ะ
      #320-1
  4. #319 โลธ่าร์
    วันที่ 30 ธันวาคม 2563 / 17:46

    ไม่สนุก

    #319
    1
    • 6 มกราคม 2564 / 22:00
      ถูกใจ ไม่ถูกใจ ก็เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ
      แค่แวะเข้ามาอ่านก็โอเคแล้วค่ะ
      #319-1
  5. #318 NUM M.U. / Garcia / รปิลันทร์ (จากตอนที่ 112)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 17:32

    โดยความเห็นจริงๆ ถือว่าเขียนและบรรยายดีมากๆครับ


    หากจะขาดก็เพียงการจัดหน้า และคำเชื่อมประโยค ที่จะทำให้นิยายเราสมบูรณ์ขึ้นในแต่ละบทบรรยาย ( และ, หาก , ขณะ, หากแต่ , ) วิธีการใช้คำเชื่อม แนะนำว่าดูต้นแบบจากนิยายที่เราชอบได้เลยครับ จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด




    เป็นกำลังใจให้ครับ


    NUM M.U.

    #318
    1
    • #318-1 ริญญดา(จากตอนที่ 112)
      2 กันยายน 2563 / 00:09
      ขอบคุณมากๆ นะคะ
      #318-1
  6. วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 16:13

    เป็นนิยายที่ให้ข้อคิดเยอะเลยนะคะ ภาษาสละสลวยและบรรยายได้เห็นภาพชัดมากเลย


    เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ <3

    #317
    1
    • 29 กรกฎาคม 2563 / 12:58
      ขอบคุณมากนะคะ หน้านิยายเรื่องนี้เงียบเชียบมานานทีเดียว

      จริงๆ ก็เขียนไปตามที่คิด กะว่าจะเขียนแค่เรื่องเดียว พอคิดอะไรได้ก็จัดใส่แบบจัดเต็มเลยค่ะ
      อาจจะหนักไปนิด

      ดีใจมากๆ เลยนะคะที่มีนักเขียนกรุณามาคอมเม้นต์ให้
      อยากปั่นให้จบแต่ก็ยังมีภาระต่างๆ เยอะมาก
      ขอบคุณสำหรับหนึ่งกำลังใจที่ส่งมาให้ และได้รับอย่างเต็มใจมากๆ นะคะ^^
      #317-1
  7. #316 กระต่าย จอมชน (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 21:01

    สู้ๆค่ะพี่ หนูเป็นกำลังใจให้ค่ะ

    #316
    1
    • #316-1 ริญญดา(จากตอนที่ 64)
      18 พฤษภาคม 2563 / 00:07
      ขอบคุณมากๆ ค่ะ คุณใจดีมากๆ เลยที่เขียนคอมเม้นต์ให้
      #316-1
  8. #315 MrPoseidonSon (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 17:02

    ตอนใหม่นิครับ ปักไว้ เดี๋ยวมาอ่านครับ

    #315
    1
    • #315-1 ริญญดา(จากตอนที่ 86)
      18 พฤษภาคม 2563 / 00:10
      อุ๊ย.. ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาดูนิยายแล้ว ถ้าคุณจะกรุณาอ่านและแนะนำเพิ่มอีกจะขอบคุณเป็นที่สุดเลยค่ะ

      รีไรท์อาจจะยังใช้เวลาอีกพอควรค่ะ เดี๋ยวถ้าเขียนจบแล้วหรือไปได้มากๆ ใกล้ๆ จบแล้ว ขอความกรุณาอีกครั้งนะคะ
      #315-1
  9. #314 Weakgrl
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 16:00

    จะอ่านต่อจนจบ ต้องทำอย่างำรตะ

    #314
    1
    • 17 มีนาคม 2562 / 12:02
      เพิ่งเข้ามาเห็นคอมเม้นท์ค่ะ

      ขอบคุณที่สนใจนะคะ

      คุณกดเข้าลิงค์ ที่แนบไว้ในบทนี้ได้เลย จะเชื่อมไปที่เว็บของ ReadAwrite

      ยังเขียนเพิ่มเติม Rewrite อยู่นะคะ

      #314-1
  10. #313 FN 32 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 18:05

    เพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาอ่านครั้งแรกค่ะ เป็นนิยายที่ได้ข้อคิด ได้เห็นมุมมองใหม่ๆและรู้สึกเริ่มเข้าใจคนตาบอดมากขึ้นเลยค่ะ หลายๆอย่างเราอาจจะเหมือนออนตอนที่ยังปกติซึ่งไม่ค่อยได้สนใจหรือเข้าไปมีส่วนรวมในการทำงานจิตอาสามากเท่าไร ซึ่งถ้ามีโอกาสเราก็ไปเข้าร่วมหรือบริจาคบ้างเล็กๆน้อยๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เห็นในมุมมองที่ลึกลงไปมากกว่านั้นเท่าไร พอได้มาอ่านเรื่องนี้รู้สึกได้รับสิ่งดีๆผ่านตัวละครที่ถ่ายทอดออกมา รู้สึกเติบโตไปและได้คิดอะไรไปพร้อมกับน้องออมและพี่มายด์ ทำให้รู้สึกอยากกลับมาทำงานอาสาอีกครั้งเลยค่ะ แต่ช่วงนี้ขอเคลียร์ชีวิตตัวเองก่อนค่ะ กำลังว้าวุ่นสับสนปวดหัว 555555 ???? ถ้าผ่านช่วงนี้ไปแล้วจะวางตารางเวลาให้ว่างทำงานจิตอาสาด้วยส่วนหนึ่ง มีแอบไปเห็นคอมเมนต์ด้านล่างเลยปักหมุดไว้ว่าจะอ่านหนังสือให้คนตาบอดเป็นงานแรกค่ะ ??“???“???“?


