The Teleporter

ตอนที่ 1 : The Teleporter Beginning

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    15 ก.ค. 63

สวัสดีครับ ผมชื่อก็อปปี้ครับ ชื่อจริงสำเนา นามสกุลจุติสรณ์ครับ หืม? อะไรนะครับ ชื่อแปลกงั้นเหรอ? โถ่ ~ ไม่เอาน่าครับเด็กสมัยนี้เกิดมาพ่อแม่ก็ชอบตั้งชื่อแปลกๆให้ทั้งนั้นแหละครับ จริงๆชื่อของผมมีที่มานะครับ แต่เอาจริงๆเลยผมไม่ค่อยอยากเล่ามากเท่าไหร่เพราะมันไร้สาระเอามากๆข้ามๆมันไปเถอะนะ 

 

แหม่แต่คิดถึงก็น่าโมโหจริงๆ คือพ่อแม่ของผมตอนแต่งงานกันทั้งคู่มีอายุมากแล้ว เลยไปบนบานศาลกล่าวไว้ว่าอยากมีลูก ทีนี้แม่คงอาหารไม่ย่อยบอกว่ามีคืนนึงฝันเห็นเทวดามาบอกว่าจะให้ลูกแต่ต้องตั้งชื่อว่า “สำเนา” และด้วยความขี้เกียจของพ่อผมเลยเอาชื่อเล่นเป็น “ก็อปปี้” เนี่ยแหละ ทั้งที่จริงมันไม่ใช่เทพยาดาบ้าบออะไรทั้งนั้นแหละ พ่อแม่แค่เพ้อไปเองทั้งนั้น 

 

ครอบครัวของผมเป็นชาวบ้านจนๆบ้านนอกบ้านนาเชื่อเรื่องผีสางเทวดาไปเรื่อยเลยนั่นทำให้ผมเดือดร้อนมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว คือผมน่ะเกิดมาก็เป็นอัจฉริยะตอนอายุ 3 ขวบผมก็สามารถอ่านเขียนได้ 3 ภาษาแล้ว แต่แทนที่พ่อแม่จะคิดว่าผมเป็นอัจฉริยะดันคิดว่าผีเข้าซะงั้น!!! พาไปให้หมอผีเฆี่ยนหลังลายเลย ส่วนชาวบ้านดันเอาไปตีเลขหวยโดนหวยรับประทานกันถ้วนหน้า 

 

จากนั้นผมจึงพยายามเอาชนะทุกความเชื่อด้วยพลังวิทยาศาสตร์ ผมได้ลงหนังสือพิมพ์ในฐานะเด็กอัจฉริยะที่สามารถเทียบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ตั้งแต่อายุ 13 จบปริญญาตรีในสาขาฟิสิกส์ แต่ก็ไม่ได้เรียนต่อหรอกครับเพราะผมศึกษามาเยอะเกินกว่าจะเรียนต่อแล้ว 

 

เอ้ยลืม!!! โทษทีครับเผลอเล่ายืดยาวเลย คือตอนนี้ผมกำลังทำโปรเจ็คที่สำคัญต่อโลกใบนี้เป็นอย่างมากครับ ผมกำลังออกแบบโปรแกรมสำหรับการแยกโมเลกุลออกจากกันและทำให้มันกลับมาประกอบกันใหม่ได้อย่างแม่นยำอยู่ครับ(โดยไม่บึ้มตายกันทั้งแลป) 

 

หือ? สำคัญยังไงเหรอครับ นี่จะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปเลยนะครับ ผมจะสร้างเครื่องเทเลพอร์ตเหมือนหนัง Sci-Fi ขึ้นมายังไงล่ะครับ ตอนนี้ผมทำงานวิจัยนี้ในแลปเล็กๆร่วมกับภรรยาสุดสวยของผม ผมเจอเธอที่มหาวิทยาลัยที่เรียนด้วยกัน เธอชื่อ “ดาว” ครับ เธอเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมากแถมมีจิตใจดีด้วย เราจึงตัดสินใจร่วมงานกันและร่วมชีวิตกันในที่สุด 

 

ดาวเธอดูแลเกี่ยวกับเรื่องการส่งข้ามโมเลกุลเป็นกระแสเพื่อผ่านอากาศไปครับ โอ้!!! เหมือนผมจะเผลอพูดอะไรที่เข้าใจยากไปใช่ไหมครับ ชั่งมันละกัน เอาเป็นว่ารอดูผมรับรางวัลโนเบลได้เลย และวันนี้คือวันตัดสินครับ การทดลองหลังจากที่ล้มเหลวมาหลายครั้งในที่สุดก็จะทดลองส่งข้ามสิ่งมีชีวิตอีกครั้งแล้วครับ

