[ Fic NCT ] Dream In A Dream

ตอนที่ 2 : DIAD : CHAPTER 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ม.ค. 62











CHAPTER 02





“ค่อกๆๆ แค่กๆ ที่นี่ที่ไหนกัน?”


มือเรียวยันพื้นลุกขึ้นยืนโซเซ ตอนนี้คนตัวเล็กแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้าเพราะหมอกควันสีขาวบดบังทุกอย่าง มิหนำซ้ำไม่รู้ว่าควันขาวพวยพุ่งพวกนี้มาจากที่ไหนกันมันทำให้เขาส่งเสียงไอค่อกแค่กไม่ขาดปาก  ปลายเท้าค่อยๆ ก้าวเชื่องช้าราวกับคนหลงทาง กระทั่งหมอกควันนั้นจางลงปรากฏให้เห็นเป็นตึกสูงระฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า


Paradise! นี่เรามาอยู่ที่นี่ได้ไงกัน?”


สายตาสะกดนิ่งอยู่หน้าป้ายชื่อคอนโดฯ  สองเท้าจึงก้าวเข้ามาภายในโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนได้แต่ลองเดินเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งอย่างน้อยก็ดีกว่ายืนอยู่เฉยๆ


 “เอาไอ้นี้วางตรงนั้น แล้วก็ไอ้นั่นไปไว้ตรงนู้นหรือว่า เอ๊ะ! ไม่ได้ๆ ต้องเอาไว้ตรงนี้สิ”


เสียงของใครคนหนึ่งดังแว่วให้ได้ยิน มันเป็นเสียงผู้ชายที่ดังมาจากห้องริมสุดซึ่งเปิดประตูกว้างเอาไว้ ทำให้คนตัวเล็กถือวิสาสะเข้ามาชมภายในห้อง


 นัยน์ตาจับจ้องชุดเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกคัดสรรนำมาตกแต่งได้อย่างลงตัวด้วยโทนสีขาวที่ดูเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน คนตัวเล็กถึงกับเอ่ยชมไม่ขาดปาก


“ห้องใครกันน่าอยู่จัง แล้วนั่นขนมปังก็น่ากินด้วย”


กร๊อกกก!!!


มือเล็กรีบกุมท้องแน่นทันทีที่ดันเสียมารยาทส่งเสียงโหยหวน สายตาคอยจับจ้องคนในห้องกำลังง่วนจัดวางข้าวของให้เข้าที่ ใบหน้าหวานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจคว้าถุงขนมปังที่วางอยู่ใกล้ๆ ประตู


“ขอกินหน่อยนะ ฉันถือว่านายได้ยินแล้วนะ”


ยกมือขึ้นป้องปากเอ่ยออกมาเบาๆ อยู่ริมประตูจากนั้นไม่รอช้ารีบคว้าถุงขนมปังแกะห่อทันที คนตัวเล็กเล่นเคี้ยวขนมปังไม่ยอมหยุดปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย


“เฮ้ย! ลืมอยู่ที่รถนี่หว่าต้องลงไปเอาอีกแล้วเหรอวะ


แต่แล้วเสียงทุ้มเบสดังก้องมาจากห้องทางด้านซ้าย ทำเอาคนตัวเล็กที่ยืนแอบกินขนมปังเบิกตาโตด้วยความตกใจ หันมองซ้ายแลขวาหวังหาที่ซ่อนตัวเป็นพัลวัน เมื่อเห็นปลายเท้าร่างสูงมุ่งตรงมายังหน้าประตูยิ่งใกล้เวลาจวนตัวเขาก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก


 “แย่แล้วๆ ทำไงดีๆ ถ้าเขารู้ว่าฉันกินขนมปังเขาฉันแย่แน่!


ในวินาทีเฉียดฉิวก่อนที่ร่างสูงจะก้าวพ้นขอบประตู คนตัวเล็กจึงรีบซ่อนตัวหลบเข้าไปอยู่ในอีกห้องๆ หนึ่งไวปานจรวดเทอร์โบ


“เฮ้อ! เกือบไปแล้วมั้ยล่ะนะนี่มันห้องนอนเหรอเตียงนุ่มดีนิ”


นัยน์ตากลมส่องประกายกับภาพเบื้องหน้าที่เห็น เตียงขนาดคิงไซส์สีขาวนวลพร้อมหมอนหนุนใบใหญ่ล่อตาล่อใจจนต้องถลาตัวล้มนอนแผ่ลงบนเตียง เหยียดแขนขาจนสุดอย่างที่ความเมื่อยล้าเกาะกินมาทั้งวัน คนตัวเล็กจึงเผลอหลับผล็อยไปในที่สุด

 





ทางด้านเดียวกันชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ยาวระย้าจนถึงต้นคอ ใบหน้าคมคายกำลังถูกแต่งแต้มด้วยรอยคิ้วผูกโบว์กลางหน้าผากทันทีที่มาถึงที่รถ เมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างของใครคนหนึ่งยืนหยุดนิ่งอยู่ใกล้ๆ รถของเขา


            “เกือบไปแล้วมั้ยไอ้จอห์นนี่ ถ้าแบบร่างนี้หายขึ้นมาบอกได้คำเดียวว่าซวย!


