Since; The last November [TEENTOP]

ตอนที่ 9 : Since; {Once"Period Vlll}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 288
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ก.ค. 58







{Once”Period Vlll}


ผมขับรถมาถึงอันยางโดยใช่เวลาไม่ถึงชั่วโมง ตอนนี้ผมได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนรถที่จอดอยู่หน้าบ้านแดเนียล ผมควรจะหาเหตุผลที่ดีพอกับการบึ่งมาหาน้องถึงบ้าน คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก น้องจะหาว่าผมกังวลเกินเหตุไปมั้ยนะ ผมดับเครื่องและลงจากรถ เดินวนไปวนมาอยู่ข้างๆรถเป็นเวลานานพอสมควรกก่อนจะสะดุ้งน้อยๆเมื่อจู่ๆก็มีคนเปิดประตูรั้วออกมา

 

“มาหาใครคะ มีธุระอะไรหรือเปล่า”

“เอ่อ...คือ...ผม...เป็นรุ่นพี่ที่มหาลัยของแดเนียลน่ะครับ พอดีเห็นว่าวันนี้น้องไม่ได้ไปมหาลัย...”

“เข้ามาก่อนสิจ๊ะ แดเนียลพักผ่อนอยู่ในห้องน่ะ” หญิงวัยกลางคงส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ผม ถ้าเดาไม่ผิดท่านต้องเป็นแม่ของแดเนียลแน่ๆเพราะใบหน้าหวานๆของแดเนียลนั้นเหมือนกับผู้หญิงตรงหน้าผมเหลือเกิน

 

ผมเดินมาหยุดอยู่ที่ประตูหน้าห้องของแดเนียลก็จะผลักเข้าไปอย่างเบามือ ใบหน้าหวานฟุบลงกับโต๊ะเขียนหนังสือสงสัยคงจะพยายามอ่านหนังสือในส่วนที่ขาดเรียนไปวันนี้จนผล็อยหลับไป ผมจึงเดินเข้าไปหาช้าๆก่อนจะหยุดอยู่ข้างๆร่างบาง ผมก็เพิ่งรู้จากแม่ของแดเนียลว่าน้องเป็นคนที่มีเพื่อนไม่เยอะ และเพื่อนคนไหน หรือใครที่รู้จักบ้านของน้องแสดงว่าเป็นคนที่สนิทกับน้อง หรือเป็นคนที่น้องไว้ใจมากๆ ได้ยินแบบนี้ผมก็แอบคิดเข้าข้างตัวเองนิดๆเหมือนกันนะว่าแดเนียลคงเริ่มเปิดใจให้ผมบ้างแล้ว

 

“ปวดมากสินะครับ คนดีของพี่ พี่อยากปวดแทนเราได้บ้างจัง” ผมลูบผมน้องเบาๆ ดูเหมือนเจ้าของใบหน้าหวานจะรู้สึกตัว ตาเรียวปรืดขึ้นมามองผมช้าๆ

 

“มะ...มินซู ฮยอง...” ถึงน้องจะพูดเบาแค่ไหน ผมก็ได้ยินชัดเจนนะ แดเนียลเรียกผมว่ามินซูฮยอง ผมมั่นใจว่าผมฟังไม่ผิด หรือจิตใต้สำนึกของแดเนียลจะบอกให้น้องเรียกผมแบบนั้น ผมดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้เลยล่ะ

 

“ว่าไงครับ... หายปวดหัวหรือยัง” ร่างบางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาก่อนคิ้วเรียวจะขมวดมุ่น

“คุณมาที่นี่ได้ยังไงครับ”

“พี่ไม่เห็นเราที่มหาลัย เป็นห่วง...ก็เลยมา...”

“ผมดีขึ้นแล้ว คุณกลับไปเถอะครับ ยังไงก็ขอบคุณสำหรับความห่วงใยนะครับ”

“โถ่ว แดเนียลอ่า เรียกมินซูฮยองเหมือนเมื่อกี้ไม่ได้หรือไง แล้วก็เลิกพูดสุภาพกับพี่ซะที มันฟังดูห่างเหินชะมัด”

“ผมจะพยายามนะครับ” แดเนียลส่งยิ่มบางๆมาให้ผมดูน้องเขินๆยังไงก็ไม่รู้ สงสัยคงไม่อยากให้ใครเห็นตอนตัวเองใส่เสื้อยืดแขนยาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นสบายๆอยู่บ้านละมั้ง แต่ผมกลับมองว่าแดเนียลดูน่ารักมากขึ้นไปอีก มือบางลูบผมตัวเองสองสามทีให้เข้าทรงก่อนจะลุกขึ้นยืน แต่เหมือนร่างบางคงจะรีบลุกเกินไปเสียหน่อยทำให้แดเนียลเซ ผมเลยรีบเข้าไปประคองน้อง

