[ Fic NCT ] Dream In A Dream

ตอนที่ 5 : DIAD : CHAPTER 05

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 เม.ย. 62








CHAPTER 05




สองชั่วโมงก่อนหน้า


ห้องศิลป์


“หวัดดีครับพี่ยูตะ”


ระหว่างที่ยูตะกำลังง่วนกับการเช็คความเรียบร้อยอยู่หน้าโต๊ะคอมอยู่นั้น เสียงร้องทักดังทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่


“อ้าว! มาร์คมาหาจอห์นนี่เหรอ?”


“ใช่ครับ แล้วนี่ทำไมเงียบจังล่ะครับ”


 เด็กชายในยูนิฟอร์มไฮสคูลวางถุงขนมลงบนโต๊ะ สายตาหันมองทะลุไปทางด้านในซึ่งเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ใช้เป็นที่ทำงานของพี่ชาย ทว่าตอนนี้กลับมืดสนิทแถมยังไม่มีใครอยู่นอกจากคนตรงหน้า


“เขาก็กลับกันหมดแล้วน่ะสิ จู่ๆ จอห์นนี่มันก็รีบกลับไม่รู้เป็นอะไรของมัน ฉันก็เลยให้ทุกคนกลับไปด้วยเลย”


“แปลกแฮะทุกทีเลิกงานแล้วพี่เขายังอยู่จนดึกๆ ดื่นๆเลยนี่” คนเป็นน้องชายยู่หน้าครุ่นคิดถึงความผิดปกติ ซึ่งไม่ใช่แต่มาร์คยังรวมไปถึงยูตะที่เห็นพ้องกับความสงสัยนั้นด้วย


“นั่นน่ะสิฉันก็ว่าแปลก ว่าแต่นายเถอะมาหาจอห์นนี่มันมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”


มาร์คหันมามองเพื่อนพี่ชายที่พยักเพยิดหน้าถาม “ไม่มีไรหรอกพี่กะจะมาฝากท้องกับพี่เขาสักหน่อย พอพี่ไม่อยู่บ้านแล้วไม่มีใครทำของอร่อยๆ ให้ผมกินเลยให้ตายสิ”


“แล้วแจฮยอนล่ะ?”


“ช่วงนี้ดูพี่เขาเครียดๆ ผมไม่อยากเข้าใกล้อ่ะ” มาร์คตอบสั้นๆ แต่แล้วราวกับความคิดบางอย่างแว้บเข้ามาในหัว นัยน์ตาเบิกโผงกับคววามคิดคาดเดาของตัวเองก่อนส่งเสียงเรียกยูตะรัวๆ ทำเอาอีกคนที่กำลังจดจ่อกับการทำบัญชีสะดุ้งโหยง


 “เฮ้ยๆๆๆ พี่ยูตะผมนึกอะไรออกแล้ว!


“ไรวะมาร์คเรียกเบาๆ ก็ได้”


“เมื่อเช้าพี่จอห์นนี่ให้ผมเอาของไปให้มีแต่อะไรแปลกๆ ก็ไม่รู้พวกเครื่องรางไล่ผีงี้แล้วที่แปลกกว่านั้นนะพี่เขาไม่ได้นอนในห้องพอผมจะขอเข้าห้องน้ำในห้องพี่เขาก็โวยวายไม่ยอมให้ผมเข้าไป”


“จริงเหรอวะ?” ยูตะเอามือลูบปลายคางพลางพยักหน้าช้าๆ รับคำพูดของมาร์ค


 “แล้วนี่มันยังรีบกลับไปที่ห้องอีก”


“มันแปลกใช่มั้ยล่ะผมว่าพี่เขาต้องซ่อนใครไว้แน่ๆ”


 มาร์คตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมาด้วยความรู้สึกค่อนข้างมั่นใจในตัวเอง


 “เอางี้มั้ยพี่ยูตะเราไปดูให้เห็นกับตาเลย”


และนั่นก็เป็นความคิดของมาร์คเด็กวัยเกรียนที่อยากรู้เรื่องจนอดใจไว้ไม่อยู่ สุดท้ายพวกเขาจึงตัดสินใจบุกมาถึงห้องจอห์นนี่อย่างตอนนี้ก็กำลังนั่งหน้าสล๋อนปรายตามองอาหารตรงหน้า โดยเฉพาะมาร์คเริ่มกลืนน้ำลายอึกพลางเอามือลูบท้องไปมา


“จะบอกฉันว่าที่มาก็เพราะมีเรื่องด่วนน่ะเหรอ” จอห์นนี่รับนามบัตรมาจากมือยูตะ หลังจากที่อีกฝ่ายบอกกับเขาว่ามีงานด่วนให้ติดต่อหาคนที่อยู่ในนามบัตร สายตาจับผิดมุ่งตรงไปยังคนข้างยูตะที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกเสียจากหน้าตาอาหาร


“ส่วนนายก็แวะไปหาฉันแล้วก็เจอไอ้ยูตะอย่างงั้นน่ะเหรอ”


“อือผมกะจะมาฝากท้องกับพี่นั่นแหละ ไม่มีใครอยู่บ้านทำของอร่อยๆ ให้ผมแล้วนี่”


 มาร์คตอบโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ชาย ความจริงที่เขาตอบมันก็เป็นเรื่องจริงเรื่องหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมดขืนบอกจอห์นนี่ว่าที่พวกเขามาหาก็เพื่อจะจับพิรุธมีหวังคงโดนด่าหูชาไปเป็นอาทิตย์


“ตกลงว่าพรุ่งนี้นายไปแทนฉันนะ” ยูตะเอ่ยถามเน้นย้ำ


“อือ”


 จอห์นนี่เองตอบรับอย่างว่าง่ายเพราะมันเป็นเรื่องงานที่ห้องศิลป์ ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ค่อยถนัดงานด้านปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเสียเท่าไหร่แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ในบางครั้ง มือหนาวางนามบัตรลงข้างตัวก่อนเงยขึ้นมองคนทั้งคู่


“ไหนๆ ก็มากันแล้วอยู่กินข้าวด้วยกันมั้ย?”


