[ Fic NCT ] Dream In A Dream

ตอนที่ 6 : DIAD : CHAPTER 06

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 พ.ค. 62









CHAPTER 06




          ทันทีที่ปรากฏตัวออกมาจากในห้องนอนของร่างสูง ใบหน้าเบิกยิ้มร่าเป็นอันต้องสะอึกนิ่งเมื่อมองไปยังร่างคนบนโซฟายังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม สองมือเท้าสะเอวมองมาอย่างรู้สึกไม่พอใจ


            “ยังหลับอยู่อีกเหรอเนี่ยนี่นายตื่นได้แล้ว” ว่าพลางออกแรงดึงผ้าห่มออกจากตัวจอห์นนี่ “บอกว่าตื่นได้แล้วไงนี่มันจะสายแล้วนะ”


 “หือ! อะไรของนายคนจะหลับจะนอนอย่ามากวน”


 ส่งเสียงอู้อี้ขึ้นจมูกพลางหยีตามองคนก่อกวนเวลานอนของตัวเอง ร่างทั้งร่างค่อยๆ ขยับลุกขึ้นนั่ง มือหนายกขึ้นยีผมตัวเองจนฟูฟ่องไม่เป็นทรง ไม่วายหาวหวอดโดยที่มีคนตัวเล็กยืนเบ้ปากมองแล้วส่ายหน้าเอือม


 “นี่นายตื่นได้แล้วอย่าขี้เซานักสิ”


“จุ้นจริงๆ เลยงอแงจะเอาอะไรอีกล่ะ นี่มันวันหยุดฉันนะขอนอนหน่อยเถอะเมื่อคืนกว่างานจะเสร็จเมื่อยหลังจะแย่”


 พอเห็นจอห์นนี่ตั้งท่าจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง คนตัวเล็กรีบดึงแขนของจอห์นนี่รั้งไว้ได้ทันท่วงที ทันทีที่ร่างนั้นลุกขึ้นนั่งด้วยความไม่เต็มใจนัก คนตัวเล็กก็ฉีกยิ้มอวดฟันสวยพลางเอนศีรษะซบลงไหล่กว้าง


“วันนี้นายสัญญากับฉันแล้วว่าจะตามใจฉันไม่ใช่อ่อ”



“ยังจะมาทำหน้างงอีกก็นายเป็นคนบอกฉันเองว่าจะพาฉันไปข้างนอก”


คราวนี้ราวกับความคิดหนึ่งแล่นวนเข้ามาในโสตประสาท จอห์นนี่นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานเขาเป็นคนรับปากกับคนตัวเล็ก แต่ทว่าตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้าจากการนั่งทำงานมาทั้งคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า ทันทีที่เบือนหน้ามองก็เห็นนัยน์ตาเว้าวอนทำเอาจอห์นนี่ถอนหายใจพรืด พลางยกมือเกาหัวแกรกๆ


 “นี่ฉันต้องไปจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย” ถามพลางหาวหวอดไม่หยุด “ไว้วันหลังไม่ได้เหรอไงวันนี้ฉันไม่ไหวจริงๆ”


“โธ่! ไม่เอาดิฉันอุตส่าห์ตื่นเต้นดีใจนายจะมาให้ฉันรอเก้อมันใช้ได้ซะที่ไหนกันล่ะ”


“นายก็หายตัวไปอย่างทุกทีไง”



ใบหน้าเล็กหุบยิ้มก้มลงคางชิดอกทันทีที่ได้ยินคำพูดจากปากคนตรงหน้า สองมือเล็กกำหมัดแน่นวางบนหน้าตักตัวเอง และเหมือนจอห์นนี่จะนึกขึ้นมาได้ว่าเผลอพูดในสิ่งที่ไม่สมควร เห็นท่าทีเศร้าสร้อยแบบนั้นยิ่งทำให้คนพูดไม่ได้มีเจตนาร้ายเป็นต้องเร่งอธิบายเสียงตะกุกตะกัก


 “อ่ะเอ่อฉะฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจว่านายนะ”


“ช่างมันเหอะยังไงๆ ตอนนี้ฉันก็เป็นผีจริงๆ”


“นี่นายไม่เศร้าแบบนี้ดิฉันรู้สึกผิดยังไงไม่รู้ เอาเป็นว่าฉันจะทำเท่าที่คนอย่างฉันจะทำได้ก็แล้วกัน”  พูดจบก็เอื้อมมือไปกุมมือบางพลางบีบเป็นจังหวะโดยทีไม่ลืมฉีกยิ้มส่งกำลังใจ


“อืมตกลงว่าวันนี้นายอยากไปที่ไหนล่ะ?” 







