ราชสีห์ขนดำ

ตอนที่ 54 : รถเปล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 660
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

กาทองรับมอบคำสั่งเดินทางออกจากที่พัก มุ่งสู่รังลับของเหล่าจารชนแห่งขุนเขา ความเป็นจริงต้องเรียกพวกเขาว่าจารชนแห่งหมู่บ้านขนดำถึงจะถูกต้องเพราะทั้งหมดล้วนเป็นคนที่ถูกฝึกขึ้นมาที่หม่บ้านขนดำ โดยอาจารย์คนหนึ่งที่สิงเคยไปกราบเอาไว้เป็นผู้กำกับดูแลการฝึก คนเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ด้วยพวกเขาไม่ได้เป็นจุดเด่น ต่างกระจายข่าวลือไปยังกลุ่มใต้ดินกลุ่มต่าง ๆ ที่หลบซ่อนตัวเอง เมื่อมีข่าวเข้ามา กลุ่มใต้ดินที่ถูกกดมานานเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ ต่อให้ไม่ได้เงินแต่ปากของพวกเขาก็ยังขยับ ประกอบกับอยู่ ๆ ทางการเมืองหนานเจ้าเริ่มผ่อนคลายการตรวจตรา ข่าวลือจึงแพร่กระจายราวโรคระบาด แม้แต่ชาวบ้านร้านถิ่นยังสามารถสืบทราบได้ไม่ยาก

กลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยบรรยากาศอันแปลกประหลาด เมื่อทราบข่าวว่าองค์ชายใหญ่คิดจะเดินทางมาด้วยตนเอง ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในการตัดสินใจในกลุ่มการค้าต่างเดินทางเข้ามาประชุมอย่างไม่ได้นัดหมาย เพียงเวลาไม่นานหลังจากข่าวลือกระจายออกไปรถม้ากลับอยู่เต็มบริเวณหน้าที่พักของผู้นำไร่

ผู้นำไร่สั่งให้นักบู๊ประจำตัวตึกคุ้มครองที่นี่ด้วยความเข้มงวด แม้แต่มดสักตัวก็ไม่ให้เข้าไป แต่เมื่อจะเข้าไปยังห้องประชุมกลับได้ยินเสียงโต้เถียงมาไกล

เขาเปิดประตูจ้องมองผู้คนที่ลุกขึ้นชี้หน้าด่าทออย่างไม่พอใจ “หุบปาก!” เสียงก้องกังวานกระแทกกระทั้นทั้งหมดภายในห้องประชุมให้เงียบสงบปากลง ล้วนจ้องมองมายังผู้นำไร่เป็นตาเดียว

ผู้นำไร่มุ่งตรงไปยังที่นั่งหัวโต๊ะกล่าวเปิดการประชุมโดยทันที “องค์ชายใหญ่คงหายดีแล้ว ไม่งั้นเขาคงไม่มาด้วยพระองค์เอง”

“แน่ซิ หากพระองค์ยังบาดเจ็บคงไม่เดินทางมาหรอก” ผู้ที่นั่งถัดไปกล่าวกระแนะกระแหน จนหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามต้องรีบกล่าวเตือน “ยามนี้พวกเรากำลังเผชิญสิ่งที่ยากลำบาก ยังจะมากระแนะกระแหนกันอีกหรือท่านพวน”

“คณิกาดอกทองเช่นเจ้ากล้ามีปากมีเสียงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คาก่อนที่หลอกลวงลูกเขยข้าเข้าหอไปจนทางบ้านต้องเกิดการโต้เถียงครั้งใหญ่ขึ้น ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลยนะ”

“นี่เจ้า! ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติเฒ่าขาเป๋เช่นเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าต้องการที่จะเดินไม่ได้อีกต่อไปหรืออย่างไร อีกอย่างลูกสาวเจ้ามันไม่ถึงใจ หญิงสาวมากมายในหอหอมโหยของเราล้วนบริการดุจญาติมิตร เป็นบุตรเขยเจ้าสืบหามาเอง จะมาโทษว่าข้าได้เช่นไร” นางตบโต๊ะลุกขึ้นชี้หน้า ก่อนจะกล่าวด่าทอต่อผู้นำไร่รีบกล่าวเพื่อหยุดทั้งสองลง

“นี่ไม่ใช่เวลาให้พวกเจ้ามาทะเลาะกัน จะทะเลาะกันให้ทะเลาะหลังจากที่พวกเราจัดการเรื่องนี้เสร็จ”