    ขอบคุณที่เขียนนิยายดีๆมาให้อ่านนะคะแม้อาจจะมีบางส่วนที่ดูติดขัดแต่โดยรวมแล้วชอบมากๆเลยค่ะ ได้อะไรหลายอย่างผ่านเรื่องนี้ เป็นกำลังใจให้ทำสิ่งดีๆต่อไปนะคะไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม


    ปล. กดให้กำลังใจนักเขียนทุกตอนเลยนะเนี่ยจะบอกให้ ????

    #313
    2
    • #313-1 ริญญดา(จากตอนที่ 47)
      9 ตุลาคม 2561 / 14:07
      อ่านข้อความของคุณ FN32 แล้วยิ้มกว้างเลยค่ะ ^^

      ขอบคุณที่คุณกรุณาเขียนบอกไว้ให้คนเขียนทราบนะคะว่าอ่านแล้วรู้สึกเช่นไร
      นิยายจบไปนานมากแล้ว จึงไม่ค่อยได้มีผู้อ่านมาเม้นต์ให้ได้อ่านเท่าไหร่แล้วค่ะ
      ถ้าไม่เข้ามาลงเรื่อง US Trip ก็ไม่ค่อยได้เข้ามาดูหน้านิยายเท่าไหร่นัก จึงได้เข้ามาตอบช้าไปสักนิดค่ะ

      คาดว่าคุณน่าจะเข้ามาอ่านเรื่องนี้ จากหน้าแรกที่เป็นบทวิจารณ์ใช่ไหมคะ
      เพราะเพิ่งมีช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ที่คนเข้ามาอ่านเยอะหน่อย เข้าใจว่าอย่างนั้น

      เมื่อวานลองอ่านนิยายตัวเองซ้ำ ในหลายตอน ก็รู้สึกว่าเขียนยังไม่ดีนักส่วนใหญ่ก็เป็นในแบบที่ผู้วิจารณ์ทั้งหลายบอกไว้ แต่ก็ยังไม่มีพลังงานพอจะรีไรท์ใหม่ ใจจริงก็อยากให้ท่านที่มาเพิ่งเข้ามาอ่าน ได้อ่านอันที่ดีกว่าอันนี้

      ขอบคุณที่กดให้กำลังใจด้วยนะคะ ทุกตอนอีกด้วยนะ ใจดีมากๆ เลยค่ะ

      อ่านข้อความแล้วคิดว่าคุณน่าจะเป็นที่ใจดีมากๆ เลยนะคะ

      ทำในสิ่งที่คุณเห็นว่าสะดวก จะทำตอนไหนก็เกิดประโยชน์ค่ะ

      นี่คนเขียนเองก็อยากไปทำเช่นกัน ไม่ว่างจะไปทำนักเพราะคิดโครงการใหญ่มาก (คิดไว้ก่อนแต่ยังไม่ลงมือเลยค่ะ ว่าจะเขียนเป็นโครงการจริงๆ จังๆ เลยไม่ได้ทำจริงซะที)
      จึงพยายามทำอะไรที่คิดว่าดี แบบเท่าที่โอกาสและเวลาจะอำนวยค่ะ

      ตอบคุณแล้วนึกถึงเรื่องนึงที่อยากจะเล่าสิ่งที่ไปทำดีไว้ ไม่ได้อยากจะอวดว่าตนทำดีอะไรหรอกนะคะ แต่อยากจะบอกให้ผู้อ่านรู้ว่า ถ้ามุ่งมั่นทำดีแล้ว ยังไงเราก็ทำสำเร็จ แม้มันจะลำบากบ้าง ไม่เห็นแนวทางบ้าง แต่ก็ทำไปจนเสร็จได้ อิอิ
      #313-1
    • #313-2 FN32 (จากตอนที่ 47)
      16 ตุลาคม 2561 / 21:26
      นี้เขียนคอมเม้นท์ไว้ก็ไม่นึกว่าคุณริญญดาจะมาตอบกลับเห็นลงเรื่องนี้ไว้นานแล้วค่ะ เผอิญกดไปกดมาแล้วเจอเรื่องนี้เข้ามาอ่านเรื่องย่อแล้วสนใจบวกกับเห็นว่าได้แหวกแนวโดนใจ เลยเข้ามาอ่านดูค่ะ ก็งงๆตัวเองว่าหลงเข้ามายังไง 55555

      ในเรื่องการเขียนมันก็ต้องอาศัยการฝึกฝนกับแรงบันดาลใจด้วยเนอะ สู้ๆค่ะ

      ส่วนนี้ก็ไม่ได้เป็นคนใจดีขนาดนั้นหรอกค่ะ ตอนนั้นกำลังอยู่ในจิตสำนึกที่ดีเลยดูเป็นคนดี 55555