 

“ขะ...ขอบคุณครับ”ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะผละออกจากผม



ถือว่าเป็นโชคดีของผมที่มาถึงตอนที่แม่ของแดเนียลกำลังเตรียมอาหารมื้อค่ำอยู่พอดี ผมเลยได้รับคำเชิญให้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวอันในวันนี้ ผมจะปฏิเสธคำเชิญของผู้ใหญ่ได้ยังไงล่ะครับ และนั่นก็เป็นสาเหตุให้เจ้าของใบหน้าหวานที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมตอนนี้หน้างอน้อยๆ แต่ยังไงผมก็มองว่าน่ารักอยู่ดี

 

หลังจากทานมื้อค่ำกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมเลยอาสารับหน้าที่ล้างจานชามทั้งหมดเอง อุตส่าห์บุกมาถึงบ้านแถมคุณพ่คุณแม่น้องยังอยู่พร้อมหน้าแบบนี้ผมก็ต้องทำคะแนนซะหน่อย คุณแม่ของแดเนียลก็ดูจะชอบผมอยู่ไม่น้อย แน่นอนล่ะครับ ก็ผมเป็นลูกชายคนเล็กของบ้านผมรู้ดีว่าต้องอ้อน ต้องเอาใจผู้ใหญ่แบบไหน แค่ผมทำทุกอย่างเหมือนเวลาที่ผมอยู่กับแม่ เม่านี้ผมก็เอาชนะใจคุณแม่ของแดเนียลได้ไม่ยากแล้ว

 

“นี่ก็มืดแล้ว คุณรีบกลับเถอะครับ ขับรถตอนกลางคืนมันอันตราย” เสียงหวานเอ่ยขึ้นหลังจากที่มาช่วยนำจานชามที่มองล้างไปเก็บเข้าที่

 

“เป็นห่วงพี่หรือไง”

“...”

“ห่วงก็บอกว่าห่วงสิครับ ไม่เห็นยากเลย พี่ชอบแดเนียลพี่ยังบอกว่าชอบเลย”

“ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย...” ร่างบางพึมพัมเบาๆคนเดียวแต่ผมกลับได้ยินชัดเจนแถมท่าทางเขินๆของแดเนียล ผมหมั่นเขี้ยว อดใจไม่ไหวจนต้องขโมยหอมแก้มใสไปฟอดใหญ่ และนั่นก็ทำให้แดเนียลสะดุ้งและหันมาฟาดผมเข้าให้

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่มารับนะ”

“มะ...”

“ก็ดีเหมือนกันนะลูก มินซู พรุ่งนี้แม่ฝากน้องด้วยนะลูก” ยังไม่ทันที่ร่างบางจะเอ่ยปฏิเสธพูดเป็นมารดาก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน และนั่นทำให้ผมหลุดขำออกมา เจ้าของใบหน้าหวานจึงหันมาส่งค้อนวงใหญ่ให้ผม

“หมดธุระแล้ว ก็เชิญกลับได้ครับ”

“โถ่ว ไล่กันตลอดเลย พี่กลับก็ได้ เจอกันพรุ่งนี้นะ ฝันดีครับ” ผมขยี้ผมน้องเล่นเบาๆ พร้อมส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินออกจากบ้านมา

.

.

.

ผมลูบผมตัวเองอย่างเผลอไผล ความอบอุ่นและอ่อนโยนของอีกคนยังคงอยู่ ทำไมเขาถึงได้ดีกับผมนักนะ ผมก็แค่เด็กผู้ชายธรรมดาๆคนนึง ออกจะเป็นเด็กเนิร์ดในสายตาของใครหลายๆคนเสียด้วยซ้ำ แล้วทำไมคนอย่างบังมินซูผู้แสนจะเพรียบพร้อมจะต้องมาทำดีกับผมด้วยนะ ความจริงผมก็ไม่ได้จะปิดกั้นตัวเองหรือไม่เปิดใจรับใครหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าตั้งแต่เล็กจนโตผมเป็นพวกเข้าสังคมไม่เก่งเพราะงั้นผมก็เลยมีเพื่อนสนิทแค่ไม่กี่คน ซึ่งผมว่าการที่คนมีคนสนิทไม่มากมายแต่ล้วนจริงใจกับเรา คอยดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและอย่างสม่ำเสมอมันก็น่าจะดีกว่าที่มีเพื่อนฝูงมากมายล้อมหน้าล้อมหนังแต่เต็มไม่ด้วยความเสแสร้งไม่ใช่หรอครับ สำหรับมินซูฮยองผมยอมรับเลยว่าตอนนี้ผมเห็นถึงความตั้งใจจริงและความจริงใจของเขาแล้วแต่ผมก็ยังไม่พร้อมที่จะเริ่มต้นทำความรู้จักกับความรักหรอกนะครับ ขอเวลาให้ผมอีกสักหน่อยนะ อย่าเพิ่งถอดใจยอมแพ้ไปเสียก่อนล่ะครับ

.

