The Teleporter

ตอนที่ 2 : The Teleporter Ending

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    15 ก.ค. 63

หลังจากนั้นผมก็กลับมาที่บ้าน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเอามากๆ และจากรายงานของนักวิจัยคนอื่นที่ถูก   ส่งไปดูคนที่ผิดปรกติเหมือนกัน พวกเค้ามีอาการแบบเดียวกัน บางคนก็นิ่งไปเลย บางคนก็เพ้อเดินไปมาด้วยท่าทางแปลกประหลาด แต่ยังไม่มีใครคลั่งแบบที่ผมเจอ ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมทำอยู่ได้ทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นจริงไหม ถึงแม้จะว่านั่นจะเป็นส่วนน้อยก็ตามที แต่ผมก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี จนคืนนั้นภรรยาผมก็ได้เข้ามาปลอบผม “การเสียสละเป็นเรื่องธรรมดาของความก้าวหน้า” ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริงก็ตามที แต่ผมก็ไม่ดีขึ้นเลย 

 

คืนนั้นผมไม่อาจข่มตาหลับลงได้ ผมจึงพยายามไปตรวจสอบเครื่ยงเทเลพอร์ตของผม ผมอยากรู้ว่าปัญหามันคืออะไรกันแน่ แต่ก็ไม่เจออะไร มันคงเป็นแค่บัคจริงๆ ผมพยายามเทเลพอร์ตตัวเองไปที่สวนสาธารณะ แต่ว่า...

 

เดี๋ยวก่อน ดับอีกแล้ว นี่มันแปลกมากๆ มีแค่ผมคนเดียวที่ไม่เคยได้ใช้เครื่อง พอขึ้นเครื่องปุ๊บแกนวาร์ปก็ไหม้ทุกที แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมเผลอผล็อยหลับไป 

 

ผมพบเจอกับความฝันเดิมๆเหมือนทุกที ฝันนั้นควรจะเป็นฝันที่เปี่ยมไปด้วยความสุข แต่การฝันซ้ำๆกันตลอด 2 ปี มันทำให้ฝันนี้กลายเป็นดั่งฝันร้าย ที่มีแต่ตัวผมที่ไม่อาจเข้าใจความหมายของมันได้

 

เช้าวันนั้นผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม ผมเริ่มกลัวและซึมเศร้า นั่นทำให้ผมนึกถึงพ่อแม่งมงายของผม ขึ้นมา ผมคิดถึงพวกเขา วันนั้นผมลางานและกลับบ้านไปพร้อมกับดาวภรรยาสุดที่รักของผม

 

ผมเองเกลียดที่นั่นมากทำให้ไม่ได้กลับมาเป็น 10 ปีแล้วตั้งแต่เริ่มการทดลองเปลี่ยนชีวิตของผม ที่นั่นเป็นบ้านนอกที่ยังไม่มีเครื่องเทเลพอร์ต นั่นทำให้ผมและภรรยาใช้รถไฟในการเดินทาง ผมมาถึงหน้าบ้านไม้ที่ผมแสนชิงชังพร้อมกับภรรยาของผม แต่พ่อแม่ของผมก็ออกมาต้อนรับผมอย่างอบอุ่น

 

“หนูก็อปปี้ กลับมาแล้วเหรอ แม่คิดถึงลูกมากเลย” แม่ผมเรียกผมด้วยวิธีที่ผมเกลียด

 

“แม่เลิกเรียกผมอย่างนี้ซะทีเหอะ ผมโตแล้วนะ อายภรรยาผมบ้าง” ผมเขินหน้าแดงในขณะที่ดาวเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะอยู่ข้างๆตัวผม

 

“โอ้ เดี๋ยวนี้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วเหรอ แหมภรรยาเป็นสาวสวยซะด้วย” พ่อผมพูดแซว

 

“แหม ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” คราวนี้เป็นคราวของดาวที่เขินบ้าง

 

