นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย It's can't be for nothing | Abby & Ellie

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



abby anderson & ellie williams 
ablie
elby

31.08.2020 rewrite 


t
b

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ก.ค. 63 / 23:46


 

 


ทุกก้าวที่ย่างไปข้างหน้าเหมือนยืนอยู่กับที่ ราวกับมีบ่วงคล้องอยู่ที่คอ ยิ่งเดินเท่าไร ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น มันจะมีทางไหมที่จะตัดบ่วงเส้นนี้ ปล่อยวางทุกสิ่งให้หลุดพ้นไป

 

ฉันจะทำได้หรือเปล่า

 

 

 

            ซีแอตเทิลแห้งแล้งเกินไปสำหรับนักล่าสมบัติ กว่าสามเดือนแล้วที่เอลลี่ไม่สามารถหาทรัพยากรในละแวกนี้ ต้องจำใจออกนอกเมืองซึ่งรังแต่จะเสี่ยงพาพวกติดเชื้อเข้ามาในหมู่บ้าน ยารักษาและอุปกรณ์ไฟฟ้าก็มีให้เก็บเพียงหยิบมือ ไม่มีที่สำหรับนักผจญภัยอีกต่อไป มีก็แต่ความจริงที่ว่าอีกไม่นานคงไม่เหลือของดีๆ ให้ใช้ในซีแอตเทิล  

 

            เอลลี่เริ่มฝึกล่าสัตว์อย่างจริงจังเมื่อเดือนก่อน ทำกับดักเองแต่ใช้ไม่ค่อยได้ผล กว่าจะจับกระต่ายได้สักตัวก็กินเวลาไปหลายวัน เมื่อประสิทธิภาพกับดักออกมาไม่ได้ดังใจหวัง เธอก็เลยต้องเปลี่ยนไปเน้นทางด้านปริมาณซึ่งกำลังไปได้สวย เอลลี่มีสัตว์มากพอจะประทังชีวิตในแต่ละวันและเอาไปแลกกับพ่อค้าในเมือง วันไหนอารมณ์ดี ก็จะแบ่งบางส่วนให้ร้านอาหารที่รู้จัก กระซิบให้พวกเขาทำอาหารจานเด็ดให้เธอไม่ก็แบ่งขายให้คนอื่น

 

            ทุกๆ วันของเอลลี่เป็นไปอย่างมีแบบแผน ล่าสัตว์ หาของ ไม่ยุ่งกับใคร สุงสิงเท่าที่จำเป็น แต่ชีวิตที่เงียบสงบเกินไปมักมาพร้อมกับความฟุ้งซ่าน เอลลี่มักตื่นตระหนกกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเสียงกิ่งไม้ ลำธาร เสียงหินกระทบกัน และมักคาดการณ์เป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าเสมอ เธอฝันร้ายแทบทุกคืน ได้ยินเขาครวญครางหายใจรวยริน ก่อนจะตื่นพร้อมกับเหงื่อโชกตัว เธอตัวสั่น หลายครั้งที่อดร้องไห้ไม่ได้เพราะมันเหมือนจริงเกินไป เอลลี่ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม ข้างในของเธอมันแตกสลาย เธอรู้สึกถึงมันอยู่ตลอดเวลา เสมือนกับบาดแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย มีผู้หญิงมากมายอาสาเยียวยาความเจ็บช้ำนี้ แต่เธอไม่คิดว่าจะมีใครเข้าใจเธอจริงๆ

 

            มกราฯในแจ็คสัน ไวโอมิ่งถูกปกคลุมไปด้วยสีขาว กับดักของเธอจมอยู่ใต้กองหิมะ ไม่มีพ่อค้าแวะเวียนในช่วงนี้ อาหารร่อยหรอ และเธอก็หน้าบางเกินกว่าจะเข้าไปขอสินน้ำใจจากคนในเมือง เอลลี่ตัดสินใจออกล่าอีกครั้งแม้สภาพอากาศจะไม่เป็นใจ เธอจูงม้าไปซ่อนไว้ในที่ปลอดภัยแล้วเดินไปสำรวจกับดักที่เหลือ หลายส่วนหายไปพร้อมกับสัญลักษณ์บอกตำแหน่ง อีกหลายส่วนถูกทำลาย เอลลี่มองพื้นอย่างเหนื่อยหน่าย รู้สึกเหมือนกำลังเสียเวลาไปเปล่าๆ

 

            ไม่ เธอจะไม่กลับไปตัวเปล่า เอลลี่ชักคันธนูขึ้น ต้องมีกวางอยู่แถวนี้สักตัว กวางสาวอ้วนพีที่กำลังพลัดหลงจากฝูง อยู่ตัวคนเดียว มองซ้ายแลขวาด้วยความสั่นกลัว