“โหยพี่ผมรอฟังคำนี้อยู่พอดี งั้นผมไม่รอแล้วนะ”


เสียงร้องดีใจลั่นทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยชวน มาร์คไม่รอช้ารีบตักข้าวใส่ถ้วยเล็ก จากนั้นตรงเข้าจัดการอาหารตรงหน้าโดยที่มีสายตาของยูตะและจอห์นนี่มองตามกันเป็นตาเดียว


“หิวขนาดนั้นเลยเหรอ?”


“เออดิพี่จอห์นนี่น่ากินทั้งนั้นเลย” จังหวะที่มาร์คคีบเนื้อเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่วายยังจะส่งเสียงร้องบอกโดยที่มีสายตามองคาดโทษอยู่ทางด้านหลัง มันเป็นสายตาบ่งบอกถึงความไม่พอใจหนัก


“เฮ้ย!!!” จู่ๆ จอห์นนี่ก็ร้องเสียงหลงพลันให้คนทั้งคู่ออกอาการงุนงง


“เป็นไรจอห์นนี่?”


ยูตะหันหลังมองไปตามทางที่เพื่อนตัวสูงกำลังจ้องตาไม่กระพริบ แต่กลับไม่เห็นความผิดปกติใดๆ


“มองไรของนายวะ?”


คนถูกถามเรียกคืนสติกลับมาได้รีบส่ายหน้ารัวปฏิเสธ


 “ไม่ไม่อะไรทั้งนั้นแหละรีบกินแล้วก็รีบๆ กลับกันไปได้แล้ว”


น้ำเสียงตะกุกตะกักแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ พยายามแสดงสีหน้าเรียบเฉยไม่มีอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าสายตาของเขายังคงเห็นร่างคนตัวเล็กชัดเต็มตา มือหนาจับช้อนตักข้าวเข้าปากเคี้ยวเอื่อยๆ โดยที่ยังคงไม่ละสายตาไปจากคนตัวเล็ก


“หมูผัดซอสนี่โคตรอร่อยเลย”


คราวนี้มาร์คส่งเสียงร้องแทรกขึ้นมากลางวงยิ่งทำให้จอห์นนี่เบิกโตตา เป็นเพราะว่าคนตัวเล็กที่กำลังจ้องทะมึนถึงมาที่มาร์คเหมือนจะโกรธจัดแล้วยิ่งน้องชายของเขาคีบเนื้อเข้าปากไม่หยุด เขาเลยได้แต่นั่งตัวเกร็งส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้คนตัวเล็ก


“นั่นมันหมูผัดซอสของฉันนะไอ้เด็กบ้า!


 วิญญาณหิวโหยมาตั้งแต่เช้าจนป่านนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องอดไม่ได้ที่จะแผดเสียงโวยลั่น ยิ่งเห็นมาร์คกินอาหารด้วยท่าทีอร่อยเหาะแบบนั้นมันเท่ากับหยามวิญญาณอย่างเขาชัดๆ


“ฉันบอกให้หยุดกินได้แล้วไง นั่นมันของฉันโว้ยยย!


“มาร์คไอ้มาร์คกินอย่างอื่นบ้างดิวะ” จอห์นนี่เอาเท้าสะกิดเรียกน้องชายที่ตกอยู่ในวังวนอาหารไม่ลืมหูลืมตา เพราะเริ่มเห็นคนตัวเล็กยู่หน้ามองพลางนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ มาร์ค


“ก็อันนี้มันอร่อย พี่ยูตะลองชิมดูดิอร่อยจริงๆ”


ไม่ว่าเปล่ามาร์คยังตักเอาไปวางใส่จานยูตะ โดยที่จอห์นนี่แอบเห็นสายตาระห้อยของคนตัวเล็กมองข้ามไปยังเพื่อนของเขาซึ่งตอนนี้กำลังเคี้ยวเนื้อลิ้มรสอย่างเอร็ดอร่อย


“ไงพี่ยูตะ?”