พวกผมเข้ากันไปภายในบ้าน แม่กับดาวสนิทกันค่อนข้างเร็วขณะที่ผมกำลังนั่งปรับทุกข์กับพ่อ

 

“ฝันประหลาดงั้นเหรอ ปกติแกเป็นคนเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” พ่อผมพูดด้วยสายตาสงสัยในตัวลูกชาย

 

“เรื่องนี้ผมเชื่อว่าเป็นวิทยาศาสตร์แน่ๆ แต่ผมเองก็ยังไม่รู้ เผื่อพ่อจะรู้อะไรบ้าง แต่ไม่ได้คาดหวังหรอกนะ” ผมเองก็ยังคงปากไม่ตรงกับใจ แต่จริงๆผมคาดหวังนะ

 

“ฝันงั้นเหรอ พ่อเองก็ไม่รู้หรอก แต่พ่อรู้จักคนที่น่าจะรู้” พ่อพูดขณะเกาคางไปด้วย

 

“แม่หมอคนไหนอีกล่ะ หมอจี๊ด หมอหยง หรือหมอปลา” ผมทำหน้าซังกะตายพลางเอ่ยชื่อหมอที่ผมคิดว่าต่างลวงโลกที่เคยเจอตอนเด็กๆออกมา

 

“ไม่หรอก แม่หมอมณี รอบนี้แกไม่เคยเจอหรอก” พ่อพูด

 

“มีแม่หมอที่พ่อไม่เคยพาผมไปเจอด้วยเหรอ” ผมพูด

 

“มี เพราะแม่หมอแกคิดแพง พ่อเลยไม่เคยพาไป”

 

“….”

 

หลังจากนั้นผมกับดาวก็พากันไปที่ตำหนักของแม่หมอที่เป็นบ้านไม้ทรงไทยมีใต้ถุนไว้เลี้ยงไก่ ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา  แต่บรรยากาศสุดหลอน พวกเราเดินกันเข้าไปข้างในบ้าน ในนั้นเต็มไปด้วยของแปลกๆหน้าสะอิดสะเอียดที่ดองไว้ในโหลมากมายตั้งเกะกะเต็มพื้น และมียายแก่ผมขาวกระเซอะกระเซิงรุงรังนั่งสมาธิอยู่ ทันใดนั้นแม่หมอก็ลืมตาขึ้นแสดงอิทธิฤทธิ์ทันใด

 

“นี่ยัยหนู ทำแท้งมาเหรอ” แม่หมอทักด้วยเสียงเรียบๆนุ่มลึกน่าศรัทธา

 

“พวกเราไม่เคยมีลูกครับ” ผมตอบ

 

“…..”

 

“…...”

 

พวกเราเงียบใส่กัน สุดยอดความประทับใจแรก ว้าวสุดๆ แต่ผมยังคงไปต่อเพราะมาแล้วตั้งไกล

 

ผมเล่าเรื่องของความฝันให้แม่หมอฟัง แม่หมอตั้งใจฟังก่อนจะเริ่มทำนายด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เขาเอาถ้วยใส่น้ำสีดำสนิทวางไว้ตรงหน้าผม และถ้วยอีกใบนึงวางไว้ที่ด้านซ้ายของแต่ เอ๊ะ!!

 

“เดี๋ยวแม่หมอ ภรรยาผมอยู่อีกฝั่ง”

 

“โอ้ แปลกจริง โทษทีๆ ยายแก่ตาบอดก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ค่อยรู้ใครอยู่ไหนหรอก” ยายแก่ตาบอดแก้เขิน

 

ผมเริ่มกำลังคิดว่าผมมาทำอะไรที่นี่กับยายแก่ตาบอดกันนี่ จากนั้นยายก็ให้พวกเราเจาะเลือดลงในถ้วยน้ำ และยายแก่ก็วางบางอย่างที่เหมือนนิ้วคนแห้งๆลงบนถ้วย(ยายไปเอามาจากไหนเนี่ยผิดกฏหมายไหมเนี่ย) จากนั้นยายก็นั่งสมาธิปล่อยให้นิ้วในถ้วยหมุนไปมา แล้วยายแกก็ลืมตาขึ้น