“ทำไมต้องจัดการด้วย ข้าไม่เข้าใจ องค์ชายใหญ่เดินทางมาก็เดินทางมาซิ ยังจะต้องเข้ามาประชุมวางแผนอะไรกัน ทางเราสิที่จะต้องรู้สึกยินดีมากกว่ากังวลใจ เราเพียงเตรียมสิ่งของกำนัล ขอน้อมรับการช่วยเหลือจากเมืองขุนเขาเพื่อเปิดช่องทางการค้าให้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” ชายหนุ่มท้ายแถวกล่าวคำ ผู้นำไร่รับฟังเพียงถอนหายใจเท่านั้น ชายหนุ่มได้แต่มองอย่างงุนงง ท่านพวนเห็นว่าผู้คนเงียบสงบจึงกล่าวบอกเหตุผลในการร้อนใจวันนี้ออกไป

“เจ้าพึ่งกลับมาจากต่างเมืองคงไม่ทราบ ครั้งล่าสุดท่านผู้นำของเรากลับสร้างเรื่องงามหน้า เชิญนักบู๊อันดับสองแห่งเมืองแสงเจ้าขึ้นท้าประลองกับผู้ปกครองหน้ากาก เจ้าคงไม่รู้จักมันอีกเช่นกัน เอาเป็นว่ามันเป็นผู้มีตำแหน่งหัวหน้าของหน่วยหน้ากากทั้งหมด คาดว่าอยู่ใต้เพียงหนึ่ง อยู่เหนือทั้งหมดในหมู่บ้านขนดำ” เขายกชาขึ้นจิบก่อนจะมองไปที่ผู้นำไร่พูดต่อ “หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าองค์ชายใหญ่แห่งขุนเขากำลังจะเดินมาจัดการคนที่ลอบสังหารพระองค์ ข้านับเวลาดู คาดว่าเจ้าผู้ปกครองหน้ากากนั่นต้องสร้างเรื่องให้กับกลุ่มการค้าของเราแล้ว”

“เหลวไหลสิ้นดี” ชายหนุ่มสบถออกมาอีกสองสามคำ อดไม่ได้ที่จะจับจ้องมองไปยังพี่เขยของเขาอย่างอาฆาต ตีตรา เดินทางออกจากเมืองหนานเจ้าเพื่อทำการค้าที่เมืองแรก จึงทำให้ไม่ทราบปัญหาที่เกิด เขาพึ่งกลับมาเมื่อเช้ามืด เมื่อเห็นว่าผู้คนต่างมาร่วมประชุมกันหมดจึงเดินทางมาร่วมประชุมด้วย ใครจะทราบว่าจะได้รับรู้เรื่องใหญ่เพียงนี้

“แต่ข้าว่ามันไม่น่าจะชักช้าถึงเพียงนี้ มันยังคงมีอะไรแปลก ๆ ในข่าวลือ” ชายชราชุดขาวกล่าวคำ เขาดีดนิ้วคำนวณ กล่าวต่อ “ถ้าหากเป็นหน่วยหน้ากากทำงานจริง ข่าวลือเรื่ององค์ชายใหญ่เดินทางต้องมาไวกว่านี้ ข้าเคยแอบได้ยินเรื่องความรวดเร็วในการเดินทางของหน่วยหน้ากากอยู่บ้าง”

“ไม่ทราบท่านลุงคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด”

“หากเป็นไปตามที่ข้าคิด เจ้าผู้ปกครองหน้ากากนั่นคงต้องการเสริมสร้างเรื่องบ่อนทำลายเรา เป็นไปได้หรือไม่ที่มันจะใส่ร้ายพวกเราโดยใช้เวลาหาหลักฐานระยะหนึ่ง ทำให้เวลาในการเดินทางขององค์ชายใหญ่จึงล่าช้าลงไปอีก”

“เป็นไปได้ เพียงแต่ว่ามันเป็นเรื่องอะไรล่ะ” คณิกาหญิงกล่าว นางจับจ้องมองผู้นำไร่ที่ตอนนี้ตัวสั่นไม่หยุด ใบหน้าปรากฏผุดหยาดเหงื่อเม็ดโป้ง “ท่านทำอะไรที่พวกข้าไม่ทราบอีกท่านผู้นำ”

ในขณะที่ทั้งหมดในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด กาทองนำหน่วยหน้ากากและจารชนประจำตำแหน่งรอบอาคารกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ เขาจ้องมองรถม้าที่เข้าไปแลไม่ออกมาพิจารณาความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในขณะที่สมองคิด ใบหน้าท่าทางกลับเป็นปรกติยิ้มรับจิบชาพูดคุยสนทนากับบุญหัวหน้านักบู๊บ้านประดับหยกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ล้วนเป็นทักษะที่ถูกฝึกและประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนับหลายปี

“ไม่ทราบว่าท่านทิตต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่ขอรับ” บุญรู้เพียงว่าชายเบื้องหน้าเป็นใคร แต่ไม่อาจทราบชื่อและไม่ต้องการรู้ เขาอยากจะเล่นบทใดก็เล่นไป บุญจะไม่เข้าไปขัดขว้างใด ๆ มีคำกล่าวว่าแมวตายเพราะความอยากรู้ ตอนนี้เขายังไม่อยากเป็นแมวสักเท่าไหร่ 