.

.

ผมตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวเร็วกว่าปกตินิดหน่อย แค่รู้ว่าจะมีใครอีกคนมารับพาไปมหาลัยทำไมผมถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้นะ ผมไม่รู้จะทำตัวยังไงดี ตอนนี้ผมมือเย็นไปหมดแล้ว ยังไม่ได้ทันที่ผมจะได้คิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้แม่ก็มาเคาะประตูห้องเสียก่อน

 

“เสร็จหรือยังลูกพี่เขามารอได้สักพักแล้วนะ”

“เสร็จแล้วครับ กำลังจะออกไปพอดีเลย” พอเดินออกมาจากห้องนอนผมก็เห็นร่างสูงที่คุ้นตายืนรออยู่บริเวณสวนหน้าบ้าน แค่เห็นแผ่นหลังกว้างใจผมก็เต้นรัวอย่างประหลาด

 

“ผมไม่ก่อนนะครับ”

“ยังไงก็ชวนพี่เขามาทานมื้อเย็นด้วยกันอีกก็ได้นะลูก” ผมพยักหน้ารับคำแม่กอ่นจะเดินออกไปสะกิดร่างสูงเบาๆ มินซูฮยองหันมาส่งยิ้มบางๆให้ผมก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้ของผมไปสะพายไว้เสียเองแล้วเดินนำออกไปที่รถ

 

ระหว่างทางความเงียบก็เข้ามาปกคลุม บรรยากาศมันไม่ได้ถึงกับอึดอัดหรอกครับแต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือชวนคุยยังไงดี เหมือนว่าอีกคนที่กำลังขับรถอยู่จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกที่ปกคลุมอยู่ระหว่างเราสองคน นิ้วเรียวจึงยื่นไปกดเปิดเครื่องเสียงคุณภาพดีให้มีเสียงเพลงคลอเบาๆเพื่อไม่ได้ภายในรถเงียบจนเกินไป

 

“จะนอนพักก็ได้นะ เดี๋ยวถึงมหาลัยแล้วพี่ปลุก”

“ไม่เป็นไรครับ” ผมไม่ได้ง่วงซะหน่อย ก็เพิ่งจะตื่นมาแล้วจะให้มานอนตอนนี้อีกเนี่ยนะ

“นอนเถอะไม่เป็นไร พอถึงมหาลัยจะได้ตั้งใจเรียนได้เต็มที่ไงครับ เดี๋ยวพักผ่อนไม่พอแล้วไปปวดหัวในห้องเรียนอีกนะ”


“อ่า...” ผมหลับตาลงช้าๆอย่างว่าง่าย เพราะรู้ว่าเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงไม่นอนผมก็ไม่รู้จะคุยอะไรอยู่ดีบางทีนอนสักหน่อยก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ได้ก็ได้

 

“พักซะนะ นอนให้เต็มอิ่ม พี่ไม่กวนแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างนุ่มนวลพร้อมกับสัมผัสแผ่วเบาที่ลูบหัวผมอยู่ตอนนี้ อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันทีทั้งๆที่หลับตาอยู่แล้วทำไมยังเขินอยู่อีกล่ะเนี่ย ผมเลยต้องแกล้งพลิกตัวตะแคงหันหน้าเข้าหาประตูรถเพื่อปิดบังความรู้สึกตัวเองเอาไว้ ก็ผมไม่อยากให้อีกคนรู้นี่นาไม่งั้นต้องโดยแกล้งอีกแน่ๆเลย

 

.

.

.

วันนี้รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่ผมเลยขับมาถึงมหาลัยเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะ แต่เห็นว่าคนข้างๆยังคงตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ผมเลยตัดสินใจขับรถวนไปรอบๆมหาลัยเพื่อให้ร่างบางได้นอนต่ออีกสักพัก เมื่อใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนแล้วผมก็เลยขับรถไปจอดไว้แถวๆที่ประจำของผม บยองฮอนและจงฮยอนแล้วก็พบว่ารถของสองเพื่อนซี้ได้จอดอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ตั้งแต่มีความรักนี่มามหาลัยกันเร็วเหลือเกิน ผมดับเครื่องและเดินลงจอดรถก่อนจะอ้อมไปอีกฝั่งที่แดเนียลหลับอยู่ เปิดประตูออกช้าๆก่อนจะโน้มตัวเข้าไปเพื่อปลดเข็มขัดนิรภัยให้ร่างบาง ตอนแดเนียลหลับน้องน่ารักมากๆเลยครับ ริมฝีปากอิ่มอมยิ้มน้อยๆแสดงว่าน้องคงหลับสบายและมีความสุขดี ไม่ได้ทรมานเหมือนครั้งก่อนแล้ว ระหว่างที่ผมเผลอมองสำรวจใบหน้าหวานอยู่นั้น ดวงตาเรียวก็ลืมขึ้นและจ้องมาที่ผมก่อนจะหลบสายตาไป