      ช่วงนี่เริ่มเคลียร์อะไรหลายอย่างลงตัวแล้วเลยแวะเข้ามาหาเบอร์โทรที่คอมเม้นท์ด้านล่างค่ะ ว่าจะเริ่มทำดู

      ถ้าทำสิ่งดีๆไว้เล่าได้ค่ะ ไม่ว่าอะไร มีดีต้องอวดนะคะ อิอิ
      #313-2
  11. #312 Sunastgo (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 12:55
    ขออย่าให้มีดรามาน่ะครับถ้ามีปมรับไม่ดัยหือ..... น่ารักมาก
    #312
    1
    • #312-1 ริญญดา(จากตอนที่ 28)
      9 ตุลาคม 2561 / 14:09
      นานๆ จะมีผู้ชายเข้ามาอ่าน
      นิยายน่ารัก... สำหรับคนอ่านน่ารักค่ะ

      ขอบคุณที่คอมเม้นต์นะคะ
      #312-1
  12. #311 white cane (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 14:15
    เมื่อวานลืมไปบอกว่า ตัวละครมาย ควรมีการแนะนำสอนใช้ภาษาอักษรเบลด้วย เนื่องจากในช่วงเวลานั้น(หมายถึงที่ปีที่ตัวนักเขียนแต่งนิยาย) ยังไม่มีระบบช่วยเหลือผู้พิการอย่างจริงจัง(ไม่รวมโปรแกรมตาทิพย์) ทำให้การจดบันทึกหรือข้อมูลต่างๆ เป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการเรียนใช้ภาษาอักษรเบล ซึ่งมันมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย อันดับแรกต้องเรียนอักษรเบลภาษาอังกฤษก่อน เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาตัวตั้งต้นที่จะใช้เรียน ถ้าเรียนภาษาอังกฤษก่อน จะทำให้ตัวผู้ใช้จดจำง่ายกว่าไปเริ่มภาษาไทยก่อน

    ตัวตั้งต้นภาษาอักษรเบลในที่นี้หมายถึง ตัวอักขระต่างๆ อย่างเช่น ตัวอักษร" k" จะตีเป็นอักษรภาษาไทยว่า "ข" หรือ "ค" หรือ "ฆ" เป็นต้น แต่ภาษาไทยจะยากกว่าหลายเท่า เนื่องจากภาษาไทยมีอักขระเกือบถึง 50 ตัว อันนี้ยังไม่นับรวมสระที่มีการแยกเป็นตัวอักษรอักษรเบลชนิดใหม่ขึ้นมา จะยิ่งยากกว่าหลายเท่า เพราะมันจะคูณสอง อย่างเช่น สระ "เ" และ "า" ถ้าเราจะเขียนคำว่า "เอา" เราจะไม่เอาตัว "เ" และตัว "า" มารวมกันนะครับ มันจะเป็นอักษรใหม่ขึ้นมาต่างหาก

    อักษรเบลนี้จะใช้พวกตัวเลขมาแทนอักขระต่างๆ ลองนึกเอาก็แล้วกันครับ อย่างเช่นตัวอักขระ "ก" คนตาบอดจะนับ 1245 (นับแยกตัวเลขทีละตัวเหมือนบอกเบอร์โทรศัพท์) ยังมีตัวอักขระ "ข" นับเป็น 13 และยังมีอีกหลายตัว แต่ว่าผมไม่ได้ใช้อักษรเบลนานมากแล้ว ทำให้ผมจดจำไม่ค่อยได้ เนื่องจากในช่วงที่ผมไปเรียน มันเริ่มมีระบบช่วยเหลือคนพิการอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทำให้ผมไม่ค่อยจดอะไรลงกระดาษ ใช้แต่โทรศัพท์อย่างเดียวในการพิมพ์และจดบันทึก แล้วผมก็จำไม่ได้ว่าอุปกรณ์ที่ใช้เขียนอักษรเบลมันเรียกว่าอะไรด้วย จำได้แค่ว่า ก่อนพิมพ์ ต้องพับกระดาษครึ่งเข้าหากัน เพื่อให้มันมีความหนามากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้จะใช้สำหรับกระดาษบาง อย่างเช่น กระดาษเอสี่ แต่ถ้ากระดาษมันหนาอยู่แล้ว ไม่ต้องพับครึ่งเข้าหากัน ส่วนวิธีการผสมอักขระ มันต่างจากคนปกติที่ใช้กัน ทำผมงงไปเป็นเดือน อย่างที่บอกไปว่ามันไม่ได้ผสมอักขระหรือจัดเรียงเหมือนคนปกติที่เขามองเห็น