 

ในที่สุดพวกเขาทั้งคู่ก็มายืนอยู่ภายในสวนสนุกแห่งหนึ่ง ร่างสูงกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นพวกเด็กๆ สนุกสนานกับเครื่องเล่นเต็มไปหมดจนอดคิดไม่ได้ว่าเขามาทำอะไรที่นี่ อันที่จริงเขาเองไม่ถูกกับสวนสนุกสักเท่าไหร่ครั้งล่าสุดที่มามันก็นานมากจนเขาเองยังจำไม่ได้ สองมือล้วงกระเป๋าเกงเกงเดนิมสียีนส์เข้มอยู่อย่างนั้น อีกทั้งใบหน้าไม่ยินดียินร้ายจนคนยืนข้างหันมาสบตาถึงกับหุบยิ้มลงทันที


“เป็นไรไปอ่ะ?”


จอห์นนี่พยักเพยิดหน้ามาทางคนตัวเล็กส่งน้ำเสียงทุ้มนุ่มบอกอย่างไม่ใส่ใจ


 “ไม่ได้เป็นไรทั้งนั้นแหละแล้วนี่นายจะทำอะไรต่อ?


คำถามของจอห์นนี่ทำเอาคนตรงหน้ากระตุกยิ้มมุมปาก ท่าทางมีเลศนัยดูไม่น่าไว้ใจยิ่งทำให้จอห์นนี่คิ้วขมวดยุ่ง กระทั่งเห็นสายตาที่มองผ่านไปทางด้านหลังของเขาจึงรีบตวัดสายตามองตามและวินาทีนั้นทำเอาจอห์นนี่เบิกตาโผงหันกลับมามองคนตัวเล็ก


“นี่นายอย่างบอกนะว่า


“ตามมาเร็ว”


“ดะเดี๋ยวดิ!…



 

ดูเหมือนว่าทุกอย่างตอนนี้จะไม่เป็นดั่งใจจอห์นนี่เสียเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในที่นั่งตัวกลมๆ นี้ได้ยังไงด้วยขาสั่นอ่อนแรงคู่นี้ ทันทีที่แรงขยับเขยื้อนค่อยๆ ลอยเหนืออากาศมันยิ่งทำให้จอห์นนี่หน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดใหญ่เกาะตามไรผม สองมือคว้าราวเหล็กเกาะไว้แน่นไร้ทางขยับตัวออกห่างอย่างแน่นอน เขาไม่ชอบความรู้สึกกลัวแบบนี้เอาเสียเลย ความสูงระดับเหนือพื้นดินยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เขาสั่นเทาไปทั้งร่าง เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่ชอบมาสวนสนุกนักนี่คงเป็นเหตุผลลำดับต้นๆ สำหรับหนุ่มนักออกแบบภายใน


ผิดกลับอีกคนทันทีที่เข้ามานั่งอยู่ภายในชิงช้าสวรรค์ ก็เอาแต่ยิ้มหัวเราะตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศเหนือพื้นดิน นัยน์ตาเรียวสวยจ้องมองไปนอกหน้าต่างแทบตาไม่กระพริบพลางส่งเสียงแจ้วเป็นนกขุนทองอย่างเช่นปกติ


“อ่าวิวข้างบนนี่ดีมากๆ เลยนะว่ามั้ย” เสียงร้องใสหยุดลงชั่วขณะเมื่อเบือนสายตามองคนนั่งฝั่งตรงข้าม เอาแต่นั่งหลับตาปี้ ท่าทางแปลกๆ ที่เห็นทำให้คนตัวเล็กรู้สึกใจคอไม่ดี ค่อยๆ ขยับเข้ามานั่งใกล้ วางมือบนไหล่เขย่าเรียกสติ


“นายเป็นอะไรหรือเปล่าท่าทางไม่โอเคเลยนะ”


“ฉันไม่ชอบความสูงแบบนี้น่ะ” จอห์นนี่ลืมตาขึ้นมองคนนั่งข้างนั่งมองเหรอหรา  


“นายนี่มันบ้าจริงๆ ให้ตายเถอะ ถ้ากลัวแบบนี้ก็น่าจะบอกกันตั้งแต่ทีแรก!” จู่ๆ คนตัวเล็กก็ระเบิดอารมณ์ใส่เขาดื้อๆ คนจับต้นชนปลายไม่ถูกก็แสดงสีหน้าฉงน ก่อนจะหัวเราะเหอะๆ นึกตลกขึ้นมากับสิ่งที่ได้ยิน


“แล้วใครไม่ทราบที่ลากฉันเข้ามาข้างในนี่น่ะ! ไม่ใช่นายน่ะเหรอ”


“คือฉัน” คนตัวเล็กหน้าจ๋อยยิ้มแหยออกมา สองมือบิดไปมาอยู่ตรงหน้าตัก “ฉันขอโทษก็ไม่รู้จริงๆ นี่ ขอโทษนะแล้วนี่ไหวหรือเปล่า?”


“ไม่ไหวก็ต้องไหวจะให้ทำไงได้นี่ก็ลอยอยู่ข้างบน คงอีกสักพักล่ะมั้งถึงจะลงไปได้” ระหว่างที่บอกกับคนตัวเล็กมือหนาก็เแกะกระดุมเชิ้ตเม็ดบนเพราะเขาเริ่มจะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก พยายามนั่งนิ่งๆ ขยับตัวให้น้อยที่สุด


“ฉันรู้สึกผิดจริงๆ นะเนี่ย”


จอห์นนี่ปรายตามองเห็นใบหน้าซีดลง เขาจึงเอื้อมมือขยี้กลุ่มผมจนฟู่ฟ่อง “เลิกพูดมากน่า ว่าแต่นายเถอะทำไมถึงอยากมาที่นี่?”