 

“ไหนบอกว่าถึงแล้วจะปลุกไงครับ”

“ก็...กำลังจะปลุกนี่ไง” ผมได้แต่ยิ้มเก้อให้น้องไป แดเนียลก็ดูเคอะเขินไม่ต่างจากผมเท่าไหร่นัก ผมเลยเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ให้น้องก่อนจะเดินไปส่งน้องที่หน้าตึกคณะ

 

“วันนี้เลิกเรียนแล้วจะไปไหน จะกลับบ้านเลยรึเปล่า พี่เลิกช้ากว่าเราชั่วโมงครึ่ง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมว่าจะไปเคลียร์งานที่ค้างไว้วันก่อนที่ห้องสมุด”


“งั้นเดี๋ยวพี่ตามไปนะ” แดเนียลไม่ได้รับคำอะไรผม น้องเพียงแค่ยิ้มน้อยๆพร้อมโค้งให้ผมก่อนจะเดินขึ้นตึกไป ไม่รู้ล่ะ ผมถือว่าน้องตกลงแล้ว อีกอย่างผมก็รับฝากคุณแม่น้องไว้แล้วด้วยยังไงวันนี้ผมก็ต้องไปส่งน้องที่บ้านอยู่ดี

.

.

.

ผมนั่งทำงานที่ค้างอยู่จนใกล้จะเสร็จแล้ว เหลือแค่รวบรวมมาทำสไลด์และท่องบทสำหรับนำเสนองานหน้าชั้นเรียนในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ก็บ่ายสองกว่าแล้วแต่คนที่บอกผมไว้ตอนเช้าว่าจะตามมาก็ยังไม่เห็นโผล่มาเลย ไปทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ แล้วตกลงผมต้องรอให้เขามาพากลับบ้านรึเปล่านะ ขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่ก็มีมือใหญ่มาขยี้ผมจนยุ่งไปหมด

 

“เหม่ออะไรอยู่เรา เคลียร์งานเสร็จหมดแล้วหรอ” พอได้ยินเสียงเท่านั้นแหละครับรู้เลยว่าเป็นใคร ดีนะที่ผมหันหลังให้อยู่ ถ้าเขาเห็นว่าผมเผลอยิ้มออกไปล่ะก็ต้องโดนแซวแน่ๆเลย

 

“เปล่าซะหน่อย...”

“มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะ” ดูท่าทางมินซูฮยองจะว่างเหลือเกิน เล่นมานั่งจ้องกันนี้ผมก็เกร็งจนทำอะไรไม่ถูกกันพอดี


“เหลือไม่เยอะหรอกครับ คุณจะไปทำธุระอย่างอื่นก่อนก็ได้นะครับ”

“โถ่ว แดเนียลอา... ไล่พี่อีกแล้วนะ ทำงานไปเถอะครับ ไม่ต้องสนใจพี่หรอก คิดซะว่าพี่ไม่มีตัวตน เป็นเหมือนอากาศก็ได้” ดูเขาพูดสิครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะไล่สักหน่อย ก็แค่กลัวว่าร่างสูงจะมาเสียเวลาไปเปล่าๆกับการที่ต้องมานั่งรอผมทำงานก็เลยพูดไปแบบนั้น แต่อีกคนกลับบอกว่าไม่ต้องสนใจให้ทำงานต่อไปก็พอ พูดง่ายแต่มันทำยากนะครับ ในเมื่ออีกคนขอมาแบบนี้ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยได้แต่พยายามตั้งใจและควบคุมตัวเองให้มีสมาธิและจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า

 

บางครั้งที่เงยหน้าขึ้นมาประสานสายตาเข้ากับดวงตาคมเข้าผมก็ทำอะไรไม่ถูกเลยต้องทำเป็นเดินออกไปหาข้อมูลเพิ่มเติมตามชั้นหนังสือเสียอย่างนั้น ใช้เวลาเดินวนและตั้งสติอยู่นานกว่าจะทำใจกลับไปนั่งลงตรงข้ามอีกคน ก็ผมไม่ชินนี่ครับ การที่มีคนมาคอยนั่งเฝ้า แถมยังจ้องกันไม่วางตาขนาดนี้ จริงๆร่างสูงก็ดูเหมือนจะมีอะไรทำนะครับ เพราะผมเห็นมินซูฮยองถือสมุดๆเล่นนึงอยู่และเขียนอะไรบางอย่างลงไปเป็นพักๆ แต่เขาก็จ้องผมมากกว่าที่จะสนใจสมุดในมือเขาอยู่ดีนั่นแหละ

.