“เออวะอร่อยจริง ทำอร่อยขนาดนี้เปิดร้านเลยดีมั้ย” ยูตะเสนอความคิด


“เวอร์ไปแล้วไอ้ยูตะ”


“แล้วนี่ถ้วยใครวะ?” คำถามของยูตะพลันให้จอห์นนี่เบนมองไปทางด้านข้าง คราวนี้เขาถึงกับกลืนน้ำลายหนืดลงคอ “อย่าบอกนะว่าชวนสาวมากินข้าวที่บ้านหน๊อยร้ายใช่เล่น”


“สาวเสอที่ไหนวะบ้าป่ะ” จอห์นนี่แถกลับ


 “ถ้างั้นพี่จะเตรียมไว้ทำไมในเมื่อพี่อยู่คนเดียว”


“นี่มันของฉันนะโหยทำไมเป็นแบบนี้อ่ะ ลุงไล่เพื่อนกับน้องลุงไปเร็วๆ”


“พูดมากน่า!” ความซวยเริ่มมาเยือนอีกครั้งคำพูดที่โผงขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาทั้งยูตะทั้งมาร์ควางช้อนลงอย่างไม่ได้นัดหมาย ใบหน้าก้มลงสำนึกผิดทั้งๆ ที่ยังคงเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก


“เอ่อแค่แซวละเล่นเองนี่เนอะพี่ยูตะ”


 ข้อศอกกระทุ้งสีข้างคนนั่งข้างราวกับหาตัวช่วยช่วยกู้สถานการณ์นี้หน่อย


“อืมใช่ๆ พวกเราก็แค่แซวนายเล่นเองมะไม่เห็นต้องขึ้นเสียงกันเลยนี่หว่า”


จอห์นนี่คิดจะอธิบายให้คนทั้งคู่เข้าใจแต่ก็ยั้งปากไว้เสียก่อนเมื่อนึกขึ้นได้ว่าความจริงแล้วมีเพียงเขาคนเดียวที่เห็นวิญญาณเร่ร่อนแถมยังความจำเสื่อม พูดไปคงไม่มีใครเชื่อเผลอๆ จะถูกมองเป็นคนบ้าเข้าให้ เขาไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองแปลกประหลาดอย่างเหตุการณ์เมื่อเช้า คิดได้แบบนั้นถึงกับพ่นลมหายใจอ่อนจนใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้


“เออช่างมันเถอะกลับกันได้แล้วไป” มือหนาโบกไล่ส่งๆ เขาเหนื่อยที่จะต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับสองคนนี้แล้ว ไหนจะผีเด็กแสบที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าหายไปไหนเสียดื้อๆ


 “ยังยังจะมานั่งหน้าเอ๋ออยู่ได้ไปกันดิวะ”


ยังไม่ทันจะเข้าใจอะไรก็ถูกจอห์นนี่ตวาดไล่อีกครั้ง ทั้งยูตะกับมาร์คลุกขึ้นยืนจับสายตาไปที่คนตรงหน้า


“เออๆ กลับก็ได้ไปเหอะมาร์ค” ยูตะว่าพลางกวักมือเรียกเด็กไฮสคูลให้รีบสาวเท้าออกจากห้องด้วยความรวดเร็ว ทั้งคู่เดินโซเซมาหยุดรอหน้าลิฟต์ระหว่างนั้นมาร์คก็เอ่ยถามคนยืนข้าง


“แซวแค่นี้ทำไมพี่จอห์นนี่ต้องโมโหด้วยวะพี่”


คำถามที่ได้ยินทำให้ยูตะส่ายหน้ารัวๆ เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


“ไม่รู้เว้ยมาร์คกลับไปพักเหอะคิดไปก็เท่านั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้าน” พูดจบแค่นั้นก็เดินตรงเข้าไปในลิฟต์พร้อมกับมาร์คที่ยังคงรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา


ทางด้านจอห์นนี่หลังจากที่เห็นทั้งสองหายออกไปจากห้องแล้ว ร่างทั้งร่างล้มนอนแผ่ลงบนโซฟาสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอสอดส่ายสายตาหาคนตัวเล็กดูเหมือนว่าจะไม่ได้อยู่ในห้องของเขา มือหนายันกายลุกขึ้นจากนั้นตรงมาหยุดที่โต๊ะ นัยน์ตาจับจ้องจานเปล่าแล้วต้องส่ายหน้าน้อยๆ จอห์นนี่ไม่รอช้ารีบไปเปิดตู้เย็นที่ยังมีเนื้อเหลืออยู่นิดหน่อย เขาคิดว่ามันคงพอที่จะทำหมูผัดซอสให้กับคนตัวเล็ก ถึงแม้เวลาตอนนี้จะเกือบห้าทุ่มแล้วก็ตามร่างสูงยังคงขะมักขะเม้นในการทำอาหารอยู่อย่างนั้น




เช้าวันต่อมา


ปลายเท้าเยื้อย่างเข้ามาในห้องที่ตัวเขาเองเริ่มจะคุ้นเคยบางแล้ว ถึงแม้ใจจริงคนตัวเล็กอยากจะไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความจริงเขาเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่ตายยังไงก็ยังไม่รู้ สุดท้ายก็มีแค่เจ้าของห้องคอนโด คนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถช่วยเขาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลให้เขากลับมาห้องๆ เดิม ใบหน้าเศร้าเงยขึ้นมองไปนอกหน้าต่าง เห็นท้องฟ้าสดใสยามเช้าที่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีอะไรเลย มือเล็กลูบวนท้องตัวเองไปมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนและอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงจิ๊ปากด้วยความโมโห


“ทำไมเป็นผีแล้วมันลำบากอย่างนี้นะ!