เขาเปลี่ยนบนสนทนาอย่างเร็วเพราะไม่อยากให้คนตัวเล็กต้องมานั่งหน้าเศร้าสร้อยรู้สึกผิดอะไรแบบนี้ ยามที่เห็นใบหน้าสดใสพร้อมกับที่มีรอยยิ้มชวนฝันแบบนั้นมันน่ามองกว่าเป็นไหนๆ


 “นายไม่รู้อะไรซะแล้วที่นี้อ่ะนะเป็นที่ๆ ที่ทำให้เราผ่อนคลายที่สุดเวลามีเรื่องไม่สบายใจนายก็โยนมันทิ้งที่นี่ซะ แล้วลองยิ้มสนุกไปกับที่นี่ สวนสนุกก็เลยเป็นที่ที่ฉันชอบมาที่สุดไงล่ะ”


“นายบอกว่าชอบมาสวนสนุกเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันว่าความทรงจำคงกำลังกลับมาทีละนิดแล้วหละ” จอห์นนี่เอียงคอมองรับข้อสันนิษฐานของตัวเอง คนตัวเล็กถึงกับร้องแหวลั่นด้วยความดีใจ นัยน์ตาเปล่งประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง


“นายคิดอย่างนั้นจริงๆ น่ะเหรอ ถ้าฉันจำเรื่องราวทั้งหมดได้ฉันก็จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ เออแล้ว... ใบหน้ายิ้มหวานกับการวาดฝันถึงเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองในเร็วๆ นี้กลับต้องชะงักกึกเมื่อคนตัวเล็กเห็นอาการไม่สู้ดีนักของจอห์นนี่


“นี่นาย” ฝ่ามืออีกฝ่ายชื้นเหงื่อก็จริงแต่มันเย็นเฉียบมิหนำซ้ำยังหายใจแรงผิดปกติ ถ้าเกิดร่างสูงเป็นอะไรเพราะเขา เขาจะทำยังไงดี ระหว่างที่คนตัวเล็กรู้สึกร้อนรนเร่งพยายามคิดหาทางช่วยคนตรงหน้าและแล้วความคิดวูบหนึ่งลอยเข้ามาในโสตประสาท


ทว่าคนตัวเล็กกลับมีทีท่าลังเล แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเป็นกระดาษาแบบนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว คนตัวเล็กโน้มใบหน้าลงมาใกล้อีกฝ่ายจนได้ยินเสียงหายใจชัดเจน จากนั้นรีบเร่งประกบริมฝีปากด้วยความรวดเร็วในจังหวะที่จอห์นนี่เองไม่ทันรู้ตัว นัยน์ตาเรียวเบิกโผงกับสัมผัสบางอย่างที่อยู่บนริมฝีปากของตัวเอง


“ทำอะไรของนายน่ะห๊ะ!” ทันทีที่คนตัวเล็กผละออกห่างเสียงโวยวายลั่นก็ดังมาจากปากร่างสูงทันที แต่ยังไม่ทันจะได้ฟังความจากคนตรงหน้าเสียงของเขากลับกลายเป็นเสียงสะอึกไม่ยอมหยุดลงง่ายๆ


โดยที่คนตัวเล็กเห็นแล้วรู้สึกหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ที่เป็นแบบนี้ก็คงเป็นเพราะอาการตกใจเมื่อสักครู่ ถือว่าได้ผลเกินคาดในความคิดของคนตัวเล็กอย่างน้อยๆ ก็ได้ยินเสียงแหวลั่นใส่หน้าเขาได้เป็นปกติ


“หายกลัวแล้วใช่มั้ยล่ะ”


“นี่นายอึก!…” คนตรงหน้ายังมีหน้ามายิ้มได้อีกทั้งๆ ที่พึ่งจูบเขาแบบนั้น แต่กว่าจะได้ต่อว่าอะไรได้ยาว ร่างของคนตัวเล็กก็หายวับไปกับตา จอห์นนี่จึงทำไดด้แค่โวยวายอยู่คนเดียว


“แบบนี้เขาเรียกจูบแล้วชิ่งนะนี่กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน นี่ได้ยินที่ฉันพูดมั้ย”


ทันทีที่ครบรอบหมุนกระเช้าคเลื่อนตัวมาหยุดนิ่งในตำแหน่งเดิม เจ้าหน้าที่ตรงเข้ามาเปิดลอคให้ร่างสูง เขาเดินโซเซออกมาสูดหายใจลึกเข้าปอดเป็นการใหญ่จนเจ้าหน้าที่ร้องถามด้วยความเป็นห่วงอาการคนตรงหน้า


“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”