    เขียนไปผิวเผินก็ได้ครับ ประมาณว่า อักษรเบลมันทั้งยากและมึนงงในการอ่านมาก โดยเฉพาะต้องจดจำตัวเลขแทนอักขระเป็นนับร้อยตัวเลข จึงไม่ต่างจากจดจำเบอร์โทรศัพท์นับร้อยๆ เบอร์ ด้วยเหตุนี้คนตาบอดจะมีความจำดีกว่าคนปกติครับ สามารถลองไปทดสอบคนที่เคยเรียนอักษรเบลได้ แค่บอกเบอร์โทรศัพท์เพียงครั้งเดียว เขาก็จดจำได้แล้วครับ แล้วยังเป็นการจดจำแม่นเสียด้วย (อย่าไปโกหกต่อหน้าพวกเขานะครับ พวกเขาจำแม่นมาก ถ้าคราวหลังมาพูดไม่ตรงประโยคเดิม พวกเขาจะจำได้ทันทีว่า คุณโกหกครับ อันนี้บอกไว้เผื่อเอาไปเขียนเป็นมุกตลกๆ)
    #311
    1
    • #311-1 ริญญดา(จากตอนที่ 47)
      11 มิถุนายน 2561 / 17:27
      ขอบคุณมากค่ะ ได้ประเด็นเรื่องคนตาบอดมากมายเลยค่ะ ซึ่งจะช่วยการเสริมเนื้อหาได้อีกเยอะเชียว

      อาจจะต้องรอเวลาสะดวกๆ ในการปรับแต่งรีไรท์นิยาย ที่จริงๆ อยากจะทำตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีเวลาจะทำ เพราะดูเหมือนจะต้องใช้เวลามาก พอคุณมาช่วยแนะ ก็รู้สึกว่าควรหาเวลาบ้างแล้วค่ะ
      #311-1
  13. #310 white cane (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 22:09
    มีเขียนตกไปคำหนึ่งครับ

    มายด์คิดว่าน้องออมช่างเป็นคนที่เข้าใจในเรื่องความรักอย่างจริงแท้ ทุกคำพูดของน้องเกี่ยวกับความรัก ทำไมฟังเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นที่ผู้ "เชี่ยว" มาบอกมาสอนให้คนที่ไม่เคยรับรู้เรื่องเหล่านี้สามารถเข้าใจได้แทบจะในทันทีที่ได้ยินได้ฟัง

    ในเครื่องหมายคำพูด ดูเหมือนจะตกคำว่า "ชาญ" ไปครับ

    ความจริงเกี่ยวกับคนตาบอด ถ้ามีพี่เลี้ยง น่าจะมีเขียนพาตัวละครไปที่สมาคมคนตาบอดด้วย ไปพบเจอคนตาบอดคนอื่นๆ เนื่องจากคนตาบอดที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือป่วย ส่วนใหญ่มักชอบเก็บตัวเงียบภายในบ้าน แล้วจมอยู่กับความทุกข์ แต่ถ้าพวกเขาได้ไปเจอคนตาบอดคนอื่นๆ เหมือนกัน จะทำให้พวกเขาไม่รู้สึกเดียวดาย เป็นกรณีเดียวกับคนหูหนวก เมื่อพบเจอผู้พิการเหมือนกัน เขาจะไม่รู้สึกเศร้า เพราะมีคนตาบอดเหมือนกัน พวกเขาจะเข้าใจความรู้สึกกันดี นอกจากนี้อาจเป็นการเปิดหูเปิดตาและปลอบใจด้วย ประมาณว่า เขาไม่ได้เป็นคนพิการเดียวคนเดียวที่ต้องเผชิญเรื่องราวเลวร้ายนี้

    แล้วก็เกี่ยวกับคนพิการส่วนใหญ่ที่คนตาดีอาจไม่รู้ คนตาบอดชอบอ่านนิยาย ชอบคุย ชอบไปเที่ยว ทั้งๆ ที่ไม่เห็นก็ตาม(ส่วนใหญ่)

    สิ่งที่คนตาบอดไม่ชอบ คือ ได้ยินคนตาดีพูดว่า "คนตาบอด" คำนี้พวกเขาไม่ชอบนะครับ พวกเขาชอบให้เรียกว่า "ผู้พิการทางสายตา" มากกว่า แต่ถ้าในหมู่คนตาบอดด้วยกัน มักชอบพูดเล่นว่า "ผู้เชี่ยวชาญในความมืด" จบแค่นี้ครับ

    ส่งท้ายอีกนิด ถ้าใครมีจิตอาสา อยากอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง สามารถโทรไปสอบถามวิธีการอ่านหนังสือในระบบ "เดซี" ได้ที่เบอร์ 022463835 (เบอร์นี้เป็นเบอร์ของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย) บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ต้องการเป็นจิตอาสาอ่านหนังสือในระบบเดซี ควรทำยังไง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะแนะนำเอง ซึ่งเขาจะให้ไปประชุมในกรุงเทพ เพื่ออบรมวิธีการอ่าน แต่ว่าในยุคสมัยนี้ผมไม่ทราบว่าสมาคมมันพัฒนา "เอาวิธีการอ่านมาเขียนบอกที่หน้าเว็บไซต์ แทนการเดินทางเข้ากรุงเทพแล้วหรือไม่" (ความจริงตัวแอพจิตอาสาที่ไว้สำหรับอ่านหนังสือก็มี แต่ว่าผมจำไม่ได้ว่ามันชื่อว่าอะไร ที่แน่ๆ คนตาบอดส่วนใหญ่มักชอบฟังจากการโทรไปที่เบอร์ 1414 มากกว่า เนื่องจากคนตาบอดส่วนใหญ่มากกว่าครึ่ง ใช้โทรศัพท์แบบหน้าจอลูบไม่เป็น ใช้แต่กดปุ่มเป็นอย่างเดียว ส่วนหนึ่งคือเป็นคนตาบอดยุคเก่า มีส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นคนตาบอดยุคใหม่ สามารถใช้โทรศัพท์หน้าจอสัมผัสได้ ดังนั้นส่งไฟล์หนังสือเสียงไปที่ระบบเดซีจะดีกว่าครับ)
    #310
    0
  14. #309 white cane (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 21:27
    ผมเคยไปเรียนราชสุดา เจอกลุ่มผู้พิการหูหนวก อาจารย์บอกว่า พวกเขามักมีอารมณ์รุนแรง เนื่องจากสื่อสารกับใครไม่ได้ เห็นปากใครขยับ ก็นึกไปว่าด่าพวกเขาหรือเปล่า แต่ถ้าผู้พิการกลุ่มนี้มาเรียน จะมีความสุขมากกว่า เนื่องจากได้เจอผู้ที่เป็นเหมือนตัวเอง พวกเขาจะเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าคนที่บ้าน

