คัดลอกลิงก์เเล้ว

Room no. 7301 (HyunHan)

โดย Crescentmoonn

‘อย่างน้อยก็ยังมีคนคนนึงเป็นห่วงเขา.. เพราะงั้นเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นการตอบแทนความห่วงใยของเขา’

ยอดวิวรวม

70

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


70

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 มิ.ย. 62 / 10:04 น.
นิยาย Room no. 7301 (HyunHan) Room no. 7301 (HyunHan) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

หลังจากที่ ควอนฮยอนบิน ได้เสียแฟนสาวไป…




ชีวิตของเขาก็กลับกลายเป็นอีกคนที่มีแต่ความเศร้าหมองและหดหู่…




เขากลายเป็นโรคซึมเศร้า…




คิดว่าตัวเองอยู่บนโลกนี้กับความทุกข์… ความเสียใจ… และความเศร้า




แต่คนห้อง 7301 กลับทำให้เขารู้ว่า




‘ชีวิตของเขามันไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด อย่างน้อยก็มี คิมดงฮัน ที่เป็นความสุขของเขา’






#room7301HH

เนื้อเรื่อง อัปเดต 28 มิ.ย. 62 / 10:04






กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกวางที่นอกรถแท็กซี่ พร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังลากกระเป๋าใบใหญ่เดินเข้าไปในคอนโด เขาเดินตรงไปยังประชาสัมพันธ์เพื่อติดต่อห้องพัก



“สวัสดีครับ ผมที่โทรมาติดต่อเช่าห้องครับ”



“ขอทราบชื่อหน่อยค่ะ”



“ดงฮันครับ”



“ขอเช็คสักครู่นะคะ”




ระหว่างที่ดงฮันยืนรอพนักงานเช็คข้อมูล เขาก็มองดูรอบๆ พยายามจำและทำความคุ้นเคย เพราะที่นี่คือที่เขาจะมาอยู่จนกว่าเขาจะได้งานใหม่




“ห้อง7301นะคะ นี่กุญแจค่ะ…  ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถโทรมาได้ตลอดนะคะ”


“ขอบคุณครับ”




เขารับกุญแจแล้วเดินลากกระเป๋าใบใหญ่ไปรอลิฟท์ ระหว่างที่เขารอลิฟท์ก็เจอผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวเสื้อยืดกางเกงวอร์มขายาว ชายคนนั้นถ้าดูจากหน้าตาแล้วคงเป็นพี่เขาไม่ 1 ปีก็ 2 ปี 



ดงฮันจะหันไปยิ้มให้ชายคนนั้นแต่ลิฟท์ก็เปิดออกมาพอดี เขาเดินเข้าลิฟท์ไปก่อนเพื่อกดลิฟท์ให้ เพราะดูเหมือนชายคนนั้นจะไม่ค่อยมีแรง ดูซึมๆ อาจจะไม่ค่อยสบายก็ได้ จังหวะที่ผู้ชายคนนั้นกำลังก้าวเข้าลิฟท์ มีเสียงหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองคนมองด้วยความตกใจ




“หนูฮยอนบิน! ห้องหนูอยู่อีกตึกนึง ขึ้นลิฟท์ตัวนี้ไม่ได้นะคะ”



“อ่อ…”




ป้าแม่บ้านเดินมาประคองผู้ชายคนนั้นที่หน้าลิฟท์ออกไป ดงฮันกดปิดลิฟท์แต่สายตาก็ยังคงมองไปที่ผู้ชายคนนั้น… ‘ฮยอนบิน’ 





ดงฮันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง 7301 เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา
ตอนนี้ก็สี่โมงเย็นแล้ว เขาควรเอาของเข้าไปเก็บในห้องให้เรียบร้อยและลงไปหาอะไรกินข้างล่างคอนโด 




เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่ดงฮันจัดของเสร็จ เขารีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วออกไปหาอะไรกินข้างล่างทันที
ระหว่างที่รอลิฟท์เขาก็เห็นผู้ชายคนนั้นที่ชื่อฮยอนบินกำลังเดินไปเดินมาอยู่ตรงทางเดิน ดงฮันนึกถึงที่แม่บ้านพูดว่า ห้องเขาไม่ได้อยู่ตึกนี้ ดงฮันก็รีบเดินไปหาฮยอนบิน เพราะคิดว่าเขาน่าจะขึ้นตึกผิดแน่ๆ 




“คุณครับ…”



ดงฮันเดินไปคว้าแขนเพราะเห็นว่าฮยอนบินกำลังจะเปิดประตูห้องของเขา



“ห้องนี้เป็นห้องของผม เข้าไม่ได้นะครับ”



ฮยอนบินหันมามองหน้าดงฮันแล้วโค้งตัวให้ ก่อนที่จะเดินไปห้องข้างๆ ดงฮันเห็นฮยอนบินกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง เขาก็จับแขนแล้วก็พาเดินไปที่ลิฟท์





ติ๊ง..




ประตูลิฟท์เปิดออกฮยอนบินเดินเข้าไปอย่างช้าๆ ดงฮันถอนหายใจก่อนที่จะเดินเข้าไป เมื่อประตูลิฟท์เปิดออกทั้งสองคนก็เห็นแม่บ้านคนเดิมที่เรียกฮยอนบินเมื่อตอนแรกกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ 




“คุณป้าครับ… พอดีผมเจอคุณคนนี้ที่หน้าห้องผม คิดว่าน่าจะเข้าห้องผิด ผมก็เลยพาลงมา...”



“ขอบใจมากนะจ๊ะหนู.. ป้าตามหาตั้งนาน โชคดีที่มีคนไปเจอไม่งั้นละก็ยุ่งแน่ๆ”




ป้ายิ้มให้ดงฮันก่อนที่จะพาฮยอนบินเดินไปอีกตึกหนึ่ง ดงฮันมองตามพลางคิดในใจว่า



‘ทำไมเขาถึงเป็นคนที่น่าสงสารแบบนี้นะ ไม่รู้ว่าไปเจอเรื่องร้ายๆอะไรมา.. แต่ขอให้ต่อจากนี้เจอแต่สิ่งดีๆนะ’







ถึงเวลาพักผ่อนของพระอาทิตย์แล้ว… 




ดงฮันเดินเข้ามาในคอนโดพร้อมกับของกินเต็มสองมือ เขาวางของที่ซื้อมาลงหน้าลิฟท์แล้วหาอะไรบางอย่าง


“เอ๊ะ คีย์การ์ดหายไปไหน.. หรือว่าลืมไว้ที่ร้านข้าวหรอ”