 น้ำเสียงอ่อนแรงบ่นปรอย หันมองไปทางหน้าก็ดูเคว้งคว้างไปเสียหมด นอกจากหายตัวแว้บไปมาก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีเลยสักอย่าง ถึงแม้ว่าความหิวจะไม่ทำให้เขาตายอีกรอบแต่ก็ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เอาเสียเลย คนตัวเล็กเบ้ปากพลางทำหน้างอตอนนั้นเองที่สายตาเบิกกว้างกับสิ่งที่เห็นบนโต๊ะ


สีหน้าเปลี่ยนไปในทันทีริมฝีปากค่อยๆ คลี่รอยยิ้มหวาน นัยน์ตาส่องประกายไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็น อาหารที่เขาอยากกินตั้งแต่เมื่อคืนถูกเตรียมไว้เป็นอย่างดี


“อื้อออออร่อย!” ทันทีที่ลิ้นเล็กสัมผัสความเหนียวนุ่มของเนื้อเต็มๆ ค่ำ เสียงใสร้องออกมาดังๆ คนตัวเล็กนั่งลงจมปุแล้วรีบจัดการอาหารบนโต๊ะใส่ท้องอย่างไม่คิดชีวิต


จังหวะนั้นเองร่างสูงเปิดประตูห้องนอนสะดุดตาเห็นคนตัวเล็กนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ส่วนสูงพิงเข้ากับผนังห้องพลางวางมือกอดอก นัยน์ตายิ้มรับกับภาพที่เห็นก่อนที่เจ้าตัวจะปรับสีหน้านิ่งแสร้งทำเป็นส่งเสียงไอกระแอม


อีกฝ่ายที่ได้ยินเสียงถึงกับค้างตึงค่อยๆ หันมามองร่างสูงที่ขยับเท้าเข้ามายืนใกล้


“หายไปไหนมาทั้งคืน?”


“ชิส์! นายจะมาสนใจผีอย่างฉันทำไม” คนตัวเล็กจีบปากจีบคอตอบ


“อย่าชวนทะเลาแต่เช้าได้มั้ย” จอห์นนี่ตอบกลับอย่างที่อีกฝ่ายไหวไหล่เไม่สนใจ เอาแต่ก้มหน้าจกดจ่อกับการกิน “เมื่อคืนขอโทษนะ”


น้ำเสียงทุ้มเบสเอ่ยออกมาเบาๆ ทว่ากลับทำให้คนตัวเล็กสะอึกนิ่ง มือเล็กวางช้อนลงตามเดิม พอเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายเห็นสีหน้าจริงจัง


“ช่างมันเถอะ ก็นายทำอาหารนี่ให้ฉันแล้วไง” ตอบเสียงอ้อมแอ้มพลางหลบสายตาคนตรงหน้า ฝ่ามือเล็กยกขึ้นจับแก้มทั้งสองข้างจู่ๆ ก็รู้สึกเอ่อร้อนทั้งที่อากาศในห้องไม่ได้อบอ้าวเลยสักนิด


ดวงตากระพริบถี่ไม่หยุด คนตัวเล็กไม่รู้เลยว่าตอนนี้จอห์นนี่กำลังทอดมองมาด้วยรอยยิ้มละมุนหวาน มือหนายกขึ้นยีผมคนตรงหน้าฟู่ฟ่องไม่เป็นทรง


“งั้นฉันไปก่อนนะ” พูดจบแผ่นหลังกว้างหันกลับไปทางประตู คนตัวเล็กเด้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างไวพร้อมกับตะโกนถามเสียงดังลั่น


“จะออกไปไหน? ให้ฉันไปด้วยได้หรือเปล่า?”


จอห์นนี่หันกลับมาอมยิ้มมุมปาก สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงเชิดหน้าขึ้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คำตอบที่ได้ยินจะทำให้คนตัวเล็กกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ


“ก็ตามมาสิ






ถนนย่านคังนัมในช่วงวันทำงานยิ่งเป็นช่วงเช้าอย่างนี้แล้วด้วย ตลอดสองข้างทางมีผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ทุกคนต่างก้าวฉับในชั่วโมงเร่งด่วน คงผิดจากชายหนุ่มลูกครึ่งเกาหลีคนนี้ที่ทอดน่องเอื่อยเฉื่อยไม่ได้รีบร้อนเหมือนกับคนอื่นๆ คนตัวเล็กหันมองไปรอบๆ ได้แต่งุนงงไม่เข้าใจสถานการณ์สักเท่าไหร่ สุดท้ายคนตัวเล็กเป็นต้องเอ่ยปากถาม


“นี่นายไม่รีบแบบนี้จะดีเหรอ?”


ปลายเท้าหยุดกึกพลางเบี่ยงตัวหันมองคนยืนข้าง ก้มหน้ามองลงเล็กน้อยเพราะอีกฝ่ายตัวเล็กกว่าเขาตั้งแยอะแถมความสูงก็ยังเทียบไม่ติด


“นี่สายตาแบบนั้นหมายความว่าไง” เสียงแหลมเล็กท้วงติงขึ้นมาทันทีที่จอห์นนี่หยุดมองเขาแล้วพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า พยายามสำรวจตัวเองก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติถูกมองแบบนี้เขาไม่ชอบเอาเสียเลย


“เปล่าไม่มีอะไรหรอก” พูดจบแค่นั้นทิ้งให้คนตัวเล็กมองตามแผ่นหลังไหวๆ ค่อยๆ กลืนหายไปกับฝูงชน เห็นท่าไม่ดีสองเท้าเล็กก็รีบจ้ำอ้าวให้ทันโดยที่ส่งเสียงร้องเรียกไปด้วย


“อะไรของนายแล้วนั่นรอด้วยสิ!