จอห์นนี่หันมาส่งยิ้มน้อยๆ พลางโบกมือปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรแล้ว จากนั้นร่างทั้งร่างก็เดินออกมาจากบริเวณเครื่องเล่น สองมือท้าวเอวสอดส่ายสายตามองหาคนตัวเล็กที่ตอนนี้ไม่รู้หายตัวไปอยู่ที่ไหน


ระหว่างนั้นเองเขาล้วงเอาโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงกดเปิดเครื่อง ถึงกับกระตุกคิ้วยุ่งเมื่อเห็นสายที่ไม่ได้รับมาจากยูตะ นิ้วเรียวจึงไม่รอช้ารีบกดโทรหาอีกฝ่ายโดยทันที


“ฮัลโหล”


[ไอ้จอห์นนี่อยู่ไหนวะไม่ได้อยู่ห้องใช่มั้ย?] ปลายสายรัวคำถามชนิดไม่ทันตั้งตัว [ฉันไปหาที่ห้องก็ไม่อยู่ปกติวันหยุดนายไม่ออกไปไหนเลยหนิ แล้วนี่อยู่ไหน]


“เออก็ออกมาทำธุระข้างนอกนี่แหละ ไปหาฉันถึงที่ห้องมีเรื่องด่วนอะไรวะ?” จอห์นนี่หลบตามองพื้นต่ำลังเลที่จะบอกกับปลายสาย สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกตอบอ้อมๆ คงจะเป็นการดีกว่า สำหรับจอห์นนี่วันหยุดของเขาปกติเขามักใช้มันหมดไปกับการนอนเสียมากกว่า รวมถึงตัดขาดการติดต่อชั่วคราวเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยูตะรู้ดี แต่อีกฝ่ายยังพยายามติดต่อเขาคงเป็นเรื่องด่วนจริงๆ


“ถ้าอยู่ข้างนอกพอดีก็มาหาฉันที่คาเฟ่แถวๆ โรงเรียนน้องนายเลยนะรีบมาตอนนี้เลย”


“มีเรื่องอะไรวะ?” จอห์นนี่ร้องถามด้วยความไม่เข้าใจ น้ำเสียงยูตะดูรีบร้อนแปลกๆ


[ก็งานที่นายทำที่โรงพยาบาลคร่าวก่อนมันมีปัญหา ฉันติดต่อนายไม่ได้ก็เลยไปคุยกับผอ.มาแล้ว นายรีบมาหาฉันเร็วๆ จะได้ดูว่าจะแก้ผังนี้ยังไงได้บ้าง เออใช่มาร์คมันโทรมาหาฉันบอกให้นายเข้าไปรับมันด้วยตอนเย็นฉันก็เลยเลือกคาเฟ่ใกล้ๆ โรงเรียนจะได้สะดวกนายด้วย]


อย่างนั้นหรอกเหรออืมเดี๋ยวจะรีบไป


หลังจากวางสายจากยูตะเรียบร้อยแล้วพยายามมองหาคนตัวเล็กแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา สีหน้านึกลังเลใจอยู่ครู่นึงประกอบกับเวลาที่เห็นบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยแล้วทำให้เขาต้องรีบไปจากที่นี่ ปลายเท้าจึงขยับออกจากสวนสนุกรีบตรงดิ่งมาหายูตะตามที่นัดไว้ทันที


ทางด้านของคนตัวเล็กที่ตอนนี้เอาแต่เดินไปเดินมาอยู่ในโซนสวนดอกไม้ ส่งเสียงบ่นพึมพำกับตัวเองไม่หยุดปากยิ่งนึกถึงการกระทำของตัวเองเมื่อสักครู่เขาก็อายแทบอยากจะมุดดินหนี


“โอ๊ย! ทำอะไรลงไปวะเนี่ย” ร่างเล็กยืนกระทืบเท้าไปมาหงุดหงิดตัวเองไม่หาย “แต่ที่เราทำไปเพื่อช่วยเขาให้หายกลัวต่างหาก มันไม่ได้ผิดสักหน่อยแล้วทำไมต้องหนีมาแบบนี้ด้วยล่ะโอ๊ยแล้วจะเอาหน้าไปเจอเขายังไงอีก”


คราวนี้เสียงร้องโวยลั่นสองมือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองกับการคิดไม่ตกว่าควรจะทำยังไงต่อไป ร่างเล็กนั่งลงเก้าอี้ไม้ใกล้ๆ  เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าไม่วายถอนหายใจจนผมหน้าม้าลอยขึ้นตามแรง ระหว่างนั้นเองที่เขากำลังทอดสายตามองขึ้นไปบนฟ้า แรงขยับกายของใครคนหนึ่งหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เขาจึงเบือนสายตามอง คราวนี้นัยน์ตาเบิกโตพลางร้องเสียงหลง


“หือ! คนที่เจอที่โรงแรมนี่ทำไมมาสวนสนุกได้ล่ะ มาเที่ยวเหรอครับ? หรือมีนัดสาวคนไหนไว้”