ถือสมุดสเก็ตพลางมองสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของเจ้าของ ทำเอาจอห์นนี่เสมองคนยืนวางมาดเท่จนอยากจะกระแทกหมัดลงบนใบหน้ายูตะ ข้อหาทำตัวน่าหมั่นไส้!


“เออน่ารู้แล้ว! ก็รีบลงมาเอาแล้วไงแล้วนี่ทำไมพึ่งมา บอกให้มาช่วยกันตั้งแต่บ่ายพึ่งจะโผล่หัวมาเนี่ยนะ”


จอห์นนี่ตรงเข้าไปหายูตะพร้อมกับรับสมุดงานของตัวเองมาถือแนบข้างลำตัว ใบหน้าพยักเพยิดมองค้อนใส่เพื่อนสัญชาติญี่ปุ่นที่ยังคงทำหน้ายิ้มระรื่น


“ก็ใครใช้ให้คุณเพื่อนย้ายกะทันหันล่ะครับ ไม่ใช่เดลิเวอรี่นะครับโทรปุ๊บจะมาได้ปั๊บน่ะ”


“ชิส์! ไอ้ยูตะ” จอห์นนี่ได้แต่กัดฟันมองค้อนใส่ยูตะที่ยังคงหัวเราะกว้างออกมา ความจริงมันก็เป็นความผิดของเขานั่นแหละที่จู่ๆ ก็ย้ายมาอยู่คอนโดกะทันหันแถมยังไล่โทรจิกให้เพื่อนสนิทมาช่วยขนข้าวของ


“มาๆ ไหนให้ฉันช่วยอะไรบ้าง?”


 ยูตะเอ่ยถามคนตรงหน้าพลางถลกแขนเสื้อทั้งสองข้าง ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ทีแกล้งใหญ่ ยูตะเห็นจอห์นนี่เดินดุ่มๆ ไปเปิดท้ายรถก่อนที่จะเห็นกล่องลังใบใหญ่ที่อยู่ตรงนั้นทำเอาสะอึกกึก


“เอาขึ้นตามไปเร็วๆ ด้วยล่ะชั้นสามห้องสามสองศูนย์เข้าใจ๋?”


ราวกับจอห์นนี่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ยูตะ มือหนาตบบ่าปุๆ แถมยังยิ้มยิงฟันส่งมาให้แล้วรู้สึกหงุดหงิดก่อนจะเดินตัวปลิวหายกลับเข้าไปในคอนโด ทิ้งให้ยูตะมองมาที่กล่องลังใบใหญ่ได้แต่สบถก่นด่าเพื่อน


“ไอ้จอห์นนี่มาช่วยกันก่อนสิวะ! มันหนักนะเฮ้ยเป็นเพื่อนนะเว้ยไม่ใช่เบ๊ไอ้จอห์นนี่!




 

ผ่านไปสองชั่วโมงจากห้องที่ไร้ลวดลายมีเพียงเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น บัดนี้ถูกตกแต่งโดยสองหนุ่มจนกลายเป็นห้องที่น่าอยู่มากขึ้นแบ่งแยกความเป็นส่วนตัวไว้อย่างชัดเจน นอกจากเฟอร์นิเจอร์สีขาวแล้ววัสดุส่วนใหญ่ที่นำมาประดับตกแต่งห้องล้วนมาจากการรังสรรค์ของจอห์นนี่ ชายหนุ่มผู้หลงใหลในโลกศิลปะโดยเฉพาะห้องทำงานของเขาที่มีแต่อุปกรณ์วาดภาพและพวกโมเดลจำลองเต็มไปหมดจนดูเหมือนพิพิธภัณฑ์เสียมากกว่าห้องพัก


“เฮ้อ! เสร็จสักทีเหนื่อยเป็นบ้าเลยวะ” ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงบนโซฟากลางห้อง สายตาเบือนมองมาทางเจ้าของห้องที่ยังคงขะมักเขม้นจัดตกแต่งห้องทำงานของตัวเองอยู่


“เออจอห์นนี่นายยังไม่ได้บอกฉันเลยทำไมจู่ๆ ถึงย้ายมาอยู่คอนโดมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”


คนได้ยินคำถามนั้นไม่ได้เหลียวหันมองยูตะ ร่างสูงยังคงง่วนกับการจัดวางภาพวาดและนั่นยิ่งทำให้ยูตะปักใจเชื่อว่ามันต้องมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับจอห์นนี่แน่นอน


“ทะเลาะกับแจฮยอนมาอีกแล้วใช่มั้ย?”