เขาค้นดูในถุงขนมและอาหารว่ามีคีย์การ์ดหล่นอยู่ในถุงหรือเปล่า แต่ก็ไม่เจอ 



ดงฮันตัดสินใจเก็บของแล้วเดินไปหาที่เค้าท์เตอร์ของกุญแจสำรอง ซึ่งต้องจ่ายค่ามัดจำ 200 และต้องเสียค่าทำคีย์การ์ดใหม่อีก 500 บาท เขายอมเสียตังค่าทำคีย์การ์ดใหม่ดีกว่าต้องยอมนอนที่ล็อบบี้ 



ในขณะที่ดงฮันกำลังจะหยิบเงินจ่าย ก็มีป้าแม่บ้านคนเดิมเดินเอากุญแจมาให้ที่เค้าท์เตอร์




“คีย์การ์ดห้องผมนี่”



“อ้าว ของห้องหนูเองหรอ ป้าเอามาคืนทันรึเปล่า ยังไม่ได้จ่ายค่ายทำใหม่คีย์การ์ดใหม่ใช่ไหม”



“ทันพอดีเลยครับ ฮ่าๆ ขอบคุณนะครับป้า ไปก่อนนะครับ”





ดงฮันรับกุญแจจากป้าแล้วก็รีบเดินไปที่ลิฟท์ทันที



“ขอบคุณนะครับป้า”



“ถ้าฮยอนบินเป็นแบบหนูคนนี้ก็ดีเนอะ” ป้ามองตามดงฮันที่กำลังเดินเข้าไปในลิฟท์








เสียงเพลงจากลำโพงตัวเล็กดังขึ้นในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตา ร่างสูงกำลังซักผ้าอยู่ในห้องน้ำส่งเสียงร้องตามเพลงที่ดังออกมา




“ร้องเพลงดังไปไหมนะ ข้างห้องจะด่ารึเปล่าเนี่ย” เขาเผลอยกมือขึ้นมาเกาหัวแต่ดันลืมไปว่ามือของเขาเต็มไปด้วยฟองผงซักฟอก




“อ่า ต้องสระผมซะแล้วสินะ”





เขาจัดการเอาผ้าที่ซักเสร็จแล้วใส่กะลังมังวางไว้ตรงประตูห้องน้ำ ส่วนเจ้าตัวก็อาบน้ำสระผม ล้างความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน 

หลังจากอาบน้ำสระผมเสร็จก็หยิบกะลังมังที่มีผ้าที่เขาเพิ่งไปซักไปออกมาตากที่ระเบียง




“ฮัดชิ้ว!”




เขาขยี้จมูกแรงๆจนแดง ดงฮันลืมไปว่าทุกครั้งที่สระผมเสร็จเขาจะไม่ออกมาตากลม เพราะมันจะทำให้เขาเป็นหวัด เขาเดินเข้าหยิบผ้ามาคลุมหัวแล้วรีบตากผ้าให้เสร็จก่อนที่อาการเขาจะหนักขึ้นกว่านี้ 





“ห้องนั้นนอนเร็วจังแหะ”





ดงฮันยืนมองห้องตรงข้ามที่ปิดไฟมืด เสียงของเครื่องปรับอากาศดังบ่งบอกว่าเจ้าของห้องนั้นได้หลับไปแล้ว




“ฮัดชิ้ว! อ่า… เราก็ควรนอนอย่างเขาได้แล้วนะดงฮัน”





ว่าแล้วก็เจ้าตัวก็เดินเข้าห้องจัดการล็อคประตูให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินไปเปิดโน๊ตบุ๊คนั่งเปิดเพลย์ลิสต์เพลงโปรดที่เขาสร้างมันขึ้นเอง เขามักจะเปิดเพลย์ลิสต์นี้ในช่วงเวลาที่เขาต้องแต่งนิยายส่งสำนักพิมพ์ 




เมื่อเพลงแรกได้เริ่มดังขึ้น เขาก็จัดการเปิดไฟล์งานที่เขาพิมพ์ค้างไว้



“จบประโยคนี้แล้ว… ต้องต่อด้วยประโยคแบบไหนดีนะ”



สองมือเกาหัวแกร่กๆ เขาพิมพ์แล้วลบอยู่หลายครั้ง จนสมองเขาไม่อยากคิดประโยคหลังจากที่ผู้ชายโดนผู้หญิงบอกเลิก…












“เราเลิกกันเถอะ”



“ทำไมล่ะ วันก่อนเรายังบอกรักกันอยู่เลย”





หญิงสาวไม่พูดอะไรต่อ มัวแต่ก้มหน้าร้องไห้ คนตัวเล็กถูกคนสูงกว่าดึงเข้ามากอดแน่นด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเสียคนในอ้อมกอดไป ถึงแม้หญิงสาวจะพยายามขัดขืนมากเท่าไหร่ก้ไม่สามารถหลุดจากอ้อมกอดนี้ไปได้




“ปล่อยเราเถอะ กอดของเธอ.. มันไม่สามารถทำให้เราอยู่กับเธอได้อีกแล้ว”




ชายหนุ่มยอมปล่อยตามคำขอของหญิงสาว เพราะรู้ว่าถึงรั้งด้วยกอดแบบนี้อดีตแฟนก็ไม่ยอมกลับมาเหมือนก่อนอีกแล้ว




“ขมิ้น… เราไม่รู้หรอกนะว่าสาเหตุที่เราเลิกกันเป็นเพราะเราไม่ดีพอ.. หรือ เธอจะไปเจอคนที่ดีกว่าเรา แต่เราอยากรู้ไว้นะ ว่าเรา.. เป็นคนนึงที่รักเธอมากที่สุดเลยนะ ตลอดระยะเวลา 5 ปี เรามีความสุขมากเลย ขอบคุณ.. ที่ทำให้รู้จักความรักจริงๆนะ”




ข้อความสุดท้ายของ ฮยอนบิน ที่พูดกับขมิ้น ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ได้กลายเป็นเพียงคนที่รู้จักกันเท่านั้น ขมิ้นร้องไห้หนักอีกครั้งหลังจากที่ฮยอนบินพูดความในใจสุดท้าย



“เธออยากรู้เหตุผลที่เราบอกเลิกเธอรึเปล่า”




ขมิ้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ฮยอนบินรู้ว่าขมิ้นลำบากใจที่จะพูดเรื่องนี้ เขากุมมือและลูบเบาๆเพื่อมห้อีกฝ่ายผ่อนคลาย ถึงแม้ว่าเขาเอาจะกังวลและกลัวไม่ต่างจากขมิ้นเลย




“คือเรา..”