ฉายรอยยิ้มชัดด้วยความดีใจที่เห็นคนตรงหน้า เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของโรงแรมที่ติดต่องานกับจอห์นนี่ คนตัวเล็กขยับกายเข้ามาใกล้ๆ เอียงคอมองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังก้มลงมองพื้นต่ำ ก่อนที่เขาจะเห็นอีกฝ่ายซุกหน้าลงกับฝ่ามือใหญ่ยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสัย ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยทันควัน


“เป็นอะไรไปอีกน่ะพี่เล่าให้ผมฟังได้นะ” คำพูดหยุดลงแค่นั้นเมื่อนึกถึงสถานะตัวเอง เขาลองแตะไหล่คนตรงหน้าแต่ก็ทำไม่ได้กลายเป็นความโปร่งแสงเสียอย่างนั้น


 “เฮ้อ! จริงสิเราเป็นผีนี่นาพี่เขาไม่ได้ยินที่เราพูดเลยสักนิด แต่ถ้าพี่เขาได้ยินบ้างก็ดีสิไม่ต้องพึ่งตาลุงนั่น” นัยน์ตาเรียวสวยจับจ้องมาทางแทยงพลางบ่นเปราะแปะไปตามประสา แต่แล้วสายตากลับจับจ้องไปที่กล่องบางอย่างเมื่อเห็นแทยงหยิบมันขึ้นมาวางบนหน้าตัก พอเปิดออกดูยิ่งทำให้คนตัวเล็กร้องหลง


“เค้ก! พี่เอามาให้ใครกันนะ?” เงยหน้าขึ้นมองสลับกับสิ่งที่เห็นด้วยความนึกฉงนสนเทห์ มันเป็นเค้กที่เขาได้ลิ้มรสเมื่อคราวก่อนซึ่งถือว่ารสชาติที่แทยงทำนั้นอร่อยใช้ได้เลยล่ะ


“นี่พี่จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอไงเงียบมาตั้งนานแล้วนะ เงียบแบบนี้ไม่ดีเลยนะระบายมันออกมาก็ได้” คนตัวเล็กพูดจ้อโดยไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกรำคาญหรือไม่ เพราะถึงยังไงแล้วเขาก็เป็นเหมือนอากาศธาตุสำหรับคนตรงหน้าอยู่แล้ว


ทว่าราวกับแทยงจะรับรู้ในคำพูดของเขาอย่างไงอย่างนั้น น้ำเสียงทุ้มเบสค่อยๆ เอื้อนเอ่ยแผ่วเบา


“ถ้านายได้ชิมเค้กที่ฉันทำให้ก็คงจะดี เมื่อไหร่นายจะตื่นขึ้นมาสักทีล่ะเตนล์


ใบหน้าสีซีดก้มลงต่ำอีกครั้ง คนตัวเล็กเริ่มเห็นอาการแปลกๆ ร่างสูงสะอื้นไห้ออกมาให้เห็นพลันให้นึกหวั่นใจอย่างงบอกไม่ถูก “ปะไปไรไปน่ะถึงกับร้องไห้เลยเหรอ


มือเล็กลูบแผ่นหลังแทยงราวกับปลอบโยนเด็กน้อย เขาไม่ค่อยเข้าใจคนตรงหน้าสักเท่าไหร่ยิ่งในคำพูดที่ได้ยินก็ยิ่งมีแต่คำถามว่าทำไมแทยงถึงมีอาการเช่นนี้


“ไม่เอาน่าพี่แทยงอย่าร้องไห้แบบนี้สิครับ”


เขาไม่อาจรู้ได้ว่าแทยงเจอเรื่องเลวร้ายอะไรมาแต่เห็นท่าทางแบบนี้เขารู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย ราวกับความรู้สึกลึกๆ ในใจมันบอกเขาเช่นนั้น มือเล็กยังคงลูบแผ่นหลังด้วยสัมผัสแผ่วเบาจนคนตรงหน้าสูดหายใจลึก ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ เขาเห็นอีกฝ่ายกดโทรศัพท์ดูเวลาก่อนจะเก็บมันลงในสูทสีดำตามเดิม


“อะอ้าวจะไปแล้วเหรอครับ?”


 นัยน์ตาจับจ้องร่างสูงไม่วางตาเมื่อเห็นท่าทีรีบร้อนของอีกฝ่าย รีบเก็บกล่องเค้กใส่ถุงจากนั้นเดินจ้ำอ้าวออกไปจากสวนสนุก และไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดจึงทำให้คนตัวเล็กไม่อยากทิ้งให้ร่างสูงต้องอยู่คนเดียว ปลายเท้ารีบวิ่งตามหลังไปติดๆ เช่นกัน









CAFÉ


“จอห์นนี่ทางนี้!


ปลายเท้าเข้ามาหยุดภายในร้านได้ไม่นาน เสียงร้องเรียกดังมาจากทางด้านในของร้านพร้อมกับที่เห็นยูตะโบกมือไหวๆ จอห์นนี่จึงรีบสาวเท้าเข้าไปลากเก้าอี้หย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามทันที สายตาสะดุดเข้ากับกองเอกสารบนโต๊ะ เขาจำได้ดีว่ามันเป็นแบบเขียวของโซนรับรองแผนกอายุรเวชของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งเขาเป็นหัวหน้ารับผิดชอบอยู่


“นี่มันอะไรกัน?”