“เฮ้อ! อะไรกันนักกันหนาว้า พวกนายสองคนเป็นพี่น้องกันจะโกรธกันไปถึงเมื่อไหร่”


 ยูตะเปรยลอยอย่างไม่สบอารมณ์ เขาพอรู้มาว่าเกิดเรื่องบางอย่างระหว่างจอห์นนี่กับแจฮยอนซึ่งมันก็ผ่านมานานแล้วด้วย เขาเองไม่คิดว่าทั้งคู่จะยังโกรธเคืองกันจนมาถึงตอนนี้เสียด้วยซ้ำ


“แล้วนี่แจฮยอนกับมาร์ครู้หรือยังว่านายย้ายออกมาน่ะ?”


“ฉันบอกมาร์คแล้วล่ะว่าย้ายออกมา” จอห์นนี่ตอบสั้นๆ


“งั้นเหรอ..


 ยูตะเห็นท่าทางของเพื่อนไม่สนใจอะไรยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองต่อ ระหว่างนั้นเองฝ่ามือวนลูบท้องเบาๆ สายตาสอดส่ายหาบางอย่างที่เขาหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความหิวโหยนี้ได้


 “จอห์นนี่ฉันรู้สึกหิวแล้วอ่ะในห้องมีอะไรให้กินบ้างมั้ย?” ปลายเท้าเยื้องย่างเข้ามาหาร่างสูงในห้องทำงาน อีกฝ่ายเงยขึ้นมองหน้าเพื่อนแล้วต้องส่งสายตามองผ่านไปทางด้านหลัง


“มีขนมปังอยู่ห่อนึงวางบนชั้นอันเล็กที่นายหิ้วไปเก็บไว้ในครัวไงกินนั่นไปก่อนแล้วกัน”


ใบหน้าคมก้มลงจับจ้องกับอุปกรณ์วาดเขียนต่อ ยูตะเองได้ยินเช่นนั้นจึงเดินตรงมายังเคานท์เตอร์ครัวไม่วายปากบ่นอุบอิบ แต่จอห์นนี่กลับได้ยินจนต้องร้องแหวลั่น


 “อะไรกันทีซื้อสียังมีปัญญาซื้อกับไอ้ของกินล่ะไม่ซื้อมาบ้าง ซื้อมาแต่ขนมปังห่อเนี่ยนะ”


“ใครบอกว่าฉันซื้อมา แอบเอาของไอ้มาร์คมาต่างหาก”


“โห! ชั่วได้โล่จริงขโมยของน้อง แน่ใจนะว่ามีไอ้จอห์นนี่


 ยูตะพลิกหาแทบจะรื้อข้าวของใหม่อีกรอบกลับไม่เห็นถุงขนมปังที่จอห์นนี่นบอก เขาแน่ใจว่าหาจนทั่วก็ไม่มีวี่แววขนมปังสักถุง!


“เออมีดิ! ฉันวางไว้บนชั้นเล็กๆ นั่นแหละ” น้ำเสียงเริ่มรำคาญของจอห์นนี่แหวกลับ


 “ไม่มีจริงๆ หาทั่วแล้วนะ” อีกฝ่ายเองก็ยืนยันเสียงแข็ง


คราวนี้จอห์นนี่ลุกขึ้นพรวดเดินออกมาจากห้องทำงานลองเข้ามาค้นชั้นวางด้วยตัวเอง ใบหน้าสีเรียบเริ่มแสดงออกถึงความสงสัย เขาจำได้ว่าวางไว้ตรงนี้จริงๆ แต่ทว่ากลับไม่พบถุงขนมปังอย่างที่ยูตะบอกจริงๆ


มันหายไปได้ไง!


“ไม่มีจริงด้วย”


“เออก็บอกแล้วว่าไม่มี สงสัยนายจะทำงานหนักจนเพี้ยน”


ยูตะว่าพลางเอามือท้าวเอวมองเพื่อนตัวสูงที่ยังคงยืนครุ่นคิดหนัก


“ไปหาไรกินเถอะนี่ก็เย็นมากแล้วด้วยข้างเที่ยงฉันก็ยังไม่ได้กินเลยด้วย แถมยังมาใช้แรงงานอย่างกับเบ๊”  


“ถ้างั้นเดี๋ยวฉันเอาภาพนี้ไปไว้ที่ห้องนอนก่อน แล้วเดี๋ยวพานายไปหาอะไรกินข้างนอก”   