.

.

ในที่สุดสไลด์สำหรับการนำเสนองานในวันพรุ่งนี้ก็เสร็จ ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้นก็เจอกับร่างสูงที่กำลังเท้าคางมองผมอยู่

 

“เสร็จแล้วใช่มั้ย งั้น...”

“ยังครับ...เหลือท่องบทที่ต้องนำเสนอพรุ่งนี้” ผมหลุดขำออกมานิดนึงเพราะร้อยยิ้มกว้างของคนตรงหน้าหุบฉับลงทันทีที่ผมพูดว่างานยังไม่เสร็จ แต่แล้วมือเรียวทั้งสองข้างกลับยื่นออกมาแล้วถอดแว่นผมออกแล้วเหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อของเขา

 

“บทพูดตามนี้ใช้มั้ย ใช้สายตามาเยอะแล้วแถมเครียดมาทั้งวันอีก พักสายตาสักพักนะ เดี๋ยวพี่จะอ่านบทให้ฟัง” ผมฝุบหน้าลงกับโต๊ะและหลับตาลงช้าๆตามคำบอกของมินซูฮยอง ไม่น่าเชื่อว่าการที่มีคนมาอ่านบทพูดให้ฟังนี่มันทำให้จำได้ดีกว่าการที่อ่านเองเสียยอีกครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงนุ่มทุ้มของร่างสูงหรือว่าเพราะว่าอะไรกันแน่ หลังจากที่เสียงนั้นเงียบไปพักใหญ่ผมเลยเงยหน้าขึ้นก็พบว่างคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมเมื่อกี้ได้ทำการเก็บข้าวของทุกอย่างของผมลงกระเป๋าและนำกระเป๋าเป้ของผมไปสะพายไว้เองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

.

.

.

วันนี้ผมตั้งใจไว้ว่าจะพาร่างบางไปผ่อนคลาย เห็นน้องทรมานกับการปวดหัวแถมยังต้องมาตามสะสางงานที่ค้างไวอีกก็กลัวว่าน้องจะเครียดจนกลับไปปวดหัวอีก ผมเก็บของทั้งหมดและเอากระเป๋าน้องมาสะพายไว้พร้อมกับยื่นมือออกไปรอให้อีกคนยื่นมือมาจับแต่เมื่อคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมากลับอมงผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

 

“ขอแว่นผมคืนด้วยครับ”

“ไปที่ที่นึงกับพี่ก่อนนะ พี่รับรองว่าเราต้องชอบแน่ๆ” แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นแผนที่ผมวางเอาไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นยังไงวันนี้ผมก็ต้องพาแดเนียลไปกับผมให้ได้ และที่ผมยังไม่คืนแว่นให้น้องก็เพราะว่าผมจะเป็นตาให้น้องเอง ร่างบางหน้ายุ่งและมองผมด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อผมพยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มกว้างไปให้โดยที่ยังคงยื่นมือรออยู่น้องก็เลยใจอ่อนยอมยื่นมือมาวางไว้บนมือผม ผมจึงกุมมือน้องเอาไว้ก่อนนะก้าวเดินไปด้วยกัน เพราะแดเนียลไม่ได้ใส่แว่นสายตาทำให้น้องมองเห็นไม่ชัด ผมสัมผัสได้ว่าน้องจับมือผมค่อยข้างแน่นเลยล่ะครับ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกมีผมอยู่ทั้งคน ยังไงผมก็ไม่ยอมให้ร่างบางเดินตกท่อ ชนเสา หรือว่าอะไรทั้งนั้นแหละ

 

“จับมือพี่ซะแน่นเลย ไม่ต้องห่วงนะพี่ไม่ปล่อยให้เราเดินชนอะไรแน่นอน” พอโดนเอ่ยแซวแดเนียลก็ถึงกับเบ้ปากแล้วทำท่าจะชักมือออก แต่เรื่องอะไรผมจะยอมล่ะครับ

 

“คืนแว่นมาแต่แรกก็จบแล้ว จะทำอะไรให้มันยุ่งยากทำไมนะ” รางบางบ่นงึมงัมพร้อมกับพองแก้มน้อยๆ ท่าทางแบบนี้ของแดเนียลมันน่ารักชะมัด เห็นแล้วผมอยากจะขโมยหอมแก้มใสนั่นสักฟอด