“จะอะไรซะอีกก็ผอ.อ่ะดิบอกว่าอยากเปลี่ยนชุดเฟอร์นิเจอร์ที่นายเลือกเอาไว้”


“หึ! ตลกล่ะก็ตอนแรกตกลงกันไว้ดิบดีไม่มีปัญหาอะไร ทำไมคราวนี้นึกจะเปลี่ยนมันไม่ง่ายมั้ยวะของก็สั่งไปแล้ว” จอห์นนี่ส่ายหน้าไม่สบอารมณ์กับสิ่งที่ได้ยิน มันฟังดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยที่จู่ๆ จะมาเปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้


“ฉันก็อธิบายไปแล้วเว้ยเขาฟังซะที่ไหน” ยูตะเองมีอาการไม่ต่างกัน ด้วยสายอาชีพของพวกเขาต้องทำงานตามคอนเซปของลูกค้าแล้วยังต้องมารองรับอารมณ์แปรปรวนของลูกค้าอีก


“ยังไงฉันก็ไม่เปลี่ยนมันเข้ากับแบบร่างที่ฉันทำไปแล้วนะ ขืนเปลี่ยนงานมันก็เพี้ยนกันพอดี” จอห์นนี่ยืนยันเสียงแข็ง นัยน์ตาก้มมองแบบเขียวที่เขาร่างเสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือนที่แล้วส่วนตอนนี้เขาก็ได้ให้ช่างแผนกต่างๆ เขาไปประกอบงานโดยที่เขาจะเข้าไปเช็คความเรียบร้อยอยู่เป็นระยะ


“ฉันเข้าใจนะจอห์นนี่ว่านี่มันเป็นงานของนายและนายก็ตั้งใจทำมากๆ แต่ฉันว่า


“อยากบอกนะว่านายจะให้ฉันเปลี่ยนแบบใหม่น่ะ” คำพูดขาดห้วงพร้อมกับสีหน้าเว้าวอนส่งมาให้จอห์นนี่คาดเดาไม่ผิดเมื่อเห็นยูตะพยักหน้ายิ้มแห้งเป็นคำตอบ


แผ่นหลังกระแทกพนักพิงอย่างแรงพลางเอามือกอดอกเบือนสายตาไปทางอื่น ยูตะรับรู้ได้เลยว่าเพื่อนของเขากำลังอยู่ในอารมณ์ไม่รับแขกเสียแล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะทำอย่างนี้ในฐานะที่เขาก็ทำงานออกแบบภายในเช่นเดียวกับจอห์นนี่ เขาก็ยิ่งเข้าใจว่ากว่าจะได้แบบร่างมันเหนื่อยและต้องทุ่มเทมากแค่ไหน  


“นะจอห์นนี่ช่วยแก้หน่อยไม่ต้องเยอะก็ได้ ให้เขาเห็นว่านายแก้งานให้เขาแล้วก็พอไม่งั้นฉันว่าเขาคงไม่ยอมหยุดแค่เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ชุดเดียวแน่ๆ”


สายตามองตรงมาทางยูตะที่ทำหน้าลำบากใจไม่น้อย นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะกับการใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง คงจริงอย่างที่ยูตะบอกทำงานแบบนี้มันขึ้นอยู่กับอารมณ์ลูกค้าจริงๆ เมื่อวันก่อนเอาแบบนี้ พรุ่งนี้เช้าขอเปลี่ยนแบบเสียดื้อๆ มันกลายเป็นเรื่องปกติที่เขาพบเจอบ่อยๆ แต่ก็รู้สึกไม่คุ้นชินกับมันสักที จอห์นนี่ถอนหายใจออกมาเบาๆ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสัญชาติญี่ปุ่นทำหน้าหงอๆ สุดท้ายเขาไม่อยากทำให้บริษัทต้องเสียหายจึงยอมรับปากกับคนตรงหน้า


“อืมฉันแก้ก็ได้ แต่ขอเวลาหน่อยล่ะกัน”


“ขอบคุณนะจอห์นนี่ฉันเชื่อน่าว่านายทำได้” คำตอบเป็นไปในทางบวกทำให้ยูตะร้องวู้วออกมาดังๆ ด้วยความดีใจ ใบหน้ายิ้มแช่มชื้นต่างจากเมื่อสักครู่ทันที


“ว่าแต่เรื่องไอ้มาร์คน่ะมันโทรมาหานายเหรอ?”


