ชู้นอกหัวใจ

ตอนที่ 11 : จุดไต้ตำตอ 100 %

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ม.ค. 60




“เมืองไทยเป็นไงบ้าง?”

คำถามจากคนที่มานั่งแกร่วอยู่ในห้องทำงานของเขาตั้งแต่ตอนเลิกงาน เรียกให้ฟรานเชสโก้เงยหน้าขึ้นมอง ร่างสูงของชายหนุ่มหน้าตาเอเชียขนานแท้ที่อิงสะโพกหมิ่นๆ กับขอบโต๊ะทำงาน

ดูเหมือนว่ากฤษณุลูกพี่ลูกน้องมีเรื่องจะคุยด้วย แต่เจ้าตัวก็เลี่ยงไปหยิบหนังสือมาดูบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง เพราะเห็นว่าเขากำลังทำงานอยู่

ทำงานทั้งๆ ที่เลยเวลาเลิกงานไปกว่าชั่วโมงแล้ว นั่นเพราะเลี่ยงเวลาที่รถติด และก็อยากไปถึงบ้านสักค่ำๆ หน่อย เพราะมันเป็นเวลาเดียวกับที่เพื่อนบ้านสาวสวยของเขาจะกลับบ้านพอดี

เขาคิดว่าเธอกำลังพยายามหลบหน้าเขา

ตั้งแต่เช้าวันนั้น แทบไม่เห็นพิจิกาอีกเลย เธอออกบ้านแต่เช้าตรู่ และกลับดึกดื่นมืดค่ำ แม้ไม่เคยรู้ตารางชีวิตประจำวันของเธอ แต่ฟรานเชสโก้ก็อดคิดไม่ได้ ว่าหญิงสาวกำลังพยายามหลบหน้าเขา

คุณพิจิหรือ? นายไปทำความรู้จักมาแล้วหรือ?

ก็ไม่เชิง เธอเป็นคนยังไง?

อื้ม! ก็เป็นคนสวย

ปลายสายตอบอย่างไม่ต้องลังเล โดยไม่ต้องสงสัย สายตาผู้ชายที่ไหนก็คงจะคิดอย่างเดียวกันทั้งนั้นแหละ

นี่ๆ อย่าบอกนะว่านายกำลังสนใจเธอ

เสียงของไรวินจ้องจับผิด

โน....ฉันไม่ยุ่งกับผู้หญิงที่มีแฟนแล้ว

มีแฟน...นายหมายถึงใคร คุณพิจินะหรือ? ไรวินดูเหมือนจะข้องใจ

ใช่ ก็เธอบอกเขาอย่างนั้นเอง

ไม่จริงหรอก เป็นไปไม่ได้ คุณพิจินี่นะจะมีแฟน

ดูเหมือนเพื่อนเขาจะตกข่าว น้ำเสียงสงสัยพร้อมกับพ้ออย่างเสียดมเสียดาย เลยทำให้เขาค่อนข้างแน่ใจว่าไรวิน เองก็แอบสนใจหญิงสาวอยู่เหมือนกัน

ผู้หญิงสวย แต่ทำตัวแปลกๆ

โดยปกติฉันไม่ค่อยดื่มจนเมาขาดสติแบบเมื่อคืน มันก็แค่เรื่องผิดพลาดตอนเมา เอาเป็นว่าฉันจะไม่เรียกร้องอะไรจากคุณทั้งนั้น เราจะลืมมันไป แล้วเริ่มต้นใหม่เป็นเพื่อนบ้านกัน

เรื่องผิดพลาดตอนเมา...เธอหมายถึงเรื่องอะไร?

เอาเป็นว่าฉันไม่เรียกร้องอะไรจากคุณ....แล้วเธอจะเรียกร้องอะไรจากเขา ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรเธอ นอกจากแอบหอมแก้มไปทีหนึ่งเท่านั้นเอง...แต่เธอเมาไม่รู้เรื่องนี่นา

เราจะเริ่มต้นใหม่เป็นเพื่อนบ้านกัน...แล้วเธอหายไปไหน เพื่อนบ้านที่ไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย

คำพูดของผู้หญิง  จะเชื่อได้จริงหรือ?