จังหวะที่จอห์นนี่หมายจะเดินกลับไปเอาภาพสำคัญไปเก็บไว้ที่ห้องนอน ยูตะรีบวิ่งถลาร่างเข้ามาประจันหน้าอีกฝ่ายอย่างเร็วรี่


“เฮ้ยๆ ไม่ต้องกงต้องเก็บแล้วไปเลยๆ หิวไส้จะขาดแล้วเนี่ย” ว่าพลางก็ลากร่างสูงให้เดินออกมาจากห้อง โดยที่จอห์นนี่ได้แต่ร้องตะกุกตะกักพยายามจะยื้อแรงเอาไว้ ทว่ายูตะทั้งฉุดกระชากร่างนั้นให้เดินตามออกมาโดยเร็ว


“ดะเดี๋ยว! ไอ้ยูตะห้องนี้ยังจัดไม่เสร็จเลยนะ”


“เอาน่า! ค่อยกลับมาจัดต่อก็ได้ ไปเร็วฉันหิวแล้วเนี่ยไม่ต้องจัดอะไรแล้วไปก่อน”



 



เป็นเวลาเกือบสิบนาทีที่ยูตะเอาแต่นั่งหน้างอตั้งแต่มาถึงที่ร้าน ถึงแม้ตรงหน้าเขาจะมีชามบะหมี่ร้อนๆ สายตามองแทบไร้อารมณ์ไม่คิดว่าจะอร่อยหรืออยากลิ้มรสเลยสักนิดซึ่งต่างจากจอห์นนี่ รายนั้นน่ะก้มหน้าก้มตากินไม่สนใจเขาเอาเสียเลย


“มองหน้าฉันมีอะไรวะ?”


ผงกศีรษะขึ้นมองจอห์นนี่เห็นคนตรงหน้านั่งปั้นหน้ายักษ์แถมยังไม่ยอมแตะชามบะหมี่นั่นด้วย


 “โธ่! ไอ้เราก็นึกว่าจะได้นั่งดริ้งมีสาวๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง ฟังเพลงสบายๆ ที่ไหนได้กลายเป็นบะหมี่ริมทางแบบนี้เนี่ยนะ!” ยูตะร้องโอดครวญ


“หึ! คิดอะไรของอยู่ในสมองน่ะเว้นเรื่องพวกนั้นบ้างก็ได้”


จอห์นนี่ทำแค่ไหวไหล่แล้วกลับมาให้ความสนใจชามบะหมี่ของตัวเอง ทิ้งให้ยูตะทำปากขมุบขมิบนั่งคิ้วขมวดอยู่อย่างนั้น


“ไม่มีอารมณ์ศิลปะเลยวะเป็นศิลปินจริงป่ะเนี่ย คนเรามันต้องสรรหาความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลาดิ เชื่อฉันสิถ้านายพาฉันไปที่คลับ ไม่แน่นะนายอาจได้แรงบันดาลใจเขียนรูปแนวใหม่ก็ได้นะเว้ย!


โป๊ก!!!


“โอ๊ย! ไอ้จอห์นนี่เชี่ย! เล่นแรงวะ”


ยูตะยู่หน้าเพราะความเจ็บพลางยกมือกุมหัวปรอยๆ เขาแค่แหย่คนตรงหน้าเล่นๆ ก็เท่านั้นไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอากำปั้นเขกหัวเขาจริงๆ


“หึ! พอเลยไอ้ยูตะที่จะให้ฉันพาไปที่คลับก็เพราะจะเอาส่วนลดด้วยนะสิไม่ว่า ฉันรู้ทันหรอกน่าแค่นายอ้าปากก็เห็นไปถึงลิ้นไก่


“โหย! อะไรกันดุชิบหาย คลับนั่นก็ของเฮียฮันซล เฮียเองก็ออกจะใจดีจะตายไม่น่ามาเป็นญาติกับนายเลยให้ตายสิ”


“ยังยังไม่หยุดบ่นรีบๆ กินแล้วก็รีบๆ กลับซะ”


“คร้าบบบคุณเพื่อนใช้งานเสร็จก็ถีบหัวส่งเลยนะ”


ยูตะจงใจกัดฟันยิ้มส่งให้จอห์นนี่ คิดโมโหตัวเองที่ทำอะไรเพื่อนคนนี้ไมได้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากคีบเส้นหมี่เคี้ยวเข้าปากอย่างไม่เต็มใจ โดยที่เห็นสีหน้ายียวนของจอห์นนี่ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดไปกันใหญ่






 

จอห์นนี่เดินกลับมาถึงหน้าคอนโด หลังจากที่รอให้ยูตะจัดการกับท้องตัวเองจนหายหิว จู่ๆ เพื่อนตัวดีดันอยากดื่มโซจูขึ้นมา เขาเองไม่อยากจะเรื่องมากเลยตามใจยูตะกว่าจะพาตัวเองกลับมาที่ห้องใช้เวลานานกว่าที่เขาคิด มือหนาล้วงคีย์การ์ดขึ้นมาแต่แล้วก็ต้องแปลกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าประตู ใบหน้าที่สะลึมสะลือหายเป็นปลิดทิ้ง


“ไหงมาตกอยู่ตรงนี้กัน?