“อืมใช่มันคงติดต่อนายไม่ได้นั่นแหละเห็นว่าจะให้นายไปรับที่โรงเรียนวันนี้”


“อะไรของมันวะทุกทีไม่เห็นจะเป็นแบบนี้”


“ไม่รู้สิไปหาเองเดี๋ยวก็รู้” ยูตะไหวไหล่เล็กน้อยกับคำพูดที่ได้ยินพลันเห็นสายตาของจอห์นนี่กำลังมองหาอะไรบางอย่าง เห็นท่าทีแบบนั้นเขาจึงมองไปทางขวาทีซ้ายทีก็ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกผิดปกติเสียหน่อย


“เฮ้ย! หาอะไรอยู่?” เสียงร้องทักของยูตะไม่ได้ดังลั่นเสียหน่อยแต่กลับทำให้ร่างสูงสะดุดเล็กน้อยหันกลับมามองเขา “ว่าไงหาอะไรอยู่น่ะ”


“เปล่า” จอห์นนี่ตอบสั้นๆ อย่างที่ยูตะตั้งแง่สงสัยไม่เลิกประกอบกับเรื่องคราวก่อนที่เขากับมาร์คไปหาที่ห้อง ตั้งแต่นั้นมาจอห์นนี่ก็ดูไม่อยู่กับล่องกับลอยเอาเสียเลย


“รีบไปหาไอ้มาร์คกันเถอะนี่ก็ใกล้เวลาเลิกเรียนแล้วด้วย” 


จอห์นนี่ไม่อยากอยู่ให้อีกฝ่ายซักไซ้ถามในสิ่งที่เขาอธิบายไม่ได้จึงได้เปลี่ยนเรื่องอย่างเร็ว ขืนนั่งอยู่นานกว่านี้ยูตะคงได้สงสัยมากกว่าเดิมเพราะเขากำลังมองหาคนตัวเล็ก ตั้งแต่ออกมาจากสวนสนุกเขาก็ไม่เห็นอีกฝ่ายอีกเลย ไมรู้ว่าป่านนี้จะไปเล่นซนอยู่ที่ไหน


“อะไรของมันสงสัยทำงานจนเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ” ยูตะบ่นปรอยโดยที่สายตามองตามแผ่นหลังกว้างเดินหายออกไปจากร้าน เขาก็รีบเร่งเก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋าแล้วรีบวิ่งตามไปให้ทัน


คาเฟ่แห่งนี้เป็นหนึ่งในอีกหลายๆ ร้านที่ตั้งอยู่ในตรอกซอยใกล้สถานศึกษาเอกชนชื่อดัง ทำให้ถนนย่านนี้เนื่องแน่นด้วยร้านรวงราคาย่อมเยาว์ทำให้ช่วงเวลาหลังเลิกเรียนจะเห็นเด็กนักเรียนออกมาเดินเล่นหรือไม่ก็เข้ามานั่งเล่นกันในคาเฟ่


จอห์นนี่เริ่มเห็นเด็กไฮสคูลเดินสวนกับเขาเป็นกลุ่มใหญ่ เขาเดาได้ทันทีว่าคงเป็นเวลาเลิกเรียนพอดิบพอดี ปลายเท้าจึงก้าวเร็วมุ่งตรงไปยังประตูรั้วขนาดใหญ่ แต่แล้วปลายเท้ากับหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าร้านเสื้อผ้า เมื่อมองผ่านกระจกเขาเห็นหุ่นหน้าร้านสวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำมีลายกราฟฟิกตรงหน้าอก กางเกงขาเดฟสีเดียวกันและความคิดบางอย่างก็ลอยวนเข้ามาในโสตประสาทจนเผลออมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวทำเอาคนเดินตามหลังชะโงกหน้ามอง


“เฮ้ย! จอห์นนี่หยุดเดินทำไมวะ?”


ถามพลางก็มองตามร่างสูงที่มองไปยังหุ่นในร้านด้วยความไม่เข้าใจ


“ไปเหอะเด็กโรงเรียนเลิกพอดีเลย” จอห์นนี่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาแถมยังยกมือขึ้นตบบ่ายูตะให้รีบสาวเท้าโดยเร็ว ทิ้งให้ยูตะมองตามแล้วได้แต่เกาหัวแกรกๆ


ทันทีที่พวกเขาเข้ามาหยุดยืนอยู่ภายในโรงเรียนกลับพบใครอีกคนที่ตบเท้าเข้ามาภายด้วยเช่นกัน คนทั้งคู่ประสานสายตากันก็พากันงุนงง แต่ที่น่าตกใจสำหรับจอห์นนี่คงเป็นร่างคนตัวเล็กที่เดินมากับอีกฝ่าย


“นายมาได้ยังไงน่ะ!?


ยูตะเบิกตาโตกับคำทักทายที่ได้ยินเขาหันขวับมองเพื่อนตัวสูงสลับกับมองชายในชุดสูทสีดำแล้วก็ต้องฟาดฝ่ามือเต็มหลังเรียกสติคนตรงหน้า ท่าทางของแทยงดูจะตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ ก็ถูกเสียงดุดันถามกลับมาแบบนั้น


“เหอะๆ คุณแทยงอย่าไปถือสาไอ้จอห์นนี่มันเลยนะครับ ช่วงนี้มันทำงานหนักสมองมันเลยเพี้ยนๆ แบบนี้ล่ะครับ” ยูตะหาข้อแก้ต่างให้กับจอห์นนี่ด้วยความกลัวว่าแทยงจะพาลโกรธกับคำพูดที่ดูไม่สมควรแบบนั้น