พวกเธอมักโกหกเพื่อหวังผล...แล้วเธอจะโกหกเขาเพื่ออะไร? ในเมื่อเขาไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรให้เธอ

“ในแง่ไหนล่ะ?” ตั้งคำถามกลับไป

“ฉันอยากรู้ว่านายชอบที่นี่หรือเปล่า? ลุงเอนกอยากให้นายทำงานกับเราไปนานๆ”

ฟรานเชสโก้ยิ้ม หลังจากงานเลี้ยงต้อนรับคืนนั้น เขายังไม่มีโอกาสไปทานมื้อค่ำกับครอบครัวอีกเลย เพราะออฟฟิศใหม่เพิ่งเปิด การทำงานเพิ่งเริ่มต้น...งานใหม่ ในสถานที่ใหม่ ต้องให้เวลาเขาปรับตัวสักหน่อย

“ฉันชอบเมืองไทยนะ แต่ไม่ค่อยชอบกรุงเทพสักเท่าไหร่ อากาศร้อน รถติด ทุกอย่างดูรีบเร่งไปหมด ไม่ต่างจากเมืองหลวงที่อื่นๆ ฉันชอบชานเมืองมากกว่า ภูเขา ทะเล หาดทราย ท้องฟ้า”

“งั้นวันหยุดนี้ไปเที่ยวกัน แต่ฉันขอพาสาวไปด้วยนะ ว่าแต่นายเถอะ มีแฟนหรือยัง?” ถามอย่างอยากรู้

“ตอนนี้ฉันไม่มีใคร”

หวังว่าอีกฝ่ายคงไม่มาเสียเวลากับเขาเป็นนานสองนานเพียงแค่จะล้วงความลับเรื่องนี้

“งั้นก็เหมาะเลย...นี่ฉันมีอะไรเด็ดๆ มาให้นาย”

ว่าแล้วกฤษณุก็ลุกจากโต๊ะทำงานของเขาอย่างกระตือรือร้น ควักแผ่นกระดาษเท่าฝ่ามือมาวางตรงหน้า

“ปาร์ตี้สำหรับหนุ่มโสด ที่เต็มไปด้วยสาวสวย รับรองว่านายต้องชอบแน่ๆ ไปเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ งานนี้สนุกมาก ฉันเคยไปมาสองครั้ง ได้สาวกลับมาสองคนไม่ซ้ำหน้า” อีกฝ่ายเอ่ยเชิญชวน

คิ้วเข้มขมวดย่น มองคนชวนด้วยความแปลกใจ

“แต่นายมีคนรักแล้วไม่ใช่หรือ?”

“คนรักอะไร...ไม่ใช่หรอก...แค่คู่ควงนะ ตอนนี้ฉันยังไม่ได้จริงจังใคร นายก็น่าจะรู้ อายุพวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการมีครอบครัว อย่างน้อยก็ขอหากำไรของวัยหนุ่มให้คุ้มก่อน” พูดพร้อมยักคิ้วหยับๆ

ฟรานเชสโก้หัวเราะเบาๆ เห็นพ้องกับคำพูดของกฤษณุทุกประการ เขายังรักการผจญภัย อยากสนุกกับชีวิต ยังไม่คิดจริงจังกับอะไรนอกจากเรื่องงานเท่านั้น

ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยมีคนรัก แฟนเก่าสองคนตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนกันแล้ว สองสาวพบคนที่ถูกใจมากกว่าเขา ซึ่งเขาก็ยินดีกับพวกเธอด้วย

ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด หรืออกหัก นั่นอาจจะเป็นเพราะเขาเองก็ไม่พร้อมที่จะจริงจังกับใครในตอนนี้เหมือนกัน

“ว่าไง ไปหรือเปล่า?” ถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป

“ฉันยังทำงานไม่เสร็จ นายก็เห็น” คล้ายกับคำปฏิเสธกลายๆ

“งานน่ะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ออฟฟิศนายก็ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการไม่ใช่หรือ?” กฤษณุรีบทักท้วงเมื่อดูท่าว่าจะต้องกินแห้ว แต่เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

“น่านะ...ถือว่าไปเปิดหูเปิดตา หาอะไรกระชุ่มกระชวยหัวใจทำดีกว่า”

ฟรานเชสโก้หยิบบัตรเชิญทั้งสองใบนั่นขึ้นมาอ่านดู ก่อนจะเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิดว่าจะเอาอย่างไรดี

+++++++++

 