 

            หิมะตกอย่างบ้าคลั่ง ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการลบรอยเท้า เอลลี่เดินอย่างระมัดระวัง ย่ำเท้าให้เบาที่สุด แม้เสียงลมจะกลบก็ตาม เธอเดินไปตามร่องป่าจนพบกับรอยขวิด ไม่แน่มันอาจจะเป็นของกวางหนุ่มวัยกลัดมันที่เผอิญหลงมาแถวนี้ หญิงสาวกระชับสายธนู สอดส่องให้ทั่วเผื่อว่ามันจะยังไม่ไปไหนไกล

 

            เธอได้ยินเสียงดังแกร๊ก

 

            เอลลี่พิงไปที่ต้นสน โผล่หัวออกไปและย่อตัวลง เสื้อกันหนาวผ้าร่มสีขาวทึมพอจะพลางตัวเธอไปกับพื้น มือข้างซ้ายเล็งคันธนูออกจากที่พักพิง สิ่งมีชีวิตตัวโตขนสีน้ำตาลปกคลุมกำลังย่างกรายออกจากที่ซ่อน แต่แทนที่จะได้เห็นกวางหนุ่มตัวโต เธอกลับเห็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดในแจ็คสัน

 

            หมี

 

            ใจเอลลี่ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบหลบเข้าที่กำบัง เธอไม่ได้เป็นฝ่ายล่า มันต่างหากที่ล่า คงตามกลิ่นมาจากป่าอีกฟากในระยะหลายสิบไมล์ด้วยความหิวโหย เอลลี่สบถ อุตส่าห์เดินเหนือลมแล้วแท้ๆ เจ้าหมีตัวนี้คงอยู่ใกล้กว่าที่เธอคิด และคงอดอยากพอๆ กับเธอ เอลลี่สูดหายใจเข้าลึกๆ เธอรู้ดีว่ามันทำอันตรายหมีได้ไม่มากนัก หัวศรของเธอบางเกินไป จะเป็นการดีกว่าถ้าเธอสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะ เอลลี่รีบก้าวเท้าออกจากที่นั่น เธอจะไม่ยอมตกเป็นมื้อค่ำของหมียักษ์สูงหกฟุตแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่ใช่วันนี้

 

            แกร๊ก

 

            ตาสีเฮเซลเบิกกว้าง มันทำเสียงฟึดฟัดแล้วหันมาหาเธอ

 

            โอ้พระเจ้า!

 

            เอลลี่สับเท้าวิ่งที่สุดชีวิต มันส่งเสียงคำรามไล่หลัง เสียงกิ่งไม้หักดังเป็นว่าเล่น เธอพยายามวิ่งไปในที่รกๆ หวังว่ามันจะตามมาไม่ได้ แต่ผิดคาด มันทุ่มแรงสุดตัวเพื่อวิ่งตามเธอ เอลลี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของมันก็เป็นได้

 

            เอลลี่สะดุดล้ม ชายกางเกงเกี่ยวเข้ากับต้นสนที่นอนขวางทาง เธอตะเกียกตะกายหาอะไรมาตัด แต่มันไม่ได้ผล หมีตัวนั้นคำรามกึกก้องไปทั่วป่า วิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เอลลี่รีบคว้าธนูยิงปักเข้าที่ขาและคอ ซึ่งมีแต่จะยัวะให้มันโกรธ เธอพยายามหยิบมีดจากชายกางเกง แต่มันก็อยู่ไกลเกินเอื้อม เอลลี่เอี้ยวสุดตัวเพื่อที่จะหยิบมันให้ได้ ระหว่างที่เจ้ายักษ์นั่นอยู่ห่างเพียงไม่กี่ฟุต ต้องทำได้ ต้องทำได้! เธอจะเอามันมาตัดขากางเกงถ้าทำทัน ไม่ก็แทงมันสักแผลสองแผลให้หายอยาก ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต อย่างน้อยก็ขอให้เธอได้สู้

 

            ปัง!