 รีบหยิบถุงขนมปังขึ้นมาดูซึ่งตอนนี้มันกลับว่างเปล่าพลางหันมองรอบๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด


ในระหว่างนั้นเสียงๆ หนึ่งดังเล็ดลอดมาจากห้องทางด้านซ้าย ความสงสัยทำให้จอห์นนี่ค่อยๆ ขยับเท้าเข้ามาใกล้ห้องนอนของตัวเอง พอลองแนบหูกับประตูเขาก็ได้ยินเสียงตะกุกตะกักอยู่ภายในห้อง


“เสียงอะไรหรือว่าขโมย?


เขาเริ่มคิดไปต่างๆ นาๆ ปลายเท้าขยับออกห่างหนึ่งก้าว สูดหายใจลึกเข้าปอดก่อนจะจับหมับที่ลูกบิดประตูพร้อมกับกระชากเปิดออกอย่างแรง


กึก!!!


“เฮ้ย!!!


วินาทีนั้นเองจอห์นนี่ถึงกับเบิกตาโผงจังหวะที่เขาเปิดประตูออกนั้น กลับเห็นใบหน้าคนตัวเล็กในระยะประชิดไม่ทันตั้งตัว และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะตกใจไม่น้อยมือเล็กรีบยันประตูกลับทันที


“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้หัวขโมย! คิดจะทำอะไรน่ะ”


“ไม่ใช่นะ! ฉันไม่ใช่ขโมยสักหน่อย”


เสียงใสร้องลั่นปฏิเสธข้อหาแต่ถึงอย่างนั้นจอห์นนี่ก็ไม่มีทีท่าจะเชื่อ อีกฝ่ายพยายามออกแรงดันประตูเข้ามาภายในห้อง


“ออกมาเลยนะไอ้หัวขโมยเข้าไปทำอะไรในห้องฉันห๊ะ!


“โอ๊ย! ก็บอกว่าไม่ได้เป็นขโมยไง! ฟังกันบ้างสิอ๊ะ!!?…


คนตัวเล็กที่พยายามทั้งร้องบอกทั้งออกแรงต้านสุดฤทธิ์ ทว่าจังหวะนั้นเองที่จอห์นนี่ออกแรงกระชากประตูสำเร็จในคราเดียว พร้อมกับที่ร่างของคนตัวเล็กถลาลงล้มทับอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ มือหนารีบกอดรัดร่างนั้นไม่ให้หนีไปไหนได้


“ฮะเฮ้ย! ปล่อยดิ”


“คิดว่าฉันจะปล่อยหัวขโมยอย่างนายไปง่ายๆ เหรอไม่มีทาง!


กลีบปากบางขบเม้มเป็นเส้นตรง ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเพราะความโกรธจัดที่ถูกต่อว่า ถึงอย่างนั้นก็ไม่หยุดออกแรงต่อต้านชนิดที่จอห์นนี่เองต้องกอดร่างเล็กไว้แน่นกว่าเดิม


“ปล่อยดิปล่อย! บอกว่าไม่ใช่ขโมยไง”


“ไม่! ถ้าไม่ใช่ขโมยแล้วจะเข้ามาในห้องฉันทำไม?”


“ก็ปล่อยก่อนดิ” คนตัวเล็กต่อรอง “ไม่หนีไปไหนหรอกน่าปล่อยก่อนอึดอัด”


จอห์นนี่เห็นอีกฝ่ายสงบลงเขาจึงค่อยๆ คลายอ้อมกอด ทันทีที่คนตัวเล็กเป็นอิสระก็รีบลุกขึ้นยืนโดยที่เห็นสายตาจ้องเขม็งไม่เลิก


“ไอ้บ้าไอ้โรคจิต!


!!?!


คนตัวเล็กขยับออกห่างหลังจากตะโกนด่าร่างสูง ทำเอาคนตรงหน้ายืนหน้าเหวอหัวเราะเหอะๆ อย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้


“นี่ไอ้เด็กบ้าให้ตายเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้วฉันจะจับนายส่งตำรวจ”


“ไม่นะ! ไม่ไปนะ!!