 

“นี่มัน!!! ไม่น่าเชื่อ พ่อหนุ่มไปทำอะไรไว้กันแน่” แม่หมอดูท่าจะตกตะลึง

 

“รู้อะไรเหรอครับ” ผมถามด้วยความตื่นเต้นทั้งที่ปกติไม่เคยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มาก่อน

 

“ยายเองก็ไม่รู้” ยายพูด ทำให้ผมตกใจเก้อ ผมหมดความอดทนและรีบลุกออกไป

 

“แต่!!!!” ยัยแก่ตะโกนเสียงดังทำให้ผมหยุดเดินและหันกลับไปมอง

 

“จงระวังคนรอบข้างและสังเกตให้ถี่ถ้วน ทั้งหมดเลย” ยายแก่ทิ้งท้ายไว้ก่อนที่ผมจะหัวเสียเดินออกไป ส่วนดาวยังไม่ทันได้พูดอะไรผมก็ไปแล้วเธอเลยอยู่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทน

 

“แม่หมอคะ คิดเท่าไหร่คะ” ดาวถาม

 

“ส่วนเธอ ยัยหนู” แม่หมอทักก่อนจะหยุดไป

 

“ไม่มีอะไรเลย ฉันไม่คิดเงินเหมือนเจ้าหนุ่มนั่นจะไม่พอใจบริการเท่าไหร่” แม่หมอพูดต่อและยิ้มแบบหลอนๆ

 

หลังจากนั้น พวกเราก็จากลาพ่อแม่และเดินทางกลับบ้านของเรา พวกเรากลับไปใช้ชีวิตแบบปกติอีกครั้ง แต่แปลก   ที่คำพูดของแม่หมอยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของผมเสมอมา จนกระทั่ง วันนึงผมตัดสินใจทำในสิ่งที่แปลกจากเดิม ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมา ของก็ยังคงเปลี่ยนที่อยู่เสมอ แต่ครั้งนี้ผมเลือกที่จะไม่แตะต้องมัน 

 

วันนี้เซรั่มบำรุงหน้าของผมตกกลิ้งไปอยู่บนพื้นห้อง ผมทนไม่ใช้มันไปเลยวันนั้น

 

วันต่อมาที่ผมตื่นขึ้น ไม่รู้เป็นไปได้อย่างไร วันนี้มีผ้าพันคอของผมตกลงมาอยู่ข้างๆ เซรั่มบำรุงหน้า แต่นี่ไม่ใช่หน้าหนาวนะ ใครจะเอาออกมากัน

 

วันต่อมามีขนมหกเรี่ยราดเต็มพื้นห้องไปหมด อันนี้ไม่ได้จริงๆ มดขึ้นแน่ๆ แต่ผมต้องอดใจเอาไว้ แต่ภรรยาผมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย ตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้ว ที่ผมไม่ยอมเก็บของแต่รอบนี้เป็นขนม เธอจึงออกไปนอนที่โรงแรมแทนที่จะนอนกับผม 

 

คืนนี้เองก็เป็นคืนสำคัญ ผมตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างที่แปลกประหลาดออกไป ไม่ใช่ตอนตื่นแต่เป็นตอนหลับ ผมกลับมาอยู่ในสถานที่ขาวโพลนว่างเปล่าอีกครั้ง งานปาร์ตี้เองก็ยังคงน่าสนุกเหมือนอย่างเคย แต่รอบนี้ไม่ว่าพวกเขาจะกวักมือเรียกเท่าไหร่ผมก็ไม่ยอมไป ผมยืนมองอยู่แบบนั้นจนอาหารหมดโต๊ะ นี่เป็นฉากที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนตลอด 2 ปีมานี้

 

ผมเห็นคนจำนวนมากค่อยๆเดินมาจากที่ไกลๆบนมือแต่ละคนถืออาหารมากันด้วย ดูเหมือนพวกเขาตั้งใจจะมาเติมโต๊ะและเข้าร่วมปาร์ตี้ด้วย แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้พอจนอยู่ในระยะมองเห็นผมเองถึงกับต้องผงะคนลุกซู่ไปทั้งตัว 