 

            เสียงปืนลั่นดังสนั่น หมียักษ์คำรามด้วยความเจ็บปวด ขาข้างหนึ่งทรุดฮวบกองกับพื้น มันหันไปที่ต้นเสียง หวังจะกระโจนเข้าหาเจ้าของปืน แต่ก็ต้องล้มลงเสียก่อนด้วยกระสุนนัดใหญ่เท่าเมล็ดเกาลัด

 

            “ขอบคุณพระเจ้า” เอลลี่รำพึงกับตัวเอง หายใจหอบเพราะความตื่นเต้นและโล่งอก เธอได้ยินเสียงย่ำเท้าลงกับหิมะอยู่ไม่ไกลจึงลองพยายามขยับตัวให้ห่างจากท่อนไม้ หวังจะเห็นหน้าใครคนนั้นเพื่อขอบคุณและขอให้เขาดึงเธอออกจากตรงนี้สักที แต่แล้วเงาทาบทามก็ทำให้คิ้วของเธอกระตุกกึก

 

            ตาสีเข้ม ผมสีบลอนด์

 

            “แก”

 

            “พูดกับคนที่ช่วยชีวิตแบบนี้เหรอ”

 

            “ออกไป! ออกไปให้พ้น!”

 

            “แล้วปล่อยให้เธอติดอยู่ตรงนี้งั้นซิ” หล่อนโยนมีดมาให้ เอลลี่ช่างใจอยู่สักพัก แต่ก็ต้องจำยอมเพราะเธอไม่อาจทนหนาวอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป เอลลี่รีบจัดการตัวเอง ลุกขึ้นยืนพรวดพราดด้วยความโมโห  

 

            “มาทำอะไรที่นี่”  

 

            “ก็แค่ผ่านมา” หล่อนถอดผ้าปิดปาก เด็กหน้าเอเชียเดินเข้ามาสมทบ มองเอลลี่อย่างกลัวๆ “มาล่าหมีเหรอ ฉันว่าธนูแบบนั้นไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนะ”

 

            “ไม่ต้องยุ่ง” เอลลี่ขึ้นเสียง “หมดธุระแล้วก็ไปซะ แจ็คสันไม่ต้อนรับแก”

 

            “ฉันยังไปไหนไม่ได้” หล่อนจูงมือเด็กคนนั้นให้เดินมาข้างหน้า เท้าของเขาเลือดโชก “เลฟบาดเจ็บ ฉันเพิ่งผ่าเอากระสุนออก แต่เขาต้องพัก”

 

            “แอ็บบี้…”

 

            “ไม่ต้องเลยเลฟ เดินไม่ถึงไมล์ก็เข่าอ่อนไปหมดแล้ว” แอ็บบี้เอ็ด เลฟก้มหน้าลง เขาดูอ่อนล้าอย่างหนักภายใต้ใบหน้าซูบตอบและปากที่แห้งกรัง

 

            แต่หล่อนคือแอ็บบี้ แอ็บบี้คนนั้น คนเดียวกับที่กำไม้กอล์ฟฟาดไปที่เขา

 

            และก็คนเดียวกับที่ไว้ชีวิตเธอถึงสองครั้ง

 

            เอลลี่สูดหายใจเข้าลึกๆ  

 

             “ตามมา”  

 

            เลฟเงยหน้าอ้าปาก ยิ้มน้อยๆ พร้อมกับมองไปที่เธอสลับกับแอ็บบี้อย่างไม่เชื่อสายตา เขาเกาะที่ไหล่ของสาวผมทอง เดินตามไปอย่างช้าๆ ซุบซิบบางอย่างซึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องของเอลลี่  

 

            ในทีแรก เอลลี่กะให้เลฟนั่งม้าไปด้วยกัน แต่เพราะแผลที่ขาสภาพหนักกว่าที่คิด เธอจึงต้องปล่อยให้แอ็บบี้พยุงเขาต่อเพื่อระวังไม่ให้แผลฉีก “มันอยู่ไม่ไกลหรอก” เอลลี่บอก ควบม้าไปอย่างไม่เร่งรีบ ระหว่างนั้นก็คอยระแวดระวังพวกเขาทั้งสอง ด้วยเหตุที่ว่ากลัวจะโดนตลบหลัง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนถึงบ้าน

 

            “นี่อุปกรณ์ทำแผล” เอลลี่วางมันไว้บนโซฟา “ถ้ามีใครเรียกฉันหรือเดินเข้ามาให้รีบหาที่ซ่อน ฉันไม่อยากให้รู้ว่าพวกเธออยู่นี่ ตกลงไหม”

 

            “โอเค” แอ็บบี้พยักหน้า รับอุปกรณ์ไว้ เธอพยุงเลฟมาที่โซฟา ถกขากางเกงขึ้น ได้ยินเสียงร้องครวญซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี อย่างน้อยเนื้อส่วนนั้นก็ยังไม่ตาย

 

            แอ็บบี้เอากะละมังรองไว้ใต้ขาแล้วราดน้ำเกลือ คราบสีแดงก่ำเริ่มออกไปบางส่วน เปิดให้เห็นเนื้อสีชมพูตุ่นๆ แอ็บบี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนลงมือทำความสะอาดเพิ่มเติมจนไม่เหลือคราบสกปรกที่แผล  