อีกฝ่ายร้องส่งหลงพร้อมกับหมายจะวิ่งกลับเข้าไปในห้อง ทว่ากลับถูกจอห์นนี่รวบเอวไว้ได้ทันควัน กลายเป็นว่าคนตัวเล็กกำลังดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดแกร่งอย่างเอาเป็นเอาตาย


“นายนี่มันโรคจิตจริงๆ”


“หึ! ขืนนายยังไม่เลิกด่าฉันฉันจะทำมากว่านี้จะลองดูมั้ยล่ะ?” ริมฝีปากบางคิดจะพ่นคำด่ากลับต้องเม้มปากแน่น เมื่อจอห์นนี่จงใจโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนคนตัวเล็กหดคอหนี


 “ไม่แน่จริงนี่หว่า”


รอยยิ้มกระตุกมุมปากยียวนคนตัวเล็กให้รู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม แต่ก็จนปัญญาที่จะต่อต้านแรง น้ำเสียงโอนอ่อนจึงค่อยๆ เอ่ยออกมให้ได้ยินแทน


“ก็ได้ๆ ฉันขอโทษที่เข้ามาในห้องนาย นายอย่าจับฉันส่งตำรวจเลยนะ”



 จอห์นนี่ปล่อยคนตัวเล็กเป็นอิสระ เขาปรายตามองคนตรงหน้าซึ่งเต็มไปด้วยคำถาม คนตรงหน้าเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กผิวขาวท่าทางดูไม่เหมือนขโมยก็จริง แต่ที่น่าแปลกคือเข้ามาในห้องของเขาเพราะอะไรกันแน่


“เอาล่ะงั้นบอกฉันมานายเข้ามาในห้องฉันทำไม?”


คนตัวเล็กถูกซักถามได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก ยิ่งเห็นดวงตาคมกริบเพ่งมองคาดคั้นเขาก็ยิ่งหวาดกลัวคนตรงหน้า


“เอ่อคือ


“ถ้าไม่พูดความจริงฉันคงต้องพานายไปหาตำรวจ”


 “ไม่ๆ นะฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละฉันจะอยู่ที่นี่!


 คำพูดของคนตัวเล็กที่ได้ยินยิ่งทำให้จอห์นนี่เลิกคิ้วสูงมองนิ่ง คนถูกจับจ้องก็ยิ่งเหมือนถูกต้อนให้จนมุมแสดงท่าทีเลิกลั่กจนทำตัวไม่ถูก


 ทันใดนั้นปลายเท้าค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น เขาเองก็ก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้อง คนตัวเล็กถึงกับมามีสติอีกครั้ง 


ท่าทางคนตรงหน้าน่ากลัวชะมัด!


“อ่ะ!!” เสียงร้องหลงเมื่อคนตัวเล็กพยายามคิดจะวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่แล้วกลับถูกร่างสูงดันร่างชิดผนังอีกครั้ง พร้อมกับขยับกายเข้ามาแนบชิดจนคนตัวเล็กได้แต่กระพริบตาปริบๆ แถมกลั้นหายใจด้วยความกลัว


 “อย่าไล่ฉันไปเลยนะ ฉันขอโทษก็ได้ที่ด่าว่านายเมื่อกี้อ่ะ แต่ให้ฉันอยู่ด้วยนะนอกจากที่นี่ฉันก็ไม่รู้จะไปไหนแล้วจริงๆ”


“มามุกไหนอีกหึ!


“เรื่องจริงนะจู่ๆ ฉันก็โผล่มาที่นี่แล้วเห็นห้องนายเปิดประตูอยู่ก็เลย


“นี่ไงขโมยชัดๆ”


“ไม่ๆ ไม่ใช่จริงๆ นะ ฉันไม่ได้ขะเข้ามาขโมยอะไรเลย”


“แล้วบ้านนายล่ะอยู่ที่ไหน?”



“ชื่อนายล่ะ?”


 “ฉันจำไม่ได้จริงๆ นะๆ ให้ฉันอยู่ด้วยนะ” น้ำเสียงหวานร้องบอกพลางตรเข้าไปเขย่าแขนร่างสูงนัยน์ตากลมโตมองใบหน้าเคร่งเครียดด้วยความหวังเต็มเปี่ยม


“นะๆ ให้ฉันอยู่ด้วยนึกว่าสงสารเด็กตาดำๆ อย่างฉันเถอะนะ”


“ไม่มีทาง! ยังไงซะนายก็ต้องออกไปเดี๋ยวนี้”


 มือหนาตรงกระชากแขนอีกฝ่ายเป็นครั้งที่สอง ยื้อแย่งจนร่างถลาตามแรงไปโดยปริยาย คนตัวเล็กกว่าพยายามเกาะขอบประตูแต่ก็ต้านแรงของร่างสูงไม่ไหวจึงถูกโยนหิ้วมาข้างนอกได้สำเร็จ


ปึง!!!


“ไอ้คนใจร้าย! ชิส์!