 

สถานที่ที่ผมจะพาน้องไปนั้นไม่ได้อยู่ไกลจากตัวมหาวิทยาลัยเท่าไหร่นัก เราใช้เวลาเดินประมาณยี่สิบกว่านาทีก็มาที่ที่หมาย

 

“รอพี่อยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ” ผมให้แดเนียลยืนรออยู่หน้าเคาท์เตอร์ร้านก่อน แล้วจึงเดินไปติดต่อกับเจ้าของร้านตามที่ได้ตกลงกันไว้ ผมเดินกลับมาพร้อมกับบางอย่าง ไม่รู้ว่าจะถูกใจแดเนียลมั้ย แต่ผมว่ามันน่ารักที่สุดแล้วนะ หวังว่าร่างบางคงชอบ

 

“แดเนียลอา...”

“ว้าว น่ารักจังเลยครับ” แดเนียลเบิ่งตากว้างทันทีที่ผมส่งเจ้าตัวดำขนปุยไปตรงหน้า ใช่แล้วครับผมพาแดเนียลมาด็อกค่าเฟ่ แล้วเจ้าตัวเล็กในมือผมก็อิงลิชค็อกเกอร์สีดำถุงเท้าขาวที่เจ้าของร้านคอนเฟิร์มว่าน่ารักและขี้อ้อนที่สุดแล้ว

 

“เราไปนั่งที่โต๊ะกันเถอะ จะได้สั่งอะไรกินด้วยพี่หิวจะแย่แล้ว”

“ก็อยากมาช้าเองนี่นา ปล่อยให้รอตั้งนาน...”

“เมื่อกี้ว่าอะไรนะ”


“เปล่าครับ ผมถามเจ้าตัวเล็กว่าหิวรึเปล่า” ภาพร่างบางที่ก้มหน้าแนบชิดกับเจ้าหมาน้อยช่างน่ารักเหลือเกินครับ ตั้งแต่เกิดมาจะอิจจฉาหมาก็งานนี้เนี่ยแหละครับ เจ้าหมาก็ช่างขี้อ้อนสมคำร่ำลือเสียเหลือเกิน เลียแก้ม เลียจมูกแดเนียลจนคนข้างกายผมหัวเราะคิกคักออกมาอย่างมีความสุข

 

แดเนียลเพียงแค่สั่งช็อคโกแลตร้อนแก้วนึงมาตั้งไว้แล้วปล่อยให้ผมนั่งทานอาหารคนเดียวแล้วลงไปนักขลุกอยู่กับเจ้าขนปุยทั้งหลายบนพื้น น่าน้อยใจชะมัด น้องสนใจหมามากกว่าผมอีกแต่แล้วเจ้าขนปุยที่ผมอุ้มมาตอนแรกก็วิ่งมางับขากางเกงผมแถมยังสบัดหัวใจมาอีก กางเกงตัวนี้ซื้อมาแพงนะ ผมอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าขนปุยมันพยายามที่จะชวนผมไปเล่นด้วยผมก็เลยอุ้มมันขึ้นมาแล้วลงไปนั่งข้างๆกับร่างบาง หรือความจริงแล้วเจ้าตัวเล็กแสนรู้นี่มันพยายามจะช่วยผมกันแน่นะ


“โอ๊ะ! อยู่นี่เอง เมื่อกี้มองหาตั้งนาน ไปเล่นซนที่ไหนมาล่ะ”

“โถ่ว พี่ก็นึกว่าจะถามถึงพี่ นี่สนใจหมามากกว่าพี่อีกนะ แดเนียลอา...”


“ก็ดูสิครับ พวกมันน่ารักจะตาย คิกๆ มานี่เร็ว” แดเนียลหันมาพูดกับผมแค่นิดเดียวกันหันไปสนใจเจ้าขนปุยที่ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ ผมควรจะงอนดีมั้ยเนี่ย เอาเถอะครับ แค่เห็นน้องมีความสุขผมก็ดีใจแล้ว ผมปล่อยให้น้องใช้เวลากับเจ้าขนปุยทั้งหลายและกลับมานั่งที่โต๊ะมองภาพแห่งความสุขตรงหน้าแทน รอยยิ้มหวานและเสียงหัวเราะก้องกังวลทำให้ผมไม่อาจละสายตาไปจากร่างบางได้เลย

.

.

.