 

             “เคยเย็บแผลสดๆ ไหม”

 

            “ไม่” เลฟเสียงสั่น

 

            “เอาละ ทนหน่อยนะ” เธอบีบบ่าเป็นการให้กำลังใจ

 

            แอ็บบี้ถามหาอุปกรณ์อีกสองสามอย่าง เทียน ไฟแช็ก กะละมังอีกใบถ้ามี หญิงสาวเดินไปเอามาให้ ก่อนทำทีไปทำธุระ เอลลี่เฝ้ามองเงียบๆ สอดส่องด้วยความอยากรู้อยากเห็น เอลลี่ถือว่านั่นเป็นอภิสิทธิ์ของเธอ เพราะเธอคือเจ้าของบ้านโดยชอบธรรม  

 

            แอ็บบี้เย็บแผลอย่างว่องไว หยิบจับอุปกรณ์ด้วยความชำนาญ ไม่แม้แต่จะหยุดคิดสักเดี๋ยว นั่นทำให้เอลลี่นึกสงสัย วูล์ฟสอนเรื่องแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่า แล้วถ้าสอน จะชำนาญเท่าแอ็บบี้ไหม  

 

            มีอีกเรื่องที่เอลลี่เพิ่งสังเกต รูปร่างของเธอ เมื่อกี้ตอนอยู่ข้างนอกอาจเห็นไม่ค่อยชัดเพราะหล่อนใส่เสื้อกันหนาวตัวหนาเตอะเหมือนถูกห่อด้วยผ้านวม แต่ตอนนี้ ในเสื้อคอกลมแขนยาวเข้ารูปไม่หลงเหลือสัดส่วนบึกบึนอย่างที่ควร อาจไม่ได้ผอมแห้งเหมือนครั้งสุดท้ายที่เจอกัน แต่ก็ไม่ได้ดูแข็งแรงไปกว่าตอนนั้นสักเท่าไร พวกเขาไปเจออะไรมา หนักหนาสาหัสแค่ไหน เอลลี่อยากรู้นัก แต่ก็ทำได้แค่นึกสงสัย

 

            “เก่งมาก! รู้ไหมตอนที่ถูกเย็บแผลโดยไม่มียาชาครั้งแรกฉันโวยวายแทบตาย ผลักผู้โชคร้ายคนนั้นจนเกือบทำแผลตัวเองฉีก ไม่รู้จริงๆ ว่าควรสงสารใครก่อน”

 

            “ไม่เชื่อหรอก คนอย่างคุณไม่เคยกลัวอะไร”

 

            “ประเมินฉันสูงไปแล้ว”

 

            “โอ๊ย!”

 

            “อุ๊ย โทษที”

 

            เลฟบุ้ยหน้า มองไปที่แอ็บบี้อย่างเคลือบแคลง แต่เมื่อหญิงสาวยิ้มกว้าง เลฟก็พลิกตัวนอนราบกับโซฟาอย่างไม่ใส่ใจ  

 

            แอ็บบี้ห่มผ้าให้เขา เก็บข้าวของและอุปกรณ์ที่เหลือมาคืนเอลลี่พร้อมกับถามหาอ่างล้างมือ เอลลี่รู้ว่าเธอจะทำอะไรจึงรีบห้ามไว้แล้วรับของพวกนั้นไว้แทน ไม่เป็นการดีที่จะปล่อยให้คนแปลกหน้าสำรวจบ้านตัวเอง ถ้าหล่อนเกิดบ้า หยิบมือทำครัวมาปาดคอเธอ คงเป็นจุดจบที่อเนจอนาถเกินกว่าที่ดวงวิญญาณของเอลลี่ วิลเลียมส์จะรับไหว

 

            เพื่อไม่ให้เป็นการใจร้าย เอลลี่ตัดสินใจชงชาคาโมมายล์หนึ่งกาทิ้งไว้ที่โต๊ะไม้ เฝ้าดูอาการเลฟ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอีกนิดหน่อย ซึ่งพวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดกันมาก เอลลี่จึงไม่ถามซอกแซกจนเกินไป  

 

            ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จนกระทั่งเลฟขยับตัวผิดท่า จนแผลที่เพิ่งเย็บปริและมีเลือดไหลออกมา

 

            เอลลี่ยืนนิ่ง เธอไม่มีปัญหากับแผลถลอก หรือแผลที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าจนมิดชิด แต่กับแผลฉีกเหวอะหวะแบบนั้น… มันทำให้เธอคิดถึงคืนอำมหิตกลางฤดูหนาว  

 