“ไม่แล้วขอรับท่านบุญ อาหารขนาดนี้ทำข้าจุกไปทั้งวันแล้ว ขอบคุณท่านมากที่มาอยู่เป็นเพื่อนข้า” มีเรื่องที่กาทองไม่เข้าใจตั้งแต่เจอองค์ชายใหญ่อยู่สองเรื่อง หนึ่งที่เข้าไม่เข้าใจที่สุดคือทำไมให้เขาเปิดตัวกับบ้านประดับหยก หรือองค์ชายใหญ่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอันใดกับคุณหนูบัว ดูไปก็พอจะเข้าเค้าอยู่บ้าง แต่ไม่น่าถึงขนาดหงายไพ่เช่นเขาออกมา ดูเหมือนองค์ชายจะคิดน้อยไปหน่อยหรือยังไงกัน ยังมี ประการที่สองคือหน่วยหน้ากาก พวกเขาต่างเป็นยอดฝีมือในการอารักขาแลลอบสังหารรวมไปถึงสืบข่าว ถึงแม้การสืบข่าวของพวกเขาไม่ละเอียดรอบคอบเช่นจารชนที่ถูกฝึกมาโดยตรง แต่ถึงอย่างไรก็นับเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวอย่างยิ่งกลุ่มหนึ่ง องค์ชายใหญ่กลับยกให้เขาใช้ต่างมือต่างเท้า

“ท่านบุญลองลิ้นลองดูขอรับ ปลาร้านนี้รสชาติดีเสียจริง” เขาเขี่ยปลาออกไป หางตาจ้องมองรถม้าที่เคลื่อนออกจากอาคารกลุ่มการค้าไป เมื่อพิจารณามองดูค่อยหันกลับมาคีบผักใส่ปากไม่กล่าวอะไร

รถม้า รถลากเดินทางเข้าออกเป็นว่าเล่น แต่แล้วสิ่งที่เขารอคอยก็มาถึง รถม้าที่ดูธรรมดาคันหนึ่งถูกจัดแต่งเดินทางออกมาจากประตู สารถีควบขับออกไปอย่างช้า ๆ กาทองแย้มยิ้มออกมาที่มุมปาก เคาะโต๊ะด้วยนิ้วชี้พยักหน้าส่งสัญญาณ หน่วยหน้ากากหนึ่งคนติดตามรถม้านั้นไปในทันที

“มีอะไรแปลกประหลาดหรือขอรับ” บุญถึงแม้ไม่เข้าใจสถานการณ์สักเท่าไหร่ แต่การกระทำอันแปลกประหลาดของกาทองอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา เขารับทราบดีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้ามีขุมพลังขนาดไหนอยู่ในมือ การที่ชวนตนเองมาทานอาหารที่อาคารตรงข้ามอาคารกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ รวมไปถึงข่าวลือเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่ ย่อมมิใช่เรื่องชวนมาทานอาหารธรรมดาเช่นภายนอกที่แสดงออก

“รถเปล่าน่ะขอรับ”

“รถเปล่า?”

“ใช่” กาทองพยักหน้า เขาจับตามองกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์มาหลายวัน สามารถจดจำน้ำหนักของรถม้าได้ รถม้าประเภทนี้ใช้ในการขนส่งผู้คนธรรมดาระดับพ่อบ้านของกลุ่มการค้าแสงอาทิตย์ แต่จากการสังเกตทำให้กาทองคำนวณได้ว่า ภายในรถถูกบุเอาไว้ด้วยเบาะนั่งเป็นอย่างดีที่มีน้ำหนึ่งครึ่งหนึ่งของหญิงสาววัยแรกแย้ม ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดมันเป็นเบาะนั่งที่ทำจากไม้สัก บีบอัดผ้าเป็นชั้น ตีเหล็กเสริมความมั่นคงแลปูทับด้วยผ้าสลับกากมะพร้าวอีกเจ็ดชั้นเพื่อให้นุ่มสบาย อีกทั้งหากเป็นรถม้าของผู้สูงศักดิ์มีตำแหน่งในกลุ่มการค้า พวกเขาคงไม่ทิ้งผู้เป็นนายเอาไว้แล้วตีรถเปล่ากลับไปอย่างแน่นอน ทั้งรถม้าที่ดูไม่เป็นที่โดดเด่นเช่นนี้กลับใช้สารภีประจำตัวของผู้นำไร่ในการควบขับ ยังมี ในขณะที่ผู้คนร้อนรนเร่งเดินทางเข้าออก มันกลับพยายามทำตัวเองให้เป็นปรกติสุขไม่รู้ร้อนรู้หนาวใด ๆ

“รถม้าเปล่า” กาทองแย้มยิ้มออกมาพร้อมทั้งยกแก้วชากระดกลงคอไปทั้งแก้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

202 ความคิดเห็น