 

อาหารที่พวกเขาถือมาเป็นสัตว์ตัวเป็นๆ ทั้งหนู กิ้งก่า กระรอก ปลา สัตว์ทุกชนิดนี้ถูกพวกผมใช้ในการทดลองทั้งหมด และมาถึงจานหลักสุดท้าย ที่วางตั้งตระหง่านอยู่กลางโต๊ะ 

 

โกลเด้น รีทริฟเวอร์ 

 

จากนั้นภาพตรงหน้าผมทำให้ผมน้ำตาไหลพลากสั่นเทาไปทั้งตัวด้วยความกลัว พวกเขาฉีกกระชากสัตว์เหล่านั้นด้วยความหิวกระหายโดยไม่สนว่าสัตว์เหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ เลือดไหลกระเซ็นเต็มใบหน้าของพวกเขาโต๊ะอาหารและพื้นที่ที่เคยเป็นสีขาว บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดง พวกเขาไม่ต่างจากซอมบี้ในหนังเลยแม้แต่น้อย เหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่อาจจะทนเห็นใบหน้าของดาวผู้เป็นที่รักของผมอยู่ในสภาพแบบนั้นได้ 

 

พวกเขากินทุกสิ่งจนหมดโต๊ะเหลือแต่เศษซากของกระดูก พวกเขาต่างมองมาที่ผม ไม่เว้นแม้แต่ซากของสัตว์เหล่านั้น พวกเขากวักมือเรียกผมเหมือนเช่นเคย แต่ไม่มีรอยยิ้มอีกแล้ว

 

อ้ากกกกกกก!!!!!

 

ผมกรีดร้องสุดเสียงก่อนที่จะวิ่งหนีออกมา และผมก็สะดุ้งตื่นขึ้น ผมไม่เคยฝันร้ายขนาดนี้มาก่อนในรอบ 2 ปี ผมหายใจหอบเหนื่อยเสมือนได้วิ่งมาราธอนหนีออกมาจากฝันร้ายจริงๆ

 

ผมลุกออกจากเตียงและสังเกตเห็นของบนพื้น นั่นทำให้ผมขนลุกและหลั่งน้ำตาออกมา แล้วร้องไห้เหมือนกับคนบ้า ผมเห็นมัน ของชิ้นสุดท้ายที่อยู่บนพื้นคือสิ่งที่ผมมักเก็บไว้อย่างดีอยู่เสมอ มันคือพวงกุญแจรูปหัวใจครึ่งซีก ของขวัญชิ้นแรกที่ผมให้กับภรรยา ของทุกสิ่งบนพื้นได้เรียงกันเป็นคำว่า

 

I m here

 

ผมร้องไห้แทบจะขาดใจ เป็นเวลาเดียวกับที่ภรรยาผมกลับมาที่บ้านพอดี เธอเห็นผมร้องไห้เหมือนเด็กทารกเธอจึงวิ่งเข้ามากอดผม แต่ผมหลบถอยออกมาหลังชิดกำแพง ไม่ยอมให้เธอได้ทำ ผมต้องรู้ความจริง ถามคำถามออกมาสิ

 

“เธอ จำเดทแรกของเราได้ไหม” ผมถาม

 

“จำได้สิ วันนั้นเราไปดูหนังสยองขวัญกันตามที่ฉันต้องการ จากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้านเบอร์เกอร์ คุณเป็นคนไม่ โรแมนติกเลยนะ” ภรรยาของผมตอบ รายละเอียดถูกต้องทุกอย่าง

 

“แล้วเธอรู้สึกยัง ไงยังจำความรู้สึกได้ไหม ตอบตามความจริงมา” ผมคาดคั้นถาม

 

“ก็ต้องสนุกดีสิคะ ทุกที่คุณยังไงก็ต้องสนุกอยู่แล้ว” ภรรยาผมตอบ

 