            แม้จะไม่ได้กรีดร้องหรือทำลายข้าวของเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่เป็นการดีถ้าเธอยังอยู่ตรงนี่พร้อมกับทำเสียงหายใจฮึดฮัดเหมือนอยากจะฆ่าใครสักคน เอลลี่สะบัดหน้าเดินไปอีกห้อง สวมสายรัดข้อมือของไดน่าเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้ทำอะไรโง่ๆ ตอนนี้ไม่มีเลฟ แอ็บบี้ หรือใครทั้งนั้น มีก็แต่เธอกับสติที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อหากไม่พยายามควบคุมมันดีๆ

 

            เข้าและออก ลืมมันไป ลืมมันไป ลืมมันไป

 

            เอลลี่หายใจช้าลง อาการปวดตุบๆ ในหัวค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ เธอนวดไปที่มือ กำและแบ ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย มือและเท้าเริ่มหายชา เสียงอื้อในหูหายไปเป็นปลิดทิ้ง เธอดีใจมากที่สามารถทำมันด้วยตัวเอง อาจเป็นครั้งที่สอง…หรือสาม? เธอควรจดบันทึกไว้ พยุงสถิติให้ดีขึ้น ด้วยความพยายามแสนแรงกล้าและสภาพแวดล้อมที่เป็นใจ สักวันมันจะต้องหายได้แน่

 

            เอลลี่จิบชาคาโมมายล์ในแก้วเซรามิก ก่อนคิดว่าจะหากิจกรรมทำไปพลางๆ ระหว่างนั่งหายใจทิ้งไปเฉยๆ (พร้อมกับเป็นการป้องกันไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่าน) หญิงสาวควานหาหนังสือในตู้มาอ่าน พวกหนังสือทำครัว สูตรอาหารรุ่นเดอะที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทำง่ายกว่านี้ แค่ตรงดิ่งไปซูเปอร์มาร์เก็ต หยิบของที่ต้องการตะกร้าแล้วจ่ายเงิน

 

            เอลลี่คิดถึงวันนั้น วันที่ไม่มีอะไรบีบบังคับเธอให้เป็นคนอื่น ไม่ต้องถือปืนไล่ยิงใคร ไม่ต้องมีรอยกัดทิ้งไว้เต็มตัว ก็แค่เอลลี่ วิลเลียมส์ เด็กสาวที่อาจมีอนาคตก้าวไกลในมหาวิทยาลัย กำลังหาหอพักเพื่อหาพาร์ทไทม์เจ๋งๆ ระหว่างกำลังเดินชิลล์ในสวนสาธารณะกับแฟนสาว เอลลี่ถอนหายใจ หวังว่าสักวันจะโตพอที่จะลืมเรื่องราวในอดีต เธอเกลียดที่ตัวเองเอาแต่คิดทบทวน เพ้อฝันถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ห่างจากความเป็นจริงสักเท่าไร

 

            แต่แล้วตาสีเฮเซลก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่กล่องกีต้าร์ที่นอนอยู่ในมุมมืดของห้อง

 

            ด้วยแรงขับเคลื่อนบางอย่าง เอลลี่เดินไปหามัน เปิดกล่องดึงเจ้าตัวเก่งออกมา มันจะเป็นไปได้ไหม เอลลี่ถามตัวเอง มือขวาดีดไปที่สายเป็นจังหวะมั่วๆ ในขณะที่กำลังสิ้นหวังกับมือข้างซ้ายของเธอ

 

            “เฮ้! ลุกขึ้นมาทำไมน่ะ”

 

            “เมื่อกี้แอ็บบี้เดินออกไป ผมได้ยินเสียงเพลง…เอ่อ” เลฟเม้มปาก “เจ้านั่นเรียกว่าอะไรเหรอ”

 

            เอลลี่ขมวดคิ้ว เด็กคนนี้ไม่รู้จักกีต้าร์? สการ์ล้าหลังขนาดนี้เชียวหรือ ในบรรดาข้าวของเครื่องใช้และอาวุธอีกมากมาย ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดนี้อยู่ในสารานุกรมของพวกเขาได้อย่างไร “กีต้าร์ แล้วฉันก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเพลงหรอกนะ”

 

            “งั้นถ้าคุณไม่ว่าอะไร ช่วยเล่นเป็นเพลงให้ฟังหน่อยได้ไหม”

 