ขมิ้นหยิบกระดาษที่อยู่ในกระเป๋าออกมาแล้วยื่นให้ฮยอนบิน เขารับมันมาอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมกระดาษแผ่นนี้ถึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ขมิ้นเลิกกับเขา ทันทีที่เขาอ่านกระดาษก็เข้าใจแล้วว่าทำไมขมิ้นถึงบอกเลิกเขา




“ทำไมเธอถึงเพิ่งมาบอกเรา.. ทำไมเธอเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว”



“เรา.. ไม่อยากให้เธอต้องมารู้เรื่องนี้ เรากลัว.. กลัวว่าเราจะอยู่กับเธอได้มะ..”



“ไม่! เราต้องได้อยู่ด้วยกันนานกว่าเดือนนึงสิ!”





ฮยอนบินมองดูใบกระดาษนั้นก่อนที่จะวางลงบนเก้าอี้ เขาคว้าตัวขมิ้นมากอดพลางรูปหัวเบาๆ





“เราไม่เชื่อหรอกนะ… ว่าเธอจะอยู่กับเราได้แค่เดือนเดียว.. เราต้องได้อยู่มากกว่าเดือนนึงสิ”





ฮยอนบินรวบรวมความเข้มแข็งทั้งหมดพูดปลอบใจคนในอ้อมกอด ถึงแม้ว่าใจเขาจะพังไม่ต่างกับอีกฝ่าย
หลังจากที่ฮยอนบินรู้ว่าขมิ้ยป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ซึ่งรักษาไม่หายแล้ว 





ถึงแม้จะมียาดีขนาดไหนแต่ถ้าร่างกายคนไข้ไม่ไหวยาก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี เขากับขมิ้นก็เลยสัญญากันว่าจะใช้เวลาที่เหลือต่อจากนี้ให้คุ้มที่สุด ทำในสิ่งที่อยากทำ 



จนกระทั่งนาทีสุดท้ายของขมิ้นที่พวกเขาสัญญาว่าจะไปนอนดูดาวด้วยกัน และก่อนที่แสงอาทิตย์เช้าวันใหม่จะขึ้น ขมิ้นก็ได้หลับไปอย่างไร้ลมหายในอ้อมกอดของฮยอนบิน…









กริ๊งง..


“อื้ออ..”


เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นทำให้ก้อนที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ค่อยๆโผล่หน้าออกมาหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ใต้หมอนขึ้นปิดเสียงตั้งปลุก




“เห้ย!! นี่เปิดโน๊ตบุ๊คค้างไว้ทั้งคืนเลยหรอ แถมยังชาร์ตไว้อีก..”




ดงฮันลุกขึ้นนั่งยังไม่ทันที่สายตาจะปรับโฟกัสได้ก็หันไปเห็นว่าเมื่อคืนตัวเองไม่ได้ปิดโน๊คบุ๊คอีกอย่างคือเขาชาร์ตแบตไปด้วย ร่างสูงรีบลุกขึ้นเดินไปดูโน๊ตบุ๊คและรีบถอดปลั๊กออกก่อนที่ค่าไฟเดือนนี้จะพุ่งเกินเป้า




“เมื่อคืนหลับไปตอนไหนวะเนี่ย บทก็เขียนไม่จบ.. เห้อ” 




เขาถอนหายในก่อนที่จะเก็บของบนโต๊ะหน้าทีวีให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินออกไปเก็บผ้าที่ตากไว้ที่ระเบียง




“วันหลังไม่ทำแบบนี้แล้วนะดงฮัน.. ก่อนนอนต้องถออดปลั๊กให้หมดนะ..” 





ระหว่างยืนเก็บผ้าก็ยังไม่วายบ่นตัวเอง สายตาเผลอมองห้องตรงข้ามที่มีผ้าม่านสีดำปิดอยู่ ในใจคิดว่า




‘เช้าๆแบบนี้ เขาไม่คิดที่จะเปิดม่านรับแสงยามเช้าหน่อยหรือไง’




“อ่า.. อากาศตอนเช้านี่ดีชะมัด น่าซื้อโต๊ะสักตัวมานั่งทำงานตรงนี้เหมือนกันนะเนี่ย”




เขายืนสูดอากาศยามเช้าสักพักก่อนที่จะเปิดประตูไว้ให้ลมเข้ามา อย่างน้อยห้องก็จะเย็น จะได้ไม่เปลืองค่าไฟ.. ถึงจะมีฝุ่นเข้ามาก็เถอะ แต่คนสะอาดอย่างคิมดงฮัน เรื่องทำความสะอาดห้องน่ะ เรื่องเล็ก.. แต่เรื่องไม่มีของกินนี่สิ เรื่องใหญ่..






“มะ.. ไม่มีอะไรกินเลย..”



ดงฮันเปิดตู้เย็นดูหวังว่าของที่เขาซื้อมาเมื่อวานจะคงเหลืออยู่ แต่ทันทีที่เปิดดูก็พบเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น ขนมที่ซื้อมาเมื่อวานก็หมดแล้ว เหลือแต่ของสดที่ซื้อมาถุงนึง ซึ่งมีแต่มะเขือเทศ.. เมื่อเห็นถุงมะเขือเทศเขาก็รีบปิดตู้เย็นทันที




“ป้านะป้า ซื้อไก่แถมมะเขือเทศ.. ได้ยังไงวะ ซื้อไก่ก็ต้องแถมไก่สิ นี่แถมมะเขือเทศมาให้เฉย..” 





ดงฮันน่ะ.. เกลียดผักยิ่งกว่าความสกปรกเสียอีก 







เขาหยิบผ้าที่พาดไหล่อยู่เช็ดผมลวกๆแล้วเดินไปหยิบไดร์มเป่าให้แห้งก่อนที่จะหยิบกุญแจห้อง กระเป๋าตังและสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างโทรศัพท์เตรียมที่จะออกไปหาอะไรกิน




“เอ้อ.. เอามะเขือเทศไปให้ป้าคนนั้นดีกว่า” เขาเดินไปหยิบถุงมะเขือเทศออกมาแล้วเดินออกจากห้องไป 







ติ๊ง!



ลิฟท์เปิดออก ขายาวก้าวออกมาก็เห็นป้ายืนคุยอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งดงฮันคุ้นกับแผ่นหลังนี้มาก เขารีบเดินไปหาป้า เพราะตอนนี้กระเพาะอาหารเขาเรียกร้องแล้ว





“สวัสดีครับป้า..”



“อ้าว.. สวัสดีจ๊ะ ตื่นเช้าเชียวนะ จะออกไปไหนหรอ”

“อ๋อ พอดีผมจะลงมาหาอะไรกินน่ะครับ.. ผมเอามะเขือเทศมาให้ป้าด้วย”



ดงฮันยื่นถุงมะเขือเทศให้ป้า โดยมีสายตาของใครบางคนมองถุงมะเขือเทศนั้นอย่างไม่ละสายตา



“ขอบใจมากนะจ๊ะหนู.. ป้ากำลังหามะเขือเทศให้หนูฮยอนบินอยู่พอดีเลย”



“ฮยอนบิน?” 