“พี่กันเป็นอะไรหรือเปล่าคะ สีหน้าไม่ดีเลย”

ศกุนตลาที่ลอบสังเกตท่าทางเคร่งขรึมของสามีเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นห่วง โดยปกติแล้ว เธอกับกันตทัศน์ไม่ค่อยได้ออกงานสังคมด้วยกันบ่อยนัก เพราะเขามีงานที่ต้องการความก้าวหน้าจากความสามารถของตัวเอง กระทั่งปฏิเสธที่จะมาช่วยเธอทำงานในธุรกิจของครอบครัว และนี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งของชีวิตคู่ ที่ทำให้เธอและเขาขัดแย้งกันมาตลอด

คนนั่งหลังพวงมาลัย ฝ่ามือเย็นชื้นไปด้วยเหงื่อตั้งแต่ที่เห็นหน้าพิจิกาที่บริษัทของภรรยา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เขาตกอยู่ในสภาวการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และอีกฝ่ายก็คงเช่นกัน ความรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจหญิงสาวที่ยอมคบหากับเขาทั้งที่รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว ด้วยความหวังว่าจะได้คบกันอย่างเปิดเผย

แต่เขาก็ทำแบบนั้นไม่ได้ ไม่เคยใจแข็งและใจร้ายกับศกุนตลาได้อย่างจริงๆ จังๆ เพราะเธอเองก็ยอมเขาทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งจะให้เขาแยกกันอยู่ ไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ผัวตัวเมียอย่างคนอื่นๆ เพียงเพราะเขาต้องการพิสูจน์ตัวเอง

ความรักที่มีให้ภรรยาเริ่มไขว้เขวไปเมื่อได้รู้จักผู้หญิงอีกคน...คนที่เข้ามาเปลี่ยนโลกที่เคร่งขรึม เต็มไปด้วยสีทึบทึมของความจริง ให้กลับมาสดใส มีชีวิตชีวา ได้มีความสุขที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือหาได้ยากเย็นอย่างที่เขาตั้งเป้าหมายเอาไว้

พิจิกาเป็นคนร่าเริงสดใส เธอทำให้เขามีความสุขทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ส่วนศกุนตลานั้น เขาเคยมั่นใจมากว่ารักเธอ และความรักจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ให้มันดีขึ้น แต่เมื่อถูกกดดันจากครอบครัวของเธอ และคนรอบข้าง จนรู้สึกเหมือนตกอยู่ใต้อำนาจของภรรยา ก็ทำให้เขาอึดอัด รู้สึกหงุดหงิดใจ เวลาที่ใครๆ มักพ่วงความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานของเขาว่าเกิดจากแบล็กกราวที่ดี ไม่ใช่ความสามารถ ทั้งที่เขาทุ่มเทจะพิสูจน์ตัวเอง

“พี่รู้สึกไม่ค่อยดี ปวดหัวนิดหน่อย”

“แล้วจะไปไหวหรือคะ?”

น้ำเสียงทอดอ่อนโยนอย่างห่วงใย ทำให้เขาสะอึก

เขาควรทำหน้าที่เป็นสามีที่ดี ชดเชยกับที่ทำตัวแย่ๆ และแอบนอกใจเธอลับหลัง ทั้งๆ ที่ศกุนตลาไว้ใจเขาเอามากๆ มากจนไม่รู้ว่า เป็นการทิ้งระยะห่างระหว่างกันจนเกินไป จนกลายเป็นช่องโหว่ให้เขามีใครอีกคน

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ”

“ถ้าพี่กันไม่สบาย ไม่ต้องไปเป็นเพื่อนตาลก็ได้นะคะ”

“แล้วตาลจะไปงานนี้คนเดียวหรือ?”

คนถูกถามสะอึก รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เพื่อนฝูงคนรู้จักถามหาสามีของเธอ แต่เธอก็เข้าใจเขา...เข้าใจกันตทัศน์ แม้หลายๆ เรื่องจะไม่เข้าใจ แต่ก็พยายามมองข้ามๆ ไป เพราะความรักที่มีให้เขานั่นมันมากกว่า และสำคัญกว่าอะไร คือการพยายามประคองชีวิตคู่ที่ง่อนแง่นเอาไว้จนสุดความสามารถ

นั่นเพราะเธอรัก...และไม่อยากเสียเขาไป

ศกุนตลาฝืนยิ้มออกมา กอดแขนสามีอย่างประจบเอาใจ

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ”

ในเมื่อเธอก็ทำอย่างนั้นออกบ่อยไป ในเวลาที่ไม่อยากฝืนใจเขา

 “เดี๋ยวพี่กันส่งตาลที่โรงแรมแล้วกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ”

“แล้วตาลจะกลับยังไง?”