            เอลลี่เงียบไป มันจะเป็นไปได้หรือ เธอถามตัวเองอีกครั้ง พยายามนึกเพลงสักเพลงที่เธอพอจะจำได้ในหัว เอลลี่ดีดสายแน่วๆ เพื่อวอร์มนิ้ว ทอดมองไปยังด้านนอก ไม่นานนักเธอก็นึกเพลงหนึ่งขึ้นมาได้ เอลลี่จับคอร์ดให้มั่น ปล่อยหัวสบายๆ แล้วลงมือเล่น ผลลัพธ์เป็นไปตามความคาดหมาย – มันแย่มาก ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร มันก็ยังไม่สมควรถูกเรียกว่าเป็นเพลง นิ้วที่เหลือทั้งสามไม่อาจจับคอร์ดให้ทันตามจังหวะของมือข้างขวา มีแต่เสียงดีดน่าอายที่รังแต่ทำให้เธออยากหยุด แล้วโยนกีต้าร์ออกไปให้พ้นๆ

 

            ไม่ได้ เธอทำไม่ได้ ไม่มีทางที่เธอจะกลับไปเล่นกีต้าร์ได้เหมือนเดิม ไม่มีทางเลย

 

            แต่แล้วเสียงสูงๆ ต่ำๆ ไม่เข้าจังหวะก็ค่อยๆ อันตรธานหายไป เหลือแต่จังหวะเบาๆ สบายหูอย่างที่เธอเคยได้ฟังครั้นเมื่อทุกอย่างยังปกติสุข มันมาพร้อมกับสัมผัสอุ่นๆ ทางมือซ้ายที่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว

 

            มือของแอ็บบี้

 

            “เก่งจังแอ็บบี้ ไม่รู้ว่าคุณก็เล่นเป็นด้วย” เลฟปรบมือเปาะแปะ “เราลองทำเองได้ไหม เอ็นแบบเดียวกับสายธนูน่าจะพอไหวนะ”

 

            “คนทำกีต้าร์คนสุดท้ายของโลกน่าจะไม่เหลืออยู่แล้วล่ะเลฟ และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่ฉัน” เธอหัวเราะ “บางทีนายก็น่าตีจริงๆ เลยนะ ทำไมถึงมาเดินซนทั้งที่มีแผลแบบนั้น เผลอไม่ได้เลย”

 

            “ขอโทษ” เลฟยิ้มอย่างไม่รู้สึกผิด รีบเดินหลบไปอีกห้องที่มีโซฟาตัวเดิมตั้งอยู่  

 

            ทีนี้ก็เหลือแค่เธอสองคน  

 

             “เมื่อกี้ชื่อเพลงอะไรนะ” แอ็บบี้ถาม เอลลี่มองไปที่พื้น ใช้นิ้วกดไปที่เนื้อไม้เสียงดังครูด “Future days” เธอตอบทื้อๆ มือกำกีต้าร์ไว้แน่นเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ “โอ้ ใช่ เพลงนี้แหละที่พ่อฉันเคยฟัง” แอ็บบี้พูด รอให้อีกฝ่ายโต้ตอบ ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร “พ่อเธอเล่นกีต้าร์ด้วยเหรอ”

 

            “เปล่า พ่อแค่ชอบฟังเพลง เพื่อนร่วมงานของเขาต่างหากที่เล่นกีต้าร์ เขาสอนฉันหลายเพลงเลยล่ะ แต่ฉันมันคนไม่มีพรสวรรค์ เล่นจริงๆ ได้มีกี่เพลงหรอก” เธอยิ้ม “อ้อ มีอีกคนที่เล่นไวโอลิน หมอนั่นโม้ไว้เยอะจนฉันก็อยากฟังเขาเล่นจริงๆ สักครั้ง แต่น่าเสียดายที่พวกเราไม่เคยเจอไวโอลินอีกเลยนับตั้งแต่วันโลกาวินาศ”  

 

            “คงเป็นปริศนาไปตลอดกาล”

 

            “คงงั้น” เธอพยักหน้า “ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ ว่ามีศิลปินหลงเหลืออยู่บนโลกนี้อีกไหม คนในวูล์ฟมักจะบอกว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะวาดรูปหรือแต่งเพลงในยุคแบบนี้ พวกเขาไม่เคยสังเกตเลยว่าตัวเองประสาทแค่ไหนที่ต้องฟังเพลงทหารเฉิ่มๆ ในเสียงตามสายทุกคืน”

 

            เอลลี่หลุดขำในลำคอ รู้สึกแย่ที่เผลอทำแบบนั้น  

 

            ทุกอย่างเงียบลง เอลลี่เหลือบมองไปยังมือของแอ็บบี้ที่ถูกบีบเค้นจนเป็นสีขาว หล่อนเองก็ประหม่าไม่ต่างกัน แค่มีความกล้ามากกว่าเธอมหาศาล

 

