ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 73 : พ่อค้ายา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 447
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    30 ม.ค. 64

สิงยกกำลังสามสิบคนออกเดินทางเป็นกองกำลังส่วนตัวเดินทางด้วยม้าเร็ว ต่ำเตี้ยแต่ว่องไวในพื้นที่ ให้ทหารขนดำรับคำสั่งเดินทางเรียบแม่น้ำแบ่งออกเป็นสองกองธง ประกอบด้วยกองธงขาวและกองธงดำ ใช้เวลาเดินทางสองถึงสามเดือนกว่าจะถึงพื้นที่สงคราม

กองธงขาวปักชื่อดำทัพมหาอุปราช สวมเกราะนวมแดงยันต์คุ้มภัย นายกองล้วนฝึกวิชาไสยศาสตร์สายขาวไม่มากก็น้อย กำลังเจ็ดร้อย ล้วนเป็นพลเดินเท้าแบ่งเป็นหน่วยทะลวงฟันประดับดาบโล่สามร้อย พลธนูสองร้อย พลปืนคาบชุดหนึ่งร้อย พลเสบียงประดับดาบคู่คันธนูหนึ่งร้อย สี่นายกอง สองรองทัพ ล้วนเป็นบุคคลที่หมู่บ้านปั้นสร้างขึ้นมา มีความจงรักภักดียิ่ง

กองธงดำปักชื่อขาวทัพมหาอุปราช สวมเกราะเกล็ด หมวกทรงสูง คลุมเสื้อยันต์ ประดับดาบคาดเอว ม้าประดับดาบยาวทหารม้า ล้วนเป็นทัพม้าแกร่ง แม้มีจำนวนน้อยแต่กลับมีประสิทธิภาพที่สุด ทัพม้าแบ่งออกเป็นกองสอดแนมหนึ่งร้อย ล่าสังหารสองร้อย ล้วนเป็นจอมไสยศาสตร์สายดำ อาวุธหลากหลาย สี่นายกอง หนึ่งรองทัพ

พยัคฆ์ทักษิณรับราชโองการยกทัพแกร่งหนึ่งพันเข้าเสริมประสาน เดินทางมุ่งตรงสู่พื้นที่เมืองพะโคทางตอนเหนือ ยกชูธงพยัคฆ์ทักษิณ ธงแดงปักทอง ล้วนเป็นทัพแกร่งผ่านสงคราม เมื่อก้าวเข้าสู่สงครามประดุจพยัคฆ์กระโจนล่า เมืองแมกไม้เต็มไปด้วยความเงียบถูกปกคลุมไปด้วยพลังงานการฆ่าฟันจนยากจะหายใจ เมื่อทัพยกออกจากเมืองผู้คนถึงได้เข้าใจ เมืองตัวเองกับซุกซ่อนพยัคฆ์ร้ายเอาไว้นับพันตัว ผู้คิดก่อนการกลับโล่งอกที่ไม่ได้ผิดพลาดกระทำการผิด กำหนดการสี่เดือนเหยียบพื้นที่เมืองพะโค


 

ญ่าญิงเธอในชุดเกราะอกทหารเปิดท้องน้อย สวมกางเกงขาสั้นรัดรูปฝึกซ้อมดาบใหญ่อยู่กลางลานฝึก โบกสะบัดไปมา เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อดาบกระทบกับแผ่นหินบนพื้นลานประลอง ญ่าญิงยังไม่หยุดร่างของเธอ ดีดตัวขึ้นลง หมุนควงดาบใหญ่บนลงล่าง เป็นกระบวนท่ากงล้อชนิดหนึ่งฟาดลงอีกครั้ง หอบหายใจระบายลมออกจากปาก นับเป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ได้จับดาบร่ายรำเช่นนี้ ท่าทางออกจะเก้ ๆ กัง ๆ ออกสักหน่อย อีกทั้งยังคงเหน็ดเหนื่อยมากกว่าเดิมใช่เล่น

เสียงปรบมือดังขึ้นเป็นจังหวะ เธอรีบดีดตัวใช้ดาบใหญ่บดบังร่างกายเอาไว้ ถึงได้เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาคล้ายสิงไม่มีผิด แต่กลับสวมด้วยฉลองพระองค์สีทองอันเบาบาง ประดับสร้อยทองตามร่างกาย ใบหน้าขาวผ่อง ปากแต้มชาดแดงระเรื่อ เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ติดตามด้วยทหารในชุดเกราะหมวดแดงขลิบทอง

“ยอดเยี่ยม ฝีมือดี” เขากล่าวชมไม่ขาดปาก มองสำรวจญ่าญิงตั้งแต่หัวจรดเท้ากล่าวถามหญิงสาวที่ยังคงระแวดระวัง “เจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดจึงซักซ้อมฝีมืออยู่ในลานวังของพี่เรา”