ดงฮันทวนชื่ออีกครั้ง ป้าก็หันไปมองฮยอนบินที่ยืนจ้องถุงมะเขือเทศอยู่ ดงฮันก็พยักหน้าเป็นอันเข้าใจ




“หนูฮยอนบินขึ้นห้องไปก่อนนะ เดี๋ยวป้าออกไปซื้อของก่อนค่อยขึ้นไปที่ห้อง”



ฮยอนบินพยักหน้าก่อนแล้วหันหลังเดินไปที่ลิฟท์อีกตัวที่อยู่อีกตึกหนึ่ง ดงฮันมองตามไปจนสุดสายตา




“หนูจะออกไปหาอะไรกินหรอ ไปด้วยกันมั้ย.. ป้ากำลังจะออกไปตลาดพอดี”





ดงฮันพยักหน้าก่อนที่จะเดินตามป้าออกไปหาอะไรกินที่ตลาดใกล้ๆกับคอนโด ระหว่างทางดงฮันเกิดคำถามมากมายในหัว เขาคิดอยู่นานว่าจะถามเรื่องฮยอนบินดีมั้ย เพราะกลัวจะรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเกินไป..



“ป้าครับ.. ผมขอถามอะไรได้มั้ยครับ” ดงฮันตัดสินใจถามป้าระหว่างที่พวกเขารอโจ๊กอยู่



“จะถามเรื่องหนูฮยอนบินหรอ”




ดงฮันเลิ่กลั่ก ไม่คิดว่าป้าจะรู้ว่าเขาจะถามเรื่องฮยอนบิน เขาพยักหน้าเป็นคำตอบ ป้าหัวเราะออกมา เขาคิดอยู่แล้วว่าดงฮันต้องถามเรื่องนี้ เพราะทุกครั้งที่มีคนมาอยู่ใหม่เขาก็จะถามเรื่องฮยอนบินทุกคน ป้าเริ่มเล่าให้ฟังว่าฮยอนบินคือใคร และทำไมฮยอนบินถึงเป็นแบบนี้








หลังจากที่ชามโจ๊กสองถ้วยถูกวางลงบนโต๊ะ เรื่องของฮยอนบินก็ได้เริ่มต้นขึ้น…




เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ฮยอนบินมาอยู่ที่คอนโดนี้ เพราะมันใกล้มหาวิทยาลัยที่เขาเรียน ช่วงที่เรียนฮยอนบินจะกลับมาที่คอนโดดึกมาก เพราะต้องอยู่ทำงานที่มหาวิทยาลัย เห็นว่าเรียนคณะสถาปัตย์นี่แหละ ปกติเขาจะฝากป้าซื้อมะเขือเทศทุกวันเพราะเขาชอบกินน้ำมะเขือเทศมากๆ ป้าก็เห็นใจฮยอนบินที่กลับดึก แล้วยังต้องมาทำน้ำมะเขือเทศกินเองอีก ป้าก็เลยทำน้ำมะเขือเทศให้ฮยอนบินทุกวัน จึงทำให้ป้าและฮยอนบินสนิทกัน 




ฮยอนบินเมื่อตอนนั้นน่ะ.. เป็นคนน่ารักมากเลย เจอใครก็ยิ้มให้หมด เป็นคนร่าเริง ใครเห็นใครก็รักเลยแหละ




“เมื่อก่อนเขาก็ดูปกติดีนะครับ.. แต่ทำตอนนี้ถึงกลายเป็นคนละคนเลยล่ะครับ”







ปาท่องโก๋จานใหญ่ถูกวางลงกลางโต๊ะ ดงฮันและป้าต่างหยิบไปคนละตัว ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆใส่ลงในชาม และเรื่องของฮยอนบินก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง..



ตอนฮยอนบินเรียนปี 1 ก็มีแฟนชื่อขมิ้น ทั้งสองคนเรียนที่เดียวกัน แต่คนละคณะ ถ้าจำไม่ผิด.. ขมิ้นน่าจะเรียนคณะนิเทศนะ แฟนเขาชอบมาหาฮยอนบินบ่อยๆ แต่เขาก็ไม่เคยขึ้นไปที่ห้องเลยนะ เพราะกลัวว่าใครมาเห็นจะไม่ดีที่ผู้หญิงขึ้นห้องไปกับผู้ชาย บางครั้งฮยอนบินก็ไม่ได้อยู่ห้อง ขมิ้นก็ต้องฝากของไว้ที่ป้า เพราะเขาก็ต้องรีบกลับไปทำงาน 




ช่วงที่ทั้งสองคนคบกันก็ดูรักกันดีนะ ไม่เคยเห็นทะเลาะกันเลย.. 




จนกระทั่งช่วงนึงที่ขมิ้นไม่ได้มาหาฮยอนบินเลย อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งคู่อยู่ปี 4 แล้ว งานก็อาจจะเยอะ ไหนจะฝึกงานอีกใช่มั้ยล่ะ นั่นก็อาจจะทำให้ทั้งสอคนห่างกัน แต่รู้สึกว่าฮยอนบินช่วงนั้นก็ดูโทรมๆลงไปเหมือนกัน 




วันหนึ่งฮยอนบินนั่งทำงานอยู่ข้างล่างเห็นท่าทางไม่ค่อยดี ป้าก็เลยเอาน้ำมะเขือเทศไปให้ ทันทีที่ป้านั่งลงข้างๆฮยอนบินก็ร้องไห้ออกมา ป้ารู้ว่าฮยอนบินมีเรื่องไม่สบายใจ ป้าก็เลยให้พูดออกมา ตอนแรกฮยอนบินไม่ยอมพูดแต่ป้าก็พยายามทำให้ฮยอนบินพูดจนได้







“เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรอครับ”



ดงฮันหยิบแก้วน้ำมาดื่มหลังจากที่โจ๊กหมดแล้ว ป้าเองก็เช่นกัน ทั้งสองคนลุกขึ้นไปจ่ายตังและเดินไปยังตลาดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้านโจ๊กมากนัก และบทส่งท้ายเรื่องราวของฮยอนบินก็ได้เริ่มต้นขึ้น…



ช่วงที่ทั้งสองคนเรียนจบและฮยอนบินได้ทำงานที่บริษัทโฆษณา แฟนของฮยอนบินเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ซึ่งยากที่จะรักษาแล้ว หมอบอกว่าขมิ้นจะอยู่ได้แค่เดือนเดียว ทำให้ฮยอนบินไม่ค่อยไปทำงานเพื่อที่จะเอาเวลามาดูและขมิ้นจนถึงนาทีสุดท้าย 