หลังจากเวลาผ่านไปท่าทางทันคนทั้งหมาจะหมดแรงกันเสียแล้ว เจ้าขนปุยทั้งหลายนอนหมอบอยู่ตามมุมต่างๆของร้านส่วนแดเนียลก็เดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆผม

 

“หมดแรงแล้วหรือไงเรา” ผมถามออกไปพร้อมกับลูบหัวร่างบางเบาๆ

“เรากลับกันเลยมั้ยครับ คุณจะได้ไม่ต้องกลับดึก”

 

“ได้ครับ ไปกันเถอะ”ผมลุกขึ้นยืนก่อนจะดึงมือน้องให้ลุกขึ้นตามผม แดเนียลเดินออกไปพูดคุยกับเจ้าของคาเฟ่ก่อนผมเลยยืนรอน้องอยู่แถวๆประตูทางออกร้าน เจ้าตัวเล็กขนปุยสีดำก็เดินตามมานั่งจ๋องอยู่ข้างผม

 

“ไง ดีใจมั้ยจะได้ไปบ้านใหม่แล้ว” ผมก็ไม่รู้ว่ามันฟังผมรู้เรื่องหรืออะไรแต่มันจ้องผมตาแป๋วแถมกระดิกหางดุ๊กดิ๊กๆอีก ดูๆไปเจ้าตัวเล็กนี่ก็น่ารักใช่ย่อย

 

“ขอบคุณมากนะครับ ไว้วันหลังผมจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ” แดเนียลโค้งให้เจ้าของร้านก่อนจะผลักประตูร้านออกไป

“เดี๋ยวสิ แดเนียลอา... ลืมอะไรรึเปล่า” ผมบอกน้องอ่อนก้มลงไปอุ้มเจ้าตัวเล็กที่นั่งจ๋องอยู่ข้างผมขึ้นมาแล้วส่งให้น้อง

“เห~

“พามันกลับไปด้วยสิ”

“ได้ด้วยหรอครับ”

“ได้สิ ก็เจ้าตัวนี้พี่ให้เราเป็นของขวัญ แต่ว่า มันยังไม่มีชื่อเลย ตั้งให้มันหน่อยสิ” ร่างบางรับเจ้าขนปุยไปจากผมแล้วก็จ้องหน้ามันอย่างครุ่นคิด ส่วนเจ้าตัวเล็กก็เอาแต่จ้องเจ้าของใหม่ของมันตาแป๋วเลยครับ

 

“กังกัง... ชื่อกังกังละกันนะ” ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงใส ส่วนเจ้ากังกังก็ส่งเสียงขานรับกับชื่อใหม่อย่างพอใจ  แสนรู้ น่าเอ็นดูเหลือเกิน แดเนียลหัวเราะทันทีที่เจ้าหมาน้อยขานรับ ร่างบางทั้งกอดทั้งหอมเจ้าตัวเล็กด้วยความหมั่นเขี้ยว ผมล่ะอิจฉาหมาจริงๆเลย

.

.

.

ระหว่างทางกลับบ้านแดเนียลก็เอาแต่คุยเล่นกับเจ้ากังกัง ผมคงมีหน้าที่เป็นแค่สารถีสินะครับ ผมเลยได้แต่ขับรถต่อไปเงียบๆ ปกติเวลาที่แดเนียลอยู่กับผมน้องมักจะไม่ค่อยพูด บางทีผมอาจจะต้องขอบคุณเจ้ากังกังที่ทำให้ผมได้ยิ้นเสียงหวานคุยนั่นคุยนี่ จริงๆแล้วผมว่าน้องก็น่าจะเป็นคนพูดเก่งนะครับ ขับรถไปฟังเสียงหวานๆไปก็เพลินดีเหมือนกัน ได้ฟังน้องเล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับอันยางก็เหมือนผมได้ทำความรู้จักน้องมากขึ้นไปอีกขึ้นนึง ในที่สุดผมก็ขับรถมาจอดที่หน้ารั้วบ้านน้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แดเนียลอุ้มเจ้ากังกังแล้วปล่อยมันลงวิ่งที่สวนหน้าบ้านก่อนจะหันมารับกระเป๋าเป้ไป

 

“ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”

“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย ทุกอย่างที่พี่ทำให้เรา ก็เพราะพี่เต็มใจอยากเห็นเรามีความสุขนะ” น้องก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาผม ให้ตายเถอะครับ ท่าทางเขินอายแบบนั้นมันทำให้ผมอยากจะรวบน้องเข้ามากอดเหลือเกิน

 

“กลับดีๆนะครับ มินซูฮยอง...” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ผมก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน ร่างบางรีบกลับหลังหันแล้วเดินเข้าบ้านไปทันที น้องไม่คิดจะอยู่รอดูปฎิกิรยาของผมหน่อยหรือไง รู้มั้ยว่าบังมินซูคนนี้ดีใจขนาดไหน ในที่สุดอันแดเนียลก็ยอมเรียนชื่อผมแล้วครับ เรียกแบบตั้งใจเรียก ไม่ได้เผลอไผล หรือ เรียกเพราะสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกเรียกร้องให้เรียก น้องเรียกชื่อผมเพราะน้องต้องการจะเรียกแบบนั้นจริงๆ

 

“เยส!!! วู้ว ผมกระโดตัวลอยด้วยความดีใจก่อนจะออกรถไปทั้งๆที่ยังยิ้มกว้างเหมือนคนบ้า กลับไปถึงคอนโดต้องโดนไอ้เพื่อนบ้าสองคนนั้นล้อแน่ แต่เอาเถอะ ก็ผมมีความสุขนี่นา

.