“ไม่เป็นไรหรอกครับความจริงแล้วเราก็อายุเท่าๆ กันเรียกแบบนั้นก็ดูสนิทดีเหมือนกันนะครับ” แทยงตอบยิ้มๆ ไม่ได้ถือโทษโกรธคนตรงหน้ากลับคิดว่ามันดีเสียอีกที่เขาจะได้สนิทกับคนคู่นี้ในฐานะเพื่อนมากกว่านายจ้างกับลูกจ้าง


ส่วนจอห์นนี่ยืนนิ่งอึ้งรับรู้ว่าดันเผลอพูดแปลกๆ ไปต่อหน้าแทยง ทั้งๆ ที่จริงแล้วเขาพูดกับคนตัวเล็กต่างหากแต่เจ้าตัวดันเผลอส่งเสียงออกมาดังลั่น


“เอาไว้ฉันค่อยเราให้ฟังนะ” เจ้าตัวยุ่งยิ้มเจื่อนมาให้จอห์นนี่ คิดว่าตัวเองคงก่อเรื่องให้ร่างสูงชักสีหน้าบึ้งตึงเข้าให้แล้วล่ะ คนตัวเล็กก็เลยเลือกที่จะอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น


“เอ่อแล้วคุณแทยงมาทำอะไรที่โรงเรียนแบบนี้ล่ะครับ” ยูตะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบหลังจากที่เห็นจอห์นนี่ยืนนิ่งเป็นหุ่นอยู่นาน


“มารอรับเพื่อนน้องชายน่ะครับเขาเรียนอยู่มอ.ปลายปีสุดท้ายแล้วล่ะครับ”


“อย่างนั้นเหรอครับนี่น้องไอ้จอห์นนี่ก็เรียนอยู่ที่นี่เหมือนกัน” เสียงเจื้อยแจ้วของยูตะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นถึงแม้เขาจะแอบเห็นจอห์นนี่อาการแปลกผิดปกติก็ตาม และจังหวะนั้นเองสายตาของพวกเขาเห็นร่างสูงโปร่งวิ่งกระหือกระหอบเข้ามาร่วมวงสนทนา ทั้งยูตะและจอห์นนี่ต่างหันมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ


“พี่แทยงครับ! รอนานมั้ยพอดีไปเช่าหนังสือการ์ตูนมาเลยมาช้าหน่อยขอโทษนะครับ”


“ไม่หรอกโดยองฉันพึ่งมาถึงตะกี้นี้เอง” แทยงเอ่ยยิ้มๆ บอกกับโดยองที่ยังคงหอบหายใจไม่หยุด

ใบหน้าเสมองไปทางด้านข้างเจ้าตัวถึงกับร้องเรียกชื่อเสียงหลง 


             “พี่จอห์นนี่ พี่ยูตะ


“อ้าว! นี่รู้จักกันอย่างนั้นเหรอ?” แทยงมองสลับไปทางสามคนที่ค่อยๆ พยักหน้ารับช้าๆ


“คุณแทยงก็รู้จักกับโดยองด้วยเหรอครับเนี่ย?” ยูตะเอ่ยถาม


“โดยองเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายผมน่ะครับ”


“ก็ไอ้เตนล์คนที่ผมเคยบอกพี่จอห์นนี่ที่ซูปเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วเตนล์ยังไม่ได้สติเลย” โดยองพูดไปก็แสดงสีหน้าเป็นกังวลจนคนฟังพลอยรู้สึกหดหู่ไปด้วย โดยเฉพาะแทยงตั้งแต่เกิดเรื่องเขาก็ยิ่งเป็นทุกข์เพราะถึงตอนนี้เขาก็ไม่สามารถช่วยอะไรคนที่เป็นเหมือนน้องชายของเขาได้เลย


“เอ่อผมว่าผมพูดมากไปแล้วล่ะครับ พวกพี่มาหาแจฮยอนกับมาร์คใช่มั้ยครับพวกเขาซ้อมบาสกันอยู่ที่สนามหลังโรงเรียนน่ะ” ทั้งยูตะและจอห์นนี่พยักหน้ารับเข้าใจ


“ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับไว้เจอกันนะครับคุณจอห์นนี่คุณยูตะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำบอกลาคนทั้งคู่ ก่อนหันมาสบตากับโดยอง “ไปกันเถอะโดยอง”


โดยองหันมาโค้งลาให้กับยูตะและจอห์นนี่ จากนั้นปลายเท้าจึงเดินก้าวตามแทยงเป็นเพราะเขามองไม่เห็นร่างคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แทยง จังหวะสาวเท้านั้นทำให้เขาเดินทะลุผ่านร่างเล็กไปอย่างหน้าตาเฉย ผิดกลับคนตัวเล็กราวกับมีความรู้สึกบางอย่างส่งมาถึงเขาจากคนทั้งคู่ที่เดินกลับออกไป สายตาหันมองตามอยู่อย่างนั้นได้แต่ครุ่นคิดอยู่เงียบๆ






T
B

0 ความคิดเห็น