เมื่อขมิ้นจากไปฮยอนบินไปเขาก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง…




จากที่เคยเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้แจ่มใสก็กลายเป็นคนที่เงียบ ไม่ยอมพูดจากับใครเลย หนักสุดก็เดินไปเคาะห้องคนอื่นเพราะคิดว่าเป็นห้องตัวเอง ป้าสงสารก็เลยช่วยดูแล ทั้งหาอะไรให้กิน บางครั้งก็จะหาเรื่องอะไรมาคุย ไม่ให้เขาซึมเศร้าไปมากกว่านี้ ตอนนี้เขาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนะ







ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้าคอนโด สองมือของดงฮันเต็มไปด้วยถุงขนม น้ำ และอาหารสด ที่เตรียมไว้เป็นอาหารมื้ออื่น ป้าเองก็เช่นกันมีอาหารสด น้ำ ขนม และพิเศษคือมะเขือเทศลูกใหญ่สีแดงสด ที่ซื้อให้ฮยอนบิน




“ทั้งคอนโดเขาชินกับหนูฮยอนบินกันหมดแล้วแหละ..” ป้ามองดงฮันที่ยืนอยู่ข้างๆ



“ยกเว้นคนมาใหม่อย่างหนูนี่แหละ”



ป้ายิ้มๆแล้วก็เดินเข้าคอนโดไป ดงฮันเองก็ยิ้มๆก่อนที่จะเดินเข้าคอนโดไปรอลิฟท์ ระหว่างที่ลิฟท์ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามในหัวเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ




‘ทำไมน่าสงสารจังเลยนะ’

‘แต่ว่าเขาก็เก่งอยู่เหมือนกันนะ ที่เจอเรื่องแบบนี้แล้วยังมีชีวิตอยู่ต่อได้’

‘อยากช่วยเขาจังเลย..’




ดงฮันเปิดประตูห้องจัดการเก็บของที่ซื้อมาให้เรียบร้อย และเดินไปเปิดทีวีดูข่าวสารบ้านเมืองบ้าง เพราะ ปกติตอนที่เขาอยู่ที่บ้านแม่มักจะเปิดทีวีดูข่าวต่างๆ




ในขณะที่เขากำลังคิดบทละครอยู่ เสียงของนักข่าวเป็นศัตรูกับเขา โดยเฉพาะตอนที่เขากำลังคิดบทอยู่ วิธีแก้ปัญหาก็คือเขาจำเป็นต้องดูข่าวไปกับแม่เลย มันก็ดีเหมือนกันที่เขาย้ายออกมาอยู่ที่คอนโดคนเดียว จะได้ไม่ต้องนั่งฟังข่าวทั้งวี่ทั้งวันเพราะแม่.. แต่ก็ต้องยอมรับว่าคิดถึงเสียงแม่เหมือนกัน








ผม.. คิมดงฮัน มาถึงตาที่ผมจะเล่าเรื่องของตัวเองบ้างแล้ว ผมเพิ่งเรียนจบครับแล้วก็ได้งานเป็นผู้ช่วยนักเขียน ด้วยความที่บริษัทและบ้านไกลกันมาก ผมก็เลยต้องยอมออกมาอยู่ที่คอนโดคนเดียว ถึงแม้ว่าผมจะไม่จำเป็นต้องเข้าบริษัททุกวัน แต่การที่ย้ายออกมาอยู่ที่คอนโดมันก็ง่ายต่อการคิดบทละคร โดยที่ไม่มีเสียงของนักข่าวจากทีวีที่แม่เปิดน่ะครับ.. 



วันที่ผมจะย้ายออกมาอยู่ที่คอนโด แม่ก็กอดผมจุ๊บผมใหญ่เลยทำอย่างกับผมจะไปเรียนต่างประเทศอย่างั้นแหละ ที่จริงก็แค่ประเทศเดียวกันแต่คนละเขตเอง ตอนนี้ผมก็ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยเขียนบทที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับคอนโด เหงาเหมือนกันนะครับที่ต้องออกาอยู่คอนโดคนเดียวแบบนี้ 



แต่ผมว่าคนที่ชื่อฮยอนบินคงจะเหงากว่าผมเยอะเลย.. นอกจะเขาจะเสียแฟนไปแล้ว ป้าเขายังเล่าว่าพ่อแม่ของฮยอนบินก็ไปอยู่ที่ต่างประเทศอีก…



เขาเป็นคนที่น่าสงสารคนนึงเลยนะครับ ผมอยากช่วยเขามากเลยแต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยยังไง.. 









ดงฮันยืนตากผ้าอยู่ที่ระเบียงก็คิดว่าเขาจะช่วยฮยอนบินได้ยังไง สายตากวาดไปมองรอบ สายตาสะดุดที่ห้องตรงข้ามมีคนหนึ่งยืนอยู่ที่ระเบียงซึ่งเป็นคนเขาคุ้นหน้าเป็นอย่างดี กำลังปืนระเบียงออกมา




“พี่ฮยอนบิน!! อย่ากระโดดลงมานะครับ!! ใครก็ได้ช่วยด้วยมีคนจะกระโดดตึก!!”




เสียงตะโกนของดงฮันดังจนทำให้คนที่อยู่ในคอนโดออกมายืนที่ระเบียงและคอยส่งเสียงห้ามไม่ให้ฮยอนบินกระโดดลงมา รวมถึงตัวเขาเองด้วย




“ผมจะช่วยพี่ยังไงดีเนี่ย” 




ดงฮันยืนมองด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนกลัวฮยอนบินจะกระโดดลงมา เขาไม่อยากเห็นคนตายต่อหน้าตอนนี้หรอกนะ เสียงกรี๊ดร้องดังขึ้นดงฮันหลับตาปี๊ ในใจคิดว่าฮยอนบินต้องกระโดดลงมาแล้วแน่เลย เขาไม่อยากไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจหรอกนะ




“พี่ฮยอนบิน.. ผมขอโทษ ฮึก.. ที่ช่วยไว้ไม่ได้..”