.

.

 

ใช้เวลากับแดเนียลของมึงตามสบายนะ กูมีเดทดูหนังรอบดึก ส่วนไอ้บยองเห็นว่าจะไปเดินเล่นริมแม่น้ำฮัน ผมกดส่งข้อความไปหาคุณเพื่อนที่เดี๋ยวนี้สละเวลาในการนอนเพื่อขับรถไปกลับโซล อันยางทั้งเช้าและเย็นแทน กลัวว่าถ้ามันรีบบึ่งกลับมาเพื่อจะกินข้าวเย็นกับพวกผมและไม่เจอใครที่คอนโดสักคนแล้วมันจะโวยวายว่ารู้งี้ไม่น่ารีบกลับมาเลย ผมเก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋ากางเกงแล้วหันไปเห็นคนตัวเล็กที่นั่งกอดถังป็อบคอร์นอยู่ ภาพตรงหน้าทำให้ผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ก็ดูสิครับ มีที่ไหนเด็กเฟรชชี่แต่ดูเหมือนเด็กน้อยวันประถมเสียมากกว่าอีก แปลกใจกันใช่มั้ยครับว่าทำชานฮีถึงยอมปล่อยให้ชางฮยอนมากับผมได้ เรื่องมันก็มีอยู่ว่า... 


.
.
.


To be Continue

Talk:;
มาต่อจนครบ 100%แล้วนะคะ ยาวกว่าทั้งหมดทุกตอนที่แต่งมาเลยน้า
รีดเดอร์ลืมกันไปรึยังคะ TT^TT ขอโทษที่หายไปนานมากจริงๆ
ฟิคเรื่องนี้ครบปีแล้ว 5555 สัญาค่ะว่ายังไงจะแต่งให้จบแน่นอน
ฝากฟิคเรื่องนี้ด้วยนะคะ พูดคุยติชิมติด #SinceNov นะคะ
เดี๋ยวจะรีบมาอัพพี่จงฮยอนกับตัวเล็กต่อให้นะคะ^^

ปล. สุขสันติ์วันเกิดพี่จงฮยอนด้วย ปีนี้โตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว^^





CRY .q

164 ความคิดเห็น

  1. #101 aomsin_NAP (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 / 08:52


    ห่างหายจากอาการใจเต้นเวลาอ่านฟิคไปนานเลยค่ะ



    ดีใจแทนบังเลยค่ะ สุดท้ายน้องก็ยอมเรียกชื่อแล้ววT//T


    #101
    0
  2. #87 MYJ♡ (@juciesss) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2557 / 18:50
    น่ารักมากกกกกกกกกก

    โอยยยยยยย

    มินซูฮยองยิ้มหน้าบานเหลยยย

    5555555
    #87
    0
  3. #85 Fpc Man U (@fpcmanu) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 23:44
    ยังไม่ลืมค่ะ เค้าคอยไรท์ตลอดน้า~ สู้ๆค่ะ แอบมารอตอนบยองชาน >< อุอิ
    #85
    0
  4. #84 TKT _92 (@kashamas) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 21:21
    มินซูสู้ๆ ไรท์เตอร์ก้อสู้ๆด้วยนะค่ะ รอคู่ต่อไปค่ะ ^^
    #84
    0
  5. #83 aaofaaff (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 11:15
    อบอุ่นสุดๆ อ่านแล้วเห็นภาพเลย เขินตาม น้องกังกังงี่มาเป็นสะพานเชื่อมรักด้วย



    คู่ต่อไป จะดูหนังกันเขินขนาดไหนนะ ฮื่ออออออออออออออออออ
    #83
    0
  6. #81 Piggie (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2557 / 14:30
    พี่มินซูฮึบๆ สู้ๆ เอาชนะใจเด็กน้อยให้ได้น้า

    ไรท์เตอร์ก็สู้ๆนะค้า คิดถึงๆ >_<
    #81
    0
  7. #80 rainbow sky (@rainbowrung1407) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2557 / 12:41
    พี่แคปละมุนกันเนียลจังค่ะ รออีก 80% ที่เหลือนะค่ะ ><
    #80
    0