เพียงไม่นานพวกเขาก็เดินมาหยุดตรงหน้าโรงแรมซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโรงแรมหรูขนาดใหญ่ที่สุดในย่านคังนัม ความโอ่อ่าของสถานที่ทำเอาคนตัวเล็กตื่นเต้นไม่ต่างจากเด็กน้อยได้ของเล่น จังหวะที่จอห์นนี่กำลังหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง คนตัวเล็กก็วิ่งถลาร่างเข้าไปด้านในโดยไม่บอกกล่าวเดือดร้อนจอห์นนี่รีบวิ่งตามเข้าไปอย่างเร็ว


“ใหญ่โตดีแฮะ”


“หยุดวิ่งได้แล้วจะวิ่งไปไหนของนายน่ะ” จอห์นนี่บ่นปรอยเมื่อเห็นคนตัวเล็กหูตาแพรวพราว ขยับไปตรงนู้นทีตรงนี้ที ครั้นจะให้เขาตามไปติดๆ ก็เป็นไปไม่ได้ไม่งั้นคนอื่นๆ คงคิดว่าเขากำลังทำเรื่องไม่ดีอยู่แน่ๆ


“นี่ๆ ตรงโน้นมีสระว่ายน้ำด้วยอ่ะ”


มือเล็กตีต้นแขนจอห์นนีรัวๆ สายตามองตรงไปยังสระน้ำที่อยู่อีกฝั่งจากทางด้านนอก เผยให้เห็นรอยยิ้มดีใจเหมือนเด็กๆ ที่เห็นของเล่นทำเอาจอห์นนี่ส่ายหน้าปวดหัวนับวันเขาชักจะกลายเป็นผู้ปกครองเด็กคนนี้ ต้องคอยห้ามคอยปรามอยู่ตลอด หนำซ้ำอีกฝ่ายก็ไม่ได้ฟังอะไรเขาเสียเลยเอาแต่ใจชะมัด


“เฮ้ย! เดี๋ยว” ยกฝ่ามือขึ้นเสยผมอย่างรู้สึกขัดใจที่ทำอะไรไม่ได้


“ให้มันได้อย่างสินะให้ตายเถอะ!


ถึงบ่นไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขาได้เลย จอห์นนี่จึงกับมาตั้งสติจดจ่อกับงานที่กำลังทำอยู่ เขาละความสนใจจากเด็กเอาแต่ใจเร่งสาวเท้าเข้ามาที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงแรมพร้อมกับยื่นนามบัตรให้พนักงานตรงหน้า


“สวัสดีค่ะ”


“เอ่อผมมาหาคุณแทยงครับ”


“คุณยูตะใช่มั้ยคะ”


พนักงานหญิงรับนามบัตรจากร่างสูง จากนั้นก้มลองมองรายชื่อบางอย่างจากสมุด


“ผมมาแทนยูตะน่ะครับ ผมจอห์นนี่ครับ”


“อือพอดีตอนนี้คุณแทยงติดประชุมด่วนอยู่ค่ะ คุณแทยงสั่งไว้ว่าถ้ามาถึงแล้วเชิญคุณนั่งรอที่ห้องอาหารของทางโรงแรม เดี๋ยวดิฉันจะนำไปนะคะทางนี้เลยค่ะ”


“ขอบคุณครับ” จอห์นนี่ตอบรับอย่างยิ้มๆ แล้วสาวเท้าก้าวตามพนักงานหญิง เธอพาเขาขึ้นลิฟต์มายังชั้นสามสิบสามซึ่งเป็นชั้นบนสุดของโรงแรม


 เมื่อมาถึงเขาก็ต้องตกใจกับความโอ่อ่ากว้างขว้างของห้องอาหารซึ่งมันเป็นห้องอาหารสำหรับวีไอพีโดยเฉพาะ จอห์นนี่ก้าวตามพนักงานหญิงมาเรื่อยๆ จนมาหยุดที่โต๊ะริมหน้าต่างที่เห็นวิวกรุงโซลโดยรอบ


“รอสักครู่นะคะคุณจอห์นนี่ไม่ทราบว่าจะรับเป็นกาแฟหรือชาดีคะ?” ทันทีที่ร่างสูงหย่อนตัวลงนั่ง เสียงของพนักงานหญิงดังขึ้นให้เขาละความสนใจจากวิวด้านหน้า เขาแอบคิดว่าหญิงสาวคงจะได้เป็นพนักงานดีเด่นของเดือนนี้แน่ๆ ที่เอาใจใส่ลูกค้าดีเยี่ยมขนาดนี้


“ขอเป็นกาแฟล่ะกันครับ”


“ได้ค่ะรอสักครู่นะคะ” เธอกล่าวเสียงหวานก่อนจะก้าวฉับหายออกไปจากห้องอาหาร


จอห์นนี่กวาดสายตามองไปรอบๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของห้องมากจริงๆ แถมลูกค้าชั้นนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติอย่างเห็นได้ชัดทุกคนดูเพลิดเพลินไปกับการรับประทานอาหารไปพร้อมกับการมองทัศนียภาพยามเช้าแบบนี้


 เพียงไม่นานกาแฟกลิ่นหอมกรุ่นเสริฟ์ลงตรงหน้า จอห์นนี่นั่งจิบกาแฟยามเช้าไปเรื่อยๆ พลางหยิบเอาสมุดจดเล่มเล็กพร้อมกับแฟ้มตัวอย่างผลงานขึ้นมาเตรียมไว้บนโต๊ะ ไม่ลืมที่จะหยิบกล้องกะทัดรัดเก็บภาพท้องฟ้าในวันนี้ซึ่งดูสดใสเป็นพิเศษ ใบหน้ายิ้มรับแช่มชื่นกับภาพที่เขากดชัดเตอร์ได้ทัน


“ขอโทษครับคุณจอห์นนี่จากห้องศิลป์ใช่มั้ยครับ?”