    แล้วผมก็เคยได้เรียนภาษามือ เอามาเพื่อใช้สื่อสารกับพวกเขาโดยเฉพาะ เนื่องจากเวลาหลงทางหรือต้องการอะไร เราสามารถสื่อสารกับพวกเขาให้ช่วยได้ทันที แต่ติดตรงที่เราไม่สามารถรับการสื่อสารของพวกเขาได้ คนตาบอดทำได้เพียงสื่อสารออกไปเท่านั้น
    #309
    0
  15. #308 white cane (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 20:47
    ความจริงคนตาบอดสามารถล้างจานได้ รวมถึงทำอาหารด้วย แต่ว่าถ้าเป็นของพวกทอดอาจต้องใช้ความชำนาญมากกว่าปกติ มันต้องกะเวลาเอา
    #308
    0
  16. #307 white cane (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 21:05
    ถ้าตอนหน้า ตัวละครเอกจดจำได้ว่าตรงไหนมีสิ่งที่อาจทำให้หน้าผากไปชน มายควรบอกด้วยว่า ต้องยกแขนข้างหนึ่งมาบังใบหน้า โดยต้องทำอยู่ในลักษณะเหมือนคาดเข็มขัดนิรภัยบนรถยนต์ หันหน้ามือออกไปทางที่จะมีสิ่งกรีดขวาง
    #307
    0
  17. #306 white cane (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 21:58
    ในยุคนี้ก็มีหนังทำมารองรับคนตาบอดแล้ว (ปี 2560 ขึ้นไป) สามารถหาฟังได้ที่ iTunes Store ของแอปเปิล แต่ไม่มีภาษาไทย มีแต่ภาษาอังกฤษและต้องเป็นหนังฝรั่งด้วย

    เนื่องจากหนังไทยไม่มีการทำรองรับคนตาบอด นอกจากต้องไปทำกันเองเหมือนในนิยายตอนนี้ คือต้องมีคนใกล้ชิดบรรยายให้ฟัง ค่ายหนังไม่มีนโยบายสำหรับคนตาบอด
    #306
    0
  18. #305 white cane (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 / 08:56
    ตรงที่เขียนบอกวิธีการใช้ไม้เท้าขาว เกือบถูกครบหมดแล้วครับ ต้องอธิบายเพิ่มเติม นั่นคือต้องเอามือที่จับไม้เท้ามาตรงสะดือแล้วยื่นออกไปข้างหน้าให้สุด ในช่วงแรกอาจจะเมื่อยหน่อย แต่เมื่อทำไปนานๆ จะชิน แล้วต้องแกว่งไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกาโบราณเฉพาะข้อมือเท่านั้น

    วิธีการใช้ไม้เท้ามันมีอยู่หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะใช้ต่างกันออกไปในแต่ละสถานที่ แต่โดยหลักๆ จะใช้อยู่ 2 วิธี นั่นคือการแตะแบบสองจุด และแตะแบบสามจุด

    การแตะแบบสองจุด คือการแกว่งปลายไม้ให้กว้างกว่าขนาดของความกว้างของไหล่ ไม่เช่นนั้นอาจเดินไปชนสิ่งต่างๆ ได้หากพื้นที่การสำรวจของไม้ไม่เพียงพอ

    ส่วนวิธีที่สอง ที่เรียกว่า แตะสามจุด นั่นคือ การใช้ปลายไม้แตะพื้นเพิ่มขึ้นมาอีกจุด จากปกติที่จะใช้ปลายไม้แตะพื้นด้านมุมซ้ายสุดหรือแตะที่มุมขวาสุด ก็เพิ่มการแตะตรงกึ่งกลางเข้ามาด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการสำรวจพื้นที่ของพื้นผิวที่จะเดินไป ทว่าวิธีที่สองนี้ จะทำให้ผู้ใช้งานเสียเวลาเพิ่มขึ้นในการเดิน ส่วนใหญ่จึงไม่นิยมใช้กัน แต่จะใช้วิธีแรกที่กล่าวไปมากกว่าครับ
    #305
    2
    • #305-1 white cane(จากตอนที่ 10)
      24 พฤษภาคม 2561 / 09:06
      ลืมบอกไปว่า ไม้เท้ามันมีหลายแบบ จะเขียนเพิ่มไปก็ได้ว่า เอาไม้เท้ามาให้ตัวละครเลือกลองใช้ดูก็ได้ มันมีทั้งแบบ พับเก็บได้ ,ยืดหดเหมือนเสาอากาศได้ และทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากแข็งเป็นต้นเสา ทว่าแบบสุดท้ายนี้จะมีความทนทานมากกว่าไม้เท้าทุกแบบ