เมื่อได้ยินคำว่าพี่เรา ญ่าญิงรีบวางดาบลง คุกเข่าโขกศีรษะ เปิดเผยแผ่นหลังของเธอเต็มไปด้วยแผลเป็น “ข้าน้อยรับคำสั่งหน้าที่ดูแลวังมหาอุปราชในยามที่ท่านมหาอุปราชท่านไม่อยู่พ่ะย่ะค่ะ”

“โอ้ เจ้าเป็นทหารในสังกัดพี่เราหรือ ใยเราไม่เคยเห็นมาก่อน”

ชะเอมเงยหน้าขึ้นมองกษัตริย์เมืองขุนเขาอย่างเสียมารยาทก่อนจะยิ้มเหยเกกล่าวตอบ “กระหม่อมเป็นเพียงอดีตนักโทษของท่านมหาอุปราชพ่ะย่ะค่ะ”

“อ่า หมู่บ้านขนดำส่วนใหญ่ล้วนเป็นอดีตนักโทษกับเหล่าทาสไร้นาย แปลกอันใน”

“คือ...กระหม่อมเคยเป็นหัวหน้าทหารรับจ้างเลือดหินที่ทำการซุ่มโจมตีมหาอุปราชท่าน..ก่อนจะ...ก่อนจะถูกจับมาจองจำเอาไว้ เมื่อมหาอุปราชท่านสามารถหาตัวการได้แล้วจึงปล่อยข้าออกมาพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าหรือ..อ่า..ข้าเคยได้ยินมาว่าท่านพี่จับคนส่งมาที่กรมเมือง คิดไม่ถึงว่าเจ้ายังรอดชีวิต” กษัตริย์เมืองขุนเขาสำรวจมองเธออย่างสนใจ ก่อนที่ญ่าญิงจะรู้ตัว ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาโดยทันที รีบก้มศีรษะโขกลง ตอนนี้ร่างของเธอเปิดเผยมากเกินไป นอกจากบริเวณสงวนแล้วบริเวณอื่นล้วนเปิดเผยทั้งหมด หูของเธอกระดิกอย่างตื่นเต้น ยังดีที่หางของเธอขาดไป ไม่เช่นนั้นคงโบกสะบัดไปมาแสดงความเขินอายแล้ว

“เหตุใดเขายังปล่อยเจ้าไว้”

“มหาอุปราชท่านกล่าวว่า..เอ่อ.. ท่านว่า เห็นกระหม่อมมีความสามารถ จะฆ่าเสียก็เสียดาย ให้กระหม่อมช่วยดูแลวังให้ยามที่มหาอุปราชท่านไปรบ เพราะท่านจำต้องใช้ทหารทั้งหมดที่มีในการออกรบ จะปล่อยวังร้างก็มิได้ เมื่อท่านกลับมาเรื่องอื่น ๆ ค่อยว่ากัน หากสามารถทำได้ดีก็คิดจะจ้างงานต่อ หากทำไม่ดีก็ค่อยขับไล่ไป ตัวข้าเองยามนี้ไม่มีที่ไปจึงตอบรับงานนี้พ่ะย่ะค่ะ”

“เพียงเจ้าผู้เดียว” กษัตริย์เมืองขุนเขาเดินเข้ามาย่อกายนั่งลงมองสำรวจญ่าญิงอีกครั้ง

“คนรับใช้อื่นจะมาจากหมู่บ้านขนดำในวันพรุ่งพ่ะย่ะค่ะ”

“อ่า” กษัตริย์เมืองขุนเขาตบไหล่ญ่าญิงเบา ๆ หญิงสาวรีบเงยหน้าขึ้นจดจ้องมองกษัตริย์เมืองขุนเขาในทันทีก่อนที่สองสายตาจะสอดประสานกัน

 .

หน้าประตูเมืองพะโค ตอนนี้จากประตูสิบสองบานเปิดขึ้นเพียงสี่บานใหญ่ ประตูเล็กทั้งหมดล้วนปิดหมดสิ้น พ่อค้าแลผู้คนรับทราบข่าวการศึกการสงครามแล้ว ตอนนี้พวกเขาไม่รีบจากเมืองไปก็เร่งรีบกันเข้าเมือง ห่างออกไปมีขบวนการค้าหนึ่งเดินทางมาอย่างช้า ๆ พวกเขาคุ้มกันเกวียนสามคันรถ ที่ด้านหน้าเป็นรถม้าบ่งบอกว่าเป็นหัวหน้าขบวน รอบขบวนการค้านี้ทหารในชุดเกราะแผ่นแบบฉบับกลุ่มประเทศเผ่าหูยาวรายล้อมอารักขา ประดับปืนดาบ สวมหมวกเหล็กปิดบังทั้งใบหน้า ต่อแถวอย่างระวังค่อย ๆ เดินทางตามระเบียบเข้าไปยังหน้าประตู