“โกหกกกก!!!! เธอ โกหก” ผมตะโกนสวนออกไป

 

“ถึงเธอจะไม่เคยพูด แต่ฉันจำสีหน้าเธอได้ เดทครั้งแรกฉันคุยแต่เรื่องวิจัย หน้าของเธอเบื่ออย่างเห็นได้ชัด ผมไม่ได้โง่นะ เธอ....เป็นใครกันแน่” ผมพูดออกมาโดยน้ำตาคลอเบ้า

 

เธอนิ่งไปไม่ได้ตอบอะไรผมเลย เธอยิ้มออกมาในแบบที่ผมคุ้นเคย รอยยิ้มนี้เคยเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถรู้สึกแบบนี้ได้กับเธออีกแล้ว สำหรับผมรอยยิ้มนี้ช่างหนาวเย็นยะเยือกเสียเหลือเกิน ผมไม่สามารถทนเห็นรอยยิ้มนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

 

หลังจากวันนั้นมาผมไม่สามารถนอนหลับได้อีกเลย ผมกลัวที่จะเห็นฝันร้ายนั่น ต้องทนเห็นภรรยาผมในคราบผีดิบแบบนั้น ผมเริ่มรณรงค์ต่อต้านการใช้เครื่องเทเลพอร์ต ไม่มีใครเข้าใจเหตุผล ผมหลบหน้าเพื่อนร่วมวิจัยของผมทุกคนไม่เว้นแม้แต่ดาว 

 

ทุกคนที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยไม่ใช่เขาคนเดิมอีกแล้ว พวกเขาเป็นร่างเนื้อที่ถูกแยกและประกอบขึ้นมาใหม่ พวกเขาดำเนินชีวิตตามคำสั่งและตอบสนองตามสารเคมีในสมอง เขาจึงจำรายละเอียดความทรงจำได้ทั้งหมด แต่จดจำความรู้สึกที่พวกเขามีกับความทรงจำนั้นก่อนการเทเลพอร์ตไม่ได้เลย พวกเขาดำเนินชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย โดยพวกเขาเองก็ไม่รู้ตัว

 

แต่จะให้ผมรักพวกเขาได้ยังไงในเมื่อผมรู้ว่าผมเป็นคนฆ่าทุกคนที่ผมรักและล่องลอยเป็นวิญญาณวนเวียนอยู่รอบตัวผมตลอดๆและเสมอมา

 

ทุกคนเริ่มพากันคิดว่าตอนนี้ผมเป็นบ้าไปแล้ว ผมถูกบันทึกไว้บนประวัติศาสตร์ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่บ้าทันทีที่เปลี่ยนโลกแล้ว ไม่มีใครเลยที่ฟังผม นักลงทุนพวกนั้นไม่เคยเห็นผมในสายตาอีกเลย ทุกคนเอาแต่ยึดติดกับความสะดวกสบายที่ผมมอบให้ แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทุกครั้งที่พวกเค้าส่งใครคนนึงที่พวกเขารักเข้าไปในนั้น พวกเขาส่งคนเหล่านั้นไปตาย

 

ผมขลุกอยู่ในห้องทดลองห้องเก่าที่ผมเคยร่วมงานกับทุกคนที่ผมรัก ผมพยายามอย่างมากในทุกๆวันในการพาพวกเขากลับมา ผมจำใจเชื่อในเรื่องของวิญญาณโดยไม่มีข้อแม้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นผมก็ไม่อาจจะสามารถเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ได้ วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆแรมเดือน แรมปี ทุกๆวัน ทุกๆช่วงเวลาที่ผมใช้ในห้องทดลองนี้ทำให้ผมทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส กับความจริงที่ว่าพวกเขาเคยยิ้มและหัวเราะด้วยกันในห้องนี้ กับความจริงที่ว่าความเป็นอัจฉริยะที่ผมภาคภูมิใจนักหนาแต่ก็ยังพาพวกเขากลับมาไม่ได้ ผมเริ่มจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