เขายังเป็นห่วง หญิงสาวในชุดราตรีสวย ไว้ใจได้หรือที่จะปล่อยให้กลับเพียงลำพัง แต่ใจเขาก็ร้อนรนจนอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าไม่ได้อธิบายอะไรให้พิจิกาฟัง

“ในงานเพื่อนตาลทั้งนั้น ให้ใครสักคนไปส่งก็ได้ หรือถ้าไม่มีใครรับอาสา เดี๋ยวตาลเรียกรถที่บ้านมารับค่ะ”

ทางเลือกที่สองเขาไม่ชอบเลย เพราะคงไม่พ้นถูกพ่อตาแม่ยายรวมทั้งญาติฝ่ายเมียที่ค่อนขอดดูถูกอยู่เป็นทุนตำหนิเอาได้ แต่ความอยากจะไปเจอหน้าผู้หญิงอีกคนมีมากยิ่งกว่า

“ตาลให้เพื่อนไปส่งก็แล้วกันนะ”

เขาเลือกการตัดสินใจให้แทน ก่อนจะหมุนพวงมาลัย เลี้ยวรถไปส่งภรรยาที่โรงแรมห้าดาวหรูซึ่งใช้จัดงานแต่งในค่ำคืนนี้

“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”

ศกุนตลาชะโงกใบหน้าไปจุมพิตที่ข้างแก้ม ฝากรอยลิปสติสีชมพูจางๆ เอาไว้โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกอดแขนกันตทัศน์แน่น แล้วแนบศีรษะบนหัวไหล่แข็งแรงของสามี

“จริงๆ อยากควงพี่กันไปให้ใครๆ อิจฉานะคะนี่”

ว่าพร้อมแหงนหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยฉายแววเศร้านิดๆ ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถไป ทิ้งให้คนที่เบี้ยวนัดเสียดื้อๆ รู้สึกผิดขึ้นมาในอก

ศกุนตลาก็ยังคงน่ารักน่าใคร่สม่ำเสมอเหมือนที่เธอเป็นมา และถ้าหัวใจของเขาไม่มีใครอีกคนมาแบ่งปัน กันตทัศน์อาจจะตามใจภรรยา และพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับเธอให้มากกว่านี้

คนหนึ่งคน...มีหัวใจหนึ่งดวง...ควรที่จะรักใครได้เพียงคนเดียว

แต่เขากลับรักผู้หญิงสองคนพร้อมกัน และไม่มีความเข้มแข็งเด็ดขาดที่จะตัดสินใจ เลือกคนใดคนหนึ่ง

เขารักศกุนตลา....เขารักพิจิกา

ความรักที่มีให้ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นความสงสารและหน้าที่

ความรักที่มีให้กับผู้หญิงอีกคนคือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและสำคัญ

สายตาอาลัยน้อยๆ มองตามหลังภรรยาที่หันมาโบกมือให้ ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงแรม

ตัดสินใจในเมื่อศกุนตลาเปิดโอกาสให้ เขาก็ควรจะรีบไปง้อแฟนสาว ก่อนที่พิจิกาจะงอนไปกว่านี้

+++++++++

 

“เธอว่าผู้ชายเสื้อม่วงนั่นกำลังมองพวกเราอยู่หรือเปล่า?”

กัลยกรถามเพื่อนสาวอีกสองคนที่มาด้วยกัน

“ไหนคนไหน?” ตรีทิพย์ถามกลับ

“นั่นไง เสื้อม่วง”

อ๋าย! แค่ใส่เสื้อสีม่วงก็ผ่านไปได้เลยจ้า ฉันว่าเขาน่าจะมองผู้ชายด้านหลังเรามากกว่า” บุ้ยใบ้ปากให้ดู

“อะไร แค่ใส่เสื้อสีอะไรก็ตัดสินแล้วหรือไง อีกอย่างงานนี้งานคนโสดหาคู่นะ ถ้าจะกินกันเองมีบาร์เกย์ตั้งเยอะแยะ”