      นอกจากนี้ที่ปลายไม้เท้ายังมีหลายแบบ เช่น แบบลูกล้อ แบบมีเซนเซ่อตรวจจับสิ่งของ (แต่แบบเซนเซ่อนี่ไม่สามารถใช้ในเมืองไทยได้ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศการจัดเมืองมันแย่มาก เดินไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งกรีดขวาง พื้นที่ไม่มีการการจัดเป็น-เป็นส่วนชัดเจน) ซึ่งแต่ละแบบนี้จะใช้ต่างสถานที่กันด้วยนะครับ อย่างเช่นแบบลูกล้อหรือลูกกลิ้ง จะใช้สำหรับสถานที่เป็นพื้นเรียบ อย่างเช่น อาคารสำนักงานต่างๆ เป็นต้น (แต่สำหรับเมืองไทย แทบเอามาใช้งานไม่ได้ครับ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีการทำรองรับผู้พิการอย่างจริงจัง)
      #305-1
    • #305-2 white cane(จากตอนที่ 10)
      24 พฤษภาคม 2561 / 10:47
      เพิ่งนึกออกอีกหนึ่งอย่าง การแกว่งไม้เท้าคนตาบอด ต้องแกว่งตามจังหวะการเดิน อย่างเช่น....

      ขาขวาก้าวไปข้างหน้า ไม้เท้าต้องแกว่งไปทางซ้าย

      ถ้าขาซ้ายเก้าวไปข้างหน้า ไม้เท้าต้องแกว่งไปทางขวา

      ต้องทำอย่างพร้อมเพรียงกัน ยิ่งเดินเร็วเท่าไร ต้องยิ่งแกว่งไม้เท้าเร็วมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าคนตาบอดส่วนใหญ่มักไม่เดินเร็ว เนื่องจากอาจทำให้ไปชนสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า เหตุเกิดเพราะสำรวจพื้นที่ไม่หมด
      #305-2
  19. #304 white cane (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 21:45
    ขอแนะนำเพิ่มเติมนะครับ ถ้าจะเริ่มการฝึก โดยตัวผู้สอนเป็นพี่เลี้ยงแบบนี้ ตัวผู้เลี้ยงน่าจะเอาไม้เท้าขาวมาให้ด้วยนะครับ (หมายถึงไวท์เคน( ซึ่งความยาวของตัวไม้ ต้องไม่ยาวและสั้นจนเกินไป ถ้าผมจำไม่ผิด ไม้เท้าควรมีความยาวเสมอหน้าอกมั้งครับ

    นอกจากการแนะนำวิธีกินอาหารแล้ว น่าจะเพิ่มตรงที่สอนการจับเก้าอี้ด้วย อย่างเช่น ก่อนนั่ง ควรสำรวจก่อนว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน โดยใช้หลังมือปาดไปกับที่นั่งเพื่อสำรวจ

    ผู้สอนต้องมีบอกเพิ่มเติม นั่นคือ “ห้ามใช้มือควานไปบนโต๊ะ” เนื่องจากผู้พิการที่ตาบอดโดยอุบัติเหตุหรือป่วย มักชอบควานไปบนโต๊ะเพื่อสำรวจ ซึ่งจะทำให้ข้าวของเกิดความหายนะ

    ส่วนการขึ้นกะได สำหรับคนตาบอดเป็นเรื่องลำบากมาก จึงต้องใช้ไม้เท้าขาว โดยการขึ้นแต่ละขั้น ต้องจับตรงด้ามไม้แบบกำ จากนั้นยื่นออกไปจากตัว ปล่อยให้ตรงปลายไม้เท้าข้างล่างเคาะไปกับกะไดแต่ละขั้นที่ก้าวขึ้น การทำแบบนี้จะทำให้ผู้พิการสามารถคาดได้ว่าขั้นกะไดนั้นสูงมากน้อยแค่ไหนและรวมถึงนับได้ว่ามันกี่ขั้น

    นอกจากนี้ต้องมีการสอนต่างๆ เพิ่มเติม โดยต้องสอนสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ คือการหาของ ในกรณีที่ทำของตก จะใช้มือก็ได้ ใช้ไม้เท้าก็ดี

    การใช้มือ มันมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี

    วิธีแรก เรียกว่า กลางปีกเครื่องบิน (อันนี้ผมจำไม่ได้ว่าเรียกถูกต้องหรือไม่) นั่นคือต้องนั่งท่าเทพบุตรแบบตอนไหว้พระ หลังจากนั้นเอามือแบไปกับพื้นในท่าเหมือนก้มกราบ แล้วขยายมือออกไปทั้งสองข้าง ถ้าไม่เจอของ ก็หุบมือมาชิดกันเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็เลื่อนขึ้นไปอีกนิด แล้วขยายมือออกทั้งสองข้างต่อ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอของ

    ส่วนวิธีที่สอง อันนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่าเรียกว่าอะไร มันต้องนั่งในท่าเหมือนวิธีแรก หลังจากนั้นให้เอามือแบไปที่พื้น แล้วเริ่มหมุนเป็นวงกลมอย่างช้าๆ โดยต้องทำทั้งสองข้างพร้อมกัน วิธีนี้เหมือนกับวิธีแรก แตกต่างตรงแค่เป็นการหมุนมือเท่านั้นครับ
    #304
    1
    • #304-1 white cane(จากตอนที่ 6)
      22 พฤษภาคม 2561 / 21:48
      ลืมบอกวิธีใช้ไม้เท้าหาของครับ

      วิธีนั้นไม่มีอะไรมาก แค่เอาไม้เท้าวางในท่านอนไปกับพื้น จากนั้นปาดให้เหมือน "ตัวปาดน้ำฝนที่หน้ากระจกรถ" (วิธีนี้จะใช้สำหรับหาของที่ชิ้นใหญ่เท่านั้น ถ้าเป็นของชิ้นเล็กอย่างพวกเหรียญ ต้องใช้มือเท่านั้นครับ)
      #304-1
  20. #303 white cane (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 21:35
    ขอแนะนำเพิ่มเติมนะครับ ตรงเนื้อหาที่เขียนว่า... "คุณพ่อคะ วิธีการพาคนตาบอดเดินที่ถูกวิธีคือให้เขาจับที่ต้นแขนของเราไว้ ไม่ใช่จับมือกันเดินนะคะ เพราะการรับรู้ของคนเดินตามจะชัดเจนกว่าการจับมือกันเดินค่ะ เมื่อคนเดินนำเคลื่อนไหวไปทาง ซ้าย ขวา หรือเดินขึ้น ลง คนเดินตามจะรับรู้ได้ชัด ถ้าหากเจอที่แคบๆ คนเดินนำก็เอามือไพล่ไปด้านหลัง แล้วบอกเขาสักหน่อยว่าข้างหน้าเป็นประตู หรือที่แคบ เขาจะได้เดินหลบได้ค่ะ”

    น่าจะเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีกนิดครับ เพราะความจริงเขาให้จับเหนือตรงศอกขึ้นไปเล็กน้อยเท่านั้นครับ ส่วนมือไพล่หลัง ต้องบอกเพิ่มเติมว่า ให้เปลี่ยนมาจับตรงกึ่งกลางท่อนกระดูกที่อยู่ระหว่าง "ศอก" และ "มือ" เพื่อทำให้ผู้พิการที่อยู่ด้านหลังเดินได้สะดวกมากขึ้น (แต่ผมไม่รู้ว่าท่อนกระดูกชิ้นนั้นเรียกว่าอะไร จึงไม่สามารถบอกได้ครับ รู้แค่ว่ามันเป็นกระดูกที่เชื่อมอยู่ระหว่างศอกและมือ)
    #303
    2
    • #303-1 white cane(จากตอนที่ 4)
      17 พฤษภาคม 2561 / 08:59
      ผมลืมบอกไป ตอนตัวผมไปพบผู้แนะนำหรือครูฝึกสอน ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกอย่างไหน เขาจะบอกให้ผู้พิการรู้จักบริการหนังสือเสียงเดซี โทร 1414 เพื่อให้ไปฟังหนังสือต่างๆ คลายเครียด (แต่ต้องไปสมัครสมาชิกก่อนนะ ไม่งั้นเข้าอ่านไม่ได้ เนื่องจากระบบสมาคมเดี๋ยวนี้เขาบังคับให้สมัครสมาชิก เพราะมีคนทั่วไปเข้าอ่านมากเกินไป ทำให้ระบบรองรับผู้ใช้งานไม่ไหว เนื่องจากคนตาดีเข้าไปอ่านเยอะกว่าคนตาบอด)

      แล้วอยากให้มีการแนะนำว่า จงไปทำบัตรคนพิการด้วยครับ เพราะบัตรคนพิการจะให้สิทธิต่างๆ มากกว่าคนปกติ อย่างเช่น เบอร์โทรศัพท์ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีโปรโมชันให้สำหรับคนพิการโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นโทรฟรี ใช้อินเทอร์เน็ตไม่เสียตังค์(เฉพาะบางแอพเท่านั้น ส่วนที่เหลือเสียค่าเน็ตเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าจะเสียเงินน้อยกว่าคนปกติ) และมีเกมให้เล่นแก้เครียด (อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าอ่านตรงที่เขียนข้ามไปหรือไม่ ดูเหมือนว่าจะไม่มีการแนะนำให้ไปทำบัตรคนพิการเลย อีกอย่างถ้าไม่ทำบัตรคนพิการ จะไม่สามารถเข้าอ่านหนังสือเสียงเดซี)