 คนตัวเล็กสบถลั่น ยกขาขึ้นเตะประตูระบายความหงุดหงิดคิดแล้วก็ยิ่งโมโหร่างสูง แทนที่จะเห็นใจเขาบ้างกลับไล่ส่งอย่างไม่ใยดีทั้งๆ ตัวเองเองไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลยสักนิด


“อย่าให้ฉันเข้าไปในห้องนายได้นะ ฉะ


 น้ำเสียงแหวลั่นได้ไม่ทันไรกลับต้องเงียบกริบเมื่อคนตัวเล็กรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง


 “นี่มันอะไรกันน่ะ!!?


เขาก้มลงมองสำรวจร่างกายตัวเองได้แต่ตั้งคำถามในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา แทนที่ตัวเองจะยืนอยู่หน้าประตูห้องหลังจากที่ถูกอีกฝ่ายไล่ตะเพิด ทว่าตอนนี้เข้ามายืนอยู่ภายในห้องแค่เพียงชั่วพริบตาเดียว


“บะ...บ้าน่า! เกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่?


“ค่อกๆๆ นะ..นี่นายเข้ามาได้ไงน่ะฉั นว่าฉันล็อกประตูแล้วนะ หรือว่านายมีกุญแจผี! หรือมีคาถา! อ๋อนี่เป็นพวกเล่นของเหรอเนี่ยห๊ะ!


ภาพตรงหน้าทำเอาจอห์นนี่ที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลักไอค่อกแค่ก เพียงเวลาไม่ถึงห้านาทีเสียด้วยซ้ำที่เขาไล่คนตัวเล็กออกจากห้องแล้วนี่อะไรกัน สายตาหันมองถึงกับผงะกับร่างเล็กยืนฉายยิ้มแฉ่งอยู่หน้าประตู


“เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้วคิดมาได้แต่ล่ะอย่าง ฉันก็ไม่รู้จู่ๆ ก็เดินทะลุผ่านเข้ามานี่แหละ”


ตอบอย่างหน้าตางุนงงซึ่งคนตัวเล็กเองก็ยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น ใบหน้าก้มมองมือทั้งสองข้างก่อนจะหันมองทางประตูด้วยความสับสนไม่เข้าใจ


 “เหอะๆ ตลกตายล่ะคงมีแต่ผีเท่านั้นที่ทำได้น่ะ”


“นั่นสินะคงมีผีเท่านั้นที่ทำได้


เสียงพึมพำออกมาเบาๆ พลันให้สมองของคนตัวเล็กนึกถึงบางอย่าง


“ฉันกลายเป็นผีเหรอ? แสดงว่าฉันตายแล้วงั้นสิ ไม่จริงดิมันต้องมีทางพิสูจน์”


เพี้ยะ!!!


“โอ๊ย! เจ็บ!!


จอห์นนี่ยกมือขึ้นลูบข้างแก้มมองค้อนใส่คนตัวเล็กที่จู่ๆ ก็เดินเข้ามาตบหน้าเขาชนิดที่ไม่มีออมแรง


“เป็นบ้าเหรอไง”


“เจ็บเหรอถ้างั้นมันก็เป็นความจริงน่ะสิ นายต้องช่วยฉันนะฉันยังไม่อยากตาย”


เร่งฉุดแขนแกร่งข้างหนึ่งอีกทั้งแนบแก้มถูไถไปมา แทนที่จอห์นนี่นจะสนใจกลับจับหัวกลมๆ ผลักออกห่างจนร่างคนตัวเล็กกระเด็นถอยหลัง


“พูดบ้าอะไรอีกฉันไม่มีเวลาว่างมาเล่นตลกกับนายหรอกนะ”


“อย่าพึ่งไล่กันสิฟังฉันก่อนฉะ..ฉันพูดจริงๆ นะ ฉันฉันตายแล้ว”


 ใบหน้าเล็กเบือนหลบสายตาดุราวกับปีศาจพลางส่งเสียงสะอื้นฮึก หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมใจอ่อนและให้เขาอยู่ที่นี่ได้สักที ซึ่งก็ดูเหมือนว่าท่าทีของจอห์นนี่จะรู้สึกตงิดใจแปลกๆ


 “นี่นายเป็นผีจริงๆ งั้นสิว่าพลางปลายนิ้วชี้สั่นรัวค่อยๆ จิ้มลงหัวไหล่คนตรงหน้า ใจหนึ่งเขาแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินแต่จากเหตุการณ์เมื่อสักครู่มันทำให้เขาเริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆ


 “ผีนะโว้ยยยไม่ใช่ขี้จะจิ้มทำไมกันฮะ!