 เสียงแทรกขึ้นที่ได้ยินพลันให้จอห์นนี่หันกลับมามองคนเอ่ยทัก ส่วนสูงขั้นนายแบบค่อยๆ ลุกขึ้นเก้ๆ กังๆ ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับร่างชายหนุ่มในชุดสูทมีดำ ใบหน้าหล่อเหลากำลังยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเรียวรีทอดมองมาทางเขายิ่งให้รู้สึกทำตัวไม่ถูก


“ใช่ครับคุณแทยงสินะครับ”


“เรานั่งกันก่อนดีกว่ามั้ย?” คนตรงหน้าเอ่ยบอกกับจอห์นนี่ที่ดูจะอึดอัดเล็กน้อย 


“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ปล่อยให้คุณต้องรอ”


“ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจ” จอห์นนี่พยักหน้ารับ


 “เอ่อยูตะบอกผมแค่ว่าคุณกำลังปรับปรุงห้องโถงใหม่ เขาก็เลยอยากให้ผมมาคุยรายละเอียดกับคุณแทยงโดยตรง”


“อ่อใช่แล้วล่ะครับ ผมติดต่อไปที่คุณยูตะเพื่อหามัณฑนากรมาดูแล”


“ถ้าอย่างนั้นคุณแทยงอยากจะปรับเปลี่ยนอะไรตรงไหนบ้าง แต่ก่อนอื่นเลยเนี่ยผมอยากให้คุณ” น้ำเสียงขาดห้วงเสียดื้อๆ เมื่อสายตาพลันเห็นร่างคนตัวเล็กกำลังชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ผู้บริหารโรงแรม


ท่าทางนิ่งเงียบบของจอห์นนี่ทำให้แทยงประหลาดใจ เขาจึงเอื้อมมือเขย่าไหล่คนตรงหน้าเรียกคืนสติกลับมา


“คุณจอห์นนี่ครับ คุณจอห์นนี่


“คะ...ครับ!


“ไม่สบายหรือเปล่าหน้าคุณดูซีดๆ ไปนะ”


คำพูดที่ได้ยินทำเอาจอห์นนี่ส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ ผิดกลับอีกคนที่หันมาหัวเราะคิกคัก ใบหน้ายียวนกวนโมโหอย่างที่จอห์นนี่เห็นแล้วได้แต่จิกตามอง เขากำลังคุยเรื่องงานกับคนตรงหน้าจำเป็นต้องใช้สมาธิสูง ทว่าคนตัวเล็กกลับโผล่มากวนใจเขาให้วุ่นวายเสียอย่างนั้น


ในจังหวะที่คนตัวเล็กกำลังหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างๆ ปลายเท้าของจอห์นนี่กลับปัดขาเก้าอี้ถอยออกห่าง และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นร่างเล็กล้มลงไปนั่งก้นกระแทก สภาพที่เห็นทำให้จอห์นนี่กลั้นขำแทบไม่ไหว ส่วนคนถูกแกล้งร้องโอยพลางมองค้อนคาดโทษคนก่อเหตุ


“โอ๊ย!! แกล้งกันนี่”


คนได้ยินกลับยิ่งออกอาการขำใหญ่ ไหวไหล่เล็กน้อยไม่สนใจคนตัวเล็กที่ลุกขึ้นยืนหน้างอ กัดริมฝีปากกลีบบางไม่พอใจถึงอย่างนั้นจอห์นนี่ก็ยังคงทำเมินเฉยจนกระทั่ง


“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เสียงแทรกโผงขึ้นจากปากแทยง เขาเห็นคนตรงหน้าจู่ๆ ก็เลื่อนเก้าอี้ข้างๆ มิหน้ำซ้ำยังหัวเราะออกมา


“เอ่อไม่มีอะไรหรอกครับ” จอห์นนี่ส่งยิ้มเจื่อนให้กับผู้บริหารหนุ่ม สีหน้าแทยงไม่ได้ดูจะเข้าใจในคำพูดของเขาสักเท่าไหร่นักแต่จอห์นนี่ก็เลือกที่จะไม่อธิบายต่อเป็นการดีที่สุด ระหว่างนั้นสายตาหันมาจับจ้องคนตัวเล็กที่กำลังนั่งจมปุอยู่ข้างๆ แทยงแทน


“เห๋? นี่ใครกันอ่ะลุง?” เสียงใสร้องถามโดยที่ไม่ได้หันมองร่างสูงแต่กลับสนใจไปที่แทยงฝ่ายเดียว เป็นช่วงจังหวะเดียวกันกับที่บริกรโรงแรมนำบางอย่างมาเสริฟ์ลงบนโต๊ะ