 ดงฮันยืนสะอึกสะอื้นอยู่ที่ระเบียง จนมีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นทำให้เขาหยุดสะอื้น




“ไอ้หนู.. ฮยอนบินไม่ตาย หยุดร้องไห้ได้แล้ว” 





ป้าที่เขาเจอเมื่อตอนเช้าตะโกนขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม ดงฮันหันไปมองเขากำลังพัดให้ฮยอนบินที่นั่งอยู่พื้นระเบียง 



“พี่เขาไม่ตายใช่มั้ยครับ”




 ดงฮันถามย้ำอีกครั้งและชะโงกออกระเบียงไปเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าฮยอนบินยังมีชีวิตอยู่จริงๆ




“อ้าว.. หนูอยู่ห้องตรงข้ามหรอ” 




ป้ามองเห็นหน้าดงฮันชัดขึ้นก็พบว่าคนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นคือคนไปเพิ่งไปกินโจ๊กด้วยกันเมื่อเช้านี้ ดงฮันเช็ดน้ำตาแล้วรีบวิ่งออกห้องไปหาป้าที่ห้องฮยอนบินทันที 





เขาไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงต้องรีบไปขนาดนั้น อาจจะเพราะว่ากลัว… กลัวว่าจะไม่ได้เห็น.. ฮยอนบินอีก






“ป้าครับ ให้ผมช่วยมั้ยครับ”




ไม่ถึง 5 นาที ดงฮันก็ถึงห้องฮยอนบิน เขาไม่รู้หรอกว่าห้องของฮยอนบินคือห้องอะไร แต่เขาเดาเอาจากห้องตัวเองที่อยู่ห้อง 7301 ห้องของฮยอนบินอยู่อีกตึกหนึ่งและมันตรงกับห้องเขา ห้องของฮยอนบินก็คือ 7401 




“ช่วยพาฮยอนบินไปที่เตียงที”




ดงฮันประคองร่างที่นอนอยู่ไปที่เตียง ป้าก็ปิดประตูระเบียงให้แน่นหนาและเดินไปหยิบผ้าเตรียมเช็ดตัวให้ฮยอนบินรู้สึกตัว




“ห้องสะอาดจัง.. เหมือนไม่ใช่ห้องของคนป่วยเลย” 




เขามองรอบๆห้องที่ดูขาวสะอาดตา พอๆกับห้องตัวเอง เขากวาดสายตาไปรอบๆก็เห็นรูปที่ฮยอนบินถ่ายคู่กับแฟน ดงฮันเดินไปหยิบมาดูสลับกับมองคนที่นอนเหม่ออยู่บนเตียง 






“เห้อ..”




ป้าเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับกะละมังใบเล็กและผ้าผืนหนึ่งวางลงข้างๆเตียง สายตาของป้าที่มองฮยอนบินเป็นสายตาเศร้า.. ถ้าเปรียบเป็นสีก็คือจะเป็นสีเทาเข้มจนเกืบดำเลย 



บรรยกาศหม่นๆระหว่างทั้งสามคนถูกทำลายโดยเสียงโทรศัพท์ของป้าที่เขามีงานด่วนต้องรีบไปช่วย เขาก็วานให้ดงฮันเช็ดหน้าเช็ดตาให้ฮยอนบินหน่อย ดงฮันก็รับปาก เพราะมันเป็ความตั้งใจของเขาที่อยากจะช่วยฮยอนบินไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆหรือเรื่องใหญ่ เขาไม่ชอบเห็นคนเศร้า.. 




ถ้าเขามีความสุขคนรอบข้างก็ต้องมีความสุขไปด้วย..
“เราแบ่งความสุขให้พี่เขาได้มั้ยนะ แบบ.. ในละคร เอามือแตะและความสุขจะเพิ่มแบบนี้อ่ะ” 




เขาเอามือแตะที่แขนฮยอนบินแล้วหลับตาทำเป็เหมือนเขาส่งความสุขไปให้ฮยอนบิน




“พี่เขาได้ความสุขรึยังนะ” ดงฮันพูดก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาก็พบว่าฮยอนบินนั่งมองเขาอยู่




“พี่!!” 




เขาตกใจจนเกือบจะตกเตียงแต่โชคดีที่ฮยอนบินจับแขนไว้อยู่ ดงฮันไม่คิดว่าคนที่นอนหลับอยู่จะตื่นขึ้นมากะทันหันแบบนี้ 




“ขอบคุณ..”





เสียงพูดเบาๆของฮยอนบินที่ทำให้ดงฮันต้องเอียงหูฟัง เขาไม่แน่ใจว่าฮยอนบินพูดว่าอะไร แต่เดาว่าน่าจะเป็นคำว่าขอบคุณ จริงๆเขาอยากให้ฮยอนบินพูดคำนี้กับป้ามากกว่า เพราะคนที่ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อคือป้า ไม่ใช่เขา..





“พี่ดีขึ้นแล้ว.. งั้นผมไปก่ออนนะครับ” ดงฮันเอาน้ำเช็ดตัวไปเททิ้งและตากผ้าให้เรียบร้อยก่อนที่จะออกจากห้อง ฮยอนบินมองตามดงฮันไปจนอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไป รอยยิ้มเล็กๆปรากฎขึ้นบนหน้าของฮยอนบิน.. 







“อ้าวหนู.. ทำไมลงมาเร็วจัง ฮยอนบินตื่นแล้วหรอ..”




ดงฮันลงลิฟท์มาก็เจอป้าที่ถือถุงมะเขือเทศยืนอยู่หน้าลิฟท์ 




“อ๋อ.. เขาตื่นแล้วน่ะครับ ผมก็เลยลงมา” ดงฮันตอบยิ้มๆแล้วก็เดินไปรอลิฟท์ที่ตึกตัวเองอยู่เพื่อกลับห้อง






ร่างสูงล้มตัวนอนบนเตียง เขาอยากจะนอนอีกรอบทั้งๆที่เพิ่งตื่นมาไม่กี่ชั่วโมง เพราะมีเรื่องให้คิดแต่เช้า โดยเฉพาะเรื่องฮยอนบิน ดงฮันไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงต้องเก็บเรื่องฮยอนบินมาคิดด้วย เขาสะบัดหัวไล่ฮยอนบินออกจากหัวไปก่อน เขาขอเวลานอนสักพักก่อนสักสองชั่วโมงแล้วค่อยตื่นขึ้นมาคิดบทต่อแล้วกัน..





“คนเมื่อกี้.. คือใคร”




ฮยอนบินลุกจากเตียงนอนมาที่โต๊ะกินข้าวที่มีน้ำมะเขือเทศที่ป้าเพิ่งเอามาให้หลังจากที่ดงฮันออกจากห้องไป ระหว่างที่ฮยอนบินดื่มน้ำมะเขือเทศไปนั้นเขาก็คิดเรื่องดงฮันตลอดเลย เขาจำหน้าดงฮันได้.. เขาจำหน้าคนที่เคยช่วยเขาได้ แต่ไม่เคยจำชื่อได้เลย..




“ดงฮัน..” 



ยกเว้น ดงฮัน...






รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนหน้าของฮยอนบิน เขาไม่ได้ยิ้มแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้.. 