พวกมันมาตั้งแต่เช้าแต่กว่าจะถึงหน้าประตูได้กลับตกเย็นเสียแล้ว การตรวจสอบเกิดขึ้นอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างละเอียด หากพบสิ่งแปลกปลอมจะถูกขับไล่ออกไปโดยทันที

“ผู้มาเป็นใคร”

ชายในรถม้าถูกประคองออกมา เขาสวมชุดสีสันหลากสี ผ้าที่สวมใส่ตัดเย็บด้วยผ้าสีสันสดใสกว่าเจ็ดผืน สวมหมวกปีกว่างประดับขนนก หนวดเงางามดวงตาสีฟ้าเป็นเอกลักษณ์ ทูมือไปมาที่บริเวณอกใบหน้านอบน้อมยิ่งนัก

“ไอมีนามว่านรสิง พ่อค้าจากตะวันออกเป็นลูกครึ่งเผ่าหูยาว”

“เจ้าเป็นพ่อค้า..” เขามองไปด้านหลัง “บอกให้พวกมันทั้งหมดเปิดหน้าแลเปิดผ้าคลุมเกวียนออก ตรวจสอบสินค้า”

“แน่นอน แน่นอน พี่ทหารท่านนี้ พวกท่านเชิญตรวจ” นรสิงหันไปตวาดผู้คุ้มกันโดยทันที “ยังไม่เปิดใบหน้าอีก!”

นายทหารเดินทางเปิดผ้าคลุมออกเล็กน้อย ด้านในเต็มไปด้วยขวดดินเผา ในรถแต่ละคันไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากขวดดินเผา “พวกมันคือสิ่งใด”

“สินค้าจากทางตะวันออก..ยาวิเศษเมืองหนานเจ้า” ท่อนสุดท้ายเบาเสียงลงจนสุด

“ตอนนี้ใกล้จะเกิดสงครามแล้ว พวกเจ้ายังกล้าเดินทางมาอีก”

“เพราะพวกท่านมีสงครามเราจึงได้เดินทางมา..” เขาทำหน้าลับ ๆ ล่อ ๆ แย้มยิ้ม

“พวกเจ้า...” คำสุดท้ายเก็บเอาไว้ไม่กล่าวออก ย่อมทราบดีว่าในยุคสมัยนี้มีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งที่ร่ำรวยจากสงคราม พวกเขาจะทำการเสี่ยงเข้าเมืองนำสินค้าจำเป็นยามสงครามไปกักตุนแล้วเปิดขายเพื่อสร้างกำไรมหาศาล แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่มากเช่นกัน จึงไม่แปลกใจเลยที่ทหารคุ้มกันทั้งหลายเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันเช่นนี้

“พี่ทหาร ไอมาจากแดนไกล ทราบข่าวว่าที่นี่เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ จึงคิดเดินทางมาทำการค้า หวังพี่ชายท่านเปิดทางสักเล็กน้อย” ว่าแล้วหยิบแผ่นทองออกมายัดใส่แขนทหารผู้นั้นไป เขาหันมาจ้องมองดู สำรวจทหารคุ้มกันทั้งหมดอีกครั้ง สำรวจมองดวงตาแลรูปร่างของพ่อค้าหนุ่มกล่าวต่อ

“อย่างไรเรายังต้องตรวจสอบให้ละเอียด...แต่ในเมื่อเจ้าให้ความร่วมมือดี แลไม่มีสิ่งใดผิดแผก เช่นนั้นก็เข้าเมืองไป”

“ขอบคุณ ขอบคุณ โอ้ ขอพระเจ้าคุ้มครองท่าน” นรสิงหันไปมองพระอาทิตย์ยกชูมือทั้งสองอ้าออกแย้มยิ้มก่อนจะกอดตัวเองแล้วเดินขึ้นรถม้าไป ขับเคลื่อนอย่างช้า ๆ เข้าสู่เมืองพะโค ที่ห่างออกไปกลับมีผู้คนกลุ่มหนึ่งถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแล้วหันหัวม้าควบขับจากไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

204 ความคิดเห็น

  1. #145 book1122 (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 11:05
    ขออีกคับ
    #145
    1
    • #145-1 DayDreamW(จากตอนที่ 73)
      2 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:40
      จัดให้แล้วนะครับ 555
      #145-1