 

นี่ก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว ไม่มีใครเลยที่ฟังผม ผมสู้อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ผมหย่ากับดาวไปแล้ว ตัดสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานทุกคน ตอนนี้ผมนั่งอยู่ในห้องวิจัยห้องเก่า จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ผมหวังแค่ว่าจะมีใครซักคนที่เจอบันทึกนี้ แล้วเชื่อผม และหยุดเครื่องจักรที่ชั่วร้ายที่ผมสร้างขึ้นที 

 

ผมหยุดการบันทึกเทปและเดินเข้าไปในเครื่องเทเลพอร์ตตัวต้นแบบของผม ที่ผมใช้ส่งคนที่ผมรักมากที่สุดใปในภพของคนตาย แล้วก็

 

กดปุ่มเดินเครื่องไป

 

00 END 00

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Zertierlith (@NoirX) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 11:21

    ผลอยหลับ *ผล็อยหลับ*


    อา. .เป็นแนวที่แปลกนิดหน่อยแต่เราก็พอจะเข้าใจในเนื้อหาที่ไรท์พยายามจะสื่อได้อยู่ บทบรรยายโอเคค่ะ อ่านแล้วเห็นภาพตามได้

    แต่จริงๆแล้วเนี่ย. .การทดลองแบบนี้นักวิทยาศาสตร์เขาจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบสภาพร่างกายของตัวทดลองให้ละเอียดกว่านี้ไม่ใช่เหรอคะ? แค่เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ได้และไม่มีบาดแผลภายนอกอะไรเลย เลยขยับมาทดลองประสิทธิภาพของเครื่องมือกับมนุษย์ กรณีที่ทำการทดลองแบบนี้กับมนุษย์ผู้ทดลองจำเป็นที่จะต้องถูกกักตัวและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนหากมีปริมาณสารบางอย่างในสมองผิดปกติไป พวกเขาก็ต้องทราบนะคะ


    ก็. .น่าจะประมาณนี้ ขอบคุณสำหรับนิยายค่ะ

    #2
    2
    • 15 กรกฎาคม 2563 / 13:01
      เหตุผลเพราะ ไม่มีความผิดปกติทางเคมีใดๆเลยครับ เพราะเป็นการแยกและประกอบกลับสมบูรณ์ เลยถูกคิดว่าการทดลองประสบความสำเร็จโดยสวยงาม ความจริงคือเป็นแนวคิดของการตีความวิญญาณในรูปของสิ่งที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องมีก็มีชีวิตอยู่ได้ปกติ คนในเรื่องเลยไม่ทราบครับ(คล้ายๆเรื่องของการโคลนนิ่ง)
      #2-1
    • 15 กรกฎาคม 2563 / 13:22
      มันเป็นแนวคิดที่แปลกๆหน่อยนะครับ มันเกิดจากการที่ผมเห็นการทดลองที่เกี่ยวข้องกับการโคลน พฤติกรรมวิญญาณแบบแมสๆ รวมถึงการทดลองบางอย่างที่เกี่ยวกับวิญญาณของนักวิทต่างประเทศเลยออกมาเป็นแนวคิดนี้ คือผมมีความเชื่อว่าถ้าสมติ สภาวะจิตมีตัวตนจริงๆ การย้ายจิตลงเครื่องจักรมันเป็นไปได้ไหม ส่วนตัวคิดว่าอาจไม่ได้ เพราะการเป็นการคัดลอกรูปแบบของสภาวะจิตกลายเป็นภาษาคอมพิวเตอร์หรือเปล่า มันอาจกลายเป็นของเลียนแบบทั้งดุ้นเลยหรือเปล่า พอมันเหมือนตัวจริงมากๆคนอาจไม่สังเกตและไม่ค่อยสนใจทั้งที่จิตอาจจะลอยอยู่ในอากาศแบบไม่มีที่ไปยืนมองโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เลียนแบบตัวเองอยู่ก็ได้
      #2-2