หลังจากที่เสียขมิ้นไปก็ไม่เคยมีใครทำให้ยิ้มเลยนอกจากดงฮัน.. 




ฮยอนบินไม่รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมเขาถึงจำชื่อดงฮันได้ทั้งๆที่เพิ่งเจอได้ไม่กี่ครั้ง ต่างจากป้าที่เขาเจอบ่อยกว่าดงฮัน แต่กลับจำชื่อไม่ได้..








“ฮัดชิ้ว!!”




ดงฮันสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกว่าแอร์ในห้องมันเย็นขึ้นเรื่อยๆ และอีกอย่างคือผ้าห่มผืนใหญ่กองอยู่ที่พื้น.. เขาลุกไปเก็บผ้าห่มขึ้นมากะว่าจะนอนต่ออีกสักนิด แต่รู้สึกว่าได้ยินเสียงเหมือนฝนตกอยู่ก็เลยเดินไปเปิดผ้าม่านดูปรากฎว่าฝนตกจริงๆและเห็นผ้าที่ตากอยู่เขาก็รีบกองผ้าห่มไว้ที่พื้นอย่างเดิมและรีบเปิดประตูไปเก็บผ้าที่ตากไว้ที่ระเบียงทันที 



ระหว่าที่เก็บผ้าสายตาเขาก็มองไปยังห้องตรงข้ามที่ตอนนี้ถูกปิดด้วยผ้าม่านสีดำ 




“ตอนนี้พี่ฮยอนบินจะเป็นยังไงบ้างนะ” ดงฮันยืนกอดกองผ้ามองไปยังห้องฮยอนบินจนฝนเริ่มตกหนักขึ้น 




“ฮัดชิ้ว!! อ่า.. เหมือนจะเป็นหวัดเลย รีบเข้าห้องดีกว่า..”





ดงฮันเดินเข้าห้องไป แต่สายตาก็ยังคงมองไปที่ห้องของอีกฝ่ายอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครบางคนกำลังแอบมองอยู่.. 






“ดงฮัน.. ขอบคุณนะ..” 






หลังจากวันนั้นที่ดงฮันได้ช่วยฮยอนบินไว้ ดงฮันก็คิดเรื่องฮยอนบินมาตลอด ทั้งเป็นห่วงว่าจะได้กินอะไรรึยัง.. 



จะได้กินของที่ชอบมั้ย.. 



หรือได้ยิ้มบ้างรึเปล่า 








จนวันนึงเขาเดินสวนกับฮยอนบินที่หน้าคอนโด ดงฮันไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงไม่ยอมมองหน้าฮยอนบินเลย ซึ่งมันก็ทำให้เขาไม่รู้ว่าฮยอนบินยิ้มให้เขาอยู่






‘อะไรกัน.. ไม่คิดจะมองหน้ากันเลยรึไง’




 
ฮยอนบินคิดในใจหลังจากที่เดินออกไปซื้อมะเขือเทศที่ตลาด ระหว่างที่เขากำลังเดินคิดอยู่นั้น ก็รู้สึกว่าเหมือนมีใครเดินตามมา ฮยอนบินหันไปมองก็พบว่าป้าเดินตามเขามา





“ป้าเดินตามผมมาหรอเนี่ย.. นึกว่าเป็นขโมยซะอีก”  เขาเดินไปหาป้าที่หลบอยู่หลังรถขายผลไม้ 




“ป้าก็เดินมาดูให้แน่ใจว่าหนูดีขึ้นแล้วจริงๆ” 




“ผมดีขึ้นแล้วจริงๆครับป้า.. ผมไม่ใช่ฮยอนบินคนเดิมที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้วนะครับ ไม่ต้องห่วงหรอกครับป้า”






ฮยอนบินยืนล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วยิ้มให้ป้าเพื่อยืนยันว่าเขาดีขึ้นแล้วจริงๆ ป้าถามย้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าฮยอนบินดีขึ้นแล้วจริงๆ เขาเองก็ยังยืนยันว่า เขาหายเป็นปกติแล้วจริงๆ เมื่อป้าเห็นฮยอนบินยิ้มได้เขาก็สบายใจ 




ทั้งคู่ก็แยกกัน ฮยอนบินเดินไปร้านขายผักร้านประจำที่เคยไปซื้อมะเขือเทศ นี่เป็นนครั้งแรกหลังจากที่เขาเก็บตัวกับโรคซึมเศร้ามาเกือบสามเดือน 




ครั้งแรกหลังจากหลายเดือนที่เขาจะได้ออกมาเจอบรรยกาศของตลาดยามเช้า ได้เดินผ่านร้านขายขนมประจำ ได้ออกมาเลือกมะเขือเทศด้วยตัวเอง.. แต่วันนี้อาจจะไม่ได้เลือกมะเขือเทศด้วยตัวเองแล้ว..




“อะไรนะครับ.. มีคนเหมาไปแล้วหรอ”




ป้าคนขายผักร้านประจำบอกว่ามีคนเหมามะเขือเทศไปหมดแผงแล้ว เขามาช้าไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น เขาพยายามหาร้านขายผักแถวๆนี้ แต่ก็ไม่มี.. 




วันนี้เขาคงอดกินน้ำมะเขือเทศแน่ๆ.. แต่ไม่เป็นแบบนั้น เพราะหลังจากที่เขาเดินเข้าไปในคอนโดก็เจอป้าถือถุงมะเขือเทศกำลังเดินไปที่ลิฟท์ตึกที่ฮยอนบินอยู่ เขารีบเดินเข้าไปขอซื้อต่อ แต่ป้าบอกว่าไม่ต้องซื้อต่อ เพราะนี่คือของเขาหมดเลย ป้ายื่นถุงมะเขือเทศให้ฮยอนบินแล้วก็เดินไป ปล่อยให้ฮยอนบินยืนรอลิฟท์อยู่คนเดียว..







“พี่ฮยอนบินจะรู้มั้ยนะ.. ไม่รู้หรอกมั้ง.. เอ๊ะ หรือว่าป้าบอกไปแล้ว!!”




ดงฮันเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องเกือบสิบนาที เขาเอาแต่พูดว่า จะรู้มั้ยนะ.. พี่ฮยอนบินจะรู้มั้ย.. 




เขากังวลว่าฮยอนบินจะรู้เรื่องที่เขาซื้อมะเขือเทศฝากป้าไปให้ฮยอนบินทุกวัน ถึงดงฮันจะบอกป้าว่าห้ามบอกเรื่องที่เขาซื้อมะเขือเทศไปให้.. แต่เขาก็กลัวว่าสักวันนึงป้าจะหลุดปากบอกฮยอนบินไป 




ถึงแม้ว่าเขาเองจะไม่ชอบผักถึงขนาดที่ยังไม่กล้าแตะมันด้วยซ้ำ แต่เพื่อฮยอนบินแล้ว.. เขาจะยอมแตะมันสักครั้ง.. 