      แล้วก็ถ้าใครมองเห็นบังเอิญมาอ่านเจอข้อความตรงนี้ อย่าคิดโทรไปที่เบอร์นั้นนะครับ นอกจากคุณจะไม่ได้ฟังอะไรทั้งสิ้นนอกจากเสียงโปรแกรมตาทิพย์ที่เหมือนเสียงหุ่นยนต์เด็ก ยังทำให้เสียเงินค่าโทรไปฟรีๆ ด้วย
      #303-1
    • #303-2 white cane(จากตอนที่ 4)
      17 พฤษภาคม 2561 / 09:17
      ผมลืมไปอีกเรื่อง นิยายเรื่องนี้รู้สึกว่าจะเขียนมาตั้งแต่ในช่วงปี 56 ใช่ไหม

      ถ้าผมจำไม่ผิด ช่วงในยุคแรกๆ สมาคมคนตาบอดจะมีโปรแกรมเสียงให้อัพเดทเข้าสู่เครื่องโทรศัพท์ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น แต่สำหรับในช่วงปีหลังๆ มา มีโปรแกรมที่ไม่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว แค่ไปที่ร้านโทรศัพท์ บอกเขาว่าสั่งซื้อโปรแกรม "วาจา" หรือดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีอย่าง "ทอกบาค" อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าเรียกถูกหรือไม่ มันเป็นโปรแกรมของทางฝั่งแอนดอย ส่วนทางฝั่งแอปเปิลก็มี แต่ไม่ต้องไปดาวน์โหลดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันมีอยู่ในเครื่องอยู่แล้ว มันมีชื่อว่า ว้อยโอเวอร์
      #303-2
  21. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  22. #301 คนอ่านธรรมดา
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 11:04
    อ่านถึง5 ตอนแรก

    อดมาชื่นชมก่อนไม่ได้เลยค่ะ

    ตัวอักษรพวกนี้ มันถ่ายทอด ความคิดดีๆ ความอบอุ่น

    จากคนเขียนได้เยี่ยมมากค่ะ



    เป็นนิยายรัก ที่ให้อะไร มากกว่าความสนุก

    สมเกียรติ กับรางวัลค่ะ



    ชื่นชมมากๆค่ะ ชื่นชมจริงๆเลยค่ะ
    #301
    0
  23. #300 คนอ่านธรรมดา
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 09:33
    อ่านถึง5 ตอนแรก

    อดมาชื่นชมก่อนไม่ได้เลยค่ะ

    ตัวอักษรพวกนี้ มันถ่ายทอด ความคิดดีๆ ความอบอุ่น

    จากคนเขียนได้เยี่ยมมากค่ะ



    เป็นนิยายรัก ที่ให้อะไร มากกว่าความสนุก

    สมเกียรติ กับรางวัลค่ะ



    ชื่นชมมากๆค่ะ ชื่นชมจริงๆเลยค่ะ
    #300
    0
  24. #299 pokosipo (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 07:01
    โอ๊ยน่ารักมากไม่รู้จะหลงพี่มายหรือหลงน้องออมดี เพิ่งมาอ่านสนุกมากเลยค่ะ????
    #299
    0
  25. #298 wat_r
    วันที่ 13 มีนาคม 2558 / 15:58
    “ ‘ดวงตา อาจจะมีความสำคัญในการมองเห็นแต่ ใจ สามารถเห็นได้มากกว่าตาเสียอีก ถึงตาคุณจะบอดคุณก็แค่ไม่เห็นภาพต่างๆ แต่ถ้า ใจคุณบอด ต่อให้คุณตาดี คุณก็จะไม่เห็นอะไรเลย” --

    จากประโยคนี้ทำให้ลองคลิกเข้ามาอ่าน...
    รู้สึกเป็นคำกล่าวที่แฝงไปด้วยแง่คิด เป็นการเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยที่ดูลึกซึ้ง
    ดวงตาอาจทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ทางกายภาพได้จริงอยู่ แต่ดวงใจยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะยามที่ใจสัมผัสถึงใจ เราก็จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น มันซึ้งยิ่งกว่าภาพที่ใช้ตามอง 
    ก็อย่างที่ผู้เขียนบอก... ถ้าใจบอดก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย 
    ประโยคที่ยกมาทำให้รู้สึกได้แบบนั้น

    บางครั้งตัวอักษรที่สั้นๆ แต่สามารถบรรยายออกมาได้นับล้านความรู้้สึก เปี่ยมความหมาย และเต็มไปด้วยข้อคิดที่ดี ทำให้ผู้อ่านคนนี้ฉุกคิดถึงการใช้ใจสัมผัสใจขึ้นมาได้

    สุดท้ายนี้ขอบคุณสำหรับการแนะนำ :)
    #298
    1
    • 12 พฤศจิกายน 2558 / 17:04
      ขอบคุณคุณ wat_r ค่ะ ที่ช่วยเข้ามาแสดงความเห็น ขอโทษที่ไม่ได้เข้ามาตอบเสียนานเลย

      ส่วนตัวชอบอ่านคำคม หรือ แง่คิดสั้นๆ มันทำให้เราแปลความไปได้หลากหลายดีกว่าคำที่กล่าวออกมาตรงๆ ถ้าตีความหมายได้ออกจะกินใจและซาบซึ้งทีเดียวค่ะ
      #298-1