 คราวนี้สายตาคนตัวเล็กถึงกับสะดุดตามอง ชอคโกแลตมูสเค้กน่ากินจนอดใจไม่ไหว ใบหน้าเงยขึ้นเห็นจอห์นนี่กำลังจ้องมาทางเขาก็เริ่มเบ้ปากส่งสายตาอ้อนวอน


“คุณจอห์นนี่ลองชิมดูสิครับเป็นสูตรใหม่ของทางโรงแรม ผมอยากจะรู้ว่ามันโอเคหรือเปล่าน่ะครับ” แทยงผายมือมาให้คนตรงหน้าลองชิมเค้กที่ว่า อีกฝ่ายเองเลี่ยงที่จะปฏิเสธก็ไม่ได้จอห์นนี่จึงพยักหน้ารับ ทันทีที่เขาตักเข้าปาก สีหน้าแทยงดูลุ้นอย่างเห็นได้ชัดนัยน์ตาเรียวรีมองเขาไม่ไหวติง


“อื้ม! อร่อยมากเลยครับ”


หลังจากที่ได้ยินคำตอบแทยงก็ร้องดีใจพ่นลายหายใจอย่างโล่งอก พร้อมกับที่มีรอยยิ้มเบิกกว้าง


“เฮ้อ! นึกว่าจะไม่รอดซะแล้วอย่าหาว่าผมโม้เลยนะ สูตรนี้ผมเป็นคนคิดเองเชียวนะครับเห็นคุณจอห์นนี่บอกแบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย” แทยงว่าพลางระเบิดหัวเราะออกมา


“จริงเหรอครับคุณแทยงเก่งจังเลยนะครับ”


“ลุงขอกินบ้างอยากกิน!” น้ำเสียงงอแงดังมาจากปากคนตัวเล็กอย่างที่จอห์นนี่ได้แต่ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายออกไปจากตรงนี้ซะ “ขอกินบ้างนะคำเดียวก็ได้”


ระหว่างที่จอห์นนี่เหนื่อยใจกับความดื้อของคนตัวเล็กอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของแทยงดังขึ้นสายตาของเขาหันกลับมามองแทยงอีกครั้ง เลี่ยงที่จะไม่สนใจคนตัวเล็กที่เริ่มนั่งหน้าบึงตึงไม่พอใจ ยังไม่พอแค่นั้นน้ำหนักเท้ายังกระแทกลงอย่างแรงจนเขาเผลอร้องเสียงหลง


“โอ๊ย!!” สายตาคาดโทษเหวี่ยงกลับไปมองคนตัวเล็กนั่งยิ้มหน้ายียวน นอกจากจะไม่ช่วยอะไรเขาได้แล้วยังหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ปวดหัวทุกๆ ห้านาทีก็ว่าได้


“เป็นอะไรไปครับ?” แทยงมองเหรอหราไม่เข้าใจอากัปกิริยาของจอห์นนี่


“เอ่อยุงครับ! เหอะๆ ยุงกัดขาครับ” จอห์นนี่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ เขาหัวเราะกลบเกลื่อนพลางทำท่าทางตียุงไปมา ผิดกลับคนตัวเล็กตอนนี้นั่งหัวเราะกุมท้องแข็ง


“อย่างนั้นเหรอครับคุณจอห์นนี่ผมขอตัวสักครู่นะครับ”


“เชิญตามสบายเลยครับ”  


หลังจากที่เห็นแทยงเดินหายออกไปแล้วก็ถึงเวลาสะสางความกับคนตัวเล็ก


“นี่นาย!” ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรคนตรงก็รีบแย่งช้อนในมือของเขาตักเค้กคำโตเข้าปากหน้าตาเฉยโดยไม่คิดฟังเสียงร้องท้วงของจอห์นนี่ “ฉันยังไม่อนุญาตเลยนะ”


“อืออร่อย! เค้กนี่อร่อยมากเลยอ่ะ” จอห์นนี่ถึงกับส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายส่งเสียงจิ๊ปาก เอื้อมมือรีบแย่งช้อนกลับมาไว้ในมือตัวเองและนั่นทำให้คนตัวเล็กร้องเหวอ


“เฮ้ย! เดี๋ยวดิ”


“พอได้แล้วเดี๋ยวคุณแทยงมาเขาก็หาว่าฉันบ้าหรอก นี่ก็น่าขายหน้าจะแย่เพราะนายคนเดียวเลยไอ้เด็กบ้า”


“อะไรกันน่ะฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อย” คนตัวเล็กเถียงกลับ


“หึ! ไม่เลยเหรอพูดออกมาได้ รู้งี้ไม่น่าให้มาด้วยหรอก”


“ชิส์!


จังหวะนั้นเองจอห์นนี่เห็นร่างชายหนุ่มเดินกลับมาที่โต๊ะ น้ำเสียงเข้มหันไปบอกเด็กดื้อที่นั่งเอามือกอดอกอยู่ในอารมณ์ไม่รับแขกสักเท่าไหร่


“คุณแทยงกลับมาแล้วคราวนี้ก็ช่วยนั่งเงียบๆด้วยนะครับ”


“เอ่อคุณจอห์นนี่ครับ” แทยงเดินกลับมาที่โต๊ะเอ่ยเรียกอีกฝ่ายให้เงยขึ้นมองด้วยความฉงนสนเท่ห์ แทยงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งยิ่งทำให้จอห์นนี่รอฟังความอย่างตั้งใจ


“มีอะไรอย่างนั้นเหรอครับ?”