 

“ที่รัก พวกเราพร้อมกันหมดแล้วนะคะ”

                

“โอ้ ผมไปก่อนนะ การทดลองอันน่าตื่นเต้นเริ่มขึ้นแล้ว” แล้วผมก็กดหยุดอัดเสียงของผมบนคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาเครื่องจักรขนาดใหญ่รายล้อมไปด้วยคนแต่งชุดคลุมสีขาว พร้อมสมุดจดบันทึกเต็มไปหมด 

 

เครื่องจักรมีลักษณะเป็นโดม 2 โดมที่ตั้งห่างกัน โดยมีท่อคล้ายๆปล่องไฟยื่นออกมาด้านบน คิดเล่นๆคงคล้ายๆกับเมรุเผาศพล่ะมั้ง ผมเดินไปหยิบหนูขาวตัวหนึ่งจากในกรงเข้ามาใส่ในโดมๆหนึ่งและปิดฝากระจกกันกระสุนเพื่อสามารถสังเกตการณ์ได้จากข้างนอก

 

“ตัวทดลอง R-702 พร้อมแล้ว ทุกคนถอยออกไปห่างๆ ดร.ดาว เดินเครื่องได้เลย” ผมพูดพร้อมค่อยเดินถอยหลังออกห่างจากเครื่องจักร

 

“ทุกคนออกห่างกันมาแล้วใช่ไหมคะ เริ่มเดินเครื่อง โปรแกรมแยกโมเลกุลเคลียร์ ตัวเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเคลียร์ ตั้งค่าทางเดินโมเลกุลเรียบร้อย ทุกคนโปรดอุดหูระวังโซนิคบูล เริ่มการแยกโมเลกุลใน 10 วินาที” ดาวพูดประกาศในขณะที่สั่งการเครื่องจักรผ่านทางคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางรุงรัง 

 

ทุกคนกำลังตั้งใจฟังเสียงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ที่กำลังค่อยๆนับถอยหลังอย่างใจจดใจจ่อ ทุกสายตากำลังจดจ้องไปที่เครื่องจักรทั้งสองเครื่อง ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์กำลังใกล้เข้ามาและพวกเขาเป็นผู้ที่ได้เป็นสักขีพยานของเหตุการณ์นี้ ความพยายามตลอด 11 ปี ของพวกเรากำลังจะได้รับการพิสูจน์ในอีก 3 2 1 

 

ทันใดนั้นก็เกิดแสงวาบไปทั้งห้องแลป ทุกคนต่างเอามือป้องดวงตาของพวกเขา แสงนั้นใช้เวลาเพียง 0.26 วินาที และภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเผยให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว หนูขาวที่เคยอยู่บนเครื่องจักเครื่องหนึ่งย้ายไปสู่เครื่องจักรอีกเครื่องได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

 

แต่ทว่าเจ้าหนูแห่งประวัติศาสตร์ตัวนี้กลับนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ผมรีบเดินเข้าไปดูเจ้าตัวน้อยในทันที ผมเข้าไปเปิดฝาเครื่องและค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปใกล้ นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนก็อดลุ้นตามผมไปไม่ได้

 

“ขยับสิ ขยับสิ” ผมอยากให้เจ้าตัวน้อยขยับหน่อยซักนิดเพื่อส่งสัญญาณของชีวิตให้พวกเราได้มีความหวังแต่ก็ไม่เป็นผล ผมเดินออกมาอย่างผิดหวัง ต่อไปคงต้องเป็นหนูตัวที่ 703 สินะ

 

ด็อกเตอร์ครับ!!!” เสียงของนักวิจัยคนหนึ่งเรียกผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ผมจึงหันกลับไปมอง ปรากฏภาพของหนูขาวตัวน้อย วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในเครื่อง 

    

“สำเร็จแล้วโว้ยยยยยย!!!!” ผมโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ ไม่ใช่แค่ผมแต่บรรดานักวิจัยที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอยู่กับผมมาโดยตลอดก็โห่ร้องด้วยความดีใจเช่นกัน ความพยายามที่ผมทุ่มเทมาทั้งหมดไม่ได้ไร้ความหมาย ในที่สุดผมก็จะมีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

       

หลังจากที่พวกเรานำเสนอผลการทดลองกับนักลงทุน พวกเขาพึงพอใจกับผลลัพธ์เป็นอย่างมากและอนุญาตให้เราเริ่มทดลองกับมนุษย์ได้ แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงไม่วางใจพอที่จะเริ่มทดลองกับมนุษย์เลย เราจึงทำการทดลองซ้ำกับสัตว์ชนิดอื่นๆอีกหลายชนิด รวมถึงค่อยๆปรับจูนเครื่องนี้ให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น จนถึงการทดลองครั้งที่ 766 ก็เริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้น

                

“การทดลองครั้งที่ 766 สัตว์ทดลองคือสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทริฟเวอร์ พร้อมเดินเครื่องใน 3 2-”

             

   เพล้ง!!!!