            “ฉันขอโทษจริงๆ เรื่องนิ้วนั่น” แอ็บบี้เริ่มก่อน เอลลี่มองไปที่มือซ้ายของตน “ช่างเถอะ มันผ่านไปแล้ว” หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ก่อนตัดสินใจหันหน้าไปหาแอ็บบี้ เป็นครั้งแรกที่เอลลี่กล้าเผชิญหน้ากับเธอ แม่สาวผมสีบลอนด์ประบ่าที่มีหางม้าพาดไปยังไหล่ขวา สายตาของแอ็บบี้ไม่ได้ดุร้ายอย่างที่เคยปรากฏเป็นภาพในหัว ก็แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งไม่ต่างจากเธอ บางทีมันอาจไม่เคยมีอยู่ – สายตาคู่นั้น แต่เป็นเพราะทัศนคติของเธอมืดมัวเกินกว่าจะมองเห็นเป็นอื่น ทำให้ทุกๆ อย่างที่ขึ้นชื่อว่าแอ็บบี้ย่อมเลวร้ายกว่าความเป็นจริงอยู่หลายเท่า

 

            “ยังฝันร้ายอยู่ไหม”

 

            เอลลี่หยุดชะงัก ดวงตาร้อนผ่าว “อยู่เสมอ” เธอก้มหน้า ไม่อยากให้แอ็บบี้รู้ว่ากำลังจะร้องไห้ เอลลี่พยายามยั้งมือตัวเองไม่ให้ปาดไปที่เบ้าตาด้วยการจับที่สายรัดของไดน่า กัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้มันแบะออก บทสนทนาดูท่าจะจบลง เธอควรไล่ตะเพิดแอ็บบี้โทษฐานที่จี้ใจเธอ แต่เธอเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม  

 

             “ทุกๆ สิ่งที่ฉันทำ ทุกๆ สิ่งที่ฉันต้องแลก มันไม่มีอะไรเลย มันสูญเปล่า

 

            “นั่นไม่จริง” สาวผมทองหันหน้ากลับมา “มีอะไรอยู่เสมอ ไม่มีทางที่ทุกอย่างจะสูญเปล่า ฉันขอยืนยัน” ตาสีเข้มสอดประสานกับห้วงลึกสีเขียวขจี หญิงสาวนิ่งเงียบ เผลอมองทั้งที่ตายังแดงก่ำ แต่เธอไม่สนอีกแล้ว  

 

            เอลลี่ทำสตูกระต่ายหอมกรุ่นเป็นมื้อเย็น พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ให้เนื้อค้างคืนของเธอเหนียว ซึ่งดูเหมือนเลฟจะไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เขากินอย่างรวดเร็วด้วยความหิวโซ ดูแข็งแรงกว่าเมื่อเช้ามากๆ การร่วมโต๊ะกับแขกไม่ได้รับเชิญไม่ได้เป็นความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัว แต่เมื่อเห็นท่าทางของเลฟที่มีความสุข เธอก็อดไม่ได้ที่จะยกชามสตูของตัวเองมาร่วมแจม บางทีมื้อที่จืดชืดที่สุดของเธอ อาจเป็นมื้อที่วิเศษที่สุดของเขา และเอลลี่ก็ดีใจที่เป็นแบบนั้น

 

            หิมะตกหนักขึ้น เอลลี่จุดเตาผิง ดื่มชาอยู่สักพักก่อนจะบอกให้ทุกคนรีบเข้านอน เอลลี่กะจะให้พวกเธอขึ้นไปนอนในห้องที่ยังว่างบนชั้นสอง แต่ด้วยความเกรงใจหรืออะไรก็ตาม พวกเธออยากนอนในห้องนั่งเล่น และเลฟก็ดูสะดวกที่จะนอนบนโซฟาตัวนั้น เธอจึงปล่อยพวกเขาไป

 

            รุ่งเช้าเวลาราวๆ เจ็ดโมง ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับตอนเย็น แอ็บบี้และเลฟใส่เสื้อกันหนาวและสะพายเป้เตรียมออกเดินทาง แต่เมื่อเปิดประตู มันไม่ได้เป็นอย่างที่ทั้งสองคาดไว้

 

            “อย่างกับพายุเข้า” เลฟมองไปที่ท้องฟ้า มือน้อยๆ เกาะที่แขนของแอ็บบี้ “ยังไงวันนี้เราก็ต้องออก” เธอยืนยัน ทั้งสองหันหน้าไปหาเอลลี่ “ขอบคุณสำหรับน้ำใจ”  

 

            เอลลี่พยักหน้ารับรู้ “โชคดี”

 