“คือว่าวันนี้ผมคงไม่สะดวกแล้วล่ะครับ ไว้วันหลังผมจะติดต่อคุณจอห์นนี่ไปนะครับต้องขอโทษด้วยจริงๆ”


“ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจว่าคุณงานยุ่ง ไว้วันหลังก็ได้ครับ”


“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับไว้เจอกันครับคุณจอห์นนี่”


“ครับคุณแทยง”


หลังจากที่เห็นร่างผู้บริหารโรงแรมเดินหายออกไปจากห้องแล้ว จึงเบนสายตามามองคนตัวเล็กที่นั่งตักเค้กเข้าปากไปยิ้มเหอะๆ มาให้เขา


“เรื่องกินนี่ไวจริงนะ”


คนฟังไม่ได้พูดอะไรออกมาทำเพียงไหวไหล่เล็กน้อย โดยที่ไม่สามารถไม่ละสายตาจากของหวานตรงหน้าได้เลย เขาไม่อยากจะสนใจวิญญาณเร่ร่อนสักเท่าไหร่ก้มหน้าลงเก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋า และระหว่างนั้นเองเสียงใสๆ ช่างจ้อก็ดังขึ้นอีกครั้ง


“อือนี่ลุงรูปพวกนี้สวยนะเนี่ยวาดเองหมดเลยเหรอ?”


“บอกว่าไม่ใช่ลุงไงฉันชื่อจอห์นนี่!


“เออน่า! มันก็เหมือนกันนั่นแหละยังไงนายก็เหมือนลุงแก่ๆ ขี้บ่น” คนตัวเล็กยังไม่เลิกกวนประสาทร่างสูงง่ายๆ เขาเห็นคนตรงหน้าสายตาชำเหลืองมองพลางถอนหายใจพรืดยาว เขาถึงกับยกยิ้มมุมปากนึกสนุกที่ได้แกล้งผู้ชายตัวสูงคนนี้


“ดูทึ่มๆ บื้อๆ แบบลุงไม่คิดว่าจะเก่งแบบนี้แฮะ”


คราวนี้จอห์นนี่ละมือจากสิ่งที่ทำอยู่เงยหน้าขึ้นมองคาดโทษวิญญาณช่างพูดตรงหน้า


 “จะหยุดพูดมากได้เมื่อไหร่


“เออๆ ไม่พูดอะไรแล้วก็ได้ก็แค่คิดว่าอย่างน้อยนายก็ดูมีความสุขได้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่ฉันเนี่ยดิตายยังไงก็ไม่รู้ เป็นใครมาจากไหน”


 จอห์นนี่สะอึกนิ่งกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่  ฝ่ามือทั้งสองข้างสอดประสานวางแนบลงกับโต๊ะพลันจับจ้องร่างคนตรงหน้าที่มีท่าทีเปลี่ยนไป ใบหน้าเรียวเล็กก้มลงชิดอก ท่าทางเศร้าสร้อยพลอยให้เขารู้สึกหดหู่ใจไปด้วย


“ถ้านายจำอะไรไม่ได้ก็สร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่สิ”


“ยังไง” เอ่ยถามฉงนทันควันด้วยสีหน้าอยากรู้ ดวงตากลมดั่งลูกแก้วกระพริบขึ้นลงรอฟังอย่างตั้งใจ จอห์นนี่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะราวกับครุ่นคิดบางอย่างเงียบๆ


 “อือก็อย่างเช่นทำอะไรที่อยากทำไปไหนที่ๆ อยากไปบางทีอ่ะนะอาจจะช่วยให้นายจำอะไรขึ้นมาก็ได้”


“นายคิดอย่างนั้นจริงๆ น่ะเหรอ”   


“ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ แบบนี้” จอห์นนี่บอกกับคนตรงหน้า จากนั้นเปิดสมุดปฏิทินเล่มเล็กพลางไล่สายตาไปเรื่อยๆ ก่อนจะยกยิ้มุมปาก “พรุ่งนี้ฉันว่างนายอยากไปไหนล่ะ?”


“นายจะพาฉันไปจริงๆ เหรอ”


“อืมถือว่าไปเที่ยวล่ะกัน” จอห์นนี่เอ่ยเสียงเรียบ


“ขอบคุณนะ” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มน้อยๆ เช่นเดียวกับจอห์นนี่เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งโดยที่เผลออมยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว


 “ฮั่นแน่! เขินอ่ะดี๊


คนถูกแซวก็ยิ่งเลิกลั่กใหญ่เมื่อเห็นคนตัวเล็กหัวเราะล่อไม่ยอมหยุด จอห์นนี่รีบลุกขึ้นอย่างเร็วทำเอาอีกฝ่ายงุนงงหน้าตาเหรอหรา


“อ่ะอ้าวจะไปแล้วเหรอ? ฉันยังกินเค้กไม่หมดเลยนะเดี๋ยวดิ!


ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มมุมปากอย่างปิดไม่มิดเมื่อได้ยินเสียงใสๆ ร้องไล่หลัง ทว่าช่วงขายาวกลับก้าวฉับโดยไม่สนใจเสียงร้องท้วงนั้น เขารีบพาตัวเองออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดขืนอยู่นานกว่านี้คงได้ถูกคนตัวเล็กพูดจาล้อจนเผลอทำตัวไม่ถูกอย่างเช่นตอนนี้ก็ได้








T
B

0 ความคิดเห็น