ในทุกๆวันเขาจะซื้อมะเขือเทศไปให้ป้าแล้วฝากไปให้ฮยอนบิน เขาทำแบบนี้ทุกวันจนป้าเกรงใจอยากจะช่วยออกค่ามะเขือเทศให้ แต่ดงฮันก็ไม่รับ เขาอยากจะช่วยป้าดูแลฮยอนบินบ้างเพราะงานป้าก็เยอะ เขาอยากจะแบ่งเบาภาระของป้าเท่านั้นเอง.. และทุกครั้งที่ดงฮันเจอป้า เขาก็กำชับว่าอย่าบอกเรื่องที่เขาซื้อมะเขือเทศให้ฮยอนบินเด็ดขาด ป้าก็สัญญาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่ความลับดันมาแตกเพราะ ฮยอนบินแอบได้ยินดงฮันพูดเรื่องนี้กับป้า หลังจากวันนั้นมันก็ทำให้ฮยอนบินคิดได้ว่า




‘อย่างน้อยก็ยังมีคนคนนึงเป็นห่วงเขา.. เพราะงั้นเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นการตอบแทนความห่วงใยของเขา.. ถ้าเราเป็นอะไรไป เขาต้องเสียใจมากแน่ๆ’








“หยุดคิดเรื่องนี้ แล้วคิดบทต่อได้แล้วคิมดงฮัน.. ต้องส่งวันศุกร์นี้แล้วนะ!!”




เขาเดินไปหยิบโน๊ตบุ๊คและสมุดเล่มหนึ่งออกไปนั่งโต๊ะที่ระเบียง




“วันนี้อากาศดีชะมัดเลย.. เฮ้ย!” 





ทันทีที่ปิดประตูระเบียงสายตาก็หันไปเจอฮยอนบินกำลังถอดเสื้ออยู่ในห้อง ผ้าม่านสีดำที่เขาเคยเห็นอยู่ทุกวัน ในวันนี้ไม่มีแล้ว.. มีแต่ฮยอนบินที่กำลังมองมายังเขา..





“อะไรของเขาเนี่ย.. ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะเปิดผ้าม่านออก แล้วทำไมวันนี้ถึง.. ถอดเสื้อ.. ไม่ใช่ดิ ไม่ใช่!!!”






ดงฮันบ่นงุบงิบใส่ประตู มือทั้งสองกอดโน๊ตบุ๊คและสมุดแน่น เขาหลับตาลงพยายามทำใจให้สงบก่อนที่จะลืมตาขึ้นก็เห็นฮยอนบินยืนเท้าเอวยืนยิ้มให้อยู่ผ่านกระจก





“เย็นไว้ดงฮัน.. อย่าเขิน ทำตัวปกติเข้าไว้…”






ดงฮันหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะหันไปยิ้มให้ฮยอนบินพร้อมโค้งตัวให้ และจัดการเอาโน๊ตบุ๊คและสมุดไปวางแล้วก็ก้มหน้าก้มตาพิมพ์งาน 




ฮยอนบินยืนมองสักพักก็เดินเข้าไป ดงฮันเห็นฮยอนบินเดินเข้าไปแล้วก็ถอนหายใจออกมา






ครึ่งชั่วโมงที่ฮยอนบินหายไป ดงฮันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฮยอนบินหรือเปล่า เขาลุกขึ้นชะเง้อออกไปดู แต่ก็ไม่เห็นมีวี่แววที่อีกฝ่ายจะเดินออกมาเลย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากำลังจะโทรหาป้าให้ไปดูฮยอนบินเพราะกลัวจะเป็นอะไรไป 





ไม่ทันที่จะกดเบอร์หาเบอร์ป้า ฮยอนบินก็เดินถือไอแพดออกมานั่งวาดรูปที่ระเบียงในเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงวอร์มสีดำ ผมสีดำที่ไม่ได้เซตบวกกับความสูงระดับนายแบบ มันทำให้ดงฮันใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก..




ดงฮันกลับมานั่งที่เดิมพิมพ์งานต่อ ฮยอนบินเองก็ไม่ต่างกัน เขากำลังนั่งวาดรูปตามที่หัวหน้าบรีฟมา.. 





เขาได้กลับไปทำงานที่บริษัทเดิม หลังจากที่อาการดีขึ้นฮยอนบินไปสมัครงานที่บริษัทเก่าและก็ได้ทำงานทันที เพราะช่วงนี้บริษัทกำลังขาดตำแหน่งนักวาดรูปอยู่พอดี นั่นมันก็เป็นโชคดีของเขาเรื่องหนึ่งเลย…







“เมี๊ยวว~”




แมวตัวสีขาวเดินออกมาจากในห้องของฮยอนบิน เจ้าก้อนสีขาวเดินมาคลอเคลียตรงขาฮยอนบิน เจ้าตัวเห็นก็อุ้มขึ้นมานั่งบนตัก




“วันนี้ได้ออกมาข้างนอกครั้งแรกเลยนี่”





“เมี๊ยวว~” เจ้าก้อนร้องตอบอย่างพอใจ หลังจากฮยอนบินเจอมันอยู่ที่ระเบียงในขณะที่ตอนนั้นเขากำลังจะกระโดดตึก ฮยอนบินก็เลยตัดสินใจเก็บแมวมาเลี้ยง และมันก็ทำให้เขาอาการดีขึ้น เหมือนเจ้าตัวนี้เป็นสิ่ที่บำบัดให้เขาอาการดีขึ้นและหายจนเป็นปกติ





“เธอเป็นคนที่ช่วยชีวิตฉันเลยนะเนี่ย.. ไม่ใช่สิ.. คนนั้นต่างหาก”





ฮยอนบินมองไปห้องตรงข้ามเห็นดงฮันกำลังพิมพ์งานอย่างตั้งใจ เขาเผลอยิ้มออกมาก่อนที่จะให้ความสนใจกับเจ้าก้อนที่นอนซุกอยู่บนตักตัวเอง 






ดงฮันหันไปมองฮยอนบินที่นั่งวาดรูปอย่างอารมณ์ดีแล้วยิ้มออกมา เขาเปิดสมุดแล้วเขียนอะไรบางอย่างก่อนที่จะหยิบแก้วโกโก้มาดื่ม..






‘หลังจากนี้ ขอให้มีความสุขในทุกๆวันนะ.. พี่ฮยอนบิน 12/04/2019’







#room7301HH

ผลงานอื่นๆ ของ Crescentmoonn

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น