แหม! ก็งานนี้น่ะเลือกสรรมาแล้วว่าเต็มไปด้วยหนุ่มสาวเริ่ดๆ คุณภาพคับแก้วทั้งนั้น จะผู้หญิงผู้ชายก็มาเล็งกันได้ทั้งนั้นแหละ”

“รมณ์เสีย”

คนว่าหันหน้ากลับมาที่โต๊ะ คว้าเอาแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ แล้วก็ต้องตาโตเมื่อเพิ่งสังเกตว่าอีกเสียงของเพื่อนสาวที่เงียบหาย เป็นเพราะพิจิกากำลังเมามันกับการดื่ม

“เบาๆ หน่อยพิจิ นี่มันมาการิต้าแก้วที่สองแล้วนะยะ เพิ่งจะหัวค่ำอยู่เลย เดี๋ยวก็ได้เมาหัวทิ่มหรอก” น้ำเสียงแหลมปรี๊ดร้องห้ามปราม

“ก็แค่มาการิต้า”

คนว่าหมุนแก้วในมือไปมา ดวงตาเจือไปด้วยความเศร้า และดูคล้ายจะเมาล่วงหน้าคนอื่นๆ

“ย่ะ แต่มาการิต้าแก้วเดียวนี่ก็แอลกอฮอล์เท่ากับเบียร์สองแก้วแล้วนะจ๊ะ นางเอกละครไทย ดื่มคอกเทลแก้วเดียวก็ยังเสียตัวเยอะแยะไป” คำพูดไม่ได้ตั้งใจ ทิ่มแทงความรู้สึกคนฟังจนสะอึก ยอมวางแก้วเครื่องดื่มสีสวยในมือลง

แต่ถึงยังไงคืนนี้เธอก็จะไม่ยอมพลาดอย่างคืนนั้นอีก เธอจะเลือกผู้ชายด้วยสติ มากกว่าอารมณ์หรือปล่อยให้ถูกบรรยากาศชักจูงอย่างที่ผ่านมา

“ฉันชวนเธอมาช่วยเล็งหนุ่มๆ นะ ไม่ได้ชวนมาเมา อย่าทำเอาวัตถุประสงค์ของฉันไขว้เขวเชียว” กัลยกรบ่นเพื่อน

“นั่นสิพิจิ ลองมองไปรอบๆ คลับดูสิ ที่นี่เต็มไปด้วยอาหารตาชั้นเยี่ยมทั้งนั้นเลย”

ตรีทิพย์กระดี๊กระด๊า พร้อมกับยกแก้วพั๊นซ์ของตัวเองขึ้นจิบ กวาดสายตามองไปโดยรอบ ส่งตาหวานให้กับหนุ่มๆ ที่สนใจอย่างเปิดเผย เมื่องานนี้มีจุดประสงค์ชัดเจน ถ้าความชอบตรงกันก็จะได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ไม่ต้องเสียเวลายึกยักท่ามาก

“เธอนี่ทำตัวแปลกๆ นะพิจิ ถามจริงเถอะ แอบมีแฟนหรือเปล่า ถึงได้ไม่สนใจหนุ่มๆ คนไหนเลย”

คนถูกถามปรายตามามองนิดหนึ่ง จะพูดอะไรได้เต็มปากเต็มคำ เมื่อไม่ได้มีสิทธิ์ขนาดนั้น

“ฉันว่าท่าทางของยัยพิจิ ไม่ได้เหมือนมีแฟนหรอก แต่เหมือนเพิ่งถูกหักอกมาหมาดๆ ต่างหากล่ะ”

ตรีทิพย์ตั้งข้อสงสัยให้เธอยิ่งเสียวสันหลังเข้าไปใหญ่

ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าดังขึ้น ถ้าเป็นในเวลาปกติเธอคงปฏิเสธที่จะรับสายเพราะยังนึกเคืองกันตทัศน์อยู่ แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกอยากยั่วให้เขาประสาทเสียดูบ้าง เขาจะได้รู้ว่าเธอเองก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกหรือหมดทางเลือก ถึงต้องนั่งรอความหวังจากเขาอยู่ฝ่ายเดียว เธอก็มีโลก มีสังคม มีสิทธิ์ที่จะคบหาใครก็ได้หากเขายังไม่ยอมทำอะไรให้มันชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้

4 ความคิดเห็น