            แอ็บบี้สวมฮูดและผ้าปิดปาก เลฟยิ้มและโบกมือให้เธอ เปิดประตู ก้าวขาลงบนพื้นหิมะหนาเตอะ

 

            “ถ้ายังไม่พร้อม อยู่ต่ออีกสักวันก็ได้นะ”  

 

            ทั้งสองหยุดชะงัก มองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังกลับ ใบหน้าของเธอไม่ได้ขมวดมุ่นด้วยความขุ่นเคือง และความโกรธเกรี้ยวก็ไม่มีอยู่ในดวงตาคู่นั้นอีกแล้ว

 

 

 

ทุกก้าวที่ย่างไปข้างหน้าเหมือนยืนอยู่กับที่ ราวกับมีบ่วงคล้องอยู่ที่คอ ยิ่งเดินเท่าไร ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น มันจะมีทางไหมที่จะตัดบ่วงเส้นนี้ ปล่อยวางทุกสิ่งให้หลุดพ้นไป

 

คำถามไม่ได้อยู่ที่ฉันจะทำได้หรือเปล่า แต่มันอยู่ที่ฉันลงมือทำหรือยัง และด้วยทัศนคติที่แจ่มชัดยิ่งกว่าเคย ดูเหมือนหนทางนั้นจะไม่ได้ห่างไกลอย่างที่คิด

 

 

 

 

 

Talk;

 

somehow, this ship exists

 

ไรท์แอบแต่งคู่นี้มาตั้งแต่ช่วง tlou 2 ออกใหม่ๆแล้วค่ะ ตอนแรกเราก็คิดว่าคงชิป เอลลี่ x ไดน่า แต่นักดริฟต์ซะอย่าง เรือมันต้องไม่ปกติเหมือนชาวบ้านชาวช่อง ฮุๆ

 

อย่าเพิ่งมองเราผิดไป หลายคนอาจกำลังคิดว่า ‘คู่นี้เนี่ยนะ คนที่ฆ่าลุงโจ!’ เอ่อ…ไม่ได้ชิปเพราะแอ็บบี้ฝาดไม้กอล์ฟใส่ลุงซะหน่อย เป็นเพราะ dynamic กับ parallel ต่างหาก! ถ้ามองกลางๆเอลลี่กับแอ็บบี้แทบไม่ต่างกันเลยนะ (เหมือนกันเลยแหละ ไหนจะสัญลักษณ์เรื่องยีราฟกับม้าลาย parallel เยอะมันดีต่อใจ//ซับนั้มตรา) ส่วนตัวไม่อยากเรียกแอ็บบี้ว่าตัวร้ายด้วยซ้ำ มองว่านางก็มีเหตุผลของนาง ในฐานะแฟนเกม/ชิปเปอร์/คนขี้มโน ขอเดาว่าสองคนนี้จะมีซัมติงในอนาคต ถ้าตานีลมันอยากทำภาค 3 อ่ะนะ ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีเพราะโดนด่าหนักมาก…

 

รีวิวฮะ รีวิว สำหรับ the last of us part two เห็นคนเกลียดเยอะมาก ซึ่งช่างเขาค่ะ 555+ สำหรับเราคือชอบมาก ต่างคนต่างจบ circle ของตัวเอง ละทิ้งความแค้นเพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะฆ่ากันไปฆ่ากันมา ซีนกีตาร์คือปังมากกกก ความหมายดีจนน้ำตาซึม ถึงเนื้อเรื่องจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็ดีในแบบของมัน จบค่อนข้างจะลงตัว ใช่ค่ะ ค่อนข้าง เพราะจุดเดียวที่ทำเราหงุดหงิดก็มีแค่ลุงทอมมี่ ตอนแรกห้ามน้องว่าอย่าไปเลย สุดท้ายดึงน้องให้ไปแก้แค้นแทนตัวเอง (วดฟ) ถ้าอยากเขียนองก์สามให้เริ่ดกว่านี้ไม่ควรให้ลุงทอมพูดแบบนั้นนะคะ หรือถ้าคันไม้คันมืออยากให้พูดจริงๆ ช่วงแรกลุงก็ไม่ควรลังเล ต้องแค้นหนักๆไปเลย เราถึงจะเชื่อว่าตลค.นี้สมควรได้รับ dialogue ที่ปลุกปั่นลูกหลานตัวเองให้ไปเจอเรื่องอันตราย จุดนี้ถือว่าบ้ง หัก 2 คะแนน

 

เหนือสิ่งอื่นใดอย่างที่เราชอบทำกับทุกฟิค ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ จริงๆอยากเขียนเรื่องยาวแต่หัวไม่แล่น เลยขอตัดจบแบบละครไทย ซาโยนาระ

 

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ Puryartist

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น