                

ท่ามกลางความเงียบในห้องทดลองที่ทุกคนต่างกำลังมีสมาธิกับงานตรงหน้า ขณะที่ผมกำลังให้สัญญาณอยู่ จู่ๆแก้วกาแฟบนโต๊ะของผมก็หล่นแตกกระจายลงพื้น

                

“ฮิฮิ คุณนี่หล่ะก็ เดี๋ยวนี้ซุ่มซ่ามจริงเลยนะคะ” ดาวยิ้มหัวเราะแซวผม อา~ รอยยิ้มของเธอช่างเจิดจ้า แต่ว่าผมคิดว่าผมยังไม่ได้แตะแก้วกาแฟแลยนะ หรือว่าผมกำลังเหนื่อยกับการทดลองมากเกินไปกันแน่นะ

                

จากนั้นมาการทดลองก็ยังคงราบรื่นไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นปัญหาทั่วๆไป เช่น เครื่องสั่นจนของหล่นลงมา หรือไม่ก็สายไฟขาดบ้าง ส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาทางเทคนิคหรือไม่ก็เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพของพนักงาน พวกเขาเองก็ทำของตกบ่อยๆเหมือนกันตั้งแต่แก้วกาแฟของผมตอนนั้น

                เ

เวลาล่วงเลยไปถึง 1 ปี จนตอนนี้ได้มาถึงการทดลองครั้งที่ 1000 เป็นที่เรียบร้อย ด้วยอัตราความสำเร็จที่ 99.66%    (วิทยาศาตร์ไม่มีคำว่า 100%) ผมตัดสินใจให้ดาวได้เป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ที่เดินทางผ่านสถานที่ด้วยวิธีเทเลพอร์ต เหมือนที่นิลอาร์มสตรองเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบบนดวงจันทร์

                

“เอาล่ะ ดาวพร้อมไหม สำหรับช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้” ผมคุยกับดาวในขณะที่เธอยืนอยู่ในเครื่องเทเลพอร์ตเครื่องหนึ่ง

                

“ค่ะ พร้อมแล้วค่ะ” ดาวยิ้มรับเพื่อบอกผมว่าไม่เป็นไร อย่างไรก็ตามนี่เป็นการทดลองกับมนุษย์ครั้งแรกของพวกเราทำให้ผมเองก็รู้สึกกังวลว่ามันจะผิดพลาดหรือเปล่า ผมไม่อยากสูญเสียเธอไปตลอดกาล

               

 เหมือนว่าผมจะแสดงออกทางสีหน้าชัดเกินไปหน่อย ดาวเอามือข้างหนึ่งมาแตะที่กระจกของเครื่องพร้อมพูด

                

“มันต้องไม่เป็นไร ฉันเชื่อในตัวคุณ และคุณก็ต้องเชื่อในตัวฉันด้วย” ดาวพูดให้ขวัญกำลังใจแก่ผม และผมก็เอามือไปแตะมือของเธอจากด้านนอกกระจก สิ่งที่กั้นกลางระหว่างพวกเรามีเพียงแค่กระจกบางๆแผ่นนี้เท่านั้น แต่ถึงอย่างงั้นผมก็รู้สึกได้ว่าใจของเราสื่อถึงกัน

                

“มันต้องสำเร็จผมสัญญา” ผมพูดกับดาวเสร็จแล้วและเดินกลับไปประจำการที่คอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ที่ใช้สั่งเดินเครื่อง

                

ทุกสายตาจับจ้องไปที่เครื่องเทเลพอร์ต แสงสว่างวาบเกิดขึ้นอีกครั้ง ถึงผมจะพูดไปแบบนั้น แต่ความกังวลก่อตัวขึ้นในใจของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าถ้ามันผิดพลาดล่ะๆๆ 

แต่แล้วแสงสิ้นสุดลง เผยให้เห็นผลการทดลองอันแสนสำคัญ ภาพของดาวปรากฏขึ้นในเครื่องเทเลพอร์ตอีกเครื่องหนึ่ง เธอยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่ภายในเครื่อง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสัตว์ทดลองทุกตัว