 เสียงแหกปากร้องโวยวายขึ้นมาทันที่เมื่อจอห์นนี่ทำท่าทางรังเกียจ มิหนำซ้ำยังดูหวาดระแวงเขาจนรู้สึกรำคาญ


คนถูกโวยวายใส่หน้าจึงรีบชักนิ้วกลับอย่างเร็วก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คงมีแต่เสียงกลืนน้ำลายลงคอดังอึกให้คนตัวเล็กปรายตามองแล้วถอนหายใจเฮือก


“เฮ้อ! นี่นายจะใจดำไม่ช่วยฉันจริงๆ น่ะเหรอ?”


“หยุดดดดดด! อย่าเข้ามานะ” ร่างเล็กคิดจะก้าวเข้ามาใกล้เจ้าของห้อง กลับถูกอีกฝ่ายยกมือปรางห้ามญาติแถมยังร้องเสียงหลงอีกต่างหาก


 “ทะ..ทำไมนายเป็นอะไรถึงตายล่ะ? ล่ะแล้วตายที่ไหน? เมื่อไหร่? แล้วทำไมนายต้องมาอยู่กับฉัน? แล้วถ้าเกิดว่านายไม่ยอมไปเกิดไม่ต้องตามติดไปตลอดชีวิตเลยน่ะเหรอ?”


“ไม่รู้โว้ยยย! ก็พึ่งจะรู้ตัวว่ากลายเป็นผีก็เมื่อกี้นี่แหละ”


  คนตัวเล็กชักมีน้ำโหกับคำถามจู้จี้จิกจิกพวกนั้น ในขณะที่เขาเองก็ยังหาข้อสรุปอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย แถมความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองก็ไม่มีหลงเหลือเลยสักนิด มันยิ่งทำให้เขาสับสนกับสภาพที่เป็นอยู่ในเวลานี้


 “งั้นเอางี้เรามาทำสัญญาตกลงกันดีป่ะ?”


“หมายความว่าไง?”


“ก็อย่างเช่นถ้านายให้ฉันอยู่ที่นี่ด้วย ฉันก็จะทำงานแลกเปลี่ยนอย่างพวกงานทำความสะอาดหรือไม่ก็ถ้านายอยากให้ฉันช่วยอะไรก็บอกได้นะ” 



“ไม่ต้องคิดนานหรอกน่า นายจะปล่อยให้ฉันเป็นผีเร่ร่อนอย่างนี้น่ะเหรอ?”


 คนตัวเล็กส่งเสียงอ้อดออนโดยที่เห็นร่างสูงยืนมองท้าวเอว ขมวดคิ้วยุ่งดูก็รู้ว่ากำลังคิดหนักแต่สำหรับคนตัวเล็กเขาไม่มีทางเลือก นอกจากจะขอความช่วยเหลือจากเจ้าของห้องที่ถึงแม้จะรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าก็เถอะนะ แต่จะให้เขาลอยไปลอยมาไม่ก็น่าหดหู่นะว่ามั้ย


“เออก็ได้”


“เยส!!” เพียงได้ยินอีกฝ่ายตอบตกลงเสียงร้องดีใจพลางกระโดดตัวลอยจนลืมไปว่าห้องๆ นี้ไม่ใช่ของเขา พอเบือนมองหน้าตาทะมึนถึงเป็นอันเข้าใจว่าเขาต้องเงียบเสียงลง


 “เอ่อนี่มันก็ดึกแล้วถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ แล้วก็ขอยืมห้องนอนนายด้วยนะไปล่ะ”


“อ้าวเฮ้ย! เดี๋ยว


ปึง!!!


จอห์นนี่เอียงคอมองตามคนตัวเล็กที่เว้นช่วงคำพูดให้เขาสงสัยจนกระทั่งประโยคต่อมาที่ได้ยินทำเอาจอห์นนี่ถลาร่างวิ่งตามแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เมื่อประตูตรงหน้าไม่แม้แต่จะเปิดออกทำให้เผลอชนเข้าไปเต็มแรง


 “โธ่เว้ย! นี่นายนั่นมันห้องนอนฉัน ออกมานะเว้ย! บอกให้ออกมา!


ยืนมองประตูห้องนอนได้แต่ตะโกนร้องปาว พยามยามเปิดเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล ไม่รู้ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรที่เขาต้องมาเจอผีเร่ร่อนที่ทำตัวราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียอย่างนั้น


 จอห์นนี่จนใจที่จะตะโกนร้องเพราะเขาเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าจากการจัดห้องจนอยากล้มตัวลงนอนเต็มที สายตาหันมองโซฟาหน้าโทรทัศน์แล้วถอนหายใจอย่างไม่มีทางเลือก ร่างทั้งร่างหย่อนตัวลงนั่งไม่วายสายตามองคาดโทษถึงคนในห้อง


“ฝากไว้ก่อนเถอะผีตัวแสบ!




T
B

0 ความคิดเห็น