                

ผมรีบเดินเข้าไปเปิดฝาเครื่องและเอาตัวเธอออกมา แต่ทันที่ที่เปิดฝาเครื่องเธอก็ได้สติ คำแรกที่เธอพูดคือ

                

“ผลการทดลองล่ะ”

                

นั่นทำให้ผมดีใจเป็นอย่างมากเพราะแสดงว่าผมการทดลองนี้สำเร็จอย่างงดงาม ผมพุ่งเข้าไปสวมกอดเธอแล้วร้องไห้

                

“สำเร็จแล้วดาว สำเร็จแล้ว พวกเราทำในสิ่งที่โลกนี้ต้องตะลึงได้แล้ว” ผมพูด เป็นอีกครั้งที่ทั้งห้องแลปต่างดีใจกันยกใหญ่ เสียงโห่ร้องดีใจดังขึ้นอีกครา

                

หลังจากนั้นนักวิจัยทุกคนก็ขอร่วมประสบการณ์เทเลพอร์ตครั้งนี้ด้วย นักวิจัยเดินเข้าไปในเครื่องหนึ่งและออกมาจากเครื่องหนึ่ง คนแล้วคนเล่า เหมือนกับเครื่องเล่นในสวนสนุกอย่างไงอย่างงั้น เหนือสิ่งอื่นใด ทุกคนดูมีความสุขกันมากแล้วก็มาถึงตาของผมที่เสียสละเป็นคนสุดท้าย

                

“เอาล่ะ โปรดส่งเสียงแด่พวกเรา มนุษย์กลุ่มแรกที่เอาชนะกฏของระยะทางและเวลาได้” ผมพูดปลุกใจในขณะที่ยืนอยู่บนเครื่อง ทุกคนส่งเสียงเฮให้กับผม และเราก็ได้เริ่มเดินเครื่องเป็นครั้งสุดท้ายของวัน แด่ตัวผมเอง แต่ทว่า

 

                พรึบ!!! ฟ่าววว~~

 

 จู่ๆเครื่องก็เกิดดับไป โดยที่ผมยังไม่ทันได้เริ่มไปไหน นักวิจัยอีก 2-3 คนต่างกรูกันเข้าไปเช็คสภาพเครื่อง

                

“เออ.. แกนวาร์ปไหม้ครับ” นักวิจัยคนหนึ่งบอกผม

                

“เฮ้อออ น่าเสียดาย สงสัยเราใช้งานมันหนักไปหน่อย” ผมถอนหายใจ ถึงแม้จะเสียดายที่ไม่ได้เป็นคนที่ได้วาร์ปกับเขาด้วย แต่ยังไงผมก็เป็นคนสร้างมันขึ้นมา ไว้โอกาสหน้าละกัน

                

หลังจากนั้นเราก็ได้เสนอผลงานวิจัยของเราออกไป งานวิจัยของเราโด่งดังไปทั่วโลก สถานที่ต่างๆทั่วโลกยินยอมพร้อมใจกันติดตั้งเครื่องเทเลพอร์ตไปทั่วโลก ทำให้ผมและทีมวิจัยของผมและคณะวิจัยได้รับการยอมรับในฐานะนักวิทยาศาสตร์แห่งยุค มีชื่อเทียบเคียงกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลอย่าง เฉกเช่นเดียวกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ             เซอร์ไอแซกนิวตัน ฯลฯ ผมร่ำรวยจากสิทธิบัตรของเครื่องเทเลพอร์ต ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยาของผม

                

ก็ควรจะเป็นแบบนั้นนะ ถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องกวนใจผมในหลายๆเรื่อง เพราะตั้งแต่วันนั้นที่ทีมวิจัยได้ทดลองใช้เครื่อง    เทเลพอร์ต ผมก็เริ่มฝันแปลกๆ ภายในฝันผมอยู่ในห้องสีขาวโล่ง มีสีขาวโต๊ะอยู่ตัวหนึ่งตรงหน้าผมเต็มไปด้วยอาหารน่ากินมากมาย เห็นแล้วน้ำลายจะไหล ถึงแม้จะเป็นความฝันก็เถอะ มีทีมวิจัยของผมล้อมรอบกินอาหารจัดปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน พวกเขามักจะกวักมือเรียกผมเสมอๆ แต่ทันทีที่ผมพยายามเข้าไปร่วมงานเลี้ยง ผมก็ตื่นขึ้นมา แล้วทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมาจะต้องมีของที่โยกย้ายเปลี่ยนที่เสมอๆโดยที่ดาวเองก็ไม่รู้เรื่อง ผมจึงต้องเป็นคนจัดเข้าที่เองประจำ เป็นอย่างนี้ในทุกๆ คืน จนย่างเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว

                

“ที่รักๆ ตื่นหรือยังคะ” เสียงของดาวเขย่าตัวเรียกผมที่กำลังงัวเงีย และผมก็รีบลุกขึ้นไปอาบน้ำ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นมหาเศรษฐีที่ตื่นขึ้นมาในบ้านหลังใหญ่แล้วก็ตาม ผมยังคงมีงานที่ต้องทำ มีโอกาสไม่มากนัก แต่บางครั้งเรามักได้รับรายงานว่าคนที่ถูกเทเลพอร์ตมามีอาการประหลาดไป พวกเราจึงต้องไปตรวจสอบดู

                

พวกเราขับรถมาที่บ้านหลังนึงที่ได้รับรายงานว่า ลูกสาวของบ้านหลังนี้มีอาการแปลกไปหลังจากเทเลพอร์ตมา ผมเข้าไปในบ้านหลังนั้นแล้วได้เจอกับลูกสาววัย 10 ขวบของเจ้าของบ้านในห้องนอนมืดๆของเธอ เธอนั่งนิ่งตาค้างไม่กระพริบ มองไปที่ผนังห้องของเธอที่ไม่มีอะไรอยู่เลย 

                

ผมค่อยเดินเข้าไปใกล้ๆเธอเพื่อเข้าไปเช็คอาการ ผมขออนุญาติเอาไฟฉายส่องเข้าไปที่ดวงตาของเธอ แต่ม่านตาของเธอกลับไม่ขยายเหมือนคนทั่วไป หรือว่าเธอจะตาบอดจากการเทเลพอร์ตกันนะ มือของผมสัมผัสเข้ากับแขนของเธอ ร่างกายของเธอเย็นราวกับคนตาย นั่นทำให้ผมตกใจเป็นอย่างมากถึงกับรีบชักแขนออกมา แต่แล้วทันใดนั้นเธอก็จับแขนของผม จ้องมองผมด้วยสายตาอันว่างเปล่าและยิ้มอย่างสยดสยอง 

 

“คุณเห็นหนูไหม” เธอพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบา แต่มันทำให้ผมขนลุกขึ้นมาทันใด จนผมไม่อาจพูดอะไรออกมา ทันใดนั้นเธอก็เอามือเล็กๆของเธอเข้ามาบีบคอของผมและพูดซ้ำไปซ้ำมา

 

“เห็นฉันไหม ฉันอยู่นี่ เห็นไหม ทำไมแกไม่เห็นล่ะ ฉันคิดถึงพ่อกับแม่ แกต้องเห็นสิๆ บอกพวกเค้าไปว่าฉันอยู่ที่นี่ไม่ใช่นังนี่” เด็กสาวตะโกนอย่างบ้าคลั่งขณะที่กำลังบีบคอคิดจะฆ่าผมให้ตาย

 

ทุกคนแตกตื่นกันใหญ่และต่างช่วยกันแยก เด็กคนนั้นออกจากผม เมื่อเด็กคนนั้นออกห่างจากผมก็เธอแน่นิ่งไป ส่วนผมเองก็ไอด้วยความแสบคอเหมือนจะเป็นจะตายเอาให้ได้ ดาวเธอรีบเข้ามาดูแลและปฐมพยาบาลผม 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 Zertierlith (@NoirX) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 11:06

    หมอผีเคี่ยน *เฆี่ยน*ศักขีพยาน *สักขีพยาน* อนุญาติ *อนุญาต*


    อันที่จริงนะคะ ถ้าเป็นการทดลองที่มีจำนวนลงท้ายเป็น 0 เช่น 100 1000 มันไม่น่าจะมีจุดทศนิยมข้างหลังนะคะ


    เพราะมันจะหมายความว่าตัวเอกทำการทดลองไป 1000 ครั้ง สำเร็จ 996.6 ครั้ง( .6?? คือยังไง สำเร็จเกินครึ่ง??) ล้มเหลว 3.4 ครั้ง แปลกอยู่นะคะสำหรับการทดลองทางวิทยศาสตร์


    #1
    1
    • 15 กรกฎาคม 2563 / 13:03
      อันนี้ผมมั่วเลขขึ้นมา ไม่นึกว่าจะมีคนคิดเลขจริงๆ 555 ขอบคุณสำหรับการติติงคำผิดนะครับ เดี๋ยวจะกลับไปแก้ไข และขอบคุณที่สละเวลามาอ่านนะครับ
      #1-1